5 คอร์สน้องใหม่?ที่คุณต้องไม่พลาด!! เปิดสูตรเด็ด จาก “คนก้นครัว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

มติชนอคาเดมี

เรื่องและภาพ โดย : มติชนอคาเดมี

5 คอร์สน้องใหม่?ที่คุณต้องไม่พลาด!! เปิดสูตรเด็ด จาก “คนก้นครัว”

ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของไตรมาสแรกของปี 2559 ใครหลายคนอาจจะกำลังมองหาลู่ทางใหม่ๆ เตรียมพร้อมในการต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่กระเตื้องซักเท่าไหร่นัก…

…เห็นเกริ่นมาแบบนี้ ทั้งตัวผมเองและทีมงานมติชนอคาเดมี อยากเป็นกำลังใจให้แฟนนานุแฟนทุกท่าน ได้ก้าวข้ามผ่านความลำบากยากเข็ญในช่วงที่การเงินไม่ค่อยจะเป็นใจนี้ไปให้ได้ครับ

แต่จะอยู่เฉยๆ ไม่แนะนำอะไรให้กับท่านผู้อ่านเลย…ก็ดูจะใจดำไปซักนิด

วันนี้ผมจึงขันอาสามาแนะนำหลักสูตรดีๆ ที่จะนำทุกท่านไปสู่การสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรือใครจะปิ๊งไอเดียผมเชียร์ให้เอาไปทำเป็นธุรกิจแบบจริงจังเลย ก็น่าสนใจไม่น้อยครับบอกเลย

…เพราะทุกหลักสูตรนี้มาจากฝีมือ “คนก้นครัว” ตัวจริง…เสียงจริง ทั้งนั้นเลยนะคุณผู้ชม!!

เริ่มต้นด้วยคอร์สเรียนสุดฟิน อย่าง พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ของวิทยากรที่ก้าวข้ามขั้น…จากผู้เรียนชั้นยอดของมติชนอคาเดมี ที่ไปฝึกปรือฝีมือการทำอาหารมาอย่างโชกโชน จนเข้าขั้น “เซียน” จนเพื่อนในคลาสต่างๆ ก็ชื่นชมในฝีไม้ลายมือในการปรุงอาหาร

ใช่ครับ…เรากำลังพูดถึง อาจารย์พิมพ์นลิน บุญสุขสันต์ หรือ อาจารย์พิม นั่นเอง

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำอาหาร ขนมไทย และเบเกอรี่มาอย่างมากมาย คราวนี้ อาจารย์พิม จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นวิทยากร ที่ให้ความรู้กับเพื่อนๆ ที่รักการทำอาหารบ้าง กับการสอนทำเมนูขนมหวานสุดฮิต อย่าง พุดดิ้ง ซึ่งใครหลายคนที่เคยลองชิมฝีมืออาจารย์พิมแล้ว ต่างก็ต้องซูฮกในความอร่อยของเมนูนี้กันทุกคน

สำหรับรอบนี้เปิดสอนกัน 4 เมนู อย่าง พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน พุดดิ้งลูกตาล พุดดิ้งชาเขียว และ พุดดิ้งนมเย็น

งานนี้ อาจารย์พิม สอนทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการเลือกบรรจุภัณฑ์ และวิธีการนำไปทำขายจริง เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้

ใครอยากเรียน วันที่ 26 มีนาคม 2559 นี้ ต้องไม่พลาดจ้า

ตามติดกันมาด้วยคอร์สเรียนสุดฮิต อย่าง แซนด์วิชหลากไส้ ที่ถือเป็นหนึ่งในเมนูเบเกอรี่สุดคลาสสิกที่หลายคนชื่นชอบ เพราะสามารถรับประทานได้อย่างไม่รู้เบื่อ จะรับประทานเป็นอาหารเช้า หรือจะนำไปจัดเป็น ค็อกเทลปาร์ตี้ ก็ยังได้

ครั้งนี้ได้เชฟก้นครัวมาเปิดสูตรเด็ดเองเลย อย่าง อาจารย์ภาณุรัตน์ วิสิฐพัฒน์กร หรือ อาจารย์กิ๊ก ซึ่งหนึ่งในทีมตัวแทนทีมชาติไทย ในสังกัด TCAcademy เลยทีเดียว

รอบนี้ อาจารย์กิ๊ก จะมาเปิดเผยทุกเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยในการทำสุดยอดเมนูยอดนิยมอย่าง แซนด์วิชหลากไส้ ที่นำวัตถุดิบหลากหลายมาประยุกต์เป็นเมนูแซนด์วิชแสนอร่อย อาทิ ปลาทูน่า ปูอัด หมูทงคัตซึ ปลาทอด ไก่เทอริยากิ เป็นต้น พร้อมสาธิตขั้นตอนการทำอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมในส่วนของการแนะนำแพ็กเกจจิ้งสุดชิก สร้างมูลค่าให้กับเบเกอรี่ เพื่อให้ลูกศิษย์นำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย ใครอยากรู้ว่า อาจารย์กิ๊ก จะมีเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยอะไรบ้าง วันที่ 3 เมษายน 2559 นี้ ต้องลองมาเรียนรู้กัน

อีกหนึ่งวิทยากรที่เป็นความภาคภูมิใจของมติชนอคาเดมี คงต้องพูดถึง อาจารย์นวลปรางค์ วรรณพงษ์ หรือ อาจารย์เปิ้ล ลูกหม้อคนเก่งจากศูนย์ ที่ก้าวกระโดดออกไปทำธุรกิจร้านอาหารจนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อแบรนด์ “อิ่มหมี – Manpuku Kuma” ที่เน้นขายเมนูข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมดจนเป็นที่รู้จักในวงการ ?foodtrucks (ฟูดทรัก) เป็นอย่างดี

มาวันนี้ อาจารย์เปิ้ล ไม่ได้มาสอนการทำข้าวแกงกะหรี่ แต่จะมาเปิดเผยสูตรเด็ดเมนู ยำข้าวแหนม ที่เธอบอกกับพวกเราว่าเป็นสูตรเด็ดของคุณแม่ที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่-ย่า เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี แถมยังเป็นเมนูอร่อยเด็ดที่ทำขายสร้างรายได้จนสามารถส่งเสียให้ลูกทุกคน เรียนจบปริญญากันเลยทีเดียว

ในชั่วโมงเรียนนี้ อาจารย์เปิ้ล จะสอนตั้งแต่เทคนิคการทำแหนม การคัดเลือกวัตถุดิบ การหมักแหนมที่ถูกวิธี และที่พลาดไม่ได้ ก็คือ เทคนิคการขายแบบคนยุคใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหน? ยังไงนั้น? มาเรียนพร้อมกัน วันที่ 9 มีนาคม 2559 นี้ได้เลยครับ

มาต่อกันที่หลักสูตรมาแรงแซงโค้งที่น่าสนใจอย่าง กุ้งถัง ที่ใครหลายคนเคยได้ฟัง หรือเคยได้ยินกันจนคุ้นหู กับสารพัดอาหารจานกุ้งที่รังสรรค์ออกมาได้หลากหลายอรรถรส จนเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วบ้านทั่วเมือง

คอร์สนี้ได้ผู้สอนฝีมือดี อย่าง อาจารย์อิสระ เหลืองแสงรุ้ง หรือ อาจารย์แตม หนึ่งในวิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน มาเปิดเผยเทคนิคการทำเมนู “กุ้งถัง” สารพัดรสชาติที่น่าสนใจ อย่าง ซอสบาร์บีคิว ซอสต้มยำ ซอสขี้เมา ซอสเกาหลี และ ซอสกระเทียมพริกไทย คอร์สบอกกันตั้งแต่เทคนิคการเลือกวัตถุดิบ การทำซอสรสชาติต่างๆ เทคนิคการปรุงรส และเสริมในเรื่องของเทคนิคการขายให้กับผู้เรียนทุกท่านนำไปต่อยอดได้อีกด้วย

ใครอยากรู้ว่าเมนู กุ้งถัง จะอร่อยเด็ดดวงขนาดไหน วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 นี้ ต้องไม่พลาดครับ

ปิดท้ายกับคอร์สเรียนสุดฮอต…ที่แค่ได้ยินชื่อ ก็แซบ…ซี๊ด จี๊ดโดนใจกันซะแล้ว กับ ไก่แซบ 5 รสชาติ อาหารรับประทานเล่นที่กลายมาเป็นเทรนด์และกระแสความนิยมในหมู่วัยรุ่นยุคปัจจุบัน ที่สำคัญยังมีเชฟหนุ่มหล่ออย่าง อาจารย์มาตาวุธ นาคปานเสือ หรือ อาจารย์ที วิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน

อาจารย์ที จะมาเปิดเผยเทคนิคการทำไก่แซบสารพัดรสชาติ อาทิ ไก่แซบรสบาร์บีคิวสไปซี่ ไก่แซบรสเทอริยากิ ไก่แซบรสน้ำผึ้ง ไก่แซบรสชีส และ ไก่แซบรสกระเทียม แค่ได้ยินชื่อเมนู ก็รู้สึกฟินซะแล้ว แต่ถ้าได้มาเรียนกับอาจารย์ที ที่พร้อมจะสอนกันทุกอย่างแบบหมดเปลือก…แถมให้สูตรเด็ดไปต่อยอดทำขายเป็นอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 นี้ เจอกันแน่นอนจ้า

เกริ่นมายาวซะขนาดนี้…สำหรับใครที่อยากมาเรียน 5 คอร์สน้องใหม่ กับ “คนก้นครัว” ของเรา ก็ขอให้รีบตัดสินใจได้เลยนะ ถ้าพื้นที่ถูกจับจองหมด ก็อดนะเออ…แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้าครับ

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ห้ามโอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ห้ามโอน

เมื่อปี 2531 สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ออกหนังสืออนุญาตให้คุณโผงมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. เนื้อที่ 10 ไร่

ต่อมา ปี 2542 คุณจำนูญได้เข้าครอบครองที่ดินผืนนั้น โดยคุณจำนูญอ้างว่าคุณโผงขายที่ดินนั้นให้

แต่ต่อมาคุณโผงมายื่นฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ศาลขับไล่ออกจากที่ดินนั้น แล้วเรียกค่าเสียหายด้วย

คุณจำนูญให้การต่อสู้คดีว่า ได้ซื้อที่ดินมาจากคุณโผงแล้ว เข้าครอบครองทำประโยชน์มาจนถึงปัจจุบันนานนับสิบปีแล้ว คุณโผงขาดสิทธิในที่ดินไปแล้ว เพราะสละสิทธิการครอบครองให้ตน ทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่คุณจำนูญ ให้ชำระค่าเสียหาย

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้ขับไล่คุณจำนูญ แต่ให้แก้เรื่องค่าเสียหาย

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คุณโผงจะได้ขายที่ดินให้แก่คุณจำนูญ แต่ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินซึ่งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ

แม้ ส.ป.ก. จะอนุญาตให้คุณโผงเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มิใช่เป็นการโอนที่ดินให้ตกเป็นสิทธิขาดแก่คุณโผง ที่ดินยังเป็นของ ส.ป.ก. และ ส.ป.ก. มีอำนาจควบคุมดูแลที่ดิน คุณโผงจึงไม่อาจที่จะสละหรือโอนสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นโดยการซื้อ-ขาย ได้

ยิ่งกว่านั้น ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มาตรา 39 ยังห้ามมิให้บุคคลผู้ได้รับสิทธิในที่ดิน โดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

สัญญาซื้อ-ขาย ที่ดินระหว่างคุณโผงและคุณจำนูญ จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

คุณโผงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิในที่ดินให้แก่บุคคลอื่นได้ ต้องถือว่า คุณจำนูญเพียงครอบครองที่ดินนั้นไว้แทนคุณโผง

คุณโผงเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยแท้จริง จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาซื้อ-ขาย ที่ดินขึ้นกล่าวอ้างได้ ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และการที่คุณจำนูญโต้แย้งสิทธิของคุณโผงด้วยการไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ย่อมเป็นการอาศัยอยู่โดยละเมิด คุณโผงจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คุณจำนูญก็หงอยไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2558)

————————————————

พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518

มาตรา 36 ทวิ บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีอำนาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเกี่ยวกับที่ดินของ ส.ป.ก. ตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่ ส.ป.ก. ร้องขอ

มาตรา 39 ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

เรื่อง -ช้องแมว : ไม้ที่เป็นยา

คอลัมน์-ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย-สุวรรณ พันธุ์ศรี

ถ้าหากเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารก็จะรู้ว่า ปัญหาอาชญากรรมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา และมีแนวโน้มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน มีข่าวที่ประเทศขายอาวุธออกมากที่สุด มีอยู่สองสามประเทศ

ถ้าหากว่าประเทศเหล่านั้นสุมหัวกันผลิตอาหาร เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ก็จะเป็นเรื่องดี

ที่โลกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น ก็เพราะประเทศใหญ่ใหญ่ทำแต่อุตสาหกรรมหนัก

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ไม่ค่อยคิดจะยอมทำ

อย่าลืมว่า อาวุธเป็นของที่กินไม่ได้ มีแต่จะใช้ทำลายล้างกัน

เมื่อมนุษย์ฝักใฝ่แต่วัตถุ จิตใจจึงหยาบกระด้าง ขาดความรัก ความเมตตา เห็นคนอื่นไม่มีค่า

ทุกวันนี้มนุษย์ใช้ปัจจัยเกินความจำเป็น ชนิดฟุ่มเฟือยเกินขนาด

การใช้ชีวิตที่เกินพอดี หรือขาด มนุษย์เองนั่นแหละเดือดร้อน

มนุษย์ส่วนใหญ่โหยหาธรรมชาติ แต่ไม่รู้จักธรรมชาติ ชีวิตจึงตั้งอยู่บนความประมาท

ลองหันมาปลูกต้นไม้ดูสักต้น เผื่อจะรู้จักธรรมชาติขึ้นมาบ้าง

ถ้ายังไม่รู้จะปลูกต้นอะไรก็จะบอกให้ ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ช้องแมว”

ต้นช้องแมวนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้รอเลื้อยแบบยืนต้น หากมีต้นไม้ยืนต้นอยู่ใกล้ใกล้ ก็พร้อมที่จะเลื้อยเกาะ

แต่หากไม่มีต้นไม้อื่นอยู่ใกล้ใกล้ จะยืนต้นเป็นทรงพุ่ม สูงเฉลี่ย 6 ถึง 7 เมตร

ลักษณะของใบ จะมีขนาดเล็กอย่างใบพุทรา ตรงกลางใบจะแยกออกเป็น 2 แฉก ผิวใบเรียบ สีเขียวสด

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อยาว สีเหลืองจัด ปากดอกจะบานออกคล้ายกระบอกเขาควาย

ต้นช้องแมว เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด การขยายพันธุ์ นิยมปักชำกิ่ง

คนแต่โบราณท่านศึกษาจนรู้ว่า ต้นช้องแมว มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยเฉพาะ ราก และใบ

ราก มีสรรพคุณแก้ร้อนใน แก้กษัย และเป็นยาดับพิษทุกชนิด

ใบ มีสรรพคุณแก้บวม ขับถ่ายพยาธิ แก้ปวดฟัน ถ้าตำพอกศีรษะ แก้ปวดหัว และกันผมร่วง

หากนำใบและรากมาตำรวมกัน ใช้น้ำล้างบาดแผลจะหายเร็ว หรือหยอดหูแก้น้ำหนวก

นี่คือสิ่งที่ได้จากการปลูกต้นช้องแมว

ส่วนเรื่องสรรพคุณ หากจะใช้ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทางจะเป็นการดีที่สุด

เพราะของทุกอย่าง มีทั้งคุณและโทษ

ปูนา ขาเก… สัตว์ 10 ขา ที่กำลังถูกลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ปูนา ขาเก… สัตว์ 10 ขา ที่กำลังถูกลืม

มีนิทานนมนานกาเล ปูนาขาเกตัวใหญ่ซะไม่มี เอามือไปจับปูก็งับทันที จะทำยังไง เอาไม้ไล่ตี ตีก็ตีไม่ถูก ถูกก็ไม่ตั้งใจตี ปูมีขามากมาย แต่ทำไมหัวปูมันไม่มี เพลงปูนาขาเก ของ คัทลียา มารศรี เมื่อได้ยินเสียงเพลงนี้ครั้งใด มันทำให้นึกถึง “ปูนา” สัตว์น้ำจืด ขา 10 ขา เคียงคู่วิถีชีวิตชาวนาไทยมาช้านาน ประเทศไทยของเราในอดีตนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ดังประโยคที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และในท้องนายังมีสัตว์มากมายหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปลา และปู (นา) พอฝนตกลงมา ทุ่งนามีน้ำเจิ่งนอง ปูนาตัวน้อยใหญ่จะวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานเต็มท้องทุ่ง ชาวบ้านต่างจับมากินเป็นอาหารได้โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยง หรือซื้อหาแต่อย่างใด

“ปูนา” เป็นสัตว์น้ำจืดที่คนไทยนิยมนำมากินเป็นอาหารชนิดหนึ่ง แต่ในปัจจุบันปูนาตามธรรมชาตินั้นหายาก เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของท้องทุ่งนาเริ่มหายไป สาเหตุอาจมาจากการทำเกษตรในปัจจุบันนั้นเอง! เมื่อเกษตรกรชาวนาหันมาใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงในการทำให้สัตว์น้ำตามธรรมชาติหลายชนิดต้องล้มตายไป และส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของปูนา เรียกได้ว่าเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว

ปูนา เป็นอาหารโปรตีนและแคลเซียมชั้นดี ราคาถูก ของชาวนาที่หาได้ง่ายในท้องนาตามธรรมชาติ เรียกได้ว่าเมื่อในน้ำมีปลา ในนานั้นมีข้าว แล้วก็ต้องมีปูนาอยู่คู่กันมาเสมอ ในสมัยก่อนปูนาชุกชุมหากินได้ไม่ยากนัก แหล่งที่อยู่ ปูนามักจะอาศัยในนาข้าว แค่เดินไปตามคันนาเราก็จะได้พบสัตว์น้ำที่มีกระดองแข็งหุ้มลำตัว มีขา 10 ขา พอได้ยินเสียงคนเดินก็จะวิ่งลงรู หรือวิ่งลงน้ำหลบซ่อนตัวใต้กอกก กอข้าว อย่างเร็วพลัน เอามือลูบๆ คลำๆ ก็จับปูนาไปทำเป็นอาหารได้แล้ว

ปูนา รสชาติอร่อย ต้องตามหาในรู

คนอีสานร่ำลือกันว่า จะกินปูนาให้อร่อยต้องช่วงหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพราะเป็นช่วงที่ปูนากำลังขุดรูเพื่อจำศีล และดินในท้องนายังไม่แข็งนัก ขุดหาง่าย แต่ถ้าจะให้ได้ปูรสมัน อร่อยที่สุด ต้องเป็นช่วงหน้าแล้งโดยเฉพาะในเดือนเมษายน มันปูนาจะเข้มข้น อร่อย แต่ก็มีอุปสรรคคือดินจะแข็ง ทำให้ขุดยากสักหน่อย!

รูกลมๆ ปากรูไม่กว้างนัก รอบๆ มีกองดินเล็กๆ นูนสูง พบรอยเท้าปูที่ขุดไว้ที่ปากหลุม ใช้เสียมค่อยๆ แซะเนื้อดิน แล้วลงมือขุด อาวุธสำหรับขุดปูของคนอีสาน เขาจะใช้เสียมด้ามไม้ และไม้สำหรับไว้แหย่รูปู โดยไม้จะใช้สำหรับกะระยะความลึกและดึงปูนาออกจากรู ปูนาบางตัวจะอยู่ในรูลึกมาก กว่าจะขุดขึ้นมาได้ก็เสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกัน ปูนาตัวผู้จะมีมันน้อยกว่าตัวเมีย ส่วนสีเข้ม อ่อน นั้น ขึ้นอยู่กับอายุของปูนา ถ้าสีเข้มมากแสดงว่าอายุมากแล้ว หากสีอ่อนเป็นปูอายุยังน้อย

พอหมดช่วงทำนา ผืนนาจะถูกปล่อยทิ้งไว้รอน้ำฝนรอบใหม่ รอจนกว่าจะได้สัญญาณบอกว่าจะเข้าฤดูกาลแห่งการทำนา ปูนาเหล่านั้นจะเริ่มลงรูจำศีลตั้งแต่เกี่ยวข้าวเสร็จ และบริเวณที่พบเจอปูนามาก คือ ตามแนวต้นไม้ ตอซังข้าว เพราะปูจะชอบอยู่ตามร่มไม้ การขุดปูนา บางครั้งก็ต้องวัดดวงเหมือนกัน ในบางครั้งต้องใช้ไม้แหย่รูดูว่าลึกพอจะมีกำลังขุดไหม เมื่อขุดไปเรื่อยๆ รูปูจะค่อยๆ กว้างขึ้น แสดงว่าเข้าใกล้ตัวปูแล้วล่ะ! เพราะปูนาต้องใช้พื้นที่ในการกลับตัวไปมาระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในรูนั่นเองค่ะ

ปูนา คู่สำรับคนอีสาน

ปูนา คู่สำรับคนอีสานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พอช่วงฤดูทำนาเวลาออกไปทำนา แค่มีข้าวเหนียวกับส้มตำไปกิน และถ้าจะให้แซบก็ต้องมีปูนาด้วย ปูนาตัวน้อยๆ ที่เดินอยู่ข้างคันนานั่นแหล่ะ! จะถูกจับตัวเป็นๆ มาแกะกระดองทิ้ง แล้วต้องเอาไปล้างน้ำให้สะอาดซะก่อน กินแต่เนื้อปูสดๆ กับส้มตำปลาร้า เพิ่น บอกว่า มันแซบหลายเด้อ

ปูนาสดๆ มีมากช่วงหน้าฝน คนอีสานเขาจะนิยมกินกับส้มตำ เพราะปูนามักมากัดกินต้นข้าวอ่อนในนา การกินปูนาเป็นการช่วยกำจัดศัตรูพืชไปในตัว บางทีใช้สวิงช้อนปูนาขึ้นมา ได้ปูนาตัวเท่านิ้วโป้ง เอามาแกะกระดองและขาออก (เพื่อไม่ให้ปูวิ่งหนีว่างั้น!) แล้วกินแนมกับส้มตำ หรือบางคนก็เอาไปคั่วกับเกลือกินกับข้าวเหนียว ได้รสเค็มๆ มันๆ และบางทียังเอาไปดองกับน้ำปลา สัก 1 วัน แล้วใส่ในส้มตำ โอ้ย! แซบอีหลี

ปูนา รสเลิศ สำรับคนอีสาน

ที่ทำได้ง่ายคือ ปูจี่ หรือ จี่ปู เอาปูนาตัวใหญ่ไปย่างบนเตาไฟถ่าน พอสุก แล้วแกะกระดองออก โรยเกลือ ใช้ข้าวเหนียวจิ้มมันปู กลิ่นหอมๆ บวกกับเนื้อหวานมันของปูนา แซบอย่าบอกใครเชียว!

ส่วนอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างคือ ป่นปูนา นำปูนาไปต้มกับน้ำปลาร้า ต้องใส่ปูนาตอนน้ำเดือดๆ (ทุบตะไคร้ ฉีกใบมะกรูดลงไปด้วย) ปูจะไม่มีกลิ่นคาว ต้มจนสุก กระดองปูเป็นสีเหลือง นำปูมาแกะกระดอง เขี่ยเอามันปูในกระดองโขลกรวมกับเนื้อปูจนละเอียด เติมน้ำปลาร้าที่ต้ม ปรุงรสด้วยพริกป่น หรือพริกสดย่างไฟ ปรุงรส เสร็จจึงโรยต้นหอม แค่นี้ก็แซบแล้ว!

ลาบปูนา เอาปูมาแกะกระดองออก กระดองปูที่มีมันติด เอาปลายช้อนเขี่ยออก แยกไว้ในถ้วย นำตัวปูที่ล้างน้ำสะอาดแล้วปั่นหรือโขลกจนละเอียด จากนั้นจึงคั้นกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำข้นๆ ไว้ นำน้ำที่ได้มาผสมกับมันปู เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนเป็นก้อนสีเหลืองๆ จึงนำมาทำลาบต่อ

มันปูที่เคี่ยวแล้วเอามาคลุกเคล้ากับเครื่องลาบ เช่น พริกป่น ข้าวคั่ว หัวหอมแดง ต้นหอมซอย ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลาร้า และน้ำปลา กินแนมกับผักสดริมรั้ว เช่น ยอดกระถิน ยอดมะระขี้นก ถั่วฝักยาว แตงกวา ยอดมะกอก มะเขือเปราะ และอื่นๆ แล้วแต่จะหาได้ ขอบอกว่าอร่อยจนต้องยกนิ้วให้ ด้วยมันปูเนื้อนุ่ม มัน แถมมีกลิ่นหอม ผสมผสานอย่างเข้ากันกับกลิ่นรสของเครื่องลาบและเครื่องปรุงรส ต้องบอกเลยค่ะว่า มันแซบหลายๆ เด้อ!

อ่อมปูนา ขั้นตอนการทำคล้ายๆ กับทำลาบ หรือบางบ้านมีเพิ่มด้วยการใส่ไข่ระหว่างเคี่ยวน้ำปูกับมันปู เพื่อให้น้ำปูเกาะกันเป็นก้อน แล้วใส่เครื่องแกง มีพริก หัวหอมแดง และเกลือ โขลกรวมกัน ใส่ผักที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างเช่น ผักกาด ต้นหอม ผักชีลาว ใบแมงลัก และตะไคร้ทุบ ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำปลาร้า แล้วชิมรสให้ออกเค็มๆ มันๆ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ นี่ก็แซบอีกแบบค่ะ

ปูนา สำรับคนเหนือ

คนเหนือนิยมนำปูนามาปรุงอาหารได้อร่อยไม่แพ้คนอีสาน ผลิตภัณฑ์เด่นของคนเหนือ ได้แก่ “น้ำปู๋” มีชื่อจัดอยู่ในระดับหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล กลุ่มสินค้าโอท็อป (OTOP) ของภาคเหนือ

การทำน้ำปู ชาวนาจะจับปูนาที่เข้ามาหากินในนาข้าวช่วงที่ข้าวกำลังแตกกอ ปูนาที่จับได้ในช่วงนี้จึงมีความสมบูรณ์เต็มที่ ปูนาเพศผู้มีมันเต็มอก ส่วนเพศเมียมีไข่อ่อนเต็มท้อง ผลิตภัณฑ์น้ำปูของคนเหนือจึงมีคุณภาพทางโภชนาการสูง รสชาติดี วิธีการผลิตก็ไม่ยุ่งยาก เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้สืบทอดส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษเป็นทอดๆ

น้ำปู๋ น้ำปู

นำปูนาสดมาตำให้ละเอียด แล้วกรอง นำมันปูและน้ำที่กรองได้ไปปรุงด้วยเครื่องปรุง เพื่อช่วยชูรส จากนั้นนำไปต้ม เคี่ยวจนน้ำงวด แห้ง เหลือแต่มันปูสีดำข้นและเหนียว เหมาะสำหรับนำไปใช้ปรุงแต่ง หรือใช้เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารพื้นเมืองหลายชนิด เช่น ยำหน่อไม้ น้ำพริกปู แกงหน่อไม้ หรือผสมเป็นน้ำจิ้มกับผักเปรี้ยวๆ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับปลาร้าของคนอีสาน หรือกะปิของคนใต้ และกลาง นั่นเอง

วิถีชีวิตชาวบ้านตามชนบทไทยนั้น ผูกพันกับท้องไร่ท้องนามาช้านาน ผู้คนอาศัยท้องนาในการเลี้ยงชีพ ใช่ว่ามีเพียงผลิตผลจากข้าวที่ใช้กิน ใช้ขาย แล้ว ยังมีสัตว์น้ำนานาชนิดที่อาศัยอยู่ในนา อย่างเช่น ปูนา อาหารเลิศรสของชาวชนบทด้วย

ปูนา เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติของชาวบ้าน ชาวนา ที่อุดมด้วยโปรตีนและแคลเซียม สามารถจับหรือหาจากธรรมชาติโดยไม่ต้องซื้อ ปูนามีรสชาติดี มีเอกลักษณ์ กลมกลืนกับวิถีการกินของคนชนบทอย่างแนบแน่น ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะปูนามีความสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้น ปัจจุบัน เมื่อปูนาเริ่มหาได้ยาก และถึงจะมีอยู่บ้างก็คงไม่มีใครค่อยนำมากิน หรือทำอาหาร ส่วนหนึ่งเพราะกลัวการตกค้างจากสารเคมีปนเปื้อนที่ใช้ในเกษตรกรรมนั่นเอง

เมื่อความต้องการบริโภคปูนายังมีอยู่ต่อเนื่อง และปูนาในธรรมชาติเริ่มสูญพันธุ์ การพัฒนาอาชีพใหม่ๆ จึงเกิดขึ้น คือ การเพาะเลี้ยงปูนา ด้วยยังมีความต้องการปูนาในท้องตลาดอีกมาก การเลี้ยงปูนาจึงสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ และเป็นอีกทางที่จะรักษาปูนา มรดกดินของชาวนาไทยให้คงอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยต่อไป

ความสุขต้นทุนต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ความสุขต้นทุนต่ำ

“We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights; that among these are Life, Liberty, and the pursuit of Happiness.”

…From the Declaration of Independence

โลกในยุคนี้ที่เงินเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในแทบจะทุกเรื่อง เราจะเคยคิดตั้งคำถามหรือไม่ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่ที่จะทำให้เรามีความสุข มีอะไรอื่นอีกหรือไม่ที่มีความหมายกับเราอย่างแท้จริงนอกจากเงิน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เงินซึ่งเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค แทบทุกชนิดที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจัยสี่ทุกชนิดต้องใช้เงินในการซื้อหา ไม่ต้องคิดว่าในปัจจุบัน ปัจจัยไม่ได้มีแค่ 4 อย่างเหมือนในอดีตอีกต่อไป ยังมียานพาหนะ ค่าเดินทาง โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษาที่นับวันคนที่ไม่มีเงินจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (เห็นได้จากการเรียนหนังสือยังต้องกู้เงินมาเรียน) การเปิดโลกทรรศน์เพื่อได้เห็นโลกกว้างก็ต้องใช้เงินเป็นค่าเดินทางและที่พัก โลกที่เราบอกว่าเล็กและแคบกว่าแคบก็ไม่ได้เข้าถึงได้ง่ายๆ หากไม่มีเงิน ราวกับว่าโลกนี้จะเล็กลงได้ในทันใดหากมีเงินเป็นใบผ่านทาง

อยากชวนกันคิดว่า หากเรามีเงินอย่างจำกัด เรายังมีสิทธิ์มีเสียงในการเข้าถึงเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่ เราจะหาความสุขจากการมีเงินไม่มากนักได้หรือไม่ ความสุขต้นทุนต่ำมีอยู่จริงหรือเปล่า

อันที่จริงปัญหาการเข้าถึงความสุขของคนทุกระดับ ไม่เลือกฐานะ และไม่เลือกสถานะทางสังคมนั้น เป็นปัญหาคลาสสิกของโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ เป็นอุดมคติของรัฐในการบริหารจัดการให้คนแต่ละคนในสังคมมีความสุขตามสถานภาพของตนเอง และให้คนแต่ละคนกำหนด “ความสุข” ในแบบของตนเองได้อีกด้วย ทุกวันนี้เราถูกกำหนด “ความสุขแบบสำเร็จรูป” จากสังคมไปเสียแล้ว และความสุขสำเร็จรูปเหล่านั้นถูกหล่อหลอมและทำให้เชื่อ และกลายเป็นความสุขที่ผู้คนพึงต้องเลือก ที่เลวร้ายคือ ความสุขสำเร็จรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินในการได้มาทั้งสิ้น

มีคำกล่าวของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ ผู้ประกาศอิสรภาพ และประธานาธิบดี คนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคำประกาศมีประโยคที่อาจจะแปลความได้ทำนองว่า “…เป็นความจริงในตัวมันเองที่มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกัน และผู้สร้างต้องการให้เราสามารถเข้าถึงสิทธิอันพึงได้ต่างๆ ที่ไม่ว่าใครก็เอาสิทธินั้นไปไม่ได้ สิทธิอันรวมถึง การมีชีวิตอยู่ การมีเสรีภาพ และการแสวงหาความสุข…” และกลายเป็นคำกล่าวที่เป็นอุดมคติสำหรับรัฐที่จะพยายามทำให้ประชาชนของตนได้รับสิทธิตามคำประกาศนั้น

แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เราก็ไม่ได้เข้าถึงอุดมคติเหล่านั้น จนในภาพยนตร์เรื่อง “The Pursuit of Happyness” (ชื่อภาพยนตร์จงใจสะกดคำว่า Happiness ไว้ผิดตามที่ผู้สร้างเห็นคำดังกล่าวปรากฏบนกำแพงบนท้องถนน) ประโยคที่ผู้แสดงนำ “วิล สมิธ” พูดอย่างท้อแท้และเสียดสีว่า “ฉันจดจำได้และคิดว่า ทำไม โทมัส เจฟเฟอร์สัน จึงใส่คำว่า pursuit ไว้ในคำประกาศอิสรภาพ อาจจะเป็นเพราะว่า ความสุขนั้นคืออะไร ที่เราสามารถจะแสวงหาได้เท่านั้นแต่ไม่มีวันที่จะมีมันได้จริงๆ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขารู้ได้อย่างไรนะ”

คงจะคิดได้ไม่ยากว่า ขนาดประเทศที่เป็นต้นแบบของอุดมคติดังกล่าว ก็ยังไม่อาจเข้าถึงจุดนั้นได้จริง แต่อย่างน้อยสวัสดิการสังคม ความปลอดภัย การมีโอกาสในการศึกษา การมีงานทำ การมีช่องทางหาความสุขในชีวิตด้วยต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป ตามแบบที่มนุษย์แต่ละคนต้องการอย่างแท้จริง ก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนแต่ละคนมีความสุขตามอัตภาพของตนเอง

ผมอยากจะคิดว่า ในเมื่อรัฐการันตีความสุขให้แก่เราไม่ได้ เราคงต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง ด้วยการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด เชื่อมั่นศรัทธาในความถูกต้องดีงามว่า จะเป็นพาหนะนำพาเราไปสู่จุดที่เราสามารถช่วยตนเองได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้เรามีภูมิคุ้มกันในการอดออม ในการใช้จ่าย ในการแสวงหาความสุขที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อหามาเพียงอย่างเดียว และแสวงหาความสุขในแบบที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่ความสุขสำเร็จรูปที่กระแสของคนในสังคมหล่อหลอมให้เราหลงเชื่อว่า “นั่นเป็นความสุขที่เราต้องแสวงหา” แต่มีต้นทุนในการเข้าถึง ที่เป็นแรงกดดันให้เราทำอะไรก็ได้ (ไม่ว่าจะถูกหรือผิด) เพื่อให้บรรลุความสุขชนิดที่…แท้ที่จริงอาจจะไม่ใช่ความสุขที่เราต้องการก็ได้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ งานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ต้องใช้เงินในการซื้อหา แต่อาหารในงานเลี้ยงเป็นอาหารที่เป็นโทษ และทำให้เรากินอิ่มเกินขนาด เกิดโรคอ้วน ไขมันในกระแสเลือด ต้นทุนความสุขชนิดนี้ มีทั้งค่าอาหาร ค่ายา และค่ารักษาพยาบาลที่ตามมา ไม่นับว่าโรคเหล่านี้อาจนำเราไปสู่ปัญหาการทำงาน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนในการได้มาซึ่งความสุขแบบนี้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ต้องพยายามผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทั้งที่เราใช้งานจริงๆ เพียงไม่กี่ฟังก์ชั่นในโทรศัพท์รุ่นนั้น ไม่นับรวมค่าโทร ค่าเน็ต และ Package ต่างๆ ที่ตามมา เราจะอดใจไว้ เก็บเงินออมก้อนแรกให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มพูนจนกว่าเราจะมีพร้อมค่อยซื้อหา เป็นความสุขที่มีต้นทุนสูงเกินกว่าฐานะของเราหรือไม่

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ รถยนต์ยี่ห้อหรู หรือรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดที่เครื่องแรง พุ่งทะยานได้ดั่งใจนึก แล้วเราก็ซื้อหามาให้ได้เพื่อที่จะขับรถอย่างเกรี้ยวกราด ดุดัน เอาเป็นเอาตายกับเพื่อนร่วมถนนทุกคนจนแทบจะพร้อมลงมามีเรื่องกับใครก็ตามที่ขับปาด ขับแซงเราได้ทุกเวลา ไม่นับว่าอาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น สูญเสียทั้งเรา ทั้งเขา ต้นทุนความสุขของเราจะสูงขนาดไหน

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ การจัดงานแต่งงานในโรงแรมหรู เชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง ได้หน้าได้ตากันอย่างเต็มอิ่ม ไม่นับว่าต้องถ่ายรูปสตูดิโอสวยงามราวกับเป็นพระเอก นางเอกในหนัง ความสุขในครอบครัวที่แท้จริง กลับไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรัก ความเข้าใจ ความซื่อสัตย์ต่อคู่รักของตน ซึ่งเงินก็ซื้อหามาไม่ได้ ถ้าเราไม่ประพฤติตัวอยู่ในร่องในรอย

ผมอยากจะคิดว่า “เงิน” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “วัตถุสิ่งของต่างๆ” นั้น แท้ที่จริงไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้เข้าถึงความสุข ไม่เถียงว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง และนำไปสู่การมีความสุขที่เป็นนามธรรมได้ แต่เราต้องตระหนักและมองให้เห็นว่า “ความสุข” หลายอย่างมีต้นทุนไม่มากเลย ความรื่นรมย์ของชีวิตหลายครั้งได้มาอย่างง่ายๆ เพียงแค่ใจเรามองให้เห็น แสวงหาให้ถูกทาง เข้าทำนอง “หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” อย่างที่คุณแอ๊ด เขาว่าไว้

ผมคิดและเชื่อว่า “เงินนั้นมีมากเท่าไรก็ไม่พอใช้” และในขณะเดียวกัน “เงินมีน้อยเท่าไรก็ใช้พอ” หากเราเป็น “นาย” ของเงิน ไม่ใช่ “ทาส” ของเงิน

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ลืมตาตื่นในยามเช้าที่สายหมอกเอื่อยไหลอยู่เหนือแม่น้ำเมย ครั้นผินหน้าไปอีกฟากฝั่งก็เห็นเหมยหมอกรอบเรี่ยเทือกทิวเขา ชวนให้นึกถึงดินแดนในความฝัน อากาศใสสดชื่นด้วยกลิ่นของป่าและสายน้ำ อารมณ์เอิบอิ่มสงบงาม หากว่า…ณ ที่แห่งนี้ จะไม่มีเสียงปืนและการสู้รบเกิดขึ้นอีกต่อไป

จากจุดใดจุดหนึ่งของฝั่งเมยเราข้ามเรือไปเพียงไม่นานนาทีก็ถึงอีกฝั่งที่แตกต่างไปจากฝั่งไทยโดยสิ้นเชิง เป็นฝั่งแผ่นดินที่ผู้คนฝังตัวเองไว้กับการต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดและชาติพันธุ์ ต่อเนื่องนานมาถึงวันนี้ร่วม 67 ปี นับแต่ผู้นำคนแรกของพวกเขาประกาศกร้าวต่อกรไม่ยอมจำนนภายใต้อำนาจรัฐบาลพม่า

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชาติกะเหรี่ยงนั้น มีผู้รู้เขียนถึงไว้แล้วมากมาย ฉันขอกล่าวถึงอย่างย่อ เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อสันนิบาตเสรีชนต่อต้านเผด็จการฟาสซิสต์ (Anti-Fascism of People Freedom League-AFPFL) นำโดย นายพล ออง ซาน ร่วมกับองค์กรการเมืองของกะเหรี่ยง คือ KCO (the Karen Central Organization) ภายใต้การนำของ ซอว์ บา อู จี (Saw Ba U Gyi) เรียกร้องอิสรภาพคืนจากอังกฤษเจ้าอาณานิคม

แต่ต่อมา AFPFL ปฏิเสธที่จะให้กะเหรี่ยงแยกเป็นรัฐอิสระ ทำให้องค์กรกะเหรี่ยงแตกแยกทางความคิด กลุ่มหนึ่งยังคงร่วมมือกับ AFPFL อีกกลุ่มคือ KNU หรือ the Karen National Union แยกตัวออกมาต่อสู้ตามวิถีทางการใช้กำลัง พร้อมทั้งรวบรวมและจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยใช้ชื่อว่า KNDO (the Karen National Defense Organization) โดยมี ซอว์ บา อู จี เป็นผู้นำ ซึ่งมีเป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ การมีรัฐอิสระเป็นของตนเอง และไม่ขึ้นกับอำนาจการบริหารปกครองของชาวพม่า

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2491 ซึ่งกะเหรี่ยงถือว่าเป็นวันชาติของเขา และยึดถือ ซอว์ บา อู จี เป็นบิดาแห่งการปฏิวัติ นับแต่นั้นมา

ในลานกว้างที่ใช้จัดงานครบรอบ 67 ปี การปฏิวัติ คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่ย่ำค่ำของวันสุกดิบ มีเวทีขนาดใหญ่แพรวพราวไปด้วยแสงสี คืนนี้จะมีการแสดงดนตรีของวงหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นอกจากเวทีกลางยังมีเวทีย่อยตั้งห่างออกไป นัยว่าเป็นเวทีสำหรับการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มต่างๆ จะว่าไปแล้ว ผู้นำ KNU ยุคนี้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลไม่น้อยเลยทีเดียว ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นของเผ่าพันธุ์ พร้อมกับสนับสนุนสิ่งใหม่ๆ

นอกจากดนตรีและการแสดงบนเวที ยังมีซุ้มขายของและขายอาหารไว้บริการผู้คนที่มาร่วมงาน ส่วนในบริเวณเดียวกับเวทีใหญ่มีซุ้มนิทรรศการความเป็นมาของการปฏิวัติ มีภาพผู้นำและทหารคนสำคัญ เป็นซุ้มนิทรรศการซึ่งชาวกะเหรี่ยงจากที่ต่างๆ ที่มาร่วมงานให้ความสนใจกันมาก

สำหรับฉันแล้วงานกลางคืนก็สนุกสนานตื่นตาตื่นใจพอควร แต่ที่ทำให้ขนลุกกับอุดมการณ์เพื่อแผ่นดินของชาวกะเหรี่ยง คงจะเป็นพิธีกรรมช่วงเช้า ซึ่งมีการสวนสนามของเหล่าทหาร การตรวจแถวทหารของผู้นำ และการปราศรัยที่เริ่มจากประธานสหภาพกะเหรี่ยง ตามด้วย พลเอก บ่อ จอ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่กำลังขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอีกไม่นานนี้ ฉันประทับใจหลายถ้อยความของเขาที่ปราศรัยออกมาจากใจ โดยไม่มีกระดาษในมือแม้แต่แผ่นเดียว

ฉันจดบางถ้อยความของคำปราศรัยจากการแปลของพี่น้องกะเหรี่ยงที่พูดไทยได้ จดเท่าที่ความเร็วของมือจะทำได้

“สหภาพ KNU มีเป้าหมายชัดเจนในการปกครอง นั่นคือ ความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงเป้าหมาย เราต้องยืนหยัดและเตรียมตัวเพื่อให้สิ่งที่ประชาชนต้องการบรรลุผล หัวใจของการเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงจะอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันยาวนานมาก ชาวบ้านเราสูญเสียชีวิตและน้ำตาไปจำนวนมาก แต่เราก็ยังไม่ถึงเส้นชัย เราต้องจับมือกันเพื่อให้ถึงเป้าหมาย 67 ปี ยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ ความไม่เข้าใจกันทำให้เรารบกันเอง คนที่มองเราอยู่ก็จะไม่เคารพเรา เราจะรบในกรอบที่ถูกต้อง ในฐานะทหารเรามีหน้าที่ป้องกันประชาชนของเรา มีอาวุธอยู่ในมือสามารถใช้มันได้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ในฐานะที่เราถืออาวุธ เราต้องคิดว่าจะใช้เพื่อปกป้องประชาชนยังไง เราไม่ได้ใช้อาวุธเพื่อเข่นฆ่าใครอย่างไร้เหตุผล ขอให้ทุกคนเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเองและเคารพในคนอื่น ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพื่อสหภาพของเรา

ตอนนี้เสียงปืนอาจจะสงบลง แต่สงครามยังไม่สิ้นสุด สงครามยังมีในรูปแบบอื่นๆ นี่คือ สิ่งที่เรากังวล”

คำปราศรัยยังมีอีกมาก ฉันจดอย่างไม่ปะติดปะต่อเท่าที่ตัวเองทำได้ และเลือกจดบางถ้อยความที่ตรึงใจ ฟังไปก็นึกถึงขุนทหารผู้นำของเราไป

แล้วก็นึกถึงคำที่ว่า สงครามยังไม่จบ แต่มันมาในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกะเหรี่ยงหรือกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเท่าที่กำลังเผชิญ ทว่าเราทุกคนในอุษาคเนย์นี่แหละที่ต้องรับมือกับมัน

สงคราม ไม่เคยมี คำว่า ครั้งสุดท้าย

ตาเลื่อน “เฒ่าทรนง” ผู้พลิกฟื้น “หอมน้ำ”, “ช้องนางคลี่” หรือ “พลับพลึงธาร” ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

ตาเลื่อน “เฒ่าทรนง” ผู้พลิกฟื้น “หอมน้ำ”, “ช้องนางคลี่” หรือ “พลับพลึงธาร” ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

ต้นหอมน้ำ พลับพลึงน้ำ พลับพลึงธาร ช้องนางคลี่ หญ้าช้อง หรือว่านพระคงคา อันเป็นหลากหลายชื่อ ของพันธุ์ไม้น้ำขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในโลก ที่มีถิ่นนิวาสถานอยู่แถบจังหวัดพังงาตอนบน และระนองตอนล่างเท่านั้น โดยปกติแล้วขึ้นอยู่ตามต้นน้ำลำธารตื้นๆ ที่ใสสะอาด มีน้ำไหลตลอดปี อยู่ในระดับความลึกตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตร ไปจนถึงกว่า 2 เมตร ขึ้นกับแหล่งน้ำบริเวณที่ขึ้นอยู่และระดับน้ำในแต่ละฤดูกาล

หอมน้ำ หรือพลับพลึงธาร เป็นไม้น้ำที่ให้ดอกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่เป็นช่อ ชูขึ้นเหนือน้ำ จนได้รับสมญาว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ” มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนใบพลิ้วไหวไปตามความแรงของสายน้ำ มีหัวกลีบหรือหัวคล้ายหอมหัวใหญ่อยู่ในดินใต้ผิวน้ำ หัวอาจจมอยู่ใต้ดินหรือโผล่ขึ้นเหนือผิวดินได้ และเมื่อหลุดออกจากดินมักจะลอยอยู่ผิวน้ำ อาจพบหัวย่อยที่แตกแขนงยื่นออกมาจากบริเวณหัวใหญ่บริเวณฐานหัว เพื่อการขยายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ก็จะมีช่อดอกสีขาวเป็น 6 แฉก เจริญออกมาจากด้านข้างของหัว

ถิ่นกำเนิดของหอมน้ำ พบอยู่เพียงบริเวณทางเหนือของอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จนถึงทางใต้ของอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เนื่องจากในพื้นที่แถบนี้มีภูมิประเทศเป็นแนวสันเขาสูงสลับซับซ้อน ตั้งขนานกับแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ภูเขาเหล่านี้เป็นป่าฝนชุ่มชื้นตลอดปี จึงเป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เช่น คลองกะเปอร์ คลองบางหิน คลองนาคา คลองกำพวน ในเขตจังหวัดระนอง คลองเตรียม คลองนางย่อน คลองบางปง อำเภอคุระบุรี คลองตำหนัง คลองห้วยทรัพย์ คลองตาเลื่อน หรือคลองไร่ลุ่ม คลองนายทุย คลองบ้านทับช้าง คลองบ้านโชคอำนวย ต่อเนื่องไปถึงตำบลแม่นางขาว ในเขตจังหวัดพังงา เป็นต้น รวมไปถึงแนวเขตรอยต่อจังหวัดพังงาและระนอง บริเวณคลองนุ้ย คลองตาผุด คลองบางเผาหมู คลองกำนันหัด เป็นต้น ลำคลองต่างๆ เหล่านี้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญพันธุ์เป็นแหล่งที่อยู่ของพลับพลึงธาร หรือหอมน้ำ

พลับพลึงธาร หรือหอมน้ำ เป็นพืชอวบน้ำ ดอกสีขาว มี 6 กลีบ ก้านชูดอก แต่ละก้านมีหลายก้านดอก ทยอยบานติดต่อกันไป หลังจากผสมเกสร กระเปาะเมล็ดจะเจริญเติบโตที่โคนก้านดอก เมื่อเมล็ดแก่จะหลุดออกจากกระเปาะ ยื่นสายออกด้านหนึ่งของเมล็ด ปลายสายจะเกิดเป็นต้นใหม่โดยมีรากยึดติดกับพื้นคลอง ระหว่างที่รากยังไม่สามารถเกาะยึดพื้นคลองได้ เมล็ดจะเป็นแหล่งอาหารให้ต้นอ่อนได้นาน 3-4 เดือน หัวมีลักษณะคล้ายหัวหอม จึงมีชื่อเรียกว่า “หอมน้ำ” หัวจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ

ด้วยเหตุที่พลับพลึงธารเป็นพืชน้ำหนึ่งเดียวในโลก ที่มีระบบรากที่ยาว ช่วยยึดดินป้องกันหน้าดินถูกชะล้าง ส่วนใบที่ยาวก็สะบัดพลิ้วไปตามกระแสน้ำ ช่วยดักตะกอนในลำน้ำ ทำให้น้ำใส สะอาด กลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งเป็นที่วางไข่กุ้ง ปลากระทิง ปลาช่อน ปลาดุก ปลาชะโอน เป็นต้น

พลับพลึงธารจะออกดอกขาวสะพรั่งเต็มลำธารของ ตาเลื่อน ยายบุญช่วย ในช่วงปลายเดือนกันยายน ตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม

การขุดลอกและขยายลำคลองขององค์กรทางราชการที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมป้องกันอุบัติภัย กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นหอมน้ำหรือช้องนางคลี่ถูกทำลายอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปัญหาโดยไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ส่งผลให้ระบบนิเวศของแม่น้ำลำคลองถูกเปลี่ยนเป็นคลองแนวเส้นตรง เหมือนคลองชลประทานโดยทั่วไป ทำให้กระแสน้ำไหลแรงและเร็ว กัดเซาะตลิ่งพัง ที่ดินของชาวบ้านหลายรายที่อยู่ติดทางน้ำ ถูกกระแสน้ำพัดสูญสลายไปกับสายน้ำ จึงทำให้พลับพลึงธารลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็วเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างฝายกั้นน้ำในลำคลองต่างๆ อันเป็นที่อยู่ของพลับพลึงธาร เนื่องจากฝายจะทำให้น้ำนิ่งและไม่มีช่วงหน้าแล้ง สภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อพลับพลึงธารไม่เจริญเติบโตและไม่ออกดอก ช้องนางคลี่ต้องการอยู่ในแหล่งน้ำไหลเท่านั้น รวมไปถึงการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวประเภทสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก การทับถมของดินตะกอนทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน เกิดการพังทลายของตลิ่ง ทำให้แหล่งที่อยู่ของพลับพลึงธารเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ตาเลื่อนและเพื่อนพ้องที่เห็นคุณค่าของช้องนางคลี่ จึงร่วมกันด้วยวิธีการต่างๆ ปักหลักต่อต้านทุกกระบวนการที่จะเข้ามาทำลาย

ตาเลื่อน และ ยายบุญช่วย เริ่มศึกษาวิถีของต้นช้องนางคลี่อย่างจริงจังในปลายปี พ.ศ. 2545 และช่วยกันอนุรักษ์อย่างเป็นระบบด้วยการเก็บหาเมล็ดในคลอง นำมาขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หว่านลงในคลอง ใช้โพงพางกั้นไม่ให้เมล็ดไหลตามน้ำ ขยายความรู้เป็นวิทยากรให้กับเด็กๆ ในหลายโรงเรียน เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ มีผู้มาเยี่ยมชมทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งให้กลุ่มอนุรักษ์พลับพลึงธารคลองนางย่อน ตลอดทั้งเยาวชนบ้านบางซอย ตำบลคุระ ได้เข้ามาทำบ่ออนุบาล เพื่อนำกลับไปปลูกขยายในคลองนางย่อน และคลองสาขา ด้วยความคาดหวังว่าจะเห็นพลับพลึงธารเพิ่มมากขึ้น จนเป็นสีเขียวขจีพลิ้วไหว ออกดอกขาวสะอาดหอมกรุ่นไปทั้งสายน้ำ

ในความเป็นจริงแล้ว ตาเลื่อนและภรรยามีอาชีพทำสวนยางพาราบนพื้นที่เชิงเขา ประมาณ 20 ไร่ พร้อมกับปลูกไม้ผลอีกหลากหลายชนิด รวมไปถึงพืชผักสวนครัว มีทั้งสับปะรด ตะไคร้ ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน หมาก กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยหิน กล้วยงาช้าง กล้วยเล็บมือนาง กระทือ หมากเม่า เต่าร้าง เตยหอม ไม้ไผ่ เป็นต้น

ลำธารน้ำบริสุทธิ์ที่ไหลมาจากเทือกเขาผ่านคลองไร่ลุ่ม หรือคลองสวนตาเลื่อน เฉพาะที่ไหล่ผ่านผืนดินของตาเลื่อนมีความยาว ประมาณ 500 เมตร ก่อนจะไหลผ่านที่ดินของคนอื่นๆ ในชุมชนอีกราว 1,500 เมตร และไปลงคลองนางย่อน

การพลิกฟื้นช้องนางคลี่ของตาเลื่อนด้วยสำนึกและจิตวิญญาณอันสูงส่งด้วยความรู้เพียงประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่สั่งสมสืบทอดมาจากบรรพชน ส่งผลให้พืชที่มีหนึ่งเดียวในโลกมิถูกทำลายไปในวันนี้ ยังมิใช่ความยิ่งใหญ่ของตาเลื่อนอีกหรือ

มติชน บันทึกประเทศไทย ปี ๒๕๕๘

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

มติชน บันทึกประเทศไทย ปี ๒๕๕๘

เข้าช่วงแล้งเต็มตัว ขอให้ระวังเรื่องฟืนไฟให้มาก แค่เริ่มต้นก็เกิดไฟไหม้ไปหลายที่

ว่าไปแล้ว อัคคีภัยทุกปีก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าอย่าได้ประมาท

เกิดอัคคีภัย 1 ครั้ง ก็จะมีการพลัดพรากตามมา

ยิ่งอาคารบ้านเรือนที่อยู่ในตรอก ซอก ซอย ที่ยากต่อการดับเพลิง ความเสียหายก็ยิ่งมาก

หลายท้องที่มีการก่อสร้างตึกที่ผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่กำกับดูแลก็ปล่อยปละละเลย

อีกหนึ่งอย่างที่น่าเป็นห่วง คือเรื่องสายไฟ

เท่าที่สังเกตเห็น ทุกวันนี้สายไฟพันกันนัวเนีย ไม่รู้ว่าเป็นสายอะไรบ้าง เกิดไฟรั่ว ไฟช็อตแล้วลุกลามก็หลายหน แล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้ ทางเท้า หรือทางเดินในตรอก ซอก ซอย ยังตั้งตู้โทรศัพท์ระเกะระกะ ก็ไม่รู้ปล่อยให้ตั้งได้อย่างไร

ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่กีดขวางทางเดิน โดยที่เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย

ดูเหมือนว่าบ้านเมืองไม่ค่อยจะมีขื่อแปอะไรนัก

หาหนังสือดีดีมาอ่านสงบจิตสงบใจ จะได้มีปัญญาแก้ปัญหาชีวิตยามพบเจอ

ปักษ์นี้จะชวนอ่าน “มติชนบันทึก ประเทศไทย ปี ๒๕๕๘” ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียง โดย ศูนย์ข้อมูลมติชน

ทุกวันนี้โลกยังใหญ่เท่าเดิม แต่การติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็ว แม้จะอยู่กันคนละพื้นที่

เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ต่างต่างที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ถูกบันทึกไว้ตามลำดับ วัน เวลา ทั้งรูปภาพและเนื้อหาข่าวสาร

ถึงโลกจะพัฒนาด้านข้อมูลข่าวสาร แต่ความน่าเชื่อถือยังเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรอง เมื่อรับสารนั้นนั้น

เพราะเทคโนโลยีเองก็ยังปลอมแปลงกันได้

การบันทึกรูปภาพ และข้อมูลข่าวสารด้วยระบบการพิมพ์ ยังเป็นเรื่องน่าเชื่อถือ แม้จะผ่านมาหลายศตวรรษ

แม้ทุกวันนี้ ชีวิตผู้คนแขวนอยู่บนโลกออนไลน์ มีความรู้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงเป็นเงาตามตัว

มติชนบันทึก ประเทศไทย ปี ๒๕๕๘ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน วางแผงแล้ว ราคาเล่มละ 400 บาท

ถือเป็นราคาแค่ วันละ 1 บาทกว่าเล็กน้อย

แล้งปีนี้ ก็ขอเชิญชวนผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ให้ช่วยกันประหยัดน้ำ

ทั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ เพื่อส่วนรวม จะได้มีใช้กันอย่างเพียงพอ

ซักผ้าด้วยเครื่องนั้นจะเปลืองน้ำมาก ลองหันมาซักด้วยมือ ประหยัดน้ำกว่า และสะอาดกว่า

ถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วย

อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา เพราะทุกคนมีเวลาเท่ากัน

เรื่อง – เงิน

คอลัมน์-กวีชาวบ้าน

โดย-นนทพัทธ์ หิรัญเรือง

มันเป็นที่ต้องการกว่าทุกสิ่ง มันทำให้คนวิ่งเข้าโหยหา

มันบดบังมืดมิดปิดสองตา มันน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มันเป็นที่ต้องการกว่าทุกสิ่ง เพราะมันทรงค่ายิ่งกว่าสิ่งไหน

แม้สมบัติพัสถานวิมานใคร ก็สามารถซื้อได้ถ้าใจปอง

เพราะเช่นนี้คนจึงจะใคร่หา อยากได้มาเก็บเอาเป็นเจ้าของ

เป็นกิเลสมายาที่น่าลอง ให้ลำพองใฝ่ได้ไม่รู้พอ

เมื่ออยากได้มากขึ้นทะมึนมิด ตาจึงมืดบอดปิดเมื่อเงินล่อ

ทำทุกทางหากว่ามีเงินรอ จึงยอมฉ้อฉลชั่วเพราะกลัวจน

ด้วยอำนาจแห่งมันนั้นใหญ่ยิ่ง ราวผีร้ายเข้าสิงให้มัวหม่น

เปลี่ยนิสัยใจจิตให้ผิดคน ต้องทุกข์ทนเป็นทาสอำนาจเงิน

อย่าให้เงามืดดำครอบงำง่าย จงประเมินใจกายอย่าขัดเขิน

ถึงมีน้อยค่อยใช้อย่าให้เกิน จงก้าวเดินต่อไปด้วยใจพอ

หิมะแรกแห่งปี…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

หิมะแรกแห่งปี…

แม้อาตมาจะเคยเห็นหิมะและอยู่ในเมืองที่หิมะตกหนักอย่าง เมืองแฟร์แบงค์ อลาสก้า มาแล้วหลายเดือน แต่เมื่อทราบข่าวว่าหิมะจะตก ก็อดตื่นเต้นกับข่าวไม่ได้ ตามประสาคนที่มาจากประเทศเขตร้อนที่มีโอกาสมาเจอหิมะตอนปัจฉิมวัยแล้ว

เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา อาตมาเดินทางจากแคลิฟอร์เนียกลับวัดพุทธธรรมชิคาโก้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงสนามบินชิคาโกโอเฮ เวลา 13.36 น. คุณฉลาด และคุณมณฑาทิพย์ ไปคอยรับที่สนามบินเช่นเคย อุบาสกอุบาสิกาคู่นี้เป็นสารถีขับรถรับส่งพระสงฆ์ที่เดินทางไปต่างรัฐอยู่เป็นประจำ

เดินทางจากสนามบินถึงวัดพุทธธรรม เวลาประมาณ 15.00 น. พักผ่อนพอสมควร แล้วออกเดินเล่นบริเวณวัด อากาศมืดครึ้มมองขึ้นไปบนฟ้าเห็นแต่ก้อนเมฆปิดบังท้องฟ้าไว้อย่างหนาแน่น ไม่มีช่องให้เห็นท้องฟ้าเลยแม้แต่น้อย

เมื่อนั่งมาในรถโยมฉลาดและโยมมณฑาทิพย์ได้บอกสภาพอากาศว่า คืนนี้หิมะจะตก แต่ไม่ทราบว่าจะตกมากหรือน้อยเพียงใด

เมื่อเปิดเฟซบุ๊กติดตามข่าวก็มีหลายคนส่งข้อความกล่าวคำต้อนรับมาว่า ยินดีต้อนรับสู่วัดพุทธธรรมพร้อมด้วยหิมะ เนื่องจากเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่เหนื่อยพอสมควร จึงพักผ่อนก่อนทำวัตรเย็น

เวลา 19.00 น. ได้เวลาเดินทางออกไปยังอุโบสถเพื่อทำวัตรเย็น หิมะฝอยๆ โปรยปรายลงมาด้วยความอ่อนโยนสวยงามมาก อาตมาเดินรับหิมะฝอยๆ จากกุฏิถึงอาคารหน้าวัด ระยะทางหลายร้อยเมตร หิมะตกลงมาติดผ้าขาวไปหมดทั้งตัว รีบขอให้พระมหาฐปกรณ์ถ่ายภาพไว้ แต่พอโผล่เข้าไปในตัวอาคารที่อุณหภูมิสูงกว่าข้างนอก ก็ละลายเป็นน้ำหมดไปด้วยความรวดเร็ว

เดินออกมาใหม่อีกครั้งพร้อมช่างภาพ รับหิมะฝอยๆ ที่เทลงมาแรงขึ้นกว่าเดิม พยายามถ่ายภาพให้เห็นหิมะที่ติดตามจีวรก็ไม่ค่อยชัดนัก เลยขึ้นไปบนอุโบสถ ทำวัตรเย็น ทำสมาธิพร้อมกับพระทั้งวัด แล้วเดินลงมาเห็นหิมะตกปกคลุมสนามหญ้าหมดแล้ว ถนนที่เดินกลับกุฏิปกคลุมด้วยหิมะนิ่มๆ หิมะยังคงลงมาอย่างหนาแน่นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ตามปกติในวันที่ไม่มีหิมะตก ทั่วบริเวณวัดจะมืดไปหมด ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 โมงเย็น แต่เมื่อหิมะตกแสงเงินแห่งหิมะกลับฉายแสงเงินให้บริเวณที่เคยมืดจนต้องใช้ไฟฉายส่องทาง สว่างไสวเดินทางผ่านได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายส่องทางแต่อย่างใด

กลับกุฏิหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ฮีตเตอร์ปรับอุณหภูมิให้โดยอัตโนมัติ อากาศไม่หนาวนัก ห่มผ้านวมหนาๆ พอทำให้อุ่นจนไม่รู้สึกหนาวเหน็บ

ตื่นมาด้วยความสดชื่น ทบทวนปาฏิโมกข์จนจบแล้วออกเดินทางฝ่าหิมะที่ลงหนาถึงหน้าแข้งมาสวดมนต์ที่อุโบสถ ขณะที่เดินมานั้นต้องใช้ร่มกาง เพราะหิมะลงจัดมากกว่าตอนเย็น

ทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว หิมะยังคงตกลงอย่างหนัก ฉันเช้าแล้วกลับกุฏิฟังธรรมจนถึง 10 โมงเช้า รถมารับไปฉันเพลที่บ้านคุณสุจิตรา สุรวิบูลย์ชัย ในโอกาสทำบุญอุทิศให้ คุณสุกิจ สุรวิบูลย์ชัย นั่งรถไปหิมะยังคงตกลงไม่ขาดสาย บริเวณบ้าน สวนหรือต้นไม้ที่ผ่าน เห็นแต่หิมะปกคลุมเต็มไปหมด

ฉันเพลเสร็จแล้วเจ้าภาพและแขกที่สนใจธรรมะหลายๆ คนชวนสนทนาธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่อง จนกระทั่งพิจารณาเห็นว่า เป็นเวลาพอสมควรจึงเดินทางกลับวัด

หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด จนกระทั่งเย็นหิมะจึงหยุดขาดสาย คนที่อยู่ชิคาโก้นานๆ คุ้นเคยกับการบริหารจัดการหิมะมาคนละหลายปี รู้ว่าควรจะจัดการหิมะอย่างไรตอนไหน

คุณสันทนา คงใหญ่ จึงเรียกรถเกรดหิมะมาให้เกรดหิมะที่กลบถนนออกไปกองไว้ ใช้เกลือโรยบนถนนให้หิมะที่เหลืออยู่ละลาย เพื่อจะมีพื้นที่ถนนสำหรับรถวิ่งและคนเดินสัญจรไปมาได้สะดวก

เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ จะมีคนมาทำบุญที่วัดกันเป็นจำนวนมากกว่าปกติ จึงต้องรีบจัดการหิมะให้เป็นที่เป็นทางให้รถของท่านสาธุชนวิ่งได้สะดวกไม่มีอันตราย

เช้าวันรุ่งขึ้น หิมะหยุดตกเด็ดขาด หลังทำวัตรเช้าแสงเงินแสงทองสาดส่องไปทั่วบริเวณ กระทบหิมะที่เป็นสีเงินยวงสะท้อนแสงสวยงามน่าดู

ท้องฟ้าที่เคยปิดสนิทตั้งแต่วันศุกร์ เปิดกว้างอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ มองเห็นฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบัง เปรียบเหมือนใจที่ไม่มีกิเลสคราใด ก็กลายเป็นสดใสครานั้น

บนพื้นคอนกรีตที่รถมิได้เกรดถึง หิมะกลายเป็นน้ำแข็ง เวลานี้จะหนาวมากกว่าเวลาที่หิมะกำลังตก เพราะขณะนี้เท่ากับได้นำน้ำแข็งมากองไว้หรือกำลังเดินในตู้เย็นที่จุดเยือกแข็ง

อุณหภูมิภายนอกทั่วไป -10 องศาเซลเซียส อากาศหนาวกว่าวันที่หิมะกำลังตก เวลาเดินผ่านน้ำแข็งต้องเดินด้วยความระมัดระวังมาก เพราะจะลื่นล้มได้ง่าย จึงต้องเตรียมรองเท้าที่กันความลื่นอันเหมาะสำหรับเดินบนหิมะ ทั้งที่กำลังตกและหลังจากหิมะตกแล้ว ใครเป็นคนใหม่เพิ่งใช้ชีวิตในท้องที่หิมะตกจัด ต้องเตรียมอุปกรณ์การเดินและเครื่องกันหนาวที่ตัว ที่ทำงาน ในรถและในบ้านให้พร้อม จะสามารถฝ่าความหนาวที่รุนแรงได้อย่างปลอดภัย คำอำลาที่มักจะอวยพรให้กันในฤดูนี้ มีว่า Stay warm. แปลว่า ขอให้อยู่อย่างอบอุ่นนะ แต่ถ้าเป็นคนเขตร้อน มักอวยพรว่า อยู่เย็นเป็นสุขนะ ตามสถานการณ์แห่งภูมิอากาศนั่นแล

นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร ของ ฉัตรชัย สาริกัลยะ กับการขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร ของ ฉัตรชัย สาริกัลยะ กับการขับเคลื่อน

จากวิกฤติปัญหาที่ถาโถมในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ระหว่าง วันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้พลิกมิติครั้งสำคัญ ด้วยการจัดทัพผู้บริหารระดับสูง อธิบดีทุกกรมลงพื้นที่จริง เพื่อศึกษาปัญหา/ความต้องการของเกษตรกร ก่อนนำมาระดมความคิดดันแผนปฏิรูปเกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้จริง

พร้อมกันนี้ ได้จัดแบ่งสายศึกษาดูงานการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรและพื้นที่การเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 4 ทีม กระจายไปในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคกลาง คือ อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี และสระบุรี โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้นำทีม จากนั้นแต่ละกลุ่มจะมีการนำเสนอสรุปผลการศึกษาดูงาน และแผนการขับเคลื่อนนโยบายฯ สู่การปฏิบัติ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันถัดมา

สำหรับนโยบายเร่งด่วนของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ประกาศเอาไว้ประกอบด้วย 6 ข้อ ได้แก่

1. การลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร

2. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning)

3. ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

4. เกษตรอินทรีย์

5. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และ

6. ธนาคารสินค้าเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้จริง โดยแต่ละกลุ่มจะระดมองค์ความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งจะนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ชัดเจน

จากงานนี้ พิจารณาแล้วเห็นชัดว่า พลเอก ฉัตรชัย มีความตั้งใจและวางเป้าหมายที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด การจัดทัพผู้บริหารลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ภาคสนามในครั้งนี้ เพื่อหวังว่าจะเป็นมุมสะท้อนมาปรับใช้ในการรุกปฏิรูปแนวทางการทำงานให้ได้ผลเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากที่สุด

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมผู้บริหารระดับสูงถึงมาตรการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการเกษตรตอนหนึ่งว่า ช่วงที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ กว่า 5 เดือน มีนโยบายปฏิรูปการเกษตร ขับเคลื่อนโดยผ่านคณะทำงานสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิลคอมมานด์ ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร และการบริหารจัดการด้านตลาด เราทำงาน 5 เดือน ตนอยากให้ผู้บริหาร รองอธิบดีขึ้นไป เข้ามาเร่งรัดนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว เพราะการทำงานแบบทหารต้องหวังผลสัมฤทธิ์ อาจมองว่าใจร้อน แต่นายกรัฐมนตรีใจร้อนกว่าตนมาก และทุกคนคาดหวังจากรัฐบาลทหารสูงมาก อยากให้จัดการทุกเรื่อง เพราะรู้ว่ารัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วจะไม่ได้ทำ

ดังนั้น เมื่อลงพื้นที่จริง ต้องนำเอาปัญหามาวิเคราะห์ถึงอุปสรรค เพื่อให้งานภาคเกษตรมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ราคาสินค้าตกต่ำ ภัยแล้ง ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ได้สั่งการให้ทุกกรมลงไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรับทราบประชาชนส่วนใหญ่พอใจมาตรการการช่วยเหลือภาครัฐกว่า 80%และเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดี น่าพึงพอใจในการลดการทำนาปรังกว่าครึ่ง จาก ปี”58 อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งน่าเป็นห่วง มีพื้นที่กระทบภัยแล้งทั่วประเทศ ซึ่งการบริหารจัดการน้ำไม่สามารถดูแลพื้นที่เพาะปลูกได้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลลงพื้นที่และเดินหน้าเต็มที่ภายในเดือนนี้ ทั้งในส่วนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 ล้านบาท ให้เกษตรกรผ่านภัยแล้งไปได้ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ประชาชนพอใจมาตรการภาครัฐมาก เพราะมีกว่า 200 โครงการ จากทุกหน่วยงานลงไปช่วยชาวบ้าน

ด้าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางยังวิกฤติ ต้องผลักดันมาตรการต่างๆ เดินหน้าเต็มที่ สามารถบรรเทาภัยแล้งได้ระดับหนึ่ง โดยชาวบ้านพอใจศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพทุกอำเภอ 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ฝึกอบรมชาวบ้าน ได้รับวันละ 200 บาท เป็นค่าอาหาร ค่ารถ รวมทั้งบ่อน้ำขนาดเล็ก บ่อบาดาล มีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในช่วงนี้ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำด้วย และภาคราชการต้องปรับตัวให้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพราะภัยธรรมชาติมีความรุนแรงขึ้น

ทั้งหมดถือเป็นความพยายามอีกครั้งของ พลเอก ฉัตรชัย ที่ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถ ในการกอบกู้วิกฤติปัญหาภาคเกษตรในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 618 : 1 มีนาคม 2559

ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

24 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

72 คนรักผัก/ตำส้ม-ส้มตำ กินอร่อย กินดี

70 หมอเกษตร ทองกวาว/ฝนแล้ง น้ำท่วม อากาศแปรปรวน มีมาในโลกนานแล้ว อยู่ที่จะปรับตัวอย่างไร ให้มีความสุข

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/พด. แนะ 10 จังหวัดภาคเหนือ งดเผา! ใช้วิธีไถกลบตอซังพืช ทำให้ดินดี

เก็บมาเล่า

29 มทร. ล้านนา เผยเคล็ดลับสูตรอาหาร เพื่อต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม

42 พลิกตำราฝ่าโค้งสุดท้ายภัยแล้ง “บิ๊กฉัตร” ลั่น นำเกษตรกรก้าวพ้นวิกฤติไปพร้อม กัน

48 หมอนปะทิว งานแปรรูปยางพารา แก้ปัญหาราคาตก

เกษตรกรดีเด่น

30 อาจารย์ถาวร เผ่าภูไท เกษตรกรดีเด่น สาขาการทำนา

ไม้ดอกไม้ประดับ

32 สับปะรดสี ปลูกแบบเรียนรู้เข้าใจ เป็นอาชีพสร้างรายได้ ของ ณัฏฐิกา กฤดิกุล

ที่ชลบุรี

35 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษาฝ้ายใยบุญ ทอผ้าไตร ถวายจุลกฐิน

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

38 อ้อย พันธุ์สุพรรณบุรี 50?ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย ปลูกเพื่อหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดขาย รายได้มั่นคง

เทคโนโลยีการเกษตร

44 ลดต้นทุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำจัดวัชพืชด้วยน้ำหมักฆ่าหญ้า สูตรผู้ใหญ่บรรจง

45 ปลูกอ้อย แบบ Modern Farm !!!

46 เลิกกรีดยาง มาปลูกหม่อนผลสด รายได้ปีละแสน ที่สงขลา

54 ลุงสุทัศน์ พูลผล ปลูกบวบเหลี่ยมลูกผสม แบบเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้ ที่ราชบุรี

55 2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

58 เจ้าของ สวน “ไผ่นานาพันธุ์” ที่ปราจีนฯ ฟันธง…ปลูกไผ่ สร้างรายได้ดีแน่นอน!!

60 มะยงชิดทูลเกล้า สวนละอองฟ้า 2

62 ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

64 รวยด้วยฟาร์มเห็ด ของ “เขาใหญ่ พาโนรามา”

66 ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

เกษตรในเมือง

52 เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

57 ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

74 มันช์กิ้น เจ้าแมวโหลดเตี้ย ขาสั้น ขี้เล่น ร่าเริง

เทคโนโลยีการประมง

77 คนนครพนม เลี้ยงปลาเผาะ ในกระชัง…ริมฝั่งแม่น้ำโขง

เทคโนโลยีปศุสัตว์

80 ยกเครื่อง “จิ้งหรีด” ขึ้นโต๊ะ โกอินเตอร์ฯ

82 LFC ฟาร์ม มุ่งผลิตวัวเนื้อลูกผสมยุโรป ในราคาที่เกษตรกรรากหญ้าสัมผัสได้

84 “บลอนด์ดาคิแตน” ทางเลือกใหม่ สร้างโคเนื้อ “พรีเมี่ยมเกรด”

86 เก็บข้าวโพดฝักอ่อน ไปเลี้ยงโคเนื้อ ทางเลือกใหม่ ที่ยะลา

คิดเป็นเทคโนฯ

88 วันนักประดิษฐ์ 2559 กับผลงานบรรเจิด จากนักประดิษฐ์ไทย

เยาวชนเกษตร

91 เยาวชนเกษตรของแท้ โรงเรียนบ้าน กม.35 แค่ปีเดียว คว้ารางวัลสถานศึกษาพอเพียง

94 โรงเรียนวัดสรรเพชญฯ สามพราน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์เกษตรอินทรีย์

กศน. ทั่วไทย

96 “กศน. น่าน” สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

98 กศน. ทั่วไทย

เกษตรต่างแดน

102 สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

Miracle Thai Agriculture

103 Sizzling Fried Spotted Mackerel

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

106 Granny Go Organic คุณยายปลอดสารพิษ

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

107 “มิตรมูลไก่” เมืองโคราช จำหน่ายมูลไก่คุณภาพ

108 สรุปราคาสินค้าเกษตร

109 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

มติชนอคาเดมี

110 “สงคราม 3 แผ่นดิน” กับเรื่องราวการเดินทัพ

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

วิถีชาวบ้าน

113 วิถีท้องถิ่น/คนทามราษีไศล ในงานบุญกุ้มข้าว

115 ฎีกาชาวบ้าน/แบ่งมรดกใหม่

116 เดินห่าง…จากความจน/สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

118 ครัวชาวบ้าน/ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย?ที่อร่อยอย่าบอกใคร

120 ของใช้ชาวบ้าน/พญาลืมงาย

121 บัญชีชาวบ้าน/เรื่องของเงินออม และการลงทุน

122 เขียว สวย หอม กินได้/แค่ทำอาหารเป็น…ก็รอดได้

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/ดอกไม้กลีบแข็ง แห่งริมฝั่งเมย

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

128 ธรรมะจากวัด/ชุมชนคนรักธรรม