ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

มีหลายคนบอกว่า อาชีพทำการเกษตรนั้นรวยยาก คุณชูมิตร เจริญชัย มองว่าน่าจะลบคำสบประมาทนี้ได้ว่า “อาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” หรือที่ใครๆ บอกด้วยความภาคภูมิว่า เขาคือ เกษตรกร ผู้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก แต่สุดโศกโชคไม่ช่วย ไม่รวยสักหน คำว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” ต้องมีความภูมิใจ คิดว่าจะทำให้เป็นอาชีพ “หลังสู้ฟ้า หน้าดูทีวีสี”

คุณชูมิตร เจริญชัย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านโคกชุมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นคนพื้นเพอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร สืบเชื้อสายมาจากชาวภูไท พ่อแม่ยึดอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ หลังจากเรียนจบภาคบังคับ ก็ออกมาเรียนต่อด้านการเกษตร และทำงานกับบริษัทเอกชนเรื่องเกษตรในหลายพื้นที่ ต่อมาสอบเข้าทำงานเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร และมาเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรรณานิคม

หลังจากนั้น มองว่าอาชีพข้าราชการไม่เหมาะกับตนเอง ประกอบกับแนวคิดที่ได้ประสบการณ์จากการทำงานคลุกคลีกับเกษตรกร เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซ้ำบางคนบอกว่า อาชีพเกษตรกรรมนั้นรวยยาก จึงมีความมุ่งมั่นทำการเกษตรเอง เขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ไปซื้อที่ไว้จำนวน 37 ไร่ และอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 5 ไร่ ติดริมทางสายสกลนคร-อุดรธานี ห่างจากตัวอำเภอพรรณานิคมราว 3 กิโลเมตร

จากเวลา 12 ปี ที่ลาออกจากการทำงาน ลงมาคลุกคลีทำการเกษตรเอง เขาประสบความสำเร็จไม่น้อย

อันดับแรก คุณชูมิตร เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวจำหน่าย เนื่องจากคิดว่าพื้นที่อากาศในจังหวัดสกลนคร น้ำก็มีพร้อม น่าจะได้ผล ลองผิดลองถูกหลายครั้ง เดินทางไปมาระหว่างจังหวัดเลยและศูนย์เพาะกล้าไม้เกษตรที่สูง จนสามารถเพาะกล้าได้สำเร็จ เป็นการเพาะไม้ดอกฤดูหนาวได้ น่าจะเป็นรายแรกรายเดียวในสกลนคร พร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ

ในแต่ละปีสามารถจำหน่ายดอกไม้นี้ได้กว่า ปีละ 1 ล้านบาท พร้อมกับเพาะต้นกล้า ส่งจำหน่ายที่เมืองเลย ไม้ดอกที่เพาะจำหน่าย ได้แก่ พีทูเนีย แพงพวย ฯลฯ

ขณะนี้ได้ค้นพบวิธีเพาะกล้าไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ ในสูตรของตนเอง และจะสามารถอยู่ได้นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป

คุณชูมิตร บอกอีกว่า หลังจากที่เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ วางจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนสามารถส่งลูกชายคนโตเรียนจบระดับปริญญา (แม่โจ้) และลูกสาว 2 คน กำลังศึกษาเช่นกัน

ปัจจุบัน คุณชูมิตร ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พร้อมหาพันธุ์พืช ปุ๋ยอินทรีย์ มาจำหน่ายด้วย และได้เริ่มหันไปใช้พื้นที่ จำนวน 37 ไร่ ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ 10 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง 10 ไร่ ปรับปรุงสร้างโรงเรือนแคนตาลูป 7 หลัง พร้อมแบ่งแปลงเพาะกล้าพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาว ตลอดจนจำหน่ายเองส่วนหนึ่ง

ในส่วนของแคนตาลูปนั้น ได้มีการนำมาทดลอง จำนวน 12 สายพันธุ์ ที่มีอยู่ โดยใช้วิธีตามความเข้าใจของตนเองที่เรียนมา มี คุณอรุณี เจริญชัย ภรรยา ช่วยกันอีกแรง

การปลูกแคนตาลูปได้เริ่มขึ้น โดยลองผิดลองถูก เพราะไม่ได้ปลูกง่ายๆ ประกอบกับมีโรคมากด้วย

ครั้งแรกลงทุนไป 400,000 บาท ทำโรงเรือนปลูกแคนตาลูป มีขนาด 6 คูณ 20 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ไม่เกิน 400 ต้น โรงเรือนมีเสากลาง ให้เหมาะในการติดตั้งพัดลม และเพื่อรักษาอุณหภูมิ

ระยะห่างระหว่างโรงเรือน ประมาณ 1.50 เซนติเมตร เพื่อให้เดินได้ ไม่ควรสร้างโรงเรือนติดกัน

เจ้าของปลูกแคนตาลูป โดยเพาะจากเมล็ด ซึ่งซื้อมาเพาะเอง จะตกเมล็ดละ 2-7 บาท

ในที่สุดก็ได้พันธุ์ที่เหมาะสมในพื้นที่ จำนวน 4 สายพันธุ์

อดีตข้าราชการเกษตรบอกอีกว่า แคนตาลูปนั้น อุณหภูมิที่เขาชอบจะอยู่ที่ 18-35 องศา ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เดือนที่เสี่ยง ปลูกลำบาก ได้แก่ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

สิ่งที่พบมากที่สุดหากไม่ชำนาญจริง จะพบกับปัญหาผสมไม่ติด ลายไม่สวย ผลเล็ก อ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ หากนำสารเคมีมาใช้จะส่งผลถึงแคนตาลูป ลูกค้าไม่ชอบ ไม่ต้องการ

เจ้าของมีการทดลองใช้ทั้งสารเคมีและไม่ใช้สารเคมี ปัญหาคือ การใช้สารเคมี อาจสวย แต่ราคาไม่ดี จึงงดใช้สารเคมี

เนื่องจากต่อมาได้มีการทดลองแก้ปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟ ได้นำพัดลมมาติดตั้งเพื่อดูดอากาศ โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุก ปรากฏว่า การใช้พัดลม ทำให้ไม่มีโรคราน้ำค้างเข้ามารบกวนแต่อย่างใด

การปลูกแคนตาลูป ปัจจุบันปลูกไม่ยาก ปีหนึ่งปลูกได้หลายรอบ ที่สำคัญคนทำต้องมีเวลา ไม่เหมือนการทำเกษตรอย่างอื่น

ปัจจุบัน คุณชูมิตร นำแคนตาลูปมาวางจำหน่ายเอง พร้อมกับแปรรูปเป็นไอศกรีม เพื่อให้ลูกค้าที่แวะเข้ามาเรียนรู้ และซื้อไปกิน ก่อนซื้อแคนตาลูป จะทำไอศกรีมให้กินฟรีทุกคน

แคนตาลูป ที่จำหน่าย กิโลกรัมละ 120 บาท หรือจะอยู่ที่ ผลละ 100-150 บาท

สำหรับไม้ฤดูหนาวทุกชนิด จะจำหน่ายอยู่ที่ กระถางละ 100-150 บาท ยกเว้นต้นกล้าเพาะเพื่อส่ง จะอยู่ที่ ต้นละ 2.50-3.00 บาท

ส่วน มะละกอ ส่งจำหน่ายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน มีออเดอร์ไม่อั้น ตันละ 21,000 บาท…กล้วยกำลังตัดส่งจำหน่าย มีผู้มารับซื้อถึงสวน

ในปีที่ผ่านมา เจ้าของทำบัญชีและพบว่า สร้างได้รายได้กว่า 3 ล้านบาท ต่อปี เฉพาะพืชหลักๆ เท่านั้น

คุณอรุณี ผู้เป็นภรรยาบอกว่า ตอนแรกก็ตกใจที่สามีลาออกจากราชการ เพราะหลายคนบอกว่า มั่นคงกว่า แต่เมื่อมาถึงวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาชีพเกษตรกรรมก็สามารถมีอยู่มีกินได้อย่างสบาย หากรู้จักทำ และประหยัด

สำหรับผู้สนใจ อยากศึกษาและดูงาน ที่นี่เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถดูงานได้ฟรี…โทรศัพท์สอบถามก่อนที่ คุณชูมิตร เจริญชัย โทร. (081) 871-6358

คนราชบุรี ปลูกแตงกวาลูกผสม สร้างรายได้ดีมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

ลูกสิบล้อ Suradej_agr@hotmail.com

คนราชบุรี ปลูกแตงกวาลูกผสม สร้างรายได้ดีมาก

คุณอำนวย จันทะดิษฐ์ อยู่บ้านเลขที่ 25/7 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้มีประสบการณ์การปลูกพืชผักมานานกว่า 20 ปี

คุณอำนวย เล่าว่า พืชที่เลือกปลูกส่วนใหญ่เป็นแตงกวา เพราะปลูกง่าย ผลผลิตได้ไว ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เลือกพันธุ์แตงกวาจากหลากหลายบริษัทมาปลูก แต่ไม่ประทับใจ จึงได้มาลองใช้เมล็ดแตงกวาของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ที่รู้จักกันดีในยี่ห้อ “ศรแดง” เมื่อประมาณ ปี 2555 โดยเลือกเมล็ดพันธุ์แตงกวาลูกผสม ไมโครซี 306 เพราะผลผลิตที่ออกมาดี มีคุณภาพ

“ผมก็ว่าดีนะ ออกแขนงเยอะนะ ทำให้ลูกมันตามมาเยอะ ในส่วนตัว นี่ก็เตรียมที่จะปลูกอีก ที่เลือกพันธุ์ไมโครซี 306 เพราะยอดที่ออกมา มันอวบกว่าพันธุ์อื่น เพราะยอดอ้วน ทำให้ผลผลิตยิ่งออกมาดี” คุณอำนวย กล่าวถึงคุณภาพของเมล็ดที่เลือกใช้

วิธีการปลูก ดูแล ทำอย่างไร

คุณอำนวย เล่าว่า ขั้นตอนแรกใช้รถไถมาพรวนดินในแปลงที่เตรียมไว้ เมื่อดินร่วนสามารถระบายน้ำได้ดีตามที่ต้องการแล้ว จึงนำเมล็ดแตงกวาลูกผสม ไมโครซี 306 มาปลูกลงในแปลง ให้มีระยะห่างประมาณ 1 คืบนิ้วมือ จากนั้นนำฟางข้าวมาคลุมให้ทั่วแปลง รดน้ำให้ทั่วเพื่อให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา

หลั”จากปลูกประมาณ 2 วัน เมล็ดแตงกวาจะเริ่มงอก แสดงใบเลี้ยง 2 ใบ ออกมา จากนั้นเตรียมปักไม้ไผ่เพื่อทำค้าง เลือกไม้ไผ่ลวกที่มีขนาดความยาวประมาณ 3 เมตร ปักห่างกันพอประมาณ นำตาข่ายมาขึงบนไม้ไผ่ เพื่อให้แตงกวามีพื้นที่สำหรับเลื้อยยอดขึ้นไป

เมื่อแตงกวาได้อายุประมาณ 12 วัน เตรียมใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นในระยะแรก จากนั้นประมาณอีก 13 วัน แตงกวาเริ่มมีดอก จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็น สูตร 16-16-16 ดอกที่ออกจะผสมกันเองตามธรรมชาติ เมื่อดอกผสมติดสมบูรณ์ แตงกวาจะมีผลออกมา รอจนได้ขนาดจึงสามารถขายได้ อายุแตงกวาตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลผลิตได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-35 วัน

การรดน้ำ และป้องกันโรค

การรดน้ำ จะรดช่วงเช้าเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ารดเวลาเย็นด้วย จะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ถ้าเป็นช่วงฝนตก อาจมีการพ่นยากันเชื้อราบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้แตงกวาเกิดโรค ช่วงที่พ่นยาจะเป็นช่วงก่อนที่แตงกวาจะออกผล คุณอำนวย บอกว่า การพ่นยาจะดูตามอาการที่เป็นมากกว่า เพราะสามารถคำนวณได้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยน โดยอาศัยความชำนาญของคุณอำนวยเอง หากสภาพอากาศดีก็ไม่เกิดโรค ยากันเชื้อราก็ไม่จำเป็นต้องใช้

ด้านการตลาด

คุณอำนวย เล่าว่า ผลผลิตที่ได้จะนำไปขายเองที่ตลาดศรีเมือง ในอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แต่บางครั้งก็มีแม่ค้ามารับถึงที่สวน ราคาของแตงกวาที่ขาย มีราคาแตกต่างกันไป แล้วแต่ช่วงความต้องการของตลาด ถ้าช่วงที่ตลาดต้องการมาก แตงกวาจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าช่วงความต้องการน้อย ราคาต่ำสุดที่คุณอำนวยเคยขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

หลังจากที่คุณอำนวยเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์แตงกวาของ ตราศรแดง คุณอำนวย เล่าว่า ผลผลิตดี มีคุณภาพ จนลูกค้าชม “ตอนที่เอาไปขายนี้ พวกคนปลูกด้วยกัน ก็จะบอกว่าผลสวย เขาก็จะทักเลยว่า ไมโครซี ใช่ไหมเนี่ย เราก็บอกว่าใช่ เพราะเขาจะดูรู้กันเองเลย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า เพราะของตราศรแดง มันแตกต่างกว่าของที่อื่น” คุณอำนวย พูดพร้อมทั้งหัวเราะ ถึงคำชมที่ได้รับเมื่อนำผลผลิตไปขายที่ตลาด

สำหรับท่านที่สนใจจะปลูกแตงกวาเพื่อสร้างรายได้ คุณอำนวย แนะนำว่า “สำหรับท่านที่สนใจนะครับ ก็จะแนะนำว่า ต้องดูว่า แตงกวาชอบอากาศแบบไหน ซึ่งพันธุ์ไมโครซี จะชอบหน้าหนาว เราก็จะปลูกช่วงหน้าหนาว โดยดูพันธุ์ที่ชอบอากาศแตกต่างกันไป เพราะจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีตามมา อีกอย่างเมล็ดศรแดงนี่ ขึ้นค้างดีทำให้เราประหยัดเรื่องแรงงานคนไปมาก เพราะไม่ต้องมาคอยจับยอด อาจราคาแพงหน่อย แต่คุณภาพดี” คุณอำนวย กล่าวด้วยรอยยิ้ม แววตาเปี่ยมด้วยความยินดี ที่พร้อมมอบคำแนะนำให้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอำนวย จันทะดิษฐ์ หมายเลขโทรศัพท์ (082) 471-4204

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011258&srcday=2015-12-01&search=no

นที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

เทคโนโลยีการเกษตร

จากเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง 2 คน ที่ไม่เคยรู้จักกัน เมื่อพวกเธอได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และต้องตายด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเกิดจากผลพวงของสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อสวรรค์ลิขิตให้พวกเขาได้มาเจอกันในพื้นที่โลกสีเขียว ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเลือกออกแบบชีวิตตัวเอง ด้วยการหวนสู่วิถีอินทรีย์ เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

เรากำลังพูดถึง คุณพชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ และ คุณณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน อายุ 44 ปี ผู้หญิงร่างเล็กที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยในจังหวัดนครปฐม

หากย้อนดูหน้าที่การงานกับรายได้ ผู้หญิง 2 คนนี้ สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายๆ แต่ด้วยเหตุอันใดเล่า ที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจละทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาทำเกษตรอินทรีย์ หรือสิ่งที่ได้ร่วมกันทำเพียงหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ และไม่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยโรคมะเร็งที่แฝงมากับพืชผัก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้ง 2 ได้มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า ตอนที่เปิดร้านขายของชำ มีโอกาสได้รู้จักกับญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณดอท วันหนึ่งญาติที่ป่วยแวะมาเที่ยวที่ร้านค้า ยิ่งได้รู้จักกันก็ยิ่งรู้สึกสงสาร เพราะว่าเขาเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้ว

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ เพราะเรารู้ดีว่าชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพจิตใจมันแย่มากแค่ไหน ตัวเองเริ่มปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ ก็เลยนำไปฝากเขาบ้าง ไปส่งกับข้าวให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป ทำให้ย้อนคิดไปว่า หากเขาได้มีโอกาสดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่แรก ได้กินอาหารที่ปลอดสารพิษ คงไม่ต้องเป็นโรคร้ายเช่นนี้” ประกายความคิดเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้น

การเดินเข้าออกโรงพยาบาล กับช่วงเวลาที่ได้ดูแลญาติ ทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จัก คุณ “ดอท” พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย จากความคุ้นเคย กลายเป็นความเคยชิน ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกได้ว่าแนวคิดตรงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์

ย้อนไปที่คุณดอท เธอเล่าจุดเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า ช่วงที่ทำงาน ตำแหน่งก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับ ก็ถือว่าสูงสุดสำหรับตัวเองแล้ว จึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ ประกอบกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาสุขภาพในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก และที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าสาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร

“หน้าที่ของพี่คือ ส่งคนไข้ไปสวรรค์ รู้ดีว่าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากย้อนเวลากลับไปดูแลตัวเอง อยากกินอาหารดีๆ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง เรื่องน่าเศร้าใจเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกวัน ประกายความคิดเล็กๆ มันแวบขึ้นมา เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อโรคร้ายมาเยือน มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก” เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณดอท มุ่งมั่นที่จะก้าวเดินบนเส้นทางสายอินทรีย์

หลังจากใช้เวลา 2 ปี ในการเคลียร์ภาระตัวเอง และคิดคำนวณชั่งตวงวัด เมื่อค้นพบผลลัพธ์ของความสุข คุณดอทก็ยื่นใบลาออกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังให้ไปช่วยในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เมื่อมั่นใจว่าจะเดินไปด้วยกัน ทั้งสองก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยการเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ คุณรินบอกว่า แรกๆ ก็ไม่เข้าใจระบบเกษตรอินทรีย์ แต่พอทำไปนานๆ ได้เจอเพื่อน เจอกลุ่มเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+…จนได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ จากโครงการสามพรานโมเดล ทำให้เข้าใจธรรมชาติ และมีความสุขกับการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

“ชีวิตเกษตรอินทรีย์วันแรกๆ ก็ไม่ง่ายนัก เราไม่เคยหยุดนิ่ง ความรู้ไม่เยอะ แต่คุณรินไอเดียสุดยอด ทำงานแบบมีการวางแผน รู้เลยตื่นเช้ามาต้องทำอะไร ที่นี่เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ถึงรายได้ต่อเดือนจะไม่เยอะอย่างที่เคยได้รับ แต่ความสุขที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์มันไม่น้อยเลย” คุณดอท สะท้อนความรู้สึก

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการสามพรานโมเดล กล่าวว่า สมาชิกแต่ละคนที่ก้าวมาทำเกษตรอินทรีย์ล้วนต่างมีแรงบันดาลใจ แต่ส่วนใหญ่ที่เจอคือ ปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นที่น่าดีใจที่เกษตรกรแต่ละคนที่ผมได้เจอ สามารถค้นพบวิถีทางใหม่ๆ ในการปลูกและดูแล ผลผลิต รวมถึงสามารถขยายต่อยอด จะว่าไปแล้ว การทำเกษตรอินทรีย์กับวิถีชีวิตคือเรื่องเดียวกัน เมื่อได้ปลูกเป็น ก็มีอิสระ เพราะมีแหล่งอาหารปลอดภัยเป็นของตนเอง เมื่อทำตลาดเป็น ก็สามารถขยายฐาน ขยายแปลงปลูกสู่การมีรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนไม่เพียงเปลี่ยนชีวิต มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังมีสังคม และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน พื้นที่ 3 ไร่ ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้ที่อยากปลูกกว่า 20 ชนิด เอาผลไม้ลงก่อน ตั้งให้เป็นแนว ใส่ผักระหว่างแนวต้นไม้ ถัดไปปลูกกล้วย ในดงกล้วยก็ทำเล้าไก่ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี (เลี้ยงแบบธรรมชาติ) กว่า 300 ตัว ไว้เก็บไข่ขาย ติดกับสวนกล้วย ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ ส่วนพื้นที่คันนาก็ปลูกบวบไปด้วย พื้นที่ภายในอาคารติดกับตัวบ้านใช้เพาะต้นอ่อน นอกจากนี้ มีการเลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาท ส่งขายให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ตอนนี้ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่า ปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน และอนาคตคิดว่า จะพัฒนาสวนแห่งนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต ให้เป็นที่พักผ่อนของคนสูงอายุ และสำหรับคนรักษ์สุขภาพที่โหยหาธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ที่สำคัญเราเองก็จะเกษียณตัวเองอย่างมีความสุข” คุณริน คุยถึงเป้าหมายในอนาคตให้ฟัง

ถึงแม้จะลงมือได้เพียงไม่นาน ยังก้าวไปไม่ถึงฝัน แต่สิ่งที่ทั้งคู่เก็บเกี่ยวระหว่างทางเดิน มันมากกว่าเงินทอง แต่คือกำไรชีวิตที่มากับความสุข ได้มิตรภาพที่งดงาม ความสมดุลของระบบนิเวศกลับคืนมา ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่แท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแชร์ประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมีความสุข พร้อมเรียนวิธีการเพาะต้นอ่อนให้เติบโต แข็งแรง ด้วยเทคนิคง่ายๆ 4 ขั้นตอน ภายใน 20 นาที กับ คุณดอท และคุณริน ขอเชิญได้ใน “งานมหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 จัดโดย มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ที่สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 คุณเบญจรัตน์ สินสงวน โทร. (084) 670-0930 หรือที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

สวนไผ่สร้างเงิน ของ วิวิช พวงสวัสดิ์ ที่ หนองบัวลำภู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

สวง โฮสูงเนิน

สวนไผ่สร้างเงิน ของ วิวิช พวงสวัสดิ์ ที่ หนองบัวลำภู

สวนไผ่สุขสวัสดิ์ ก่อตั้งโดย คุณพ่อสะท้าน ไชยวงษ์ ชายชราคนหนึ่งที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คุณพ่อได้นำไผ่เลี้ยงที่ทุกคนเห็นตามริมห้วยป่าเขา นำมาปลูกลงสวนท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้คนในหมู่บ้าน เมื่อ ปี 2542 คุณพ่อได้ปลูกไผ่แบบไม่ได้มีการศึกษา

โดยการปลูกไผ่ระยะ 4 คูณ 4 เมตร ปลูกเพื่อเก็บหน่อไว้บริโภค ซึ่งจะเก็บผลผลิตได้เฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น มีการดูแลรักษาบ้างเป็นช่วงๆ บางครั้งก็ปล่อยทิ้งไว้ไปตามธรรมชาติ

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2552 คุณวิวิช และ คุณพิกุล พวงสวัสดิ์ ลูกเขยและลูกสาวปรับปรุงสวนใหม่ เปลี่ยนเป็นระยะ 4 คูณ 3 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ จำนวน 133 ต้น โดยปลูกไผ่ จำนวน 10 ไร่ ต่อมา ปี พ.ศ. 2558 ได้ศึกษาและเรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสานแบบประณีต และเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากทำให้มีพืชหลากหลาย มีผลผลิตหลากหลายเพิ่มมากขึ้น มีอาหารที่ปลอดสารเคมีเพื่อสำหรับบริโภค สุขภาพดีทั้งครอบครัว ไม่ต้องซื้อและลดค่าใช้จ่าย จึงปรับเปลี่ยนสวนอีกครั้งเพื่อให้เป็นสวนเกษตรผสมผสานแบบประณีต ได้รื้อสวนไผ่จากเดิม เปลี่ยนมาปลูกระยะ 3 คูณ 1.5 เมตร และมีการผลิตไผ่ออกนอกฤดูกาล ทำให้มีหน่อไม้จำหน่ายตลอดปี โดยปลูกไผ่สายพันธุ์ใหม่คือ ไผ่รวกหวาน และพื้นที่เหลือปลูกผักหวานป่า ชะอม กล้วย มะละกอ มัลเบอร์รี่ มะม่วง ขนุน ข้าว และพืชสวนครัวต่างๆ และมีการเลี้ยงปลา กุ้งและหอย

คุณวิวิช หรือ คุณบอย เล่าให้ฟังว่า พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนอำเภอเมืองศรีสะเกษ จบการศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มีความรู้ความสามารถด้านการควบคุมคุณภาพสินค้า การผลิตสินค้า และการจัดเก็บสินค้าในโรงงาน จากประสบการณ์การทำงานอยู่ที่เทสโก้โลตัส ตั้งแต่ ปี 2541 ถึง ปี 2554 และได้ผันตัวเองมาทำไร่ไผ่สวนสุขสวัสดิ์ เนื่องจากได้พบกับคุณพิกุล ผู้เป็นภรรยา และต่อมาได้ลาออกมาทำสวนไผ่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู

คุณวิวิช มองว่า การที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่พื้นที่ทำการเกษตรลดลงเรื่อยเนื่องจากครอบครัวมีการขยายไปเรื่อย ทำให้ขาดแคลนอาหารซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ

คุณวิวิช เล่าต่อว่า เหตุผลและแรงจูงใจในการปลูกไผ่ เพื่อต้องการจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพทางการเกษตร ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และพัฒนาอาชีพให้เป็นแบบอย่างของเกษตรกรท้องถิ่น ในการทำการเกษตรโดยใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องลงทุนมาก ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้นาน ดูแลรักษาง่าย ลดการบุกรุกป่า ซึ่งมีพื้นที่ทำสวนทั้งหมด จำนวน 19 ไร่ ปลูกไผ่เศรษฐกิจขายหน่อหลักๆ ในสวน 3 สายพันธุ์ ไผ่เลี้ยงสีทอง จำนวน 2,000 ไร่ ไผ่บงหวาน จำนวน 1,000 ต้น และไผ่สายพันธุ์คือ ไผ่รวกหวาน 600 ต้น และไผ่กิมซุ่งหรือไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่ดำ ไผ่ตงดำหวาน จำนวน 350 ต้น ผักหวานป่า 1,200 ต้น ชะอม 400 ต้น กล้วยน้ำว้า 600 ต้น กล้วยหอมทอง จำนวน 400 ต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 100 ต้น มะละกอ มะม่วง ขนุน ต้นพะยูง ต้นสัก และพืชผักสวนครัวต่างๆ

คุณสวง โฮสูงเนิน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ พร้อมด้วย คุณชัยรัตน์ ยอดทัพ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช คุณภาสกรณ์ น้อยเมือง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของสวนไผ่สุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเกษตรกร Young Smart Farmer ของสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้พบว่า สวนไผ่สุขสวัสดิ์มีจุดเด่น มีการปลูกพืชหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัวเกือบทุกชนิด เปรียบเสมือนห้างโลตัสในชนบท ถือว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างในสวนไผ่ และจุดเด่นของสวนที่น่าเอาเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน นั้นคือการปลูกชะอมร่วมกับปลูกผักหวานป่า ซึ่งพบว่าผักหวานป่าและชะอม มีการเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ สวนนี้ยังสามารถให้บริการเกษตรกรได้ เช่น เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของชาวบ้านและเกษตรกรที่สนใจ สถานที่ร่มรื่น บรรยากาศดีมาก เป็นวิทยากรให้ความรู้และประสบการณ์การทำเกษตรและการปลูกไผ่ เข้าร่วมกิจกรรมกับส่วนราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ในการทำการเกษตรแปลงทำนา 1 ไร่ 1 แสนบาท แก้จน

ในแต่ละวันจะมีเกษตรกรจำนวนมาก ทั้งมาจากต่างจังหวัดและในจังหวัด ที่ได้รับข้อมูลจาก Facebook และได้แห่มาซื้อไผ่และมาเที่ยวสวนไผ่สุขสวัสดิ์ของคุณบอย เนื่องจากเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่ถือตัว อ่อนน้อมถ่อมตน ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับข้อมูลจากเกษตรกรทุกด้านและมีไผ่จำหน่ายตลอดทั้งปี และมีความน่าเชื่อถือเพราะปลูกแบบปลอดสารพิษ ปลูกด้วยความเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ทุกพืช นอกจากไผ่แล้วยังมีพืชอื่นอีกที่เป็นสินค้า และสามารถจำหน่ายได้ เช่น ชะอม ผักหวาน ทุกวันนี้มีรายได้อย่างน้อย วันละ 500-1,000 บาท

ราคาจำหน่าย ไผ่เลี้ยงสีทองทะวาย ต้นละ 50 บาท ไผ่บงหวานแบบเพาะเมล็ด ต้นละ 50 บาท ไผ่บงหวานแบบเหง้า ต้นละ 100 บาท ไผ่รวกเพาะเมล็ด ต้นละ 200 บาท ไผ่รวกแบบเหง้า ต้นละ 600 บาท และไผ่ดำ ต้นละ 600 บาท

หากเกษตรกรสนใจเยี่ยมชมสวน ซื้อพันธุ์ไผ่ต่างๆ ศึกษาดูงาน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทางสวนยินดีต้อนรับทุกท่าน ทุกวัน ทุกเวลา ติดต่อ คุณวิวิช พวงสวัสดิ์ เลขที่ 7 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู 39000 หรือ โทร. (089) 920-7815 หรือ (081) 984-5179 หรือ (042) 000-122 หรือ Facebook : Baansuanpaisuk Bamboo

ปลูกกล้วย ขายใบตอง…อาชีพทำเงิน ของ “ปรีชา เวฬุมาศ” สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

พิงค์บุ๊ก

ปลูกกล้วย ขายใบตอง…อาชีพทำเงิน ของ “ปรีชา เวฬุมาศ” สุโขทัย

ทุกวันนี้ คนไทยรุ่นใหม่สนใจทำอาชีพการเกษตรกันน้อยลง เพราะมองว่า อาชีพการเกษตรเป็นงานที่หนัก ทำงานเหนื่อยยาก สายตัวแทบขาด แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ความจริง ภาคการเกษตรยังมีอีกหลายอาชีพที่น่าสนใจ เช่น อาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนสูง เรียกว่าฟันผลกำไรงามมาก ถึงร้อยละ 90 กันเลยทีเดียว

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ “คุณปรีชา เวฬุมาศ” หรือที่ผู้คนในชุมชนเรียกติดปากว่า “กำนันปรีชา” เกษตรกรคนเก่งรายนี้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย จนสร้างฐานะครอบครัวได้อย่างมั่นคง ปัจจุบัน กำนันปรีชาและครอบครัวพักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ที่ 10 ตำบลย่านยาว อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โทร. (087) 349-9322

เส้นทางชีวิต

กำนันปรีชา มีจุดเริ่มต้นจากชีวิตชาวนา มีที่ดินทำกิน จำนวน 70 ไร่ แต่เส้นทางอาชีพชาวนาของเขากลับไม่ราบรื่น แม้ทำงานหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ เนื่องจากทำนาปลูกข้าวได้แค่ปีละครั้ง และขายข้าวได้ราคาถูก เขาเป็นเกษตรกรที่ทำงานสู้ชีวิต เมื่อเว้นว่างจากการทำนา ก็หารายได้เสริม มารับจ้างสอยใบตองให้กับสวนกล้วยของเพื่อนบ้าน ทำให้รู้ว่า อาชีพการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ให้ผลตอบแทนที่ดีมาก

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ หันมาปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างสวนกล้วยตานีเป็นของตัวเอง นับว่า อาชีพนี้ถูกโฉลกกับดวงชะตาเขามากที่สุด เพราะช่วยสร้างฐานะครอบครัวให้มั่นคง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ในครั้งแรก กำนันปรีชาทดลองปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบ เพียงแค่ 5-6 ไร่ ปรากฏว่า สามารถสร้างรายได้รายวัน เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท ทำให้เขาเกิดกำลังใจ ที่จะมุมานะทำงานมากขึ้น เริ่มจากขยายพื้นที่การปลูกกล้วย พร้อมกับพัฒนาช่องทางการตลาดควบคู่กันไป ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันบาทต่อวัน

เมื่อกำนันปรีชามั่นใจว่า เขาเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองได้แล้ว ก็ไม่รีรอที่จะขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้เขามีพื้นที่ทำสวนกล้วยตานีกว่า 240 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนตัวของกำนันปรีชา จำนวน 70 ไร่ นอกนั้นเป็นที่ดินเช่าเพื่อนำมาปลูกกล้วย โดยจ่ายค่าเช่าในอัตรา 1,500 บาท ต่อไร่ ต่อปี คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะการทำสวนกล้วย สามารถขายใบตอง เครือกล้วย ปลีกล้วย ทุกส่วนของต้นกล้วยขายได้ทั้งหมด แล้วยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ตลอดปี หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีเงินเก็บฝากธนาคารได้ทุกปีแล้ว ยังมีเงินเหลือใช้สำหรับเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ได้ทุกๆ 1-2 ปีอีกด้วย

การปลูกดูแลสวนกล้วยตานี

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดหาเครื่องสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ในระบบชลประทานของพื้นที่ตำบลย่านยาว ทำให้สวนกล้วยตานีเพื่อตัดใบตองในท้องถิ่นแห่งนี้ จึงมีน้ำสำหรับใช้ดูแลสวนกล้วยตลอดทั้งปี ทำให้ต้นกล้วยไม่ขาดน้ำและเจริญเติบโตสมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่ดี ตรงตามความต้องการของตลาด

การทำสวนกล้วยตานีของกำนันปรีชา เริ่มต้นจากการเตรียมดิน โดยใช้รถไถพรวนด้วยผาล 3 ระเบิดดินก่อนสัก 1 ครั้ง ก่อนปรับพื้นที่สวนให้เรียบ เพื่อไม่ให้น้ำขัง และไถพรวนด้วยผาล 7 ย่อยดินก่อนปลูก กำนันปรีชาจะเริ่มลงมือปลูกกล้วยในช่วงหน้าฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม

สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หน่อกล้วย 250 หน่อ ขุดหลุมกว้างลึก 30 เซนติเมตร ปลูกให้เหง้าอยู่ใต้ดิน 6-8 นิ้ว กลบดินบริเวณโคนให้แน่น ปลูกในระยะห่างประมาณ 5 ศอก ในท้องถิ่นแห่งนี้ มักเจอปัญหาพายุลมร้อนในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำให้ใบตองแตกได้ กำนันปรีชาจึงวางแผนป้องกันโดยปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เช่น ต้นมะม่วง มะปราง ฯลฯ รอบแปลง เพื่อเป็นแนวกันลมรักษาคุณภาพใบตองไม่ให้แตกฉีกขาด

เมื่อต้นกล้วยตานี แตกใบออกมาที่ส่วนยอด กำนันปรีชาจะเริ่มดูแลใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 จำนวน 2 กระสอบ เพื่อบำรุงต้นกล้วยตานีในพื้นที่ปลูกทุกๆ 5 ไร่ ที่นี่จะนิยมใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูฝน เฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง และคอยสังเกตจากสภาพความสมบูรณ์ของต้นกล้วยตานี หากพบว่าใบกล้วยมีสีเขียวเข้ม แสดงว่า สภาพต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่ขาดธาตุอาหาร หากใบตองแก่มีสีจาง แสดงว่า ธาตุอาหารในดินเริ่มหมด ก็จะเติมปุ๋ยเคมีบริเวณโคนต้นกล้วยอีกครั้ง

สวนกล้วยตานีปลูกดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช แต่หน้าฝน อาจเจอ ด้วงงวงเจาะลำต้น หรือปัญหาใบตองเป็นรอยพรุนบ้างประปราย ก็แก้ไขปัญหาแบบง่ายๆ โดยให้ธาตุเหล็ก คือ มีดอีโต้ ตัดฟันต้นกล้วยหรือใบตองเจ้าปัญหาทิ้งซะ เมื่อใบตองรุ่นใหม่แตกยอดออกมาก็มีใบสวยพริ้ง ไร้ริ้วรอยพรุนให้เห็นกวนใจอีก ส่วนปัญหาวัชพืชที่ขึ้นในแปลงกล้วย ที่นี่จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าประเภทยาดูดซึมฉีดพ่นทำลายวัชพืช เพราะเสี่ยงทำให้ต้นกล้วยโทรมได้ ต้องอาศัยแรงงานคนทำหน้าที่กำจัดวัชพืชในแปลงกล้วยแทน

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกดูแลต้นกล้วยตานีไปได้ ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวใบตองออกขายได้บางส่วน โดยทั่วไปต้นกล้วยตานีจะให้ผลผลิตเต็มที่ เมื่ออายุครบ 1 ปี การทำสวนกล้วยตานีแห่งนี้ จะทยอยตัดใบตองแบบหมุนเวียนกันไป โดยตัดใบกล้วย ออกขายทุกๆ 15 วัน กล้วยตานี 1 ต้น จะตัดใบตองได้ 2 ยอด พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ใบตอง จำนวน 500 ยอด ภายหลังการเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ปีละครั้ง ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม โดยพื้นที่ปลูก 5 ไร่ จะใส่ปุ๋ย จำนวน 2 กระสอบ

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า การทำสวนกล้วยตานีให้ผลตอบแทนที่สูงมาก นอกจากขายใบตองเป็นสินค้าหลักสร้างรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000-50,000 บาทแล้ว กำนันปรีชายังมีรายได้เสริมจากการขายหัวปลี หัวละ 4 บาท เครือกล้วยอ่อน ขายหวีละ 4 บาท สำหรับผลกล้วยอ่อน ชาวอีสานนิยมนำมาสับเพื่อปรุงรสเป็นส้มตำ หรือ “ตำกล้วย” นั่นเอง ขณะที่ชาวปักษ์ใต้นิยมนำกล้วยอ่อนไปยำหรือผัด

แม้กระทั่งต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วก็ยังมีประโยชน์ทางการค้า กำนันจะตัดต้นกล้วยไปตากให้แห้ง ขายในลักษณะปอแห้ง ในราคากิโลกรัมละ 6 บาท เรียกว่า ต้นกล้วย 1 ต้น สามารถสร้างรายได้ทุกส่วนกันเลยทีเดียว จึงไม่น่าประหลาดใจกับคำกล่าวของกำนันปรีชาที่ว่า สวนกล้วยที่ปลูกใหม่ แค่ตัดใบตองออกขายเพียงเดือนเดียว ก็มีรายได้คุ้มกับค่าเช่าที่ดินตลอดทั้งปีแล้ว

การทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ ถือเป็นอาชีพที่สบาย แถมให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ เพราะลงทุนปลูกแค่ครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2-3 ต้นกล้วยตานีจะขยายหน่อปลูกได้เอง เมื่อต้นแม่ตาย ก็จะแตกหน่อสร้างทายาทรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่สม่ำเสมอ ทำให้มีจำนวนต้นกล้วยต่อไร่มากขึ้นแล้ว ยังตัดใบตองออกมาได้มากขึ้นอีกด้วย

การจัดการหลังเก็บเกี่ยว

ท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดใบตอง วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและเย็น โดยคนงานจะใช้ตะขอสอยที่ก้านใบลงมา และขนกลับไปที่บ้านกำนัน โดยนำใบตองกองบนพื้น รดน้ำและใช้ผ้าใบคลุมไว้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ใบตองเหี่ยว หลังจากนั้น ภรรยากำนัน ลูกสาว และคนงานจะนั่งล้อมวงช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อดูแลตัดแต่งใบตองก่อนพับใบตองและมัดซ้อนกันอย่างสวยงาม จนได้น้ำหนักเฉลี่ย มัดละ 5 กิโลกรัม ก่อนส่งขายแม่ค้าขาประจำ ช่วงแล้งเกษตรกรสามารถขายใบตองได้ในราคาสูง ประมาณ มัดละ 40 บาท แต่ช่วงหน้าฝน ใบตองมีราคาถูก ขายได้เพียง มัดละ 20 บาท เท่านั้น

ด้านตลาด

กำนันปรีชา บอกว่า ตลาดใบตองเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ ลูกค้ากลุ่มใหญ่คือ ร้านค้าหมูยอในภาคอีสาน นิยมซื้อใบตองตานีจากสวนแห่งนี้ไปใช้ เพราะใบตองของกำนันปรีชามีคุณภาพดี เมื่อนำไปนึ่งผ่านความร้อน ใบตองไม่ดำ เนื้อใบตองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนสะดุดตาลูกค้า

นอกจากนี้ ใบตองตานีของไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป อเมริกา และเอเชีย เนื่องจากมีร้านอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมากในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และนิยมสั่งซื้อใบตองตานีจากไทยไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารและห่อขนมไทย ราคาใบตองตานีของไทยขายได้ราคาแพง เฉลี่ยยอดละ 100 บาท เพราะใบตองตานีของไทย มีคุณภาพดี ในเรื่องความสด ใบสวย เหนียวและหนา เมื่อนำไปห่อขนมไทยจะไม่กรอบแตกง่ายเหมือนกับใบตองชนิดอื่น

หากใครต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ สามารถติดต่อ กำนันปรีชา เวฬุมาศ ได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่เบอร์โทร. (087) 349-9322 กำนันปรีชายินดีแบ่งปันข้อมูลกับผู้สนใจทุกท่าน

“ฝรั่งหวานพิรุณ” ไม้ผลทำเงิน ของ สวนนายแป๊ะ ปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“ฝรั่งหวานพิรุณ” ไม้ผลทำเงิน ของ สวนนายแป๊ะ ปราจีนบุรี

เกษตรกรมืออาชีพหลายคน ฟันธงว่า “ฝรั่ง” เป็นไม้ผลทำเงินที่สร้างรายได้ดีที่สุดในยุค พ.ศ. นี้ เนื่องจากปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตเร็ว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากปลูกเพียง 8 เดือน เท่านั้น ใช้เงินลงทุนน้อย แต่สร้างเม็ดเงินมหาศาล เพราะเป็นไม้ผลที่ผลิดอกและติดผลตลอดทั้งปี เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ตลอดเวลา ซึ่ง “ฝรั่งหวานพิรุณ” นับเป็นสินค้าตัวใหม่ ที่กำลังมาแรง เพราะเพิ่งเปิดตัวเข้าตลาดได้ไม่เกิน 3 ปี ยังมีจำนวนผู้ปลูกไม่มาก แต่รสชาติอร่อยสุดๆ จึงเป็นที่ต้องการมากในตลาดระดับบน

“ทุกวันนี้ ฝรั่งหวานพิรุณ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฝรั่งยอดนิยมที่ตลาดต้องการสูง ขายดีจนผลิตไม่พอขาย” นี่เป็นคำยืนยันจาก คุณสุชาติ ธนะพฤกษ์ หรือ “คุณแป๊ะ” โทร. (081) 374-5226 เจ้าของสวนธนะพฤกษ์ หรือที่เพื่อนฝูงเรียกกันติดปากว่า “สวนนายแป๊ะ” ผู้ผลิตฝรั่งหวานพิรุณเชิงการค้า รายแรกของประเทศไทย

เส้นทางอาชีพ

คุณแป๊ะ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เคยทำงานในธุรกิจปศุสัตว์ของเครือ ซีพี อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวและลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ประสบปัญหาขาดทุนจากวิกฤตตลาดหุ้น จึงตัดสินใจกลับมาลงทุนในภาคเกษตรอีกครั้ง โดยเช่าที่ดิน จำนวน 200 ไร่ ในพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำสวนส้มเขียวหวาน ต่อมาสัญญาเช่าที่ดินหมดอายุลง จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน เนื้อที่ 70 ไร่ เลขที่ 182 หมู่ที่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “สวนนายแป๊ะ” ในปัจจุบัน

ในอดีตพื้นที่อำเภอนาดี มีการแพร่ระบาดของศัตรูพืชสำคัญคือ แมลงวันทอง เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ ทำให้คุณแป๊ะไม่กล้าลงทุนทำสวนส้ม และเลือกทำสวนมะนาวแทน เขาปลูกมะนาวไปได้ 4 ปี แต่กิจการไม่รุ่ง จังหวะนั้นรัฐบาลเริ่มก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง ทำให้แมลงวันทองในท้องถิ่นเริ่มมีจำนวนน้อยลง เขาตัดสินใจลงทุนทำสวนผลไม้เพื่อเป็นสินค้ารองรับกับการท่องเที่ยวเขื่อนในอนาคต

“ฝรั่งหวานพิรุณ” นวัตกรรมงานวิจัยตอบโจทย์ตลาด

ประมาณปี 2534 รศ.ดร. อุณารุจ บุญประกอบ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด ชื่อ “หวานพิรุณ” ที่มีจุดเด่นในเรื่องรสชาติความหวาน 8-10 บริกซ์ เนื้อแน่น ละเอียด กรอบ รสชาติอร่อยมาก มีวิตามินซีสูง 90-130 มิลลิกรัม/100 กรัม ฝรั่งหวานพิรุณมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี หากปลูกด้วยกิ่งตอนจะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 6-7 เดือน ส่วนกิ่งทาบจะให้ผลผลิตเมื่ออายุครบ 8-9 เดือน

ฝรั่งพันธุ์ใหม่ “หวานพิรุณ” ได้รวบรวมลักษณะเด่นของฝรั่งสายพันธุ์ต่างๆ เข้าไปด้วยกันอย่างกลมกลืน เช่น มีเนื้อละเอียด คล้ายฝรั่งพันธุ์กิมจู มีเนื้อกรอบ คล้ายกับฝรั่งแป้นสีทองอีกด้วย และมีจุดต่างที่ไม่เหมือนใครคือ โดดเด่นด้านความหวาน เนื้อหนา เมล็ดน้อย ถือเป็นไม้ผลตัวใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง เพราะเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม สามารถผลิตส่งขายห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบาย

เดือนมิถุนายน 2555 คุณแป๊ะได้ขอซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณ จำนวน 300 ต้น มาทดลองปลูกบนเนื้อที่ ประมาณ 3 ไร่เศษ ในอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นสวนฝรั่งหวานพิรุณเพื่อการค้าแปลงแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว คุณแป๊ะใช้เวลาปลูก ประมาณ 8 เดือน ต้นฝรั่งผลิดอกออกผล ก็ให้ผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อย และให้ผลผลิตต่อต้นต่อไร่สูง สวนฝรั่งแห่งนี้ได้รับการรับรองระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) พ.ศ. 2555 จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556

การปลูก-ดูแล

โดยทั่วไป การผลิตฝรั่ง สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1. ปล่อยให้กิ่งว่าง ต้นฝรั่งก็จะมีผลผลิตป้อนเข้าตลาดทั้งปี และ 2. ตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นฝรั่งมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดในระยะเวลาที่ต้องการ วิธีนี้สามารถผลิตฝรั่งได้ ปีละ 2 รุ่น สามารถเลื่อนช่วงการผลิตได้ตามที่ต้องการ ซึ่งชาวสวนบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก คลองจินดา เป็นแหล่งผลิตฝรั่งรายใหญ่ของประเทศไทย แล้วมักนิยมใช้วิธีตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เพื่อเลี่ยงไม่ให้มีสินค้าเข้าตลาดในช่วงฤดูกาลไม้ผลหลักของไทยคือ เงาะ ทุเรียน มะม่วง ทำให้ผลผลิต “ฝรั่ง” ขาดตลาดทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี แม้จะมีฝรั่งจากแหล่งอื่นป้อนเข้าตลาดในช่วงนั้นอยู่บ้าง แต่สินค้ามีคุณภาพต่ำ

คุณแป๊ะมั่นใจว่า ฝรั่งหวานพิรุณมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติ คุณภาพสินค้าและปริมาณผลผลิตเกรดพรีเมี่ยม เจาะตลาดในท้องถิ่นได้สบาย เขาได้นำกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณมาปลูกในร่องสวนมะนาวเก่า โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3.50 เมตร เปิดให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ทุกๆ 2 วัน ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุก ก็งดให้น้ำไปโดยปริยาย

ช่วงแรกของการปลูก เขาใส่ปุ๋ยเคมีที่เน้นสูตรตัวหน้า เช่น สูตร 40-0-0 (ยูเรีย) และปุ๋ย 25-0-0 ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 เดือน จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยให้ฝรั่งมีขนาดผลใหญ่ และเพิ่มรสชาติความหวาน รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลฝรั่งได้อีกทางหนึ่ง

“ตอนนี้ศัตรูพืชสำคัญคือ มด เพราะเป็นพาหะคาบไข่เพลี้ยแป้ง เข้าไปในถุงที่ห่อผลฝรั่ง ทำให้เพลี้ยแป้งมีโอกาสกินน้ำเลี้ยงของฝรั่ง โดยเพลี้ยแป้งจะขับถ่ายมูลน้ำหวาน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของมดเป็นการตอบแทน ผมพยายามแก้ไขปัญหามดโดยใช้สารเคมี เมื่อมดคาบเหยื่อพิษเข้ารังก็จะไปทำลายมดทั้งรัง ส่วนโรคแอนแทรกโนสที่เกิดจากเชื้อรา จะป้องกันโดยฉีดพ่นสารเคมีก่อนห่อผล” คุณแป๊ะ กล่าว

เมื่อลูกฝรั่งมีขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท คุณแป๊ะ จะใช้กระดาษห่อผล ตามด้วยถุงพลาสติกขาวขุ่นอีกชั้น หลังจากห่อผลเสร็จก็รอไปอีก 3-4 เดือน จึงเก็บผลผลิตออกขายได้ ผลฝรั่งหวานพิรุณที่เก็บออกขายจะมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 7 ขีด ถึง 1.2 กิโลกรัม ต่อผล โดยทั่วไป ต้นฝรั่งที่มีสภาพสมบูรณ์ แข็งแรง จะให้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 20-30 ลูก

ฝรั่งหวานพิรุณ มีลักษณะผลทรงกลม ผิวสีเขียวสดใส ขรุขระเล็กน้อย เนื้อสีขาวใส แน่น กรอบ และละเอียด รสชาติอร่อย หลังการเก็บเกี่ยว คุณแป๊ะจะนำตาข่ายโฟม มาห่อหุ้มผลฝรั่งเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนไม่ให้ช้ำระหว่างขนส่ง และใช้ฟิล์มแร็ปมาห่อฝรั่งอีกชั้น เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาฝรั่งผลสดได้นานขึ้น หากเก็บรักษาฝรั่งสดในอุณหภูมิห้องปกติ จะสามารถชะลอการเสื่อมสภาพของผลฝรั่งได้นาน 3-5 วัน อย่างสบายๆ หากเก็บรักษาในตู้เย็นจะเก็บรักษาคุณภาพความสดได้นานถึง 10 วัน

ฝรั่งหวานพิรุณ…ขายดี จนผลิตไม่พอขาย

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงพึงพอใจในคุณภาพและรสชาติความอร่อยของฝรั่งหวานพิรุณ เมื่อนำผลฝรั่งมาผ่า จะเห็นเนื้อละเอียดใส แตกต่างจากเนื้อฝรั่งสายพันธุ์ทั่วไป ที่มีเนื้อหยาบ เมื่อชิมรสชาติ ก็รู้สึกติดใจ เพราะฝรั่งหวานพิรุณมีเนื้อกรอบ อร่อย เคี้ยวเพลิน แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้มีลมหายใจที่หอมสดชื่นอีกด้วย

สวนฝรั่งนายแป๊ะ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ฝรั่งหวานพิรุณขายดีมาก คุณแป๊ะตั้งราคาขายส่งหน้าสวนในราคากิโลกรัมละ 50 บาท เกรดบี ราคา 35 บาท เกรดซี 15 บาท

คุณแป๊ะ กล่าวว่า ทุกวันนี้ สวนฝรั่งของผมมีจุดจำหน่ายที่โรงพยาบาลนาดี และโรงพยาบาลกบินทร์บุรี เพราะฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย เมื่อนำมาตกแต่งในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ที่กลุ่มข้าราชการในจังหวัดปราจีนบุรี นิยมซื้อฝรั่งหวานพิรุณไปจัดกระเช้าของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

ปัจจุบัน ตลาดมีความต้องการกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณจำนวนมาก คุณแป๊ะจึงแบ่งพื้นที่ปลูกฝรั่ง 200 ต้น เพื่อผลิตกิ่งพันธุ์ตอนออกขาย เดือนละ 2,000 กิ่ง โดยกิ่งตอนที่รากออกแล้ว ผู้ซื้อต้องนำไปชำเพื่อให้ต้นแข็งแรง เขาส่งขายทางไปรษณีย์ในราคา กิ่งละ 60 บาท ส่วนกิ่งตอนพร้อมปลูกขายในราคา กิ่งละ 80 บาท

“ความจริง ผลงานของอาจารย์ รศ.ดร. อุณารุจ มีงานวิจัย 2 อย่างร่วมกัน คือ หวานพิรุณ เป็นฝรั่งพันธุ์ดี และ เคยูการ์ด ซึ่งเป็นต้นตอพืชที่มีระบบรากต่อต้านการทำลายของไส้เดือนฝอยได้ หากเกษตรกรรายใดอยากปลูกหวานพิรุณ แต่อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของไส้เดือนฝอย คือ บ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก คลองจินดา ผมจะแนะนำให้เขากลับไปใช้เคยูการ์ด เป็นต้นตอ เพราะรากของเคยูการ์ดสามารถต่อต้านการทำลายของไส้เดือนฝอยได้ดีกว่า” คุณแป๊ะ กล่าว

ภายในสวน คุณแป๊ะแบ่งพื้นที่ปลูกต้นฝรั่ง จำนวน 100 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตออกขายทุกสัปดาห์ เฉลี่ยครั้งละ 300 กิโลกรัม ต้นฝรั่งหวานพิรุณที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จะให้ผลผลิตดีมาก ไม่ต่ำกว่า 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น และสวนฝรั่งแห่งนี้ คุณแป๊ะยังปลูกต้นทุเรียน เป็นพืชร่วมแปลงอีกด้วย โดยฝรั่ง 3 ต้น จะปลูกแซมทุเรียน 1 ต้น (ร้อยละ 70 เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อีกร้อยละ 30 เป็นทุเรียนก้านยาวและชะนี) เพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ในระยะยาวอีกทางหนึ่ง หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณไปทดลองปลูก สามารถติดต่อกับ คุณแป๊ะ ได้โดยตรง ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 374-5226 ได้ทุกวัน

มติชน เตรียมจัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10.00-20.00 น. ณ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยรวบรวมสุดยอดนิทรรศการแห่งปี คุณค่ามหัศจรรย์พรรณพืชเศรษฐี รวมดาวไม้ผลทั่วไทย ไม้ดอกไม้ประดับ ต่อยอดสินค้าเกษตรสู่ผลผลิตแปรรูป อัดแน่นความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ หลากหลายไอเดียเสริมธุรกิจชาว SMEs ซึ่ง คุณแป๊ะ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการปลูกฝรั่งหวานพิรุณ แก่ผู้สนใจภายในงานดังกล่าวด้วย

ทำง่ายด้วยตัวเอง มะพร้าวน้ำหอมติดผลดกตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์/เรื่อง-ภาพ

ทำง่ายด้วยตัวเอง มะพร้าวน้ำหอมติดผลดกตลอดปี

ปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และอีกในหลายพื้นที่ใกล้เคียง เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจะประสบปัญหาสภาพอากาศในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้ต้นมะพร้าวออกดอกติดผลน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลกระทบต่อระบบการส่งออกมะพร้าวไปยังต่างประเทศที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีมูลค่าการส่งออกกว่าหลายพันล้านบาทต่อปี แต่จากปัญหาที่ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อการส่งออกในแต่ละปี ทาง วช. จึงให้การสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าวกับทีมวิจัยเพื่อศึกษา และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรให้เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ การออกดอก การติดผล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกดอกและการติดตามการดูแลช่อดอก การป้องกันกำจัดเชื้อรา ตลอดจนการผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตลาดมีความต้องการอย่างมากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ด้าน รองศาสตราจารย์วรภัทร ลัคนทินวงศ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้พยายามศึกษาวิจัยหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งในปัจจุบันประสบความสำเร็จ สามารถบังคับให้มะพร้าวน้ำหอมติดดอก ออกผลดกตลอดทั้งปี และพร้อมส่งมอบงานวิจัยนี้สู่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต่อไป

รองศาสตราจารย์วรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกเพื่อการค้า เกษตรกรมักตัดจั่นผลผลิตมาจำหน่าย มีอายุนับตั้งแต่ติดผลแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือน แต่มะพร้าวที่ส่งออกมักตัดจั่นที่มีอายุประมาณ 6.5-7 เดือน เป็นช่วงที่มะพร้าวออกดอกติดผลน้อย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเข้าฤดูฝนในเขตภาคกลาง มีพายุหรือฝนฟ้าคะนองติดต่อกันหลายวัน ทำให้มะพร้าวที่ปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ภาคกลางจะมีจำนวนดอกน้อย เนื่องจากไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝนส่งผลให้เจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่าและน้ำฝนชะล้างช่อดอกทำให้เกสรขาดสารอาหารในการงอกเพื่อผสมกับดอกตัวเมียบนจั่นมะพร้าว

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกตลอดทั้งปีจะใช้เทคโนโลยีการผสมเกสรสดด้วยการฉีดพ่น โดยจะนำเกสรตัวผู้ล้างน้ำเกลือและบดให้เมล็ดแตกผสมกับน้ำ 10 ลิตร ให้ละอองเกสรลอยผสมกัน เทใส่ตะแกรงกรองน้ำใส่ถังฉีดพ่นที่มีสารละลาย เกสรมะพร้าว (Pollen Germ” Media) อัตราส่วนสารละลายเกสรมะพร้าว 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปพ่นช่อดอก

โดยวิธีการผสมจะเลือกช่อดอกเกสรตัวเมียจากต้นที่มีความสมบูรณ์ อายุประมาณ 2 ปี โดยจะเริ่มฉีดสารละลายล้างช่อดอก (Botton Cleansing Agent) อัตราส่วน สารละลายล้างช่อดอก 1 ลิตร ต่อน้ำ 9 ลิตร เพื่อทำความสะอาดช่อดอกก่อน 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น.

จากนั้นจะฉีดสารละลายเกสรมะพร้าวที่ผสมเกสรที่ช่อเกสรตัวเมียบนต้นมะพร้าว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น. เพียงเท่านี้มะพร้าวที่เคยติดผล 5-10 เปอร์เซ็นต์ จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 80 โดยที่ไม่ส่งผลกระทบทำให้ต้นโทรมหรือรสชาติของน้ำและเนื้อมะพร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม

“เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกทั้งปี จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวในหน้าแล้งได้ และช่วยให้มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตจำนวนมากขึ้น ติดดอกและออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตที่ได้มาตรฐานสากล สามารถรองรับการส่งออกที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และมีรายได้เพิ่มขึ้น” รองศาสตราจารย์วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์วรภัทร ยังฝากบอกถึงพี่น้องเกษตรกรที่สนใจอีกครับว่า ทาง วช. และทีมวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีบริการจัดอบรมให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก วช. โดยเกษตรกรจะต้องรวมกลุ่ม (20-50 คน) อบรมเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมติดลูกดกตลอดทั้งปี

ส่วนสารละลายทั้ง 2 ชนิด ยังไม่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาด แต่หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถสอบถามเข้าไปที่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรศัพท์ (02) 564-4488 (ในวันเวลาราชการ)

การจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร “มก. – โมเดล” เริ่มที่ 4 อำเภออีสาน จังหวัดกาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี ศูนย์วิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. (081) 496-9744 E-mail : fscidss@ku.ac.th, desell@yahoo.com

การจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร “มก. – โมเดล” เริ่มที่ 4 อำเภออีสาน จังหวัดกาญจนบุรี

มก. ได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหาสู้ภัยแล้งให้กับชุมชนที่กำลังเดือดร้อน ช่วยเหลือสังคมที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ตามแนวทางการจัดการสู้ภัยแล้งแบบ “มก. – โมเดล” เฟสแรกแบบเร่งด่วน จำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากทั้ง 3 ฝ่าย คือนอกเหนือจาก มก. ที่เป็นผู้จัดการ ประสานงานหาผู้ใจดีบริจาคทุนดำเนินการแล้ว ชุมชนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนต้องมีส่วนเข้าร่วมบริหารจัดการ ทั้งในการดำเนินงานสนาม และร่วมออกค่าใช้จ่ายด้วยบางส่วน และที่สำคัญคือแหล่งทุนสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินงานจนสามารถพัฒนาน้ำใต้ดิน มาช่วยเหลือชุมชนในด้านอุปโภคบริโภคประสบผลสำเร็จ

การจัดการสู้ภัยแล้ง เริ่มใน 4 อำเภอ วิกฤตภัยแล้งของจังหวัดกาญจนบุรี คือ อำเภอบ่อพลอย อำเภอห้วยกระเจา อำเภอหนองปรือ และอำเภอเลาขวัญ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่หาน้ำยาก และกำลังเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จนท้องถิ่นเองให้ฉายาว่าเป็นอีสานแห่งภาคตะวันตก

มก. ยังดำเนินการสู้ภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยระดมนักวิจัยของ มก. ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในเฟสต่อไป โดยเป็นการร่วมบูรณาการอย่างเข้มข้น เช่น จากคณะสิ่งแวดล้อม คณะเกษตร และคณะวนศาสตร์ เป็นต้น และจากอีกหลายหน่วยงานของ มก. เพื่อช่วยเหลือชุมชนในหลายมิติเป็นมุมกว้างต่อไป สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของ มก. คือ มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติ

รูปแบบการจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร มก. – โมเดล เฟสแรก

มก. เป็นแกนประสานงานทุกมิติ ทำหน้าที่ระดมหาทุนจากผู้ใจดี และหน่วยงานเอกชนร่วมกันบริจาคเป็นค่าดำเนินการ ช่วยเลือกเน้นพื้นที่การขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภคค่อนข้างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน และทำความเข้าใจเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้นำชุมชน รวมทั้งช่วยบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น และจุดเด่นอีกอย่างของ มก. คือ การพัฒนางานวิจัยที่ประยุกต์ด้านเทคนิค และเครื่องมือวิจัยในการหาแหล่งน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำดับขั้นตอนของรูปแบบการจัดการสู้ภัยแล้ง มีดังนี้

1. เริ่มที่ระดับผู้บริหาร นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. รวมทั้งสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมบริหาร วางแผนการจัดการทุกขั้นตอน ประชาสัมพันธ์จัดหาทุนสนับสนุนเพื่อให้โครงการสัมฤทธิ์ผล ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือ

2. การเลือกพื้นที่เป้าหมาย โดยมี ปลัดสุพจน์ บำรุงกลาง (ปลัด อบต. หนองปรือ) เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นทั้ง 4 อำเภอ หมู่บ้านที่ได้รับการเลือกดำเนินการ เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง แล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ซึ่งพบว่ามีปัญหาภัยแล้งจริงๆ จากนั้นเริ่มทำความเข้าใจผู้เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่การเลือกและจัดลำดับพื้นที่ที่พบว่าเป็นพื้นที่วิกฤตภัยแล้ง จึงทำให้การดำเนินงานในแต่ละหมู่บ้าน เป้าหมายเป็นไปตามทุกขั้นตอน ราบรื่น รวดเร็ว และได้ผลเป็นไปตามแผนที่วางไว้

พื้นที่ 9 หมู่บ้าน ของอำเภอหนองปรือ ภายใต้การบริหารจัดการของ อบต. หนองปรือ ผ่านการพิชิตภัยแล้งอย่างสมบูรณ์ ที่ประสบความสำเร็จจากการสำรวจชี้ตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดิน และการเจาะจนได้น้ำมาใช้แล้วตามแผนทุกขั้นตอน

การดำเนินการสู้ภัยแล้งกำลังดำเนินต่อเนื่องอีก 15 หมู่บ้าน ของ 3 อำเภอ คือ อำเภอบ่อพลอย อำเภอห้วยกระเจา และอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เผชิญสภาวะภัยแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคขณะนี้

3. หาตำแหน่งที่เป็นแหล่งน้ำใต้ดิน เน้นพื้นที่ที่เป็นที่สาธารณะ หรือใช้สำหรับส่วนกลาง เช่น บริเวณใกล้ที่ตั้งหอถังน้ำประปาของหมู่บ้าน เป็นการศึกษาลักษณะอุทกธรณีวิทยาน้ำใต้ดิน ศักยภาพ และชั้นน้ำใต้ดิน ลักษณะแหล่งน้ำใต้ดินในบางพื้นที่จำเป็นต้องได้รับการแนะนำจากผู้อำนวยการ สิทธิศักดิ์ มั่นอยู่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ส่วนการชี้ตำแหน่งที่เป็นแหล่งน้ำใต้ดินสำหรับการเจาะ ดำเนินการโดย ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. ประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อใช้หาแหล่งน้ำใต้ดิน เครื่องมือวิจัยจะอ่านค่าอัตโนมัติ 60 ขั้ว (Multi-electrode) แบบเชิง 2 มิติ แล้ววิเคราะห์ข้อมูล แบบเชิง 1 มิติ ที่ตำแหน่งทุกๆ 10 เมตร สามารถแสดงประเภทแหล่งน้ำใต้ดิน ความหนา ความลึก จำนวนชั้นน้ำในรอยแตกของหินแข็ง เป็นการกำหนดตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ (รายละเอียดเทคนิค และวิธีการของการสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินวิธีนี้ สามารอ่านเพิ่มเติมใน มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 หน้า 80-81)

4. การเจาะและพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน มก. ร่วมประสานงานกับผู้ร่วมสนับสนุนการดำเนินการเพื่อบรรลุผลสำเร็จขั้นตอนการเจาะน้ำ รวมทั้งติดตั้งปั๊มน้ำพร้อมได้น้ำสู่ชุมชน และร่วมบริหารจัดการน้ำให้กับชุมชน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะช่วยสนับสนุนพื้นที่ อำเภอห้วยกระเจา ซึ่งอยู่ในเขตประกาศภัยแล้ง และส่วนการสนับสนุนพื้นที่อื่น เช่น อำเภอเลาขวัญ คุณสกล มงคลธรรมากุล นายกสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมช่วยสนับสนุน และประชาสัมพันธ์เชิญชวนนิสิตเก่าร่วมบริจาค เป็นทุนดำเนินการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งต่อไป

ด้านความรู้เรื่องการเจาะน้ำในแต่ละพื้นที่นั้น ได้รับความร่วมมือจาก คุณศุภผล จริงจิตร นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย และสมาชิก ที่ช่วยแนะนำเทคนิคการเจาะน้ำและการจัดการแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับลักษณะของชั้นน้ำบริเวณนั้นๆ รวมทั้งการคัดเลือกผู้เข้าร่วมดำเนินโครงการ หรือจะร่วมกันพัฒนาบ่อน้ำใต้ดินในลำดับต่อไป

5. น้ำที่ได้จากผลสำเร็จแล้ว จะนำมาเป็นน้ำดิบสำหรับประปาหมู่บ้าน เรื่องคุณภาพน้ำนับว่าสำคัญมาก เพราะน้ำใต้ดินที่ได้ในเขตพื้นที่แต่ละหมู่บ้าน มีคุณภาพแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ที่ความหลากหลาย เช่น เป็นชั้นน้ำในเขตหินแกรนิต มีคุณภาพที่ต่างกันจากหินปูน หรือจากชั้นตะกอนหินร่วน การตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำมาเป็นน้ำดิบสำหรับประปาหมู่บ้าน โดย ดร. กิตติชัย ดวงมาลย์ คณะสิ่งแวดล้อม มก. ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำ และการวิเคราะห์ เน้นศึกษาตามลักษณะแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น บริเวณที่เป็นหินแกรนิต ก็จะเน้นหาโลหะหนักและสารหนู เป็นต้น เมื่อทราบผลวิเคราะห์จึงมีการแนะนำแนวทางการบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีของคนของในชุมชน

6. ปริมาณการสูบใช้น้ำควรสัมพันธ์กับการรักษาสภาพของบ่อให้ใช้งานได้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำใต้ดินบริเวณนั้นๆ เมื่อสูบทดสอบปริมาณน้ำ จะช่วยแนะนำการสูบใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ระยะเวลา ปริมาณการสูบใช้งาน การติดตั้งขนาดปั๊มน้ำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสมดุลของระบบน้ำใต้ดินมีความสำคัญต่อการใช้น้ำให้ยั่งยืน เพื่อให้บ่อน้ำบาดาลคงสภาพการใช้งานได้ยาวนาน

ผลสำเร็จในการสู้ภัยแล้ง ของอำเภอหนองปรือ

การจัดการสู้ภัยแล้งของพื้นที่อำเภอหนองปรือ จากบทบาทเด่นของ อบต. หนองปรือ เมื่อคัดเลือกหมู่บ้านที่เป็นผลกระทบจากภัยแล้ง ได้ 9 หมู่บ้าน (จาก 22 หมู่บ้าน) สามารถดำเนินการเจาะน้ำต่อเนื่องทันที เมื่อทราบผลการสำรวจแหล่งน้ำ ลักษณะแหล่งน้ำใต้ดินของแต่ละหมู่บ้านเป้าหมายมีความหลากหลายแตกต่างกัน ดูได้จากแผนที่น้ำบาดาล (รูปที่ 4) การดำเนินงานสนามของ หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ มก. ยังจัดให้นิสิตภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ ร่วมฝึกงานสำรวจแหล่งน้ำใต้ดิน ฝึกเทคนิคการประยุกต์ การใช้เครื่องมือวิจัยขั้นสูงในสนาม รวมทั้งการประมวลผลและแปลความหมายข้อมูล (รูปที่ 5)

ตัวอย่างผลการสำรวจด้วยเทคนิคเชิง 2 มิติ โดยเลือกมาแสดงจาก 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองสาหร่าย หมู่ที่ 6 และบ้านหนองใหญ่ หมู่ที่ 11 ที่มีลักษณะของชั้นน้ำใต้ดินแตกต่างกัน คือหมู่ที่ 6 เป็นชั้นน้ำตะกอนหินร่วน ส่วนหมู่ที่ 11 ได้น้ำจากรอยแตกของหินปูนที่เป็นหินดานในพื้นที่ (รูปที่ 6 และ 7) จนสามารถชี้ตำแหน่งจุดเจาะ และได้ปริมาณน้ำ 20 และ 6 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง ตามลำดับ ผลการเจาะน้ำโดยรวม ได้น้ำใช้ทั้ง 9 หมู่บ้าน เป็น 100% ปริมาณที่ได้ก็แตกต่างกันตามลักษณะแหล่งน้ำใต้ดิน (ดูรายละเอียดในตารางที่ 1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานช่วงแรก ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ธัส ไมนิ่ง จำกัด จึงทำให้การจัดการสู้ภัยแล้งของอำเภอหนองปรือ ประสบผลสำเร็จในระยะเวลาที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ทันท่วงที

การดำเนินโครงการสู้ภัยแล้ง สูตร มก. – โมเดล ต้องทำงานกันเป็นทีม หลายฝ่าย ทั้งกับชุมชนท้องถิ่น และผู้สนับสนุนทุนดำเนินการเกี่ยวข้องกันหลายด้าน การใช้พื้นที่ การสำรวจ และการเจาะ แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสู้ภัยแล้งเพื่อชุมชนที่เดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ยังต้องการผู้ใจดีอีกจำนวนมาก ร่วมบริจาคเข้าหมายเลขบัญชี 043-741327-1 “เกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้ง” ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเป้าหมายแรกประสบผลสำเร็จ ก็จะพัฒนานำเอาแนวทางเดียวกันนี้ไปดำเนินการต่อเนื่อง เช่น ขยายจำนวนหมู่บ้าน หรือขยายพื้นที่ไปจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

“แคนตาลูป บ้านหัวถิน” ของดี เมืองระโนด สงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“แคนตาลูป บ้านหัวถิน” ของดี เมืองระโนด สงขลา

ผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีต มักมีคำพูดติดปากว่า “เมืองระโนด มีแต่ไผ่ กับโตนดเต็มนา” ในวันนี้ อำเภอระโนด มีของดีเพิ่มอีกอย่างคือ “แคนตาลูป” และไม้ผลอีกนานาชนิด ที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป จากฝีมือบุกเบิกการทำสวนผลไม้ของ “คุณแป๋ว-รุ้งตะวัน ช้างสาร” สาวอำเภอสามพราน ที่โชคชะตาพัดพาเธอมาเป็น “ลูกสะใภ้ชาวอำเภอระโนด” เมื่อ 20 ปีก่อน

คุณแป๋ว-รุ้งตะวัน ช้างสาร เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวสวนผลไม้ ย่านคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากเธอแต่งงานกับหนุ่มใต้ ก็ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อำเภอระโนดซึ่งเป็นบ้านเกิดของสามี ปัจจุบันครอบครัวเธอ มีบุตร 5 คน พักอาศัยอยู่รวมกันใน บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ที่ 4 ตำบลพังยาง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 90140 โทร. (082) 266-8947

อาชีพทำสวนผลไม้ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

คุณแป๋ว กล่าวว่า ที่ดินมรดกจากครอบครัวสามีผืนนี้ เคยใช้ทำนาปลูกข้าวมาก่อน แต่รายได้จากการทำนาไม่เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว เนื่องจากเธอมีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำสวนผลไม้อยู่แล้ว จึงชักชวนสามีปรับเปลี่ยนพื้นที่มาทำสวนผลไม้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน

ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกข้าวมาทำสวนผลไม้ เพื่อนบ้านก็หาว่าเธอบ้าเพราะใครๆ ก็ปลูกข้าวทำนากันทั้งนั้น ปรากฏว่า เธอตัดสินใจถูกต้อง เพราะอาชีพการทำสวนผลไม้ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำตลอดทั้งปี เพราะสภาพดินในอำเภอระโนด มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ เอื้อต่อการเจริญเติบโตของไม้ผลนานาชนิด

เธอปรับสภาพพื้นที่นา จำนวน 32 ไร่ ให้กลายเป็นร่องสวนเหมือนการทำสวนผลไม้ในจังหวัดนครปฐม โดยจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดยกร่องน้ำ ยกร่องแปลงปลูกได้จำนวน 17 ร่อง ระยะหน้ากว้างประมาณ 3 เมตร ปัจจุบันเธอปลูกผลไม้ในลักษณะสวนผสมผสาน โดยใช้แรงงานครอบครัว ปลูกดูแลไม้ผลที่เป็นรายได้หลัก ได้แก่ ฝรั่งแป้นสีทอง เนื้อที่ปลูก 15 ไร่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ เนื้อที่ปลูก 9 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ใช้ปลูกแคนตาลูป

การปลูก-ดูแล

สวนแคนตาลูปของเธอเป็นเจ้าแรก ในอำเภอระโนด ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกในกลุ่มเครือญาติ ปัจจุบันเธอปลูกแคนตาลูปติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยธรรมชาติของแคนตาลูปพันธุ์นี้ ไม่ชอบน้ำฝน จึงปลูกพืชชนิดนี้หลังจากหมดฤดูฝนไปแล้ว ปัจจุบัน คุณแป๋วเลือกปลูกแคนตาลูปพันธุ์เลดี้ซัน ของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ซึ่งเป็นสินค้าขายดี เป็นที่นิยมบริโภคกันมากในปัจจุบัน เพราะมีเนื้อสีส้มสวย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำและมีกลิ่นหอม

การปลูกแคนตาลูปไม่ใช่เรื่องยาก คุณแป๋ว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 1 กำมือ รองก้นหลุมก่อนการปลูก และหยอดเมล็ดแคนตาลูปลงหลุม หลุมละ 5 เมล็ด ในแปลงที่เตรียมไว้ โดยปลูกร่องละ 1 แถว ในระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 1 ศอก สามารถปลูกแคนตาลูปได้ จำนวน 500 หลุม หลังปลูก เมล็ดเติบโตขึ้นเป็นต้นกล้า คุณแป๋วจะคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง เหลือไว้แค่ 2-3 ต้น ต่อหลุม หลังจากนั้น จะฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อกระตุ้นให้ต้นเจริญเติบโต เลื้อยไปตามพื้นดินเหมือนกับการปลูกแตงโม

คุณแป๋ว บอกว่า ช่วงที่แคนตาลูปยังเป็นต้นอ่อนต้องคอยฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของระบบราก ระบบใบ ของต้นแคนตาลูป ให้มีลำต้นแข็งแรงและผลิดอกตัวเมียที่สมบูรณ์

โดยธรรมชาติ ต้นแคนตาลูปจะผลิใบเลี้ยงออกมาก่อน ตามด้วยใบจริง เมื่อเห็นใบจริงโผล่ออกมา คุณแป๋วจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพื่อเร่งต้น พอต้นแคนตาลูปเริ่มเลื้อยแตกแขนง เห็นดอกตุ่มๆ ยังไม่บาน คุณแป๋วจะเริ่มให้ปุ๋ยเร่งดอก ปุ๋ยเร่งต้น ควบคู่กันไป เพราะหากให้ปุ๋ยเร่งดอกอย่างเดียว แต่ไม่ให้บำรุงต้นด้วย ลำต้นแคนตาลูปก็จะแคระแกร็นได้

“การใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งจะใช้สัดส่วนไม่มาก โดยทั่วไป แปลงปลูกแคนตาลูป จำนวน 500 หลุม จะใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 13-13-21 ครั้งละไม่เกิน 15 กิโลกรัม หลังจากต้นแคนตาลูปติดผลแล้วจึงจะเพิ่มปริมาณการให้ปุ๋ยเร่งลูกอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 25 กิโลกรัม เพื่อช่วยการเจริญเติบโตของผลและเพิ่มรสชาติความหวาน” คุณแป๋ว กล่าว

ส่วนการให้น้ำ ที่นี่ใช้เรือรดน้ำแปลงปลูกแคนตาลูป เหมือนกับทำสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอสามพราน ระยะแรกของการปลูกจะให้น้ำทั้งเช้าและเย็น เมื่อต้นโตเริ่มทอดยอด แตกแขนง ก็จะให้น้ำตามสภาพดิน หากสภาพดินแห้ง จึงให้น้ำ หากดินเปียกแฉะก็งดการให้น้ำสัก 1-2 วัน นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษคือ การกำจัดวัชพืช เพราะหากปล่อยให้วัชพืชขึ้นเยอะ แย่งอาหาร แย่งอากาศหายใจ ดอกแคนตาลูปก็จะร่วงหล่นได้ง่าย

การเก็บผลผลิตมักใช้วิธีนับอายุ หลังจากดอกบานแล้วประมาณ 30-35 วัน หรือสังเกตจากสีผิวเปลือก ผลแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีครีม แต่คุณแป๋วนิยมเก็บผลสุกที่ขั้วหลุดออกมาให้เห็น เพราะจะได้ผลสุกเต็มที่ เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ที่สำคัญมีรสชาติอร่อยโดนใจลูกค้า

แคนตาลูปใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 2 เดือน แต่ให้ผลตอบแทนสูง คุณแป๋วสามารถปลูกแคนตาลูปได้ทั้งปี เฉลี่ยปีละ 3 รุ่น โดยวางแผนการปลูกแคนตาลูปรุ่นละ 5 ไร่ สลับหมุนเวียนกันไป หลังจากปลูกเก็บผลผลิตไป 1 รุ่นแล้ว จะไม่นิยมปลูกซ้ำที่เดิม เพราะเสี่ยงต่อการติดโรค จึงจำเป็นต้องย้ายไปปลูกยังที่ดินแหล่งใหม่ ส่วนบริเวณที่ปลูกเดิมต้องพักแปลงการปลูกประมาณ 3-4 เดือน จึงเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้อีกครั้ง

คุณแป๋ว บอกว่า ล่าสุดเธอมีโอกาสไปดูการปลูกแคนตาลูปแบบขึ้นร้านที่จังหวัดนครสวรรค์ ก็รู้สึกสนใจ เพราะดูแลจัดการได้ง่าย ลดปัญหาแคนตาลูปผลเน่าในช่วงหน้าฝนได้ แต่มีติดขัดที่ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูง ทำให้ต้องชะลอการลงทุนไปก่อน

ปัญหาอุปสรรคที่เจอระหว่างการรอเก็บเกี่ยวคือ “แมลงเต่าทอง” โดยตัวอ่อนที่อาศัยอยู่ในดิน จะเข้าทำลายกัดแทะกินใบ ยอดอ่อน และแขนง แถมเป็นพาหะของเชื้อไวรัสอีกด้วย ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีช่วยกำจัดแมลง

บริหารจัดการดี…มีกำไรเหลือเพียบ

ปีแรกของการลงทุน สวนแคนตาลูปแห่งนี้สร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าประมาณ 300,000 บาท เฉลี่ยรายได้ ตกรุ่นละ 100,000 บาท คุณแป๋ว บอกว่า เมล็ดพันธุ์แคนตาลูป ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมที่มีราคาแพง และหาซื้อได้ยาก แต่สวนแคนตาลูปของเรา ถือว่าใช้ต้นทุนต่ำ เพราะอาศัยการเก็บเมล็ดที่ปลูกในรุ่นที่ 3 มาเพาะขยายพันธุ์เอง สามารถประหยัดต้นทุนได้จำนวนมาก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนคือ ผลผลิตที่ได้จะมีลักษณะรูปทรงผิดเพี้ยนจากพันธุ์เดิมสักเล็กน้อย แต่ยังให้รสชาติความอร่อยเหมือนเดิม

“การลงทุนแต่ละรุ่น ใช้เงินทุนไม่ถึง 15,000 บาท ประกอบกับ แหล่งนี้ยังไม่เคยปลูกแคนตาลูปมาก่อน จึงไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนรุนแรงเหมือนกับแหล่งปลูกไม้ผลที่อื่นๆ จึงประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีได้จำนวนมาก” คุณแป๋ว กล่าว

ประการต่อมา คุณแป๋วปลูกเอง ขายเอง ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท โดยนำสินค้าออกจำหน่ายในงานแสดงสินค้าของท้องถิ่น รวมทั้งเปิดแผงขายประจำในตลาดน้ำ ตำบลคลองแดน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว นโยบายปลูกเอง ขายเองของเธอ สามารถสร้างผลกำไรได้สูงตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับการขายส่งให้แม่ค้าคนกลางในราคาหน้าสวน ที่กิโลกรัมละ 20 บาท

“ฝรั่งแป้นสีทอง” ปลูกง่าย ขายคล่อง

ที่ผ่านมา คุณแป๋วไปหาซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองมาจากอำเภอสามพราน นำมาปลูกในพื้นที่ร่องสวนเช่นเดียวกัน โดยปลูกในระยะห่างต่อต้นประมาณ 5 เมตร ใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 6 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ เมื่อผลิดอกออกผลได้ขนาดที่ต้องการ ก็เริ่มห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และคลุมด้วยถุงพลาสติกซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันทองเข้าไปรบกวน หลังห่อประมาณ 45 วัน ก็ตัดผลออกขายได้แล้ว ต้นฝรั่งจะให้ผลผลิตมาก เฉลี่ยปีละ 3 รุ่น หลังจากนั้น จะมีผลผลิตออกมาเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี

คุณแป๋ว บอกว่า สาเหตุที่เลือกปลูกฝรั่งแป้นสีทองเพราะอัตราการเกิดโรคน้อยมาก ประกอบกับอำเภอระโนดมีสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยให้ต้นฝรั่งแป้นสีทองที่ปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้เติบโตแข็งแรง มีปัญหาเรื่องโรคแมลงน้อย การฉีดยาต่อรอบจึงน้อย แต่เนื้อฝรั่งกลับมีรสชาติเข้มกว่า เนื้อกรอบกว่า ฝรั่งที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสามพราน

“ข้อแนะนำ” สำหรับชาวสวนมือใหม่

หลังจากสวนผลไม้ของคุณแป๋วประสบความสำเร็จในด้านการปลูกและการตลาด ก็จุดประกายให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงสนใจอยากทำสวนผลไม้บ้าง แต่หลายรายทำไปได้ก็ล้มเหลว เพราะขาดทักษะการทำสวนผลไม้

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่อยากทำสวนผลไม้ คุณแป๋ว แนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการทำสวนฝรั่ง เพราะเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ขายคล่อง ตลาดต้องการสูงตลอดทั้งปี สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ การห่อผล หากดูแลจัดการไม่ดีพอ อาจเจอแมลงวันทองรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหายได้

หากใครสนใจ มีข้อสงสัย อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกดูแลไม้ผลของคุณแป๋ว หรือสนใจอยากเยี่ยมชม “สวนรุ้งตะวัน แคนตาลูป บ้านหัวถิน” สามารถติดต่อกับคุณแป๋ว ได้ที่เบอร์โทร. (082) 266-8947 หรือชมภาพกิจการของสวนแห่งนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก “สวนผลไม้ระโนด”

อดีตราษฎรอาสาฯ ทองกาว ยงพฤกษา ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเขาค้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อดีตราษฎรอาสาฯ ทองกาว ยงพฤกษา ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเขาค้อ

การเกษตรแบบผสมผสาน เป็นระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมด้วยการนำกิจกรรมทางด้านเกษตร ทั้งพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ มาอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดการผสม กลมกลืน เกื้อกูลกันตามธรรมชาติ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะชาวบ้านมองว่าเป็นการลดความเสี่ยง และประกันความแน่นอนในเรื่องรายได้

“สวนป่ายงพฤกษา” ตั้งอยู่ เลขที่ 73 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณภายในสวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 30 ไร่ ได้จัดแบ่งกลุ่มกิจกรรมทางการเกษตรไว้อย่างมีระเบียบ ทั้งไม้ป่าเศรษฐกิจ ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้ผล ตลอดถึงการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไก่พื้นบ้าน หมู และปลา ในลักษณะการเกษตรแบบผสมผสาน

คุณทองกาว ยงพฤกษา เจ้าของสวนป่ายงพฤกษา และอดีตเคยเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า หรือ รสทป. เผยว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในฐานะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว ได้เริ่มต้นชีวิตเกษตรกรรมด้วยการปลูกพืชไร่ อย่าง ข้าวโพด พริก หรือผักต่างๆ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมบนเขาค้อที่มีความสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้และป่า มีอากาศชื้น จึงไม่เอื้อต่อการปลูกพืชบางชนิด จากนั้นจึงเปลี่ยนมาทดลองปลูกไผ่ตง เป็นเวลา 3 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ขณะเดียวกันเมื่อมีโครงการจากทางราชการเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้สอย และห้ามขาย จึงทำให้ คุณทองกาว ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมกับได้รับมอบที่ดิน จำนวน 15 ไร่ ไว้เพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจ อาทิ ต้นสัก ต้นมะค่า ต้นชิงชัน ต้นพะยูง และต้นประดู่

คุณทองกาว มองว่าการปลูกไม้เหล่านี้ถึงแม้จะขายไม่ได้ แต่กลับมีคุณค่ากับคนรุ่นหลังที่ควรนำมาเรียนรู้ศึกษา เพราะหลายคนไม่เคยเห็นของจริง คงเพียงแต่ได้ยินชื่อ และเห็นในรูปภาพเท่านั้น พร้อมกับกล่าวแสดงความผิดหวังว่า มีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่ทางราชการแจกจ่ายฟรีให้กับชาวบ้าน แต่หลายคนกลับไม่รู้คุณค่าของไม้เหล่านั้นจึงปล่อยทิ้งไว้ให้ตายไปโดยสูญเปล่า

ไม้เศรษฐกิจเหล่านั้นปลูกอย่างเป็นระเบียบเต็มพื้นที่ จำนวน 15 ไร่ อีกทั้งพื้นที่ว่างระหว่างต้น คุณทองกาวไม่ปล่อยให้เสียเปล่า เขาได้นำต้นปาดิกั้ง ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรมาปลูก เพื่อเก็บดอกขาย เป็นการสร้างรายได้ ขายกิโลกรัมละ 120 บาท

ทั้งนี้ ต้นปาดิกั้ง เป็นไม้เมืองหนาวที่มักเกิดตามซอกหิน ในที่ร่มชื้น ชาวบ้านมักนำไปปรุงเป็นอาหาร และถ้าเมื่อใดมีจำนวนมากในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม

ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่อีก จำนวน 15 ไร่ ยังถูกจัดเพื่อใช้สำหรับปลูกพืช ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่พื้นบ้าน หมู เป็ด และปลา เพื่อใช้บริโภคและจำหน่าย

ไก่พื้นเมืองเป็นสัตว์เลี้ยงที่คุณทองกาวชื่นชอบมาก เขาเลี้ยงไก่พื้นเมืองด้วยความเอาใจใส่ เลี้ยงอย่างมีระบบ ระยะแรกเลี้ยงจำนวนน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น และจากความที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นผลทำให้ทางปศุสัตว์ให้การส่งเสริมด้วยการจัดตั้งเป็นสถานที่เรียนรู้ จนนำมาสู่การจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ ไก่พื้นเมืองในเวลาต่อมา

“จากนั้นได้ให้ชาวบ้านที่สนใจเข้ามาอบรม กระทั่งมีการขยายผลทำให้อีกหลายส่วนเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้เพราะเห็นว่าทางเราทำเป็นตัวอย่าง จนในที่สุดกลับกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานจนทุกวันนี้”

คุณทองกาว เลี้ยงไก่พื้นเมือง จำนวน 100 กว่าตัว โดยมีเหตุผล 2 อย่าง คือ ถ้าเป็นไก่ที่มีความสมบูรณ์ดีจะแยกขายเป็นไก่ชน แต่ถ้าตัวไหนไม่สมบูรณ์ก็จะขายให้ชาวม้งไปใช้ในพิธีกรรม ซึ่งพวกเขานิยมใช้ไก่ที่มีขนาดตัวละประมาณกิโลกรัมเท่านั้น คนกลุ่มนี้ใช้ไก่ประกอบพิธีกรรมบ่อยมาก จะมาหาซื้อบ่อย ทั้งนี้เพราะหลายคนเห็นว่าเป็นไก่ที่เลี้ยงอย่างมีคุณภาพ

นอกจากการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแล้ว คุณทองกาว ยังเลี้ยงหมูเหมยซานด้วย และเป็นการเลี้ยงแม่เพื่อขายลูก ขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ จำนวน 4 ตัว และพ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัว ส่วนลูกหมูก็ขายให้พวกชาวม้งเช่นกัน

ทางด้านไม้ผล คุณทองกาว บอกว่า ปลูกไว้หลายชนิด บางอย่างมีผล บางอย่างไม่ได้ผล หรือบางชนิดออกผลล่าช้ากว่าตามท้องตลาด เลยทำให้ราคาต่ำ และตรงกันข้ามมีไม้ผลบางอย่างถึงแม้จะออกล่าช้ากว่า แต่กลับทำให้ขายได้ราคาสูง

ถ้าถามถึงรสชาติ เจ้าของสวนรายนี้บอกได้เลยว่าเยี่ยม ทั้งนี้เป็นเพราะมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางธรรมชาติ อย่าง ดิน น้ำ อากาศ หรือความสมบูรณ์ของพืชทุกชนิดที่ผ่านการปลูกโดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่นำมาจากมูลไก่ มูลหมู สำหรับใส่ในพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ถึงแม้จะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นก็ตาม แต่อาจไม่เทียบเท่ากับการทุ่มเททั้งกายและใจลงไปกับทุกอย่าง

“กรณีที่ชัดเจน อย่าง เงาะโรงเรียน ที่ปลูกไว้จำนวน 100 กว่าต้น มีรสชาติดีมาก มีความกรอบ แห้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่เดินทางเข้ามาดูงาน หรือบางคนแวะเวียนมาซื้อจากต้น โดยขายในราคา กิโลกรัมละ 20 บาท

หรือแม้แต่ มะไฟ ที่ปลูกไว้ จำนวน 30 กว่าต้น เป็นมะไฟเหรียญทอง ให้ผลผลิตช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ผลมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก แม่ค้านิยมมาซื้อไปขาย เพราะได้ราคาดี ในคราวที่แล้วขายได้เงินเป็นหมื่น นอกจากนั้นยังมี ทุเรียน พันธุ์มาจากมาเลเซีย และกล้วย รวมถึงกาแฟอะราบิก้า ที่ปลูกไว้ในพื้นที่ 2 ไร่ จำนวน 800 ต้น”

สวนป่ายงพฤกษา ถือเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานที่ประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่จัดไว้ได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับการเกื้อกูลทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม จนสามารถเติมเต็มการขาดหายไปของธรรมชาติได้อย่างดี

หากท่านมีโอกาสเดินทางไปเขาค้อ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนสวนเกษตรผสมผสานของ ลุงทองกาว ยงพฤกษา เพราะที่นั่นเป็นแหล่งความรู้เกษตรที่ในตำราอาจไม่มี แล้วถ้าโชคดีท่านอาจได้ชิมไม้ผลหลายชนิดที่มีรสชาติอร่อยอีกด้วย แต่ก่อนแวะไป ต้องโทรศัพท์นัดล่วงหน้าก่อน เพื่อประกันความผิดหวัง ที่หมายเลขโทร. (083) 955-2096