อาชีพปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน ขายหน่อสด…ทำเงินแสน ที่พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

อาชีพปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน ขายหน่อสด…ทำเงินแสน ที่พะเยา

คุณประยูร ใจการ มีอาชีพเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ของบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ ปี 2534 จนถึง ปี 2552

คุณประยูร ใจการ อยู่บ้านเลขที่ 12 บ้านผาช้างมูบ หมู่ที่ 1 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 185-5079 ระหว่างที่ทำงาน ได้เพาะไผ่ไปด้วย โดยปลูกไผ่ตั้งแต่ปี 2549

ปลูกครั้งแรก จำนวน 100 ต้น คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 2 งาน สาเหตุจูงใจในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน เนื่องจากช่วงนั้นไผ่มีราคาดี และเป็นอาชีพอิสระ ทำแล้วสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้รวดเร็ว และมีใจรักในการทำเกษตรอยู่เป็นทุนเดิม

เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงได้ลาออกจากการเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์มาปลูกไผ่เพิ่มเติม โดยขยายพื้นที่จากเดิม 1 ไร่ 2 งาน มาปลูกเพิ่มขึ้น เป็นพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบัน จำนวน 7 ไร่ และมีจำนวนต้น 4,000 ต้น ซึ่งขณะนี้ให้ผลผลิตทั้งหมด โดยใช้ทุนเริ่มต้นจากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ.)

คุณประยูร เล่าให้ฟังว่า ไผ่เป๊าะ และไผ่ไต้หวัน ที่ปลูกจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายผลผลิตของแปลง จะได้วันละ 1,000 บาท โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมผลผลิตจะยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ราคาแพง และเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ราคาจะถูกลง เนื่องจากหน่อไม้ตามฤดูกาลจะออกสู่ตลาด รวมทั้งจะมีผลผลิตไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวันจากต่างจังหวัดมาแย่งลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วจะจำหน่ายได้ในราคา ประมาณ 40 บาท ต่อกิโลกรัม

เทคนิคที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ

ในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน

การเตรียมดิน…มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ เพื่อเตรียมความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำต้นของไผ่ในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมให้น้ำกับไผ่อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 วันครั้ง และกำจัดวัชพืชภายในแปลงให้สะอาด พร้อมนำฟางข้าวมาคลุมโคนต้นไผ่ เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดีและคลุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นด้วย

การให้ปุ๋ย…มีการให้ปุ๋ยเคมีเล็กน้อย โดยผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ ปุ๋ยที่ใช้คือ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ขีด ต่อต้น

การตัดแต่งกิ่ง…มีการตัดแต่งกิ่งและลำต้น โดยตัดลำต้นที่ขึ้นกลางกอออกให้หมด เพื่อให้หน่อไม้บริเวณริมกอและเก็บเกี่ยวผลผลิตง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ หน่อมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี สะดวกในการดูแลรักษา โรคแมลงไม่รบกวน โดยตัดแต่งกิ่งและลำต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อนใส่ปุ๋ย

การกำจัดวัชพืช…จะใช้การตัดโดยใช้แรงงานคน ไม่ใช้วิธีการใช้สารเคมีในการกำจัด วัชพืชที่ตัดแล้วจะนำไปเลี้ยงสัตว์ และทำปุ๋ยหมักภายในแปลง

การตลาด…จะจำหน่ายโดยส่งให้ลูกค้าขาประจำในตลาดสดของจังหวัดพะเยาทุกวัน จะเริ่มส่ง ตั้งแต่ ตี 3 โดยลูกค้าจะมารับและนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค โดยหน่อไม้ที่จะจำหน่าย คุณประยูรจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่งให้สวยงาม บรรจุถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม บางส่วนพ่อค้าก็มารับซื้อถึงแปลง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง รายได้เฉลี่ยหักต้นทุนแล้ว ประมาณ 1,000 บาท ต่อวัน หรือเดือนละ 30,000 บาท รวม 5 เดือน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท เลยทีเดียว

คุณมนัส สะพานแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งใช้อุปโภคและบริโภค ซึ่งขึ้นได้ในธรรมชาติทั่วไป เมื่อศึกษาข้อดีในด้านต่างๆ ของการนำมาใช้ เช่น การบริโภคหน่อ การนำมาใช้ในเครื่องอุปกรณ์จักสาน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน สำหรับไผ่บริโภคหน่อที่เราพบเห็นและรู้จักกันดี เช่น ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่ซาง ไผ่หก ไผ่สีสุก ไผ่หวาน แต่สำหรับคนภาคเหนือจะรู้จักไผ่อีกชนิดหนึ่ง ในชื่อ ไผ่เป๊าะ หรือ หน่อเป๊าะ ที่มีคุณสมบัติดีเด่นในการให้หน่อ ซึ่งผลผลิตสูงในช่วงฤดูแล้ง หรือจะเรียกอีกอย่างคือ หน่อไม้นอกฤดูกาล ช่วงฤดูแล้งให้น้ำต้นหน่อเป๊าะ จะให้หน่อได้เร็ว (พันธุ์เบา) และมีหน่อจำนวนมาก ประกอบกับคนเหนือนิยมแกงหน่อไม้ใส่น้ำปูกันอย่างมาก ถือเป็นอาหารสุดยอดของคนเหนือ จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงยิ่ง หน่อเป๊าะ จึงได้นำไปขยายปลูกในหลายพื้นที่ เป็นที่สนใจของเกษตรกรมาก เนื่องจากรายได้จากการขายหน่อ ค่อนข้างทำรายได้ดี เพราะโดยเฉลี่ยในระยะปีที่ 3 ขึ้นไป จะเฉลี่ยรายได้ถึงไร่ละ 30,000-50,000 บาท ต่อปี (จำหน่ายในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม กิโลกรัมละ 30-40 บาท) ราคาสูงเพราะเป็นการผลิตหน่อไม้นอกฤดูกาล

พันธุ์ไผ่เป๊าะ เท่าที่ทราบ ดูจากลักษณะของกาบหุ้มลำต้น มีกาบสีน้ำตาล กาบน้ำตาลชมพู และกาบน้ำตาลแดง และ ถ้าสังเกตลักษณะของลำ จะมีขนาดลำเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ลำขนาดเล็กจะให้หน่อดก ข้อเสียคือหน่อจะมีขนาดเล็กด้วย

การปลูกไผ่เป๊าะ ทำได้ไม่ยาก วิธีขยายพันธุ์ และนำไปปลูกนิยมขุดลำต้นและนำไปปลูกได้เลย ฤดูกาลและช่วงที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อยู่ในช่วงปลายฤดูฝน ระยะปลูก 5×5 เมตร ไร่ละประมาณ 75 ต้น

การดูแลรักษา

หน่อไผ่เป๊าะ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการตัดแต่งกอ และการกลบโคนต้น เป็นเรื่องสำคัญ ผลผลิตจะดีหรือไม่ขึ้นกับการบริหารจัดการในการดูแลรักษาเป็นหลัก เมื่อไผ่เป๊าะให้ผลผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ย มีทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้วัว) และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือปุ๋ย 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งหน่อไผ่เป๊าะที่สมบูรณ์หน่อยจะดกและมีขนาดใหญ่ การใช้ยูเรียสูงหน่อจะโต แต่มีข้อเสียในการขนส่งไปไกลๆ จะเน่าเสียง่าย ถ้าเป็นตลาดท้องถิ่นไม่มีผลกระทบ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวในราวเดือนพฤศจิกายน เกษตรกรจะเริ่มตัดแต่งกอ โดยตัดต้นที่แก่ออก เหลือส่วนโคนไว้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้ล้อมเป็นคอก ใช้ปุ๋ยคอกกลบโคนต้น พร้อมใช้ปุ๋ยเคมีหว่านบริเวณกอ ใช้ฟางคลุม และให้น้ำบริเวณกอให้ชุ่มอยู่ตลอด ประมาณเดือนมกราคมของทุกปี เมื่ออากาศเริ่มอุ่นไผ่เป๊าะจะเริ่มแทงหน่อ สามารถขุดจำหน่ายได้

วิถีการตลาดของหน่อไผ่เป๊าะ มีจำหน่ายในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย น่าน และ อุตรดิตถ์ และขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีหน่อไม้เป๊าะจำหน่าย เกษตรกรมีความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เพราะหน่อไผ่เป๊าะเป็นอาหารหลักยอดนิยมของคนเหนือ จุดเด่นเป็นไผ่พันธุ์เบา และรายได้ต่อไร่ค่อนข้างสูงไม่มีปัญหาด้านการตลาด

………………………………….

ค่าต้นทุนการผลิตหน่อไผ่เปาะ

ต่อ 1 กอ ต่อ 1 ไร่ ต่อ (75 กอ)

(กอ) (1 ไร่)

– ค่าเตรียมหลุม/แปลงปลูก = 50 บาท 3,750 บาท

– ค่าต้นกล้า = 25 บาท 1,875 บาท

– ค่าดูแลรักษา (ตัดหญ้า,ใส่ปุ๋ย,ให้น้ำ)

ช่วงอายุ 1-2 ปี = 150 บาท 11,250 บาท

– ค่าต้นทุนการผลิต ในปีที่ 3 (ระยะเวลาการผลิต 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง)

– ค่าตัดแต่งกิ่ง = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าปุ๋ยคอก = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าปุ๋ยเคมี (15-15-15) = 30 บาท 2,250 บาท

– ค่าวัสดุคลุม (ฟาง) = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าให้น้ำ = 30 บาท 2,250 บาท

345 บาท 25,875 บาท

การผลิตช่วงฤดูการผลิต เดือน (ม.ค.-พ.ค.)

– เก็บเกี่ยวผลผลิต 5-7 วัน/1ครั้ง

– ผลผลิต 2-5 กิโลกรัม/ครั้ง

– เฉลี่ยจำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยว 15 ครั้ง/กอ/ฤดูการผลิต

– ผลผลิตรวมเฉลี่ย = 20-25 กิโลกรัม/กอ

– ผลผลิตรวมเฉลี่ย = 1,500-1,875 กิโลกรัม/ไร่

– ราคาเฉลี่ยตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. = 25 บาท/กิโลกรัม (75 กอ)

– รายได้เฉลี่ย 1 ไร่/ปี = 37,500 ถึง 46,875 บาท

– เฉลี่ยไร่ = 42,187.50 บาท/ปี

ผักไผ่…พืชรสเผ็ดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการเกษตร

อดุลศักดิ์ ไชยราช

ผักไผ่…พืชรสเผ็ดร้อน

ในช่วงฤดูหนาว ผลกระทบที่ร่างกายได้รับจากความหนาวเย็น บางครั้งถึงกับเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะความหนาวจะส่งอิทธิพลต่อธาตุน้ำในกาย ทำให้เจ็บป่วยมากกว่าธาตุอื่น ผิวหนังจะแห้ง มึนศีรษะ น้ำมูกไหล ขัดยอกร่างกายขยับเขยือนเคลื่อนตัวไม่สะดวก ท้องอืดเฟ้อ อาหารที่เหมาะสมกับหน้าหนาว ควรเป็นอาหารที่มีรสขมร้อน รสร้อน และรสเปรี้ยว ผักพื้นบ้านที่เหมาะสมต่อการกินในช่วงหนาว ได้แก่ ข่าอ่อน กระชาย ขมิ้น พริกไทย ยอดพริก ผักไผ่ และผักที่มีรสเผ็ดร้อนต่างๆ

ผักไผ่ เป็นผักที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันมาก ใช้เป็นผักแกล้มหรือปรุงรสอาหาร นิยมกันทั่วทุกภาคของไทย และหลายประเทศในอาเซียน เป็นพืชที่พบในป่าบริเวณริมลำธารน้ำที่มีความชื้นสูง ชาวบ้านเข้าป่าพบว่า เป็นผักที่มีรสหอมเผ็ด นำมาปลูกไว้ที่ในสวนครัวหลังบ้าน บ้างปลูกลงดินเป็นแปลงใกล้ๆ โอ่งน้ำ บ้างปลูกลงกระบะกระถางอ่างโอ่งกะละมังรั่ว ปลูกติดง่าย แพร่ขยายเร็ว กินยอดใบอร่อย จึงนิยมแพร่หลายกันทั่วไป

“ผักไผ่” (POLYGONACEAE) มีชื่อเรียกกันตามท้องถิ่นต่างๆ ทางภาคเหนือ เรียก ผักไผ่ ภาคอีสาน เรียก ผักแพว พริกม้า โคราช เรียก จันทน์โฉม อยุธยา เรียก หอมจันทน์ ผักไผ่เป็นพืชล้มลุกที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก และมีอายุอยู่ให้เก็บกินเป็นปี ยิ่งหมั่นเด็ดยอด ยิ่งแตกยอดเป็นกิ่งก้านบานขยายพุ่ม ตามแนวราบไปกับผิวดิน และชูยอดขึ้นมาสวยงามมาก ถ้าปลูกในที่ร่มจะชูยอดตั้งขึ้นมายาว แต่ถ้าปลูกที่กลางแจ้ง ยอดจะแผ่เรี่ยดิน และออกรากตามข้อแตกยอดให้เก็บกินได้หลายยอด ยิ่งถ้าดินปลูกเป็นดินดีอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุ จะยิ่งอวบอ้วนสวยงามจนไม่อยากเด็ดกินเลยเชียว

พันธุ์ผักไผ่ที่จะนำมาปลูก หาได้จากเพื่อนบ้าน แต่ถ้าเขาหวงที่จะให้เด็ดกิ่งยาวๆ ที่มีรากติดด้วย ก็มีวิธีที่จะหาจากตลาด เมื่อเรารู้จักว่า นี่คือ ผักไผ่ แน่แล้ว ก็ซื้อมาสักกำที่เขาตัดยาวๆ ราวๆ 5-7 บาท เด็ดเอาใบล่างมาปรุงอาหาร เหลือก้านยาวๆ ตามที่เขาตัดมาขาย พร้อมยอดอ่อนใบอ่อนเล็กๆ จะห่อใบตอง หรือใส่ลงในแก้วน้ำ หรือกระป๋องน้ำ ใส่น้ำเปล่าลงไปให้เล็กน้อย ให้โคนก้านจุ่มแช่น้ำสัก 1-2 นิ้ว เก็บไว้ในที่ร่ม ภายใน 5-7 วัน จะแตกรากสีขาวออกมาเต็มก้นกระป๋อง รอให้รากแก่อีกสักนิด เอาไปปลูกในกระถาง กะละมัง ที่เตรียมดินไว้แล้ว ใช้ดินถุงที่ร้านต้นไม้ขายก็ดี แต่ขอให้เอาเศษใบไม้แห้งรองก้นกระบะกระถางด้วย ดินจะได้โปร่งร่วนซุยและเป็นประโยชน์นาน ถ้าดินยุบตัวลงจะได้เติมดินใหม่ได้ ผักไผ่ไม่ชอบดินเหนียวจัด จะแคระแกร็น แต่ถ้าต้องการความแข็งแกร่ง สีก้านแดงมั่ง ก็ใช้ดินเหนียวได้ แต่ขอร้องอย่าให้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ผักไผ่ไม่ชอบ ชอบที่ความชื้นสูง เช่น ข้างโอ่งน้ำ มีแสงแดดส่องถึง มีบางรายเอากระถางผักไผ่ไปแช่ไว้ในอ่างปลาสวยงามหน้าบ้าน แทนพืชประดับ สวยงาม เก๋ และมีประโยชน์ แต่ให้ระวังใบล่างที่แช่น้ำอยู่ตลอดเวลาเน่า จะทำให้อ่างปลาน้ำเน่าไปด้วย

ชาวเหนือ ชาวอีสาน นิยมใช้ผักไผ่เป็นผักปรุงอาหารและแกล้มกับอาหารพวกลาบ ก้อย ส้า พล่า ยำ อาหารที่ขาดผักไผ่แล้วเสียรสเลย เช่น ทางเหนือมียำไก่บ้าน ลาบปลาเพี้ย (ปลากาดำ) อีสานต้อง ก้อยกุ้ง แหนมเนือง ปักษ์ใต้ก็ใช้ใบยอดสด หรือลวก หั่นใส่ข้าวยำก็สุดบรรยาย ผักไผ่เป็นผักเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมฉุน ใช้ดับคาวเนื้อสัตว์ คาวปลา จะช่วยเจริญอาหาร ขับลมในกระเพาะ ผักไผ่ 1 ขีด หรือ 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 54 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย (Fiber) 1.9 กรัม แคลเซียม 79 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม เหล็ก 2.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8112 iu. วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.59 มิลลิกรัม วิตามินซี 77 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.7 มิลลิกรัม

ผักไผ่ นับวันจะเป็นผักเพื่อการค้ามากขึ้น ด้วยเหตุจากความนิยมของผู้คนที่รู้ถึงคุณค่า คุณประโยชน์ทางโภชนาการ สรรพคุณทางยา และความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างแน่นอน ในด้านการที่จะมีพัฒนา แปรรูปเป็นสินค้าประเภทอาหารสุขภาพและสมุนไพร มีการศึกษาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าด้วยคุณสมบัติที่เป็นบวกของผักไผ่ จะมีผลงานการวิจัยของนักวิชาการไทยมากขึ้น คาดว่าเร็วๆ นี้ คงมีผลงานวิจัยพัฒนาผักไผ่เพื่อเป็นยา หรือสารเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่นเดียวกับพืชหลายชนิด เช่น ยาระบายขับลม ยาลดกรดในกระเพาะลำไส้ หรือยารักษาโรคผิวหนัง ยาปลูกผมสำหรับคนผมบางผมน้อย สมุนไพรพร้อมชงดื่มแก้หนาว แก้หวัด ยาลดความอ้วน ยาถ่ายพยาธิ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นของผักไผ่ ที่มีความหอมฉุนของใบและยอด เป็นพืชที่ให้สารเยื่อใยหรือไฟเบอร์สูงมากกว่าพืชอื่น ทำให้ผักไผ่เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรหลายคนไม่ควรมองข้าม วันนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายนัก แต่เชื่อไหมว่า วันข้างหน้าจะรู้จักและเรียกร้องหากันมากขึ้น ผักไผ่สามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวก็ได้ เป็นผักการค้าก็ได้ เป็นไม้ประดับก็ดีมีประโยชน์มากกว่า ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ พื้นดิน กระถาง กระบะ เรือรั่ว กะละมังรั่ว กระป๋อง สารพัดที่หาได้เหลือใช้จากครัวเรือน ดูแลให้น้ำก็ไม่มาก น้ำเหลือจากการอาบ ล้างหน้า ล้างเนื้อ ล้างปลา เศษมูลนก มูลสัตว์เลี้ยงที่เป็นปัญหาของชาวเมืองขณะนี้ ทำเป็นปุ๋ยผักไผ่ได้อย่างดี สารเคมีไม่ได้กล้ำกลายปลอดภัย เพราะเป็นพืชที่ไม่มีศัตรูรบกวน หรือมีบ้างเล็กน้อย ก็จะมีพวกมด แตน ช่วยขจัดให้ ผักไผ่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์เร็ว เพียงแต่ชาวบ้านเราต้องรู้จักวิธีการ “ต่ออายุผักไผ่” คือ หมั่นเด็ดยอด อย่าปล่อยให้ออกดอก แยกขยายกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ไปปลูกเปลี่ยนกระถาง เปลี่ยนดิน เปลี่ยนที่ ปีละครั้ง สองครั้ง เป็นการต่ออายุให้ใช้ประโยชน์ได้หลายชั่วอายุพืช มีให้เก็บกินตลอดปี ไม่ขาดหายไปจากครัวเรือน มีมากเด็ดยอดมัดกำขายตลาด กำหนึ่ง 10 ยอด 5 บาท เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ ค่าขนมลูกหลานได้ดีทีเดียว

“ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสด และเข้าโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

“ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสด และเข้าโรงงาน

ข้าวโพดหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกมาก เนื่องจากสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบกับตลาดมีความต้องการสูง

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสม ซึ่งให้ผลผลิตสูง รวมทั้งมีคุณภาพด้านการรับประทานดี และมีความสม่ำเสมอของพันธุ์

สำหรับพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูง เป็นพันธุ์การค้าของภาคเอกชน อาทิ พันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ไฮบริกซ์ 53 ซูการ์ 75 หรือเอทีเอส 5 และพันธุ์ซูการ์สตาร์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2”

“ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” นับเป็นอีกหนึ่งพันธุ์ที่มีคุณลักษณะที่ดี และตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เหมาะสำหรับการผลิตเพื่อตลาดฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรที่จะใช้พืชพันธุ์ใหม่ไปปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีพันธุ์ข้าวโพดฝักสดที่ได้รับการรับรองพันธุ์ พร้อมแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อสร้างรายได้หลายพันธุ์ อาทิ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์สงขลา 84-1 ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 84-1 เป็นต้น

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่สำเร็จอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” ซึ่งคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรแล้ว

ข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อ CNSH 7566 เกิดจากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้เบอร์ 75 หรือสายพันธุ์แท้ไฮบริกซ์ 4 (S)-9-1-B-B-B-B กับสายพันธุ์แท้เบอร์ 66 หรือสายพันธุ์แท้ CN-SSW 59 (S)-11-1-B-B-B-B ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ซึ่งผ่านการทดสอบการให้ผลผลิตในแปลงเปรียบเทียบเบื้องต้น แปลงเปรียบเทียบมาตรฐาน และเปรียบเทียบในท้องถิ่น ตลอดจนปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2553-2556 และผ่านการศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ข้าวโพดหวานในช่วงปีดังกล่าวด้วย

ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือกสูงถึง 2,897 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,965 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 86-1 ซึ่งเป็นพันธุ์เปรียบเทียบให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,779 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,805 กิโลกรัม/ไร่ และพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,673 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,751 กิโลกรัม/ไร่

นอกจากนั้น ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 ยังสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม มีความต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ โดยข้าวโพดพันธุ์นี้ มีอายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-73 วัน ขนาดฝัก 4.8×18 เซนติเมตร มีจำนวนแถว 16-18 แถว มีอัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 46% มีความหวาน 13.4% บริกซ์ ทั้งยังมีคุณภาพด้านการรับประทานดีใกล้เคียงกับพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 เหมาะสำหรับการบริโภคฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 สามารถปลูกได้ทั่วไปทั้งเขตน้ำฝนในเขตภาคกลาง อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี และสระบุรี และในเขตภาคตะวันตก เช่น จังหวัดกาญจนบุรี และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ชลประทานเขตภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ และสุโขทัย รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งปลูกได้ทั้งก่อนฤดูทำนาและหลังฤดูทำนา

โดยพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 1.5 กิโลกรัม และมีการจัดการดูแลง่ายเหมือนกับการปลูกข้าวโพดหวานทั่วไป

ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคดังกล่าวระบาด ควรป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำพันธุ์ไปปลูก โดยเฉพาะหลังเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรังในช่วงหน้าแล้งปีนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปได้ เพราะข้าวโพดหวานเป็นพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำที่มีค่อนข้างจำกัดได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีพันธุ์พืชสวนพันธุ์ใหม่ที่อยู่ระหว่างการเสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรอีกหลายชนิด อาทิ ทุเรียนลูกผสม ส้มสายน้ำผึhง มันฝรั่ง พริกเหลือง พริกซอส พริกขี้หนูเผ็ด พริกขี้หนูหอม กระเจี๊ยบเขียว สะตอ และมะคาเดเมียนัท เป็นต้น

หากสนใจ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธ์ชัยนาท 2” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทร. (056) 405-080-1

ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

สิ่งที่เป็นปัญหาสร้างความปวดหัวให้แก่เกษตรกรมาตลอดคือ โรคพืชและแมลงศัตรู แล้วยิ่งนับวันจะทวีความร้ายกาจมากขึ้น อันเป็นอุปสรรค ความยากลำบากต่อการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทุ่มเท หาทางแก้ไขและรับมือ

การพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช ถือเป็นอีกหนึ่งทางรอดเพื่อเอาชนะกับโรค/แมลง กระนั้นก็ตามมีหลายกลุ่มธุรกิจที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ พยายามระดมสรรพกำลังจากสติปัญญาของผู้เชี่ยวชาญในวงการเกษตรเพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดเพื่อให้สามารถต้านทานความร้ายแรงของโรค/แมลงศัตรู

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เป็นอีกหนึ่งธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ต่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชทางการเกษตรหลายชนิดอย่างมีคุณภาพ เชื่อถือได้ ภายใต้เครื่องหมายการค้าและชื่อที่ชาวไร่ ชาวสวน ต่างรู้จักกันดีคือ “ศรแดง” มาเป็นเวลายาวนาน

ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีพร้อมกับ คุณขจรศักดิ์ โพธะการ หรือ คุณตี๋ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการตลาดของศรแดง เพื่อไปพบกับชาวบ้านที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้น โดยใช้เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ทั้งรูปลักษณะและขนาด จึงเป็นที่ต้องการของตลาดจนนำมาสู่รายได้ที่ดี

คุณตี๋ พาไป บ้านเลขที่ 136 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสวนผักของ คุณทุเรียน ก่ำหิน หรือ คุณติ๋ม และ คุณประคอง (สามี) ทั้ง 2 คน ช่วยกันปลูกพืชอายุสั้นหลายชนิด อาทิ ถั่วฝักยาว แตงกวา มะระ ผักชี ผักรองจาน สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมานานกว่า 20 ปี

หลายปีที่ผ่านมา สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมาก การทำเกษตรกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ จนทำให้ชาวสวนทั้ง 2 คน ต่างประสบปัญหาเรื่องโรค/แมลง ศัตรูพืชเช่นเดียวกับชาวสวนคนอื่น สร้างความเสียหายต่อผลผลิตเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อ คุณติ๋ม พบว่า เพื่อนชาวสวนร่วมอาชีพได้นำเมล็ดพันธุ์มะระของศรแดงมาปลูก สามารถต้านทานโรคได้ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมากมาย ทั้งยังมีรูปลักษณะผลเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด

ด้วยเหตุนี้การปลูกพืชรอบใหม่จึงทำให้คุณประคองตัดสินใจนำเมล็ดพันธุ์มะระศรแดง ที่มีชื่อว่า เขียวหยก 16 มาปลูกทันที

คุณตี๋ ให้รายละเอียดคุณสมบัติเมล็ดพันธุ์มะระเขียวหยก 16 ว่ามีจุดเด่นที่สามารถทนทานต่อโรคยอดมะระบ้า ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้ยอดหยิกเน่า นอกจากนั้นแล้ว ยังทำให้มะระมีรูปร่างลักษณะผลสวย มีลายน้ำสวย บ่าตั้งตรง ก้นมน มีน้ำหนักพอดี จนเป็นที่ต้องการของตลาด

สภาพพื้นที่การปลูกมะระในสวนของคุณติ๋มและคุณประคองมีลักษณะเป็นการยกร่อง ความยาวร่องปลูกกว่า 40 วา ปลูก 2 แถว ต่อร่อง และห่างกัน 2 ศอก ใช้ระยะปักเสาห่างกัน ต้นละประมาณ 1 วา

สำหรับขั้นตอนการปลูกมะระพันธุ์เขียวหยก 16 คุณติ๋ม แจงว่าเริ่มจากการเพาะต้นกล้าในถาด ที่มีจำนวนกว่า 100 ช่องปลูก โดยใช้เวลาประมาณกว่า 1 สัปดาห์ ต้นกล้าจะสูงราวคืบ แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก ขณะเดียวกันได้หว่านเมล็ดผักชีลงในแปลงเดียวกันด้วย

ในระหว่างที่ต้นมีขนาดเล็ก จะใช้ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ใส่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อต้องการเร่งการเจริญเติบโตของต้นก่อน จากนั้นเมื่อมีแขนงแตกออกมาจึงเริ่มใส่ฮอร์โมนทางใบเสริมเข้าไปเพื่อบำรุงดอก พอติดผลจะใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 เพราะเป็นการบำรุงผล ระยะเวลาปลูกนับจากวันที่นำต้นกล้าลงแปลงจนเก็บผลผลิต ประมาณ 2 เดือน

ปัจจุบัน มะระที่คุณติ๋มปลูกอยู่มีอายุ 2 เดือน และอยู่ระหว่างการเก็บผลผลิต เธอชี้ว่าช่วงที่เริ่มให้ผลผลิตในระยะแรกอาจได้เพียงต้นละ 2-3 ผล และจะค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อขนาดผลเท่านิ้วโป้งบ้าง หรือบางสวนดูว่าขนาดแขนบ้างจึงห่อผล

ทั้งนี้ ช่วงเวลาการห่อผลภายในสวนเดียวกันอาจไม่พร้อมกัน เพราะการเจริญเติบโตของผลต่างเวลากัน โดยจะพิจารณาดูความเหมาะสมของขนาด ทั้งนี้ แปลงปลูกมะระของคุณติ๋มมีจำนวนหลายพันต้น แล้วผลผลิตจะค่อยทยอยออก

คุณตี๋ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การห่อผลนอกจากเพื่อป้องกันแมลงวันทองเข้ามาทำลายแล้ว ยังมีความสัมพันธ์และความสำคัญกับตลาดขายส่ง เนื่องจากการขายมะระมีลูกค้า 2 ตลาด ถ้าเป็นตลาดทางภาคใต้ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย จะชอบมะระผิวสีเข้ม เพราะต้องเผื่อเวลาสำหรับการขนส่งเดินทางจะไม่ทำให้ผิวมีสีเหลืองแล้วสุกเร็วเกินไป

ส่วนอีกตลาดอยู่แถวภาคกลาง ตลาดนี้ลูกค้านิยมเปลือกผิวสีเขียวอ่อน ดังนั้น จึงต้องห่อเพื่อจะทำให้ผิวเปลือกมีสีเขียวอ่อน ดูสวย ไม่มีตำหนิ ทำให้ราคาสูง เพราะถ้าไม่ห่อผิวเปลือกจะมีสีคล้ำ

“คราวนี้มาดูที่ขนาดหรือไซซ์ที่นิยมของตลาด เป็นขนาดผลที่ชาวสวนเรียกกันว่าหน้าสี่ หมายถึง การวางเรียงผลที่มีจำนวน 4 แถว ถ้าใหญ่กว่านี้ตลาดไม่นิยม อีกอย่างลูกค้ามักรับซื้อขนาดผลไม่ต้องใหญ่ เพื่อให้ได้จำนวนมาก

ถ้าผลขนาดหน้าสาม เวลาไปชั่งน้ำหนัก ถ้าสัก 5 กิโลกรัม จะได้จำนวนผลน้อย แต่ถ้าเป็นหน้าสี่ ขนาดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมเช่นกัน จะได้จำนวนผลมาก แม่ค้าจะชอบมากกว่า อีกทั้งขนาดผลหน้าสี่ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก เป็นขนาดที่พอเหมาะ”

แล้วให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า มะระหลังจากให้ผลผลิตแล้วจะทยอยห่อผล แล้วทยอยเก็บได้ทุกวัน ไปนานถึง 2 เดือน จึงหมดรอบ หรือถ้านับเป็นจำนวนครั้งที่เก็บ จะเก็บได้ 40-45 คราว (ครั้ง) ต่อรอบการผลิต ทั้งนี้ อาจจะเก็บทุกวัน หรือเว้นวันบ้าง แล้วแต่ชาวสวนจะดูว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เก็บขายจะดูลักษณะผิวเปลือก ถ้ามองดูว่าลายน้ำมีความเปล่ง และมีขนาดผลเหมาะจึงเก็บได้ และจะไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้ผิวปริแตกเสียหาย ราคาขายส่งมะระจากสวน กิโลกรัมละ 20 บาท (30 ตุลาคม 2558)

ช่วงเวลาที่ปลูกมะระในแต่ละรอบปีของเกษตรกรชาวสวนในแต่ละพื้นที่ไม่ตรงกัน ผู้ปลูกแต่ละสวนจะดูความเหมาะสมเองเป็นหลัก แต่สำหรับคุณติ๋มจะเลือกปลูกในช่วงที่เริ่มเข้าสู่หน้าหนาว เพราะเธอเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่การปลูกพืชจะเจริญเติบโตมีความสมบูรณ์ดี ถึงแม้จะได้ผลผลิตลดลงไปบ้าง เพราะไปกระทบกับอากาศเย็น

ระหว่างรอเก็บมะระ คุณติ๋มและคุณประคองมีรายได้อีกทางจากการเก็บผักชีขาย โดยใช้เวลาปลูกเพียง 45 วัน การเก็บแต่ละครั้งถ้ามีแรงงานมาช่วย สามารถเก็บได้ครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ผักชีขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 100 บาท (30 ตุลาคม 2558) ราคาผักชีไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีในท้องตลาด เพราะถ้าชาวสวนตัดพร้อมกันเมื่อไร ราคาจะลดลงทันที

นอกจากนั้น ในร่องน้ำยังได้เลี้ยงปลาเบญจพันธุ์ไว้เพื่อขายด้วย โดยใช้เศษพืชเป็นอาหาร ปลาที่จับได้ครั้งละเป็นตัน สร้างรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่งด้วย

คุณติ๋ม เผยว่า สมัยก่อนเวลาจะปลูกพืชผักมักไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตลาดศรีเมือง เพราะเป็นแหล่งใหญ่ ขณะนี้กำลังใช้เมล็ดพันธุ์ของศรแดงและถือเป็นครั้งแรก ซึ่งจากการปลูกมะระพบว่า ดีมากทั้งคุณภาพและปริมาณ อีกทั้งยังไม่พบการติดเชื้อหรือเป็นโรคอย่างที่เคยพบมาในอดีตเลย นอกจากนั้น ยังมีลักษณะรูปร่างสีผิวและความทนทานดี เป็นที่ต้องการของตลาด และจากประสบการณ์ที่ปลูกมะระมายาวนานจะเห็นว่าคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของศรแดงดีกว่า ทำให้ขายได้ราคาดีกว่า

คุณตี๋ บอกว่า ศรแดง มีเมล็ดพันธุ์พืชผักเศรษฐกิจหลายชนิดที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก สำหรับในพื้นที่ราชบุรีได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกมะระ แตงกวา แตงร้าน และถั่วฝักยาว ซึ่งเป็นพืชหลัก ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดราชบุรีโดยเฉพาะที่อำเภอโพธารามถือเป็นแหล่งที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นขนาดใหญ่ของประเทศอีกแห่งเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นภาคใด

“ที่ผ่านมา พบว่า หลายพื้นที่ในราชบุรีภายหลังที่ได้ส่งเสริมให้ชาวสวนนำเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดไปใช้ต่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ดังนั้น ถ้าเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ท่านใดสนใจ และเปิดใจที่จะลองใช้เมล็ดพันธุ์ศรแดงดูบ้าง สามารถติดต่อเข้าไปได้ที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด หมายเลขโทรศัพท์ (02) 831-7777 เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในเขตนั้นเข้าไปพูดคุย”

แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

กระแส “สวนผักคนเมือง” ดูจะได้รับการตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี เหตุผลหนึ่งน่าจะเกิดมาจากความเป็นพิษของพืชผักที่ใช้บริโภค และยิ่งนับวันจะทวีคูณรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่สวนผักคนเมืองเป็นแนวคิดคู่ขนานกับเกษตรอินทรีย์

หลักคิดของสวนผักคนเมือง ต้องการตอบโจทย์ข้อจำกัดบางอย่างของวิถีชีวิตคนเมือง ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือแม้แต่อาคารชุด ถ้ามีใจรักการปลูกพืชผักเป็นทุนเต็มร้อยแล้ว ก็สามารถใช้พื้นที่ตามความเหมาะสมของที่พักอาศัยสร้างเป็นสวนผักของตัวเองได้ไม่ยาก แถมยังช่วยลดความเครียด ได้ออกกำลังกายตามอิริยาบถต่างๆ หรือบางรายถึงกับสร้างรายได้เลยก็มี

อีกตัวอย่างของความสำเร็จในการแปลงบ้านเป็นสวนผัก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงแถวเขตลาดพร้าว บ้านหลังนี้หากมองจากภายนอกคงดูไม่ต่างจากบ้านพักอาศัยทั่วไป แต่เมื่อมองผ่านรั้วกำแพงกลับพบการสร้างโรงเรือนปลูกผัก อีกทั้งเมื่อแหงนหน้าขึ้นไป พบว่าที่ระเบียงชั้น 2 มีโรงเรือนปลูกผักอีกแห่ง แล้วความน่าสนใจอยู่ตรงเป็นตระกูลผักเมืองหนาวหลายชนิด??

แต่ว่าไม่ได้ปลูกไว้รับประทานกันภายในครอบครัวอย่างเดียว ยังปลูกส่งขายตามร้านอาหารด้วย เลยสงสัยว่าสภาพแวดล้อมอย่างในกรุงเทพฯ นี้ เขาปลูกผักเมืองหนาวสำเร็จได้อย่างไร…ลองไปฟังคำตอบจาก คุณสิทธิเลิศ วงศ์ธนะเอนก หรือ คุณสิทธิ์ ว่าอะไรคือที่มาของผลสำเร็จเช่นนี้

บ้านคุณสิทธิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนสตรีวิทยา 2 ซอย 10 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ หากใครมีโอกาสเดินทางมาแถวถนนโชคชัย 4 พอจะรู้บ้างว่าตรอกซอกซอยในย่านนี้มีอยู่มาก เพราะถนน/ซอยทุกเส้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ฉะนั้น บ้านคุณสิทธิ์จึงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมปากซอย 10 ที่มีทั้งถนนทางตรงและทางลัดสำหรับผู้สัญจรผ่านไป-มา

คุณสิทธิ์ เผยถึงประวัติตัวเองว่า ปัจจุบัน มีอายุ 56 ปี เดิมเป็นพนักงานบริษัทที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดูแลทางด้านไอที ลาออกมาได้สัก 4 ปี และมีเหตุผลที่ตัดสินใจลาออกในครั้งนี้คือ เรื่องความเครียดจากภาวะการแข่งขันสูง ต่อมาคือ วัยอายุที่เกือบจะ 60 ปี

ประการสุดท้าย เพราะมีใจรักด้านปลูกต้นไม้ จึงอยากจะอยู่กับต้นไม้ในช่วงท้ายของชีวิตดีกว่า และคิดว่าถ้าได้อยู่กับต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบมากแล้วจะส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง

ระหว่างทำงานในวันหยุดคุณสิทธิ์มักใช้เวลาทั้งหมดไปกับการปลูกต้นไม้อยู่กับบ้าน ซึ่งมีทั้งไม้ดอก ไม้ใบ พืชผักสวนครัว เขาบอกว่าชอบและมีความสุข เพราะรู้สึกถึงความผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่กดดันต่อสิ่งรอบข้าง ขณะเดียวกันถือเป็นการได้ออกกำลังกายไปพร้อมกันด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนจะลาออกจากงานได้คิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า จะหากิจกรรมอะไรเกี่ยวกับต้นไม้ทำ ทั้งนี้อาจทำแล้วเกิดมีรายได้บ้าง เพื่อสร้างความภูมิใจ ดังนั้น จึงมองไปที่ผักสลัด เป็นผักเมืองหนาว เป็นผักสลัดในต่างประเทศ เพราะดูเป็นความท้าทายเล็กน้อย และต้องการปลูกแบบไม่ใช้ดินหรือเป็นการปลูกแบบไฮโดรฯ

จากนั้น จึงไปหาซื้อชุดปลูกขนาดเล็กที่สามารถปลูกได้ จำนวน 25 ต้น มาทดลองก่อน แล้วพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจไปหาความรู้จากการอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้รู้ลึกมากยิ่งขึ้น

ภายหลังที่อบรมมาแล้ว จึงไปหาซื้อชุดโต๊ะปลูกอีก 1 ชุด เพื่อนำมาขยายจำนวนปลูก พร้อมไปกับการหารายละเอียดว่าจะพบปัญหาอย่างใดตามมา แล้วก็ไม่พบปัญหาอีกเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะหยุดความสนุกของคุณสิทธิ์ไม่อยู่ เพราะเขาต่อยอดการปลูกผักเพิ่มขึ้นด้วยการใช้โต๊ะปลูกสำเร็จที่ซื้อมาเป็นต้นแบบ แล้วว่าจ้างให้ช่างมาก่อสร้างให้ โดยใช้บริเวณระเบียงชั้น 2 ของบ้าน ขนาด 5 คูณ 10 เมตร เป็นโรงเรือนสวนผักไฮโดรโปนิกทันที ต่อมาอีกไม่นานจึงขยายพื้นที่มาสร้างโรงเรือน ขนาด 4 คูณ 6 เมตร อีกแห่ง บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน

ในขั้นตอนการปลูก เจ้าของบ้านให้รายละเอียดว่าก่อนอื่นไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มีคุณภาพจริง แล้วให้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะเพื่อให้เป็นต้นกล้าในถ้วยปลูกขนาดเล็ก ที่ภายในถ้วยมีวัสดุปลูกสำคัญคือหินภูเขาไฟ สัก 2 วัน จะมีต้นกล้าขนาดเล็กงอกขึ้นมา แล้วปล่อยต่อไปอีกสัก 10 วัน จนแตกใบเลี้ยง จำนวน 3 ใบ จึงย้ายลงโต๊ะปลูกขนาดใหญ่ พร้อมไปกับการให้ปุ๋ย ดูแลรดน้ำ และตกแต่งใบ

ลักษณะการปลูกผักจะแบ่งเป็นรุ่น จำนวน 5 รุ่น รุ่นละ 300 ต้น จำนวนต้นผักที่ปลูกทั้ง 2 แห่ง รวมกันประมาณ 1,500 ต้น โดยจะปลูกสัปดาห์ละรุ่นหมุนเวียน จำนวนวันนับจากเมื่อเริ่มเพาะเมล็ดต้นกล้า จนเก็บได้ ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์

“การให้น้ำต้องเป็นระบบน้ำหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง แล้วห้ามขาด เพราะถ้ารากแห้งจะเฉาและตาย การให้ปุ๋ยจะใส่ลงในถังที่ใช้เป็นระบบน้ำหมุนเวียน โดยเป็นถังขนาด 200 ลิตร ใช้ปุ๋ยเคมี จำนวน 2 ชนิด อย่างละประมาณ 400 ซีซี สำหรับสูตรการใส่ปุ๋ยผู้ปลูกแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน เพราะต้องดูความเหมาะสมของปัจจัยอื่น เช่น สถานที่ปลูก ความสมบูรณ์ของผัก”

ความถี่ในการใส่ปุ๋ยนั้น เขาบอกว่าต้องให้สังเกตระดับน้ำเป็นหลัก เพราะถ้าระดับน้ำพร่องลง ก็จะดูว่าต้องเติมน้ำให้ถึงระดับมาตรฐานเท่าไร แล้วค่อยคำนวณ ว่าต้องเติมปุ๋ยลงไปอีกเท่าไร

ผักที่คุณสิทธิ์ปลูกไว้ เน้นผักสลัดเมืองหนาว จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค (Green Oak) เรดโอ๊ค (Red Oak) บัตเตอร์เฮด (Butter Head) คอส (Cos) และผักเรดคอร์รอล (Red Corral) ความจริงผักประเภทนี้ปลูกได้ดีในเมืองหนาว จึงไม่ชอบอุณหภูมิร้อน แต่กลับชอบแดด ดังนั้น การปลูกให้มีคุณภาพจึงต้องหาวิธีแนวทางปรับ ดัดแปลง ลักษณะการปลูกเพื่อให้เกิดความเหมาะสมเท่าที่สภาพพื้นที่จะเอื้ออำนวย

“ฉะนั้น น้ำหนักต่อต้นถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวต้นมีความสมบูรณ์ สวยงาม มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักประมาณ ต้นละ 1 ขีด ซึ่งถือว่าเป็นขนาดปานกลาง แต่ถ้าหน้าร้อนคงจะด้อยลงมาบ้าง แต่จะใช้วิธีควบคุมอากาศให้มีความเหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหาย”

ด้านปัญหาโรค/แมลงที่เจอ อย่างโรคที่พบคือ รากเน่า สามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นใส่ใจดูแลรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความสมดุล อย่าให้น้ำมีอุณหภูมิสูง ควรหมั่นตัดแต่งใบ ติดตั้งระบบสเปรย์น้ำแบบตั้งเวลา เพื่อควบคุมอุณหภูมิแวดล้อมให้มีความชื้นที่เหมาะสม ส่วนแมลงศัตรูที่มารบกวนจะไม่ใช้สารเคมีกำจัด แต่จะใช้น้ำฉีดไล่

การจำหน่าย จะมีลูกค้ามารับซื้อที่บ้าน จำนวนที่ขายครั้งละ 300 ต้น หรือคิดเป็นน้ำหนัก 20-30 กิโลกรัม ขายปลีก กิโลกรัมละ 120 บาท ผักทุกชนิดมีราคาเดียวกัน จะซื้อชนิดเดียวหรือคละชนิดผักได้ แต่ถ้าซื้อจำนวน 5 กิโลกรัม ขึ้นไป คิดกิโลกรัมละ 100 บาท

ปัจจุบัน การปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกของคุณสิทธิ์ได้รับความสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นขาประจำหรือขาจร และมักรู้จักกันในชื่อ “Hydro Terrace” ทั้งนี้ เขามีกลุ่มลูกค้าประจำ 2 ลักษณะ คือ กลุ่มหนึ่งเป็นร้านอาหารที่ทำสลัด แล้วใช้ผักตกแต่ง กับอีกกลุ่มเป็นผู้ผลิตสลัดกล่องส่งขาย และการพิจารณาว่าจะปลูกผักชนิดใด จำนวนเท่าไร จะดูจากความต้องการของลูกค้าขาประจำเป็นหลัก แล้วยังบอกว่าผักที่ขายดีคือ เรดโอ๊ค และกรีนโอ๊ค

คุณสิทธิ์ บอกว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิก ถ้าใส่ใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนทำได้ ทุกเพศทำได้ ผู้สูงอายุก็ทำได้ เพียงแต่ควบคุมปัจจัย 3 อย่าง ให้ดี คือการควบคุมอุณหภูมิน้ำและสภาพแวดล้อม ดูความเข้มของปุ๋ยที่ใส่ในน้ำ และสุดท้ายคือ การปรับความสมดุลของสภาพน้ำ หรือ ค่า pH เท่านั้น ก็สามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนั้น ยังเผยถึงงบฯ ลงทุน สำหรับผู้สนใจด้วยว่า สมมติถ้าท่านมีพื้นที่สักขนาด 3 เมตร คูณ 5 เมตร ก็สามารถปลูกได้สัก 150 ต้น ก็จะมีค่าลงทุนซื้ออุปกรณ์ชุดปลูกทั้งหมดประมาณหมื่นบาท

ถามว่าในอนาคตจะคิดขยายการปลูกเพิ่มขึ้นไหม?? เจ้าของบ้านเผยว่า คงไม่แล้ว เพราะความตั้งใจแรกจะทำเป็นงานอดิเรกมากกว่า เนื่องจากชอบต้นไม้ ต้องการหาความสุข พักผ่อน เพื่อทำให้อายุและสุขภาพแข็งแรงยืนยาวนั่นคือ ความตั้งใจหลัก แต่การมีรายได้เข้ามาบ้าง ถือเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะได้มาก/น้อย ก็ไม่กระทบ ถือว่าการมีกิจกรรมทำในแต่ละวัน สร้างความสุขกาย สบายใจ เท่านั้น

“การที่พวกเราเป็นคนเมือง สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความเครียด ฉะนั้น ทางออกที่ดีคือ การหากิจกรรมอะไรก็ได้ทำ และยิ่งดีถ้ากิจกรรมนั้นมีพัฒนาการของผลสำเร็จ ดั่งการปลูกผักที่ผมทำอยู่ เพราะช่วยลดความเครียดลงได้อย่างเห็นชัด เนื่องจากความเครียดถือเป็นภัยร้ายแรงต่อตัวเองโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลจากกิจกรรมที่ทำแล้วจะก่อให้เกิดรายได้เป็นตัวเงินหรือไม่อย่าไปสนใจ เพราะผลโดยตรงที่แท้จริงจากที่คุณได้รับคือ ความสุข” คุณสิทธิ์ฝากทิ้งท้าย

สนใจ ปลูกผักไฮโดรโปนิก หรือหากต้องการผักสลัด สอบถามรายละเอียดกับ คุณสิทธิเลิศ วงศ์ธนะเอนก (คุณสิทธิ์) ทางโทรศัพท์ได้ ที่ (089) 137-5335

มะละกอ แปลงใหญ่กว่า 300 ไร่ ที่สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05033150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

มะละกอ แปลงใหญ่กว่า 300 ไร่ ที่สกลนคร

วันนี้ได้รับแจ้งจาก คุณไพจิตร กุลตั้งวัฒนา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดสกลนคร และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร ชวนไปชมสวนมะละกอ สวนทองการเกษตร หรือ สวน “เสี่ยทอง” โดยมี ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นำชมด้วย จึงได้มีโอกาสได้รับความอนุเคราะห์ติดรถไปกับท่านประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร

ในช่วงเช้าได้มีการนัดหมายไปรวมตัวกันที่จวนท่านผู้ว่าฯ โดยการเดินทางวันนี้ ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร แต่งตัวทะมัดทะแมงมีหมวกพร้อม มุ่งหน้าไปตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี ราว 50 กิโลเมตร พอมาถึงสี่แยกอำเภอพังโคน…ชาวบ้านเรียกว่าแยก 2 วา คือ อำเภอวาริชภูมิ และอำเภอวานรนิวาส

เลี้ยวขวามุ่งหน้าไปตามถนนสายพังโคน-บึงกาฬ และวิ่งรถมาประมาณ 15 กิโลเมตร ก็มาถึงบ้านโนนอุดม หรือหน้าสถานีตำรวจ สภ. ศรีวิขัย อำเภอวานรนิวาส ก็เลี้ยวขวาแยกเข้าถนนหมู่บ้าน ที่เป็นลาดยางและคอนกรีตสลับกัน ราว 5 กิโลเมตร ก็จะเข้าหมู่บ้าน พบป้ายขนาดใหญ่ “สวนเกษตรทอง” พอเลี้ยวเข้าไปได้พบกับพื้นที่กว้างกว่า 300 ไร่ มีทั้งยางพาราและมะนาว ตลอดจน มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ปลูกเกือบเต็มพื้นที่

เวลาประมาณ 5 โมงเช้าเล็กน้อย ก็พบกับเจ้าของสวนที่มองเห็นครั้งแรกแทบไม่เชื่อว่า จะเป็นผู้รับเหมามาก่อน คุณอานนท์ คูสกุลธรรม หรือ เสี่ยทอง อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ออกมาคอยต้อนรับด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครมาเยี่ยมชมสวน

คุณอานนท์ เล่าว่า แม่บ้าน คุณศศิธร คูสกุลธรรม ดูแลกิจการอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร มีบุตรสาว 2 คน คือ คุณพรธิดา คูสกุลธรรม อายุ 27 ปี และ คุณอรอุมา คูสกุลธรรม อายุ 25 ปี

เมื่อก่อนทำอาชีพอะไร

ก่อนจะมาทำการเกษตร คุณอานนท์ มีธุรกิจส่วนตัว คือ ร้านสถิตย์ธรรมการไฟฟ้า จังหวัดมุกดาหาร เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จำหน่ายปลีก-ส่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2530 ดำเนินการก่อตั้งมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 28 ปี บริหารและดูแลกิจการโดย คุณศศิธร (ภรรยา)

นอกจากนี้ ยังมี ห.จ.ก. เอส ที มุกดาหาร จำกัด ดำเนินกิจการนำเข้า-ส่งออก ไม้แปรรูป ไม้ซุง ก่อตั้งขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2532 บริหารและดูแลกิจการโดย คุณพรธิดาและคุณอรอุมา (บุตรสาว)

จัดทำบ้าน หมู่บ้านทองสิริ โครงการบ้านจัดสรร ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร สร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดียว และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขณะนี้อยู่ในการดำเนินงานสร้างบ้านตัวอย่าง บริหารและดูแลโดย คุณอรอุมา

สวนเกษตรทอง ตั้งอยู่ที่ ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2557 บนเนื้อที่ 374 ไร่ ปลูกมะละกอ 300 ไร่ หรือประมาณ 60,000-70,000 ต้น ซึ่งตลาดมะละกอฮอลแลนด์ส่วนใหญ่จะจัดส่งให้ บริษัท โกลบอล ออร์แกนิคส์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด พ่อค้าคนกลางในตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง

ส่วนที่มาของชื่อ สวนมะนาวทอง คือก่อนจะปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ได้ปลูกมะนาวมาก่อน ซึ่ง คำว่า “ทอง” นั้นคือ ชื่อเล่นของเจ้าของสวน เลยได้ชื่อสวนมะนาวทอง ต่อมามะนาวราคาตก ราคาถูกลง ผลผลิตได้น้อย และใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง เป็นจำนวนมาก ในช่วงนั้นปลูกมะนาวนับร้อยไร่ ปรากฏว่าขายไม่ได้ ต้องขาดทุนยับ

“คิดดูว่า แม่ค้าขายไข่เป็ด ไข่ไก่ ขายไข่ 1 แผง แถมมะนาวให้ 5 ลูก แทบไม่มีราคา ได้ทั้งหมดราว 3 ล้านบาท จึงคิดว่ามะนาวไปไม่ไหวแน่ในช่วงนั้น”

จึงเปลี่ยนมาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ และได้เปลี่ยนจากชื่อ สวนมะนาวทอง เป็นชื่อ สวนเกษตรทอง ซึ่งมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์มีการใช้สารเคมีน้อย ผลผลิตดี มีการควบคุมสารเคมีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงคิดว่าการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แรงจูงใจในการทำเกษตร

เสี่ยทอง บอกว่า ด้วยความที่เป็นคนรักธรรมชาติ รักความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวายในตัวเมือง และชอบกิจกรรมการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีเวลาอ่านหนังสือศึกษาหาความรู้ เมื่อมีโอกาสจึงได้หันมาทำการเกษตรและเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว

ที่มาของการปลูก

มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์

เนื่องจากเป็นคนชอบค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอด เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรเล่มหนึ่ง เห็น บริษัท โกลบอล ออร์แกนิคส์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด รับลูกสวนปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ จึงได้ติดต่อกับ คุณหมี (จากบริษัท) ก่อนที่คุณหมีจะรับให้เป็นลูกสวน คุณหมีต้องการดูพื้นที่ สภาพดิน และแหล่งน้ำ ว่าจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ เมื่อคุณหมีได้ลงพื้นที่ ได้มาสำรวจพื้นที่ สภาพดิน และแหล่งน้ำ ทำให้คุณหมีพอใจและรับเป็นลูกสวนทันทีอย่างไม่ลังเล

จากนั้น จึงขอคำแนะนำและสอบถามเกี่ยวกับการปลูกมะละกอ ซึ่งก็ได้คำแนะนำเป็นอย่างดี รวมทั้งจัดหานักวิชาการทางการเกษตรมาคอยแนะนำให้ด้วย

โดยลงครั้งแรกจำนวนกว่า 300 ไร่ เต็มพื้นที่ กว่า 60,000-70,000 ต้น ปัจจุบัน สามารถเก็บขายได้แล้ว เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 4-5 ตัน

การรับซื้อ ลูกค้าเดินทางมารับซื้อถึงสวน ในราคาตันละ 23,000 บาท (สองหมื่นสามพันบาท) หรือกิโลกรัมละ 23 บาท

เสี่ยทอง บอกว่า ครั้งแรกตั้งใจจะให้เป็นสวนยาง เพราะในช่วงนั้นยางมีราคาสูงมาก และในช่วงดังกล่าวจึงได้หันมาปลูกมะละกอฮอลแลนด์แซม โดยการปลูกเป็นไปตามหลักวิชาการที่มีการแนะนำ และความรู้ส่วนหนึ่งมาจากการค้นคว้า อ่านมากๆ แล้วก็ลงมือทำ ขณะนี้ได้ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นมาอีก และกำลังลงแปลงปลูกมะละกออย่างเดียว เพราะทุกวันนี้ตลาดมะละกอยังกว้างไกล ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแทบไม่พอขาย ในแต่ละวันจะมีรถวิ่งเข้าออกจำนวนมาก เพราะมารับมะละกอ

นอกจากนี้ พืชอย่างอื่นก็มีการปลูกเช่นกัน กล้วยน้ำว้า รวมทั้งมะม่วงและลำไย

เสี่ยทอง บอกอีกว่า ที่ดินที่ตนมาปลูกเบื้องต้นจากไม่กี่สิบไร่ในช่วงนั้น มีชาวบ้านรายหนึ่ง มีปัญหาเรื่องเงินแล้วนำมาขายให้ และเป็นป่าขาดแหล่งน้ำ จึงได้ขุดอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ ต่อมาเห็นว่า น้ำดี จึงทดลองปลูกพืชอื่นๆ ก่อนที่จะมาเป็นสวนมะละกอทอง

วันนี้ เสี่ยทอง ได้หันมาทำเกษตรอย่างจริงจัง และเต็มตัว ส่วนงานดูแลธุรกิจต่างๆ ให้ภรรยาและลูกๆ ทำ ส่วนตัวเองก็ถือว่ามีความสุขเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม “เสี่ยทอง” บอกว่า สวนมะละกอทอง ที่นี่พร้อมเปิดรับเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่สนใจ โดยไม่ปิดกั้น ปลูกมะละกออย่างไรให้ได้ผล ใช้ทุนน้อย ที่นี่จะมีทั้งการปลูกด้วยการเพาะกล้า และการปลูกมะละกอจากกิ่งทาบ หากเกษตรกรหรือหน่วยงานใดสนใจอยากศึกษาดูงาน สามารถติดต่อได้ที่ โทร. (098) 660-8464 หรือติดต่อได้ที่บ้านจังหวัดมุกดาหาร เลขที่ 42/5 ถนนพิทักษ์พนมเขต อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร (เสี่ยทอง จะประจำที่สวนเกษตรทอง) ทุกวัน

………………………………….

มะละกอ สร้างเงิน

– พื้นที่ปลูกมะละกอทั้งสิ้น 374 ไร่

– รายได้ ต้นละ 1,000 บาท

– จำหน่าย ตันละ 23,000 บาท หรือ กิโลกรัมละ 23 บาท

– ใช้การปลูกระบบน้ำหยด ทั้งเพาะกล้า-กิ่งทาบ

– ปัจจุบัน ให้ผลผลิตแล้ว กว่า 60,000 ต้น ปีหนึ่งเก็บผลผลิตได้ 3 รอบ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (เฉพาะมะละกอ) ตลาดไท สี่มุมเมือง ห้างต่างๆ ในประเทศ…

ผักออร์แกนิกส์@เกาะหมากรีสอร์ท …สดจากแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ผักออร์แกนิกส์@เกาะหมากรีสอร์ท …สดจากแปลง

“ตราด” 1 ใน 12 เมืองต้องห้าม…พลาด เมืองเกาะในฝันที่ใครๆ อยากมาท่องเที่ยวสักครั้ง และทำให้อยากมาซ้ำๆ อย่างไม่รู้เบื่อ ก่อนหน้านี้อาจจะรู้จักกันแค่ เกาะช้าง เกาะกูด แต่ 2-3 ปี ที่ผ่านมา “เกาะหมาก” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ปีนี้สูง 120,000 คน โดยเฉพาะชาวต่างประเทศมีมากถึง ร้อยละ 80 ด้วยอัตลักษณ์การเป็นเกาะท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำกระแสของการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนมาเป็นต้นแบบของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน

จาก ผักกางมุ้ง…

ทดลองปีเดียว ทำจริงได้ผล

คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล ผู้จัดการ เกาะหมากรีสอร์ท และนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด วัย 67 ปี เล่าให้ฟังว่า สภาพทั่วๆ ไปของเกาะหมาก รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ทำเกษตรกรรมหลักๆ คือ สวนมะพร้าวและยางพาราเป็นพืชหลัก พืชล้มลุกอื่นๆ ไม่มีใครปลูก โดยเฉพาะผักต่างๆ ส่วนใหญ่จะปลูกกินในครัวเรือน เนื่องจากสภาพดินเป็นดินทรายไม่เหมาะ และมีแมลงที่เป็นศัตรูพืช ต่อเมื่อเกาะหมากค่อยๆ ปรับสภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนิยมเดินทางมาพักผ่อนในที่เงียบสงบอย่างเกาะหมากเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่ง ปี 2554 ถึงปัจจุบัน มีรีสอร์ท ร้านอาหาร เพียง 33 แห่ง ด้วยเป้าหมายการท่องเที่ยวชาวเกาะหมากพยายามรักษาปริมาณรีสอร์ทและเน้นเพิ่มการพัฒนาคุณภาพแทน ด้วยข้อจำกัดการทำเกษตรกรรมดังกล่าวก่อนหน้านี้ อาหารที่ทำให้นักท่องเที่ยวรับประทานประเภทผัก เนื้อสัตว์ ผลไม้ ต้องสั่งซื้อจากฝั่งจังหวัดตราดแทบทุกอย่าง

เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมานี้เอง สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้ติดต่อนำโรงเรือนผักกางมุ้งมาให้ทดลองปลูกผัก แรกๆ ปลูกผักประเภท ผักสลัด เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักชี แต่ไม่ได้ผลดีนัก เพราะ สภาพดินเป็นดินทรายและมีแมลงรบกวน จึงแก้ไขปัญหาด้วยการจ้างนักวิชาการด้านพืชสวนมาช่วยดูแล มีการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ทำน้ำหมักชีวภาพ ในที่สุดสามารถพัฒนาให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น จากจุดนี้เริ่มคิดที่จะปลูกผักไว้ใช้ในรีสอร์ทเองเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง คราวนี้ทำจริงจังอย่างครบวงจร เพราะได้คุณผดุงศักดิ์ สามัญเมือง หรือ คุณโอ๋ เกษตรกรมืออาชีพในท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญมาดูแลประจำ ทำตั้งแต่ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เพาะเลี้ยงไส้เดือนจากเศษอาหาร ใช้มูลไส้เดือนเป็นปุ๋ยปลูกผักและพืชผลล้มลุกต่างๆ ทั้งในมุ้งและยกแปลงปลูกนอกมุ้งที่ขยายพื้นที่ออกไปรอบๆ โรงเรือนกางมุ้ง ประมาณ 5 ไร่

ผัก ผลไม้ สดๆ จากแปลง

สู่ โต๊ะอาหาร ในรีสอร์ท…

คุณจักรพรรดิ เล่าให้ฟังว่า เกาะหมากรีสอร์ท มีห้องพัก 24 หลัง มีแขกเฉลี่ยวันละ 30-35 คน ปีนี้ซื้อผักสด ผักสลัด จากบนฝั่งมาทำอาหารเช้าลดลง รวมทั้งผลไม้ ทำให้ลดต้นทุนไปได้มาก ที่สำคัญแขกได้รับประทานของสด สะอาด ปราศจากสารเคมี เรามีเมนูอาหารเพิ่มเติมจากผลผลิตแปลงผัก โรงเรือนเห็ด (ที่สร้างเพิ่มขึ้น) เช่น ถั่วงอก-เห็ดผัดน้ำมันหอย ผักบุ้งไฟแดง และผลไม้ประจำรีสอร์ท มะละกอ ที่ให้ผลดกมากๆ ชนิดที่รีสอร์ทหลายแห่งซื้อไปจากที่นี่ และนักท่องเที่ยวสามารถซื้อเป็นของฝากจากเกาะหมากได้เลย เพราะราคากิโลกรัมละ 20 บาท ถูกกว่าบนฝั่ง แต่ที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษ 100% ก่อนหน้านี้เราจะเห็นภาพเรือบรรทุกผัก ผลไม้ มาส่งที่เกาะหมาก แต่ปัจจุบันจะกลับกัน บางครั้งในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว ที่มีผู้มาท่องเที่ยวไม่มากนัก เราอาจจะเห็นนักท่องเที่ยวหิ้วมะละกอกลับไปบนฝั่ง

“แม้ว่าเวลานี้เราจะปลูกผัก ผลไม้ ได้ผลแล้ว แต่เกาะหมากรีสอร์ทยังคงต้องซื้อผัก ผลไม้ จากฝั่งอยู่บ้าง เช่น ผักที่ปลูกเองไม่ได้ หรือปลูกได้แต่ไม่เพียงพอ อย่าง แตงโม มะเขือเทศ ซึ่งต้องใช้มากทุกวัน ผักสลัดบางครั้งก็ไม่พอ โดยเฉพาะช่วงไฮของการท่องเที่ยว 3 เดือน คือ ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก และนิยมทานสลัดและผลไม้มากเป็นพิเศษ” คุณจักรพรรดิ กล่าว

ปั้นสวนเกษตรอินทรีย์…

แหล่งเรียนรู้ ผู้มาเยือน

คุณจักรพรรดิ กล่าวถึงพื้นที่โครงการปลูกผักออร์แกนิกส์ ของเกาะหมากรีสอร์ทว่า อนาคตจะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อน ได้เที่ยวชม เรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ และได้ลิ้มลองผัก ผลไม้ ที่เป็นออร์แกนิกส์ 100% ตอนนี้ใช้พื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 5 ไร่ กำลังขยายออกไปด้านหลัง เพื่อปลูกผลไม้ที่ใช้ในรีสอร์ทประจำ เช่น ข้าวโพด สับปะรด กล้วยหอม และผลไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง มะยงชิด ทุเรียน ขนุน เป็นต้น และได้ทดลองปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยดไป 1 ไร่ เก็บเกี่ยวไปแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคมได้ผลดี แต่อาจจะทำเป็นเพียงแค่แปลงสาธิตให้เห็นว่าบนเกาะหมากปลูกข้าวได้ตามที่บรรพบุรุษเคยทำมา สิ่งสำคัญที่สุดในการเพาะปลูกของเราคือ การสร้างแหล่งน้ำให้เพียงพอและติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ใช้ทั่วบริเวณเพาะปลูก โชคดีที่ด้านหลังรีสอร์ทเรามีแหล่งน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี จะทำลำรางน้ำลักษณะเป็นคลอง กว้าง 8-15 เมตร ยาว 1 กิโลเมตร รองรับน้ำฝนไว้ใช้ตลอดปี สุดปลายคลองจะทำฝายน้ำล้นกั้นน้ำทะเลไม่ให้เข้ามา ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืดได้ด้วย เช่น ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาดุก

“ล่าสุดเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกองประกวดและผู้เข้าประกวดมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นชาวต่างประเทศ ประมาณ 160 คน ได้มาเก็บตัวที่เกาะหมาก ได้พาเที่ยวชมสวนเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะสวนมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ที่กำลังให้ผลใหญ่และดกมาก เขาตื่นตาและประทับใจรสชาติมะละกอทั้ง 2 แบบ คือ เนื้อสีเหลืองและสีแดง ทั้ง 2 แบบเนื้อหนา ถ้าสีเหลืองลูกจะเรียว รสชาติจะไม่หวานจัด ส่วนสีแดงลูกจะกลม รสชาติหวานกว่าเล็กน้อย ตอนนี้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวชมเป็นหมู่คณะ ปกติถ้าแจ้งมาล่วงหน้า เรามีเจ้าหน้าที่นำชมอธิบาย หรือบางคนพักอยู่ในรีสอร์ท สะดวกเดินไปดูเองยามเช้าหรือตอนเย็นก็ได้” คุณจักรพรรดิ กล่าว

“ข้อดีของการเป็นดินปนทราย เหมาะกับการปลูกมะละกอมาก เพราะดินไม่อมน้ำ รากไม่เน่า แต่ข้อสำคัญเราต้องทำให้ดินชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ เราจึงต้องติดสปริงเกลอร์ไว้ทุกต้น เพื่อให้สะดวกในการให้น้ำ ส่วนการทำนาข้าวนั้น คงเป็นแบบสาธิต เพียงให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาพักอยู่นานๆ ได้ทำกิจกรรมตามวิถีชาวไทย เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว สัมผัสกระบวนการทำข้าวสาร ที่เริ่มจากเกี่ยวข้าว การตำข้าว ให้เห็นวิถีชาวนาแบบชาวบ้านๆ ใช้ครกตำ ตะแกรงร่อน เพื่อให้ชาวต่างประเทศเรียนรู้ที่มาของข้าว อาหารหลักของคนไทย ที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางอาหารมาก ที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษ”คุณจักรพรรดิ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจอยากเรียนรู้และลิ้มลองผัก ผลไม้ ออร์แกนิกส์ 100% จากเกาะหมากรีสอร์ท ด้วยตัวเอง ติดต่อสอบถาม คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล โทร. (089) 747-3206 หรือ เกาะหมากรีสอร์ท โทร.(089) 600-9597

…………………………………..

“การปลูกมะละกอ…พันธุ์เรดเลดี้ ที่เกาะหมากรีสอร์ท”

คุณผดุงศักดิ์ สามัญเมือง หรือ คุณโอ๋ วัย 37 ปี เกษตรกรที่ดูแลแปลงผักเกาะหมากรีสอร์ท เล่าว่า มะละกอพันธุ์เรดเลดี้ จะเป็นพันธุ์ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่เป็นดินทราย แต่ต้องมีการยกโคนให้สูง และต้องให้น้ำที่สม่ำเสมอ ให้ดินชื้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน จะให้ผลรับประทานได้

ขั้นตอนการปลูก เริ่มจาก

1. การเตรียมเพาะเมล็ด นำเมล็ดแช่น้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 6-12 ชั่วโมง จากนั้นเตรียมดินปลูกใส่ถุงดำ ใช้ดิน 1 ส่วน ผสมปุ๋ยหมักขี้วัว ขี้ควาย 1 ส่วน รดน้ำพอดินชื้น นำเมล็ดมะละกอที่แช่น้ำไว้แล้วใส่ถุง ถุงละ 1 เมล็ด ใช้เวลา 7 วัน เมล็ดจะเริ่มแตกเป็นต้นอ่อน เตรียมไว้ ดูแลให้อยู่ในร่มแสงรำไรอีก 3-4 วัน ต้นอ่อนจะสูงประมาณ 1 ฟุต จึงค่อยนำไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้

2. การเตรียมแปลงปลูก เลือกบริเวณที่น้ำไม่ท่วมขัง ขุดหลุมกว้าง 2 ฟุต ลึก 1 ฟุต ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ผสมแกลบลงไปครึ่งหลุม เคล้าให้เข้ากับดิน ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องงดน้ำ 2 วัน เพื่อให้ดึงออกจากถุงชำง่าย นำต้นมะละกอที่เพาะมาปลูก และตัดปลายรากแก้วออก 1 ใน 3 ให้ออกผลเร็ว

3. การดูแลหลังปลูก ต้องทำหลังคากันแดดให้ และรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2 สัปดาห์ จะเติบโตแข็งแรง จากนั้นรดน้ำวันละครั้ง ถ้าอากาศร้อนมากๆ อาจจะต้องฉีดน้ำบ่อยๆ (สปริงเกลอร์) คอยดูแลดินที่โคนให้ชื้น เติมปุ๋ยหมักและขี้ไก่ ผสมใบไม้และใช้ใบไม้แห้งคลุมรอบๆ โคน รดน้ำจุลินทรีย์ทุก 3 และ 6 เดือน ใช้กระสอบ ผ้ายาง คลุมป้องกันฝนตกชะล้างปุ๋ยหรือไก่คุ้ยเขี่ย

4. การให้ผล ประมาณ 2-3 เดือน ต้นมะละกอจะโต รอบๆ โคนต้นใหญ่ ประมาณ 2 นิ้ว จะเริ่มออกดอกและติดผล ผลโตประมาณนิ้วหัวแม่มือให้ห่อกระดาษ จะทำให้ผิวสวย เมล็ดน้อยขายได้ราคาดี ต้นหนึ่งจะมีลูก ประมาณ 40-60 ลูก ต้องใช้ไม้ช่วยค้ำต้น เพื่อช่วยรับน้ำหนัก

5. การเก็บผล ควรเก็บลูกเล็กๆ ผลไม่สวยขายเป็นมะละกอดิบ เพราะราคาถูกกว่า ส่วนผลใหญ่สวยๆเก็บไว้ให้โตเป็นมะละกอสุกขาย ควรเก็บสุกล่วงหน้า ประมาณ 2-3 วัน สังเกตผิวเหลือง ประมาณ 40% จะสุกพอดี ไม่ควรเก็บไปบ่ม จะทำให้รสหวานน้อยลง

เคล็ดลับ

“ปุ๋ยคอกที่เพาะเมล็ดห้ามใช้ ขี้ไก่ ขี้หมู เด็ดขาด เพราะมีแก๊สทำให้ร้อน พื้นที่ปลูกต้องยกโคนให้สูง ไม่ให้น้ำท่วมขังทำให้รากเน่าตายได้ ปัญหามะละกอตัวผู้ไม่มีลูก แก้ไขได้โดยการขยายพันธุ์ โดยการใช้กิ่งตอน และจะทำให้มะละกอต้นเตี้ย มีลูกดก ต้นไม่โทรมและเติบโตเร็ว มีลูกเร็วกว่าการเพาะเมล็ดอีกด้วย” คุณโอ๋ เกษตรกรตัวจริงกล่าว

สุข บ้านใหม่ ชายวัย 73 ปี ทำไร่นาสวนผสม ที่ นครนายก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุข บ้านใหม่ ชายวัย 73 ปี ทำไร่นาสวนผสม ที่ นครนายก

ด้วยลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยเอื้อประโยชน์กับการทำเกษตรกรรมทุกรูปแบบ จึงทำให้ชาวบ้านประสบความสำเร็จได้ผลผลิตตามความตั้งใจ ถึงแม้จะพบปัญหาบ้าง แต่ไม่ได้สร้างความยุ่งยากอย่างใด

กระทั่งในปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้การวางแผนเพาะปลูกพืชในแต่ละชนิดไม่ตรงตามเวลาที่เคยปฏิบัติ จนสร้างปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะรายได้ที่ไม่แน่นอน

แนวทางการทำไร่นาสวนผสมจึงเข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะลดความเสี่ยง ที่เกิดจากภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต เพราะเมื่อจับแนวทางทำเกษตรแต่ละชนิดมาทำร่วมกันแล้ว สามารถสร้างมูลค่า เพิ่มระดับรายได้จากพืชผลในแต่ละชนิดหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

อย่างกรณีของ คุณลุงสุข บ้านใหม่ ชาวนครนายกที่ผิดหวังรายได้จากการทำนา จึงเปลี่ยนมาทำสวนผสมจากไม้ผลหลายชนิด ประกอบกับบุคลิกของความเป็นคนที่มีแนวคิดกว้างไกล ผนวกกับประสบการณ์มากมาย ผสมกับความใส่ใจอย่างจริงจัง จึงทำให้ประสบความสำเร็จ มีรายได้งดงามตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงแวะไปพบกับชาวบ้านท่านนี้ ยังบ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกรวด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก

คุณลุงสุข เล่าว่า เคยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง พออายุ 60 ปี จึงเกษียณอาชีพตัวเอง แล้วกลับมาทำเกษตรอยู่กับบ้าน แรกเริ่มลงมือทำนา จำนวน 10 กว่าไร่ แต่ปรากฏว่าในระยะหลังราคาข้าวตกต่ำแล้วไม่ตรงตามที่ต้องการจึงหยุดทำ แล้วปล่อยให้เช่า

จากความคิดของตัวเองที่ชอบทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ จึงทำให้คุณลุงสุขมองไปถึงการปลูกพืชไม้ผลแบบผสมผสาน แต่ด้วยวัยสูงอายุจึงเลือกไม้ผลที่มีลักษณะลำต้นไม่สูง ดูแลง่าย ไม่ยุ่งยาก แล้วต้องเก็บผลผลิตได้อย่างสะดวกด้วย

พื้นที่ทำสวนผสมผสานของคุณลุงสุขมีลักษณะกระจัดกระจายเป็นแห่ง แต่ละแห่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 2-5 ไร่ ทั้งนี้แต่ละแห่งไม่ได้ปลูกพืชไม้ผลพร้อมกัน

ไม้ผลที่คุณลุงสุขปลูกได้เริ่มจากมะยงชิดก่อน จำนวน 40 ต้น ต่อมาลองปลูกมะนาวพันธุ์เพชรบุรี ฝรั่งกิมจู แล้วตามด้วยกระท้อน ส่วนสวนอีกแปลงที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าน มีเนื้อที่เกือบ 2 ไร่ ปลูกมะนาวเพชรบุรี มะยงชิด และมะม่วงเขียวเสวยอยู่อีก จำนวน 40 ต้น

“มะยงชิด เริ่มให้ผลผลิตประมาณปีที่ 6-7 จากนั้นผลจะสุกราวเดือนมีนาคม ผลผลิต 1 ต้น มีประมาณ 50 กิโลกรัม ราคาขายตั้งแต่ 90-150 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับสวนมะยงชิดนี้ปลูกมา 8 ปีแล้ว” คุณลุงสุข บอก

ส่วนกล้วยถือว่าเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับคุณลุงสุข กล้วยที่คุณลุงสุขปลูกไว้มีด้วยกัน 2 ชนิด ในพื้นที่ 4 ไร่ คือกล้วยหอมทอง มีจำนวน 600 กว่าต้น และกล้วยน้ำว้าพันธุ์ขาวนวล เพิ่งซื้อมาจากอำเภอหนองเสือ ปลูกอยู่จำนวน 200 กว่าต้น จึงยังไม่มีผลผลิต

“กล้วยหอมทอง ปลูกมา 4 ปีแล้ว มีระยะห่างระหว่างต้นกล้วย 1.50 คูณ 1.50 เมตร การดูแลใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยชีวภาพ ให้ทุก 2 เดือน ต่อมาใช้ยูเรียผสมกับปุ๋ย สูตร 25-7-7 พอตกเครือเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16”

คุณลุงสุข ชี้ว่า กล้วยหอมทอง ให้ผลผลิตได้ดีและเร็ว โดยใช้เวลา 8 เดือน สามารถเก็บผลิตผลได้ ส่วนกล้วยน้ำว้าให้ผลผลิตช้า กว่าจะขายได้ร่วมปี สำหรับไม้ไผ่ที่ใช้ค้ำต้นกล้วย 1 ลำ ต่อต้น ไม่ต้องซื้อ เพราะปลูกต้นไผ่ไว้ใช้เอง

ด้านแหล่งน้ำที่ใช้ เจ้าของสวนบอกว่าไม่เคยขาดหรือเดือดร้อน เพราะอยู่ใกล้คลอง เป็นน้ำที่มาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล แล้วไหลไปลงที่แม่น้ำบางปะกง ทั้งนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ริมคลอง จะรดน้ำทุกวัน แต่ถ้าอากาศไม่ร้อนจะเว้นวัน

คุณลุงสุข เผยว่า การปลูกกล้วยหอมทองใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลผลิตขายให้กับแม่ค้าเป็นลักษณะเหมา แล้วถูกนำไปขายที่ตลาดไท โดยผู้ซื้อจะมาตัดและขนเอง ราคาขาย เครือละ 150 บาท ขายเหมาราคานี้มานานแล้ว ดังนั้นเมื่อขายแล้วหักต้นทุนออก ยังเหลือเงินอีกเครือละ 100 กว่าบาท ทั้งนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีรายได้จากกล้วยในราว 50,000-60,000 บาท แล้วยังเผยว่าผลผลิตกล้วยมีเท่าไรขายได้หมด ดังนั้น ปีหน้าตั้งใจจะปลูกกล้วยหอมทองเพิ่มอีกสัก 5 ไร่

นอกจากรายได้จากกล้วยหอมทองแล้ว คุณลุงสุขยังมีรายได้จากไม้ผลชนิดอื่นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากมะยงชิดอีกกว่า 20,000 บาท กระท้อนปุยฝ้าย ปลูกไว้ 3 ต้น ขายได้หมื่นกว่าบาทในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แล้วยังปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีไว้บริเวณบ้าน แต่ไม่ค่อยดีนัก เพราะไม่ได้ดูแลอย่างเต็มที่ ผลผลิตที่ได้มักนำไปแจกจ่ายหรือรับประทานกันภายในครอบครัว

ทุกวันนี้ คุณลุงสุขมีความสุขกับการได้ปลูกไม้ผลเหล่านั้น แม้วัยจะล่วงมาถึง 73 ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับงานที่ต้องดูแล แถมยังเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง คล่องแคล่ว อันมาจากการได้มีเวลาออกแรงทำกิจกรรมในสวนผลไม้ทุกวัน และบอกว่าลักษณะการทำสวนผสมจะดูแลทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่อยๆ ทำ ไม่เร่งรีบหรือหักโหม หากจะจ้างแรงงานก็เฉพาะที่จำเป็นบางครั้งคราวเท่านั้น เช่น ถ้าต้องการให้ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ค้ำต้นกล้วย ตัดหญ้าวัชพืช แต่การให้น้ำจะดูแลจัดการเอง

คุณลุงสุข นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของชาวบ้านที่ยึดอาชีพการทำเกษตรกรรมแบบมืออาชีพ ที่ต้องมีความคิดประยุกต์ปรับวิถีชีวิตไปตามการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ยึดติดกับแนวทางเดิม และถ้ามีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนครนายก อย่าลืมแวะไปเที่ยวสวนไม้ผลผสมของ คุณลุงสุข บ้านใหม่ โดยต้องนัดหมายก่อนล่วงหน้า ที่เบอร์โทรศัพท์ (089) 514-9478

ลำปาง องุ่น อร่อยมาก…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

ลำปาง องุ่น อร่อยมาก…

ต้นองุ่น จำนวน 57 ต้น ที่ยืนต้นติดผลภายในโรงเรือนพลาสติก ขนาด 24×24 เมตร ของพื้นที่หมู่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เป็นเจ้าของ คุณวรินทร และ คุณศิริพร รณหงษา สองสามีภรรยา จนได้ผลผลิตคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจสร้างสวนองุ่น ภายใต้ชื่อ บ้านไร่ใบตอง คุณวรินทร รณหงษา เล่าให้ฟังว่า ในช่วงระหว่างที่ทำงานในบริษัทตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีอยู่ที่กรุงเทพฯ หัวหน้างานท่านหนึ่งของบริษัทได้ถามว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่ต้องการคืออะไร เขาตอบว่า ต้องเป็นเกษตรกรเต็มตัวเหมือนกับตัวอย่างที่เจ้าของสวนผลไม้รายใหญ่ อย่างเช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

จากคำถาม กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดถึงความใฝ่ฝันต้องการเป็นเกษตรกร

ทั้งนี้ สำหรับ คุณวรินทร นั้นสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่วน คุณศิริพร รณหงษา จบจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง และประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการเป็นเกษตรกร เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยคุณวรินทรได้ลงมือปลูกอ้อยด้วยระบบน้ำหยดที่บ้านเกิด อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 30 ไร่ บนที่ดินของพ่อแม่ควบคู่ไปกับการทำงานที่บริษัท

ส่วนการปลูกองุ่นนั้นเริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 เมื่อคุณวรินทรได้นำต้นพันธุ์องุ่นไร้เมล็ดพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส จากสถานีเกษตรหลวงปางดะ จำนวน 8 ต้น มาปลูกที่บ้านเกิดของคุณศิริพร ที่บ้านป่าเวียง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่าองุ่นพันธุ์นี้จะเหมาะกับสภาพพื้นที่แห่งนี้หรือไม่

ครึ่งปีผ่านไป ต้นองุ่นทั้ง 8 ต้น งอกงามเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ ไม่ต่างจากที่ปลูกบนดอยตามสถานีทดลองเกษตรที่สูง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคุณศิริพร ผู้เป็นภรรยากับพ่อตาแม่ยาย

ทั้งภรรยากับพ่อตาแม่ยายเริ่มคล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับความคิดของลูกเขยที่จะทำสวนองุ่นที่นี่ แต่ติดขัดที่ไม่มีพื้นที่ปลูก พื้นที่ที่มีเป็นที่นาไว้ปลูกข้าวกิน จึงต้องหาที่เป็นที่ดอน การหาพื้นที่ปลูกกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะจะหาเงินจำนวนมากจากไหนมาซื้อที่ดิน ทั้งคู่ปรึกษากันในเรื่องนี้นาน และได้ขยายต้นพันธุ์ส่วนหนึ่งเตรียมไว้

ขยายผล

เริ่มต้นสร้างสวน

ในที่สุด คุณศิริพรตัดสินใจใช้สิทธิ์เป็นข้าราชการขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โครงการสินเชื่อสวัสดิการบุคลากรภาครัฐและพนักงานองค์กร ใช้ตัวเองค้ำประกัน ได้เงินกู้มา ประมาณ 800,000 บาท ได้ซื้อที่ดินที่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จำนวน 6 ไร่ 2 งาน ในราคา 500,000 บาท

เมื่อเริ่มแรกการก่อสร้างโรงเรือน ชาวบ้านต่างเกิดความสงสัยว่าสองผัวเมียคู่นี้จะทำอะไรกัน โรงเรือนเป็นแบบมาตรฐานที่ใช้ตามสถานีทดลองเกษตรต่างๆ โดยได้ทีมงานก่อสร้างที่เคยก่อสร้างโรงเรือนให้กับสถานีทดลองเกษตร เสียค่าใช้จ่ายไปกับโรงเรือนพลาสติก ขนาด 250,000 บาท

หลังจากโรงเรือนพลาสติกเสร็จแล้ว ได้ลงมือปลูกองุ่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เป็นองุ่นรับประทานผลสดไร้เมล็ด 3 พันธุ์ ได้แก่ บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) เฟลม ซีดเลส (Flame Seedless) และคริมสัน ซีดเลส (Crimson Seedless) ต้นพันธุ์มาจากสถานีเกษตรหลวงปางดะ ต้นองุ่น จำนวน 57 ต้น

ปลูกให้มีระยะห่างระหว่างแถว 8 เมตร และระยะห่างระหว่างต้น 1.50 เมตร ความสูงจากพื้นดินถึงลวดขึงเป็นราว ให้ยอดองุ่นเกาะสูง 1.90 เมตร หลังจากแตกยอดจะจัดเรียงกิ่งเป็นแบบก้างปลา

บนพื้นที่ 6 ไร่ มีพื้นที่เหลือได้ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณไว้ 19 แถว แถวละ 9 ต้น โดยได้พันธุ์ฝรั่งจากสวนฝรั่งหวานพิรุณของคุณวรินทร จำนวน 2 ไร่ ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีพ่อและแม่ของคุณวรินทรคอยดูแล

คุณวรินทร จึงต้องดูแลทั้งสวนฝรั่งที่นครสวรรค์และสวนองุ่นกับสวนฝรั่งที่ลำปาง จะมีเวลามาลำปางในวันหยุด เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่ที่นครสวรรค์

องุ่นเด่นของสวน

พันธุ์องุ่นไร้เมล็ดที่ปลูกมากและเป็นจุดขายของสวนคือ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) เป็นองุ่นผลเล็ก ผลกลมสีดำ ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เปลือกผลค่อนข้างเหนียว รสชาติหวาน ความหวานที่ทางสวนนี้วัดได้ 15-16 บริกซ์ เหมาะรับประทานสด ไม่เหมาะกับการเก็บไว้หลายวัน ผลจะเริ่มนิ่มและเหี่ยวในวันสองวัน

ต่อมา ได้แก่ พันธุ์เฟลม ซีดเลส (Flame Seedless) เป็นองุ่นผลเล็ก ผลกลม มีสีน้ำตาลแดง ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร หวานกว่าพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ความหวานที่ทางสวนวัดได้ 18 บริกซ์ เหมาะรับประทานสดๆ เก็บไว้ไม่ได้นานเช่นกัน

สุดท้าย พันธุ์คริมสัน ซีดเลส (Crimson Seedless) ปลูกไว้น้อย เป็นองุ่นผลยาว ผลมีสีน้ำตาลแดง ผลยาว 1.5-2 เซนติเมตร เนื้อกรอบ รสชาติหวาน ความหวานที่ทางสวนวัดได้ 20 บริกซ์

ส่วนการดูแลรักษานั้น มีในด้านต่างๆ ประกอบด้วย

การให้น้ำ ให้น้ำด้วยระบบพ่นฝอยหัวสปริงเกลอร์ห้อยไว้เป็นจุดทั่วโรงเรือน ให้น้ำทุกวัน วันละ 20 นาที ปั๊มน้ำไฟฟ้าสูบน้ำขึ้นมาจากบ่อข้างๆ ฉีดพ่นจนทั่ว จะหยุดให้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนจะตัดแต่งกิ่ง

การให้ปุ๋ย ทุกๆ 2 สัปดาห์ ให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องตลอด ใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี สูตร 3-5-5 ต้นละ 2 กิโลกรัม ตามด้วยปุ๋ยคอกผสมกับแกลบ บางครั้งจะสลับสูตรปุ๋ยบ้าง

การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขให้องุ่นออกดอกติดผล ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ต้นองุ่นให้ผลและสร้างกิ่ง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งเป็นการบังคับให้แตกตาและเกิดเป็นกิ่งใหม่มีดอกและติดผล การสังเกตว่าองุ่นพร้อมที่จะได้รับการตัดแต่งกิ่งหรือยัง ด้วยการเด็ดใบแก่มากำแล้วบีบดู ถ้าใบกรอบมีเสียงดัง แสดงว่าต้นองุ่นสะสมธาตุอาหารไว้มากพอแล้ว จึงลงมือตัดแต่งกิ่งได้ การตัดแต่งกิ่งทำได้ 2 ครั้ง ต่อปี และ 1 กิ่ง จะตัดแต่งได้ 2 ครั้ง ดังนี้

การตัดแต่งกิ่ง ครั้งที่ 1 ตัดยาว 2 ตา ตัดในเดือนมกราคม เพราะเหมาะต่อการสร้างกิ่งใหม่ให้สมบูรณ์ ด้วยวิธีการตัดสั้น จากนั้นใช้ดอร์เม็กซ์ (ไฮโดรเจนไซยานาไมด์) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทาที่ตาจากปลายกิ่งเพื่อช่วยให้แตกตา และให้ผลผลิต อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 5-6 เดือน จะให้ผลในเดือนพฤษภาคม

การตัดแต่งกิ่ง ครั้งที่ 2 ตัดยาว 6 ตา ตัดในเดือนสิงหาคม โดยจะทำได้ตั้งแต่เดือนที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น จากนั้นทาด้วยดอร์เม็กซ์ (ไฮโดรเจนไซยานาไมด์) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการแตกตาดอก ยอดอ่อน และใบอ่อน ซึ่งการตัดแต่งแบบตัดแต่งยาว จะทำให้กิ่งยืดยาว จะให้ผลในเดือนธันวาคม

แมลงศัตรูพืชที่พบ

ศัตรูที่แพร่ระบาดในสวนองุ่น ตัวที่ทำความเสียหายอย่างมากคือ

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงขนาดเล็ก ลักษณะการทำลายจะใช้ปากเขี่ยดูดจนมีน้ำเลี้ยงซึมออกมา จากนั้นจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดใบอ่อนของต้นองุ่น ทำให้ยอดใบอ่อนหักงอ ใบแห้งกรอบ คล้ายใบไหม้หงิกงอแกร็น ไม่เจริญเติบโตและตายไป ถ้าทำลายระยะดอก ทำให้ดอกร่วง ไม่เกิดผลหรือทำให้ผลมีตำหนิ พบการระบาดตั้งแต่หลังจากตัดกิ่งจนถึงผลโตเต็มที่ เนื่องจากองุ่นมีการแตกยอดตลอดทั้งปี การป้องกันและกำจัดใช้ยาอิมิดาคลอพริด 10% (คอนฟิดอร์) ฉีดพ่นเมื่อเริ่มแตกตาอ่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ สลับกับยาแอคทารา 25 ดับบลิวจี (ไทอะมีโทแซม) และยาแอสเซนด์ (ฟิโพรนิล)

หนอนใยผัก ชอบแทะกินผิวใบด้านล่างขององุ่น และปล่อยเหลือผิวใบด้านบนไว้เป็นเยื่อใยโปร่งแสงทั่วใบ ถ้าระบาดมากจะกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบหรือใบแหว่งเหี่ยวตายได้ง่าย เมื่อมีสิ่งรบกวนจากภายนอกมันจะดิ้นและสร้างใยทิ้งตัวห้อยลงบนพื้น การกำจัดได้ใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฉีดพ่นเมื่อพบตัวหนอนบนใบองุ่น หนอนจะได้รับเชื้อไวรัสทำให้เป็นโรค Grassarie one และจะตายภายใน 1-2 วัน

ด้วงกุหลาบ แมลงศัตรูพืชอีกชนิดหนึ่งที่พบ แต่ทำความเสียหายไม่มาก ใช้ยาเซฟวิน 85 ฉีดพ่น

การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงให้เป็นหน้าที่ของคุณวรินทร ที่จะมาลำปางในวันหยุด ส่วนคุณศิริพรทำในส่วนที่ทำได้ เช่น การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง และการเก็บผลผลิต ไม่มีการใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะไม่มีหญ้าขึ้นภายในโรงเรือน เป็นพื้นที่คลุมด้วยแกลบจึงเดินภายในโรงเรือนได้สะดวก

โรคที่พบในองุ่น

โรคที่ทำความเสียหายให้กับองุ่นอย่างหนัก ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส และโรคราน้ำค้าง

โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา แม้จะระบาดช้าแต่รุนแรงและรักษาได้ยาก ทำความเสียหายได้กับทุกส่วนขององุ่น โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อน เช่น ยอดอ่อน กิ่งอ่อน ใบอ่อน ที่ผลเป็นได้ทั้งในระยะผลอ่อนจนถึงระยะผลโต ในฤดูฝนอากาศมีความชื้นมากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูอยู่ตรงกลางแผล หากเป็นแผลมากยอดจะแคระแกร็น มีการแตกยอดอ่อนมา แต่แตกออกมาแบบแคระแกร็น

โรคราน้ำค้าง จะทำให้ใบองุ่นระยะใบอ่อนปรากฏจุดเหลืองด้านบนใบ ด้านใต้ใบตรงข้ามจุดเหลืองจะพบปุยสีขาวของเชื้อรา ช่อดอกที่มีราสีขาวจับช่อดอกจะแห้งและร่วงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลอ่อนฝ่อแฟบผลร่วงหล่นและทำให้เนื้อเยื่อผลแข็งเป็นแอ่งบุ๋มลงบนผลที่โต เชื้อราแพร่ระบาดได้ดีโดยลมและฝน

แต่การปลูกองุ่นในโรงเรือนพลาสติกจึงช่วยป้องกันไม่ให้โรคแอนแทรกโนสและราน้ำค้างระบาดได้

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ตอบได้ว่า ทำไม จึงต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกองุ่นในโรงเรือน องุ่นที่ปลูกกลางแจ้งจะพบการแพร่ระบาดของโรคทั้ง 2 โรคนี้ได้มาก ดังนั้น ที่สวนแห่งนี้จึงไม่ค่อยพบกับโรคแอนแทรกโนสและโรคราน้ำค้างแพร่ระบาด การปลูกองุ่นในโรงเรือนจะได้องุ่นที่มีคุณภาพ ช่วยป้องกันโรคที่มากับน้ำฝน สามารถควบคุมปริมาณน้ำฝนได้

รายได้จากการทุ่มเท

องุ่น ให้ผลผลิตครั้งแรกเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 และได้นำเสนอข้อมูลผลผลิตผ่านสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ออกไป ทำให้คนพากันมาซื้อถึงสวนหมดภายในเวลาไม่ถึงเดือน สร้างกำลังใจให้กับทั้งคู่อย่างมาก

แม้ว่าองุ่นที่ออกมาได้รับการตอบรับจากชาวลำปางและนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดอย่างมาก ผลผลิตไม่พอตอบสนองความต้องการได้ แต่ทั้งสองก็ไม่คิดจะขยายพื้นที่ปลูกหรือปลูกโรงเรือนเพิ่ม ขอยึดหลักการทำเกษตรแบบพอเพียง แรงงานที่ใช้เป็นแรงงานในครอบครัว

ชาวลำปางและนักท่องเที่ยวจะมาซื้อและเดินตัดช่อองุ่นกันเองอย่างพึงพอใจ มากันวันละประมาณ 100 คน ราคาองุ่นที่จำหน่าย บิวตี้ ซีดเลส กิโลกรัมละ 199 บาท เฟลม ซีดเลส กิโลกรัมละ 500 บาท และคริมสัน ซีดเลส กิโลกรัมละ 500 บาท มีน้อยมาก

ส่วนใหญ่จะซื้อบิวตี้ ซีดเลสกัน เพราะมีมาก

ทั้งนี้ คุณศิริพรจะชั่งองุ่นที่นักท่องเที่ยวตัดเก็บมาให้ได้ 1 กิโลกรัม ใส่ในจานเซรามิกและห่อด้วยพลาสติกใส ติดสติ๊กเกอร์โลโก้ของสวน โดยเหตุผลที่ขายองุ่นทั้งจานเซรามิกก็เพื่อต้องการให้เป็นสัญลักษณ์เมืองลำปางที่เป็นเมืองแห่งเซรามิก

องุ่นให้ผลผลิตครั้งละประมาณ 800 กิโลกรัม รายได้ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าหักค่าใช้จ่ายแล้วก็ยังเหลือสำหรับการลงทุนในครั้งต่อไป

การเดินทางไปสวนองุ่น

จากตัวเมืองลำปางบนเส้นทางไปอำเภอเมืองปานตามถนนจามเทวี สายลำปาง-ห้างฉัตร (สายเก่า) ผ่านหน้าสนามกีฬาจังหวัดหนองกระทิง เลยสนามกีฬา ประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นทางแยกให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงจังหวัด หมายเลข 1157 (ลำปาง-ห้วยเป้ง-เมืองปาน) ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร

เมื่อผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งจี้ ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน ไปหน่อยเดียว หรือจะแวะเข้าชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งจี้ อยู่ทางขวามือก่อนก็ได้ จากนั้นเดินต่อไปบ้านจ๋งถึงโรงเรียนบ้านจ๋งขวามือให้เลี้ยวเข้าไปตามถนนหมู่บ้านข้างโรงเรียน ประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเต็มไปหมด จุดนี้เป็นที่ตั้งของสวนองุ่นบ้านไร่ใบตอง ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 264 หมู่ที่ 4 หมู่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง โทร.สอบถามได้ที่ (081) 991-9069

หาทางออกทุเรียนอ่อน…@งานพืชสวนมั่งคั่งฯ จังหวัดตราด 21-24 มกราคม 2559 นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

หาทางออกทุเรียนอ่อน…@งานพืชสวนมั่งคั่งฯ จังหวัดตราด 21-24 มกราคม 2559 นี้

“ปัญหาทุเรียนอ่อน”

…ปัญหาระดับชาติ

“ปัญหาทุเรียนอ่อน” เป็นการทำลายตลาดทุเรียนไทยอย่างย่อยยับ ผู้ซื้อเสียทัศนคติทุเรียนไทย ทั้งราคาตกต่ำและทำให้สูญเสียตลาดใหญ่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ปัญหาทุเรียนอ่อนจึงเป็นปัญหาระดับชาติ

ทุเรียน คือพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทำรายได้ให้อย่างมหาศาล มีตลาดรองรับทั้งภายในและต่างประเทศ แต่เมื่อประสบปัญหาทุเรียนอ่อน หากไม่หาแนวทางแก้ไขอาจจะทำให้สูญเสียตลาดในอนาคต รัฐบาลจึงประกาศใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ชนิดที่ไม่รอลงอาญามาเป็นบทลงโทษ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังทั้ง 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ เกษตรกรเจ้าของสวน พ่อค้าที่รับซื้อ

สถานการณ์ทุเรียน

ปี 2559?สดใส

ตลาดจีนโตรองรับ

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปี 2557 ไทยส่งทุเรียนออก มูลค่าถึง 14,500 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2556 ถึง 100% และ ปี 2558 มีทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน เพียงแต่ตัวเลขทางการยังไม่สรุปออกมา สำหรับ ปี 2559 เชื่อว่าตลาดความต้องการทุเรียนยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างจีนที่รับซื้อทุเรียนจากไทย ถึงร้อยละ 80-85 โอกาสของไทยคือ จีนได้อนุญาตให้ไทยนำเข้าทุเรียนสดได้ตามกฎระเบียบ วงการผลิตทุเรียนเชื่อว่า ปี 2559 ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและราคาไม่น่าจะต่ำลงจาก ปี 2558 จังหวัดตราด ผลิตทุเรียนได้ทั้งหมด 31,942 ตันเศษ เป็นทุเรียนหมอนทอง 26,896 ตัน หรือ ร้อยละ 84.19 ในขณะนี้ทุเรียนหมอนทองเป็นทุเรียนที่ตลาดทั้งภายในและภายนอกให้ความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย รับซื้อทั้งผลสุกและระยะหลังซื้อเป็นเนื้อทุเรียนแช่แข็งฟรีซดราย (Freeze Dried) เพิ่มขึ้นอีกด้วย สรุปได้ว่า ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีอนาคตของไทย…เพียงแต่ ณ วันนี้ เกษตรกรและผู้รับซื้อร่วมมือกันอย่าตัดทุเรียนอ่อน

สหกรณ์การเกษตรฯ

แก้ทาง ทุเรียนอ่อน…

รับซื้อ หมอนทอง ไม่อั้น

ส่งตลาดหลักจีน ทำแปรรูปแช่แข็ง

คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการรับซื้อผลไม้ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด จากเกษตรกรและกระจายผลผลิตทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตผลไม้ ล่าสุดคือ รับซื้อทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ เพื่อผลิตทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็ง หรือฟรีซดราย (Freeze and Dry) เพื่อส่งออกตลาดจีน ซึ่งเป็นทางเลือกกับเกษตรกร ไม่ต้องตัดทุเรียนอ่อน และมีช่องทางตลาดจำหน่ายให้กับสหกรณ์ได้

สหกรณ์ฯ ทำการค้าทุเรียนแปรรูปแช่แข็งอบแห้ง กับ บริษัท เทียนชาน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับซื้อรายใหญ่มา 2-3 ปีแล้ว ปี 2559 บริษัท เทียนชานฯ ต้องการปริมาณเพิ่มมากขึ้น ปริมาณ 3,000 ตัน และทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้ากับสหกรณ์ฯ ไปแล้ว 2,680 ตัน และจะมีการรับซื้อจากจังหวัดระยอง จันทบุรี รวมทั้งเครือข่ายมาจากทางภาคใต้อีกด้วย ราคารับซื้อเป็นราคาท้องตลาด เฉพาะพันธุ์หมอนทองตกไซซ์ ต่อไปเกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าจะขายทุเรียนไม่ได้ ไม่จำเป็นที่ต้องเร่งรัดตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งปริมาณทุเรียนผลสุกหมอนทองที่ใช้เป็นวัตถุดิบภายในจังหวัดตราด 30,000 กว่าตัน นั้นไม่เพียงพออยู่แล้ว

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้แก้ปัญหาทุเรียนอ่อนจริงจัง ทั้งๆ ที่รู้สาเหตุ ทางออกการตัดทุเรียนอ่อนแก้ไขได้ ต้องร่วมมือกันใน 3 องค์ประกอบ คือ เกษตรกร และผู้รับซื้อ ร่วมมือกันไม่ตัดทุเรียนอ่อน ส่วนภาครัฐ ต้องเข้ามาควบคุมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะช่วงต้นๆ ฤดู ทุเรียนมีราคาสูงมาก มีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อส่งออกโดยเหมาซื้อทั้งสวน มักจะเป็นสวนใหญ่ๆ เกษตรกรเจ้าของสวนต้องมีข้อตกลงกับผู้ซื้อที่เหมาสวน แยกทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ออก และไม่ให้ตัดทุเรียนอ่อนขายหรือไม่ก็แยกออกไม่เหมารวม เพื่อขายเองต่างหากภายหลัง เพราะขายไปผู้ซื้อจะตีราคาเหมารวมไปราคาต่ำๆ อย่างปีที่แล้ว ราคาทุเรียนได้ไซซ์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60-70 บาท ตกไซซ์จะเหลือเพียง 20 บาท หากปล่อยให้ทุเรียนแก่ขายให้กับสหกรณ์ฯ เพื่อทำแปรรูปจะได้ราคาเพิ่มอีกเท่าตัว ปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท” คุณวุฒิพงศ์ กล่าว

มาตรการปราบปราม

ตัดทุเรียนอ่อน ปี 2559…เข้มข้น

คุณนุวัตร แพงเรือน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด กล่าวว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนเป็นการทำลายชื่อเสียงทุเรียนไทย และทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ปี 2559 3 จังหวัด ในภาคตะวันออก แหล่งผลิตทุเรียนใหญ่ที่สุดของไทยคือ ระยอง จันทบุรี และตราด ได้ร่วมมือกันหาทางออกแก้ไขการตัดทุเรียนอ่อน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ ได้ประชุมตัวแทนเกษตรกรและภาครัฐ 3 จังหวัด มีข้อตกลงร่วมกันให้ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด รับซื้อทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ เพื่อการแปรรูปแช่แข็งแล้ว ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน ทั้งป้องกันและปราบปรามทุเรียนอ่อนอย่างเข้มข้น โดยใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47

“ข้อกำหนดร่วมกัน 3 จังหวัด ที่ได้เสนอให้เกษตรกรทุกสวนร่วมมือกันบางมาตรการ ภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้ว แต่กำชับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติให้จริงจังขึ้น อาทิ กำหนดเปอร์เซ็นต์แป้งของทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ที่ตัดได้ เช่น หมอนทอง 32% ชะนี 32% การจดบันทึกวันดอกทุเรียนบาน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวที่แน่นอน การสร้างจิตสำนึกไม่ตัดทุเรียนอ่อนให้พ่อค้าที่มารับเหมาและตัดทุเรียนเอง ภาครัฐมีการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 เสนอให้ลงโทษโดยไม่รอลงอาญา มีทีมชุดป้องปรามตรวจทุเรียนค้าส่งและตลาดภายในประเทศ โดยการตั้งด่านตรวจจับผู้ตัดทุเรียนออกจำหน่าย ขณะเดียวกันมาตรการระยะยาวได้เตรียมหาทางป้องกันแก้ไขตลาดจีนที่เป็นตลาดหลัก ป้องกันปัญหาการกดราคาเข้ามาควบคุมเรื่องการซื้อขายทุเรียนไทย” เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราดกล่าวทิ้งท้าย

ท้ายสุด คุณสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดตราด กล่าวว่า ปัจจุบัน ปริมาณทุเรียนไทยยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด แต่อนาคตทุเรียนไทยต้องวางแผนระยะยาว สร้างมาตรฐานทุเรียนไทย “แก้ปัญหาทุเรียนอ่อน” ให้ได้ เพราะประมาณว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ผลผลิตทุเรียนไทยจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เฉพาะจังหวัดตราดเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า คือ ถึง 150,000 ตัน เพราะยางพาราราคาถูกเกษตรกรส่วนหนึ่งได้ตัดยางพารา หันมาปลูกทุเรียนกัน ถึงเวลาแล้วที่ผู้ผลิตทุเรียนไทยต้องตระหนักถึงคู่แข่งขันอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่ทุเรียนราคาถูกกว่าไทย…ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญหาทุเรียนอ่อนจึงเป็นปัญหาระดับชาติ

พบกัน วันที่ 21-24 มกราคม 2559 งาน “พืชสวนมั่งคั่งการค้าสองฝั่งชายแดน ครั้งที่ 1” ที่ จังหวัดตราด วันที่ 23 มกราคม 2559 เวลา 13.30-16.00น. มีรายการเสวนา “หาทางออกทุเรียนอ่อน…ให้ได้เงิน” โดย คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด