กมล ก้องเวหา คนบึงกาฬ เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 58 เลี้ยงปลานิล ริมฝั่งน้ำโขง เป็นอาชีพสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

กมล ก้องเวหา คนบึงกาฬ เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 58 เลี้ยงปลานิล ริมฝั่งน้ำโขง เป็นอาชีพสร้างรายได้

บึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในปี 2554 ให้เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย ในอดีตเป็นชุมชนที่มีขนาดเล็ก และเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ด้วยภูมิภาคที่มีเนื้อที่ทอดยาวตามลำน้ำโขง ทำให้มีความห่างไกลจากตัวเมืองหนองคายเป็นอย่างมาก ความสามารถในการพัฒนาจึงไม่สะดวกเท่าที่ควร และมีความยากลำบากในการติดต่อประสานงานต่างๆ เพื่อความสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ จึงได้มีการเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งเป็นจังหวัด ในปี 2537 กว่าจะได้ตั้งเป็นจังหวัดใช้เวลาเกือบ 20 ปี

จังหวัดบึงกาฬ มีแม่น้ำโขงเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอปากคาด และอำเภอบึงโขงหลง ความยาวตามลำน้ำโขง ประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นเส้นกั้นเขตแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านในพื้นที่อาศัยทำการประมง โดยจับสัตว์น้ำขึ้นมาบริโภค

ณ ปัจจุบัน การจับปลาเพื่อบริโภคเหมือนสมัยก่อนอาจเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณที่น้อยลง จึงมีการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคกันมากขึ้น จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลของสำนักงานประมงจังหวัดบึงกาฬ มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ และเกษตรกรด้านการประมง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมทั้งสิ้น 7,420 ราย มีทั้งที่เลี้ยงภายในบ่อและในกระชัง

คุณกมล ก้องเวหา อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 6 ตำบลบึงกาฬ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ อีกหนึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำโขง ที่มีความชำนาญมากด้วยประสบการณ์ จากการเริ่มทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2558

ครูพี่เลี้ยง ก้าวสู่

เกษตรกรเลี้ยงปลา

เพื่อเป็นอาชีพเสริม

คุณกมล เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำเป็นครูพี่เลี้ยงดูแลเด็ก อยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิ์ศรี แต่เนื่องจากบ้านญาติเลี้ยงปลา จึงไปศึกษาและมาทดลองเลี้ยง

“อาชีพหลักก่อนที่จะมาเลี้ยงปลา เป็นครูพี่เลี้ยง คราวนี้ไปเห็นลุงที่หนองคาย เขาก็เลี้ยงปลาในกระชัง ก็เลยอยากทดลองเลี้ยงดูว่ามันจะได้ผลผลิตยังไง ก็มาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อาศัยถามๆ ลุงบ้าง” คุณกมล เล่าถึงความเป็นมา

ปี 2542 ปลาที่คุณกมลเริ่มเลี้ยงคือปลานิล ซึ่งในขณะนั้นเลี้ยงประมาณ 2 กระชัง เพื่อเป็นการทดลอง ปลานิลที่เลี้ยงเจริญเติบโตดี ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอ

“ผลผลิตดี ถือว่าได้ดีเลย เพราะว่าช่วงนั้นยังไม่มีใครเลี้ยงมาก ราคาปลามันก็ดี ราคาค่าอาหารปลาก็กระสอบละไม่เท่าไหร่ ก็เหมือนต้นทุนเราก็ไม่มาก ถือว่าได้กำไรดีเป็นที่น่าพอใจ” คุณกมล เล่าถึงความสำเร็จของการเลี้ยงในสมัยนั้น

ปลานิล ตัวใหญ่ สวย

ไซซ์ได้ขนาด

เลี้ยงไม่ยากอย่างที่คิด

คุณกมล บอกว่า ปลานิลที่นำมาเลี้ยงหาซื้อลูกปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ลูกปลานิลมีขนาดไซซ์ใบมะขาม นำมาเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ความลึก 2 เมตร ปล่อยประมาณ 1,200 ตัว ต่อกระชัง

ในช่วงแรกจะให้อาหารเม็ดเล็ก ที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 มื้อ ต่อวัน คือเช้าและเย็น เมื่อผ่านไปได้ ประมาณ 1 เดือน จะเปลี่ยนอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปลานิลกินตลอดจนกว่าจะจับจำหน่าย

การดูแลรักษาโรค คุณกมล บอกว่า ปลาที่เลี้ยงในกระชัง โรคที่เจอส่วนใหญ่จะมากับน้ำ เพราะเธอเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก โรคมักมาในช่วงฤดูฝน

“โรคที่เป็นบางครั้งไม่ได้เกิดจากตัวปลาเอง บางทีมันก็เกี่ยวกับน้ำด้วย ถ้าน้ำในแม่น้ำโขงแดงมา ปลามันก็ตาย เราก็ต้องแก้ไขด้วยการลดปริมาณการปล่อยปลาในกระชังให้น้อยลง ไม่ให้มันหนาแน่นมากเกินไป มันก็จะแก้เรื่องนี้ได้” คุณกมล อธิบาย

ปลานิลที่เลี้ยงในกระชังทั้งหมดหลังจากปล่อย ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จะมีขนาดไซซ์พร้อมที่จะจำหน่ายได้

ลูกปลานิลจะโตดี

ต้องอนุบาลในบ่อดิน

ก่อนนำมาเลี้ยงในกระชัง

คุณกมล เล่าย้อนถึงสมัยก่อนว่า เมื่อเลี้ยงมาได้เป็น 10 ปี การเลี้ยงต้องขยายเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้กระชังที่เธอมีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะลูกปลานิลที่นำมาอนุบาลภายในกระชังโตช้า จึงคิดหาวิธีนำไปอนุบาลในบ่อดินก่อน จากนั้นจึงนำมาเลี้ยงต่อในกระชังริมแม่น้ำโขง

“ประมาณ ปี 57 ก็เอาลูกปลานิลไซซ์ใบมะขามที่ได้จากแหล่งที่เราซื้อ มาปล่อยลงในบ่อดิน เลยทดลองดูว่าระหว่างที่เอาลูกปลาใส่ในกระชังที่เราทำแบบเดิม กับอนุบาลในบ่อดินก่อน แบบไหนดีกว่ากัน ผลก็ออกมาว่า ที่เราอนุบาลในกระชังมันจะโตช้ากว่าอนุบาลในบ่อดิน เพราะการอนุบาลในบ่อดินมันได้ดูดกินดิน เหมือนมีอาหารตามดินเลยโตดี ประมาณเดือนกว่าๆ เราก็ย้ายมาลงในกระชังริมแม่น้ำโขง โตได้ดี ปลานิลโตไว” คุณกมล อธิบาย

บ่อดินที่ใช้สำหรับอนุบาลลูกปลานิลของคุณกมล มีขนาด 20×30 เมตร ลึก 2 เมตร ก่อนที่จะนำลูกปลามาปล่อย เตรียมบ่อด้วยการวิดน้ำให้แห้ง แล้วโรยด้วยปูนขาว ตากบ่อทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นปล่อยน้ำเข้ามาภายในบ่อ ปรับสภาพน้ำ นำปลูกปลานิลมาปล่อย ประมาณ 15,000 ตัว ต่อบ่อ ให้กินอาหารเช้าและเย็น

ขณะที่เลี้ยงไปได้ประมาณ 15 วัน น้ำภายในบ่อดินจะลดลง เติมน้ำเข้าไปภายในบ่ออนุบาล ในระยะนี้ป้องกันพวกนกและงูมากินลูกปลานิลภายในบ่อ

หลังจากอนุบาลได้ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน แล้วลากอวนนำมาเลี้ยงต่อในกระชังริมแม่น้ำโขงอีกประมาณ 3-4 เดือน ก็จะได้ปลานิลคุณภาพ พร้อมจำหน่าย

จากการทำด้วยวิธีนี้ คุณกมล บอกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุน และที่ฟาร์มสามารถแบ่งจำหน่ายลูกปลานิลให้เพื่อนเกษตรกรได้อีกด้วย

“พอเรามาทำแบบนี้ คิดต้นทุนแล้ว เมื่อเทียบกับที่เราซื้อลูกปลาคนอื่นมาคุ้มกว่า เพราะปลาที่เราอนุบาลนี่ได้ดีกว่า สมมุติเราไปซื้อปลาไซซ์ที่พร้อมจะปล่อยลงกระชัง ตัวละ 5 บาท หมื่นตัวนี่เราก็เสียไปแล้ว 50,000 บาท ต้นทุนมันก็สูง เราก็เอามาทำเองดีกว่ามาก อย่างตอนนี้ที่บ่อเราก็แบ่งให้เพื่อนๆ ซื้อไปเลี้ยง ตัวละ 3 บาท มันก็ลดต้นทุนได้” คุณกมล กล่าว

ปลานิล ยังเป็นที่

ต้องการของตลาด

ในช่วงแรกของการเลี้ยง คุณกมล เล่าว่า ปลานิลที่ตัวโตไซซ์ได้ขนาด จะนำไปจำหน่ายเองตามพื้นที่ชุมชน ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้มากนัก

“ตอนแรกนี่ก็ตระเวนขายตามหมู่บ้าน ช่วงนั้นขายดีมาก ไม่มีปัญหาอะไรเลย เรียกว่าไปหมดทุกที่ ตามตลาดสดเราก็ไป พอทำมาได้สัก 4-5 ปี เริ่มมีนายทุนใหญ่ๆ มาพยายามทำราคาแข่งกับเรา พอเจอแบบนั้น เราก็ไม่แข่งขันนะ เราก็เลี้ยงของเราไปเรื่อยๆ ไม่เครียด เพราะถึงแข่งขันไป คิดว่าก็ไม่ได้อะไร เพราะต้นทุนมันแพง เกิดไปตีราคากับเขา ราคาปลาลงมาเยอะ มันก็จะขาดทุนเปล่าๆ เราเน้นคุณภาพเราไปดีกว่า” คุณกมล เล่าถึงสถานการณ์ของตลาดในช่วงนั้น

คุณกมล บอกว่า ขนาดของปลานิลที่ตลาดต้องการ ไซซ์ประมาณ 800 กรัม ถึง 1.2 กิโลกรัม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 65-70 บาท

ณ เวลานี้ ปลานิลในกระชังของคุณกมลสามารถส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าภายในจังหวัดบึงกาฬได้ตลอดทั้งปี ตกวันละ 150-250 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี

ตลาดเป็นสิ่งสำคัญ

ของการเริ่มทำอาชีพ

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากเลี้ยงปลาในกระชัง เพื่อเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม คุณกมล แนะนำว่า

“การที่เราจะทำอาชีพอะไร สิ่งที่อยากจะให้ศึกษาคือ เรื่องตลาด การเลี้ยงปลาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ลูกพันธุ์ ควรหาแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อปลาที่เลี้ยงจะได้โตดีมีคุณภาพ หากลูกปลาไม่ดี ไม่แข็งแรง มันก็ตาย เท่ากับว่าปลาที่เราขายก็ได้ไม่เต็มที่ น้ำหนักมันก็จะหายไป ขอให้ลูกปลาดี อาหารดี ยังไงมันก็โต หากลูกปลาไม่ดี อาหารไม่ดี เราจะเสี่ยงมากกับเรื่องขาดทุน มันก็ต้องเรียนรู้หลายๆ อย่าง โดยรวมประมาณนี้” คุณกมล กล่าว

ความขยัน อดทน

นำมาสู่รางวัลความสำเร็จ

จากความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทน การเลี้ยงปลาในกระชังของคุณกมลนั้น เริ่มต้นการเลี้ยงปลานิลเพียง 2 กระชัง ต่อมาได้ขยายการเลี้ยงมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน คุณกมล มีกระชังปลาถึง 70 กระชัง และมีพื้นที่สำหรับอนุบาลลูกปลาในบ่อดิน จำนวน 10 บ่อ ด้วยความขยัน การจัดการที่เป็นระบบภายในฟาร์มที่ดี ทำให้เธอได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2558

“คิดว่าจากรางวัลนี้ที่เราได้รับ ก็รู้สึกดีใจ เพราะสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราทำด้วยตัวเราเอง บริหารจัดการด้วยตัวเอง ปลาเราก็เอามาอนุบาลเอง ก็คิดว่าจากประสบการณ์ที่เรามี มันทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก จนเราประสบผลสำเร็จจนมีวันนี้” คุณกมล กล่าวด้วยสีหน้าที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข

คุณสุวิทย์ คชสิงห์ ประมงจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวให้ข้อมูลเสริม หลังจากสัมภาษณ์คุณกมลในครั้งนี้ว่า

“จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเทียบกันกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน นับว่ายังมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เราไม่มีภัยแล้งหลายปีมาแล้ว น้ำยังถือว่าดีมากในภาคอีสาน การเลี้ยงปลากระชังถือว่ายังประสบผลสำเร็จไปได้ เพราะตลาดยังต้องการ อย่างฟาร์มของคุณกมล ถือว่าได้เรียนรู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เพราะเกิดจากการลองผิดลองถูก สามารถรับมือได้กับสถานการณ์ต่างๆ ของน้ำในแม่น้ำโขง ว่าควรลงปลาในช่วงไหนที่จะเติบโตดี ส่วนคนที่อยากเลี้ยงสร้างรายได้ ก็อยากให้ศึกษาเรียนรู้ ถึงองค์ประกอบต่างๆ แล้วความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเหมือนคุณกมล”

จากผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หัวใจเกินร้อย ที่ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก มุ่งมั่นมานะ ขยันมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีพ เธอจึงเป็นเสมือนต้นแบบ ที่ทำให้เพื่อนๆ เกษตรกรได้รู้ว่า แม้ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการเกษตร คือการเลี้ยงปลา แต่ความสำเร็จของเธอเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ ลงมือทำ จึงนำไปสู่ความสำเร็จเป็นรายได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกมล ก้องเวหา หมายเลขโทรศัพท์ (089) 276-2238, (098) 651-9189

สนใจ การเลี้ยงปลานิล ในกระชังริมฝั่งแม่น้ำโขง ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ขอขอบพระคุณ คุณสุวิทย์ คชสิงห์ ประมงจังหวัดบึงกาฬ และคณะ ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

เลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

จากที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย และองค์กรเครือข่ายต่างๆ จัดงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 20 ประจำปี 2559 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “คนสร้างชาติ ควายสร้างคน บนรอยพ่อสอน” ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

จุดประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจให้ได้รับความรู้ด้านการจัดการเลี้ยงดูควาย การป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ และการพัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์เน้นให้เห็นความสำคัญของการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ควาย

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจ นอกเหนือจากกิจกรรมในงานคือ ตัวเลขประชากรควายของประเทศไทย ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้บอกว่า มีปริมาณลดลงอย่างน่าตกใจ

ควายลดวูบ เหลือ 7 แสนตัว

โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องจากการประกอบอาชีพทำนาปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนแรงงานควายเกือบ 100% ทำให้ควายหมดความสำคัญ ประกอบกับมีการนำควายเพศเมีย ควายที่ตั้งท้อง และควายอายุน้อยมาบริโภคมากขึ้น โดยมีการบริโภคปีละกว่า 200,000 ตัว ขณะที่มีลูกเกิดปีละประมาณ 150,000 ตัว เท่านั้น

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีปัญหาขาดแคลนพื้นที่เลี้ยงควายและแรงงาน โดยเฉพาะฤดูเพาะปลูกข้าวทำให้ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เพราะมีการแย่งชิงพื้นที่ไปทำประโยชน์อื่น ส่งผลให้เกษตรกรไม่อยากเลี้ยงและขายควายออกไป ขณะเดียวกัน ไทยยังมีการส่งออกควายมีชีวิตทั้งเพศผู้และเพศเมียไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ จีน และกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีความต้องการควายเพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนควายของไทยลดลงอย่างรวดเร็วจากปี 2548 ที่มีมากถึง 1,624,919 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงควาย 393,352 ราย ในปี 2558 ลดเหลือประมาณ 700,000 ตัว เกษตรกรประมาณ 185,000 ราย

ซึ่งแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาควายไทย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้มีแผนเร่งดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตควาย ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิตและความมั่นคงทางอาหารด้านปศุสัตว์ เพื่อเร่งรัดการผลิตควายและมีมาตรการปกป้องพันธุ์ควายเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเร่งกระตุ้นให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงควายเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อควายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงควายจำนวน 5,000 ราย เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรจัดซื้อควายตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อเพิ่มปริมาณฐานแม่ควายในประเทศมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพการผลิตให้ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและอนุรักษ์พ่อ/แม่พันธุ์ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายจำนวน 500 กลุ่ม พร้อมส่งเสริมสนับสนุนการปลูกพืชอาหารสัตว์และส่งเสริมการผสมเทียมควายด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีอีกว่า 20,000 ตัว จะทำให้ได้ลูกควายที่มีลักษณะดี เลี้ยงง่ายและโตเร็ว ซึ่งคาดว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ปริมาณควายของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านตัว

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการเพื่อปกป้องพันธุ์ควาย กรมปศุสัตว์ได้มีการจัดทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ และบังคับใช้กฎหมายโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 (กฎกระทรวง พ.ศ. 2546) เช่น ห้ามส่งควายเพศเมียออกนอกประเทศ ห้ามส่งแม่ควายตั้งท้องหรือแม่ควายเลี้ยงลูกอ่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ และเพิ่มศักยภาพการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เป็นต้น

“ขณะนี้ควายมีราคาค่อนข้างแพงโดยเฉพาะพ่อแม่ควายพันธุ์ดี มีราคาสูงถึงตัวละ 30,000-50,000 บาท นอกจากนั้น ควายเผือกยังมีราคาสูงด้วย เนื่องจากมีปริมาณน้อยและนับวันยิ่งหาค่อนข้างยาก หากเกษตรกรหันมาเลี้ยงควายเสริมอาชีพ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังได้มูลควายเป็นผลพลอยได้ สามารถผลิตเป็นปุ๋ยคอกนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน หรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

มาเลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลนำเสนอถึงการเลี้ยงควายในลักษณะที่เรียกว่า เลี้ยงแบบประณีต อันเป็นข้อแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 จังหวัดมหาสารคาม ในสังกัดกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. (043) 777-600 ซึ่งวิธีการดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ คุณชัชวาล ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 กล่าวว่า การเลี้ยงควายแบบประณีต หรือ Intensive Farm System เป็นรูปแบบการจัดฟาร์มสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแม่พันธุ์ควาย ภายใต้ระบบการบริหารจัดการพื้นที่ อุปกรณ์ และเครื่องมือเท่าที่จำเป็นให้เหมาะสมกับแรงงาน โดยใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ปล่อยเลี้ยงที่มีจำกัด

“ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ได้จัดทำฟาร์มสาธิตการเลี้ยงควายแบบประณีต ภายใต้สภาพพื้นที่ของจังหวัดมหาสารคามที่อยู่นอกเขตชลประทาน เป็นพื้นที่ราบเรียบ ดินมีลักษณะร่วนหยาบปนดินทราย และมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีน้อยกว่า 2,540 มิลลิเมตร และเน้นการจัดการเลี้ยงแบบประณีต ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้” คุณชัชวาล กล่าว

ภายในฟาร์มสาธิตดังกล่าว จะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการฟาร์ม ประกอบด้วย 5 ด้านที่สำคัญ คือ

หนึ่ง ด้านแรงงาน วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ

– แรงงานที่แนะนำคือ 1 คน อุปกรณ์ประกอบด้วย

– รถเข็น 1 คัน โดยให้มีขนาดความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร รถเข็นขนาดดังกล่าวเกษตรกรสามารถบรรจุหญ้าได้เต็มที่ประมาณ 40-60 กิโลกรัม ต่อครั้ง

– เครื่องตัดหญ้าสะพายไหล่ ขนาด 1.5 แรงม้า 1 เครื่อง จะสามารถตัดหญ้าได้ประมาณ 165 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง

– เครื่องหั่นสับ ขนาด 1.5 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง จะสับหญ้าได้ประมาณ 120 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง

– เครื่องสูบน้ำ 1 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง เพื่อใช้ในสูบและส่งน้ำ กรณีที่มีระยะทางไกล

– ถังหมักหญ้า ขนาด 150 ลิตร จำนวน 40 ใบ โดยถัง 1 ใบ จะสามารถทำหญ้าหมักได้ประมาณ 60 กิโลกรัม

สอง ด้านการจัดการโรงงานสำหรับเลี้ยงแม่พันธุ์จำนวน 5 ตัว

– พื้นที่คอก ควรมีขนาด 15×15 เมตร ประกอบด้วยพื้นที่ภายในโรงเรือน ขนาด 3×6 เมตร

– รางอาหาร กว้าง 0.8 เมตร ยาว 5.60 เมตร สูง 0.60 เมตร

– อ่างอาบน้ำสำหรับควายที่เลี้ยง ขนาดที่เหมาะสมคือ กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 0.70 เมตร สามารถบรรจุน้ำได้ 3,000 ลิตร

– แรงงาน 1 คน จะใช้เวลาในการทำความสะอาดคอก 30 นาที ต่อวัน

– อีกส่วนที่จะเป็นผลพลอยได้ของเกษตรกรคือ มูล โดยควาย 1 ตัว จะให้มูลเฉลี่ย 11 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ในขณะที่วัว ให้มูลเฉลี่ย 7.50 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน

สาม ด้านการจัดการให้อาหารสัตว์

– แม่พันธุ์ควาย จำนวน 5 ตัว จะต้องกินหญ้าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 250 กิโลกรัม ต่อวัน กรณีที่เกษตรกรปลูกหญ้าเนปียร์ จะต้องมีการจัดการให้พืชอาหารสัตว์ตามประสิทธิภาพผลผลิตหญ้า โดยในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน-กันยายน รวมประมาณ 120 วัน จะให้กินหญ้าสดอย่างเดียวประมาณ 250 กิโลกรัม ต่อวัน ส่วนช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม รวมระยะเวลา 245 วัน จะให้กินหญ้าสด 190 วัน และหญ้าหมัก 60 กิโลกรัม

โดยเมื่อรวมแล้ว เกษตรกรจะต้องให้หญ้าแก่แม่ควายที่เลี้ยงทั้งหมด 91.25 ตัน ต่อปี แบ่งเป็นหญ้าสด 76.55 ตัน และหญ้าหมัก 14.70 ตัน

– ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดหญ้าต่อวัน ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที และหากรวมระยะเวลาในการหั่นสับอีก 2 ชั่วโมง รวมเกษตรกรต้องจัดการเกี่ยวกับหญ้าประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที

– ในแต่ละปีเกษตรกรต้องมีต้นทุนค่าพืชอาหารสัตว์ประมาณ 6,475 บาท ต่อตัว

สี่ ด้านการจัดการแปลงหญ้า

– พันธุ์หญ้าที่แนะนำคือ หญ้าเนเปียร์ โดยพื้นที่แปลงหญ้า 1 ไร่ จะใช้ระยะปลูกประมาณ 60×40 เซนติเมตร จะได้จำนวนกอประมาณ 2,688 กอ

– การให้น้ำหญ้าเนเปียร์ที่ปลูก ในช่วง 3 สัปดาห์แรกหลังจากการตัด ให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากนั้นอีก 15 วัน ให้น้ำอีก 1 ครั้ง

– การให้ปุ๋ย มีข้อแนะนำว่าควรใส่ปุ๋ยคอกทุกครั้งหลังจากการตัด จากนั้นเมื่อเริ่มแตกหน่อให้ใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อครั้ง

– การตัด ตัดครั้งแรกเมื่อหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกอายุได้ 60 วัน จากนั้นตัดทุกๆ 45 วัน รวมทั้งปีจะสามารถตัดหญ้าได้ประมาณ 8 ครั้ง

– ผลผลิตของหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ถ้าเป็นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน จะได้ประมาณ 19 ตัน ต่อครั้ง ส่วนฤดูแล้ง เดือนตุลาคม-พฤษภาคม จะได้ประมาณ 10 ตัน ต่อครั้ง รวมผลผลิตทั้งหมด 100 ตัน ต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนในการผลิตอยู่ประมาณ 0.35 บาท ต่อกิโลกรัม

ห้า ด้านการทำหญ้าเนเปียร์หมัก

– ทางฟาร์มสาธิตจะทำการหมักหญ้าด้วยถังหมักขนาด 150 ลิตร ซึ่งสามารถหมักหญ้าได้ประมาณ 60 กิโลกรัม

– เวลาที่ใช้หมัก ทั้งหมด 1 ชั่วโมง ต่อถัง โดยแบ่งเป็นต้นหญ้าจากแปลง 23 นาที หั่นสับ 30 นาที อัดใส่ถัง 27 นาที และทำการหมักอีก 20 นาที

– ต้นทุนการผลิตหญ้าหมัก ประมาณ 0.38 บาท ต่อกิโลกรัม หรือ 22.84 บาท ต่อถัง

ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงควายแบบประณีตที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี

“นทพ.” เดินหน้าพัฒนาอาชีพเลี้ยงโค พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วยเกษตรกรช่วงราคาตกต่ำ

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา/รายงาน

การทำสวนยางพารา เป็นอาชีพที่พี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดเป็นอาชีพหลัก และเป็นวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน เมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโต ความต้องการใช้ยางพาราก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่ราคายางพาราพุ่งสูงขึ้น ชาวสวนยางจึงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกษตรกรหันมาลงทุนปลูกยาง มีการขยายพื้นที่การปลูกอย่างมากมายจนเกือบทั่วประเทศ

จากปี 2553 ที่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราจำนวน 18 ล้านไร่ และในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกอยู่ที่ 19.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 1.6 ล้านไร่

แต่เมื่อเกิดภาวะการผลิตยางพาราที่มากกว่าความต้องการของตลาด กอปรกับสภาวะทางเศรษฐกิจของโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคายางพาราตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบปัญหารายได้จากสวนยางที่ลดน้อยลง มีความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์ราคายางพาราในขณะนี้ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบความเดือดร้อน และได้รับนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ในการหาช่องทางช่วยเหลือบรรเทาแก้ไขปัญหา และส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผู้ที่ปลูกสวนยางพารา อย่างเป็นระบบเป็นการเร่งด่วน

พล.อ. สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) จึงมอบหมายให้ พล.อ. หัสพงศ์ ยุวนวรรธนะ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย เร่งดำเนินการจัดทำ โครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้และช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในสภาวะราคายางพาราตกต่ำ

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดทำโครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560” ขึ้น โดยเน้นให้ชุดบริการผสมเทียมโค ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ นำน้ำเชื้อโคเนื้อพันธุ์ดีที่ได้นำเข้าจากต่างประเทศหลายสายพันธุ์ มาให้บริการผสมเทียมโคให้แก่ราษฎรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมด้วยการฝึกอบรมราษฎรในพื้นที่ เพื่อเป็นสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครผสมเทียมและปศุสัตว์ โดยใช้น้ำเชื้อโคพันธุ์ดีจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รวมทั้งขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงโคอย่างถูกต้อง ให้ได้โคพันธุ์เนื้อคุณภาพ ในอันที่จะให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคสามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้

อาสาสมัครผสมเทียม/อาสาสมัครปศุสัตว์ ที่ส่งเสริมนี้เป็นเกษตรกรแกนนำมีบทบาทหน้าที่ในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงโค เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำเกษตรกรในด้านการเลี้ยงโค การจัดทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์ มีเป้าหมายในระยะเวลา 3 ปี จะต้องจัดตั้งให้ได้ 66 กลุ่ม มีสมาชิก 1,000 ราย ปริมาณโคเนื้อลูกผสมในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3,000 ตัว มูลโคสามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยได้หลายตัน มีการบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง การจัดการตลาด สร้างผลิตภัณฑ์

โดยในอนาคตจะพัฒนาเป็นสหกรณ์กลุ่มผู้เลี้ยงโค

จากการดำเนินการมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี สามารถจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็งได้แล้ว 38 กลุ่ม สมาชิกกว่า 500 ราย

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บ้านปิยา ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ การเลี้ยงโคครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ การผสมพันธุ์ การเลี้ยงโคให้ได้มาตรฐาน การรักษาโค การปลูกหญ้า การทำอาหารโค และอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าโครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560” ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมการเลี้ยงโค ดำเนินการอย่างมีระบบและต่อเนื่อง สนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงโคที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าโค

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาลูกโคพันธุ์พื้นเมืองอายุ 1 ปี จำหน่ายได้ใน ราคา 8,000-10,000 บาท ต่อตัว โคเนื้อลูกผสมอายุ 1 ปี ราคาถึง 20,000-30,000 บาท ต่อตัว

ทำให้เกษตรกรบางรายได้ยึดเป็นอาชีพหลักทดแทนอาชีพเดิมในการทำสวนยางพารา มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในอนาคตต่อไป

เตือนทำแนวกั้นไฟ ป้องกันไฟไหม้สวนยางภัยแล้ง

คุณเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมีความรุนแรง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีความห่วงใยสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ ที่อาจขาดแคลนน้ำจนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ซึ่งในช่วงแล้งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีแสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้ง และส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสวนยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางปลูกใหม่ และสวนยางเล็ก อายุไม่เกิน 3 ปี ควรเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งประมาณ 1 เดือน โดยควรจัดการสวนยางอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น การกำจัดวัชพืชในสวนยาง พร้อมทั้งหาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซากวัชพืช หญ้าคา หรือฟางข้าว มาคลุมโคนต้นยางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน รวมถึงการตัดแต่งกิ่งต้นยางเพื่อลดแรงต้านลม และใช้ปูนขาวทาบริเวณที่ตัดแต่งกิ่ง ซึ่งการจัดการและหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้งได้

“พี่น้องชาวสวนยางควรการทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง โดยการขุดถากวัชพืชและเก็บซากพืชบริเวณรอบๆ สวนยาง ออกเป็นแนวกว้างประมาณ 3-5 เมตร และควรกำจัดวัชพืชบริเวณแถวยางออก ข้างละ 1 เมตร แล้วนำเศษวัชพืชมาคลุมโคนต้นยาง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในหน้าแล้ง เพราะวัชพืชที่แห้งตายอาจเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟไหม้สวนยางได้”

“นอกจากนี้ แสงแดดในช่วงที่มีอากาศร้อนอาจทำให้ต้นยางพารามีรอยไหม้ เกษตรกรสามารถแก้ไขได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำทาบริเวณโคนต้น สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร รวมถึงการปลูกพืชแซมในสวนยางที่ให้ความชุ่มชื้นกับดิน อาทิ กล้วย และสับปะรด ก็สามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวสวนยางระหว่างช่วงปิดกรีดอีกทางหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขอคำปรึกษาการดูแลสวนยาง และข้อมูลที่สนใจเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ระนอง ใช้มูลหมู ลดค่าไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุจิต เมืองสุข

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ระนอง ใช้มูลหมู ลดค่าไฟ

พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มขนาดเลี้ยงหมูขนาดกลางที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปีแล้วก็ตาม

คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม จำนวน 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน

แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง ก่อให้เกิดปัญหา

ปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้สำเร็จลุล่วง ทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซมีเทน อันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ด้วยการนำของเสียจากฟาร์มมาแปรสภาพให้เป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม ช่วยเพิ่มรายได้ และกำจัดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาระหว่างฟาร์มกับชุมชน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งมอบให้สำนักงานพลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัด สำรวจและเข้าไปส่งเสริม หากพบว่าฟาร์มหรือชุมชนใดมีความพร้อม จะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร้อยละ 10 ในการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพภายในฟาร์มให้ สำหรับจังหวัดระนอง ชัยสิทธิ์ฟาร์ม อยู่ในขอบข่ายที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สามารถนำของเสียจากมูลหมูมาผลิตก๊าซชีวภาพใช้เองภายในฟาร์ม ทั้งยังช่วยลดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นปัญหาของฟาร์มให้ลดลง

ปี 2550 ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ก้าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเริ่มเดินระบบในปี 2551

คุณทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงพลังงาน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น ช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพิ่มขึ้นตามแผนพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ในปี 2579 หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย เพื่อเป็นการยกระดับให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร

“ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เมื่อปี 2550 และเริ่มเดินระบบได้ในปี 2551 ซึ่งระบบได้มีการก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพ รองรับปริมาณปศุสัตว์ภายในฟาร์ม ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 315 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 292 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง ต่อวัน หรือคิดเป็น 96,360 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อปี และสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอน ต่อวัน หรือ 495 ตันคาร์บอน ต่อปี และถึงแม้จะเป็นการนำไฟฟ้ามาใช้แค่ในฟาร์ม แต่ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงวันละประมาณ 1,168 บาท ต่อวัน หรือคิดเป็น 385,000 บาท ต่อปี”

คุณประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน อธิบายว่า การส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการวิจัย เมื่องานวิจัยประสบผลสำเร็จ จึงนำออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการฟาร์ม รวมถึงประชาชนที่สนใจ ซึ่งการวิจัยได้ส่งเสริมให้นำน้ำเสีย ของเสีย หรือขยะอินทรีย์ที่เหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยดำเนินการไปในฟาร์มแล้วกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าการติดตั้งระบบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินก่อสร้าง และเจ้าของฟาร์มหรือชุมชน ออกค่าใช้จ่ายเองอีกส่วน

“สำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม มีปัญหาเรื่องกลิ่นมูลหมู เพราะจะเป็นฟาร์มขนาดกลาง เก็บมูลหมูตากแห้งจำหน่าย แต่กลิ่นก็ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก การนำของเสียจากมูลหมูจำนวนหนึ่งไปผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากจะทำให้ฟาร์มสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้แล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้อีกด้วย”

คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ในการติดตั้งระบบที่เจ้าของฟาร์มต้องลงทุนเองจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มทุนและไม่ได้คิดว่า ระบบจะมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนเมื่อใด เพราะสิ่งที่ได้รับจากการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ช่วยลดแรงกดดันที่ชุมชนมีต่อฟาร์มลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นมูลหมูที่เป็นปัญหา นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 40 เพราะก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบ จำนวน 2 หน่วย สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 1 คิวบิกเมตร

สำหรับปัญหาสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในจังหวัด ซึ่งจะมีผลต่อการเดินระบบการผลิตก๊าซชีวภาพ เพราะจังหวัดระนอง เป็นจังหวัดที่มีสภาพภูมิอากาศชื้น มีฝนและร้อนสลับกันบ่อยครั้งนั้น คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพที่นำมาใช้ในฟาร์มจะได้ในปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในฤดูฝน สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 8-10 ชั่วโมง ในฤดูแล้ง สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 10-12 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินระบบตั้งแต่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนให้กับสถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร ในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผล และเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฟาร์มหมู ซึ่งเป็นตัวอย่างการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดค่าไฟฟ้าแล้วนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ยังพร้อมส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น พลังงานขยะ พลังงานชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โทรศัพท์ (02) 612-1555 ต่อ 204-205 หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด

“ช่างปูกระเบื้อง” หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ ที่ กศน. ตำบลท่าทอง สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ช่างปูกระเบื้อง” หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ ที่ กศน. ตำบลท่าทอง สุโขทัย

“วัด” นับเป็นศูนย์กลางการศึกษาของเด็กไทยตั้งแต่สมัยโบราณ พระที่เชี่ยวชาญภาษาบาลีและแตกฉานด้านพระธรรมวินัย ถูกยกย่องว่าเป็นปราชญ์ จะทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนเด็กๆ ทั้งภาษาบาลี ภาษาไทย ในบางท้องถิ่นอาจสอนวิชาชีพต่างๆ เช่น ช่างถม ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างปั้น วิชาแพทย์แผนโบราณ และวิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รู้จักการใช้อาวุธ การบังคับสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการออกศึกและตำราพิชัยยุทธ ไปพร้อมๆ กันด้วย

ปัจจุบัน แม้ว่าบทบาทของวัดและพระสงฆ์จะลดลงไปจากเดิม แต่กระนั้น วัดและพระสงฆ์ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ยังคงเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีทางประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน และเป็นศูนย์กลางแห่งประชาคม ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาล

วัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม

วัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม เป็นวัดเก่าแก่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ตามการสืบค้นด้านวัตถุโบราณจากสำนักงานโบราณคดีสรุปว่า เคยเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่พุทธศักราช 1900-2100 แต่ก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ต่อมา ปี พ.ศ. 2531 พระครูวิจิตรธรรมนิเทศก์ (โชติ) ได้ริเริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ และขอขึ้นทะเบียนวัดตามกฎหมายและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน

ทางวัดเล็งเห็นประโยชน์ด้านการศึกษา จึงมอบอาคารอเนกประสงค์ของวัด ให้ กศน. ตำบลท่าทอง ใช้เป็นศูนย์การเรียนชุมชนตำบลท่าทอง จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและประชาชนเกิดการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการ ประสบการณ์ เทคโนโลยีและสภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องตามโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งวัดพัฒนาของตำบล ตลอดจนจัดการศึกษาเพื่อให้สมกับเจตนารมณ์ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

นอกจากนี้ ทางวัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม เล็งเห็นว่า การรู้หนังสือ เป็นรากฐานของการแสวงหาความรู้ อันจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างยั่งยืนตลอดชีวิต ทางวัดจึงได้เปิด “ที่อ่านหนังสือชุมชน” ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของ กศน. ตำบลท่าทอง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้พัฒนาการอ่านและมีความรู้เพิ่มมากขึ้น

กศน. ตำบลท่าทอง

กศน. ตำบลท่าทอง มุ่งเป้าเป็นศูนย์กลางการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับประชาชนในชุมชน เป็นสถานที่เสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิทยาการ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งเป็นแหล่งบริการในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิตให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และมุ่งการพัฒนาแบบพึ่งตัวเอง

ที่ผ่านมา คุณสมโภช ช่างดำริห์ ครู กศน. ตำบลท่าทอง ได้ทำงานบูรณการกับหน่วยงานในท้องถิ่น ในรูปแบบต่างๆ เช่น กิจกรรมอำเภอเคลื่อนที่ โดย กศน. ตำบลท่าทอง ได้ร่วมกับห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน (รถโมบายเคลื่อนที่) ณ โรงเรียนบ้านหนองป่าตอ โดยนำกิจกรรมต่างๆ มาให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก เช่น กิจกรรมอ่านหนังสือรถโมบาย กิจกรรมเล่านิทานและตอบคำถามจากนิทาน ชิงรางวัล กิจกรรมถาม-ตอบ ปัญหาอาเซียน กิจกรรมทำที่คั่นหนังสือสานด้วยมือ กิจกรรมร้องรำทำเพลง กิจกรรมทำที่คั่นหนังสือด้วยไม้ไอติม กิจกรรมสาธิตการพับริบบิ้น เป็นต้น

“ช่างปูกระเบื้อง”

หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ

ที่ผ่านมา กศน. ตำบลท่าทอง ได้จัดหลักสูตรการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานทำให้แก่ชุมชนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่ง “หลักสูตรช่างปูกระเบื้อง” เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับความสนใจจากผู้เรียนอย่างมาก เพราะอาชีพช่างปูกระเบื้องเป็นอาชีพอิสระ ที่ผู้เรียนสามารถนำมาเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพรองได้

“ช่างปูกระเบื้อง” เป็นอาชีพที่ผู้สนใจสามารถเรียนรู้ได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่มีต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพราะเป็นอาชีพที่ใช้ฝีมือและทักษะในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันที่พักอาศัยของประชาชนส่วนใหญ่ก่อสร้างจากวัสดุคอนกรีต ซึ่งการตกแต่งภายในและภายนอกจะนิยมใช้กระเบื้องเป็นส่วนประกอบทั้งพื้นบ้าน ผนัง ห้องน้ำ และปัจจุบันครอบครัวของสังคมไทยเป็นครอบครัวขยาย จึงมีการปลูกที่พักอาศัยมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบอาชีพด้านช่างปูกระเบื้องขาดแคลน อาชีพช่างปูกระเบื้องเป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพของผู้ที่ยังไม่มีงานทำ หรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพที่เป็นงานอิสระและมั่นคงได้ในอนาคต

หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ “วิชาช่างปูกระเบื้อง” ทาง กศน. ตำบลท่าทอง จะเน้นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ที่ไม่มีอาชีพ และผู้ที่มีอาชีพแล้วแต่ต้องการพัฒนาอาชีพ โดยหลักสูตรนี้จะมีระยะเวลาการเรียนการสอนจำนวน 48 ชั่วโมง โดยสอนช่องทางการประกอบอาชีพในระดับพื้นฐาน ตั้งแต่ประโยชน์และความสำคัญของการปูกระเบื้อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปูกระเบื้อง ตั้งแต่ชนิดของกระเบื้อง ที่มี 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น กระเบื้องปูฝาผนัง กระเบื้องดินเผา

รวมทั้ง ชนิดของวัสดุปูกระเบื้อง ได้แก่ กาวซีเมนต์สำหรับปูกระเบื้อง ปูนปูกระเบื้อง (ปูนสำเร็จรูป) ปูนทรายผสมเอง ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ปูกระเบื้องและวิธีใช้ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ และสอนทักษะการประกอบอาชีพ จำนวน 24 ชั่วโมง (ทฤษฎี 4 ชั่วโมง ปฏิบัติ 20 ชั่วโมง) โดยครูผู้สอนจะเตรียมพื้นที่ เตรียมกระเบื้อง และวัสดุอุปกรณ์ สอนให้ผู้เรียนรู้จัก วิธีปูพื้น วิธีปูฝาผนัง วิธีปูกระเบื้องดินเผา วิธีการเก็บรายละเอียดของชิ้นงาน การบริหารจัดการในการประกอบอาชีพ จำนวน 10 ชั่วโมง (ทฤษฎี 3 ชั่วโมง ปฏิบัติ 7 ชั่วโมง) สอนหลักการคำนวณพื้นที่ และคำนวณราคาในการปูพื้น/ปูผนัง/ปูกระเบื้องดินเผาได้ ขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ และการหาลูกค้า การเจรจาต่อรองราคากับลูกค้า

หากใครมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กับ คุณสมโภช ช่างดำริห์ กศน. ตำบลท่าทอง ได้ที่ สำนักงาน กศน. ตำบลท่าทอง วัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม หมู่ที่ 1 ตำบลท่าทอง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย 64110 โทร. (083) 167-5246

กศน. จับมือ สภาพัฒนาการเมือง ร่วมวางยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน. มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับองค์กรภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทางสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) ในการร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาโดยใช้แผนพัฒนาการเมืองเป็นกรอบแนวทางเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสร้างกลไกความร่วมมือในการดำเนินงานในพื้นที่ ระหว่างสภาพัฒนาการเมืองเและสำนักงาน กศน. ในปี 2559 นี้ โดยโจทย์สำคัญของ กศน. ที่ต้องปฏิบัติ คือ ทำอย่างไร ให้กระบวนการของประชาธิปไตย เข้าไปซึมในวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนให้จงได้ โดยผ่านกระบวนการทำงานของ กศน. ระดับจังหวัด และระดับตำบล เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีความเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้น

เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน กศน. มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานทั้งในระดับจังหวัดและตำบลที่มีความใกล้ชิดและมีโอกาสเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี เข้าไปประสาน รวมถึงเป็นกลไกขับเคลื่อนการสร้างเวที การรับรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ในที่สุด โดยจะมีการเปิดเวทีในโครงการส่งเสริมและพัฒนาสำนึกพลเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยขึ้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2559 อันประกอบด้วยผู้แทนภาคประชาชนจาก 53 จังหวัด จังหวัดละ 10 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีทางการเมือง ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน ชุมชนและการต่อต้านการทุจริต เพื่อให้ภาคประชาชนที่ร่วมกิจกรรมมีการรับรู้ เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมืองและระบอบประชาธิปไตยทั้งในระดับพื้นที่และประเทศต่อไป

Roasted Shrimp Paste

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Roasted Shrimp Paste

Shrimp paste kapi is concocted from folk wisdom in Suvarnabhumi (“Land of Gold” Southeast Asian Peninsula) for millennia, where the Mon people dwelled and founded some of the earliest civilizations; long before the Bamar people entered the upper Irrawaddy valley and drove the Mon down south, overtaking the land as well as adopting Mon culture.

Kapi is a common ingredient used in Southeast Asian and Southern Chinese cuisine; be it in Thailand, Myanmar, Lao, Cambodia, Indonesia, Malay, Vietnam, Cantonese and Hainan. The word kapi was believed to derive from Burmese ngapi which means fermented fish.

But, Khang Samrap Mon (Mon Cuisine) book by Ong Bunjoon (Matichon Publishing House, May 2014) discloses otherwise; that kapi comes from Mon kapoi also pronounced kapi: ka-fish, poi-3, hence “fish3”; from Mon kapi making process of salting the fish, pounding to rid of scale and sun drying; repeated 3 times before tight packing in a jar to ferment.

Most Thai kapi is made from krill, plentiful along Andaman Seashore. When buying kapi you must specify whether for curry or for chili paste; the latter being more delicate and more expensive.

Kapi is like a seasoning powder or Japanese Umami made from seaweed essence to enhance food flavour, awaken taste bud; the essence found in salted meat or vegetable and strictly warned by doctors for those with tendency on gout or diabetes to stay away from. Yet, ancient Thai recipes include herbal antidotes – turkey berry, Brinjal etc. for kapi-chili paste or kapi-curry; thus keeping our ancestors from extinction but breeding a lot of doctors up till today.

An ancient Thai dish and easy to make is Roasted Shrimp Paste Kapi Khua.

Please do not mistake Kapi Lon “chowder” for Kapi Khua. While kapi khua is roasted till dry with surface oil; Lon, rich in coconut cream, is runny. With the same side vegetable, Kapi Lon adds dried or crispy fish, fresh shrimp, minced pork, etc. Our ancestors left options; but each with different names.

Kapi Khua according to mom-in-law Ayutthaya recipe for family of 4-5: dried cayenne pepper 16; minced fingerroot 4 tbsp; chop shallot 4 tbsp; palm sugar 4 tbsp; premium kapi 3 tbsp; coconut cream 4 cups. Side vegetable depends on what are available: curcuma, wing bean, Japanese cucumber, Turkey berry, Brinjal, culantro, etc.

Preparation: for pounding, tear up dry cayenne and immerse in water till soft and rid of seeds, pound with fingerroot and shallot till fine and add kapi. In frying pan over medium heat, roast coconut cream till oil extracts, then add kapi mixture and palm sugar. Stir until it dries up with coconut oil surface. Dress vegetable side dish, enjoy it with steaming rice.

กะปิคั่ว

กะปิ เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านใน “สุวรรณภูมิ” นับพันๆ ปีมาแล้ว ดินแดนนี้เดิมเป็นถิ่นฐานของชนชาติมอญ สร้างบ้านแปงเมืองและอารยธรรม ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพจากแถวยูนนาน ลงมาสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และรุกเบียดชาวมอญลงไปทางใต้ รวมทั้งเข้าครอบครองทั้งอาณาจักรมอญ และวัฒนธรรมของมอญที่ตนเองขาดไปด้วย

กะปิ เป็นเครื่องปรุงรสที่แพร่หลายในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนใต้ของประเทศจีน ทั้งในไทย พม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีนฮกเกี้ยน และจีนไหหนานด้วย เดิมมักเข้าใจว่า คำๆ นี้มาจาก “งาปิ” ของพม่า แปลว่า “ปลาหมัก”

แต่จากหนังสือ “ข้างสำรับมอญ” โดย องค์ บรรจุน (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2557) เชื่อว่า ทั้งไทยและพม่าน่าจะได้คำว่ากะปิมาจากมอญว่า “กะป๊อย” ซึ่งออกเสียง “กะปิ” ได้เช่นกัน กะ แปลว่า ปลา ป๊อย แปลว่า สาม แปลตรงตัวว่า ปลาสาม เพราะกะปิของคนมอญ ต้องนำปลาเคล้าเกลือทิ้งไว้ ตำเอาเกล็ดออกแล้วตากแดด เสร็จแล้วนำมาตำแล้วตากแดด ทำซ้ำกันดังนี้ 3 ครั้ง จึงยัดเก็บไว้ใส่ไหหมักเป็นกะปิ

กะปิไทยส่วนใหญ่ทำจากกุ้งเคย ซึ่งมีมากในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน จึงผลิตกะปิกันในพื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเล เวลาซื้อกะปิ ต้องระบุว่า กะปิแกง หรือกะปิน้ำพริก อย่างหลังจะหอมเนียนกว่า และแพงกว่า

กะปิมีคุณสมบัติคล้ายกับผงชูรส หรืออูมามิที่ทำจากน้ำซุปสาหร่ายทะเลของชาวญี่ปุ่น ช่วยชูรสชาติของอาหารให้ดีขึ้น เปิดต่อมรับรสที่ลิ้น ส่วนประกอบของสารเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป จากการหมักเนื้อสัตว์หรือพืชด้วยเกลือ หมอมักเตือนคนมีแนวโน้มเป็นเกาต์หรือเบาหวานให้ห่างๆ ไว้ แต่ในสำรับไทยโบราณ ท่านมักมีสมุนไพรแก้ลำไว้เสมอ เช่น น้ำพริกกะปิ หรือแกงเข้ากะปิทั้งหลาย ให้มีมะเขือพวง มะเขือเปราะ ไว้ในสำรับ บรรพบุรุษเราจึงอยู่รอดอย่างอิ่มหนำสำราญ มีลูกหลานเป็นหมอมาจนทุกวันนี้

จานไทยดั้งเดิมและทำง่ายอีกจานหนึ่ง คือกะปิคั่ว

ขอหมายเหตุกันความสับสนว่า อย่าเอากะปิคั่วกับกะปิหลนไปปนเปกัน กะปิคั่ว คั่วจนแห้งมีมันลอยหน้า ส่วนกะปิหลนเข้มข้นกะทิก็จริง แต่ยังเหลวเป็นน้ำ แม้จะใช้ผักจิ้มเดียวกัน หลนนั้นจะใส่ปลาแห้ง ปลากรอบ กุ้งสด หมูสับ ได้อีกสารพัน โบราณท่านถึงได้เปิดทางไว้ แต่ต่างชื่อกัน

กะปิคั่ว ตามตำราข้างอโยธยาของแม่ยาย สำหรับครอบครัว 4-5 คน มี พริกชี้ฟ้าแห้ง 16 เม็ด กระชายสับ 4 ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ กะปิอย่างดี 6 ช้อนโต๊ะ หัวกะทิ 4 ถ้วยตวง ส่วนผักเคียงนั้น เช้านี้ที่ตลาดมีอะไรก็หยิบใส่ตะกร้าให้แม่ค้าชั่ง ขมิ้นขาว ถั่วพู แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือพวง มะเขือม่วง ผักชีฝรั่ง ฯลฯ แล้วแต่จะชอบ

วิธีทำ เตรียมของลงครก ฉีกพริกแห้งเป็นชิ้น แช่น้ำจนนุ่ม พริกคายเม็ดแล้วบีบน้ำออก โขลกกับกระชาย หอมแดง ละเอียดแล้วจึงใส่กะปิ ตั้งกระทะไฟกลาง เคี่ยวหัวกะทิจนแตกมันค่อยใส่เครื่องกะปิ น้ำตาลปี๊บ หมั่นคนจนกะทิงวดแตกมันลอยหน้า จัดผักเคียงใส่จาน กินกับข้าวร้อนๆ

ตลาดน้ำท่าคา ตัวตนคนอัมพวาที่ยังคงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ท่องเที่ยวเกษตร

นัย บำรุงเวช

ตลาดน้ำท่าคา ตัวตนคนอัมพวาที่ยังคงอยู่

ปัจจุบัน ตลาดน้ำ ได้รับการรื้อฟื้นกลับขึ้นมาหลายแห่ง หลายแห่งเป็นตลาดน้ำที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม แต่บางแห่งสภาพภูมิประเทศไม่สามารถเป็นตลาดน้ำก็ยังยัดเยียดผลักดันให้เป็นตลาดน้ำขึ้นมา เช่น มีหนองน้ำใหญ่อยู่บนที่สูงเชิงเขา อันเป็นการบิดเบือนธรรมชาติ สร้างวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนขึ้นมาใหม่ หวังดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพตามกระแส

ตลาดน้ำ เกิดขึ้นมานานมาก พร้อมกับวิถีการดำรงชีวิตของคนไทยที่ผูกพันกับแม่น้ำ ลำคลอง ได้อาศัยแม่น้ำ ลำคลอง เพื่อการคมนาคม การแลกเปลี่ยนและค้าขายผลผลิตการเกษตร กาลเวลาเปลี่ยนไป แม่น้ำ ลำคลอง ถูกลดความสำคัญลงเมื่อการคมนาคมทางบกสะดวกรวดเร็วกว่ามาแทน แต่ยังมีตลาดน้ำอีกแห่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือความเป็นตัวตนดั้งเดิมอยู่ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่พอมีเค้าโครงของรากเหง้าในอดีตอยู่ นั่นคือ ตลาดน้ำท่าคา อยู่ที่ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในอดีต คลองท่าคา ใช้เพื่อการเดินทางระหว่างคนอัมพวากับคนแม่กลอง คนจากอัมพวาพายเรือขึ้นไป คนแม่กลอง พายเรือลงมาพบกันที่บ้านท่าคา จึงใช้เป็นสถานที่นัดแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในบางนั้นและในละแวกใกล้เคียง คาดว่าจุดแลกเปลี่ยนแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2480 เดิมชาวบ้านเรียกว่า ตลาดนัดท่าคา มีสภาพการดำรงชีวิตแบบพื้นบ้านของจังหวัดสมุทรสงครามมาแต่ดั้งเดิม เนื่องจากวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาวจังหวัดสมุทรสงครามเป็นวิถีชีวิตแบบชาวสวนและแบบชาวประมง จึงนำสินค้าและผลผลิตจากสวนมาแลกเปลี่ยนกับอาหารทะเล ต่อมามีการสร้างคันดินขวางคลองเพื่อกันน้ำเค็มจากด้านแม่กลองไม่ให้ไหลเข้ามาที่อัมพวา ป้องกันไม่ให้พืชสวนผลไม้ต่างๆ ต้องเสียหายจากน้ำเค็ม คันดินนี้เรียกว่า ทำนบ ทำให้การคมนาคมที่เคยติดต่อกันได้สะดวกถูกกั้นขวางโดยทำนบดิน ทำนบเป็นคันดินกั้นขวางลำคลองท่าคา แบ่งคลองออกเป็น 2 ด้าน การแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรเลยมาทำกันบนทำนบคลองท่าคา และใช้เป็นจุดนัดพบกันในที่สุด ทางฝั่งอัมพวานำเอาพืชผักและผลไม้จากสวน เช่น พริก หอมบางช้าง กระเทียม น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าว มะม่วง ส้มโอ ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ มา ส่วนทางฝั่งแม่กลองนำเอาอาหารทะเลแห้ง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ น้ำปลา เกลือ ฯลฯ มาแลกเปลี่ยนตามนัดที่นัดกันโดยไม่มีการซื้อขายเป็นเงินตรา และตรงกลางทำนบมีร่องขนาดลำเรือเป็นดินเลนขึ้นมันวาวจากการถูกไถของท้องเรือที่เข็นขึ้นข้ามไปอีกฝั่ง การเข็นเรือจะง่ายเมื่อสาดด้วยน้ำจนลื่น ทำนบกันน้ำเค็มทำไว้หลายแห่งตามคลองต่างๆ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ทำขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำเค็ม แต่ว่าทำนบดินไม่สามารถควบคุมน้ำเค็มได้ทั้งหมด แม้ข้อดีของมันสามารถป้องกันไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาได้ แต่ข้อเสียของมันทำให้น้ำจืดไม่สามารถไหลลงทะเลได้ จึงสร้างประตูน้ำขึ้นมาแทน แต่ประตูระบายน้ำมีความสูงและระยะทางมากกว่า ทำให้การข้ามไปหากันเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นไปด้วยความทุลักทุเล ลำบากกว่าเดิมเสียอีก ถ้าอยากข้ามไปหากันจะต้องพายเรือเข้าในคลองเล็ก กว่าจะลัดเลาะถึงกันได้ ต่อมาจึงย้ายจุดนัดพบที่ท่าคาเข้ามาที่ปากคลองพันลา ติดกันกับคลองท่าคา ไม่ห่างจากจุดเดิมมากนัก ตลาดนัดคลองพันลาได้เป็นจุดนัดพบแลกเปลี่ยนสินค้าเรื่อยมา คลองพันลาได้เพี้ยนเป็นคลองศาลา

การนัด ได้ยึดถือสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ โดยนัดกันในวัน 2 ค่ำ 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ดังนั้น ใน 1 เดือน จึงมีการนัดกัน 6 ครั้ง ตลาดนัดเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้า ชาวสวนต่างพายเรือกันมาลอยลำที่ปากคลองศาลา (ความกว้าง ประมาณ 12 เมตร แคบกว่าคลองอัมพวา) ถึงตอนสายคลองที่แคบอยู่แล้วกับแคบกว่าเดิมเมื่อเรือจำนวนมากต่างพายเบียดกันมาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากัน แต่ละลำ ลำแล้วลำเล่า พายจากลำหนึ่งไปหาอีกลำหนึ่ง จนได้สินค้าตามที่ต้องการเป็นที่พอใจจะพายจากไป บ่ายคล้อยไปแล้วลำคลองจึงกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ตลาดอาจวายในตอนบ่ายก็ได้ เอาแน่ไม่ได้ หรืออาจวายก่อนเที่ยงวันถ้าน้ำในคลองแห้งเร็ว เป็นอุปสรรคต่อการพายเรือ บีบให้เรือต่างรวมกันที่กลางคลอง ขยับเขยื้อนลำบากล่าช้า ต่อมาการแลกเปลี่ยนผลผลิต มาเป็นการซื้อขายระหว่างกัน ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่า ยุติธรรมมากขึ้น เรือพายบางลำเปลี่ยนมาติดเป็นเครื่องเรือหางยาว เรือติดเครื่องยนต์จะดับเครื่องยนต์เมื่อเข้าใกล้จุดนัด ช่วงระยะเวลาที่มีการซื้อขายสินค้ากันที่วุ่นวายคึกคัก อยู่ระหว่างเวลา 10.00-12.00 นาฬิกา ในอดีตเคยมีเรือมารวมตัวกัน 200-300 ลำ จนแน่นลำคลอง

ตลาดน้ำท่าคา ได้รับการผลักดันให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2538 ครั้งนั้น คุณสาวิตต์ โพธิวิหก อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวได้มาทำพิธีเปิดตลาดน้ำท่าคา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 เป็นการจุดกระแสให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวตลาดน้ำท่าคา ริมตลิ่งสองข้างได้มีการสร้างแนวคอนกรีตป้องกันตลิ่งพัง พร้อมกับทางเท้าเรียบคลอง จากกระแสข่าวการท่องเที่ยวตลาดน้ำทำให้นักท่องเที่ยวต้องการมาเที่ยวตลาดน้ำท่าคากันมาก แต่นักท่องเที่ยวต่างผิดหวังเพราะมาเที่ยวไม่ตรงกับวันนัด 2 ค่ำ 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ จึงไม่มีเรือในคลอง ถ้ามาตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์ก็โชคดีได้พบกับตลาดน้ำ ต่อมาเพื่อเป็นการตอบรับนักท่องเที่ยว ทางองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โดย คุณวินัย นุชอุดม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา จึงกำหนดให้มีตลาดในวันเสาร์-วันอาทิตย์ เพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อปี พ.ศ. 2551 จากนั้นได้มีการสร้างร้านค้าบนบก ส่วนมากขายของที่ระลึก ของฝากต่างๆ สร้างหลังคาคร่อมถนนทางเข้า สร้างลานจอดรถ สร้างห้องสุขาเพิ่ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ที่ลานจอดรถมีรูปปั้นรัชกาลที่ 5 อยู่ภายในศาลาไทย สร้างสะพานข้ามคลองอีก ทำให้มีสะพาน 2 แห่ง มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว นอกจากสินค้าผลผลิตทางการเกษตรที่เคยเป็นหลัก ได้มีอาหารต่างๆ เพิ่มขึ้นมา เรือขายก๋วยเตี๋ยว เรือขนมจีน เรือขนมเบื้องโบราณ เรือหอยทอด เรือผัดไทย เรือกาแฟ และเรือขนมไทย อื่นๆ ล้วนราคาถูกและอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น หอยทอด จานละ 20 บาท

ตลาดน้ำท่าคา เป็นตลาดนัดทางน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวิถีชีวิตชาวบ้านซึ่งมีอาชีพทำสวนตาลมะพร้าวและปลูกพืชผลชนิดต่างๆ ชาวบ้านต่างพายเรือนำผลผลิต พืชผักและผลไม้จากสวนมาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกัน เฉพาะในวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ 12 ค่ำ ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00-11.00 นาฬิกา ในวันเสาร์-วันอาทิตย์ จะขยายเวลาออกไป แต่เรือจะมีไม่มากเหมือนวันนัดจริง เป็นสินค้าบนบกเสียมากกว่า สินค้าเน้นพืชผลจากชาวสวนโดยตรง ใหม่และสดในราคาถูก นอกจากนี้ จะได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวท่าคาที่ประกอบอาชีพทำสวนตาลมะพร้าวส่วนใหญ่ การมีตลาดนัดนับข้างขึ้นข้างแรมแบบโบราณของไทยคงเป็นการสื่อสารที่เข้าใจยากสำหรับคนสมัยใหม่และนักท่องเที่ยว ดังนั้น ทางองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคาจึงขึ้นป้ายบอกในแต่ละเดือนว่ามีตลาดนัดวันใดบ้าง นอกจากวันเสาร์-วันอาทิตย์

มีบริการเรือพายพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมหมู่บ้านและเรือกสวนผลไม้ในบริเวณนั้น ในราคาลำละ 200 บาท นั่งได้ 6 คน ใช้เวลาชมจนกว่านักท่องเที่ยวพอใจ ระยะทางจากตัวจังหวัดสมุทรสงครามไปถึงตลาดน้ำท่าคา ประมาณ 16 กิโลเมตร จากอำเภออัมพวาไป ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร การเดินทางเส้นทางที่ 1 ใช้ทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-ดำเนินสะดวก) ที่กิโลเมตร 32 บางใหญ่ (เลยทางแยกเข้าวัดเกาะแก้วไปเล็กน้อย) มีทางแยกขวา ไปอีก 5 กิโลเมตร ไปหมู่ที่ 2 บ้านท่าคา ถนนลาดยาง 2 ช่องทาง ค่อนข้างแคบคดเคี้ยว ผ่านสวนมะพร้าว สวนผลไม้อันร่มรื่น ถ้ามาในตอนเช้าๆ จะได้เห็นคนขึ้นต้นมะพร้าวเพื่อปาดตาลหรือหาบกระบอกน้ำตาลสดหรือเข็นรถใส่กระบอกน้ำตาลเพื่อไปเคี่ยวเป็นน้ำตาลปี๊บ มะพร้าวใช้ทำน้ำตาลได้ เปลี่ยนมาเป็นมะพร้าวพันธุ์เตี้ยกันมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการปีนป่ายขึ้นไปเอาน้ำตาลสดลงมา หรือเลือกเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถสองแถวได้ที่ตลาดตัวเมือง หน้าธนาคารทหารไทย สายท่าคา-วัดเทพประสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 นาฬิกา รถจะออกทุก 20 นาที เส้นทางที่ 2 จากตลาดแม่กลองไปตามเส้นทางถนนเอกชัย-กรุงเทพฯ แยกเข้าทางไปวัดเทพประสิทธิ์ ถึงตลาดน้ำท่าคา และเส้นทางที่ 3 จากถนนธนบุรี-ปากท่อ-กรุงเทพฯ แยกเข้าทางถนนลาดยางใหญ่ และแยกเข้าวัดเทพประสิทธิ์ ถึงตลาดน้ำท่าคา

ที่ตลาดน้ำท่าคา ยังมีขนมโบราณที่ไม่เคยพบที่ไหน ก็จะมาพบที่นี่ เช่น ขนมด้วง ขนมถุงทอง หน้าตารสชาติเป็นอย่างไรให้มาพิสูจน์กันเอง ที่นี่เป็นตลาดน้ำของคนท่าคาจริงๆ มีคนและสินค้าจากภายนอกแปลกปลอมเข้ามาน้อยมาก ต่างจากตลาดน้ำอัมพวาที่นับหัวคนอัมพวาโดยกำเนิดได้มีไม่กี่ราย สิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือ ธุรกิจบ้านพักโฮมสเตย์ มีไว้รองรับนักท่องเที่ยวหลายหลัง เมื่อมาพักจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวสวนในการทำน้ำตาลปี๊บ ดูการขึ้นต้นมะพร้าวเพื่อปาดงวงมะพร้าวบนยอดเอาน้ำตาลสด ซึ่งได้เห็นน้ำตาลสดและสามารถขอดื่มน้ำตาลสดจริงๆ ได้ ชมการเคี่ยวน้ำตาลสดจนเป็นน้ำตาลปี๊บ ตลาดน้ำท่าคายังคงความเป็นธรรมชาติและวิถีการดำเนินชีวิตของชาวสวนอัมพวา ไม่ต่างจากอดีตที่มีความเป็นตัวตนแท้จริงมาแต่ดั้งเดิม อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา ตลาดน้ำท่าคาจึงเป็นตัวตนคนอัมพวาที่ยังคงอยู่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเวลานัดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โทรศัพท์ (034) 766-208

ซีวานา รีสอร์ท@เกาะหมาก…รีสอร์ทของคู่หนุ่มสาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เกษตรท่องเที่ยว

กาญจนา จินตกานนท์/ตราด

ซีวานา รีสอร์ท@เกาะหมาก…รีสอร์ทของคู่หนุ่มสาว

“เกาะหมาก” จังหวัดตราด ฮอตมั้ย คำถามในเวลานี้ ต้องตอบว่า ฮอตมากๆ เพราะนักท่องเที่ยว 3 ปี (2555-2557) ย้อนหลังไม่ลด ปีละประมาณ 130,000 คน สร้างรายได้ให้ปีละประมาณ 800 ล้านบาท ในจำนวนนักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นชาวต่างประเทศ เป็นหลักประมาณ 80% ส่วนใหญ่กลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย เนื่องจากเป้าหมายการท่องเที่ยวของเกาะหมากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชัดเจน (เกาะโลว์คาร์บอน) แต่เจ้าของรีสอร์ทส่วนใหญ่กลับยืนยันไม่ขยายปริมาณห้องพักตามใจลูกค้า แต่จะพัฒนาคุณภาพสู่มาตรฐานแทน อ่านถึงตอนนี้เกาะหมากไม่ไปไม่ได้แล้วล่ะ โดยเฉพาะเราๆ นักท่องเที่ยวชาวไทย สำหรับคู่หนุ่มสาวหรือครอบครัวเล็กๆ แล้ว “ซีวานา รีสอร์ท” เป็นที่พักที่น่าสนใจ ซึ่งบริหารโดยคนรุ่นใหม่ ทายาทของนักธุรกิจเกาะหมากแท้ๆ

จาก เกาะหมาก รีสอร์ท…

แตกแขนง ซีวานา รีสอร์ท

ทางเลือกใหม่ของหนุ่มสาว

คุณสุรีย์พล ตะเวทิกุล หรือ คุณแชมป์ วัย 33 ปี ทายาท คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล เจ้าของ เกาะหมาก รีสอร์ท และนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด จบปริญญาตรี สาขาภูมิสถาปัตย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อทำรีสอร์ทรุ่นแรกๆ มาถึงปัจจุบันกว่า 30 ปีเศษแล้ว เมื่อปี 2555 คุณพ่อให้ลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ และมาเริ่มต้นทำธุรกิจรีสอร์ท แต่ได้แยกแนวคอนเซ็ปต์ของรีสอร์ทมาบริหารจัดการเองส่วนหนึ่ง ให้เป็นแนวรีสอร์ทของหนุ่มสาว ต่างจากของคุณพ่อที่กลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัว ใช้ชื่อว่า “ซีวานา รีสอร์ท” (Seavana) ซึ่งรีโนเวตมาจาก เกาะหมาก รีสอร์ท ด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท ตามคอนเซ็ปต์ Live Love Laugh หรือเข้าใจง่ายๆ คือ อยู่สบาย ด้วยความแตกต่างของการให้บริการหลายๆ อย่าง ในรูปแบบตามคอนเซ็ปต์เน้นความเป็นส่วนตัว ทั้งโลเกชั่น แบบห้องพัก สระว่ายน้ำ กิจกรรมนันทนาการ การให้บริการอื่นๆ

คุณสุรีย์พล ผู้จัดการ ซีวานา รีสอร์ท และประธานชมรมท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวถึงที่มาของการทำรีสอร์ท ซีวานา (Seavana) ว่า เดิมคุณพ่อทำรีสอร์ทแบรนด์เกาะหมาก รีสอร์ท มาร่วมๆ 30 ปีเศษแล้ว เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา คุณพ่ออยากให้มาช่วยกันบริหาร จึงใช้ความรู้ทางด้านภูมิสถาปัตย์ที่เรียนมา คิดคอนเซ็ปต์สั้นๆ ว่า รีสอร์ท ต้อง Live Love Laugh หรือ อยู่สบาย ได้ออกแบบภูมิทัศน์ วางผังในพื้นที่ทำรีสอร์ทเดิมใหม่ รีโนเวตห้องพัก แบ่งโซนการทำรีสอร์ท ให้บริการเป็น 2 โซน เนื่องจากพื้นที่หน้าหาดทรายของ เกาะหมาก รีสอร์ท ยาวมาก ประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร ดูแลไม่ทั่วถึง โซนหนึ่งเป็นแบบเดิมๆ แต่ปรับที่พักรีสอร์ทใหม่ คุณพ่อเป็นผู้บริหาร ใช้แบรนด์เดิม เกาะหมาก รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทแบบบังกะโล มี 20 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ เหมาะสำหรับกลุ่มครอบครัว อีกโซนหนึ่งคุณแชมป์เป็นผู้บริหารเอง เป็นอาคารห้องพักมีจำนวนห้องพักเท่ากัน

ซีวานา ออกแบบสร้างใหม่ทั้งหมด เน้นความเป็นส่วนตัวชัดเจน ตั้งแต่ทางเดินทำไว้ด้านหลังห้องพักไม่ให้ผู้มาพักถูกรบกวน ห้องพักจะติดหน้าหาดทุกห้อง สระว่ายน้ำเด็ก-ผู้ใหญ่ มีพื้นที่จัดกิจกรรมหน้าหาด เช่น การแต่งงาน จดทะเบียนแลกแหวน เพราะต้องการตอบสนองลูกค้าเฉพาะหนุ่มสาว คู่ฮันนีมูน หรือครอบครัวเล็กๆ ใช้ชื่อ “ซีวานา” เปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2555 ผลตอบรับดีมากตั้งแต่ปีแรก เพราะเราตั้งใจทำให้ดี จึงมีการแนะนำต่อและมีห้องพักไม่มาก เพียง 20 ห้อง เท่านั้น

ลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

มั่นใจโลเกชั่นและกิจกรรม

โลว์คาร์บอนโดนใจนักท่องเที่ยวสุดๆ

ช่วงไฮต์ไลต์ ลูกค้า 90% เป็นชาวต่างประเทศกลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย คาแร็กเตอร์ คือต้องการความเป็นส่วนตัว ความเงียบสงบภายในห้องพักมีอ่างน้ำจากุซซี่ ออกแบบทางเดินไว้ด้านหลังที่พัก ไม่ผ่านหน้าหาดรบกวนแขก หากใช้หน้าหาดจัดงานแต่งงาน แลกแหวน จดทะเบียนเล็กๆ จะไม่มีใครรบกวน ทุกปีจะมีคู่แต่งงานจองจัดงาน ปีละ 2-3 คู่ ส่วนคนไทยมาพักมีบ้างช่วงฤดูร้อน ประมาณ 40% เราจะลดราคา 30-40% และลูกค้าต่างประเทศยังมีอยู่ถึง 60% ผลตอบรับดีจากลูกค้า นอกจากห้องพักเกือบเต็มตลอดปีแล้ว ยังเป็นกลุ่มกลับมาซ้ำๆ มาก 10-20% อีกด้วย” คุณแชมป์ กล่าวถึงตลาดนักท่องเที่ยว

คุณแชมป์ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของซีวานา เกาะหมาก ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและต้องกลับมาซ้ำ คือ

1. ด้วยบรรยากาศธรรมชาติหาดทรายหน้าหาดที่ยาวมากถึง 2 กิโลเมตร เห็นภาพพาโนรามา 360 องศา และห้องพักที่สะอาดส่วนตัว

2. ด้วยคอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนของเกาะหมากในดีเทลทุกอย่างจะเป็นการลดการใช้พลังงานและใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนไฟฟ้า สำหรับกิจกรรมนักท่องเที่ยวที่รีสอร์ทจัดให้จะไม่มีเสียงดังไม่รบกวนผู้มาพัก เช่น ขี่จักรยาน อ่านหนังสือ เดินเล่น พายเรือคยัค เล่นแพดเดิ้ลบอร์ด

3. พนักงานพร้อมให้บริการและมีคุณภาพ สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ มีอัตราเพียงพอ เช่น ห้องพัก 1 คน ต่อ 1 ห้อง และการบริการอื่นๆ ที่ให้ความเป็นส่วนตัว เช่น สระว่ายน้ำทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ห้องนวดสปา หรือทริปวันเดียว ดำน้ำดูปะการัง หรือท่องเที่ยวเกาะใกล้เคียง

“ซีวานา จะเน้นการลดภาวะโลกร้อน หรือโลว์คาร์บอนอย่างชัดเจน นอกจากกิจกรรมที่ไม่ใช้พลังงานแล้ว การจัดการภายในรีสอร์ทเรามีการคัดแยกขยะ การใช้โซลาร์เซลล์ การแนะนำให้ลูกค้าไม่ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกวัน

การปลูกผักและผลไม้ในรีสอร์ทแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้มาพักได้” คุณแชมป์ กล่าว

ใช้หัวใจให้บริการลูกค้า

และบริหารงาน…เตรียมเพิ่มกิจกรรม

“ชอบบริหารรีสอร์ทเล็กๆ ทำแบบทุกคนช่วยกัน ฝ่ายบริหารมีภรรยามาช่วยด้วย ทั้งนี้ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีในรูปแบบภาพรวมและภาพย่อย ตั้งแต่การให้บริการจองที่พักที่สะดวกแน่นอน ด้วยระบบออนไลน์ผ่านเอเจนซี่ การดูแลพนักงานให้บริการ แม้ว่าจะเป็นรีสอร์ทเล็กๆ แต่ต้องแบ่งหน้าที่ชัดเจน มีระเบียบให้ปฏิบัติ ที่นี่เรามีฝ่ายศิลปะมาประจำคอยตกแต่งสถานที่ การลางานพนักงานจะต้องแทนกันเอง หัวหน้างานต้องมีการคุยกันทุกครึ่งเดือนและประชุมทุกคนเดือนละครั้ง ขณะเดียวกันเราต้องดูแลพนักงานให้เขารู้สึกอบอุ่นและมั่นคงกับการทำงานที่นี่ เราจ้างพนักงานแบบตลอดปี ช่วงเดือนกันยายนรีสอร์ทปิดซ่อมแซมช่วงฤดูฝน เขาจะได้กลับบ้าน 1 เดือน ทุกปี” คุณแชมป์ กล่าว

ปลายปีนี้จะเพิ่มกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเรือชมทัศนียภาพความงดงามรอบๆ เกาะในช่วงเย็น พร้อมอาหารค็อกเทล เสียงเพลงเบาๆ ชมพระอาทิตย์ตก โดยใช้เรือคาตามารัน 60 ที่นั่ง แต่รับบริการเพียง 30 ที่นั่ง เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่มาพักทั้งคนไทยต่างประเทศ และเพิ่มกิจกรรมการสอนทำอาหารไทยพื้นบ้านง่ายๆ ให้ชาวต่างประเทศได้ทำและชิม เช่น ตอนนี้กำลังทดลองเมนูข้าวต้มมัดอยู่ ต่อไปๆ จะมีเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกิจกรรมให้หลากหลาย เพราะที่นี่ชาวต่างประเทศมาพักเฉลี่ย 4 วัน อย่างต่ำ บางคน 10 วัน หรือเป็นเดือน

ตอกย้ำคุณภาพของรีสอร์ท

สู่มาตรฐาน…มั่นใจมีลูกค้ากำลังซื้อสูง

ท้ายสุด คุณสุรีย์พล ย้ำว่า อนาคตว่าจะไม่เพิ่มห้องพักของ ซีวานา รีสอร์ท แน่นอน แต่เราจะพัฒนารีสอร์ทให้ได้มาตรฐานขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่ามีนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและจำนวนไม่ลดลงแน่นอน ด้วยปัจจัยดังกล่าวของซีวานาเอง และด้วยศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเกาะหมากเป็นเกาะที่เงียบสงบ เป็นแหล่งท่องเที่ยวโลว์คาร์บอนอย่างชัดเจน…ต่อไปเรามีธรรมนูญของชมรมท่องเที่ยวเกาะหมากประกาศห้าม ไม่ให้มีรถข้ามมาเกาะ ไม่มีกิจกรรมที่ส่งเสียงดัง ไม่มีสถานบันเทิงและค้าประเวณี เชื่อว่ารีสอร์ทบนเกาะหมากจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวนานาชาติเพิ่มขึ้นด้วยอัตลักษณ์ของตัวเอง และ…ซีวานา รีสอร์ท ที่เกาะหมากคือหนึ่งในรีสอร์ทนั้น

สนใจสอบถาม ซีวานา รีสอร์ท โทร. (090) 765-5590-1 หรือ http://www.seavanakohmak.com

ต้นนางเลว ไม่ได้เลวอย่างชื่อ แถมคุณสมบัติเด่น กิ่งสดๆ ก็ติดไฟได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

แปลกที่ชื่อ…แต่ฉันคือต้นไม้

เมย์วิสาข์

ต้นนางเลว ไม่ได้เลวอย่างชื่อ แถมคุณสมบัติเด่น กิ่งสดๆ ก็ติดไฟได้

ฉันคิดว่าชื่อนั้นไม่ได้บ่งบอกพฤติกรรมเสมอไป อย่าคิดว่าฉันจะเลวเหมือนชื่อ เพราะชื่อนั้นไม่สำคัญพอที่จะบอกว่า ฉันไม่ดี ยังมีคนที่ชอบฉัน แล้ว เรียกว่า “สะบันงาดง” ก็มี เพราะฉันอยู่ในวงศ์กระดังงา แม้ว่าฉันจะเป็นต้นไม้สูงใหญ่อายุยืน แต่ฉันก็ไม่ชอบผลัดใบ เพียงว่าในช่วงอายุน้อยๆ ฉันชอบโตกลางแจ้ง แต่ชอบอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ เปลือก ผิว ของฉันหนา สีน้ำตาลเข้ม กลิ่นฉุน จึงเก็บตัวไม่อยากเจอใคร (เป็นพืชพบหายาก)

น้อยใจนัก ที่บางคน (เมืองจันทน์) เรียกฉันว่า “อีเลว” แต่ความจริงเนื้อตัวฉันก็มีประโยชน์นะ ติดไฟได้ดี ทั้งที่เป็นไม้สดๆ และยังมีคนที่ชอบใช้กิ่ง ก้าน เป็นเชื้อไฟในหน้าฝน…อ้อ! ฉันก็ภูมิใจมาก ที่ใครๆ เมื่อมาพบฉันก็มักจะนำฉันกลับไปปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับข้างบ้านเสมอๆ เพราะความหอมจากกลิ่นดอกของฉัน คือเสน่ห์ที่ไม่มีใครปฏิเสธ “นางเลว” ต้นนี้หรอก!

เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ กับ มะดันแปรรูป-ทุเรียนเม็ดมินต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ กับ มะดันแปรรูป-ทุเรียนเม็ดมินต์

บ้านเราเป็นแหล่งผลไม้นานาชนิด ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยได้นำผลไม้เหล่านั้นมาแปรรูป ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว ภาครัฐเองต่างก็สนับสนุนเต็มที่ อาทิ “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” ภายใต้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วน โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมกันคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพรวม 17 เครือข่าย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทั้ง 2 หน่วยงาน ได้เปิดตัวโครงการดังกล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปี จะเกิดการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ 530 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนได้ 65 ล้านบาท

โดยใน 17 คลัสเตอร์ดังกล่าว มีผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนหนึ่งที่เพิ่งผลิตสินค้าได้ไม่นาน บางรายเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ดังนั้น การเข้ารวมกลุ่มเครือข่ายนี้จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การซื้อวัตถุดิบและการทำตลาดร่วมกัน

มะดัน มีวิตามินซีสูง

ดังที่ “คุณนงนุช เทียมณรงค์” เจ้าของผลไม้แปรรูป แบรนด์ “งามลมัย” ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลไม้ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แจกแจงให้ฟังว่า มีสมาชิกทั้งหมด 33 คน ได้เข้าร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกที่มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในส่วนที่เป็นต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ผลิตภาคการเกษตร สามารถช่วยเหลือให้ความรู้ข่าวสารแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลางน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตที่มีปริมาณมากก็จะเข้ามาช่วยต้นน้ำได้มากมาย ปลายน้ำ คือผู้ที่ทำการตลาด สามารถมาช่วยกลางน้ำ ทำให้สายน้ำยาวและใหญ่ ทำให้บ้านเราอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน

สำหรับกิจการแปรรูปผลไม้ของเธอนั้น มีมะดันเป็นตัวชูโรง ทั้งมะดันลอยแก้ว มะดันอบแห้ง น้ำมะดัน และมะม่วงกวน ในชื่อแบรนด์ “งามลมัย”

ปัจจุบันขายมะดันลอยแก้วกระป๋องละ 50 บาท มะดันอบแห้งกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนน้ำมะดันขวดละ 25 บาท มีวางขายที่กรุงเทพฯ ร้านค้าใกล้สถานีตำรวจสามเสน ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ

ทั้งนี้ ผู้สนใจในกรุงเทพฯ สั่งซื้อได้ที่ คุณนงนุช เบอร์โทร. (081) 733-1745 ส่วนถ้าอยู่นครนายกสั่งได้ที่ คุณตู่ โทร. (089) 001-4112

เธอเล่าถึงสาเหตุของการแปรรูปมะดันว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ เริ่มทำสวนที่จังหวัดนครนายก ครั้งแรกปี 2550 เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นที่นาจึงต้องลงทุนถมที่ในเนื้อที่ 4 ไร่กว่าๆ เพื่อปลูกมะยงชิดและผลไม้ที่ตัวเองชอบ เช่น มังคุด มะม่วง กล้วย ละมุด ฯลฯ

ส่วนมะดันเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาเริ่มปลูกมะดันเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่พอปี 2551 ราคามะดันตกต่ำมาก เลยเริ่มทำมะดันลอยแก้ว ตามด้วยมะดันอบแห้ง และน้ำมะดัน โดยมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรตลอดมา

การที่นำมะดันมาแปรรูปนั้นเพราะเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีวิตามินสูงมาก ช่วยในเรื่องภูมิแพ้หวัด ทำให้ผิวพรรณดีและช่วยระบบขับถ่ายด้วย

ออกลูกตลอดทั้งปี

ใครชิมมะดันอบแห้งหรือน้ำมะดันของคุณนงนุช ต่างชอบอกชอบใจในรสชาติที่ไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีลูกค้าประจำและมีออเดอร์ไม่ขาด เจ้าตัวเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปนี้

เพราะที่ผ่านมาผู้คนมักจะนำมะดันมาใส่ในต้มปลาทูและนำไปแช่อิ่มเท่านั้น แต่ของเธอได้นำมาทำน้ำ ทำอบแห้ง และทำลอยแก้ว ซึ่งในท้องตลาดยังไม่เห็นมีใครทำเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีบ้างแต่คุณภาพและความอร่อยก็ต่างกัน

เธอย้ำว่า ทางกลุ่มเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด สามารถเข้าตลาดระดับสูงได้ รวมถึงมองการส่งออกด้วย ซึ่งทางกลุ่มทำได้ไม่ยากเพราะทุกครัวเรือนในบริเวณนี้ปลูกมะดันกันอยู่แล้ว สามารถคัดเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่และเนื้อแน่น

ตอนนี้ราคามะดันดีกว่าปีก่อนๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 7-15 บาท แล้วแต่ช่วงว่ามีมากหรือน้อย

ในเรื่องการปลูกมะดัน เธอให้ข้อมูลว่า ไม่มีแมลงอะไรมารบกวน จะมีก็แต่กาฝาก จึงต้องทำการตัดแต่งกิ่งให้ดี

ส่วนการเก็บผลผลิตจะต้องเลือกเก็บเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่

ทั้งนี้ มะดันจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม แต่ออกผลตลอดทั้งปี ถ้าให้น้ำตลอด

ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปลูกมะดันแบบออร์แกนิก

คุณนงนุช พูดถึงปัญหาของการแปรรูปมะดันว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ มีผลผลิตเป็นฤดูกาล การเก็บรักษา ต้องใช้ความเย็นช่วยถนอมอาหาร ซึ่งการใช้ความเย็นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ผู้ประกอบการอีกรายที่อยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ “คุณเชิดพงษ์ เมธาวุฒินันท์” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการ ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว เขาระบุถึงการเข้าร่วมในคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกว่า ในกลุ่มมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกัน จึงมีมุมมองในหลายๆ ด้านที่แลกเปลี่ยนและสามารถเสริมแนวทางธุรกิจซึ่งกันและกันได้

เติมมินต์ให้รสชาติดี

คุณเชิดพงษ์ อธิบายถึงธุรกิจแปรรูปผลไม้ที่ทำอยู่ว่า เริ่มจากจุดที่ว่าเมืองไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ประกอบกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงนำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปเป็นเม็ดๆ เหมือนทอฟฟี่ ในชื่อแบรนด์ “ชิวดี้” โดยจ้างโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ว่าไปแล้วคุณเชิดพงษ์ก็เหมือนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยุคนี้ที่เน้นจ้างผลิตแล้วมาทำการตลาดเอง ซึ่งหากจับตลาดได้ถูกกิจการก็จะไปได้ดี ไม่ต้องมายุ่งในส่วนการผลิต การตั้งโรงงานหรือจ้างพนักงานแต่อย่างใด เป็นการลดขั้นตอนไปได้เยอะ อยู่ที่ว่าหากเป็นสินค้าใหม่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณเชิดพงษ์ บอกว่า จุดเด่นของ “ชิวดี้” คือผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ผ่านการคัดสรรจากสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยระบบออร์แกนิก และผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัยได้มาตรฐาน ทำให้ได้ทุเรียนเม็ดมินต์ที่มีรสชาติอร่อย เพิ่มความสดชื่นเวลารับประทาน และเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในท้องตลาดไม่มีใครผลิตแบบนี้ โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 20 กรัม ราคาขายปลีกซองละ 25 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 60 ซอง ราคาขายส่ง 1,200 บาท

“ความจริงผลิตภัณฑ์ของเราก็คล้ายๆ กับทอฟฟี่ แต่ไม่อยากให้เรียกแบบนั้น เนื่องจากมูลค่ามันต่างกัน เพราะทางเราเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองเกรดดี”

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้เล่าว่า เตรียมวางแผนที่จะจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจะวางขายเพิ่มเติมในร้านขายของฝากบริการนักท่องเที่ยวและร้านอาหาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบรับประทานทุเรียน รวมทั้งการเข้าถึงตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มากทั้งจำนวนประชากรและรายได้ประชาชาติ หากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จะสร้างยอดขายได้สูงมาก

เจ้าตัวพูดถึงปัญหาอุปสรรคของการเริ่มทำธุรกิจนี้ว่า อยู่ที่การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพราะเป็นของใหม่ไม่มีในท้องตลาด แต่หากได้ลองชิมแล้วจะถูกปากและติดใจในรสชาติที่มีความแปลกใหม่อันผสมกลมกลืนระหว่างทุเรียนกับมินต์ได้อย่างลงตัว

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ คุณเชิดพงษ์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์มาให้ชิมกัน หลายรายชื่นชอบรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะพวกที่ชอบรสมินต์ทั้งหลาย

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรืออยากลิ้มชิมรสทุเรียนหมอนทองรสมินต์แบรนด์ “ชิวดี้” ติดต่อคุณเชิดพงษ์ได้ที่ โทร. (092) 419-6695

การแปรรูปผลไม้เหล่านี้ นอกจากจะทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด ราคาไม่ตกต่ำแล้ว ยังทำให้ผู้คนได้รับประทานผลไม้ที่ชื่นชอบในหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

“พื้นที่มากได้เงินน้อย พื้นที่น้อยได้เงินมาก” จุดเปลี่ยนจากข้าว สู่เผือกของชาวนา บ้านนาเฉลียง เพชรบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“พื้นที่มากได้เงินน้อย พื้นที่น้อยได้เงินมาก” จุดเปลี่ยนจากข้าว สู่เผือกของชาวนา บ้านนาเฉลียง เพชรบูรณ์

การปรับเปลี่ยนมาปลูกพืช หรือทำเกษตรกรรมที่ไม่คุ้นเคย เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วชนิดพลิกฝ่ามือที่จะทำให้สำเร็จ ทั้งนี้ อาจต้องเติมความอดทนและความพยายามเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ และเชื่อแน่ว่าสถานการณ์เช่นนี้คงไม่อยู่กับพวกเราเป็นเวลายาวนาน

เมื่อต้นปีมีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะทราบข่าวมาว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ในหมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ ซึ่งเคยยึดอาชีพทำนาปรัง ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาปลูกเผือกและพืชชนิดอื่นแทน โดยการเปลี่ยนครั้งนี้กลับกลายเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เพราะพวกเขาสามารถสร้างเม็ดเงินได้มากกว่าการทำนาที่เคยเป็นอาชีพดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ

มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับ คุณกาญจนา และ คุณศราวุธ สรรคพงษ์ สามี/ภรรยา ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากเป็นอีกครอบครัวที่ถือว่าประสบความสำเร็จจากการปลูกเผือกแทนการทำนาข้าว

เมื่อหลายปีก่อนครอบครัวนี้ยังคงยึดอาชีพทำนา ทั้งนาปีและนาปรัง บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 100 ไร่ เพราะอยู่ติดกับแม่น้ำป่าสัก แต่ภายหลังเกิดปัญหากระทบกับการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ราคาข้าว ตลอดจนต้นทุนการปลูก ซึ่งเมื่อปลูกเสร็จแทบจะไม่เหลือเงินติดบ้านเลย

เพราะการดิ้นรนแล้วไม่ท้อถอย จึงทำให้คุณกาญจนา และคุณศราวุธ เปลี่ยนมาปลูกเผือกตามคำแนะนำของน้าที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้แล้ว

คุณกาญจนาปลูกเผือกมา 3 ปี เป็นพันธุ์หอมเชียงใหม่ เหตุผลที่ใช้พันธุ์นี้เพราะมาจากความต้องการของตลาด เนื่องจากลักษณะเด่นคือ มีความหอมหวานในเนื้อ ให้ผลผลิตดี น้ำหนักดี สั่งซื้อต้นพันธุ์โดยตรงมาจากเชียงใหม่ เวลาซื้อจะเหมาเป็นตัน คละขนาด มีจำนวน 4-5 ต้น ต่อกิโลกรัม

ราคาซื้อต้นพันธุ์ไม่เคยคงที่ จะผันแปรไปตามความต้องการของตลาด อย่างปีที่แล้ว (2558) ราคาตันละ 8,000-10,000 บาท แต่ก่อนหน้านี้ช่วงที่ยังไม่มีใครสนใจ ราคาต้นพันธุ์ 6,000-8,000 บาท ต่อตัน เท่านั้น

สำหรับขั้นตอนการปลูก คุณกาญจนา อธิบายว่า ก่อนจะนำต้นพันธุ์ลงปลูก จะต้องมีการเตรียมดินด้วยการไถหว่าน ตากดินให้แห้งก่อนเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค แต่ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรือสารในดินแต่อย่างใด จากนั้นนำต้นพันธุ์ปลูกลงดินซึ่งมีวิธีปลูกคล้ายกับการดำต้นข้าว โดยมีระยะห่างระหว่างต้น 27 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวห่างกัน 1 เมตร แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลง

จากนั้น 20 วันหลังปลูก จะจ้างแรงงานจากสระบุรี มาโปะร่อง เพราะมีความเชี่ยวชาญและมีทักษะ โดยมีค่าแรงจ้างโปะร่องคิดเป็นวา ราคาวาละ 3 บาท เนื่องจากเผือกเป็นของใหม่ ชาวบ้านแถวนี้จึงยังไม่มีประสบการณ์ การโปะร่องคือการยกร่องเพื่อทำเป็นคันดินกลบโคนต้น เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมถึงต้น แล้วให้สูบน้ำเพิ่มเข้าอีกในร่องระหว่างแถวอีก ขณะเดียวกัน จะต้องโรยปุ๋ยทั้งสองฝั่งของร่องด้วย

ระหว่างรอการเจริญเติบโตจะต้องมีการฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อรา พร้อมกับใช้ยาเร่งราก โดยใส่ยาเร่งรากในอัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่ยาเร่งแป้งประมาณ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วงตอนอายุ 3-4 เดือน คุณกาญจนา ชี้ว่า การปลูกเผือกสิ้นเปลืองปุ๋ยมากต้องใส่เฉลี่ยเดือนละครั้ง เพราะกว่าจะได้เก็บผลผลิตต้องใส่จำนวน 4-5 ครั้ง

ดังนั้น สรุปต้นทุนหลักในการปลูกเผือกที่เห็นชัดและค่อนข้างสูงคือ ค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย/ยา และค่าแรงโปะร่อง โดยต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 3 หมื่นบาท

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องน้ำ เพราะในร่องจะขาดน้ำหรือระดับน้ำไม่ควรพร่องลง เนื่องจากเผือกชนิดนี้เป็นพันธุ์เผือกน้ำ ต่างกับเผือกอีกชนิดที่ชาวม้งทำกันอยู่บนภูเขา อันนั้นใช้ระบบสปริงเกลอร์

คุณศราวุธ ชี้ว่า ความจริงแล้วเผือกต้องใช้น้ำเช่นกัน เพียงแต่เผือกใช้พื้นที่ปลูกน้อยแค่ 10 ไร่ จึงทำให้ใช้น้ำน้อยกว่าปลูกข้าวมากที่ใช้เนื้อที่ 100 ไร่ ที่สำคัญเผือกมีกำไรดีกว่าการปลูกข้าว

คุณกาญจนา บอกว่า ช่วงเวลาที่เก็บผลผลิตให้มีคุณภาพและความสมบูรณ์ควรเริ่มในช่วงระหว่าง 5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน และไม่ควรเก็บเร็วกว่านี้เพราะเผือกจะขาดความสมบูรณ์แล้วทำให้ราคาตกทันที

นอกจากนั้นแล้ว การเลือกช่วงปลูกให้เหมาะสมถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเผือก คุณกาญจนา ชี้ว่า เมื่อรอบที่แล้วเริ่มปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แล้วไปเก็บเดือนเมษายน-พฤษภาคม ได้น้ำหนักหัวละประมาณ 3.50 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าดีแล้วยังเคยสามารถปลูกได้น้ำหนักถึงไร่ละ 6 ตัน เพราะปัจจัยทุกอย่างสมบูรณ์ รุ่นล่าสุดที่กำลังจะเก็บ เธอคาดว่าน่าจะได้ผลผลิตจำนวน 3 ตัน ต่อไร่ และถือเป็นตัวเลขที่พอใจแล้ว

การมีรายได้จากเผือกจะต้องดูจากลักษณะความสมบูรณ์และน้ำหนักหัวเผือกที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นตัวกำหนดราคาขาย ทั้งนี้ น้ำหนักที่ดีควรอยู่ประมาณหัวละ 3.50 กิโลกรัม แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะทำได้เช่นนั้น แต่ถ้าหัวเผือกมีความสมบูรณ์มาก แม้น้ำหนักที่ได้ไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ก็สามารถขายได้ราคาดีในช่วงที่ตลาดต้องการ

รายได้อีกอย่างหนึ่งที่เกิดจากการปลูกเผือก นั่นคือ “ลูกเผือก” ซึ่งจะมีลักษณะหัวเล็กๆ อยู่รอบหัวใหญ่ที่เรียกว่าหัวแม่ โดยจะฝังอยู่ใต้ดิน ทั้งนี้ เผือกบางหัวสามารถมีลูกเผือกถึง 10 ลูก หรือมากกว่า เพราะว่าเป็นพันธุ์ลูกดก ทั้งนี้ ลูกเผือกยังขายให้แก่ชาวบ้านเพื่อนำไปต้มขายเป็นอาหารตามตลาด

“อย่างที่ผ่านมา ถ้าชั่งน้ำหนักหัวเผือกได้สัก 6 ตัน จะได้ลูกเผือกถึง 3 ตัน และมีคนมารับซื้อเฉพาะลูกเผือกด้วย โดยขายกันตันละ 1,200 บาท หรือกิโลกรัมละ 12 บาท แต่บางครั้งราคาอาจมีลดลงถึง 6 บาท ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม จะมีรายได้จากลูกเผือกเข้ามาอีกทางด้วย เพราะเมื่อแม่เผือกราคาถูกก็อาศัยขายลูกเผือกได้ราคาดี”

นอกจากนั้นแล้ว ชาวบ้านบางรายต้องการลดต้นทุนการซื้อต้นพันธุ์ก็มักจะนำลูกเผือกไปเพาะเป็นต้นกล้า ซึ่งก็สามารถปลูกได้เช่นกัน แต่วิธีนี้มีข้อเสียตรงที่การเจริญเติบโตของต้นช้า และหัวเผือกด้อยคุณภาพ จะต่างกับการซื้อต้นพันธุ์มาปลูกอย่างสิ้นเชิง

เจ้าของแปลงชี้ว่า เผือกจะปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้ เพราะอาจเจอปัญหาเชื้อราในดิน ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมมีพื้นที่หลายแห่งเพื่อย้ายแปลงปลูกสลับกันไป-มาหมุนเวียน แต่ในช่วงระหว่างรอ สามารถปลูกพืชล้มลุกในแปลงที่รื้อออกไปได้ เพราะถือเป็นการสร้างคุณภาพปรับปรุงดินไปพร้อมกัน อีกทั้งยังเกิดรายได้ในช่วงระหว่างการรอด้วย

คุณกาญจนา กล่าวว่า จะมีพ่อค้าจากตลาดไทเดินทางมาดูแปลงปลูกเผือกก่อนเก็บผลผลิต ทั้งนี้ หากพ่อค้าพอใจคุณภาพเผือกจะตีราคารับซื้อเหมาทั้งหมด แล้วมาขุดเอง ซึ่งในปี 2558 แปลงเผือกแห่งนี้มีผลผลิตที่ได้มาตรฐานมากจนมีพ่อค้ามาขนเพื่อขายส่งไปยังต่างประเทศ ส่วนเผือกที่ตกเกรด พ่อค้ามักนิยมนำไปวางขายในตลาดไท คุณกาญจนา ชี้ว่า การหันมาปลูกเผือกทำให้มีรายได้ดีกว่าเมื่อก่อน ถึงแม้บางปีราคาเผือกอาจถูกลง แต่ยังมีรายได้ดีกว่าการปลูกข้าว

“อย่างที่ผ่านมา ตีราคาเหมาให้ไร่ละ 1 แสนบาท หักเงินค่าลงทุนทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นบาท จะเหลือไร่ละ 7 หมื่นบาท หรือบางปีราคาไม่ดีอาจเหมาไร่ละ 5 หมื่นบาท แล้วถ้าหักเงินลงทุนออกไร่ละ 3 หมื่นบาท จะเหลือ 2 หมื่นบาท ถ้าปลูกสัก 10 ไร่ ก็ยังมีเงินเหลือสัก 2 แสนบาท”

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ตำบลนาเฉลียงหันมาปลูกเผือกเพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนมีปลูกเผือกกัน 2-3 ราย แต่หลังจากประสบปัญหาราคาข้าวจึงเปลี่ยนมาปลูกเผือกกันกว่า 10 ราย แต่ละรายใช้พื้นที่ 10 ไร่ และมีแนวโน้มจะปลูกกันเพิ่มมากขึ้นอีก

ไม่เพียงมีรายได้จากเผือก ครอบครัวนี้ยังมีค่ากับข้าวจากชมพู่ทับทิมจันทร์จำนวน 100 ต้น ปลูกมา 3 ปี ได้ผลผลิตมา 2 รอบ ไม่ค่อยได้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ไม่เคยฉีดยา หรือให้ปุ๋ยแต่อย่างใด แต่ยังให้ผลผลิตดกมาก นำไปขายที่ตลาดสดแถวบ้านในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท อย่างปีที่แล้วมีรายได้จากการขายชมพู่ถึง 4 หมื่นบาท ก็นำมาใช้เป็นรายได้หมุนเวียนในบ้าน

ในท้ายสุด คุณกาญจนา เผยว่า ถ้าคิดจะปลูกเผือกต้องหาแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจนก่อน เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเผือกเป็นพืชที่ต้องมีแหล่งขายเฉพาะ ไม่สามารถวางขายตามตลาดทั่วไปเหมือนผักต่างๆ ได้ แล้วอย่าไปหลงกระแส หรือหลงเชื่อหากมีการเสนอให้ปลูกก่อนแล้วมารับซื้อ ควรตรวจสอบตลาดด้วยตัวเองหรือหากรวมกลุ่มกันได้จะเป็นการปลอดภัย

สนใจต้องการหาซื้อเผือกที่มีคุณภาพ ติดต่อได้ที่ คุณกาญจนา สรรคพงษ์ โทรศัพท์ (085) 964-8100