“สวนผักปากช่อง” แหล่งปลูก กุยช่าย แปลงใหญ่ อันดับ 1 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

“สวนผักปากช่อง” แหล่งปลูก กุยช่าย แปลงใหญ่ อันดับ 1 ของไทย

“การปลูกพืชผัก เป็นหนึ่งในอาชีพทำเงิน ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรได้ เพียงมีพื้นที่ทำกิน 5-10 ไร่ ปลูกพืชผัก โดยดูแลใส่ใจพืชผักในแปลงปลูกเป็นอย่างดีก็สามารถสร้างรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ไม่แพ้รายได้จากการปลูกอ้อยเป็นร้อยๆ ไร่เช่นกัน” นี่เป็นคำพูดจากประสบการณ์ตรง 14 ปี ในเส้นทางชีวิตเกษตรกร ของ คุณเสก หรือ คุณชยพล กลมกล่อม เจ้าของสวนผักปากช่อง โทร. (081) 876-3388 เลขที่ 388 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130

สวนผักปากช่อง…

เต็งหนึ่งด้านคุณภาพ

ภายในสวนผักปากช่อง เนื้อที่ ประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามร่มรื่นทุกจุด นอกจากแปลงปลูกพืชผักแล้ว ยังมีทั้งไม้ใบ ไม้ประดับ ตลอดเส้นทาง พื้นที่ 400 ไร่ จดทะเบียนในชื่อของคุณเสก ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ใช้ปลูกพืชไร่และมันสำปะหลังมาก่อน ส่วนอีกแปลง เนื้อที่ 600 ไร่ เดิมเคยใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงม้าแข่งมาก่อน ต่อมาคุณเสกขอเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากเจ้าของที่ดิน เพื่อนำมาปลูกผัก โดยทำสัญญาการเช่าปีต่อปี ในอัตรา ไร่ละ 100,000 บาท ต่อปี ด้านเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ใช้ในสวนแห่งนี้ คุณเสกเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากบริษัทเอกชนที่เชื่อถือได้ ส่วน กุยช่าย ใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงปลูกมาขยายพันธุ์เอง ทุกวันนี้ สวนผักปากช่อง ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกุยช่ายใหญ่ เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งผลิตผักสดอื่นๆ เช่น ขึ้นฉ่าย ผักกวางตุ้งไต้หวัน หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ ที่มีคุณภาพดีและซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นที่ยอมรับจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผักสดของที่นี่ปลูกดูแลในระบบอินทรีย์เคมี ที่ผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP จากกรมส่งเสริมการเกษตร จึงมั่นใจได้ว่า สินค้าผักสดของสวนแห่งนี้ มีความปลอดภัยต่อการบริโภค

เนื่องจากสวนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการ คุณเสกจึงแบ่งพื้นที่การใช้งานอย่างชัดเจน เช่น โซนปลูกกุยช่าย ผักขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง สตรอเบอรี่ มะนาว โซนโรงเรือนคัดแยกคุณภาพผักสดและบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งสินค้าไปขายทั่วประเทศ พร้อมจัดสรรพื้นที่ จำนวน 85 ไร่ สำหรับสร้างลานกิจกรรมและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรของชุมชน รองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่พร้อมเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้

คุณเสก กำลังเร่งพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้พร้อมรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเกษตรอำเภอปากช่อง กรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเยี่ยมชมสวน เขากำลังวางแผนจัดซื้อรถรางสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมจุดต่างๆ ภายในสวนแห่งนี้

วิกฤตภัยแล้ง

คุกคามพื้นที่ปากช่อง

พื้นที่อำเภอปากช่อง เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำหนักขึ้นทุกปี เดิมสวนผักปากช่องขุดสระเก็บกักน้ำ แต่เจอปัญหาน้ำแล้ง จึงหันมาสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่ระดับความลึก 80 เมตร จำนวน 3 บ่อ และได้น้ำที่ซึมเกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้มาช่วยบางส่วน คุณเสกได้คำนวณการใช้น้ำในการเพาะปลูกพืชต่อปี พบว่า ปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอสำหรับปลูกพืชผักในระบบเดิมได้ จึงปรับลดพื้นที่ปลูกพืชผักลงบางส่วน เพื่อนำมาปลูก “มันสำปะหลัง” แทน

การทำไร่มันสำปะหลังในปีแรกได้ผลผลิตแค่ไร่ละ 3-4 ตัน ก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ปีที่ 2 คุณเสกจึงหันมาใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพดี ปลูกในระยะห่างที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก็ช่วยประหยัดต้นทุน พร้อมฉีดฮอร์โมนเร่งการเติบโต ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน ปรากฏว่าได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นไร่ละ 8 ตัน ปีนี้วางแผนทำไร่มันสำปะหลังในระบบน้ำหยด คาดว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มเป็น ไร่ละ 15 ตัน

ไอเดียเด็ด ปลูก

“ผักขึ้นฉ่าย” ในน้ำแห่งแรกในไทย

สวนผักปากช่อง เผชิญอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และวิกฤตภัยแล้ง ประกอบกับเพราะผักขึ้นฉ่ายปลูกซ้ำที่เดิมได้ไม่เกิน 2 รอบ หากปลูกซ้ำเป็นรอบที่ 3 ต้นผักจะงอก แต่จะยุบเน่าเสียหายในเวลาต่อมา คุณเสกจึงต้องคิดใหม่ทำใหม่ โดยพัฒนาการปลูกผักขึ้นฉ่ายในระบบไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งคุณเสกเรียกสั้นๆ ว่า การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำ เพื่อให้มีผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี

หลักการปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์โดยทั่วไป เน้นปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายอาหารพืชอยู่ครบถ้วน เพื่อให้พืชผักเจริญเติบโตได้อย่างปกติ พืชไม่มีความเครียดจากการขาดน้ำและธาตุอาหาร ทั้งนี้ การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการเกษตรของบ้านเรา คุณเสกจึงต้องใช้เวลาทดลองเรียนรู้การจัดการแปลงปลูกผักขึ้นฉ่ายในโรงเรือนระบบปิด พัฒนาสูตรปุ๋ยน้ำและวิเคราะห์อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของผักขึ้นฉ่าย

ภายในโรงเรือนปิดมูลค่าหลายล้านแห่งนี้ เราเห็นแปลงปลูกผักที่จัดวางระบบได้เป็นอย่างดี มีระบบการให้ปุ๋ยน้ำอย่างสม่ำเสมอ สามารถวางแผนปลูกและเก็บเกี่ยวผักได้ในระยะเวลาที่กำหนด เริ่มจากเพาะเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะ ก่อนนำมาปลูกในแผ่นโฟมที่ลอยอยู่ในน้ำปุ๋ยในแปลงที่จัดเตรียมไว้ ภายในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส หากช่วงใดอากาศร้อนมาก ก็จะฉีดไอน้ำบนแปลงผัก เพื่อลดอุณหภูมิภายในโรงเรือน

ข้อดีของการปลูกผักในลักษณะนี้คือ ใช้ระยะเวลาปลูก-เก็บเกี่ยวสั้นกว่าการปลูกตามปกติ ที่สำคัญใช้แรงงานน้อยในการดูแลจัดการแปลง แต่มีต้นทุนโดยรวม ซึ่งเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ฯลฯ สูงกว่าปลูกบนดินอยู่พอสมควร คุณเสก บอกว่า ปัจจุบัน แปลงปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะสูตรปุ๋ยน้ำยังไม่ลงตัว บางแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ เพราะพืชไม่โต ใบเหลือง แคระแกร็น ดังนั้น การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำจึงต้องศึกษาเรียนรู้กันต่อไป

ช่องทางการตลาด

ในอดีตทางสวนผักปากช่องพยายามขยายกำลังการผลิต โดยสร้างกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย ผลิตพืชผักที่ตลาดต้องการและรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน แต่เจอปัญหาช่วงผักแพง เกษตรกรไปแอบขายสินค้าให้พ่อค้าเร่ที่รับซื้อสินค้าในราคาสูงกว่า ทำให้สินค้าไม่ครบออเดอร์ สร้างความเสียหายทางการตลาด ปัจจุบัน สวนผักปากช่องจึงหันมาผลิตสินค้าเองทั้งหมด ได้แก่ ผักขึ้นฉ่าย กุยช่าย ผักกาดหอม ผักสลัด หน่อไม้ฝรั่ง ผักกวางตุ้งไต้หวัน ฯลฯ มีกำลังการผลิตเฉลี่ย วันละ 5-6 ตัน ส่งขายลูกค้ารายใหญ่คือ ห้างเทสโก้ โลตัส ที่กำหนดสเปคการรับซื้อผักว่า จะต้องไม่มีปัญหาสารเคมีตกค้าง ไร้ปัญหาโรคพืช และทั้งต้นมีการทำลายของแมลง ต้องไม่เกิน 10% หากเกินก็ถูกตีกลับ เทสโก้ โลตัส ไม่รับซื้อ

“ห้างเทสโก้ โลตัส มีโควต้าความต้องการซื้อผักสดเกือบ 50 ชนิด แต่เราผลิตได้จริงแค่ 12 ชนิดพืช ระยะหลังเจอปัญหาเยอะมาก ในด้านการบริหารจัดการผลผลิต จึงปรับแผนการผลิตใหม่ เหลือแค่ ผักกุยช่าย ผักชี ผักกาดหอม ผักขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ปัจจุบัน สินค้าหลักที่ส่งขายห้างเทสโก้ โลตัส คือ ผักกุยช่ายขาว-เขียว เฉลี่ยวันละ 1 ตัน” คุณเสก

นอกจากนี้ ยังแบ่งสินค้าบางส่วนป้อนตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท รวมทั้งตลาดส่งออก นอกจากนี้ สินค้าผักสดบางส่วนยังถูกส่งออกผ่านบริษัทเอกชน 4 แห่ง ไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ

ปัจจุบัน สวนผักปากช่อง ผลิตกุยช่ายเขียว ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนกุยช่ายขาว กิโลกรัมละ 100 บาท (ในท้องตลาด ขายปลีกในราคา กิโลกรัมละ 200 กว่าบาท) รองลงมา เป็นผักกวางตุ้งไต้หวัน ผลิตได้วันละ 1-2 ตัน ผักกวางตุ้งไต้หวัน ตลาดมีความต้องการสูง แต่ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด

“ตลาดส่งออกก็มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้ากุยช่ายขาว มีการส่งออกไปขายประเทศสิงคโปร์แทบทุกวัน เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจให้ได้มาตรฐาน เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพสำหรับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” คุณเสก กล่าวในที่สุด

ปลายปีนี้ หากใครมีเวลาว่างอยากชวนมาเที่ยว สวนผักปากช่อง ที่เตรียมเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างเป็นทางการ ในช่วง วันที่ 4 ธันวาคม 2558 หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณเสก-คุณชยพล กลมกล่อม ได้ที่เบอร์โทร. (081) 876-3388 หรือภรรยาคุณเสกชื่อ คุณญณิศา แย้มเกตุ ได้ที่เบอร์โทร. (091) 705-9148

กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง

กล้วย เป็นพืชเศรษฐกิจ ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ปลูกได้ทั้งแบบสวนหลังบ้าน และปลูกในเชิงธุรกิจ ทุกส่วนของต้นกล้วยใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ลำต้น นำไปแทงหยวก ทำบายศรี ผลกล้วย อาหารเพื่อสุขภาพ ปลีกล้วย กินช่วยเสริมสร้างน้ำนมให้กับคุณแม่ที่คลอดบุตรใหม่ หรือ ใบ ห่อทำห่อหมกปลา ห่อทำข้าวต้มมัด ขนมเทียน หรือ ห่อข้าวเหนียวสังขยา ในเชิงธุรกิจการปลูกกล้วยตัดใบขาย ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากกว่า 500 บาท ต่อวัน เป็นวิถีทางเลือกที่น่าสนใจ ในฉบับนี้ จึงนำเรื่อง กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง มาบอกสู่กัน

ป้าอำนวย อินโอภาส เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย ชาวอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วยมาหลายสิบปีแล้ว ได้ซื้อหน่อกล้วยน้ำว้าจากแหล่งพันธุ์ดีที่เชื่อถือได้มาปลูก ในพื้นที่ 5 ไร่ ได้ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก วางหน่อพันธุ์กล้วยลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม หลังปลูก 6-8 เดือน ก็เริ่มตัดใบ ตัดทุกวัน หรือตัด 1 ครั้ง พักต้น 2-4 วัน นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม แต่ละครั้งจะได้ใบกล้วย 30-50 กิโลกรัม ขายให้พ่อค้าคนกลางหน้าสวนก็มีรายได้ 300-500 บาท ต่อวัน

การตัดใบ ได้ตัดทั้งชนิดใบอ่อนและใบเขียว การตัดใบอ่อน วิธีการตัด ได้นับจากส่วนยอดของต้นกล้วยลงมาก็ตัดก้านใบที่ 3-5 นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม การตัด จะตัด 1 วัน พักต้น 2-4 วัน เพื่อรอให้ต้นแตกใบอ่อนเจริญเติบโตจึงเริ่มตัดอีกครั้ง หรือถ้าตัดใบอ่อนหมดในคราวเดียวทั้งสวน ก็พักต้น 15 วัน นำใบอ่อนที่มัดแล้วมาขายหน้าสวน 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม

การตัดใบเขียว ได้ตัดใบที่ไม่แตกหรือแตกบ้างแต่เพียงส่วนน้อย นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ตัด 3-5 ครั้ง แล้วพักต้น 10-15 วัน จึงเริ่มตัดครั้งต่อไป นำใบที่มัดแล้วมาขายที่หน้าสวน 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้านำไปขายที่ตลาดในเมือง จะขาย 12-15 บาท ต่อกิโลกรัม การปลูกกล้วยตัดใบก็เป็นอาชีพที่พอทำให้มีเงินแสนต่อปี ทำให้ครอบครัวพอกิน พออยู่แบบพอเพียง และมั่นคง

ป้าจิระ แสงพลาย เกษตรกรปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วยน้ำว้า 5 ไร่ มีเป้าหมายปลูกเพื่อตัดใบขายเป็นรายได้หลัก ใบที่ตัดมีทั้งใบอ่อนและใบเขียว ได้ออกตัดใบในเวลาเช้า ประมาณ 10 โมงเช้าก็เสร็จ นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ จะได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ตัดขายเกือบทุกวัน วันละ 50-60 กิโลกรัม หรือตัดตามจำนวนที่สั่งซื้อ ในฤดูแล้งใบอ่อนจะขาย 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดูฝน ขาย 4-7 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับใบเขียวในฤดูแล้ง ขาย 8-12 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดูฝน ขาย 3-6 บาท ต่อกิโลกรัม ในฤดูฝนผลผลิตมีจำนวนมากราคาขายจะถูก ทุกวันพ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับซื้อที่หน้าสวนแล้วนำไปขายที่ตลาดไท

นอกจากปลูกกล้วยแล้ว ยังได้ปลูกมะระขี้นก หรือถั่วฝักยาว เป็นพืชผักแบบผสมผสานในสวนกล้วยด้วย และได้จัดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกชะอม 4 ไร่ เป็นพืชเสริมรายได้ นำกาบกล้วยมาตัด จัดมัดชะอมให้เป็นแพเพื่อช่วยเก็บรักษาความสดชะอมให้นานขึ้น ชะอมที่มัดเป็นแพ มีน้ำหนัก 3 ขีด ขายกำละ 8 บาท แต่ละวันได้นำชะอมออกขาย 65-75 กำ การปลูกกล้วยตัดใบ เก็บพืชผักและขายชะอม เป็นอาชีพที่ทำให้มีรายได้ผสมผสานมากกว่า 500 บาท ต่อวัน หรือเฉลี่ยต่อปีก็มีรายได้เงินกว่าแสนบาท เป็นวิถีพอเพียงต่อการดำรงชีพได้ด้วยความมั่นคง และยั่งยืน

คุณบุญเลิศ รอดเจริญ เกษตรอำเภอโพธิ์ทอง เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอ่างทอง เป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะต่อการปลูกพืชหลายชนิด กล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอโพธิ์ทองนิยมปลูกกันมาก ซึ่งมีทั้งการปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อให้ได้ผลผลิตใช้ในครัวเรือน และปลูกในเชิงการค้าเพื่อขายผลผลิตจากกล้วย โดยเฉพาะการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายนั้น แต่ละปีเกษตรกรจะมีรายได้กว่าแสนบาท เป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความมั่นคง

การส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายนั้น ได้แนะนำให้เลือกหน่อพันธุ์ดี ปลอดโรคมาปลูก มีการใส่ปุ๋ย ให้น้ำพอเพียง ทำแนวกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ใบฉีกขาด ต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าทำลายใบกล้วยให้แตกฉีกขาดเสียหาย ใบเป็นรูพรุน หรือใบเหลือง ก็จะทำให้ได้ใบกล้วยสวย สมบูรณ์ พร้อมตัดไปขายได้เงิน

ส่วนแมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ หนอนม้วนใบ มักกัดกินที่ริมใบ ทำให้ใบแหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ตั๊กแตนผี ตัวอ่อนและตัวแก่ชอบกัดกินใบ หนอนกระทู้ ตัวอ่อนชอบกัดกินใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ใบ หรือกัดแทะกลางใบให้ทะลุเป็นรูโตตามขนาดและวัยของตัวหนอน และ หนอนร่าน มันชอบกัดกินใบที่กำลังเปลี่ยนจากสีตองอ่อนเป็นสีเขียวแก่ การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยดังกล่าว ถ้าพบไม่มากให้จับไปทำลายทิ้ง ถ้าพบว่ามีจำนวนมากให้กำจัดด้วยสารเคมี เช่น พาราเทล ที เอ็น ฟอส พาราท็อป วิธีการใช้สารเคมี ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก และควรผสมสารจับใบด้วย

แมลงศัตรูกล้วยอีกพวกหนึ่ง ได้แก่ มวนร่างแห มักจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบกล้วย ทำให้ใบเหี่ยว ด้วงเต่าแตง ตัวแก่ชอบกัดกินใบตองยอดอ่อน หนอนปลอก หนอนตัวอ่อนชอบกัดกินใบ เพื่อนำมาทำปลอกหุ้มตัว ทำให้ใบฉีกขาดเสียหาย การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยดังกล่าว ให้เลือกหน่อพันธุ์ที่แข็งแรง ไม่มีโรคมาปลูก ทำสวนกล้วยให้สะอาดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของศัตรูกล้วย หากเกษตรกรปฏิบัติตามนี้ก็จะทำให้ได้ใบตองที่สมบูรณ์ คุณภาพ ขายได้เงินแสน เป็นการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีที่มีความมั่นคง

จากเรื่องราว กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง เป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกของเกษตรกร การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี จะได้ใบตองที่สวยงาม ไม่แตก เพื่อนำไปห่อทำอาหารคาวและหวาน เกษตรกรผู้ปลูกก็มีรายได้ต่อปีเป็นเงินกว่าแสนบาท เป็นวิถีพอเพียงที่ทำให้ครอบครัวดำรงชีพได้ด้วยความมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ป้าจิระ แสงพลาย โทร. (089) 984-4064 หรือ คุณบุญเลิศ รอดเจริญ เกษตรอำเภอโพธิ์ทอง โทร. (035) 691-445 หรือโทร. (089) 893-4938 ก็ได้เช่นกันครับ

คนสุโขทัย ปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน ใช้พื้นที่น้อย กำไรงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

คนสุโขทัย ปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน ใช้พื้นที่น้อย กำไรงาม

เสน่ห์ของสุโขทัย นอกจากเป็นเมืองสงบ เต็มไปด้วยโบราณสถานแล้ว อาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารจากปลา อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดนี้ สามารถหาร้านอาหารเล็กๆ แต่มีปลาแม่น้ำแท้ๆ ให้ได้อร่อยกัน

ทางด้านการเกษตร สุโขทัยขึ้นชื่อหลายอย่าง

ที่ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย มีอากาศแบบเดียวกับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากปลูกลองกอง ทุเรียนหลงลับแล คุณภาพดีแล้ว ตำบลนี้เป็นถิ่นเกิดของทุเรียนพันธุ์จระเข้ ต้นเดิมอายุ 200 ปี เป็นทุเรียนรสชาติดีมาก

ขยับมา อำเภอสวรรคโลก มีพืชไร่หลายอย่าง ริมน้ำยมมีละมุด มะยงชิด ปลูกแบบอาศัยธรรมชาติ

อำเภอเมือง มีปลูกยาสูบ

อำเภอคีรีมาศและทุ่งเสลี่ยม มีนมดี หมายถึงกิจการเลี้ยงโคนมเจริญรุ่งเรือง

อำเภอกงไกรลาศ นอกจากนาข้าว อำเภอนี้เป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นักส่งเสริมอาชีพการเกษตรรุ่นใหม่

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ หรือ คุณต๊อก เจ้าของสุโขทัยการเกษตร ซึ่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทุกชนิด ลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย ปลูกแตงโม ปลูกพริกซอส เพื่อส่งโรงงาน

พื้นที่ปลูกพริกซึ่งทำหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในนา มีพื้นที่ 20 ไร่ ต่อปี จากนั้นพื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งปัจจุบัน พื้นที่ปลูกพริกปีหนึ่งมีราว 4,000-5,000 ไร่ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ส่งเสริมคือคุณต๊อก ดูแลเกษตรกรดี เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้ดี ผลผลิตมีคุณภาพ ผู้รับซื้อคือโรงงานมีความมั่นใจ จึงขยายงานกันทุกส่วน นั่นหมายถึงปีหนึ่งๆ เงินสะพัดหลังนามากมายมหาศาล

“สุโขทัยการเกษตร ตั้งอยู่ เลขที่ 9-11 ถนนตัดใหม่สายเอ ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ที่ร้านจำหน่ายปัจจัยทุกอย่าง ช่วงนี้พันธุ์ผักจำหน่ายดี อย่าง เมล็ดแตงกวา มะระ บวบ ฟักทอง กะหล่ำดอก ถั่วฝักยาว โหระพา…เป็นพืชอายุสั้น สร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้เร็ว…งานส่งเสริมปลูกพริก เราดูแลผู้ปลูกอย่างดี มีองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน” คุณต๊อก เล่า

ปลูกแคนตาลูปไร้ดิน

ในโรงเรือน หวังสร้าง

งานทำเงินอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอ งานปลูกพริกซอส ที่ส่งเสริมโดยคุณต๊อกไปไม่นานนัก

เมื่อต้นปี 2558 ได้รับโทรศัพท์จากนักส่งเสริมการเกษตรคุณธรรมสูง ว่าตอนนี้มีงานใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นก็คือ งานปลูกแคนตาลูปโดยไม่ใช้ดินในโรงเรือน

แรกสุดนัดหมายกันเดือนเมษายน แต่โอกาสที่ได้ไปเยี่ยมชมเป็นเดือนกรกฎาคม

จุดนัดหมายไม่ได้เป็นแปลงของเกษตรกรอย่างเก่าก่อน แต่เป็นที่ดินของคุณต๊อกเอง

ที่ตั้งแปลงของคุณต๊อก ไปจากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนถึงตัวเมืองไม่มากนัก ตรงนั้นเป็นสี่แยก “กระชงค์” เลี้ยวซ้ายไปราว 1.5 กิโลเมตร ขวามือเป็นบ้านทรงไทย เสาบ้านใหญ่มาก รู้จักกันดีในนาม “บ้านช้างใหญ่” ซ้ายมือมีโรงเรือนปลูกพืชผุดขึ้นหลายโรง แปลงปลูกนี้ ตั้งอยู่เลขที่ 60/2 หมู่ที่ 12 ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

เหตุที่คุณต๊อกปลูกแตงแคนตาลูปในโรงเรือน และทำอย่างจริงจังนั้น เพราะเขาเป็นคนหัวก้าวหน้า คิดทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ ครั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุย เจ้าตัวอธิบายเพิ่มเติมว่า ตนเองได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพริก ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ดี ลืมตาอ้าปากได้ แต่เกษตรกรเหล่านั้นวัยได้ร่วงโรยตามกาลเวลา งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือน เป็นงานไม่หนักมาก อาจจะลงทุนมากในระยะแรก แต่ต่อมา งานจะเบาลง คนสูงอายุขึ้น สามารถทำได้ เพราะขั้นตอนการดูแลไม่ยาก

สิ่งที่เขาทำขึ้น เพื่อรองรับเกษตรกรผู้ปลูกพริกที่ต้องการเปลี่ยนการผลิตนั่นเอง ส่วนผู้สนใจทั่วไปที่อ่านพบข้อเขียนนี้ คุณต๊อกก็ยินดีที่จะพูดคุยและแนะนำได้

โรงเรือน ต้นทุนสูง

แต่ใช้ได้นาน 10 ปี

หลังดื่มน้ำขิงชื่นใจแล้ว คุณต๊อกพาเดินออกจากบ้าน ข้ามไปยังโรงเรือนปลูกแคนตาลูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหลังใหญ่นั่นเอง

คุณต๊อกเริ่มอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน เกี่ยวกับการปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน

อย่างแรกสุด เป็นปัจจัยสำคัญ คือโรงเรือน

โรงเรือนที่สร้างขึ้นมีขนาดความกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร

หลังคาโรงเรือน เป็นพลาสติกกันน้ำฝน ข้างๆ เป็นตาข่าย พื้นปูด้วยวัสดุกันไม่ให้วัชพืชขึ้น

รวมระบบน้ำในโรงเรือน เชือกแขวน ถุงปลูก และอื่นๆ โรงเรือนมีมูลค่า 1.5 แสนบาท อายุการใช้งาน 10 ปี

ระยะเวลา 1 ปี เจ้าของสามารถปลูกแคนตาลูปได้ 5 ครั้ง จากการศึกษาแล้วพบว่า ระยะเวลา 1 ปี สามารถคืนทุนได้ จะคืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ปลูกอย่างไร

โรงเรือน ขนาด 5 คูณ 30 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ 500 ต้น

การวางถุงปลูก วาง 5 แถว จำนวนแถวละ 100 ถุง หรือ 500 ต้น ขณะเดียวกัน ด้านบนของถุงก็มีราวสำหรับมัดเชือกโยง เพื่อให้เถาของแตงไต่ขึ้นเชือกตามอายุของเขา

วัสดุปลูก เขาใช้แกลบเผา 100 เปอร์เซ็นต์ บรรจุในถุงสีขาว 2 ถุง ซ้อนทับกัน โดยสลับกันปลูก อย่างชุดนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยถุงใบบน ก็ยกถุงใบล่างขึ้นมาปลูกแทน เป็นการพักวัสดุ ถามคุณต๊อกว่า ทำไมไม่ใช้ถุงดำ เขาบอกว่า ถุงดำน่าจะดูดความร้อนมากกว่า จึงใช้ถุงสีขาว

เรื่องของวัสดุปลูก คุณต๊อกบอกว่า ปลูกด้วยแกลบเผา มีปัญหาเรื่องโรคน้อยหรือแทบไม่มีเลย โอกาสต่อไป อาจจะศึกษาโดยผสมอย่างอื่นเข้าไป เช่น ขุยมะพร้าว

แคนตาลูปที่ปลูกอยู่ขณะนี้เป็นพันธุ์กรีนเน็ต และพันธุ์พอท ออเรนจ์ เจ้าของคือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่จังหวัดเชียงใหม่

ก่อนปลูก เขาเพาะกล้าอายุได้ 9 วัน แล้วจึงนำลงปลูก จากนั้นนับไปอีก 65 วัน จึงเก็บผลผลิตได้

หากนับตั้งแต่เพาะกล้า จนเก็บผลผลิตได้ ใช้เวลา 74 วัน

การดูแลอย่างอื่น เมื่อต้นโตขึ้น ก็จับต้นให้พันขึ้นกับเชือก

ช่วงดอกบานคือหลังปลูกไปแล้ว 22 วัน เจ้าของต้องผสมเกสรให้ ทั้งนี้เนื่องจากในโรงเรือนไม่มีผึ้งช่วยผสมเกสร วิธีการผสม ช่วงเย็นเก็บเกสรและผสมให้เวลา 07.00 น. ของวันใหม่

เมื่อผลโตใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งโยงผลต่างหาก

ในโรงเรือน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 องศาเซลเซียส

ดูแลอย่างไร ให้มีคุณภาพ

ปัจจัยสำคัญอยู่ที่น้ำและปุ๋ย

งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือนให้น้ำวันละ 8 ครั้ง…อย่าเพิ่งท้อหากอยากปลูก

เขามีวิธีการให้น้ำแบบอัตโนมัติ ต่อจากแหล่งน้ำ ลงที่ถุงโดยตรง ถุงใครถุงมัน

เมื่อปลูกใหม่ๆ เขาให้น้ำครั้งหนึ่งนาน 2 นาที จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4, 6, 8 นาที จนระยะกลางๆ ให้นาน 18 นาที ต่อครั้ง เมื่อแตงมีอายุมากขึ้นก็ลดระยะเวลาให้น้ำลง จาก 18 นาที เหลือ 16-14-10 นาที จนใกล้เก็บเกี่ยวก็งดน้ำ จะช่วยให้แคนตาลูปมีความหวานตามที่ต้องการ

ช่วงชีวิตของแตงแคนตาลูป ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ใช้น้ำไปทั้งหมด 65 ลิตร ต่อต้น

เรื่องปุ๋ย…เป็นปุ๋ยที่ละลายไปกับน้ำ เขาให้ปุ๋ยทุกวัน เข้าทำนองให้น้อยแต่บ่อยครั้ง

ช่วงที่ปลูกใหม่ คุณต๊อกแนะนำว่า ปุ๋ยที่ให้เป็นสูตรตัวหน้าสูง (ไนโตรเจน)

ช่วงมีดอก เพิ่มตัวกลาง

ก่อนเก็บผลผลิต เน้นตัวหลังคือ โพแทสเซียม เพื่อเพิ่มความหวาน อย่างสูตร 0-0-60

ศัตรูที่ควรระวัง…คุณต๊อก บอกว่า มีเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แต่ที่ผ่านมา เน้นทำความสะอาดโรงเรือนด้วยคลอรีน จึงไม่มีการระบาดของศัตรูพืช ถึงแม้บางโรงเรือนจะปลูกต่อเนื่องมานานแล้วก็ตาม

ผลตอบแทน

มากน้อยแค่ไหน

จะแนะนำเกษตรกรอย่างไร

คุณต๊อก อธิบายว่า โรงเรือนหนึ่ง ปลูกแคนตาลูป 500 ถุง แต่ละถุงให้ผลผลิตได้ 1 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

จำนวนต้น 500 ต้น ต่อโรงเรือน หักต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก 50 ต้น เหลือ 450 ต้น หรือ 450 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ก็จะมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 675 กิโลกรัม หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 33,750 บาท

หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 80 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท

ที่ผ่านมา คุณต๊อกขายผลผลิต กิโลกรัมละ 80 บาท มีผู้ค้าจากจังหวัดเชียงใหม่มารับไปทั้งหมด

นั่นเท่ากับว่า ผู้ปลูกมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท ในระยะเวลา 65 วัน ในที่นี้ หักลบระยะเวลาเพาะกล้าออกไป 9 วัน ซึ่งงานเพาะกล้า มีโรงเรือนเพาะอยู่ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ปีหนึ่งๆ จึงหมุนเวียนใช้โรงเรือนต่อครั้งต่อปีมากขึ้น

ด้วยรายได้อย่างที่แนะนำมา หากปลูกแคนตาลูป 5 ครั้ง ต่อปี เกษตรกรจะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 270,000 บาท ต่อปี รายได้ขนาดนี้จึงสามารถคืนทุนโรงเรือนได้ภายใน 1 ปี อย่างที่คุณต๊อกว่าไว้

ดูจากรายได้แล้วถือว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ผู้สนใจต้องศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยปรึกษาผู้รู้ เรื่องการลงทุน การผลิต และที่สำคัญคือ การตลาด

“ตอนนี้ ในโรงเรือน มีทดลองปลูกแตงโมไม่มีเมล็ดด้วย…พื้นที่รอบๆ โรงเรือนควรโล่ง มีลมพัดผ่าน ตอนนี้ผมมีปลูกประมาณ 9 โรงเรือน พื้นที่ไม่ถึง 2 ไร่ดี ราว 7 งาน…มีโครงการคัดเลือกเกษตรกรที่ปลูกพริก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 200-300 ครอบครัว แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มาปลูกทั้งหมด คัดเลือกคนที่มีใจรัก ชอบ มีความพร้อม ให้มาปลูกแคนตาลูป ครอบครัวละ 4 โรง เดือนหนึ่งตัด 2 โรง เรามีตลาดให้ หากพื้นที่ปลูกมากก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งปี”

คุณต๊อกเล่า และบอกอีกว่า

“ปี 2559 จะขยายพื้นที่ปลูกให้กับผู้สนใจ 50-80 โรง จากนั้นจะขยายตามความต้องการของตลาด เป้าหมายในอนาคตคือ อยากให้มีตัดทุกวัน…วันละอย่างน้อย 1 โรงเรือน เรื่องการลงทุน คงให้เกษตรกรมีส่วนร่วม โดยเฉพาะโรงเรือน…ในอนาคตอาจจะมีการเปิดร้านให้คนมาซื้อผลผลิตโดยตรง มีผลิตภัณฑ์จากแคนตาลูป อาจจะเปิดร้านแถวนี้”

เกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียง อยากศึกษาดูงาน หรืออยากเปลี่ยนงานจากทำนา ลองปลูกพืชชนิดนี้ดู ถามไถ่ คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ ได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (089) 961-3423

แคนตาลูป กรีนเน็ต GREEN NET T778

ลักษณะพันธุ์

ผลทรงกลมรี ผิวมีตาข่ายละเอียด นูนเด่นชัด ขั้วเหนียวไม่หลุดง่าย เนื้อสีเขียว หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม รสชาติดี

ความหวาน ประมาณ 14-18 บริกซ์

น้ำหนักผล ประมาณ 1.2-1.8 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-75 วัน หลังเพาะเมล็ด

แคนตาลูป พอท ออเร้นจ์ POT ORANGE T 1957

ลักษณะพันธุ์

ผลทรงกลม ผิวมีตาข่ายสีเขียว นูนเด่นชัด ขั้วเหนียวไม่หลุดง่าย เนื้อสีส้มเข้ม เนื้อฉ่ำ นุ่ม กลิ่นหอม รสชาติดี

ความหวาน ประมาณ 15-18 บริกซ์

น้ำหนัก ประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 80-85 วัน หลังเพาะเมล็ด

ฝรั่งแก้จน ที่ สุพรรณบุรี แค่ 6 ไร่ โกยเฉียดแสนต่อเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ฝรั่งแก้จน ที่ สุพรรณบุรี แค่ 6 ไร่ โกยเฉียดแสนต่อเดือน

ในฉบับนี้ ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภออู่ทอง และ คุณทักษพร อินทรเผือก ครูอาสาสมัคร กศน. อำเภออู่ทอง พาไปเยี่ยมชมสวนฝรั่งสร้างอาชีพแก้จน ที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างฐานะรายได้ที่มั่นคงมาถึงทุกวันนี้ ของ คุณบุปผา เกตุสาย หรือ “เจ๊ป้อม” ปัจจุบันครอบครัวเธออาศัยอยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 6 ตำบลสระยายโสม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. (087) 092-5892

ผู้คนทั่วไป เรียกชื่อสวนแห่งนี้กันติดปากว่า “สวนเจ๊ป้อม” เธอผ่านประสบการณ์การทำอาชีพเกษตรกรรมมาหลายอย่าง ทั้งทำไร่อ้อยส่งขายโรงงาน ทำไร่องุ่น สร้างเม็ดเงินหลักล้าน แต่ท้ายสุดกลับประสบปัญหาขาดทุนจนไม่เหลือเงินติดตัว อาศัยมีจักรเย็บผ้าอยู่ที่บ้าน เธอจึงนั่งเย็บผ้าหารายได้เลี้ยงครอบครัว จนเก็บเงินได้ 5,000 บาท ไปลงทุนซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งมาปลูกบนเนื้อที่ 6 ไร่ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว

ระหว่างรอต้นฝรั่งที่ปลูกให้เติบโตเต็มที่ เจ๊ป้อมก็หารายได้เสริม โดยปลูกผักอายุสั้นในแปลงฝรั่งอีกทางหนึ่ง ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย มีรายได้พอเพียงเลี้ยงครอบครัว เจ๊ป้อมบอกว่า ในช่วง 5 ปีแรก ต้นฝรั่งให้ผลผลิตดีมาก แต่ทำกำไรไม่ค่อยได้ เพราะโดนพ่อค้ากดราคา สินค้าขายไม่หมด ต้องสั่งให้ลูกจ้างเก็บผลฝรั่งออกทิ้งหลายสิบตัน โชคดีได้เพื่อนพาไปหาตลาด ทำให้สวนฝรั่งเจ๊ป้อมเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ มีแม่ค้ามาติดต่อขอซื้อสินค้าไม่เว้นแต่ละวัน

“ช่วงแรกที่เปิดตลาด ปรากฏว่า สินค้าขายดีจนแทบไม่มีเวลากินข้าว ต้องทำงานตัดฝรั่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น ช่วงนั้นทำงานเหนื่อยมากจนสายตัวแทบขาด แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะได้กอดเงินเต็มกระเป๋า” เจ๊ป้อม กล่าว

สำหรับต้นฝรั่งรุ่นแรกที่ปลูกอายุ 10 ปี ให้ผลผลิตน้อยลง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เจ๊ป้อมจึงตัดสินใจรื้อแปลงเก่าออกและปลูกฝรั่งรุ่นที่ 2 ขณะนี้ ต้นฝรั่งที่ปลูกมีอายุประมาณ 2 ปีแล้ว ปัจจุบันสวนเจ๊ป้อมใช้แรงงานในครอบครัวทำหน้าที่ดูแลสวน จำนวน 2 คน

รายได้น่าทึ่งจากสวนฝรั่ง

สวนเจ๊ป้อม เน้นปลูกต้นฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง เป็นหลัก เพราะเป็นไม้ผลที่เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้า เนื่องจากให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ปัจจุบันเธอปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง ประมาณ 600 ต้น ปรากฏว่า ขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เรียกได้ว่า ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง มีจำนวนลูกค้าเยอะกว่าฝรั่งสายพันธุ์อื่นๆ

ภายในสวนแห่งนี้ ยังปลูกฝรั่งอีก 2 ชนิด คือ ฝรั่งพันธุ์กิมจู บนเนื้อที่ 1 ไร่ และฝรั่งพันธุ์ไร้เมล็ดอีกจำนวน 60 ต้น โดยธรรมชาติแล้ว ต้นฝรั่งทั้ง 2 สายพันธุ์ เจริญเติบโตช้า แต่เธอจำเป็นต้องปลูกไว้ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าที่ชื่นชอบรสชาติความอร่อยของฝรั่งทั้ง 2 ชนิด

อุปสรรคสำคัญของการทำสวนฝรั่งคือ ปัญหาแมลงวันทอง เจ๊ป้อม ใช้สารเคมีที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ยาเหม็น” ฉีดพ่นที่ผลฝรั่งก่อนห่อผล โดยจะห่อถุงพลาสติกใสก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันทองเข้ามารบกวนผลผลิต หลังจากนั้นจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อซ้ำอีก 1 ชั้น เพื่อป้องกันแสงแดดทำลายผิวฝรั่ง

สวนฝรั่งแห่งนี้บำรุงรักษาผลผลิตอย่างดี จึงได้ผลฝรั่งคุณภาพดี ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยผลละ 7-8 ขีด บางครั้งก็ได้ผลใหญ่ น้ำหนักผลกว่า 1 กิโลกรัม ที่นี่สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ฝรั่งแป้นสีทองขายส่งในราคากิโลกรัมละ 16 บาท ส่วนฝรั่งกิมจูขายกิโลกรัมละ 25 บาท เจ๊ป้อมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000-3,000 บาท เจ๊ป้อมกางบัญชีการขายให้ดู ก็รู้สึกทึ่งมาก เพราะพื้นที่ปลูกฝรั่งแค่ 6 ไร่ ในแต่ละเดือนสามารถโกยรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 70,000 บาท บางเดือนได้ผลผลิตมาก รายได้ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีรายได้ถึง 120,000 บาท ต่อเดือน กันเลยทีเดียว

“การทำสวนฝรั่ง มีผลผลิตให้เก็บทุกวัน ส่วนเรื่องตลาดก็หายห่วง เพราะเป็นผลไม้ยอดนิยม มียอดสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง และมีแม่ค้าขาประจำในอำเภออู่ทองเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงสวน” เจ๊ป้อม กล่าว

ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ที่สนใจอยากลงทุนทำสวนฝรั่ง เจ๊ป้อมบอกว่า หากปลูกในพื้นที่ 6 ไร่ ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 200,000 กว่าบาท แต่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะลงทุนครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานนับสิบปี ส่วนเรื่องพันธุ์ฝรั่ง ใช้เงินลงทุนไม่มากเท่าไหร่

เจ๊ป้อม ไปหาซื้อพันธุ์ฝรั่งมาจากอำเภอบ้านแพ้ว ในราคากิ่งละ 10 บาท และนำมาปลูกในระยะห่าง 2×2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกต้นฝรั่งได้ประมาณ 100 ต้น ที่นี่ปลูกในลักษณะแปลงยกร่อง ขนาดความกว้าง 6 เมตร ปลูกต้นฝรั่งกลางแปลง และขึงลวดให้ลำต้นฝรั่งโน้มตัวลง มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร วิธีนี้จะช่วย กระตุ้นให้ต้นฝรั่งแตกดอก ออกผลอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังสะดวกในการห่อผลฝรั่งและการเก็บผลผลิตอีกด้วย รอบแปลงก็ปลูกต้นมะม่วงเพื่อกันลมให้ต้นฝรั่งอีกทางหนึ่ง

ให้สวนฝรั่ง เป็นมรดกลูก

อาชีพการทำสวนฝรั่ง สร้างผลกำไรที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง สร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อที่ดินสะสมได้หลายแปลง เนื้อที่รวมกว่า 30 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่เจ๊ป้อมปล่อยให้เช่าทำการเกษตรทั้งหมด เหลือปลูกฝรั่งแค่ 6 ไร่ ประสบการณ์การทำสวนฝรั่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ยืนยันได้ว่า อาชีพการทำสวนฝรั่งให้ผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะมีผลผลิตให้เก็บขายทุกวัน มีรายได้เข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรถึง 50%

ทุกวันนี้ เจ๊ป้อมชักชวนลูกสาวที่ทำงานประจำในกรุงเทพฯ กินเงินเดือนหลักหมื่น ให้มาช่วยกิจการครอบครัว โดยใช้เงินลงทุนกว่า 300,000 บาท สร้างสวนฝรั่งแปลงใหม่ เนื้อที่ 10 ไร่ ในพื้นที่ตำบลทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง เพื่อให้ลูกสาวเป็นผู้ดูแลกิจการ

สำหรับการเตรียมแปลงปลูกฝรั่งแห่งใหม่ ต้องจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดยกร่องสวน ประมาณ 70,000-80,000 บาท ที่เหลือเป็นค่าซื้อเสาปูน ลวด กิ่งพันธุ์ ค่าจ้างคนงาน หลังปลูกต้นฝรั่งอายุ 8 เดือน ก็จะเริ่มไว้ลูก ฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อช่วยเร่งสร้างเนื้อ เพื่อให้มีเก็บเกี่ยวออกขายได้ในปีแรกของการปลูก

รายได้เสริม จาก “ฝรั่งดอง”

นอกจากขายผลฝรั่งสดให้แก่ลูกค้าแล้ว เจ๊ป้อมยังหารายได้เสริมจากการดองฝรั่งขายอีกทางหนึ่ง ปรากฏว่า ขายดิบขายดี ไม่พอขายอีกต่างหาก ทุกวันนี้ เจ๊ป้อมได้ชื่อว่า เป็นเจ้าตำรับฝรั่งดองบ๊วยรสอร่อย ที่หลายคนยกนิ้วให้ เจ๊ป้อมผลิตฝรั่งดองบ๊วยครั้งละ 160 กิโลกรัม ทุกๆ 4-5 วัน หากเป็นช่วงเทศกาล ฝรั่งดองจะขายดีมาก ต้องผลิตครั้งละไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 25 บาท

แม่ค้าผลไม้ในพื้นที่อำเภออู่ทอง นิยมสั่งซื้อผลไม้ดองจากตลาดไท เพื่อนำมาขายปลีกให้แก่ลูกค้า ส่วนฝรั่งดองจะสั่งซื้อจากเจ๊ป้อมเป็นหลัก เพราะใครๆ ก็ติดใจในรสชาติความอร่อยฝรั่งดองสูตรเจ๊ป้อม เพราะทันทีที่กินเนื้อฝรั่งจะได้กลิ่นบ๊วยขึ้นมาทันที เคล็ดลับการทำฝรั่งดองบ๊วยของเจ๊ป้อมอยู่ที่การเลือกใช้ฝรั่งที่สดสะอาด ใช้ผงบ๊วยคุณภาพดีนั่นเอง

ขั้นตอนการทำฝรั่งดอง ใช้หลักการโดยสังเขปเช่นเดียวกับการทำฝรั่งแช่บ๊วยโดยทั่วไป เริ่มจากล้างฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกฝรั่ง ล้างน้ำสะอาด แช่สารละลายที่ทำให้ฝรั่งกรอบ เช่น สารส้ม หรือน้ำปูนใสไว้ก่อน แยกมาผสมน้ำร้อน กับผงแช่บ๊วยเสร็จ เติมน้ำตาลละลายหมด กรองและทิ้งไว้ให้เย็น แล้วค่อยนำฝรั่งมาแช่น้ำบ๊วย ประมาณ 15 นาที ก่อนนำขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนขายควรนำฝรั่งดองไปแช่เย็นเสียก่อน เพราะฝรั่งดองยิ่งแช่เย็นยิ่งกรอบอร่อย

เจ๊ป้อมบอกว่า การทำฝรั่งดองให้ได้รสชาติอร่อย ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเลือกสายพันธุ์ฝรั่งที่จะนำมาแปรรูปด้วย ส่วนใหญ่นิยมใช้ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองเป็นหลัก เพราะหาง่าย ผลผลิตมีจำนวนมาก ส่วนพันธุ์กิมจู ก็สามารถนำมาดองได้ แต่ต้องดูผิวเป็นหลัก หากนำผลที่มีผิวขาวมาดอง ไส้ฝรั่งจะนิ่ม หากช่วงไหนดองฝรั่งกิมจู เธอจะเตือนแม่ค้ารีบขายให้หมดในวันเดียว หากปล่อยสินค้าค้าง จะถูกลูกค้าต่อว่าเอาได้

ส่วนฝรั่งไร้เมล็ด เมื่อนำมาแปรรูปเป็นฝรั่งดอง ลูกค้าจะถูกใจมาก เพราะไม่มีเมล็ดให้กวนใจ สามารถกินได้หมดทั้งผลนั่นเอง เจ๊ป้อมบอกว่า การทำฝรั่งดอง นิยมทำผลฝรั่งให้มีสีเขียว สีแดง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมบริโภคฝรั่งดองสีเขียวเสียมากกว่า

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนฝรั่งแห่งนี้ หรือสนใจอยากลิ้มลองรสชาติฝรั่งดองบ๊วยรสอร่อยของเจ๊ป้อม ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงตามที่อยู่ข้างต้น หรือพูดคุยได้โดยตรงกับเจ๊ป้อม ที่เบอร์โทร . (087) 092-5892 ได้ทุกวัน

ตามไปดู “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ของชาวนาอำเภอระโนด สงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ตามไปดู “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ของชาวนาอำเภอระโนด สงขลา

ในฉบับนี้ ขอพาไปเยี่ยมชมวิถีชาวนาในพื้นที่บ้านหนองถ้วย หมู่ที่ 2 ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ปฏิบัติจนนำไปสู่การเป็น “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ที่มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองและเป็นตัวอย่างให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคนและหมู่บ้านของตัวเองต่อไป

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับแกนนำของหมู่บ้านหนองถ้วย คือ คุณไพฑูรย์ หนูจีน หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “ผู้ใหญ่บ่าว” ทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 151/2 หมู่ที่ 2 ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โทร. (083) 193-5747

ผู้ใหญ่บ่าว บอกว่า ชาวบ้านในชุมชนได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติ การดำเนินชีวิต แก้ไขปัญหา พัฒนาตนเอง และชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น ปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงค่อยนำไปขาย หมู่บ้านหนองถ้วยมีเกษตรกรทำนา ประมาณ 4,000 กว่าไร่ ผู้ใหญ่บ่าวได้รวมกลุ่มเกษตรกรในชื่อ “กลุ่มผลิตข้าวบ้านหนองถ้วย” พร้อมจัดหาเครื่องสีแปรรูปข้าวสำหรับชุมชน รวมกันซื้อปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนการผลิต และรวมกันขายข้าว เพิ่มอำนาจต่อรองการขาย จัดทำบัญชีครัวเรือน จัดเวทีประชาคม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

โครงการ “นาข้าวปลอดภัย”

ผู้ใหญ่บ่าว มีอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตลอดชีวิต ก่อนหน้านี้ เขาปลูกข้าวขาวทั่วไป เพื่อขายโรงสี จนกระทั่ง ปี 2556 เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เมื่อเขาเข้าร่วมโครงการ “1 ไร่ 1 แสน” และขยายผลเป็น “โครงการนาข้าวปลอดภัย” เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัยต่อชีวิต

ผู้ใหญ่บ่าว เลือกปลูกข้าวที่อยู่ในกระแสความนิยมของตลาด เช่น พันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ พันธุ์ข้าวหอมนิล รวมทั้งข้าวพันธุ์ปทุมทอง ซึ่งได้สายพันธุ์มาจากจังหวัดเพชรบุรี ข้าวชนิดนี้เป็นข้าวพันธุ์ลูกผสมระหว่างข้าวหอมมะลิและข้าวหอมปทุม ลักษณะทั่วไปเป็นข้าวขาว เนื้อนิ่ม คล้ายกับข้าวหอมมะลิ ปลูกได้ทั้งนาปรังและนาปี ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 120 วัน หลังแปรรูปนำข้าวมาบรรจุถุงขาย ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท

ผู้ใหญ่บ่าว บอกว่า ชุมชนแห่งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากมีระบบน้ำชลประทานทุ่งระโนดเข้าถึงทุกไร่นา ฤดูนาปี สำหรับพื้นที่ดอนจะเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม ส่วนพื้นที่ลุ่มจะปลูกในเดือนธันวาคม ส่วนนาปรังจะนิยมปลูกในเดือนพฤษภาคม-กันยายน ที่ผ่านมา การปลูกข้าวส่วนใหญ่ใช้สารเคมีล้วนๆ ทั้งสารเคมีกำจัดวัชพืช สารเคมีปราบศัตรูพืช สารเคมีกำจัดโรคพืช เสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างในข้าวได้ง่าย

ผู้ใหญ่บ่าวได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกรหันมาเข้าร่วมโครงการนาข้าวปลอดภัย สามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้ตามปกติ แต่จะไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในนาข้าวอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างในนาข้าว เพื่อลดปัญหาโรคและแมลงในแปลงนา ผู้ใหญ่บ่าวชักชวนเพื่อนเกษตรกรหันมาปลูกข้าวในลักษณะนาดำ ตามรอยปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อประหยัดเมล็ดพันธุ์ แค่ไร่ละ 5 กิโลกรัม ลดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชในแปลงนา เพราะแสงแดดสามารถส่องได้ถึงผืนนา หลังเก็บเกี่ยวก็นำข้าวมาแปรรูปและบรรจุใส่ถุงสุญญากาศ นำออกขายตรงกับผู้ซื้อ ทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าเดิม

“ฟางข้าว” มีค่าดั่งทอง

ผู้ใหญ่บ่าว ส่งเสริมการปลูกข้าวปลอดภัยให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นแล้ว เขายังรณรงค์ “หยุดการเผาตอซังข้าว” เพื่อป้องกันปัญหามลพิษในผืนนา และลดปัญหาโลกร้อนควบคู่กันไป ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากมีรายได้จากการขายข้าวแล้ว พวกเขายังมีรายได้เสริมจากการขาย “ฟางอัดก้อน” ในราคาก้อนละ 3 บาท

ผู้ใหญ่บ่าวระดมเงินทุนจากเพื่อนเกษตรกร คนละ 5,000 บาท และหมู่บ้านถือหุ้นอีก 70,000 บาท เพื่อนำเงินมากว้านซื้อฟางอัดก้อนจากเกษตรกรในท้องถิ่นเก็บสำรองไว้ เพื่อสำรองในตอนภัยแล้งหรือน้ำท่วม ปี 2557 ทางกลุ่มใช้เงินลงทุน 70,000 บาท ซื้อฟางอัดก้อน จำนวน 3,600 ก้อน ก็ขายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จนหมดเกลี้ยง หลังหักต้นทุนแล้ว ยังเหลือผลกำไร ประมาณ 65,000 บาท

ใช้จุลินทรีย์

กำจัดข้าววัชพืช

ปัญหาอุปสรรคของการทำนาในท้องถิ่นคือ มีเมล็ดพันธุ์ข้าววัชพืชสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ปลูกข้าวนาปี เพราะข้าววัชพืชที่ปะปนอยู่ในแปลงข้าวจะทำให้คุณภาพข้าวต่ำลงและถูกโรงสีกดราคารับซื้อ จึงนำจุลินทรีย์สูตรธรรมชาติเข้มข้นมาใช้ย่อยสลายข้าววัชพืช เห็นผลภายใน 7 วัน ลดการก่อมลพิษ และลดปัญหาโลกร้อนจากการเผาซังข้าว

วิธีการกำจัดข้าววัชพืชก็แสนง่าย หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ให้ปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาจนท่วมตอซังและฟางข้าว ไถหรือเหยียบตอซังข้าวให้จมน้ำ จากนั้นนำผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ถังฉีดพ่น ในแปลงนาขนาด 1 ไร่ จนทั่วแปลง เชื้อจุลินทรีย์จะทำให้เมล็ดข้าวดีดเน่า พร้อมย่อยสลายตอซัง ฟางข้าว จนเปื่อยยุ่ยภายใน 5-7 วัน ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในเนื้อดิน ขั้นตอนต่อมาปล่อยน้ำเข้านา และเริ่มเพาะปลูกข้าวตามปกติ หลังจากเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายเปลือกข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าวแล้ว เชื้อจุลินทรีย์จะสลายตัวตามธรรมชาติ ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการงอกของเมล็ดข้าวสำหรับปลูกในฤดูถัดไป

ฝากข้อคิด

ถึงเพื่อนเกษตรกร

คุณถาวร แซ่อิ้ว ประธานชมรมนาข้าวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวในคาบสมุทรสทิงพระ (อำเภอระโนด อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ) มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 300,000 ไร่ เดิมเคยปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง เช่น ข้าวเล็บนก แต่ระยะหลังชาวนาหันมาปลูกข้าวเชิงการค้าที่ให้ผลผลิตสูงในระยะเวลาสั้น โดยซื้อพันธุ์ข้าวจากเอกชน ซื้อปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา สารเคมี ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะชาวนาที่อยู่นอกเขตชลประทานในพื้นที่อำเภอระโนด มีต้นทุนการผลิตอยู่ในเกณฑ์ที่สูงถึง 7,200 บาท ต่อไร่

หากสถานการณ์ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำเหมือนในขณะนี้ ชาวนาคงอยู่ไม่ได้แน่นอน ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีนโยบายส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองคุณภาพดี เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้มีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวเด้ง เริ่มระบาดในพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้มากขึ้น เพราะมีข้าววัชพืชติดมากับรถเกี่ยวข้าว และคุณภาพข้าวปลูกที่ไม่ได้มาตรฐาน แนวทางแก้ไขปัญหาที่ง่ายและรวดเร็วคือ การใช้เชื้อจุลินทรีย์ฉีดพ่น เพื่อย่อยสลายข้าววัชพืช เห็นผลภายใน 7 วัน

อนุรักษ์พันธุ์ข้าว

พื้นเมืองภาคใต้

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ได้เปิดบริการคลินิกข้าว ให้ความรู้ และคำปรึกษาเรื่องข้าว ในงานวันเกษตรตำบลแดนสงวน ประจำปี 2558 ณ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ภายในงานดังกล่าว ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีได้จัดแสดงตัวอย่างพันธุ์ข้าวยอดนิยม ในพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ข้าวพันธุ์ซีบูกันตัง ข้าวพันธุ์หอมกระดังงา

คุณจำเนียร เจียมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี เล่าว่า จากการสำรวจข้อมูลพื้นที่และความต้องการพันธุ์ข้าวของเกษตรกร พบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ ข้าวซีบูกันตัง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวยอดนิยม ในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ข้าวสุกร่วน แข็งปานกลาง นิยมบริโภคในรูปข้าวสวย ปลูกได้ดีทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 135-140 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 557 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวซีบูกันตัง ได้รับความนิยมจนผลผลิตไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย ข้าวพันธุ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ส่วนข้าวพันธุ์หอมกระดังงา เป็นข้าวพื้นเมืองดั่งเดิมของตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีลักษณะพิเศษคือ มีสีแดง นุ่ม และมีกลิ่นหอมคล้ายดอกกระดังงา เหมาะแก่การแปรรูปเป็นข้าวกล้องและซ้อมมือ ผลผลิต เฉลี่ย 501 กิโลกรัม ต่อไร่ ในสมัยอดีตชาวนามักนิยมปลูกเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในโอกาสสำคัญต่างๆ และใช้หุงข้าวรับแขกบ้านแขกเมือง

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ข้าวอัลฮัมสตูล หรือข้าวอัลฮัมดุลิลละฮฺ ในภาษามลายู แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ข้าวอัลฮัมสตูล ที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นข้าวขาวที่มีรสชาติหวานมัน มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นพันธุ์ข้าวไวแสง ที่ปลูกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทนต่อความเป็นกรดของดินในพื้นที่ภาคใต้ได้ดี ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ ไร่ละ 15-40 ถัง

ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารพิษ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปรับปรุงคุณภาพดินและขยายพื้นที่เพาะปลูกให้มีผลผลิตข้าวเพียงพอกับการบริโภคในพื้นที่ และยังจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่นาให้สามารถผลิตข้าวได้ปริมาณมากขึ้น และเพิ่มมูลค่าข้าวของเกษตรกรให้สูงขึ้นอีกด้วย โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป อย่างน้อย 20% เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคในพื้นที่ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่สามารถผลิตข้าวได้อย่างถูกต้อง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรและชุมชน

หลังเกษียณ ลุงสมปอง ชาวเมืองสองแคว เพลิดเพลินกับการทำสวนไม้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

หลังเกษียณ ลุงสมปอง ชาวเมืองสองแคว เพลิดเพลินกับการทำสวนไม้ผล

อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นทำเลที่ได้เปรียบทางด้านการทำเกษตรกรรม เพราะเป็นพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่าน และยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญที่สุดของจังหวัด

มีโอกาสได้รู้จักกับ ลุงสมปอง พงษ์ศักดิ์ศรี ซึ่งอดีตเคยรับราชการที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กระทั่งภายหลังเกษียณ ท่านได้กลับมาบ้านเกิด เลขที่ 99 หมู่ที่ 15 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อีกครั้ง เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบมากที่สุดในชีวิตนั่นคือ การปลูกต้นไม้ จนนำมาสู่การสร้างสวนผลไม้และไม้ดอกไม้ประดับ ที่ให้ชื่อว่า “สวนสมปอง”

ในพื้นที่ขนาด 23 ไร่ ภายในสวนสมปองที่มองดูสะอาดสะอ้าน ถูกออกแบบจัดวางพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ อย่างเป็นระเบียบ พร้อมแต่งเติมความสมบูรณ์ทางธรรมชาติด้วยการขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ 2 ไร่ ลึก 4 เมตร สำหรับเลี้ยงปลาหลายชนิด อีกทั้งบริเวณโดยรอบพื้นที่ทั้งหมดปลูกต้นมะพร้าวเป็นแถวแนวราวกำแพงทางธรรมชาติ

ลุงสมปองในวัย 70 กว่าปี กับบุคลิกและอัธยาศัยที่เรียบง่าย กล่าวแบบเป็นกันเองว่า เป็นคนที่ชอบต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะถูกปลูกฝังจากพ่อ-แม่ ให้รักต้นไม้ และชอบต้นไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกพื้นบ้าน อย่างมะลิ บานชื่น และบานไม่รู้โรย

ไม่ได้เรียนจบเกษตร แต่มีใจรักก็ทำได้

แม้ตัวเองจะร่ำเรียนมาทางสายพาณิชย์ และไม่ได้เชี่ยวชาญลึกซึ้งกับการเกษตรเท่าไรนัก แต่ลุงสมปองอาศัยความมีใจรัก พร้อมกับคลุกคลีพันธุ์ไม้หลายชนิดจากครอบครัว ฉะนั้นหากมีเวลาว่างจากงานเมื่อไร ลุงสมปองจะลงมือปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาคิดว่า ถ้าเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลบ้างคงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างฝรั่ง กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ที่เป็นไม้ผลพื้นบ้านซึ่งหาไม่ยาก

ตลอดชีวิตราชการของลุงสมปองมีความจำเป็นต้องย้ายไปประจำยังภูมิภาคจังหวัดต่างๆ เพื่อความเหมาะสม ซึ่งถ้าไม่ได้ทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว ส่วนมากมักย้ายไปประจำในจังหวัดแถบภาคเหนือตอนบนและตอนล่างเสียส่วนใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ลำปาง และพิษณุโลกที่เป็นบ้านเกิดตัวเอง

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม สร้างทัศนียภาพให้บ้าน

แต่กลับมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

มะพร้าวที่ลุงสมปองปลูกเป็นพันธุ์น้ำหอมจากบ้านแพ้ว สมุทรสาคร เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกให้มีน้ำหอมโดยเฉพาะ และตั้งใจว่าจะปลูกเพื่อความสวยงาม โดยปลูกไว้บริเวณริมรั้ว กระทั่งมีผลผลิตจำนวนมากและมีรสชาติหวานหอม อีกทั้งละแวกในเขตอำเภอแทบจะหาคนปลูกมะพร้าวยาก

ลุงสมปอง เผยว่า ความจริงมะพร้าวดูแลง่าย เพียงแต่อย่าให้ขาดน้ำเท่านั้น ควรใส่เกลือปีละครั้ง ใส่ต้นละเกือบกิโลกรัม ใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง เป็นปุ๋ยสูตร 16-16-16 และควรผสมขี้วัวด้วย แต่ที่ต้องใส่เพื่อให้น้ำมะพร้าวมีรสหวานหอมคือ ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เพียงปีละครั้ง

จากวิธีปลูกที่ใส่ใจในเรื่องคุณภาพจึงทำให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมในสวนสมปองเป็นที่หมายปองของผู้คนทั่วไป และมักแวะเวียนมาซื้อไปรับประทานบ้าง ซื้อไปขายบ้าง จนทำให้ไม่พอ จากนั้นลุงสมปองจึงต้องปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มอีก และในปัจจุบันมีอยู่ถึง 300 ต้น โดยในรุ่นหลังนี้นำไปปลูกบริเวณด้านหลังที่ดิน เป็นการปลูกแบบยกร่อง จำนวน 200 ต้น

ผลผลิตที่เกิดขึ้นจะขายให้แก่ผู้ที่สนใจและเดินทางมาซื้อ โดยขายผลละ 7-8 บาท จากสวน แล้วพ่อค้านำไปขายในท้องตลาด ในราคา 15-20 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาขายของลุงสมปอง ไม่เน้นเชิงพาณิชย์ เพราะเขามองว่าเป็นความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ส่วนรายได้จะใช้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะมองตลาดส่งออก

ขณะปลูกมะพร้าว ปรากฏว่าเป็นช่วงเดียวกับกระแสมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทำให้ลุงสมปองเกิดความสนใจ เพราะเป็นสิ่งท้าทาย อีกทั้งมองว่าพิษณุโลกเป็นแหล่งปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพ

ฉะนั้น จึงเดินทางไปที่อำเภอเนินมะปราง เพราะที่นั่นมีชื่อเสียงด้านการปลูกและทำพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออก และซื้อมาปลูก จำนวน 300 ต้น แล้วนำมาปลูกในพื้นที่เดิมของกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องที่หมดอายุ

มะม่วงน้ำดอกไม้ใช้เวลาประมาณ 4 ปี จึงได้ผลผลิต ลุงสมปอง ชี้ว่า ถ้าปล่อยให้มะม่วงออกผลตามฤดูกาลแล้วอาจทำให้ราคาต่ำ ไม่คุ้ม จากนั้นจึงเปลี่ยนมาทำเป็นมะม่วงนอกฤดูเพิ่มขึ้นไปด้วย โดยได้ศึกษาหาความรู้จากตำรา เอกสาร อินเตอร์เน็ต และสอบถามผู้รู้ แล้วทดลองทำ ในตอนแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่พยายามแก้ไขมาตลอด 1 ปี จนกระทั่งสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จ

“รายได้จากการขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในปีหนึ่งไม่มากนัก เรียกว่าคุ้มทุนดีกว่า แต่ยังรักและชอบ เพราะถือว่าให้ร่มเงาและความสวยงามของทรงพุ่ม ตลอดจนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้สะอาด เปรียบเหมือนมีเครื่องกรองฝุ่นก่อนถึงตัวบ้าน”

ลุงสมปองเน้นปลูกมะม่วงผลสุก ดังนั้น นอกจากน้ำดอกไม้สีทองที่ปลูกอยู่แล้ว เขายังนำพันธุ์มะม่วงมหาชนกที่ให้ผลผลิตได้ดีมาก เป็นพันธุ์มะม่วงที่ปลูกง่าย ดูแลน้อย ราคาดี รสชาติอร่อย เพราะฉะนั้นเมื่อถึงช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิต จึงรับเงินอย่างเดียว

ปลูกมะนาวแป้นรำไพ มีผลผลิตดี ราคาไม่ธรรมดา

ไม้ผลอีกชนิดที่ลุงสมปองปลูกในช่วงหลังคือ มะนาวแป้นรำไพ สำหรับพันธุ์นี้เขาถูกชักชวนจากเพื่อนร่วมงานที่ชอบการเกษตรได้นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดีมาก แต่จากข้อมูลที่ได้ศึกษามาพบว่า มะนาวพันธุ์นี้ดูแลยาก อีกทั้งยังไวต่อการเป็นโรค จึงทำให้เขาไตร่ตรองอยู่นาน จนตัดสินใจนำมาทดลองปลูกก่อน จำนวน 120 ต้น เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ สูง 40 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร แล้วนำดินที่มีคุณภาพมาปลูก จนกระทั่งได้ผลผลิตดีมากในรุ่นแรก

เจ้าของสวนสมปองชี้ว่า การปลูกในวงบ่อซีเมนต์มีข้อดีตรงที่สามารถบังคับผลผลิตให้ออกนอกฤดูได้ง่าย อีกทั้งต้นมะนาวยังได้รับน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม พอใกล้ถึงช่วงที่กำลังมีโรคระบาดจะต้องหมั่นใส่ใจฉีดพ่นยาป้องกัน

“คุณสมบัติเด่นของแป้นรำไพอยู่ตรงมีเปลือกบาง เมล็ดน้อย น้ำหอม ซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังขายในราคาไม่แพง และต่ำกว่าท้องตลาด ดังนั้น ผลผลิตมะนาวที่ได้อย่างในเดือนมีนาคม ปี 2553 มะนาวที่ปลูก จำนวน 120 ต้น ทำเงินได้ถึง 60,000 กว่าบาท เป็นการขายตรงให้แก่ร้านอาหารหลายประเภทที่อยู่ละแวกไม่ไกลจากบ้าน แต่ละรายสั่งกันไม่ต่ำกว่าพันลูก สั่งวันเว้นวัน”

มะนาวที่ลุงสมปองปลูกมี 2 รุ่น หลังจากปลูกมะนาวรุ่นแรกได้ปีที่ 6 ผลมะนาวมีขนาดลดลง ขาดคุณภาพ ทั้งนี้เป็นเพราะการเจริญเติบโตของรากมีจำนวนมาก ทำให้แน่น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นต้องรื้อมะนาวที่ปลูกในวงบ่อออก แล้วเปลี่ยนหลักคิดจากมะนาววงบ่อมาเป็นการปลูกมะนาวจากการต่อตอมะขวิด และตอส้มโอแทน จำนวนกว่า 200 ต้น ลุงสมปอง ชี้ว่า ตอมะขวิดมีคุณสมบัติทนแล้ง ทนน้ำขังที่เฉอะแฉะ อีกทั้งยังมีระบบรากที่หากินเก่ง แล้วในอนาคตต้องได้ผลที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพแน่

ลุงสมปอง เผยว่า การปลูกพืชชนิดใดก็ตาม ควรมีหลักและวิธีที่ถูกต้อง จะอาศัยความชำนาญอย่างเดียวไม่ได้ ฉะนั้นเหตุผลที่ทำให้พืชทุกชนิดที่ปลูกในสวนสมปองมีคุณภาพ อาจมิได้เกิดจากความได้เปรียบทางธรรมชาติของพื้นที่เพียงอย่างเดียว เพราะการวางผังปลูกต้นไม้แต่ละชนิดเป็นความคิดของตัวเอง และมองว่าควรจะจัดเป็นกลุ่ม เป็นประเภท อย่าปลูกคละกัน เพราะพืชแต่ละชนิดมีความต้องการต่างกัน แต่หลักที่กำหนดเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้คือ ควรปลูกแบบขวางตะวัน เพราะจะได้รับแสงตลอดเวลา เป็นประโยชน์ที่ดีต่อพืชผลทุกชนิด

ลุงสมปอง มองว่า การทุ่มเทให้กับการปลูกต้นไม้หลายชนิดถือเป็นความสุขทางใจมากกว่าเงิน ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่กับต้นไม้ พร้อมกับผู้ช่วยเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้วัยจะล่วงเลยมามาก แต่มิได้เป็นอุปสรรคแต่ประการใดเลย

“เพราะฉะนั้นทุกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วชงกาแฟมานั่งที่ชานบ้าน มองไปยังต้นไม้หลายชนิดที่ปลูกไว้แล้วเกิดความสุข ความภูมิใจ สดชื่น เสมือนหนึ่งได้รับประทานอาหารเสริมทางใจ จนทำให้เกิดความกระชุ่มกระชวยจนลืมอายุจริงตัวเอง

และเมื่อใดที่คุณคิดจะปลูกอะไรสักอย่างจึงถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญมากคือ เป็นการช่วยคลายความเหงาจากกิจกรรมต่างๆ ที่บังคับให้คุณมีงานทำทั้งวันโดยไม่เบื่อ แล้วคุณจะรู้ทันทีว่าตัวเองมีค่าเกินกว่าการอยู่เฉย…” ลุงสมปอง กล่าวทิ้งท้าย

ที่สวนสมปอง มีกิ่งพันธุ์ไม้หลายชนิดจำหน่ายในราคาไม่แพง ท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (083) 492-6155

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ความสำเร็จเบื้องต้น ของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

วสันต์ สุขสุวรรณ

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ความสำเร็จเบื้องต้น ของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักฯ ได้จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิจกรรมในงานมีการเสวนาเรื่องแนวทางพัฒนาการผลิตเงาะโรงเรียนคุณภาพดี เชื่อมโยงการตลาด มีการเจรจาธุรกิจซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิตระหว่างตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกับพ่อค้า และการจัดแสดงผลงานการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ของจังหวัดภาคใต้ตอนบน ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมงานด้วย จึงมีเรื่องเงาะโรงเรียน ผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ มาเล่าสู่กันฟังครับ

การส่งเสริมการเกษตร

รูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอย่างไร

การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงาน ในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการทุกกิจกรรม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่ และเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพของพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร

หลักคิดในการดำเนินการ

ส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่

หนึ่ง. เป็นการปรับวิธีการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เข้าถึงปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีและการตลาด และสามารถจัดการผลผลิตได้อย่างมืออาชีพ

สอง. เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้พื้นที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน รวมการผลิตเป็นแปลงใหญ่ขึ้น โดยมีเจ้าของแปลงทุกแปลงยังคงเป็นเจ้าของและผู้ผลิตในแปลงนั้นๆ

สาม. มีผู้จัดการแปลง เพื่อบริหารจัดการการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และบูรณาการกับหน่วยงานภาคีที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

สี่. พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ 300-5,000 ไร่ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ลักษณะพื้นที่และความพร้อมของเกษตรกร โดยผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ติดกัน หรือต่อเนื่องกันและมีลักษณะทางสังคม การปกครอง ที่จะบริหารจัดการร่วมกันได้

ในภาพรวมของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการใน 77 จังหวัด พื้นที่นำร่อง 219 จุด 13 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน ลำไย มะม่วง มังคุด เงาะ ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม สับปะรด ปาล์มน้ำมันและพืชผัก สำหรับในเขตภาคใต้ตอนบน หรือเขต 8 พื้นที่นำร่อง ชนิดพืชมีดังนี้ มังคุด ทุเรียน เงาะ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และข้าว จำนวน 14 จุด พื้นที่ 13,558 ไร่ สมาชิก 1,195 คน

การดำเนินงานส่งเสริม

การเกษตรแปลงใหญ่

ของเกษตร เขต 8

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเชิญผู้จัดการแปลงหรือเกษตรอำเภอในพื้นที่นำร่อง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบระดับอำเภอและระดับจังหวัด และได้จัดงานเปิดตัวการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ชนิดพืชเงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับได้ว่าประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เกษตรกรสมาชิกได้รับประโยชน์ชัดเจน ที่เห็นชัดที่สุดคือรวมตัวกันผลิตเงาะคุณภาพดี รวมตัวกันขาย ราคาที่ขายได้ กิโลกรัมละ 25-27 บาท ในขณะที่ราคาที่ซื้อขายทั่วไปนอกกลุ่ม กิโลกรัมละ 22-23 บาท และมีการเชื่อมโยงการตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้นด้วย

ว่าด้วย?เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เป็นเงาะที่มีชื่อเสียงมานานาน มีเอกลักษณ์เด่นคือ ผลใหญ่ สีสด เนื้อล่อน กรอบ รสชาติหวาน หอม อร่อย ปลูกมากในเขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีประวัติกันเล่าว่า ประมาณ ปี พ.ศ. 2468 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ชื่อ คุณเค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปีนัง เดินทางเข้ามาประเทศไทยทำเหมืองแร่ดีบุกที่ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกในบริเวณบ้านพักของตนเอง ปรากฏว่ามีเงาะต้นหนึ่งออกผลต่างไปจากต้นอื่นๆ มีรูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง

ต่อมา พ.ศ. 2497 นายเค วอง เลิกกิจการเหมืองแร่ และขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่กระทรวงธรรมการในขณะนั้น (กระทรวงศึกษาธิการ) และปรับปรุงใช้เป็นสถานที่เรียน เรียกว่า โรงเรียนนาสาร ส่วนเงาะที่นายเค วอง ปลูกไว้ก็ได้ขยายพันธุ์ออกไปสู่ประชาชนทั่วไปโดยใช้ต้นพันธุ์เดิม จึงเรียกกันว่า เงาะโรงเรียน

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ คุณชัช อุตตมางกูร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทาน ชื่อพันธุ์เงาะใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสว่า “เงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว” นับแต่นั้นมา เงาะพันธุ์นี้จึงได้เรียกว่า “เงาะโรงเรียน” อย่างเป็นทางการ

ผลการดำเนินงานส่งเสริม

การเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่

เงาะโรงเรียนนาสาร

คุณทวีป อรรถพรพงษ์ เกษตรอำเภอบ้านนาสาร กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร ดำเนินการในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ เกษตรกรสมาชิก 128 คน 168 แปลง เนื้อที่ 1,000 ไร่ มี คุณวารินทร์ เพชรโกษาชาติ เป็นประธานกลุ่ม คุณสุวิทย์ คงปาน เป็นเลขานุการกลุ่ม ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน สนับสนุนสารเร่ง พ.ด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสด สารปรับปรุงดิน

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตและการตลาด องค์การบริหารส่วนตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ สนับสนุนการรวบรวมผลผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เงาะโรงเรียนคุณภาพดี

ต้องดูแลอย่างไร

คุณวารินทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บอกว่า เงาะโรงเรียนของสมาชิกกลุ่ม มีพื้นที่ปลูก ประมาณ 1,000 ไร่ ไร่ละ 16 ต้น มีอายุประมาณ 28 ปี (ปลูกรุ่นหลังน้ำท่วมใหญ่ บ้านนาสาร ปี 2531) ให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 500 กิโลกรัม ขายในสวน กิโลกรัมละ 25-27 บาท (ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2558)

สร้างรายได้แก่สมาชิก ประมาณไร่ละ 216,000 บาท นับเป็นปีทองของเกษตรกรชาวสวนเงาะโรงเรียน ผลผลิตเงาะปีนี้ ขายทั้งในจังหวัด ต่างจังหวัดและต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย จีน พม่า ฯลฯ ซึ่งผลผลิตปีนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด บางวันมีพ่อค้ามานอนรอรับซื้อล่วงหน้าหลายคืน และราคามีแนวโน้มดีขึ้นแน่นอน

ส่วนแรงงาน ใช้คนเก็บเกี่ยวจากสุรินทร์ ขณะที่เก็บเกี่ยววันนี้ (27 กรกฎาคม 2558) จำนวน 40 คน ค่าตอบแทนกิโลกรัมละ 2 บาท ทำให้แรงงานมีรายได้ วันละ 500-800 บาท สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ ประธานกลุ่มบอกว่า มีคณะกรรมการกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำงาน มีระเบียบ ข้อตกลงของกลุ่มชัดเจน ร่วมมือกัน ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การตลาด จากหน่วยงานภาคีเป็นระยะตลอดมา

การผลิตเงาะโรงเรียนคุณภาพดีนั้น คุณวารินทร์ ประธานกลุ่มบอกว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ สมาชิกกลุ่มได้รับการส่งเสริม สนับสนุนในการพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่หลังเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง กิ่งที่หัก กิ่งตาย กิ่งฉีกขาด กิ่งเป็นโรค ต้องตัดทิ้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม ต่อต้น ตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 15-0-0 อัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อต้น

หลังจากนั้น ประมาณ 3 เดือน เงาะจะเริ่มออกยอด เกษตรกรก็จะใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งดอกอีกครั้ง สูตร 8-24-24 อัตรา 1.5-2.0 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 15-0-0+แคลเซียม โบรอน เพื่อให้ผลโตใหญ่และยาวขึ้น จากนั้นใส่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และอาหารเสริมทางใบ หรือปุ๋ยเกล็ดอีกครั้ง ซึ่งสมาชิกปฏิบัติตามคำแนะนำตลอดระยะการเจริญเติบโต

สำหรับการให้น้ำ จำเป็นต้องมีระบบน้ำให้เพียงพอ ส่วนใหญ่ใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ วันที่ฝนไม่ตก ให้น้ำ 30-40 นาที ต่อวัน ให้สม่ำเสมอ ป้องกันผลเงาะแตก หากเกษตรกรได้ดูแลสวนเงาะตามหลักวิชาการดังกล่าวแล้ว จะทำให้ผลผลิตเงาะมีคุณภาพดีเช่นปีนี้แน่นอน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ กล่าวด้วยความภูมิใจ

เกษตร เขต 8

ประเมินความสำเร็จ

คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ให้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแก่เกษตรกรในลักษณะแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าและเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดให้มากขึ้น สำหรับสำนักฯ เกษตร เขต 8 ได้เลือกชนิดพืช เงาะโรงเรียน ดำเนินการที่อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยทำงานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเงาะ ได้นำผึ้งโพรงมาเลี้ยงในสวนเงาะ ช่วยผสมเกสร และได้น้ำผึ้งด้วย นับว่าได้ผลดีมาก และทางสำนักฯ เกษตร เขต 8 ได้จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสารขึ้น มีการแสดงผลการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดในภาคใต้ตอนบน มีการเจรจาธุรกิจซื้อขายผลไม้ จากแปลงใหญ่ ซึ่งช่วงนี้กำลังออกสู่ตลาด จะทำให้เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรมากขึ้น ในภาพรวม ผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ของภาคใต้ตอนบน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือดี และสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพขึ้นเห็นชัดเจน มีตลาดแน่นอน ขายได้ราคาดี เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ได้ร่วมกันดำเนินการ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย

นี่คือ ความสำเร็จจากการจับมือกันของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการผลิตภาคการเกษตร ท่านที่สนใจ ขอเชิญไปเที่ยว ชิมเงาะโรงเรียนจากแหล่งผลิตดั้งเดิม ที่บ้านนาสาร ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณวารินทร์ เพชรโกษาชาติ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (087) 870-4304 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 341-110 ในเวลาราชการครับ

เฮมพ์ พืชเส้นใยธรรมชาติ ส่งเสริมปลูก มุ่งสู่เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

เฮมพ์ พืชเส้นใยธรรมชาติ ส่งเสริมปลูก มุ่งสู่เชิงพาณิชย์

ความเป็นมา

เฮมพ์ เดิมเรียกว่า กัญชง เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย เป็นพืชที่ให้เส้นใยคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทาน เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 13-22 องศาเซลเซียส ต้องการความชื้นสูง สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ปัจจุบัน ในประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ประเทศ ทั่วโลก ผลิตเฮมพ์ในเชิงอุตสาหกรรม พื้นที่ปลูกเฮมพ์ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน แคนาดา และสหภาพยุโรป สำหรับประเทศที่มีการอนุญาตให้ปลูกเฮมพ์เชิงอุตสาหกรรม โดยมีกฎระเบียบและระบบการควบคุมที่ชัดเจน ได้แก่ สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย จำนวน 3 รัฐ สหรัฐอเมริกา จำนวน 9 รัฐ

ในประเทศไทย เฮมพ์ เป็นพืชที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งมานานแล้ว ใช้เส้นใยจากเฮมพ์ถักทอเป็นเสื้อผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ใส่ในงานวันปีใหม่และงานมงคลต่างๆ ในด้านความเชื่อดั้งเดิมและวัฒนธรรม จะใช้เส้นด้ายที่ทำจากเส้นใยเฮมพ์ มัดมือให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ชาวม้งที่เสียชีวิต แล้วจะต้องใส่เครื่องแต่งกาย รองเท้า เชือกมัดศพ ที่ทำจากเฮมพ์ทั้งสิ้น

สำหรับสาเหตุที่มีการปลูกและการใช้เส้นใยจากเฮมพ์ อยู่ในวงจำกัดเฉพาะชาวไทยภูเขาเผ่าม้งเท่านั้น เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ กำหนดให้เฮมพ์เป็นพืชเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ต่อมาในปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ มีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเฮมพ์ เพื่อใช้ในครัวเรือน และจำหน่ายสู่ตลาด เป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากงานหัตถกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มูลนิธิโครงการหลวง ได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของเฮมพ์ จึงได้ศึกษารวบรวมเมล็ดพันธุ์เฮมพ์ในพื้นที่โครงการหลวง นำมาทดลองปลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

เริ่มต้นศึกษา และส่งเสริมเฮมพ์

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2548 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหามาตรการในการพัฒนาและส่งเสริมเฮมพ์ ให้สามารถผลิตเพื่อเป็นรายได้เสริมแก่เกษตรกรรายย่อย หน่วยงานต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานทหารและตำรวจที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ประสบผลสำเร็จ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบมาโดยตลอด พร้อมกับมีมติให้ดำเนินการต่อมาจนครั้งหลังสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการพัฒนาเฮมพ์บนพื้นที่สูงภาคเหนือ ระยะเวลา 5 ปี พ.ศ. 2553-2557 เพื่อให้พื้นที่นำร่อง เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเฮมพ์อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการใน 5 พื้นที่ คือ บ้านขุนวาง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านถ้ำเวียงแก อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน บ้านพญาเลาอู อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย บ้านใหม่คีรีราษฎร์ และบ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และ บ้านทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับพันธุ์เฮมพ์ที่ปลูก เกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บพันธุ์ไว้ปลูกเอง

จากการศึกษาของมูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้จัดตั้งคณะกรรมการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ พบว่า สายพันธุ์เฮมพ์ที่ผ่านการคัดเลือกและมีสารเสพติดต่ำ ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย สามารถขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์เป็นพันธุ์หลักได้ จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์วี 50 พันธุ์ปางอุ๋ง พันธุ์แม่สาใหม่ และพันธุ์ห้วยหอย พื้นที่ 300 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการและฝึกอบรม จำนวน 500 ราย จัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกเฮมพ์ภายใต้ระบบควบคุม 20 กลุ่ม มีการพัฒนากระบวนการแปรรูปจากเส้นใยให้มีคุณภาพ เพื่อลดขั้นตอนและลดระยะเวลาการผลิต พัฒนาผืนผ้าทอจากเฮมพ์ที่มีความหลากหลาย มากกว่า 15 ลวดลาย พัฒนาเครื่องจักร เครื่องมือในการลอกเปลือกเฮมพ์ออกจากแกน หรือลำต้น ทั้งขนาดใช้ในครัวเรือนและในเชิงอุตสาหกรรม และการสกัดน้ำมันจากเฮมพ์ ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นเสื้อผ้า หมวก ผ้าเช็ดตัว ผืนผ้า กระเป๋า รองเท้า วัสดุทดแทนสิ่งทอ เสื้อเกราะกันกระสุน ผลิตภัณฑ์จากแกนต้นเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นกระดานหรือบอร์ดจากเฮมพ์ กระเป๋าเดินทาง ซองใส่แผ่น ซีดี กระดาษ เฮมพ์กรีต สร้างบ้านจากเฮมพ์ คอนโซลรถยนต์สปอต ฉนวนกันความร้อน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจาก ต้น หรือแกนจากเฮมพ์ มีความแข็งแรง มีรูพรุนภายใน ที่สามารถระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบา ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นโปรตีนผง แชมพู เครื่องสำอาง และสบู่ โปรตีนเฮมพ์ น้ำนมเฮมพ์ ไอศกรีมเฮมพ์ น้ำมันหอมระเหย ขนม และเค้กเฮมพ์

ส่งเสริมเฮมพ์

เชิงพาณิชย์

ในปี 2558 มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ พื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก และจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่จะคัดเลือกพื้นที่เดิมและพื้นที่ขยายผลใกล้เคียง เนื่องจากเกษตรกรมีความรู้ ความชำนาญ ให้ความร่วมมือกับทางราชการมาโดยตลอด ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องทำข้อตกลงความร่วมมือ ประกอบด้วย เกษตรกรจะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสหกรณ์ แปลงปลูกจะต้องมีพื้นที่และอาณาเขตที่แน่นอน ต้องมีการทำรั้วรอบแปลงปลูก และมีเลขที่ใบอนุญาตให้ปลูก จัดทำพิกัดแปลงปลูกทุกแปลง เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก จะต้องได้รับจากโครงการเท่านั้น เกษตรกรจะต้องร่วมกันกำหนดวันปลูกและวันเก็บเกี่ยว เมื่อถึงช่วงวันเก็บเกี่ยว จะต้องตัดต้นเฮมพ์ให้หมดทั้งแปลง คณะกรรมการสามารถเข้าไปติดตามตรวจสอบแปลงปลูกได้ทุกระยะเวลาการปลูก ที่สำคัญคือ หากเกษตรกรรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตกลงกันไว้ เกษตรกรจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการตัดฟันต้นเฮมพ์ทิ้งให้หมดทั้งแปลง

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ออกไปสำรวจพื้นที่เพื่อขยายผลการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เชิงพาณิชย์ ที่บ้านใหม่คีรีราษฎร์ และบ้านใหม่ยอดคีรี ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของศูนย์ศิลปาชีพ โดย ร้อยตรีทัศนัย ยารังสี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกเฮมพ์ให้สอดคล้องกับความต้องการมาอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา เกษตรกรปลูกเฮมพ์ 97 ไร่ 53 ราย บางส่วนนำไปใช้ในครัวเรือน นอกจากนั้น จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลง โดยซื้อทั้งต้นสด ราคากิโลกรัมละ 3-5 บาท เนื่องจากเฮมพ์เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศในปริมาณมาก ภาคเอกชนหลายราย ติดต่อขอซื้อเปลือกเฮมพ์แบบแห้ง เพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ ในปีนี้สถาบันวิจัยฯ จึงส่งเสริมปลูกเฮมพ์ในเชิงพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม กำหนดให้เกษตรกรปลูกพร้อมกัน ในวันที่ 15 พฤษภาคม จัดตั้งเป็นกลุ่มเตรียมสหกรณ์ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ดีจากมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์แห่งเดียวในประเทศไทย สนับสนุนโรงงานแปรรูปเฮมพ์จากผลผลิตสดให้แห้งก่อนจำหน่าย สนับสนุนเครื่องลอกเปลือกทั้งแบบครัวเรือน และเครื่องขนาดใหญ่ มีคณะกรรมการและนักวิชาการออกไปติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ฯลฯ

วิธีการปลูกเฮมพ์

การปลูกเฮมพ์ให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพที่ดี ภายใต้การควบคุมช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ส่วนพื้นที่ที่อาศัยน้ำชลประทาน สามารถปลูกได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม สภาพพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝน ที่ดินจะต้องระบายน้ำได้ดี จะเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายก็ได้ ดินไม่จับตัวกันแน่น เนื่องจากเฮมพ์เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ถางหญ้า และพรวนดิน ส่วนใหญ่จะใช้จอบ เกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จะใช้หยอดหลุมหรือหว่าน หรือระยะปลูกไม่แน่นอน แต่วิธีที่แนะนำ ควรหยอดเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน ประมาณ 15-20 เซนติเมตร พันธุ์ที่ปลูก ขอรับได้จากโครงการ คือ พันธุ์วี 50 พันธุ์ปางอุ๋ง พันธุ์แม่สาใหม่ และพันธุ์ห้วยหอย ใช้วิธีหยอด 5 เมล็ด ต่อหลุม แล้วถอนแยกเหลือ 3 ต้น ต่อหลุม การจัดการช่วงแรกของการเจริญเติบโต ประมาณ 6 สัปดาห์แรก ต้องรักษาความชื้นให้เหมาะสม หากชื้นเกินไปจะเกิดโรคโคนเน่า กำจัดวัชพืชเมื่ออายุ 25 วัน เมื่ออายุ 30-45 วัน หลังปลูก ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 46-0-0 หรือปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่ภูมิปัญญาชาวไทยภูเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่จะใส่เฉพาะขี้เถ้าเท่านั้น การเก็บเกี่ยวเส้นใย จะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 75-90 วัน ความสูงประมาณ 2 เมตร หรือก่อนออกดอกเพศผู้ เนื่องจากเป็นช่วงที่เส้นใยจะมีความเหนียว เบา เยื่อสีขาว เหมาะสำหรับทำเป็นเส้นใยทอผ้า ตัดลำต้นให้ชิดดิน หรือสูงจากพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร เกษตรกรต้องริดใบเฮมพ์ออกให้หมด เหลือแต่ลำต้น มัดรวมกัน ประมาณ 10 ต้น ต่อมัด จากนั้นนำไปตากแดด หรือนำไปตั้งใต้ต้นไม้ ประมาณ 4-5 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการแปรรูปลอกเส้นใยนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ผู้เขียนขอขอบคุณ คณะทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ประกอบด้วย ดร. สริตา ปิ่นมณี หัวหน้าโครงการวิจัยเฮมพ์ ดร. รัตญา ยานะพันธุ์ นักวิชาการ คุณศักดิ์สิริ คุปตรัตน์ นักวิจัย คุณเดชธพล กล่อมจอหอ ผู้จัดการลุ่มน้ำสาละวิน เกษตรกรหรือท่านที่สนใจเกี่ยวกับเฮมพ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 681-4600, (084) 399-1590