ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนโลยีการเกษตร

เลิศพงษ์ กันภัย

ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี

เมื่อพูดถึง ส้มโอ หลายคนคงนึกถึงส้มโอพันธุ์ทองดี ขาวน้ำผึ้ง ขาวแตงกวา

น้อยคนที่จะทราบว่ายังมี ส้มโอพันธุ์ปูโก เป็นสายพันธุ์พื้นเมือง อยู่ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งขณะนี้มีการผลักดันให้เป็นผลไม้เด่น คุณภาพดี สร้างชื่อเสียงของจังหวัดปัตตานีอีกด้วย

จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน คำว่า “ปูโก” มีความหมายว่า “ประทับตรา”

ชาวจีนนำส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของชาวยะรังไปไหว้เจ้า โดยมีการประทับตราไว้บนผล ซึ่งบ่งบอกถึงมีคุณค่า มีคุณภาพดีจากนั้นชาวมุสลิม จึงตั้งชื่อส้มโอดังกล่าวว่า “ปูโก”

เดิมทีการปลูกส้มโอของเกษตรกรนิยมปลูกกันในสวนหลังบ้าน จำนวนบ้านละไม่กี่ต้น ทำให้ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ต่อมาสำนักงานเกษตรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามาส่งเสริมให้ความรู้ ทำให้ส้มโอปูโกมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด

จากที่ ส้มโอปูโก ในอดีตเคยถูกมองข้าม ไม่ได้รับการบำรุงดูแล จนมีผู้นำไปปลูกต่างพื้นที่

ในวันนี้ส้มโอในท้องถิ่นกำลังได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้กลับมาสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอยะรังอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายให้เป็นผลไม้เด่น ดี มีคุณภาพ ของจังหวัดปัตตานี ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “ปูโกเพชรยะรัง”

ลักษณะประจำพันธุ์ส้มโอพันธุ์ปูโก

ทรงพุ่ม…ลักษณะทรงพุ่มเหมือนส้มโอพันธุ์อื่นๆ ทั่วๆ ไป มีขนาดปานกลาง เนื่องจากขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 4-5 เมตร และความสูงประมาณ 5-5 เมตร

ลักษณะใบ…ส้มโอพันธุ์ปูโกจะมีลักษณะใบค่อนข้างยาวรี กลางใบจะกว้าง ส่วนของยอดจะใหญ่มีขนปกคลุม ปลายใบจะมีลักษณะแหลม เมื่อหงายดูใต้ใบจะมีขนเล็กๆ ปกคลุมทั่วทั้งใบ เมื่อจับดูขนจะมีลักษณะนุ่มคล้ายกำมะหยี

ลักษณะผล…ส้มโอพันธุ์ปูโก เมื่อผลโตเต็มที่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวตามอายุจะมีสีผิวสีเขียวนวลอมเหลือง ส่วนบนจะมีจุกคล้ายส้มโอพันธุ์ขาวพวง บริเวณผิวผลจะมีขนเล็กๆ ปกคลุมทั่วทั้งผล ขนจะอ่อน นุ่ม เมื่อจับดูจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กำมะหยี่ บริเวณจุดกึ่งกลางก้นของผล เมื่อสุกแก่เต็มที่จะมีจุดสีน้ำตาลเข้ม และขนบริเวณก้นประมาณครึ่งลูกจะหายไป ซึ่งสามารถแบ่งขนาดของผลส้มโอได้ ดังนี้

เส้นรอบวง มากว่า 25 เซนติเมตร เรียกว่า ขนาดจัมโบ้

เส้นรอบวง ระหว่าง 20-25 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 1

ส้นรอบวง ระหว่าง 18-20 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 2

เส้นรอบวง ระหว่าง 18 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 3

ลักษณะภายในผล…เมื่อตัดขวางผลส้มโอจะเห็นว่าผิวเปลือกค่อนข้างบาง ผนังกลีบจะมีลักษณะสีขาวอมชมพู มีเมล็ดค่อนข้างมากเรียงชิดแกนผล เนื้อกุ้งเล็กๆ จะทับซ้อนกันหลายชั้น มีสีชมพูเข้มคล้ายสีทับทิมจนถึงสีแดง รสชาติหวาน หอมและนุ่ม

การเตรียมกิ่งพันธุ์

ควรคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค โดยคัดเลือกกิ่งจากต้นที่มีความแข็งแรง ควรเป็นกิ่งที่ตั้งขึ้นแล้วขยายพันธุ์โดยการตอน และเมื่อสังเกตเห็นระบบรากมีความหนา แน่น และมีสีเขียวแกมน้ำตาล สามารถตัดกิ่งตอนไปปลูกได้เลย หรือนำไปชำไว้ในถุงพลาสติกใสก่อนก็ได้ ประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ก่อนนำไปปลูกในแปลง

วิธีการปลูกส้มโอพันธุ์ปูโก

ส้มโอพันธุ์ปูโก สามารถปลูกได้ในที่ดอน หรือในที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง หรือในที่ลุ่มโดยการยกร่อง ลักษณะของดินที่ชอบจะเป็นดินร่วน เหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ระหว่าง 5.5-6.0 มีน้ำเพียงพอตลอดปี ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ ชอบแสงแดดจัด ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่สำคัญคือ ต้องการแคลเซียม (Calcium) และแมกนีเซียม (Magnecium) สูง เพราะจะทำให้ส้มโอมีรสชาติหวานเข้ม การปลูกควรวางต้นพันธุ์ส้มโอลงในหลุมพอประมาณ อย่าให้หลุมลึกเกินไป แล้วใช้มีดคมๆ กรีดจากก้นถุงถึงปากถุง (กรณีชำถุง) แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินในถุงแตก กลบดินที่ผสมแล้วพูนโคนต้น กดดินบริเวณรอบโคนต้นให้แน่น แล้วปักไม้หลักพร้อมผูกเชือกเพื่อป้องกันการโยกคลอนเมื่อลมพัด คลุมดินบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้นเพื่อป้องกันแสงแดดจัด ควรทำร่มเงาในช่วงแรกประมาณ 1-2 เดือน ก่อนต้นพันธุ์จะตั้งตัวได้

ระยะปลูก…สำหรับการปลูกส้มโอพันธุ์ปูโกในพื้นที่ที่เป็นที่ดอน ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 8×8 เมตร หรือ 6×6 เมตร แต่ถ้าปลูกในที่ลุ่ม ซึ่งน้ำไม่ท่วมขัง หรือในที่ลุ่มโดยการยกร่อง ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 6×6 เมตร

การขุดหลุมปลูก…การขุดหลุมปลูกส้มโอพันธุ์ปูโก ไม่จำเป็นต้องขุดหลุมให้ลึก แต่ควรจะผสมดินที่ได้จากการขุดหลุมกับปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว ประมาณ 3-5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อกฟอสเฟต ประมาณ 300-500 กรัม ต่อหลุม แล้วคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเพื่อให้รองก้นหลุมก่อนปลูก

วิธีการดูแลรักษาส้มโอพันธุ์ปูโก

การให้ปุ๋ย…ส้มโอพันธุ์ปูโก เมื่ออายุ 1 ปี จะเป็นช่วงที่รากเริ่มงอก ควรบำรุงรักษาโดยการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ควรให้ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0 ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 สัดส่วน 1:1 ในอัตราส่วน 200 กรัม ต่อต้น โดยแบ่งใส่ประมาณ 3 เดือน ต่อครั้ง สลับกับการใช้ปุ๋ยคอกหรือชีวภาพ และเมื่อส้มโอมีอายุ 2-3 ปี ก็ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าวข้างต้น 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อ 3 เดือน โดยการแบ่งใส่เหมือนเดิม

เมื่อส้มโอมีอายุ 4 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตในช่วงแรก ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มขนาดของผล และก่อนเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น หลังจากนั้น ให้ฉีดพ่นฮอร์โมนโซโลโพแทส (SOLOROTAS) เพื่อเพิ่มรสชาติให้มีความหวาน และนุ่มน่ารับประทาน หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรจะตัดแต่งกิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออก เช่น กิ่งกระโดง กิ่งแห้ง กิ่งที่เป็นโรค กิ่งคดงอ และกิ่งเบียดเสียดออกเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องเข้าถึงภายในทรงพุ่ม สำหรับการตัดแต่งกิ่งหลังจากตัดแล้วควรทาแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดง หรือสารป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือสีน้ำมันเพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลาย

การให้น้ำ…การให้น้ำส้มโอพันธุ์ปูโกเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากส้มโอพันธุ์ปูโกต้องการน้ำสม่ำเสมอพอสมควร ถ้ามีน้ำขังมากเกินไปก็จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบราก อาจจะก่อให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่าได้ และถ้าหากขาดน้ำเป็นเวลานานก็จะทำให้ต้นส้มโอแคระแกร็น ระบบรากไม่เจริญเติบโต ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพของผลผลิตไม่ดี ทำให้ผลเล็ก เนื้อกุ้งจะแข็ง และอาจจะทำให้เกิดรสชาติขมได้ ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้น้ำแก่ส้มโอควรจะดูสภาพภูมิอากาศและดูคุณสมบัติของดินประกอบด้วย กล่าวคือ เมื่อสภาพภูมิอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส้มโอจะมีอัตราการคายน้ำสูง โดยเฉพาะคุณสมบัติของดินที่เป็นดินทราย การอุ้มน้ำไม่ดี ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้าหากคุณสมบัติของดินเป็นดินค่อนข้างเหนียว การอุ้มน้ำดี ควรให้น้ำส้มโอสัปดาห์ละครั้ง ดังนั้น การให้น้ำอาจจะแตกต่างกันออกไป โดยให้สังเกตความชื้นในดินเป็นหลัก ควรให้น้ำแต่พอเหมาะ ไม่ควรมากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมของต้นส้มโอที่อายุมากกว่า 4 ปี เพื่อเตรียมการออกดอกโดยการงดให้น้ำ ประมาณ 20-25 วัน เมื่อสังเกตเห็นว่าใบอ่อนเริ่มห่อตัว แสดงว่าส้มโอขาดน้ำรีบให้น้ำทันที แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อกระตุ้นการออกดอกและเมื่อส้มโอเริ่มออกดอก ควรงดให้น้ำเพื่อป้องกันดอกร่วง และเมื่อช่อดอกพัฒนาไปเป็นผล ก็ให้น้ำทีละน้อยไปเรื่อยๆ จนถึงระดับปกติ

วิธีการดูแลรักษาระยะติดผล

ในกรณีที่ส้มโอพันธุ์ปูโกได้พัฒนาผลขึ้นมาเรื่อยๆ เกษตรกรมีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งกิ่งผล และไว้ผลให้พอเหมาะกับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้น และควรจะเห็นผลที่มีอาการยางไหล ผลเป็นโรคนำไปเผาไฟหรือไปทำลายนอกแปลง และถ้าหากกิ่งพันธุ์ไม่แข็งแรงควรจะหาไม้ค้ำยันด้วยในระยะติดผลเป็นระยะที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าหากการดูแลรักษาไม่ดีจะได้ผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ในระยะติดผลควรจะมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง โดยการฉีดพ่นสารเคมีชนิดอะบาเม็กติน อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อส้มโอดอกตูมขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก ประมาณ 7 วัน แล้วปล่อยให้ดอกบาน การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มขนาดของผลอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยการใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 1.0 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อเดือน และเมื่อผลส้มโอโตเต็มที่ก่อนจะเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ในอัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ก็จะทำให้ผลผลิตส้มโอพันธุ์ปูโกมีคุณภาพดี กล่าวคือ ผลโต ผิวสวย ได้ขนาดตามความต้องการของตลาด และรสชาติหวาน นุ่ม น่ารับประทานที่เป็นจุดเด่นของส้มโอพันธุ์ปูโกอีกด้วย

ศัตรูที่พบ

ศัตรูของส้มโอปูโก ไม่ว่าจะเป็นโรคและแมลง จะพบคล้ายๆ กับการปลูกส้มโอที่อื่น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นให้เกษตรกรป้องกัน

ต้องพบการระบาดมากๆ จึงใช้สารป้องกันกำจัด

ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกส้มโอพันธุ์นี้ จำนวน 600 ราย พื้นที่ประมาณ 450 ไร่

ผลผลิตซื้อขายกัน ส้มโอเกรดเอ จำหน่าย ผลละ 50-60 บาท

เมื่อพูดถึงส้มโอ หลายคนคงคิดถึงส้มโอภาคกลาง แต่ใครจะรู้บ้างว่า ยังมีส้มโอดี ส้มโอเด่น ในท้องถิ่น อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โทร. (073) 439-090

กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง

ขับรถยนต์จากเชียงใหม่ไปเชียงรายแบบสบายๆ เหนื่อยที่ไหนก็หยุดพักถ่ายภาพทิวทัศน์สวยๆ เก็บไว้ และก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ราว 20 กิโลเมตร ทางด้านขวามือมีร้านกาแฟสด คอกาแฟอย่างผมก็อดไม่ได้ที่จะหยุดพักเพื่อดื่มกาแฟสักถ้วย

ภายในร้านกาแฟมีเสียงเพลงเบาๆ ให้ฟัง มีมุมให้เลือกนั่งตามชอบ เมื่อกาแฟสดที่สั่งได้วางบนโต๊ะ มีบริการชงพร้อมให้คำแนะนำวิธีการชงง่ายๆ ดูจากวิธีการชงเพียงวางซองกาแฟสดลงไปที่แก้วกาแฟ รินน้ำร้อนใส่ลงไป ผงกาแฟในซองจะละลายเปลี่ยนเป็นน้ำสีดำเข้ม กลิ่นหอม ดื่มได้รสชาติกลมกล่อม ทราบว่าร้านกาแฟสดนี้ได้ทำเป็นกิจกรรมครบวงจรคือ มีทั้งปลูกและแปรรูปกาแฟ เป็นการเสริมสร้างรายได้สู่ความมั่นคงยั่งยืน เป็นอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจ จึงได้นำเรื่องราว กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณสิริกร ทาติ๊บ เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกาแฟ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 100 ไร่ ที่ให้ผลผลิตแล้ว 50 ไร่ การปลูกกาแฟได้เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย มาสู่รุ่นพ่อ แม่ กระทั่งมาถึงรุ่นตนเองในปัจจุบันนี้ กาแฟที่ปลูกมี 2 พันธุ์ คือ อะราบีก้า และ โรบัสต้า

พันธุ์อะราบีก้า ลักษณะใบเล็กกว่าพันธุ์โรบัสต้า ทรงพุ่มเตี้ย เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดี ต้นกาแฟเจริญเติบโตสมบูรณ์ หลังจากปลูก 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต เมื่อเข้าสู่ในปีที่ 5 ก็จะให้ผลผลิตมากขึ้น นับตั้งแต่ต้นกาแฟเริ่มออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลา 1 ปี ผลกาแฟแก่เมล็ดสีแดงเข้มสด ช่วงการเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ หรือถ้าต้นกาแฟได้รับน้ำเพียงพอสม่ำเสมอก็อาจจะมีการเก็บเกี่ยวได้นานถึงเดือนมีนาคม

การปลูก มีทั้งเป็นการปลูกใหม่และปลูกซ่อมแซม หลุมปลูกจะขุดกว้างยาวลึก ด้านละ 30 เซนติเมตร นำต้นพันธุ์ลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังจากปลูกหมั่นทำความสะอาดแปลง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 2 ครั้ง ต่อปี ใส่รอบทรงพุ่ม

การให้น้ำ ได้ให้น้ำต้นกาแฟเฉพาะในฤดูแล้งเท่านั้น น้ำที่นำมาใช้ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วจัดการให้น้ำต้นกาแฟด้วยระบบน้ำหยด โดยจะให้น้ำต้นกาแฟ 14 วัน ต่อครั้ง หรือดูความชุ่มชื้นในดินก่อนการให้น้ำ ในฤดูฝนจะให้ต้นกาแฟได้รับน้ำจากน้ำฝน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้ดี

การเก็บเกี่ยว กาแฟพันธุ์โรบัสต้า จะให้ผลผลิตช้ากว่ากาแฟพันธุ์อะราบีก้า 1-2 เดือน โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,800 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลกาแฟแก่สุกเมล็ดสีแดงเข้มสด จะเก็บเกี่ยวใส่ภาชนะ นำไปเก็บรวบรวมในโรงเรือน

จากนั้นนำผลกาแฟสด ไปแช่น้ำในบ่อซีเมนต์ เก็บเมล็ดและเศษวัสดุที่ลอยน้ำออก ให้เหลือเมล็ดดีมีคุณภาพ ก็จะเก็บไปเข้าเครื่องโม่เพื่อแยกเอาเปลือกออก นำไปหมักที่บ่อหมัก 10-14 ชั่วโมง เพื่อขัดเมือกออก จากนั้นนำไปตากที่ลานตาก 7-12 วัน ให้แห้ง เก็บใส่กระสอบนำไปเก็บรักษาไว้ในที่มีอากาศโปร่ง ถ่ายเทหมุนเวียนสะดวก บ่มเก็บรักษาไว้นาน 1 ปี จะได้เป็นกาแฟกะลา จากนั้นนำไปสีในเครื่องกะเทาะเอาเปลือกออก พร้อมกับคัดแยกขนาดเมล็ดไว้เป็น 3 ขนาด คือ

ขนาดเมล็ดมาตรฐาน คือเมล็ดใหญ่ จะนำเมล็ดไปคั่ว เพื่อทำเป็นกาแฟสดสำเร็จรูปพร้อมชง เพื่อขายให้กับนักดื่มกาแฟได้ซื้อไปชงดื่มได้ด้วยตนเอง แต่ราคาจะแพงกว่าแบบอื่น เรียกว่า กาแฟ ดริป หรือ (COFFEE DRIP) หรือกาแฟอะราบีก้าคั่วบด ซึ่งใน 1 กล่อง มี 10 ซอง วิธีชงเพียงฉีกซอง ดึงก้านออกทางด้านข้าง วางให้เกี่ยวไว้ที่ขอบถ้วยกาแฟทั้งสองข้าง รินน้ำร้อนผ่านกาแฟ จะทำให้ได้กลิ่นหอมโชย เมื่อดื่มจะได้กาแฟเข้มข้น รสกลมกล่อม อร่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจนักดื่ม

ขนาดเมล็ดมาตรฐานรอง คือ ขนาดเมล็ดเล็ก จะนำเมล็ดไปคั่วหรือทำเป็น กาแฟเกรด เอ รวม เพื่อนำมาชงขายเอง

ขนาดเมล็ดมาตรฐานรองสุด คือ ขนาดเมล็ดคละ จะนำเมล็ดไปคั่วเพื่อแปรรูปเป็นกาแฟโบราณ

การปฏิบัติดูแลหลังการเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่ง เพื่อจัดการนำผลกาแฟที่หลงเหลืออยู่บนต้นออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่ของมอด ป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูกาแฟ และให้แตกกิ่งใหม่เพื่อการติดดอกออกผลกาแฟที่ได้คุณภาพ

คุณสิริกร เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกาแฟ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ในแต่ละปีได้จ้างแรงงานราว 20 คน ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวัน ต่อคน เพื่อให้ทำหน้าที่ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาสวนกาแฟ ทำหน้าที่ปฏิบัติในด้านกระบวนการผลิตในโรงคั่วกาแฟ ด้านการตลาด พนักงานหน้าร้านขายกาแฟ หรืออื่นๆ

การปลูกและปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาต้นกาแฟที่นี่จะไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช เป็นไร่กาแฟที่ปลูกในแบบสวนป่าที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค ที่เป็นความภาคภูมิใจคือ ได้รับโล่รางวัล เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จากผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟดอยหลวง จังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกหนังสือ รับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิต เลขที่ 8-4-15-57-12-19 ให้ร้านกาแฟดอยหลวง

ทั้งการปลูก การแปรรูปเป็นกาแฟสด ด้านการตลาด โดยเฉพาะกาแฟสดพร้อมชง หรือ กาแฟ ดริป (COFFEE DRIP) เป็นกาแฟที่นักดื่มกาแฟชื่นชอบ เป็นกิจกรรมทางเลือกที่ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคง

คุณสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่การเกษตร มีทั้งพื้นที่ราบและภูเขา ภูมิอากาศเย็น สภาพแวดล้อมทั่วไปจึงเหมาะทำการเกษตร กาแฟเป็นพืชหนึ่งที่ส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรปลูกและแปรรูปที่ได้คุณภาพดี ทั้งในด้านการปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ตัดแต่งกิ่ง ปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวหรือด้านการตลาด ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ได้ส่งเสริมแบบบูรณาการร่วมกันกับศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความมั่นคงยั่งยืน

จากเรื่องราว กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง ได้กล่าวถึง การปลูก การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การคั่วเพื่อแปรรูปเป็นกาแฟสดสำเร็จรูปพร้อมชง หรือ กาแฟ ดริป (COFFEE DRIP) มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม เป็นอีกอาชีพที่ทำให้มีรายได้มั่นคง สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณสิริกร ทาติ๊บ เลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โทร. (087) 176-5463 หรือที่ คุณวรญา สิงห์สุริยะ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย โทร. (053) 152-685 ก็ได้นะครับ

ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน

ต้นอ่อนทานตะวันงอก เมื่อนำมาบริโภคจะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ เป็นพืชอาหารที่มีโปรตีนสูงกว่าถั่วเหลือง มีวิตามินเอ และ วิตามินอี สูง บำรุงสายตา ช่วยชะลอความชรา มีวิตามินบี 1 บี 6 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 ช่วยบำรุงเซลล์สมอง หรือป้องกันโรคสมองเสื่อม ต้นอ่อนทานตะวันงอกจึงเป็นพืชผักทางเลือกที่นิยมนำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

ทุกวันนี้ ต้นอ่อนทานตะวันงอก ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด การเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกเพื่อเพิ่มผลผลิต จึงเป็นการเพิ่มรายได้ด้วย และเป็นหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับท่านที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ เพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืนมั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณนงณภัส ตาตะเกษม เกษตรกรผู้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก เล่าให้ฟังว่า ได้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกครั้งแรก เมื่อ ปี 2553 โดยมีสาเหตุจูงใจจากเพื่อนทหารเรือที่นำต้นอ่อนทานตะวันงอกปรุงรสมาให้กิน รสชาติอร่อยมาก เพื่อนบอกว่าจะเพาะเองก็ได้ อีกครั้งหนึ่งได้กินต้นอ่อนทานตะวันงอกปรุงรสที่ร้านอาหารแถวเขาใหญ่ ซึ่งก็ยังได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยมากเช่นเดิม เมื่อสนใจที่จะเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกจึงได้ขอคำแนะนำวิธีการจากเพื่อน จากนั้นได้เตรียมพื้นที่ เตรียมเมล็ดพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ในการเพาะ แล้วเพาะ ปรากฏว่าได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ให้เก็บไปกินในครัวเรือน จากที่ได้เพาะบ่อยๆ ความชำนาญเกิดขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเพาะในเชิงการค้า เพื่อก่อให้เกิดรายได้

เปิดตลาด เมื่อปีก่อนได้นำต้นอ่อนทานตะวันงอกไปขายในงานแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อป ที่เมืองทองธานี และอีกหลายแห่ง ปรากฏว่าผู้มาเที่ยวในงานจำนวนมากสนใจซื้อต้นอ่อนทานตะวันงอกสดไปปรุงรสเอง และซื้อแบบปรุงรสสำเร็จไปกิน จึงได้ยึดเป็นอาชีพเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกขายมาถึงทุกวันนี้ และขั้นตอนการเพาะมีดังนี้

จัดสร้างโรงเรือนไม้ ให้สูง อากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดส่องเข้าได้ทั้งเช้าและช่วงเย็น ติดตั้งตาข่ายพรางแสงแบบเปิด-ปิดได้ เพื่อป้องกันลมแรง จัดทำแคร่แบบลาดเอียงเล็กน้อย ยกสูงจากพื้นดิน 1 เมตร กว้าง 50 นิ้ว และด้านยาวปล่อยตามแนวของพื้นที่เพื่อให้เป็นชั้นวางตะกร้าเพาะ แล้วปรับพื้นที่ทางเดินภายในโรงเรือนให้เรียบเสมอกัน

เตรียมวัสดุและอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก

อุปกรณ์ ได้แก่ ตะกร้า ขนาด กว้าง ยาว และสูง ด้านละ 8x12x4 นิ้ว มีดหรือกรรไกร กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า และกระบอกฉีดพ่นน้ำหรือบัวรดน้ำ

วัสดุเพาะ ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน ดินเพาะที่มีส่วนผสมของดินร่วนหรือดินละเอียดผสมขุยมะพร้าวหรือจะใส่มูลค้างคาวลงไปด้วยก็ได้

เมล็ดทานตะวัน ที่ใช้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก ซื้อจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร หรือที่บริษัท แปซิฟิกเมล็ดพันธุ์ จำกัด และได้จากการปลูกและผลิตเมล็ดทานตะวันด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้มีเมล็ดเพาะได้ทั้งปี

วิธีเพาะ นำกระดาษที่ตัดไว้แล้ววางรองพื้นก้นตะกร้าด้านใน ใส่วัสดุเพาะลงไป แล้วเกลี่ยให้กระจายเรียบเสมอทั่วกัน สูง 1-2 เซนติเมตร หรือ สูง 1 ใน 3 ของความสูงตะกร้า นำเมล็ดทานตะวัน 100 กรัม โรยบนวัสดุเพาะให้กระจายทั่วทั้งตะกร้า แล้วโรยวัสดุเพาะปิดทับให้ทั่วเสมอกัน หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้บัวรดน้ำให้ทั่วแต่พอชุ่ม หลังการเพาะแล้วจะต้องให้น้ำทุกวัน เช้า-เย็น แต่พอชุ่ม เมล็ดก็จะงอกเจริญเติบโตได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สมบูรณ์

หลังการเพาะ มีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา และให้น้ำ เช้า-เย็น ใน 6-7 วัน ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สมบูรณ์ ก็นำมีดคมหรือกรรไกรตัดให้สูงเหนือโคนต้นเล็กน้อย วางในภาชนะ นำต้นอ่อนไปล้าง 3 น้ำ พร้อมกับเก็บเปลือกเมล็ดออก ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สะอาด ปลอดภัย ให้นำไปประกอบอาหารกินหรือบรรจุถุงส่งขายที่ตลาด

คุณนงณภัส เกษตรกรผู้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า เมล็ดทานตะวัน 1 กิโลกรัม จะเพาะได้ 12 ตะกร้า ใน 1 ตะกร้า จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอก 1 กิโลกรัม นำไปแบ่งใส่ถุงพลาสติก 150 กรัม ได้ 6-7 ถุง ขายถุงละ 35-45 บาท ต้นอ่อนทานตะวันงอกสดถ้าเก็บรักษาในตู้เย็น เก็บไว้ได้นาน 7 วัน

ความสำเร็จ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบประกาศนียบัตรให้ เพื่อแสดงว่า ต้นอ่อนทานตะวัน (ผักปลอดสารพิษ) เป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว ประเภทอาหาร ตามโครงการคัดสรรสุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี พ.ศ. 2555 (OTOP) และกรมวิชาการเกษตร ได้รับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) รหัสรับรอง กษ พ.ศ. 2547 03-02-3748-4653-350 รหัสแปลง 190112-350-0001 ชนิดพืช ต้นอ่อนพืช (ทานตะวัน) พื้นที่ .25 ไร่ (จุดสองห้าไร่) และจะแสดงข้อมูลที่ได้บันทึกกิจกรรมส่งให้กรมวิชาการเกษตรเข้าตรวจสอบ รับรองมาตรฐานอีกครั้งในปีต่อไป

ผลผลิตต้นอ่อนทานตะวันงอก ได้ส่งขายที่ตลาดในจังหวัดสระบุรี และขายให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อที่ แบม แบม ฟาร์ม วิธีการเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกก็ทำได้ง่ายใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ ไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตปลอดภัย การขายต้นอ่อนทานตะวันงอก ทำให้ทุกปีมีรายได้มากกว่าแสนบาทที่พอเพียงให้ครอบครัวดำรงชีพได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

คุณสุพจน์ ประสมทอง เกษตรอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า ใครที่กำลังมองหาอาชีพทางเลือกใหม่หรืออาชีพเสริม เพื่อการยกระดับรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง มีอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเพาะเมล็ดทานตะวันเป็น ต้นอ่อนทานตะวันงอก พืชผักที่ให้คุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิตต่ำ การเพาะเลี้ยงง่ายแบบอินทรีย์ เป็นพืชผักปลอดภัยที่ผู้บริโภคนิยมกินกันอย่างแพร่หลาย ด้านการพัฒนาคุณภาพ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสระบุรี ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดการด้านการผลิตและตลาด ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ มีการบรรจุภัณฑ์และแสดงสถานที่ผลิต เป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอเพื่อการดำรงชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่องราว ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน พืชผักทางเลือกใหม่ที่เพาะง่าย ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นเกษตรอินทรีย์ที่ได้พืชผักปลอดภัย ให้คุณค่าทางด้านบำรุงสายตา บำรุงสมอง หรือป้องกันโรคสมองเสื่อม

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณนงณภัส ตาตะเกษม เลขที่ 72/1 หมู่ที่ 5 ตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โทร. (083) 855-6831 หรือ (086) 229-6418 หรือ คุณสุพจน์ ประสมทอง สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โทร. (036) 211-633 ก็ได้ครับ

ชาวบ้าน อำเภอพังโคน สกลนคร ปลูกแตงโมเนื้อเหลือง “ศรีจันทร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้าน อำเภอพังโคน สกลนคร ปลูกแตงโมเนื้อเหลือง “ศรีจันทร์”

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ผลไม้ที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า จะช่วยบรรเทาความร้อนภายในร่างกายได้ คงหนีไม่พ้น “แตงโม”

เจ้าลูกกลมขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักระหว่าง 4-6 กิโลกรัม ต่อผล แถมยังมีเนื้อผลให้เลือกทั้งสีแดงและเหลือง มีรสหวาน ชุ่มคอ ไม่ได้เพียงช่วยคลายร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเอกต่อสุขภาพร่างกายของคุณอย่างอเนกอนันต์เสียด้วย สามารถนำไปเป็นอาหาร แล้วคั้นเป็นน้ำผลไม้หรือไวน์ได้อีก หรือแม้แต่ยังมีบทบาทในด้านความสวยงาม

มีคนหัวใสมองแตงโมเป็นการตลาดอย่างก้าวกระโดดด้วยการบังคับให้ผลแตงโมมีลักษณะเป็นอะไรตามที่ต้องการเพื่อสร้างความแปลกแล้วหวังสร้างมูลค่าให้เพิ่มมาก พอเป็นเช่นนี้แล้วหลายคนคงหันมามองแตงโมเป็นรายได้แน่นอน แต่น่าเสียดาย เพราะผลไม้ชนิดนี้ชอบและเจริญเติบโตในพื้นที่มีลักษณะดินปนทราย ไม่ชอบน้ำแบบเฉอะแฉะ

ดังนั้น แหล่งปลูกแตงโมจึงกระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร นครราชสีมา นครสวรรค์ ยโสธร สกลนคร นครพนม สระแก้ว สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย และพระนครศรีอยุธยา

บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ที่ได้รับการยอมรับ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรแผนใหม่เข้ามาใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า สร้างความมั่นคง

ทีมงานเทคโนฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อพบกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในรูปสหกรณ์ที่เข้มแข็ง มีการปลูกแตงโมเป็นอาชีพหลักอย่างมีคุณภาพ แล้วถือว่าเป็นผู้ผลิตแตงโมกลุ่มใหญ่ของจังหวัดที่สามารถส่งขายตลาดผู้บริโภคหลักในระดับบน กลาง และล่าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แตงโมเนื้อเหลือง พันธุ์ศรีจันทร์ ของเพื่อนเกษตรกร ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จปลูกได้อย่างมีคุณภาพและได้รับความนิยมในตลาดทั้งห้างดัง กลุ่มโรงแรม ตลอดจนตลาดล่างเป็นอย่างสูง

คุณภาณุพงศ์ ทองนาท พนักงานขายเขตอีสาน 1 และ คุณโยธิน ชัยยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเขตอีสาน บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด พาไปพบกับ คุณเคน แสนมี ประธานสหกรณ์การเกษตรผู้ผลิตแตงโมสกลนคร จำกัด ยังบ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 11 ตำบลแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

คุณเคน เผยว่า ตัวเขากับครอบครัวยึดอาชีพปลูกแตงโมมานานกว่า 20 ปี สมัยที่เริ่มจะปลูกกันภายในครอบครัว แต่หลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเห็นว่ามีรายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมตัวปลูกกันเป็นกลุ่ม รายละ 4-5 ไร่ จนได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้น มีจำนวนสมาชิก 153 คน ข้อดีของการรวมตัวคือ ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งด้านการตลาด แล้วยังสามารถวางแผนการปลูกเพื่อไม่ให้จำนวนผลผลิตมากเกินไป แล้วจะไม่ทำให้ราคาตกด้วย ทั้งนี้ ในกลุ่มจัดระเบียบการปลูกแตงโมไว้ปีละ 4 ครั้ง โดยลงมือปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคม แล้วทยอยปลูกกันไป ทั้งนี้แต่ละรอบการปลูกมีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่

ประธานสหกรณ์ฯ บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์แตงโมของเพื่อนเกษตรกรมานานมากแล้ว สมัยเริ่มปลูกใช้พันธุ์ตอร์ปิโดและขณะนี้พันธุ์ที่ใช้เป็นประจำคือ ศรีจันทร์ และไดอาน่า คุณสมบัติเด่นของศรีจันทร์ที่นอกจากความเป็นแตงโมเนื้อสีเหลืองแล้ว ยังมีรสชาติหวาน เนื้อแน่น แล้วเป็นที่นิยมของตลาดผู้บริโภคมาก

แล้วให้รายละเอียดการปลูกเพิ่มเติมอีกว่า เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ 1 ไร่ จำนวน 1 กระป๋อง (800-1,000 เมล็ด) โดยผู้ปลูกแต่ละรายจะเพาะต้นกล้าโดยใช้เวลา 8-10 วัน แล้วย้ายลงปลูกในแปลง ขณะเดียวกันจะต้องมีการเตรียมพื้นที่ปลูกไปพร้อมกัน โดยไถดะ ตากดิน แล้วไถพรวน ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

จากนั้น นำปุ๋ย สูตร 15-15-15 มาใส่ จำนวน 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยคอก แล้วจัดการยกร่อง ขนาดกว้าง 6-6.5 เมตร ความยาวตามพื้นที่ ส่วนคันปลูกมีความกว้าง 1 เมตร กำหนดให้ปลูก 2 แถว แล้วปูด้วยพลาสติก วางระบบน้ำ และนำต้นกล้าปลูก แล้วให้ใส่ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ สูตร 25-7-7 ทิ้งไว้ให้ต้นแข็งแรง แล้วใส่ปุ๋ยตามสายน้ำ

“ความเหมาะสมของแตงโม จะเก็บผลผลิตนับตั้งแต่ลงต้นกล้า ใช้เวลา 65-70 วัน จึงเก็บได้ แต่ไม่แน่นอน เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศในช่วงเวลาที่ปลูก อย่างถ้าเป็นต้นฝน ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน อาจใช้เวลา 60-65 วัน ถ้าพอเข้าหน้าแล้ง ราวเดือนตุลาคม-ธันวาคม อาจต้องใช้เวลานานถึง 100 วัน ทั้งนี้ แตงโมปลูกได้ทุกฤดู และแต่ละฤดูต้องมีการดูแล บริหารจัดการต่างกัน”

คุณเคน ชี้ว่า จำนวนผลผลิตต่อไร่ จะได้มากหรือน้อยแล้วมีคุณภาพเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่และความสามารถของเกษตรกรในแต่ละราย แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ประมาณ 3-4 ตัน ต่อไร่

การทำให้แตงโมเกิดความหวานนั้น คุณเคน บอกว่า อาจจะใช้ฮอร์โมนหรืออาหารเสริมใส่ในช่วงที่แตงโมเริ่มเป็นลูก แล้วให้ใส่ตลอด ที่ผ่านมาความหวานไม่เคยต่ำกว่า 11 บริกซ์ และมีขนาดผล 4-6 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เรื่องน้ำหนักอาจต้องพิจารณาเรื่องตลาดด้วย เพราะลูกค้าบางกลุ่ม อย่างส่งตามห้างต้องการผลที่มีขนาดน้ำหนัก 2.5-4 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นตลาดขายส่งตามแหล่งท่องเที่ยวมักชอบขนาดใหญ่ 4-6 กิโลกรัม ต่อผล

ส่วนทางด้านราคาและการตลาด คุณเคน กล่าวว่า รายได้จากการปลูกแตงโมเช่นเดียวกับไม้ผลอย่างอื่น คือมีขึ้น-ลง ตามปริมาณแตงโมในตลาด เพราะถ้าราคาลด หมายถึง มีคนปลูกกันมาก จนทำให้มีผลผลิตล้นตลาด เนื่องจากชาวบ้านเสร็จจากการทำนาแล้วมีเวลาจึงหันมาปลูกแตงโม

ดังนั้น ช่วงที่ราคาลดจึงมักเป็นหลังช่วงเก็บเกี่ยวข้าวในหน้าแล้ง ยิ่งตอนนี้เจอปัญหาภัยแล้ง ชาวบ้านปลูกข้าวไม่ได้เลย ทำให้ต้องมาปลูกแตงโมเป็นรายได้หลัก จึงกังวลว่าจะกระทบกับราคาแตงโมในระยะยาว

คุณหรั่ง ลูกชายคุณเคน และเป็นหนึ่งในผู้ปลูกรายใหญ่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าพูดถึงความสวยและขนาด อาจสู้ทางภาคกลางไม่ได้ เพราะแตงโมแถบนั้นได้รับความชื้นจากแหล่งน้ำ แต่ถ้าเป็นคุณภาพเนื้อคงสู้แถวอีสานตอนบนไม่ได้แน่ เพราะมีสภาพทางธรรมชาติทั้งน้ำและอากาศตลอดจนดินดีมาก

นอกจากนั้น ยังระบุว่า ถ้าตลาดแตงโมเนื้อสีเหลืองแล้ว ศรีจันทร์ของเพื่อนเกษตรกรมา อันดับ 1 เพราะมีเสน่ห์ตรงความหวาน กรอบ ได้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3 ตัน จึงเป็นแรงดึงดูดให้ชาวสวนหันมาปลูกแตงโมศรีจันทร์กันเพิ่มมากขึ้น แล้วยังชี้ว่าระดับต่างของราคาขึ้น-ลง อยู่ในอัตราเพียง 4 บาท เท่านั้น อย่างถ้าแตงโมล้นตลาด ราคาขายอยู่ที่ 5 บาท ต่อกิโลกรัม แต่พอถึงช่วงขาดตลาด หาของยาก ราคาจะขยับขึ้นมาเป็น 9 บาท ต่อกิโลกรัม

“เห็นว่าเมล็ดพันธุ์แตงโมศรีจันทร์ของเพื่อนเกษตรกรดีและมีคุณภาพมาก แล้วอยากจะบอกว่าใครที่ต้องการใช้เมล็ดพันธุ์แตงโมที่มีคุณภาพ ควรเลือกใช้ของเพื่อนเกษตรกร โดยเฉพาะพันธุ์เนื้อสีเหลือง ที่มีคุณภาพมากจนได้รับความนิยมจากผู้บริโภค สามารถส่งขายยังตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ อย่าง ตลาดไท และสี่มุมเมือง หรือส่งเข้าห้างดังหลายแห่ง”

ท้ายนี้ คุณเคน ในฐานะประธานสหกรณ์ฯ ฝากว่า อยากให้ทุกท่านหันมาบริโภคแตงโมกันให้เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เพียงช่วยในเรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้เพิ่มขึ้น แล้วบอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวลกับสารเคมีตกค้าง เนื่องจากมีการตรวจสอบความปลอดภัยจากทางภาคราชการตลอดเวลา

“สำหรับเมล็ดพันธุ์แตงโม ต้องเป็นของเพื่อนเกษตรกรเท่านั้น และใช้เมล็ดพันธุ์ของเพื่อนเกษตรกรมาตั้งแต่อายุ 40 ปี เพราะมีคุณภาพแล้วไว้ใจได้ ตลอดจนมีทีมงานที่ใส่ใจติดตามผลกันอย่างใกล้ชิด จนตอนนี้ผมอายุ 60 กว่าปีแล้ว คิดเองก็แล้วกันว่า ถ้าของเขาไม่ดีจริง จะทนใช้มานานกว่า 20 ปี ทำไม” คุณเคน กล่าวปิดท้าย

สนใจเมล็ดพันธุ์แตงโมสายพันธุ์ต่างๆ หรือปรึกษาข้อมูลการปลูกแตงโม ติดต่อโดยตรงได้ที่ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด สำนักงานใหญ่ : 43 ถนนราชพฤกษ์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 211-773, (053) 211-810, (053) 217-180

เกษตรกรอุตรดิตถ์ ปลูกแตงโมทดแทนนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

นักประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร 2559

เกษตรกรอุตรดิตถ์ ปลูกแตงโมทดแทนนาปรัง

จากสภาวะวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/2559 ส่งผลกระทบให้เกษตรกรทั่วประเทศประสบปัญหาด้านการเกษตร ไม่สามารถปลูกพืชที่ใช้น้ำมากได้ดังเดิม แต่มีเกษตรกรที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรายได้จากการปลูกแตงโมทดแทนข้าวนาปรัง

เกษตรกรคนดังกล่าวคือ คุณพิเชษฐ์ เคน้ำอ่าง อยู่หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

ตัวเลข ปี 2558/2559 จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ปลูกข้าว 574,574 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 783 กิโลกรัม ต่อไร่ จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 6.50 บาท ถือว่าราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี ทางออกนั้นชาวนาต้องทำนาปรัง เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ติดขัดเรื่องน้ำ เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงหันมาปลูกแตงโมทดแทนนาปรัง

คุณพิเชษฐ์ ได้ปรับเปลี่ยนที่นากว่า 40 ไร่ มาปลูกแตงโม ตามที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ลงพื้นที่ สร้างการรับรู้เรื่องสถานการณ์น้ำและภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น

แตงโมที่ปลูกคือ พันธุ์กินรี และตอร์ปิโด

เกษตรกรเล่าถึงวิธีการปลูกแตงโมว่า เริ่มจากใช้รถไถพรวนดินในแปลงนา ตากดินไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดโรคและแมลงในดิน จากนั้นนำต้นกล้าที่เพาะไว้ อายุ 12 วัน ลงปลูก

โดยปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและลดวัชพืชในแปลง

สำหรับน้ำ ใช้ระบบน้ำหยด เจ้าของขุดบ่อ 1 งาน เพื่อนำน้ำมาใช้ในแปลงปลูกแตงโม

ดูแลรักษาอย่างไร

เกษตรกรผู้ปลูก เล่าถึงการดูแลแตงโมว่า

อายุ 7-10 วัน มีใบจริง 2-3 ใบ ใส่ปุ๋ยทางดิน 25-7-7 หรือ 21-0-0 ห่างจากโคนต้น 15 เซนติเมตร อัตรา 3-9 กรัมต่อหลุม

ช่วงกลางๆ ของอายุแตงโม เจ้าของใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ผสมสูตร 21-0-0 อัตรา 5 กรัม ต่อต้น

ก่อนเก็บผลผลิต ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต ให้แตงโมสีแดง มีรสชาติหวาน

เจ้าของบอกว่า โรคของแตงโมที่พบนั้น

มีโรคเหี่ยว แก้ไขโดยใช้สารไทแรม ราดโคน หรือปล่อยตามท่อน้ำหยด เมื่อต้นอายุ 25 วัน

โรคแอนแทรกโนส ป้องกันโดยใช้สารคาเบนดาซิม

โรคใบกรอบ ใช้สารคอปเปอร์ไดออกไซด์

แมลงที่พบมี เพลี้ยไฟ หนอน และเต่าแดง ป้องกันกำจัดตามที่พบเห็น

รายได้จากแตงโม

คุณพิเชษฐ์ บอกว่า อายุการเก็บเกี่ยวแตงโมหลังปลูก อยู่ที่ 60-75 วัน แล้วแต่พันธุ์

หลักการเก็บเกี่ยวแตงโม มีดังต่อไปนี้

นับอายุ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและพันธุ์

สังเกตมือเกาะ ถ้าแห้งหรือมีสีเหลือง แสดงว่าแตงโมแก่

การดีดที่ผล ผลแก่เสียงดังกังวานปนทึบ

เกษตรกรรายนี้บอกว่า มีผู้ค้ามารับซื้อผลผลิตที่แปลงปลูก ขายได้ กิโลกรัมละ 7-8 บาท

สำหรับผู้สนใจปลูกแตงโม คุณพิเชษฐ์ แนะนำว่า หากใช้น้ำหยดจะประหยัดน้ำได้มาก ต้นทุนต่ำ

ต้นทุนการผลิตแตงโม ตกไร่ละ 12,000 บาท หักต้นทุนแล้วมีกำไร ไร่ละ 17,000 บาท

งานปลูกแตงโมสามารถลดการใช้น้ำได้ รวมทั้งสร้างงานให้กับคนท้องถิ่น โดยเฉพาะช่วงเก็บผลผลิต ต้องจ้างแรงงาน 50 คน วันละ 500 บาท ต่อคน

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 411-769

รายชื่อผู้ร่วมเขียนบทความ

โชคดี ตั้งจิตร ราชบุรี, ธรรมศักดิ์ นิตะพัฒน์ สสก.2 รบ., ณุพัฒน์ ทนยิ้ม กาญจนบุรี, ปริณธร ปิยะรักษ์ พระนครศรีอยุธยา, ชุติมา อาลัย อ่างทอง, ไพศาล เชษฐสิงห์ บุรีรัมย์, สุชาติ ปกป้อง ยโสธร, รุ้งลาวัลย์ รัญจวรรณะ แม่ฮ่องสอน, สิรีธร ศิริวงศ์ ลำปาง, ศศกร บุญยานันต์ พิษณุโลก, ประดิชญา ตั๋นพรหม อุตรดิตถ์, จิรวดี แดงพวง จันทบุรี

วิมล รวดเร็ว กับงานสวน “วนเกษตร” ที่กบินทร์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

ทองสุข สิงห์พิมพ์

วิมล รวดเร็ว กับงานสวน “วนเกษตร” ที่กบินทร์บุรี

ระบบวนเกษตร หมายถึง การทำเกษตรในพื้นที่ป่า เช่น ปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ หรือการนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่าทำการเพาะปลูกในบางช่วงเวลา สลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ คือมีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุมและมีความชุ่มชื้นสูง บางพื้นที่มีชื่อเรียกเฉพาะตามลักษณะความโดดเด่นของระบบนั้นๆ

การเกษตรรูปแบบนี้ส่วนใหญ่พบในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรจะผลิตโดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม เช่น ไม่โค่นไม้ป่า หรือการนำผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ “วนเกษตร” เป็นแนวคิดและทางเลือกปฏิบัติทางการเกษตรแบบหนึ่ง ซึ่งรูปแบบจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยสามารถแบ่งเป็นหลายประเภท ดังนี้

1. วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน

2. วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นาหรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ โดยการปลูกต้นไม้เสริมในที่ไม่เหมาะสมกับพืชผัก เช่น ที่เนินหรือที่ลุ่มน้ำขัง และปลูกพืชในที่ราบหรือที่สม่ำเสมอ

3. วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมนาไร่ เหมาะกับพื้นที่ไร่นา ซึ่งมีลมแรงพืชผลที่ได้รับความเสียหายจากพายุเสมอ จึงต้องปลูกต้นไม้เพิ่มความชุ่มชื้น บังแดด บังลม ให้กับพืชผลที่ต้องการร่มเงาและความชื้น

4. วนเกษตรที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน เหมาะกับพื้นที่มีความลาดชันเป็นแนวยาว น้ำไหลเซาะหน้าดินมาก แถวต้นไม้ซึ่งปลูกไว้ 2-3 แถว สลับกับพืชผักเป็นช่วงๆ ขวางทางลาดชัน จะช่วยรักษาหน้าดินเอาไว้

5. วนเกษตรใช้พื้นที่หมุนเวียนปลูกไม้ยืนต้น พืชผลและเลี้ยงสัตว์ เหมาะกับพื้นที่ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ที่จะปลูกเป็นแปลงหมุนเวียน โดยมีต้นไม้ยืนต้นร่วมกับการเลี้ยงสัตว์และหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูดิน

คุณวิมล รวดเร็ว อยู่บ้านเลขที่ 161/2 หมู่ที่ 1 ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25110 เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่รักการทำไร่ทำสวน ปลูกพืชผักร่วมกันหลากหลายมาร่วม 10 ปี ปลูกพืชผักแบบธรรมชาติจริงๆ โดยเน้นเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ 5 ไร่ ทำการเกษตรอินทรีย์ จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ฮอร์โมน คำนึงถึงการสงวนรักษาอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชคลุมดิน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ใช้เศษอินทรียวัตถุจากในสวน มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พืชด้วยการบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้จะอยู่ในรูปแบบของการปลอดสารพิษ เป็นระบบการเกษตรที่มีวิธีการผลิตที่ปลอดสาร การเกษตรอินทรีย์ เป็นการเกษตรที่เน้นการสร้างความสมบูรณ์ให้กับดิน โดยการใช้วิธีทางธรรมชาติ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีการควบคุมและกำจัดพืชโดยวิธีกายภาพและอินทรีย์เคมี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ทำให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน

คุณวิมล จึงหันมาทดลองทำการเกษตรแบบเรียบง่าย ใช้แรงกายขุดดินถากถาง อาศัยธรรมชาติดูแลให้เกิดความสมดุลกันเอง และความพยายามในการพึ่งพิงระบบนิเวศในไร่สวน ไม่รบกวนธรรมชาติ ไม่ไถพรวน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เน้นปุ๋ยพืชสด ไม่กำจัดวัชพืช แต่เน้นการคุลมดิน ปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก พืชเศรษฐกิจอื่นๆ ก่อนหลังฤดูกาล นับว่าได้ผลเกินคาดจริงๆ ทดลองผิดถูกเข้าใจในความคิดของตัวเอง จนได้รับใบประกาศดีเด่น ระดับจังหวัดมาแล้ว ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหันมาทำในสวนตัวเอง ปลูกมะขาม มะม่วง มะขามเทศ ไม้ไผ่รวก ส่วนพืชผักจะปลูกข้าวโพด อ้อย พริก มะเขือ ชะอม เผือก กล้วย การปลูกพืชผสมผสานที่มีไม้ผล ไม้ยืนต้นหลากหลายอย่างตามฤดูกาล ยังปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดใต้โคนต้น เช่น ตะไคร้ กระชาย ขิง ข่า ว่านต่างๆ สมุนไพรที่ผลิตใช้เองในสวนเพื่อไล่แมลง 5 ชนิด

1. สมุนไพรรสขม ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและป้องกันแมลง เช่น ฟ้าทลายโจร บอระเพ็ด สะเดา โทงเทง

2. สมุนไพรรสฝาด ใช้ป้องกันเชื้อราและโรคพืช เช่น เปลือกแค เปลือกมังคุด เปลือกสีเสียด ใบฝรั่ง ใบทับทิม ขมิ้น

3. สมุนไพรรสเปรี้ยว ใช้ไล่แมลงทำให้แสบร้อน เช่น มะกรูด เปลือกส้ม น้ำมะขาม น้ำมะนาว

4. สมุนไพรรสเบื่อเมา ใช้ฆ่าหนอน เพลี้ย และแมลงอื่นๆ เช่น หางไหล ยาสูบ หนอนตายอยาก ใบน้อยหน่า สลัดได พญาไร้ใบ เป็นต้น

5. สมุนไพรมีกลิ่นหอมระเหย ใช้ไล่แมลงให้แสบร้อน เปลี่ยนกลิ่นต้นพืช เช่น ตะไคร้ โหระพา กะเพรา ผักชี สาบเสือ สาบแร้ง สาบกา ข่า เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้ ในสวนของคุณวิมลมีพร้อม สามารถนำมาใช้ได้เลย นับว่าเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ด้วย แต่ก็สามารถทำได้จริง ซึ่งมีไส้เดือนอยู่ใต้ดินอยู่มาก นั่นหมายความว่า ดินในไร่สวนนั้นยังอุดมสมบูรณ์ดีอยู่ ปรับอีกนิดหน่อยให้ดีขึ้นคงไม่ใช่เรื่องยาก คุณวิมล บอกว่า การทำเกษตรพอเพียงไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร พึ่งตัวเอง เลือกปลูกพืชที่พอหาได้ ปลูกทุกอย่างที่มี ค่อยเพิ่มเติมในบางครั้งแล้วจะมีครบทุกอย่าง อยู่แบบเรียบง่าย ยึดหลักกินง่ายอยู่ง่าย แบ่งกิน แบ่งใช้ ให้เป็น ชีวิตก็อยู่ได้อย่างสบาย มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ ไม่เคยเป็นหนี้ใคร อยู่แบบพอมีพอกินมาครึ่งคนแล้ว ชีวิตก็มีความสุขเหมือนกับคนอื่นๆ ยิ้มก็ยิ้มอย่างมีความสุขจากใจ ไม่เคยมีทุกข์ในใจ นับว่าเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่น่าจะเอาอย่าง มีพร้อมทุกอย่าง แม้สิ่งที่ทำอยู่จะไม่ดีนัก แต่ก็อยู่ได้อย่างสบาย หาได้ยากยิ่งนัก ในสวนยังปลูกจำพวกดอกกระเจียว ดอกอุ้มน้อง มะเดื่อฝรั่ง ผักหวานป่า ไผ่รวก ไผ้เลี้ยง ไผ่หวาน

จากการทำเกษตรพอเพียงที่ผ่านมา ไม่เคยประสบปัญหาสักครั้ง เน้นทำเอง ขายเอง มาโดยตลอด หากเกษตรกรทำได้อย่างนี้จะไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน ระดับครัวเรือน ยึดหลักปรัญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ตามกำลังและศักยภาพที่ตนมีอยู่ เน้นพึ่งตนเองในทุกๆ ด้าน อาศัยแรงกายเสมอ ทุกอย่างก็จะเกิดผลและมีความสุข รักษาสถานะของมาตรฐานการครองชีพโดยการพึ่งตนเอง เพื่อสามารถยังชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงิน หรือซื้อปัจจัยในการดำรงชีวิตด้วยเงินสดราคาแพง ความพอเพียงนี้มิได้หมายถึง สังคมเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีจะให้ทุกคนในประเทศ ทุกสาขาอาชีพ ยึดเป็นแนวปฏิบัติดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน ตอนกิ่งพันธุ์ไม้ ก็มีความสุขมากแล้ว

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อซื้อผลผลิต สอบถามได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (092) 113-5201

วิจัย กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ทดแทนกาบมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

นวลศรี โชตินันทน์

วิจัย กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ทดแทนกาบมะพร้าว

การส่งออกกล้วยไม้ ในช่วง ปี 2552-2557 มีปริมาณการส่งออกอยู่ระหว่าง 20,944-25,269 ตัน คิดเป็นมูลค่า อยู่ระหว่าง 1,966-2,366 ล้านบาท สำหรับกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอก มีการผลิตและส่งออก ประมาณร้อยละ 90 ของผลผลิตกล้วยไม้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงกล้วยไม้และผู้ประกอบการต้องประสบกับปัจจัยเสี่ยงมีผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งปัญหาด้านการตลาด ปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น การขยายพื้นที่เพาะปลูกยังทำได้จำกัด นอกจากนั้น ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากมาตรการการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหภาพยุโรป

ปัจจุบัน กาบมะพร้าว ซึ่งเป็นวัสดุปลูกที่นิยมใช้ในการปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายกำลังขาดแคลน เนื่องจากปัญหาผลผลิตมะพร้าวของไทยลดลงไปมาก อันเนื่องมาจากพื้นที่เพาะปลูกลดลง ปัญหาเนื่องจากการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว และมีการลดพื้นที่ปลูกมะพร้าวไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายที่จำเป็นต้องใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก ทำให้กาบมะพร้าวมีไม่เพียงพอและมีราคาสูงขึ้น จากเดิมกระบะปลูกกล้วยไม้ ราคา กระบะละ 5-7 บาท ปรับราคาเป็น 15-20 บาท กาบมะพร้าวเหมารถ 6 ล้อ คันละ 2,500 บาท เพิ่มราคาขึ้นมากกว่า 5,000 บาท

หาวัสดุมาทดแทนกาบมะพร้าว

คุณพุทธธินันทร์ จารุวัฒน์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าคณะดำเนินการศึกษาวิจัยวัสดุทดแทนกาบมะพร้าว เล่าว่า โดยทั่วไปเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย หลังจากปลูกไปแล้วทุกๆ 3-5 ปี จะต้องรื้อต้นกล้วยไม้เก่าและกาบมะพร้าวที่เป็นวัสดุปลูกออกเพื่อปลูกต้นใหม่ เนื่องจากกล้วยไม้มีจำนวนลำลูกกล้วยไม้มากและหนาแน่นขึ้น ทำให้การระบายอากาศไม่ดี และมีการสะสมโรคในลำต้นเก่าๆ ประกอบกับกาบมะพร้าวเริ่มผุและเปื่อยยุ่ย ทำให้ผลผลิตกล้วยไม้ลดลง เกษตรกรเจ้าของแปลงกล้วยไม้จะต้องมีการวางแผนในการหากาบมะพร้าวให้ได้แน่นอนก่อนที่จะรื้อแปลง เพราะถ้าหากหากาบมะพร้าวไม่ได้ จะต้องทิ้งแปลงให้ว่างเปล่า ส่งผลให้ขาดรายได้

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงทำการศึกษาและพัฒนาหาวัสดุปลูกมาทดแทนกาบมะพร้าวสำหรับนำมาใช้ในการปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยลดปริมาณการใช้กาบมะพร้าว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายดังกล่าวได้ โดยเฉพาะวัสดุที่เหลือทิ้งทางการเกษตร หากนำมาทดแทนได้ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าวัสดุการเกษตรที่เหลือทิ้งได้อีกทางหนึ่ง

คุณพุทธธินันทร์ อธิบายว่า วัสดุหรือเครื่องปลูก มีหน้าที่ให้รากยึดเกาะเพื่อให้ลำต้นกล้วยไม้ตั้งต้น ไม่โอนเอนหรือล้ม นอกจากนั้น วัสดุปลูกกล้วยไม้ยังทำหน้าที่เก็บความชื้นและธาตุอาหาร เพื่อให้รากดูดนำไปใช้ ขณะเดียวกันวัสดุปลูกยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศรอบๆ ระบบรากด้วย

“การพิจารณาเลือกวัสดุปลูก เราต้องคำนึงถึงคุณสมบัติที่จะช่วยให้ระบบรากและต้นกล้วยไม้เจริญงอกงามดี และต้องหาได้ง่าย ราคาถูก ทนทาน คือไม่ย่อยสลายเร็วเกินไป ปราศจากสารพิษเจือปน และสะดวกต่อการปลูก”

คัดเลือกวัสดุเหลือทิ้ง

ทางการเกษตร

คุณพุทธธินันทร์ บอกว่า วัสดุที่เหมาะสำหรับนำมาเป็นวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย เราเลือกไว้ทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ กระถิน ทางปาล์มน้ำมัน ทางสะละ เศษเหลือทิ้งจากสับปะรด ทะลายเปล่าปาล์มน้ำมันจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โดยมีวัสดุกาบมะพร้าวเป็นตัวเปรียบเทียบ

“เราได้ทำการคัดเลือกวัสดุเหลือทิ้งที่ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนำมาเป็นวัสดุปลูก คือต้องหาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ระบายน้ำได้ดี ไม่อุ้มน้ำจนแฉะ ช่วยให้ระบบรากและต้นกล้วยไม้เจริญเติบโตดี ต้องไม่มีสารพิษเจือปน สะดวกต่อการใช้ปลูก สามารถนำมาอัดเป็นก้อนวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายได้ และต้องมีอายุใช้งานได้ไม่เกิน 3 ปี”

ใช้เวลาศึกษาทดลองประมาณ 3 ปี เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 สิ้นสุดการทดลองในเดือนกันยายน 2558 ทั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร และสวนกล้วยไม้ของ คุณสุวรรณ หิรัญวรวุฒิกุล สวนกล้วยไม้สุวรรณภูมิออร์คิด เลขที่ 54 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยการปลูกกล้วยไม้โดยใช้วัสดุปลูกดังกล่าวข้างต้นมาทดแทนกาบมะพร้าว

สร้างบล็อกโมเดล

สำหรับอัดเป็นก้อนวัสดุปลูก

การดำเนินการ เริ่มจากนำตัวอย่างวัสดุทั้งหมดไปทำการศึกษาวิธีลดขนาดและกระบวนการอัดก้อนวัสดุสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย สำหรับต้นกระถินหรือกิ่งกระถินใช้เครื่องหั่นย่อยกิ่งไม้ และใช้เครื่องหั่นเส้นใย คือ ทะลายเปล่าปาล์มน้ำมัน ทางปาล์ม ทางสะละ และเศษเหลือทิ้งจากสับปะรด ซึ่งมีลักษณะเป็นพืชเส้นใย เครื่องหั่นนี้ได้พัฒนาขึ้นมาโดยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จากนั้นนำไปอัดเป็นก้อนวัสดุสำหรับปลูกกล้วยไม้ โดยการสร้างบล็อกโมเดลสำหรับขึ้นรูป มีขนาด 24x36x8 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับก้อนวัสดุปลูกกาบมะพร้าวที่ใช้กันทั่วไปในสวนกล้วยไม้ของเกษตรกร บล็อกดังกล่าวใช้ปูนซีเมนต์เป็นตัวประสานให้วัสดุเหลือทิ้งที่เตรียมไว้สามารถขึ้นเป็นวัสดุปลูกได้

จากนั้น นำตัวอย่างก้อนวัสดุปลูกทั้งหมดไปทำการศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี เพื่อทดสอบค่าต่างๆ ที่กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา ต่อจากนั้นนำเครื่องวัสดุปลูกทุกชนิดไปปลูกกล้วยไม้ในโรงเรือนกล้วยไม้ของเกษตรกร เพื่อศึกษาผลตอบสนองของต้นกล้วยไม้ในการเจริญเติบโตและออกดอก รวมถึงศึกษาอายุและการใช้งานของก้อนวัสดุปลูกแต่ละชนิด

กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน

ทดแทนกาบมะพร้าวดีที่สุด

ผลการตอบสนองของกล้วยไม้ในวัสดุปลูกชนิดต่างๆ กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุปลูกที่เหมาะสมที่จะนำมาปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายทดแทนกาบมะพร้าว เนื่องจากมีคุณสมบัติทางกายภาพดี สามารถอุ้มน้ำได้ แต่ไม่แฉะ และไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและวัชพืช ให้ธาตุอาหารสูง และต้นกล้วยไม้มีผลตอบสนองต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกดีที่สุด มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย ในขณะที่กาบมะพร้าวมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพของการอัดเป็นก้อนวัสดุปลูก และเมื่อพิจารณาถึงความสะดวกในการนำมาใช้สำหรับเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ พบว่า ต้นกระถิน เป็นต้นที่เจริญเติบโตง่าย มีอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ของประเทศไทย เมื่อตัดลำต้นไปใช้ก็สามารถเจริญเติบโตได้อีก สำหรับทางปาล์มน้ำมันก็หาได้ง่ายเช่นเดียวกัน ซึ่งมีรอบระยะเวลาการเก็บเกี่ยว ประมาณ 15-20 วัน ต่อครั้ง ทำให้มีทางปาล์มน้ำมันตลอดปี ดังนั้น วัสดุทั้งสองชนิดนี้จึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ทดแทนกาบมะพร้าวได้

คุณพุทธธินันทร์ กล่าวอีกด้วยว่า นอกจากนั้น ยังได้ทำการวิจัยในส่วนของเครื่องมือผลิตกระบะวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวในเชิงพาณิชย์ โดยผลิตเครื่องผลิตกระบะวัสดุปลูกกล้วยไม้ต้นแบบ ซึ่งมีความสามารถในการผลิต 25-30 กระบะ ต่อชั่วโมง กระบะวัสดุปลูก มีขนาด 20x36x8 เซนติเมตร สามารถปลูกกล้วยไม้ได้ 4 ต้น

การศึกษาและพัฒนาวัสดุปลูกกล้วยไม้ที่เหลือทิ้งทางการเกษตร สำหรับนำมาใช้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายทดแทนกาบมะพร้าวที่มีปัญหาการขาดแคลนอยู่ในขณะนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการลดปริมาณการใช้กาบมะพร้าว ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย และยังเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรสวนปาล์มได้อีกด้วย

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมจันทบุรี เลขที่ 27 หมู่ที่ 1 ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี รหัสไปรษณีย์ 22000 โทรศัพท์ (039) 451-222 หรือ (089) 831-2976

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

 

จบวิศวะ แต่ไปปลูกผัก จะทำได้จริงหรือ…?

ปลูกผักอินทรีย์ยากนะ จะไหวหรือ??

จะไปกันรอดหรือเปล่า??

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ท้าทายเหล่านี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากคนใกล้ชิดและเพื่อนๆ ทั้งของ คุณอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ หรือ คุณเน และ คุณศิริพรรณ คำแน่น หรือ คุณฝน สองสามี-ภรรยา เจ้าของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” ป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต่างจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวะด้วยกันทั้งคู่ แต่เลือกที่จะลัดวงจรชีวิตหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง หันมาเอาดีด้านการทำเกษตรอินทรีย์แทนการเป็นมนุษย์เงินเดือน

2 ปีที่ล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะพากันข้ามผ่านอุปสรรคไม่ง่ายเลย แต่ด้วยพลังแห่งฝันบวกกับไฟแห่งความมุ่งมั่น เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาได้ค้นพบความสุขชีวิตบนทางสายอาชีพที่เลือกเดิน

ทันทีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คุณอภิชาต หรือ คุณเน ชายหนุ่มในวัย 30 ปีเศษ เลือกที่จะไม่กรอกใบสมัครงานบริษัทใดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่สะดวกใจที่จะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ทั้งที่เขาเองเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นนักวิศวกร คุณแม่เป็นครู

ขณะที่ คุณฝน หญิงร่างเล็กอายุ 29 ปี ผู้เป็นภรรยา จบปริญญาโท สาขาเดียวกัน แต่ไม่ได้มองด้านการเกษตรมาก่อน คุณฝนจึงตัดสินใจไปสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป ยอมเข้างานแต่เช้า กลับบ้านดึกดื่น อดหลับอดนอน เพื่อเคลียร์งานให้เสร็จทันเวลา แต่ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็แต่งงาน และตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกรมาสวมบทเกษตรกรจับจอบ จับเสียม เดินตามฝันไปกับผู้เป็นสามี

คุณเน เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความคิดแรก ขณะที่เขาเรียนมาได้ครึ่งทางของชั้นปริญญาโทให้ฟังว่า รู้ตัวเองว่าคงไม่เหมาะจะทำงานสายอาชีพ เพราะไม่ชอบรูปแบบสังคม ที่กะเกณฑ์ กำหนดอะไรไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งจะต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือนจริงๆ ต้องมีเจ้านาย มีกรอบในการดำเนินชีวิต เราคงทำไม่ได้แน่ จึงตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าชีวิตนี้จะไม่เขียนใบสมัครงานเด็ดขาด

“ผมฝันอยากทำอาชีพอิสระ เป็นนายตัวเอง สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ และด้วยความที่ชอบการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยมองว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละ เป็นอาชีพที่เหมาะกับผม เพราะสามารถควบคุมการผลิตเองได้ทั้งระบบ ตั้งแต่วางแผนกระบวนการผลิต เก็บเกี่ยว การตลาด ซึ่งนอกจากเป็นอาชีพอิสระ มองว่ายังได้ทำบุญไปในตัว เพราะได้ผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคด้วย” คุณเน เล่าจุดเริ่มต้นเส้นทางแห่งความฝันให้ฟัง

เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะเดินบนเส้นทางนี้ ก็เริ่มต้นด้วยการปลูกหญ้าเนเปียร์ขาย สำหรับผู้เลี้ยงโคนม ควบคู่กับการขายถุงพลาสติกบรรจุหญ้า เพราะพื้นที่อยู่ใกล้กับโครงการพระราชดำริ ขณะเดียวกัน ก็เลี้ยงไส้เดือนเพื่อขายมูลไส้เดือน รายได้อาจจะไม่มากนัก แต่รายจ่ายก็ไม่ได้เยอะ เพราะปลูกผักสวนครัว ผักสลัดแปลงเล็กๆ ไว้กินเอง เหลือก็นำไปขายร้านโชห่วยหน้าปากซอย

วันหนึ่งมีเจ้าของร้านสเต๊กมาซื้อหญ้าที่บ้าน เห็นว่าบ้านเรามีผักสลัด จึงมาขอซื้อเอาไปบริการลูกค้าในร้าน และบอกให้เราปลูก จะรับซื้อราคาเดียวกับห้าง เราจึงเริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์อย่างมีความหวัง ขณะที่ผักสลัดกำลังจะเติบโต ร้านสลัดที่บอกว่าจะรับซื้อ ก็ไม่สามารถเปิดตัวได้ตามวันเวลาที่กำหนด

“ช่วงนั้นการเงินเริ่มร่อยหรอจากการลงทุนเรื่อยๆ และผลตอบแทนที่ได้ไม่มากพอสำหรับอนาคต สารภาพว่ากลัวจะไปไม่รอด จึงบอกกับฝนว่า ถ้าไม่มั่นใจก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่ฝนเองก็ยังไม่ถอดใจรอ ว่าถ้าถึงจุดหนึ่งที่ไปไม่ไหวจริงๆ ก็จะยอมถอยกลับไปทำงานกินเงินเดือน” คุณเน เล่าช่วงวิกฤตชีวิต

ถึงแม้จะมีเสียงค่อนแคะ เล็ดลอดลอยผ่านเข้าหูให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง “อุตส่าห์เรียนจนจบวิศวะ แต่กลับมาปลูกผัก ปลูกหญ้ากิน” ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจเดิมของคุณเนหายไป แต่กลับทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น

“บางครั้งมีท้อใจบ้างเหมือนกัน แต่จะไม่โต้เถียงเพื่อยืนยันความตั้งใจจริง เพราะพูดไปมันก็เท่านั้น สู้ลงมือทำเพื่อให้ผลงานประจักษ์ สุดท้ายผลงานพูดแทน ฟังแต่เสียงคนอื่น เราก็จะไม่มีพลังในการก้าวเดินไปข้างหน้าได้เลย” คุณเน และคุณฝน เผยความในใจในช่วงที่ชีวิตถูกกดดัน

แม้ช่วงจังหวะชีวิตที่ดูแย่ๆ แต่พวกเขาก็ยังโชคดีที่ครอบครัว “ศุภจรรยาลักษ์” เข้าใจ ไม่ได้บังคับให้เลือกอาชีพ แถมคอยช่วยเหลือสนับสนุนในสิ่งที่ทั้งคู่ทำ คอยเติมพลังในยามท้อ ประคองให้ลูกๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและมั่นคง

ในเมื่อไม่จมอยู่กับความผิดหวัง การแสวงหาก็ทำให้ทั้งคู่พบกับ คุณหลวง หรือ คุณสมประสงค์ นาคดี หัวหน้ากลุ่มชุมชนป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทำเกษตรระบบอินทรีย์เช่นเดียวกัน จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม ช่วยกันผลิตพืชผักอินทรีย์ส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และบริษัทต่างๆ แต่ค้าขายกันมาได้ระยะหนึ่งก็ประสบปัญหาเรื่องราคาเพราะเจอตลาดที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คนในกลุ่มรู้สึกท้อ บางคนถึงขั้นอยากเลิกทำอาชีพเกษตรกรรม

กระทั่งทางกลุ่ม โดยคุณหลวง ได้มีโอกาสได้รู้จัก คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรระบบอินทรีย์ พร้อมแนะนำช่องทางด้านการตลาด และให้ความรู้ แนะนำแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานระบบชุมชนรับรอง PGS การรับรองแบบมีส่วนร่วม ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล หรือ IFOAM ทำให้กลุ่มชุมชนป่าละอู ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายของโครงการสามพรานโมเดล ได้ขายผลผลิตตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มมีหวัง

คุณเน ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟังหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการว่า…

“สามพรานโมเดล ทำให้ผมมองเห็นอนาคต เห็นโอกาสช่องทางการตลาด เพราะตั้งแต่ทำการค้าขายผลผลิตมา ผมไม่เคยเจอพ่อค้าที่บอกให้ลูกค้ากำหนดราคาเอง และรับซื้อแบบประกันราคาตลอดทั้งปี แต่โครงการนี้ให้โอกาสเกษตรกร แถมมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกเดือนเพื่อตรวจแปลง ให้ความรู้เรื่องระบบการผลิตให้สินค้าได้คุณภาพตามมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ยังหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้อีกด้วย”

ด้านคุณอรุษ ในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการสามพรานโมเดลมากว่า 5 ปี กล่าวว่า คุณเน กับคุณฝน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ ในเครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล ที่มีฝัน มีความตั้งใจจริง และลงมือทำ ไม่หวั่นต่ออุปสรรค ค้นพบวิธีปลูกผักสลัดระบบอินทรีย์ จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และมองเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม แม้ระยะแรกประสบปัญหาเรื่องการตลาดที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรทั่วไป แต่หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ เราได้เข้าไปให้ความรู้ แนะนำช่องการตลาด รวมถึงแนวทางการผลิตภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ทำให้เขามองเห็นโอกาส เห็นช่องทางการตลาดที่ชัดเจน ทำมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน บนเนื้อที่จำนวน 1 งาน ของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” เขียวขจีไปด้วยพืชผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งนอกจากส่งเข้าห้องครัวของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ แล้ว ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายตลาดสุขใจ วันเสาร์-อาทิตย์ และทางโครงการกำลังขยายช่องทางการตลาดสู่ระบบซื้อขายบนสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้ คาดว่าผักสลัดอินทรีย์ของไร่ บ้านสวนศุภรักษ์ น่าจะได้รับความสนใจไม่น้อย

ส่วนกำลังการผลิต คุณเน บอกว่า อยู่ที่ 30-40 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 12,000 บาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่รายจ่ายก็ไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พวกเขาบอกว่า คุ้มมากที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 100 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ สำหรับในอนาคตตั้งใจไว้ว่าจะเอาดีด้านผักสลัดแทนการปลูกผักชนิดอื่น ทั้ง แรดิช หัวไชเท้าฝรั่ง สวิสชาร์ด ซึ่งเป็นพืชที่ดีมีคุณประโยชน์อันดับหนึ่งของโลก

คุณเน บอกว่า การปลูกผักอินทรีย์ ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงซื่อสัตย์ อดทน ขยันลงรายละเอียดเกี่ยวกับผักที่เราปลูก คือหัวใจในการปลูกผักอินทรีย์ เราต้องให้เวลาในการดูแลเขา ทุก 3 วัน 7 วัน หรือทุกวันจะต้องลงแปลง ถอนหญ้า สังเกตแมลง ดูความเป็นไปของผัก ว่าวันนี้เป็นอะไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญต้องใจเย็นมากๆ เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใส่ปุ๋ยวันนี้แล้วพรุ่งนี้เห็นผล มันอาจต้องใช้เวลานานนับเดือน นับปีด้วยซ้ำไป เพื่อฟื้นสภาพการเป็นอินทรีย์ให้กลับคืนมา

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรักหรือความเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์ สุดท้ายทั้งคู่ก็ร่วมต่อสู้ ก้าวข้ามอุปสรรค ฝ่าฟันเสียงค่อนแคะ ทำเกษตรอินทรีย์ กระทั่งมีชีวิตอิสระ มีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ กำหนดราคาผลผลิตเองได้ ได้เป็นนายของตัวเอง นอนได้เต็มวันในวันที่ขี้เกียจ ไปเที่ยวได้ทุกที่ในวันที่อยากจะไป ไม่ต้องยื่นใบลา ไม่ต้องรอให้นายเซ็น เหล่านี้คือ รางวัลชีวิต รางวัลแห่งความสุขของคนทำเกษตรอินทรีย์ สุขที่แสนอิสระ ที่หนุ่มสาวออฟฟิศหลายคนแอบวาดฝัน แต่มีสักกี่คนที่สานฝันให้เป็นจริงได้

ภายใต้ โครงการสามพรานโมเดล ขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ คุณสุทิศ จิราวุฒิพงศ์ โทร. (081) 668-2165 คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 หรือ คลิกดูข้อมูลได้ที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

สตรอเบอรี่ (strawberry) เป็นพืชที่เจริญเติบโตและออกดอกติดผลได้ดี มีคุณภาพ เมื่อปลูกในบริเวณพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป มีอากาศหนาวเย็นสบายๆ ตลอดปี และในยามนี้เมื่อหลายท่านเดินทางขึ้นไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ก็มีโอกาสได้ลิ้มรสผลสตรอเบอรี่สีแดงสดที่มีกลิ่นหอมและหวานอร่อยด้วย

สตรอเบอรี่ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่สร้างรายได้เงินแสนบาทให้เกษตรกรผู้ปลูกที่อำเภอสะเมิงได้มีวิถีชีวิตที่มั่นคง เป็นพืชที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง การปลูกสตรอเบอรี่…พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเรวัต แก้วเลิศตระกูล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่อำเภอสะเมิง มีทั้งหมด 561,264 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 27,826 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 10,262 ไร่ ไม้ผล 3,562 ไร่ พืชไร่ 6,077 ไร่ ไม้ยืนต้น 1,088 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 125 ไร่ ปลูกผัก 3,172 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 3,540 ไร่

สตรอเบอรี่ เป็นพืชล้มลุกที่แตกกิ่งก้านแผ่ปกคลุมดิน ใบสีเขียวเข้ม ขอบใบหยัก ดอกสีขาว ก้านผลยาวติดกับต้น มีเสี้ยนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วผล มีกลีบเลี้ยงบนขั้วผล ผลอ่อนสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อแก่สุก ในแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยวที่แตกต่างกันไป

สภาพพื้นปลูกที่เหมาะสม ควรมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป อากาศเย็นตลอดปี หรืออุณหภูมิ 10-25 องศาเซลเซียส ลักษณะดินปลูกเป็นดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำใช้เพียงพอ มักนิยมปลูกช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนตุลาคม เพื่อได้เก็บเกี่ยวผลสตรอเบอรี่ขายในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน

สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 เป็นสายพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมาตั้งแต่ ปี 2552 เป็นสายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม รสชาติหวานอร่อย

สตรอเบอรี่ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ พื้นที่อำเภอสะเมิง มีเกษตรกรปลูก 640 ราย และมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสตรอเบอรี่ 12 กลุ่ม การปลูกและผลิตได้ส่งเสริมเกษตรกรใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ตามอัตราส่วนและระยะเวลา ให้น้ำพอเพียง ป้องกันกำจัดโรคแมลงตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลสตรอเบอรี่ดีมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีครอบครัวที่มั่นคง

คุณลุงหนุ่ม สุขพอดี เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 3-4 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิงได้ส่งเสริมให้ปลูกสตรอเบอรี่สายพันธุ์พระราชทาน 80 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม รสชาติหวานที่ตลาดผู้บริโภคชื่นชอบ และส่งเสริมให้นำผลสตรอเบอรี่ตกเกรดที่มีคุณภาพมาแปรรูปทำเป็นไวน์เพื่อการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วย

การเตรียมดินแปลงปลูก ได้ไถดะ ไถแปร และไถพรวน ตากแดด 7-10 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลงออกไป ยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 1 เมตร ระยะระหว่างแปลงปลูกห่างกัน 60 เซนติเมตร เพื่อให้เป็นร่องน้ำ คลุมแปลงปลูกด้วยผ้าพลาสติกพร้อมกับตัดเจาะพลาสติกให้เป็นวงกลมสำหรับขุดเป็นหลุมปลูก

การเตรียมต้นพันธุ์หรือต้นไหล นำวัสดุเพาะใส่ในถุงเพาะ ยกไปวางที่ต้นสตรอเบอรี่ (ต้นแม่) ที่บริเวณใต้ต้นไหลที่มีปมรากแทงออกมา ต้นไหลคือ ส่วนที่แตกแขนงออกมาจากต้นแม่ที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปลอดโรค วางถุงเพาะไว้ 15 วัน รากต้นไหลจะแทงลงในถุงเพาะ เมื่อรากเดินดีแล้วได้ปล่อยเลี้ยงให้แตกแขนงเป็นต้นไหล 4-5 ต้น จึงตัดแยกมาเพาะเลี้ยง ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษากระทั่งได้ต้นไหลที่แข็งแรง ปลอดโรค แล้วจึงนำไปลงปลูกในแปลง

วิธีการปลูก ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว ลึก ให้พอวางต้นพันธุ์ ปลูกเป็นแถวคู่ตามแนวยาวแปลง ให้หลุมปลูกทั้ง 2 ข้าง ห่างจากริมแปลงเข้ามาด้านในแปลง 20 เซนติเมตร วางต้นพันธุ์หรือต้นไหลลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม

เพื่อให้ได้ผลสตรอเบอรี่คุณภาพ หลังปลูกสตรอเบอรี่ 15 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ เว้นระยะห่างออกไปอีก 15 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ในอัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ และเว้นระยะห่างออกไปอีก 20 วัน ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ จะช่วยทำให้ได้ผลสตรอเบอรี่มีรสชาติหวานอร่อยมากขึ้น

การให้น้ำ ต้องให้ต้นสตรอเบอรี่ได้รับน้ำเพียงพอจึงจะช่วยให้ต้นออกดอกติดผลได้คุณภาพ ได้จัดการให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ 15 นาที ต่อวัน ให้ไปกระทั่งติดผลแล้วได้ปรับเปลี่ยนเป็นให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด 20 นาที ต่อวัน ให้ไปกระทั่งผลแก่สุกและเก็บผลสตรอเบอรี่เสร็จ การให้น้ำแต่ละครั้งได้พิจารณาความชื้นในดินด้วยเสมอ

โรคและแมลง ถ้าตรวจพบว่า มีโรคเข้าทำลายได้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัด ใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 15-30 วัน หรือใช้ในระยะที่ปลอดภัย หรือใช้กับดักกาวเหนียวปักวางบนแปลงปลูกเพื่อดักจับแมลงศัตรู เมื่อดักจับแล้วได้นำไปทำลายทิ้ง วิธีการนี้จะช่วยทำให้ได้ผลสตรอเบอรี่ปลอดภัย

คุณลุงหนุ่ม เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ตั้งแต่ต้นสตรอเบอรี่เริ่มติดดอกไปถึงติดผลสีแดงแก่สุกพอดี จะใช้เวลา 60 วัน ก็ตัดเก็บได้ การตัดเก็บได้ใช้กรรไกรตัดที่ก้านผลให้ขาด วางในภาชนะ นำเข้าโรงเรือนทำความสะอาด คัดแยกผลเป็น 5 ขนาด คือ ผลขนาดใหญ่ กลาง เล็ก จิ๋ว และขนาดผลตกเกรด

การซื้อขาย ผลสตรอเบอรี่ขนาดใหญ่ ขาย 300 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดกลาง ขาย 280 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดเล็ก ขาย 260 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดจิ๋ว ขาย 240 บาท ต่อกิโลกรัม และผลตกเกรด ขาย 60 บาท ต่อกิโลกรัม โดยมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ จากการปลูกและขายผลสตรอเบอรี่ การแปรรูปผลสตรอเบอรี่เป็นไวน์เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มีรายได้เงินแสนบาทที่พอเพียงให้ครอบครัวดำรงชีพได้มั่นคง

จากเรื่อง การปลูกสตรอเบอรี่…พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง พืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณลุงหนุ่ม สุขพอดี เลขที่ 212 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (085) 708-9925 หรือที่ คุณเรวัต แก้วเลิศตระกูล สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง โทร. (053) 487-116 ก็ได้นะครับ

ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

ลูกสิบล้อ

ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด หรือที่รู้จักของเกษตรกร ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราศรแดง” ได้จัดงาน “Harvesting and Innovation” เพื่อจัดแสดงสายพันธุ์ผักต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ณ ฟาร์มเลิศพันธุ์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ในงานมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น แฟงมินิ มีลักษณะผลเล็กกว่าแฟงทั่วไป ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร รสชาติอร่อย พร้อมทั้งมีการจัดแสดงพืชอื่นๆ และพืชที่ปลูกภายในโรงเรือน

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด เป็นผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักเขตร้อนชื้นในแถบภูมิภาคเอเชีย ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพทั้งสายพันธุ์ และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกให้เมล็ดพันธุ์พืชของประเทศไทย มีคุณภาพสามารถก้าวไปสู่ระดับ AEC ทาง บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ได้มีศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เอกชนรายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสมาคมเมล็ดพันธุ์นานาชาติ (International Seed Testing Association : ISTA)

ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) อย่างเป็นทางการ ซึ่งในส่วนของตลาดเมล็ดพันธุ์ผักนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่รัฐบาลผลักดันให้เอกชนพัฒนาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทย ในการเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือตลาดโลกในอนาคต ซึ่งตัวเลขการส่งออกของตลาดเมล็ดพันธุ์ ในปี 2556 มีมูลค่า 4,965 ล้านบาท และในปี 2557 มีมูลค่า 5,465 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า

“การที่เราจัดงานในครั้งนี้ ต้องการแสดงศักยภาพของ อีสท์ เวสท์ ซีด ด้วย ว่าเราพร้อมที่จะเติบโตไปกับนโยบายของ AEC ดังนั้น กลุ่มลูกค้าที่มาดูงาน จะเป็นกลุ่มที่อยู่ในอาเซียนทั้งหมด เพื่อให้เห็นความหลากหลายของสายพันธุ์พืช ที่ทางประเทศเขาเองก็มีใช้ด้วยอยู่แล้ว เพื่อได้มาเห็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย อีกอย่างเราอยากมาโชว์นวัตกรรมที่มีจุดเด่นๆ นอกจากนี้ ยังมีการต่อกิ่ง (Grafting) เพื่อให้ผลผลิตใน 1 ต้น มีอยู่ 3 แบบ เช่น พริก จากการจัดแสดงในครั้งนี้ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจมากขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความสนใจในเมล็ดพันธุ์ไม่เหมือนกัน อย่าง ประเทศอินเดีย เมล็ดพันธุ์ดาวเรือง ของหอมต่างๆ จะเป็นที่นิยม ซึ่งตอนนี้เองเราก็มีการอนุรักษ์ผักพื้นเมืองของไทย เพื่อให้เกษตรกรได้ปลูกผักพื้นเมือง ที่ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ และให้ผักพวกนี้อยู่คู่กับบ้านเราไปนานๆ” คุณอิสระ กล่าว

ภายในงานได้มีการจัดแสดงพืชต่างๆ มากมาย เช่น กะหล่ำ พริก มะเขือเทศ ข้าวโพด มะละกอ ฯลฯ และไม้ตัดดอกต่างๆ ส่วนพืชที่อยู่ภายในโรงเรือน ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี คือ เมล่อน มะระ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการโชว์นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ซึ่ง คุณวลัยลักษณ์ ทิมกระโทก นักเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ให้ข้อมูลว่า

“เมล็ดที่จะถึงมือเกษตรกร ต้องเป็นเมล็ดที่ผ่านการตรวจหาโรค ซึ่งถือว่าเป็นการใส่ใจในเรื่องนี้ ซึ่งเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเราไป จะเห็นเมล็ดที่มีสีสันสวยๆ สีที่เห็นไม่ใช่แค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังมียากันเชื้อรา เพื่อป้องกันเมล็ดจากเชื้อรา ซึ่งเชื้อราเราจะพบทั้งในเมล็ดเองเลยหรือภายในดิน หากเมล็ดที่ไม่ได้เคลือบยากันรา เวลาที่งอกออกมาก็สามารถเกิดโรคเน่าคอดินได้ การเคลือบเมล็ดจึงเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มาก”

จากการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลา บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาเพื่อก้าวไปข้างหน้า ทำให้เป็น บริษัท 1 ใน 10 ของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืชที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายบริษัทอย่างรวดเร็วไปยังประเทศอินเดีย พม่า เวียดนาม บางส่วนของแอฟริกา และอเมริกาใต้ ทั้งยังส่งออกสินค้าเมล็ดพันธุ์ไปกว่า 60 ประเทศ ทั่วโลก