จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

จอดป้ายเทคโนฯ

ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร

มีมิตรเลว มีเพื่อนเลว ย่อมมีมรรยาทและมีที่เที่ยวเลว

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ปรับสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มใหม่ อิงหลักมาตรฐานสากลและส่งมอบสัญญาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งหมด 5,960 คู่สัญญา โดยยึดหลักความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วม…ณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับยกระดับมาตรฐานสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งให้เป็นระบบที่มีความเป็นธรรมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัทได้ปรับปรุงสัญญาโดยใช้หลักการสากลของ UNIDROIT (The International Institute for the Unification of Private Law) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระทางกฎหมายสากล อันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีประเทศสมาชิก รวม 63 ประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานในการดำเนินโครงการคอนแทร็กต์ฟาร์มที่ดี ในเรื่องบทบาทและความรับผิดชอบของคู่สัญญา ระยะเวลาของสัญญา การต่อ และเลิกสัญญา การจัดการในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในกรณีที่มีข้อพิพาท หรือการละเมิดสัญญาซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและโปร่งใส

บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด ครบรอบ 10 ปี แห่งการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ของสยามคูโบต้า ชูจุดเด่นในการให้บริการและดูแลลูกค้าอย่างเข้าใจ ภายใต้สโลแกน สินเชื่อคู่คิด เคียงข้างชีวิตเกษตรกรไทย สร้างฐานข้อมูลลูกค้าที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บริการสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดแคมเปญพิเศษขอบคุณลูกค้าเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี…สุขศรี ปัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรของสยามคูโบต้า เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลการเกษตรได้ง่ายขึ้น ด้วยการให้บริการที่เข้าใจลูกค้า ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีลูกค้าเกษตรกรที่ให้ความไว้ใจใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อกับบริษัท มากกว่า 350,000 ราย ทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้มีลูกค้าที่ผ่อนชำระครบและสามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้าแล้ว กว่า 170,000 ราย

อนุสรณ์ พรชัย ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศก.1) เผย ผลพยากรณ์ไม้ผลภาคเหนือ ลิ้นจี่ และลำไย ปี 59 ใน 8 จังหวัด คาด ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ลำไย คาดว่าจะมีผลผลิต ประมาณ 619,498 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ ร้อยละ 14 ลิ้นจี่ ผลผลิตรวมประมาณ 48,348 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 4

บูรณาการ

นายสมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย นำทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ ชุมชนทุ่งลาน อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา อีกทั้งร่วมวางแผนกิจกรรมการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้กรอบ บวร+ชุมชนสู่หลักปฏิบัติ โดยยึดฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชน โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ สร้างความเชี่ยวชาญแก่นักศึกษา รวมทั้งสร้างแหล่งเรียนรู้สู่ความเข้มแข็งของชุมชน

มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

นายทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ให้เกษตรกรตำบลหนองผือ ตำบลเมืองสรวง ที่หน้าอาคารหอประชุมอำเภอเมืองสรวง มี นายณัฐธร ไชยศรี นายอำเภอเมืองสรวง กล่าวรายงาน อำเภอเมืองสรวงจัดทำโครงการที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการตามมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (กยจ.) จำนวน 294,000 กิโลกรัม เกษตรกร 3,855 ครัวเรือน สามารถปลูกได้ในพื้นที่ 42,000 ไร่ หรือเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งอำเภอเมืองสรวง ที่มีนาข้าว ประมาณ 80,000 ไร่

ฝึกเป็นพิธีกรทางพระพุทธศาสนา

สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการฝึกอบรมการเป็นพิธีกรทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการเตรียมบุคลากรให้มีความพร้อม และมีความรู้ในการเป็นพิธีกรทางพระพุทธศาสนา และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแก่นักศึกษาต่อการเป็นผู้นำที่ดีและถูกต้องตามขั้นตอนทางพิธีการ โดยมี รศ. จารุยา ขอพลอยกลาง คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดโครงการ ณ ห้องประชุมโดม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย

จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05012010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

จอดป้ายฯ

ชนะเลิศ The Best Practice 9 มทร.

อาจารย์ขวัญชีวา ไตรพิริยะ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดแนวทางปฏิบัติที่ดี (The Best Practice) การบูรณาการการจัดการสอนกับการบริการวิชาการ จากการสัมมนาและการแข่งขันทักษะวิชาการด้านบริหารธุรกิจ 9 มทร. ครั้งที่ 4 ระหว่าง วันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา

ทำความเข้าใจ

นายสรธร สันทัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 และจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจแนวทางในการดำเนินงานโครงการ โดยมี นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา ชี้แจงรายละเอียดในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ ณ ศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา เมื่อเร็วๆ นี้

80 ปี ไสใหญ่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุจา ทิพย์วารี อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารประจำวิทยาเขตนครศรีธรรมราช เปิดงานมหกรรมวิชาการและสืบสานศิลปวัฒนธรรม 80 ปี ไสใหญ่ และร่วมชมผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ณ อุทยานเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ปอเทืองเหลืองอร่ามเมืองสรวง

นายสมจิตร์ คำสี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ติดตามงานการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2559 ที่บ้านเมืองแก้ว ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง มี นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง พร้อม นายยุทธพร ฝนทั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ประจำตำบลหนองหิน นำลงพื้นที่แปลงปลูกของ นายวิชัย ทวินันท์ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด

ชุมชนนักปฏิบัติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมเดือน โพธิสุวรรณ รองอธิการบดี และ นายศิริชัย สมแสน รองอธิการบดี นำผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เข้าร่วมการสัมมนาเครือข่ายการจัดการความรู้ ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “ชุมชนนักปฏิบัติสู่การจัดการความรู้ในศตวรรษที่ 21” ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สถาบันการพลศึกษา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนา

ชายผู้เขียนหนังสือได้ไม่เกินเจ็ดหน้า

พิชา รัตนานคร เขียน

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1464-9

จำนวน 224 หน้า/ราคา 180 บาท

นวนิยายเล่มแรกของ “พิชา รัตนานคร” กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่ง เรียนจบมหาวิทยาลัย และตั้งใจที่จะรับแต่งานฟรีแลนซ์ แทบทุกวันเขาพักอยู่ในคอนโดฯ วันว่างมักพาตัวเองเที่ยว เขาคิดว่าตนมีความสุขและใช้ชีวิตนอกกรอบ เขามักฝันถึงหญิงสาวคนหนึ่งซ้ำๆ ยิ่งเมื่อมีแมวตัวหนึ่งเข้ามาในห้อง เขาจึงถือเสมือนว่ามันคือรูมเมท

ย้อนไปไม่เกิน 10 ปี สมัยยังฝึกงานอยู่ที่สำนักงาน เขาได้พบ “กันยา” หญิงสาวหน้าตาดี ทั้งสองสนิทสนมกันมาก ขณะเดียวกันเขาก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ “หัวเป็ด” เพื่อนคนนี้ร่ำรวยและมีหน้ามีตาทางสังคม แต่หัวเป็ดได้รับความกดดันจากครอบครัวมาเป็นเวลานาน ทั้งเรื่องการเรียน และการทำงาน ทำให้หัวเป็ดอยากทำความรู้จักกับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเขา

ในช่วงที่เขารู้จักทั้งกันยาและหัวเป็ด เขาพยายามหัดเขียนนวนิยาย แต่สุดท้ายเขามักเขียนได้ไม่เกิน 7 หน้า แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบหญิงสาวในฝัน แต่สุดท้ายก็หาคำตอบไม่ได้ว่า เขาจะทำอย่างไรต่อไป

นวนิยายเรื่องนี้ จึงจุดประกายให้เราได้ตระหนักถึงการแสวงหาความเป็นอิสระอย่างเที่ยงแท้ นับแต่เรื่องการทำงาน มิตรภาพระหว่างเพื่อน จนถึงความรักความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

จอดป้ายเทคโนฯ

อบรมเพิ่มผลผลิต

นายธนิตย์ อเนกวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจ-ติดตามการอบรมเกษตรกรพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ที่ศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ นายแสวง มะโนลัย ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านโพนฮาด ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มี นายวินัย ลือชา เกษตรอำเภอเกษตรวิสัย นายเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นำลงพื้นที่

กีฬาสหกรณ์

นายวิทูรัช ศรีนาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาสหกรณ์สัมพันธ์ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2559 โดยมี นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก

โชว์ศักยภาพผู้นำด้านอาหาร ที่ประเทศกัมพูชา

นายวรวุฒิ วณิชกุลบดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจต่างประเทศ เครือเบทาโกร กล่าวว่า ในวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา เครือเบทาโกร หนึ่งในกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจร ได้ร่วมออกบู๊ธแสดงนิทรรศการและสินค้าอาหาร ในงาน Top Thailand Brand ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งภายในบู๊ธเครือเบทาโกร พบกับขบวนสินค้าอาหารคุณภาพและปลอดภัย เสมือนยกร้านเบทาโกร ช็อป (Betagro Shop) ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือ มาไว้ที่งานแสดงสินค้า เชิญชิมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและรสชาติอร่อยมากมายจากแบรนด์สินค้าอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ได้แก่ แบรนด์ BETAGRO แบรนด์อิโตแฮม (Itoham) อาทิ ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น เป็นต้น

มอบโล่สถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับเขต?

นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้ชนะการประกวดเกษตรกรดีเด่น สถาบันเกษตรกรดีเด่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่น ระดับเขต ปี 2558 ในการประชุมคณะกรรมการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคเอกชน ครั้งที่ 1/2559 โดยมี นายวสันต์ สุขสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดระนอง กล่าวรายงานการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ณ ห้องประชุมรัตนรังสรรค์ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดระนอง

มก. มอบเข็มพระพิรุณทองคำ

รศ.ดร. วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในงานเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลเข็มพระพิรุณทองคำ “เกษตรศาสตร์ ปราดเปรื่อง” รุ่นที่ 15 นิสิตเก่าผู้ประสบความสำเร็จด้านการบริหารระดับสูง ซึ่งมหาวิทยาลัยคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเข็มพระพิรุณทองคำ และโล่เชิดชูเกียรติ “เกษตรศาสตร์ ปราดเปรื่อง” รุ่นที่ 15 จำนวน 13 คน พร้อมกับมอบโล่เชิดชูเกียรติกับเกษตรศาสตร์ ปราดเปรื่อง ซึ่งดำรงตำแหน่งบริหารงานใหม่ จำนวน 5 คน บุคลากรที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ จำนวน 2 คน บุคลากรผู้ทำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัย จำนวน 18 คน

ครัวสุดเก๋า

กับศิษย์เก่าเลอ กอร์ดง เบลอ

แคทลีน ฟลินน์ เขียน

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1465-6

จำนวน 312 หน้า/ราคา 230 บาท

ในตามล่าคว้าฝันที่ เลอ กอร์ดง เบลอ แคทลีน ฟลินน์ เคยพาผู้อ่านไปเยือนครัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ “เลอ กอร์ดง เบลอ” โรงเรียนสอนทำอาหารชื่อก้องโลกมาแล้ว เสียงหัวเราะและคราบน้ำตาครั้งนั้น เปลี่ยนให้เธอกลายเป็นนักเขียนเรื่องอาหารที่มีประสบการณ์รอบด้าน

เมื่อย้ายกลับมาอยู่อเมริกา แคทลีน สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างวิถีการบริโภคแบบอเมริกันและฝรั่งเศส โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว แต่ลืมคำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริง และพิษภัยที่เจือปนมาด้วย ศิษย์เก่า เลอ กอร์ดง เบลอ อย่าง แคทลีนจึงใช้ความรู้ ความสามารถที่ได้มาเปิดคอร์สอาสาระยะสั้น ฝึกหัดอาสาสมัคร 9 ราย ที่ไร้ทักษะการทำครัวโดยสิ้นเชิง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่นำไปใช้ได้ในชีวิตจริงตั้งแต่ทักษะการใช้มีด การทำซุป ขนมปัง ไปจนกระทั่งการปรุงอาหารจากของเหลือในตู้เย็น ฯลฯ

บทเรียนแสนสนุกจากห้องครัวสร้างแรงบันดาลใจ จะเปลี่ยนแม่ครัวมือใหม่ให้เป็นมืออาชีพสำเร็จหรือไม่ ทัศนคติที่ดีต่อการปรุงอาหารกินเอง จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเธอทั้ง 9 อย่างไร ร่วมพิสูจน์ความเก๋าผ่านสูตรเด็ดเคล็ดลับที่จะทำให้คุณร้องว้าว! ไปกับความอิ่มอร่อยง่ายๆ ในราคาสุดคุ้ม

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน ปี 2559 มีน้ำหนัก 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อย้อนกลับไปประมาณปลายปี พ.ศ. 2557 ต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันต้นแม่ ที่สวนคุณลี ได้ออกดอกและติดผลก่อนฤดูและติดผลดกมาก ผู้เขียนได้ทดลองไว้ผล พวงละ 1-5 ผล โดยเลือกซอยแต่งผลที่มีความสมบูรณ์เอาไว้ ปรากฏว่าการไว้ผลที่ 3-5 ผล ต่อช่อ จะมีความเหมาะสมที่สุด ผลชมพู่มีขนาดผลใหญ่สม่ำเสมอ เฉลี่ยน้ำหนักผลรวมต่อช่อพวงได้ 600-1,000 กรัม ทีเดียว พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลใหญ่กว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ที่ผู้เขียนเคยพบมา โดยมีคุณสมบัติของผล ดังนี้

“ผลมีขนาดใหญ่มาก และมีน้ำหนักผลประมาณ 200-300 กรัม หรือ 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีชมพูหรือสีชมพูอมแดง เมื่อแก่จัดมีสีชมพูเข้มถึงแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่ ทรงยาว มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตร และความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวาน กรอบ มีความหวานประมาณ 13-15 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก”

ความจริงแล้วการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มของต้นชมพู่ไม่ให้สูงเกินไป ได้มีเกษตรกรไทยบางรายได้นำมาปฏิบัติแล้ว ต่างก็ยอมรับว่าได้ผลดี สะดวกต่อการจัดการ โดยเฉพาะในการห่อผลและการเก็บเกี่ยว ในการตัดแต่งต้นชมพู่ทุกปีจะต้องควบคุมความสูง ไม่ให้เกิน 4 เมตร แต่ถ้าจะให้ดีควรจะควบคุมให้สูงประมาณ 3 เมตร วิธีการตัดจะไม่ตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก (Heavy Pruning) แตกต่างจากการตัดแต่งกิ่งมะม่วง การตัดแต่งกิ่งควรจะตัดกิ่งที่อยู่ใต้ใบ หรือยอดที่แตกข้างใบล่าง โดยย้ำว่าไม่ควรตัดแต่งกิ่งแล้ว บริเวณที่ตัดนั้นโดนแสงแดด จะทำให้กิ่งใหม่ที่แตกออกมาจะเป็น 3-4 ยอด จะทำให้จัดการได้ยากมาก รวมถึงควบคุมการออกดอกและติดผลได้ยาก ดังนั้น จะต้องตัดกิ่งที่มีใบบังอยู่ ต้นชมพู่มีปัญหาว่าจะขาดปุ๋ยหรือต้นไม่สมบูรณ์ จะแสดงอาการให้เห็นที่ใบก่อน เช่น ใบซีดและไม่สดชื่น เกษตรกรจะต้องดูแลโคนต้นชมพู่ให้สะอาด และจะต้องมีความรู้ว่ารากฝอยที่มีหน้าที่ดูดน้ำและปุ๋ย รากฝอยของต้นชมพู่จะอยู่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 1 ศอก หรือประมาณ 0.5 เมตร ดังนั้น ในการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งจะต้องใส่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 0.5 เมตร ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการฉีดพ่นโพแทสเซียมไนเตรต (สูตร 13-0-46) เพื่อเพิ่มความหวาน ซึ่งสอดคล้องกับการปรับปรุงคุณภาพของชมพู่ในประเทศไทย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระยะเลี้ยงผลของชมพู่นั้นสั้นมาก หลังจากระยะถอดหมวก คือ ติดผลเท่ากับนิ้วก้อยจนแก่และเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน เท่านั้น

สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 มีความเชื่อที่ว่า ชมพู่ยักษ์ไต้หวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกชมพู่ในประเทศไทย เพราะมีความโดดเด่นในเรื่องขนาดผลที่ใหญ่มากและรสชาติมีความอร่อยหวาน กรอบ มาก ไม่แพ้ชมพู่พันธุ์การค้าสายพันธุ์อื่น ยิ่งได้อากาศหนาว สีผลยิ่งมีสีชมพูเข้มสวย รสชาติจะหวานอร่อยมากยิ่งขึ้น

“ชมพู่สตรอเบอรี่” สีแดงสด ผลสวย รสชาติอร่อย

ไต้หวัน เป็นแหล่งผลิตชมพู่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการสวนและการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ผู้เขียนได้เข้าไปดูในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่ง จะต้องยอมรับว่าเป็นแปลงปลูกชมพู่ที่มีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้น เฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตร เท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูก เจ้าของสวนบอกว่านำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศ คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งไต้หวันในปัจจุบันนี้จะมีขนาดผลใหญ่ ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่า ได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผลผลิตวางขายในไต้หวัน เจ้าของสวนได้ชมพู่พันธุ์นี้มาปลูกประมาณ 3 ปี และกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม โดยปลูกแซมในแปลงชมพู่เดิม เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผลจะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ เนื้อแข็ง อร่อยมาก เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า “ชมพู่สตรอเบอรี่” แต่จะเปรียบเทียบลักษณะใบคล้ายกับใบของชมพู่ม่าเหมี่ยว เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจที่ตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด ไม่แข็ง (แต่กรอบ) เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ชอบชมพู่ที่มีสีสันสวยงาม แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ระบบการจัดจำหน่ายชมพู่ของสวนแห่งนี้ มีการขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต และชมพู่ทุกเกรดมีตลาดรองรับทั้งหมด นอกจากนั้น จากการเดินสำรวจและสอบถามข้อมูลจากเจ้าของสวน ทำให้ทราบถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการปลูกชมพู่ในประเทศไทยได้

ทางสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้ยอดพันธุ์ชมพู่สตรอเบอรี่มาเสียบยอดกับต้นชมพู่ทับทิมจันท์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ต้นชมพู่สตรอเบอรี่ใหญ่เต็มที่ เริ่มออกดอกและติดผล พบว่า ให้ผลผลิตดกมาก มีลักษณะติดผลเป็นพวง เมื่อผลชมพู่แก่สีของผลมีสีแดงเลือดนก ผิวมันเงา สีแดงโดดเด่นมาก มีน้ำหนักผล 150-200 กรัม และรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก ที่สำคัญเมื่อปล่อยชมพู่ให้แก่จัดบนต้น พบว่า เน่าเสียได้ยากกว่าชมพู่พันธุ์อื่น สรุปได้ว่าเป็นพันธุ์ที่ทนต่อการขนส่ง ชมพู่สตรอเบอรี่จะมีความแตกต่างจากชมพู่การค้าพันธุ์อื่นๆ ตรงที่ลักษณะของใบจะใหญ่มาก คล้ายใบชมพู่ม่าเหมี่ยว และปัจจุบัน ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร มีปลูกอยู่รายเดียวเท่านั้นในประเทศไทย

การปลูกชมพู่ไต้หวัน

ซึ่งจะยกแปลงลูกฟูก ให้กว้างประมาณ 6 เมตร หลังยกร่องแล้ว ก็จะตากดินไว้อีก 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงในดิน หรือชาวสวนปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวได้ก็จะยิ่งดี เพื่อฆ่าเชื้อและปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ส่วนระยะปลูกนั้น ใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร (ระยะปลูกสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ในบางพื้นที่อาจจะปลูกถี่กว่านี้ แต่เน้นการตัดแต่งควบคุมทรงพุ่ม) ในการเตรียมหลุมปลูก จะขุดใช้ขนาด กว้างxยาวxลึก (50x50x30 เซนติเมตร) การขุดหลุมปลูก จะขุดแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่ง และดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอก ประมาณ 10 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดิน อัตราส่วน 1 : 1 และ ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 กำมือ แล้วกลบดินลงไปในหลุมจนพูนสูงเป็นเนินหลังเต่า เพื่อจะได้ระบายน้ำดีในช่วงแรก จากนั้นใช้จอบขุดเป็นหลุมปลูก ขนาดเท่ากับตุ้มดินปลูกบนยอดหลังเต่า การปลูกนำต้นพันธุ์ชมพู่ซึ่งตอนนั้นเป็นกล้ากิ่งตอนที่ชำไว้พร้อมปลูก นำมาถอดหรือกรีดถุงเพาะชำออก วางกิ่งพันธุ์ให้กึ่งกลางหลุมที่ขุดเตรียมไว้ แล้วกลบดินให้แน่น ปักไม้และผูกเชือกยึดลำต้น ปลูกเสร็จต้องรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉา ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกของการปลูก การให้น้ำเนื่องจากชมพู่เป็นพืชชอบน้ำ ดังนั้น ในการผลิตชมพู่จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำต้นชมพู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงการเลี้ยงผล ซึ่งจะช่วยขยายขนาดผลให้ใหญ่และผลไม่แตก

การให้ปุ๋ย บำรุงต้นชมพู่

“ปุ๋ยคอก” ซึ่งนอกจากใส่ตอนเตรียมหลุมปลูกแล้ว เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า อีกประมาณ 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น ตามความสมบูรณ์ของต้นและสภาพดินของเกษตรกร ชนิดปุ๋ยคอกแล้วแต่จะสามารถจัดหามาได้ในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยมูลไก่ มูลหมู และมูลวัว เป็นต้น แต่ที่สำคัญของการให้ปุ๋ยคอกนั้น ปุ๋ยคอกทุกชนิดต้องเป็นปุ๋ยคอกเก่าและมีการสลายตัวเรียบร้อยแล้ว หว่านในบริเวณรอบทรงพุ่มและนอกทรงพุ่มเล็กน้อย ซึ่งควรมีการพรวนดินห่างจากชายทรงพุ่มออกไปเล็กน้อย ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่สามารถทำเองได้และใช้ได้ผลดี ส่วนการให้ “ปุ๋ยเคมี” สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีนี้ เกษตรกรควรพิจารณาตามระยะการเติบโต อายุของต้นชมพู่และปริมาณผลผลิตที่ให้ในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย สำหรับต้นชมพู่ที่ยังไม่ให้ผล ช่วงนี้ชมพู่ต้องการปุ๋ยเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ เป็นหลัก ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตรเสมอ เช่น 16-16-16 โดยให้ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น ดังนั้น ชมพู่ที่ปลูกปีแรก ควรให้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 500 กรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน 1 ครั้ง และปลายฤดูฝนอีก 1 ครั้ง ส่วนในต้นที่ให้ผลแล้วอายุ 2 ปีขึ้นไป ช่วงก่อนหลังเก็บผล ต้องมีการบำรุงต้น กิ่ง ก้าน ใบ ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นหรือประมาณ 500 กรัม ต่อต้น ช่วงก่อนออกดอก เพื่อให้ชมพู่ออกดอกมากขึ้นนั้น ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12 หรือ 8-24-24 ในอัตราส่วน 200-300 กรัม ต่อต้น ช่วงพัฒนาผล หลังจากชมพู่ติดผลแล้วนั้น ผลจะมีการพัฒนาในระยะแรก จะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น เกษตรกรควรใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ปริมาณ 200-300 กรัม ต่อต้น หลังผลใหญ่ขึ้นแล้วก่อนที่จะเก็บผล 15 วัน เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21, 8-24-24, 0-0-60 ปริมาณ 300-500 กรัม ต่อต้น (การใส่จะพิจารณาตามอายุและขนาดของต้น) และสามารถใส่ได้ทุกเดือนในช่วงที่เลี้ยงผลเน้นใส่บ่อย แต่ให้ปุ๋ยทีละน้อย

ส่วนปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเจริญเติบโตของชมพู่ เช่น จะฉีดปุ๋ยที่เพิ่มคุณภาพผล และเน้นสูตรปุ๋ยที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น “ไฮโปส” ที่ช่วยเพิ่มความหวานและทำให้เข้าสี ทำให้ชมพู่สีแดงเข็มด้วย โดยจะฉีดชมพู่ตั้งแต่ห่อผลเสร็จไปตลอด ทุกๆ 7 วัน โดยอัตราที่ใช้ คือ ไฮโปส อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งความหวานของชมพู่ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการผลิตชมพู่

การดูแลตัดแต่งกิ่งชมพู่

การตัดแต่งกิ่งนอกจากทำให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการแล้ว ยังช่วยลดปริมาณโรคแมลง และสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ที่ฉีดพ่นด้วย การตัดแต่งทรงพุ่ม ควรเริ่มทำเมื่อชมพู่มีขนาดเล็กหลังจากปลูกใหม่ โดยการเลี้ยงลำต้นประธานเพียงต้นเดียว และที่ความสูงจากพื้นดินสัก 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดชมพู่ จะทำให้กิ่งที่แตกแขนงมาใหม่ 2 กิ่ง ที่ระยะ 6-12 นิ้ว ให้ตัดกิ่งทั้ง 2 แล้ว ให้แตกเพิ่มเป็น 4 กิ่ง ทำอย่างนี้ไปจะได้กิ่งแขนง 8 กิ่ง ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้ต้นชมพู่มีโครงสร้างแข็งแรง และแสงส่องผ่านกิ่งโคนต้นได้ การปฏิบัติงานใต้ทรงพุ่มก็จะสะดวกด้วย และการตัดแต่งเมื่อต้นชมพู่โต การตัดแต่งโดยเลือกตัดแต่งกิ่งดังนี้ กิ่งไขว้ หรือกิ่งซ้อนทับกัน ให้เลือกกิ่งที่เป็นโครงสร้างหลักไว้ กิ่งที่โรคแมลงหรือกาฝากอาศัย กิ่งฉีกหัก หรือกิ่งแห้ง กิ่งกระโดงที่เจริญเติบโตจากในทรงพุ่มทะลุออกเหนือทรงพุ่ม ส่วนยอดที่สูงจากพื้นดินเกิน 2 เมตร เป็นต้น

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

มทร. ล้านนา เผยเคล็ดลับสูตรอาหาร เพื่อต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05029010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เก็บมาเล่า

ธงชัย พุ่มพวง

มทร. ล้านนา เผยเคล็ดลับสูตรอาหาร เพื่อต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีแนวทางพัฒนาต่อเนื่องอย่างมีขั้นตอนในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรทางสายวิชาการ ให้มีผลงานวิจัยระดับมาตรฐาน สามารถปฏิบัติได้ถึงในระดับชุมชนให้มีส่วนร่วม ฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเสนอส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการด้านอาหาร ที่ได้นำเสนอในงานประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมสร้างสรรค์ ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่

ซีอิ๊วจากถั่วเหลืองผสมงา

ซีอิ๊ว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักถั่วเหลือง จัดเป็นอาหารที่เป็นทั้งอาหารเพื่อสุขภาพและเป็นอาหารที่ได้จากการหมักตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ภาคเหนือยังมีผลผลิตทางการเกษตรอีกชนิดหนึ่งคือ งาขี้ม้อน ซึ่งเป็นงาพื้นเมือง ใช้ปรุงอาหารได้หลายประเภท เช่น เป็นส่วนผสมของน้ำพริก เครื่องแกง ผสมกับข้าวเหนียวทำเป็นข้าวแดกงา คณะทำงานประกอบด้วย ผศ. นิอร โฉมศรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร และคลินิกเทคโนโลยีนครนายก เกิดแนวคิดและจัดทำโครงการปรับปรุงคุณภาพซีอิ๊วด้วยการหมักถั่วเหลืองผสมกับงาขี้ม้อน ที่สกัดน้ำมันออกแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนา ปรับปรุง สนับสนุนการผลิต และบริโภคอาหารโปรตีนจากถั่วเหลือง เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับงาขี้ม้อนที่สกัดเอาน้ำมันออกแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการอาหารหมักและผู้ประกอบการในเชิงอุตสาหกรรม สามารถนำไปต่อยอดให้เป็นผลผลิตที่แปลกใหม่ที่ใช้แต่ถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคทั่วโลกจะได้รู้จักผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยอีกทางหนึ่ง

ทางเลือกใหม่ การผลิตไวน์ข้าวไทย

กระบวนการผลิตไวน์ข้าวไทยในปัจจุบันจะใช้ลูกแป้ง ซึ่งเป็นกล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ลูกแป้งที่ใช้ผลิตไวน์ข้าวไทย หรือสาโท เป็นกล้าจุลินทรีย์ที่เก็บในรูปเชื้อแห้ง ใช้ในการผลิตอาหารหมักหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จุลินทรีย์ที่อยู่ในลูกแป้งนั้น มีทั้งรา และยีสต์ มีหน้าที่สำคัญคือใช้ย่อยสลายโครงสร้างแป้งให้เป็นน้ำตาล บางครั้งอาจพบว่า ในกระบวนการย่อยแป้งนั้นไม่สมบูรณ์ คือได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวน้อย ดังนั้น การพัฒนาให้กระบวนการสมบูรณ์และยังคงลักษณะเฉพาะของการเป็นวัตถุดิบข้าวไทย ที่มีลักษณะกลิ่นหอมคล้ายใบเตยของข้าวหอมมะลิ ที่เป็นสายพันธุ์ข้าวของไทย

กระบวนการผลิตไวน์ข้าวไทยแบบรูปแบบใหม่ที่ศึกษาวิจัยนี้ จะไม่ใช้ลูกแป้งในกระบวนการหมัก และลดขั้นตอนการหมักโดยทั่วไป เป็นการหมักแบบ 2 ขั้นตอน ตามภาพประกอบ นับเป็นทางเลือกใหม่ที่เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ. นิอร โฉมศรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร โทร. (082) 034-5886

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากการศึกษาวิจัยด้านอาหารนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ยังได้มีผลงานที่ออกสู่สังคมอีกมาก เช่น หมูยอคั่วกลิ้ง หมูยอพะแนง หมูยอคั่วกลิ้ง เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสม จำนวน 3 สูตร เพื่อหาสูตรที่ดีที่สุดให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากที่สุด มีคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า สูตรหมูยอคั่วกลิ้งที่ได้รับการยอมรับคือ สูตรที่ใช้หมูบด ร้อยละ 63 มันหมูแข็ง ร้อยละ 15.5 น้ำแข็ง ร้อยละ 15.5 พริกแกงคั่วกลิ้ง ร้อยละ 8 กระเทียม ร้อยละ 2.1 ตะไคร้ ร้อยละ 2.0 วีทกลูเตน ร้อยละ 1.5 ใบมะกรูด ร้อยละ 1 น้ำมันถั่วเหลือง ร้อยละ 1 แป้งมัน น้ำตาล ผงชูรส ร้อยละ 0.6 พริกไทย ร้อยละ 0.5 มิกซ์ฟอสเฟต ร้อยละ 0.4 ดินประสิว ร้อยละ 0.1 หลังจากได้สูตรหมูยอคั่วกลิ้งที่เหมาะสมแล้ว ได้นำไปทดสอบคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า ให้พลังงาน 108.6 กิโลแคลอรี โปรตีน 9.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.3 กรัม ไขมัน 6.6 กรัม ไยอาหาร 0.5 กรัม แคลเซียม 11.4 มิลลิกรัม เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 2.7 RE หมูยอพะแนง สูตรที่ได้รับการยอมรับอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมากที่สุด คือ เนื้อหมูบด ร้อยละ 53 มันหมูแข็ง ร้อยละ 13 น้ำแข็ง ร้อยละ 13 พริกแกงพะแนง ร้อยละ 8.4 กะทิ ร้อยละ 3.4 กระเทียม ร้อยละ 1.8 ใบโหระพา ร้อยละ 1.7 วีทกลูเตน ร้อยละ 1.3 พริกชี้ฟ้า ร้อยละ 1.3 ใบมะกรูด ร้อยละ 0.7 แป้งมัน น้ำตาล ผงชูรส ร้อยละ 0.5 พริกไทย ร้อยละ 0.4 มิกซ์ฟอสเฟต ร้อยละ 0.3 และดินประสิว ร้อยละ 0.1 เมื่อนำหมูยอพะแนงไปทดสอบคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร พบว่า ให้พลังงาน 126.6 กิโลแคลอรี โปรตีน 10.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.0 กรัม ไขมัน 7.8 กรัม ไยอาหาร 0.8 กรัม แคลเซียม 18.3 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 6.4 RE

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์อัจฉรา ดลวิทยาคุณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง ผู้เขียนขอขอบคุณข้อมูลจากกองประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โทรศัพท์ (053) 921-444 http://www.rmutl.ac.th

สับปะรดสี ปลูกแบบเรียนรู้เข้าใจ เป็นอาชีพสร้างรายได้ ของ ณัฏฐิกา กฤดิกุล ที่ชลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

สับปะรดสี ปลูกแบบเรียนรู้เข้าใจ เป็นอาชีพสร้างรายได้ ของ ณัฏฐิกา กฤดิกุล ที่ชลบุรี

สับปะรดสี (Bromeliad) เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ที่มีถิ่นกำเนิดแถวทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมด สามารถเจริญเติบโตได้ในป่าดงดิบชื้น จนถึงสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งทะเลทราย สับปะรดสีมีรูปร่าง ขนาด และสีสันสวยงาม จึงเป็นที่สะดุดตาของผู้ชื่นชอบ

ลักษณะของใบ มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ใบกว้างจนถึงใบแคบคล้ายใบหญ้า รูปทรงของใบมีทั้งขอบใบเรียบ ขอบใบหยัก และขอบใบเป็นหนาม ใบจะทับกันแน่นโดยรอบฐาน ทำให้ส่วนยอดของสับปะรดสีดูคล้ายมีอ่างน้ำอยู่ตรงกลางยอด น้ำที่ขังอยู่บนยอดจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ให้ใช้ในช่วงอากาศแห้ง

รากของสับปะรดสี เป็นระบบรากฝอย ที่ทำหน้าที่ดูดอาหาร ความชื้น และยึดเกาะ ซึ่งรากแต่ละสายพันธุ์จะมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์นั้นๆ บางสายพันธุ์ก็เป็นระบบรากอากาศ

สับปะรดสีนับว่าเป็นไม้ประดับที่มีความสวยงาม นิยมนำมาจัดสวน เพราะสามารถอยู่ได้นาน 8-10 วัน โดยไม่ต้องรดน้ำ นอกจากนี้ บางสายพันธุ์สามารถอยู่กลางแดดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ บางสายพันธุ์อยู่ที่ร่มรำไร ทำให้นักจัดสวนสามารถเลือกสับปะรดสีได้หลากหลายในการจัดสวน เพื่อแสดงผลงานออกมาได้อย่างลงตัว

จากความสวยงามของใบ สีสัน และความอดทนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ คุณณัฏฐิกา กฤดิกุล อยู่บ้านเลขที่ 734 หมู่ที่ 4 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำการปลูกเลี้ยงสับปะรดสีด้วยใจรัก จนสับปะรดสีเป็นงานสร้างรายได้ให้กับเธอ

นักจัดสวน ผู้ชื่นชอบสับปะรดสี

คุณณัฏฐิกา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพรับจัดสวน ต่อมาได้สัมผัสกับสับปะรดสีที่นำมาจัดสวน จึงเกิดความชอบ และหลงใหล

“งานที่ทำหลักๆ ก็รับจัดสวน ช่วงที่เรารับจัด มันก็จะมีสับปะรดสีมาด้วย เอามาจัด ไม้ที่เหลือจากจัดสวน ก็จะเป็นพวกสับปะรดสี เราก็เอามาเก็บไว้ดูแลที่บ้าน พอดูๆ ไปก็เหมือนว่า ต้นพวกนี้มันทนดี สวยด้วย ไม่ต้องดูแลอะไรมาก มันก็ยังสวยอยู่แบบนั้น ก็เลยชอบอยากปลูกเลี้ยงดู” คุณณัฏฐิกา เล่าถึงความเป็นมาของการเริ่มปลูกเลี้ยง

เมื่อเห็นถึงความพิเศษ เธอจึงค่อยๆ ปลูกเลี้ยง จึงเกิดใจรักที่อยากจะทำเป็นอาชีพ เพราะสับปะรดสีเป็นพรรณไม้ที่มีความอดทน เรียกง่ายๆ ว่า ถึงไม่รดน้ำทุกวัน ก็ยังมีความสวยคงทนอยู่ได้นาน

พอปี 2555 คุณณัฏฐิกา บอกว่า จำนวนของสับปะรดสีที่สะสมเริ่มมีจำนวนมากขึ้น เธอจึงทำเป็นสวนอย่างเต็มตัว หาซื้อพันธุ์จากต่างประเทศ และแหล่งอื่นๆ ภายในประเทศมาไว้ภายในสวนอีกด้วย เมื่อผ่านมาได้ 3 ปี จึงเริ่มออกทดลองจำหน่ายตามงานต่างๆ

ปลูกให้สวย สีสด ไม่ยากอย่างที่คิด

คุณณัฏฐิกา บอกว่า การปลูกสับปะรดสี วัสดุที่ดีควรเป็นมะพร้าวสับเพียงอย่างเดียว ไม่มีวัสดุอย่างอื่นปน

“โดยปกติสับปะรดสี ถ้าจะให้ดีต้องปลูกในมะพร้าวสับ ดินนี่แทบจะไม่ได้ใช้เลย ส่วนการขยายพันธุ์ก็อาศัยการแตกหน่อ โดยเราต้องดูหน่อที่สมบูรณ์ อย่าให้มันเล็กเกินไป เกิดเราตัดออกมาจากต้นแม่เลย เดี๋ยวมันจะตาย ทางที่ดีควรให้มีรากด้วยจะดีมาก” คุณณัฏฐิกา อธิบายถึงการเตรียมหน่อเพื่อนำมาปลูก

เมื่อได้หน่อสับปะรดสีที่แตกออกจากต้นแม่ เลือกหน่อที่มีขนาดเหมาะสม จากนั้นนำมาปลูกลงในวัสดุปลูกจำพวกมะพร้าวสับ ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด โดยแช่น้ำประมาณ 1 วัน ก็สามารถนำมาปลูกสับปะรดสีได้

อัดมะพร้าวสับลงในกระถาง ซึ่งขนาดของกระถางมีความแตกต่างกัน โดยดูขนาดของสับปะรดสีแต่ละสายพันธุ์ที่นำมาปลูก ถ้ามีขนาดที่ใหญ่ก็ต้องใช้กระถางไซซ์ ขนาด 6 นิ้ว ขึ้นไป เมื่อปลูกเสร็จแล้วนำมาวางในพื้นที่ที่มีแสงรำไร

การรดน้ำ เนื่องจากสับปะรดสีเป็นไม้ที่สามารถเก็บน้ำไว้ที่ยอดได้ เวลารดน้ำต้องรดตรงบริเวณยอด ที่สวนของคุณณัฏฐิกา จะรดน้ำ 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

“น้ำที่รด เราจะสังเกตน้ำที่ยอด ถ้ายังมีน้ำค้างอยู่ที่ยอด เราก็ยังไม่ต้องรด สับปะรดสีจะต่างจากไม้อื่น ไม้อื่นเวลารดน้ำต้องรดที่โคน แต่สับปะรดสีนี่ เราจะรดน้ำที่ยอด เพราะยอดเขาจะเก็บน้ำไว้เอง ยอดก็เปรียบเสมือนถังเก็บน้ำ น้ำที่เรารดที่ยอดเดี๋ยวก็ซึมลงไปเอง ไม่ต้องทำอะไรมาก” คุณณัฏฐิกา อธิบาย

การใส่ปุ๋ย ที่สวนของคุณณัฏฐิกา ไม่เน้นการใส่ปุ๋ยมากนัก เพราะจะทำให้ทรงต้นของสับปะรดสีเสียรูปทรง แต่จะเน้นใส่ปุ๋ยออสโมโค้ท (ปุ๋ยละลายช้า) สูตรเสมอ กับสับปะรดสีที่มีดอก ใส่ทุก 3 เดือน

การป้องกันโรคและแมลง สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของคุณณัฏฐิกา คือ ตั๊กแตน เธอป้องกันด้วยการพ่นยา 1 ครั้ง ต่อเดือน ส่วนช่วงฤดูฝนจะมีเชื้อราที่ต้องระวัง ป้องกันเชื้อราด้วยการไม่รดน้ำบ่อย แต่สำหรับใครที่ปลูกเลี้ยงที่บ้านในจำนวนไม่มาก คุณณัฏฐิกา บอกว่า ปัญหาพวกนี้จะไม่ค่อยเกิด

หลังจากปลูกใช้เวลาดูแลประมาณ 7 เดือน ถึง 1 ปี ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งสับปะรดสีสำหรับพร้อมจำหน่ายใช้เวลาดูแลที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ความนิยม มีหลากหลายสายพันธุ์

สับปะรดสีมีมากมายหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์มีทั้งโตเร็วและโตช้า หลังจากแยกจากต้นแม่แล้ว นำมาปลูกลงกระถาง เลี้ยงดูประมาณ 4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งความชอบและนิยมของผู้ซื้อมีความแตกต่างกันออกไป

“การเติบโตนี่แล้วแต่สายพันธุ์ บางพันธุ์หลังปลูกก็จำหน่ายได้เลย บางพันธุ์ก็เป็นปี ไม้ที่เราขายก็ขายทั้งไม้เล็กและไม้ใหญ่ กลุ่มลูกค้าเรามีหลายแบบ บางคนก็ชอบเลี้ยงแบบเล็กๆ บางคนก็ชอบแบบใหญ่เลยสวยเลย ก็แล้วแต่คนชอบ” คุณณัฏฐิกา กล่าว

การจำหน่ายสับปะรดสีในช่วงแรก คุณณัฏฐิกา บอกว่า มีอุปสรรค เพราะไม้ที่สวนของเธอยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อมากนัก เพราะด้วยเป็นแม่ค้ารายใหม่

“ช่วงแรกๆ ก็ขายยาก พอเราออกงานบ่อยๆ คนก็เริ่มรู้จัก อีกอย่างเรามีไม้ของเราเอง ปลูกเองขายเอง ไม่ได้รับจากที่อื่นมาขาย ไม้เราเน้นคุณภาพ สีสันสด ดูสวย ทรงต้นได้ ก็จะเป็นที่ต้องการของลูกค้า ตลาดก็เลยไม่เป็นอุปสรรค ขอแค่สิ่งที่เราทำมีคุณภาพ” คุณณัฏฐิกา เล่าถึงเคล็ดลับการทำตลาด

ความนิยมของลูกค้าส่วนใหญ่จะเน้นสับปะรดสีสายพันธุ์นีโอ ที่มีสีสันสวยสด สามารถนำไปจัดสวนได้ ส่วนสับปะรดสีที่มีดอกยังถือว่าเป็นที่นิยม เพราะดอกสามารถอยู่ได้เป็นเดือน เมื่อนำไปตกแต่งภายในอาคาร เช่น สถานที่จัดงานต่างๆ โรงแรม เป็นต้น

ราคาสับปะรดสีที่สวนของคุณณัฏฐิกา มีราคาจำหน่ายแตกต่างกันออกไป ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 10-20 บาท ส่วนราคาสูงสุด ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งราคาที่ถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

“ราคานี่อยู่ที่ความชอบ ที่สวนเรามีทั้งหลักพัน และก็หมื่นนิดๆ มันอยู่ที่สายพันธุ์ว่าเป็นไม้สะสมไหม ถ้าเป็นพันธุ์ที่หายาก มีจำนวนน้อยมันก็จะแพง ส่วนที่ราคาไม่แพงมันอยู่ที่เราทำจำนวนได้มาก มันก็เป็นไปตามกลไกตลาด ไม้ที่สวนเรายังเป็นที่ต้องการ อาจจะเพราะเรามีแต่สับปะรดสี เรียกว่าครบทุกตระกูล ไม่ว่าใครอยากได้อะไร มาติดต่อที่เรา เรามีให้เขาเลือกซื้อได้ ที่เรามีก็อาจจะด้วยเพราะเราชอบ สายพันธุ์ไหนที่ไม่มีในสวน เราก็หาซื้อเข้ามา สะสมไว้ ให้มีความหลากหลาย” คุณณัฏฐิกา กล่าว

สับปะรดสีที่บ้านไม่สวย

อาจยังปลูกแบบไม่เข้าใจนิสัยที่แท้จริง

สับปะรดสีของใครที่ปลูกอยู่ที่บ้าน ต้นไม่สวย สีสันไม่สดเหมือนครั้งแรกตอนซื้อมา และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอยากปลูกเลี้ยงเป็นอาชีพ คุณณัฏฐิกา แนะนำว่า

“คนที่ปลูกที่บ้านแล้วไม่สวย สีไม่สวย สีไม่สดเพราะอะไร อาจจะเกิดจากการวางผิดที่ หรือบางทีรดน้ำเยอะไป ส่วนสับปะรดสีที่โทรมบางทีมันอาจจะหมดอายุ ต้นที่ตายก็จะมีหน่อมาแทนที่ พอเราเห็นต้นแม่โทรมๆ เราก็ใส่ปุ๋ยได้ เพื่อรอต้นลูกที่แทงหน่อออกมา เราก็จะได้ต้นลูกมาเลี้ยงต่อ”

“ส่วนคนที่อยากทำเป็นอาชีพ หลักแรกๆ ที่คนจะทำเป็นอาชีพ อยากให้ดูเรื่องความชอบมากกว่า ถ้าเราชอบมีใจรัก ทำอะไรมันก็ทำได้ดี ประสบผลสำเร็จ อีกอย่างคือความตั้งใจ เพราะพวกนี้ไม่มีอะไรยาก ไม่ต้องดูแลมาก แต่แค่ต้องเข้าใจ ว่าเราจะปลูกยังไง สายพันธุ์แบบนี้ควรวางที่ไหน แค่นั้นเองไม่มีอะไรยาก เราก็จะได้เรียนรู้และเกิดความชำนาญเอง เพราะสิ่งที่เรารักมันจะสอนเราเอง” คุณณัฏฐิกา กล่าว

ในบางครั้งคนเราอาจมองเรื่องที่อยากทำว่าเป็นเรื่องยาก จนเกิดความกลัว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำ ซึ่งคุณณัฏฐิกา กลับมองว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจและความชอบ ขอเพียงใจรักในสิ่งที่อยากทำ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินความพยายาม

สำหรับท่านใดที่สนใจสับปะรดสีสวยๆ ติดต่อสอบถามที่ คุณณัฏฐิกา กฤดิกุล หมายเลขโทรศัพท์ (081) 983-1755, (086) 374-4811

เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

เห็ดแครง โดยปกติจะได้กินในหน้าฝน และมักจะขึ้นตามขอนไม้ยางผุๆ ที่ล้มในสวนยาง สมัยนั้นไม่มีโรงงานรับซื้อไม้ยางเป็นล่ำเป็นสันอย่างในปัจจุบัน ต้นยางที่ล้มลงชาวสวนมักจะปล่อยให้อยู่อย่างนั้น เพื่อไว้สำหรับให้เห็ดแครงเจริญเติบโตตามธรรมชาติ เมื่อไหร่เข้าในสวนเจอเห็ดแครงบาน ก็จะเก็บมาประกอบอาหาร เราจะได้กินแกงกะทิใส่เห็ดแครง กับหมกเห็ดแครง บ่อยครั้งในฤดูฝน

คุณค่าของเห็ดแครง

เห็ดแครง มีสารชื่อ Schizophyllan สามารถต่อต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรีย มีการทดลองทางการแพทย์รักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร พบว่า คนไข้ที่ได้รับสาร Schizophyllan ร่วมกับการใช้ยาอย่างอื่นมีชีวิตยืนยาวกว่าที่ใช้ยาอย่างเดียว และเมื่อใช้สาร Schizophyllan รักษาโรคมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการฉายรังสี พบว่า คนไข้มีอายุยืนกว่าการฉายรังสีปกติถึง 5 ปี ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่น มีการผลิตสาร Schizophyllan มาจำหน่าย มูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ในประเทศไทยชาวบ้านจังหวัดสงขลาเชื่อว่า เห็ดแครง สามารถแก้พิษหรือถอนพิษจากการบริโภคเห็ดพิษชนิดอื่นเข้าไป

จากรายงานการวิเคราะห์ พบว่า เห็ดแครง มีกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ คีสทิน (cystine) กลูตามีน (glutamine) และโพลีแซ็กคาร์ไรด์ (polysaccharide) ที่มีชื่อว่า Schizophyllan (B 1-33 – glucan) เป็นจำนวนมาก ในเห็ดแครง จำนวน 100 กรัม ให้พลัง 126.74 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก 3.96 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 181.98 มิลลิกรัม แคลเซียม 17.73 มิลลิกรัม ไขมัน 0.19 กรัม โปรตีน 6.77 กรัม คาร์โบไฮเดรต 27.74 กรัม เส้นใย 3.35 กรัม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน

คุณอติพล สุเฌอ จากฟาร์มเห็ดมัชรูมวิลล่า mushroomvilla บ้านในสระ ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ บอกให้ฟังว่า “สูตรที่ทำก้อนเห็ดของฟาร์ม เป็นของป้าเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกัน โดยสูตรที่เผยแพร่กัน ที่ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม และรำ 50 กิโลกรัม แต่ของเราจะใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม และข้าวฟ่างต้ม 50 กิโลกรัม ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า”

เมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน ก็จะนำไปบรรจุถุงพลาสติกสำหรับเพาะเห็ด ขนาด 6.5 คูณ 10 นิ้ว ประมาณ 3 ส่วน 4 ของถุง หรือมีน้ำหนักประมาณ 600 กรัม นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ จับเวลาเมื่ออุณหภูมิ 95-97 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง รอให้ก้อนเชื้อเย็นก่อนจึงนำเข้าไปหยอดเชื้อในห้องที่มิดชิด เพื่อไม่ให้มีเชื้ออื่นเข้ามาปนเปื้อนในก้อนเห็ด แล้วจึงนำมาจัดเรียงในโรงเรือนแสงค่อนข้างน้อย เพื่อไว้ให้เชื้อเดินกระจายเต็มก้อน จะใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน

เมื่อเชื้อเดินเต็มก้อนเห็ดแล้ว จะสังเกตเห็นราสีขาวกระจายทั่วไปทั้งก้อน ก็นำมาใส่ในโรงเรือน โรงเรือนของมัชรูมฟาร์ม มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่ง คุณตี๋ บอกว่า ใหญ่เกินไป ควรจะทำแค่ขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร ใส่เห็ดได้ 1,300-1,500 ก้อน จะสามารถจัดการได้ง่ายกว่า วิธีการนำก้อนเชื้อเห็ดแครงมาใส่ในโรงเรือนใช้ได้ 2 วิธี คือ แบบตั้งบนชั้นและแบบแขวน ข้อดีของแบบแขวนคือ จะได้ปริมาณก้อนเห็ดที่ใส่ในโรงเรือนมากกว่า สำหรับโรงเรือนของมัชรูมฟาร์มจะสามารถแขวนก้อนเชื้อเห็ดได้ถึง 4,000 ก้อน สำหรับแบบแขวนจะมี 2 วิธี คือ ใช้เชือกเส้นเดียวกับเชือก 4 เส้น

การเปิดดอก

การเปิดดอกก็เริ่มจากนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือน ซึ่งรดน้ำไว้ให้ชุ่มก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดึงจุกพลาสติกที่ปิดก้อนออก แล้วใช้ยางรัดปากถุงแทน แล้วจึงกรีดถุงพลาสติกด้วยมีดคมๆ เป็นรอยจากบนลงล่างตามช่องว่างของเชือก 4 เส้น ช่องละ 2 รอย จะได้เป็นจำนวน 8 รอย ในช่วงนี้ยังไม่ให้น้ำโดนดอก น้ำที่รดยังต้องรดที่พื้นให้ชุ่ม จนกระทั่งมีตุ่มเห็ดขึ้นมาตามรอยกรีด ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 วัน ก็จะเริ่มรดน้ำให้โดนถุงเห็ด จำนวนครั้งที่รดขึ้นอยู่กับสภาพโรงเรือนกับสภาพอากาศของแต่ละวัน โดยปกติจะรด วันละ 5 ครั้ง คือ เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ในฤดูหนาวดอกเห็ดไม่ค่อยบาน จึงควรทำโรงเรือนให้มิดชิด ไม่ให้ลมเข้าไปในโรงเรือน แต่สามารถช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง ผลผลิตยังคงน้อยกว่าปกติตามสภาพอากาศ เห็ดแครงจะออกดอกได้ดีในอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% ซึ่งเห็ดแครงสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน หลังจากกรีดก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ในช่วงแรกควรจะเก็บเห็ดแครงได้อย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1 ก้อนเห็ด ส่วนรอบ 2 จะใช้เวลา ประมาณ 6-7 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ในครั้งที่ 2 จะได้จำนวนไม่มากนัก บางฟาร์มจึงไม่เก็บเห็ดครั้งที่ 2 แต่จะทำความสะอาดโรงเรือนแล้วเข้าก้อนเห็ดชุดใหม่แทน เห็ดที่ได้จะต้องนำมาฉีกแบ่งให้มีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการใช้ประโยชน์ เนื่องจากเห็ดส่วนใหญ่จะติดกันเป็นก้อนใหญ่

การพักโรงเรือนเพาะเห็ด จะต้องนำก้อนเห็ดออกทั้งหมด และเก็บกวาดเศษต่างๆ ออกให้หมด ฉีดน้ำยาไฮเตอร์ผสมน้ำตามอัตราส่วนข้างขวดทั่วโรงเรือน รวมถึงหลังคาด้านในและปิดโรงเรือนไว้ทุกด้านอย่างเดิม เพื่อให้น้ำยาฆ่าเชื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่โรงเรือนและไม่ฟุ้งกระจายออกข้างนอก ทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะเปิดผ้าคลุมด้านข้างโรงเรือนออกให้โดนแดดนาน 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดอีกครั้ง จึงสามารถเพาะเห็ดได้ต่ออีก

ผลิตทั้งเห็ดสดและแห้ง

ปัจจุบัน กำลังการผลิตเห็ดแครงสดของมัชรูมฟาร์ม วันละประมาณ 200-300 กิโลกรัม ต่อวัน สัปดาห์ละ 6 วัน ด้วยจำนวนโรงเรือนเห็ดแครง 12 โรง และโรงเรือนเห็ดนางฟ้า 7 โรง นอกจากเห็ดแครงสดแล้ว ยังมีการทำเห็ดแห้งเพื่อให้ลูกค้าสามารถเก็บไว้ได้นาน เห็ดแห้งเมื่อต้องการใช้ก็นำมาแช่น้ำพักทิ้งไว้ก่อน เมื่อจะนำมาประกอบอาหารก็นำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้ง รสชาติที่ได้จะเหมือนกัน แต่สีของเห็ดจะคล้ำกว่าเห็ดสด

เนื่องจาก เห็ดแครง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันในภาคใต้ การซื้อขายจึงเน้นจังหวัดในภาคใต้เป็นหลัก เช่น ในจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ตรัง โดยจัดส่งทางรถตู้และรถทัวร์เป็นหลัก ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 140-150 บาท ส่วนเห็ดแครงแห้ง ผู้ซื้อมักจะเป็นร้านอาหารที่ใช้เห็ดในปริมาณมาก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นเพราะทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ เห็ดแครงแห้งสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องปกติได้นาน ราคาจำหน่ายเห็ดแครงแห้ง กิโลกรัมละ 1,000 บาท นอกจากจำหน่ายให้แม่ค้าในจังหวัดกระบี่และจังหวัดบริเวณใกล้เคียงแล้ว มัชรูมฟาร์ม ยังส่งขายปลีกโดยบรรจุเป็นแพ็กให้กับห้างแม็คโครหลายสาขาในภาคใต้ ในราคาขายปลีก ที่แม็คโคร กล่องละ 50 บาท

จำหน่ายเชื้อเห็ดก้อน

นอกจากเห็ดสดและแห้งที่จำหน่ายแล้ว มัชรูมฟาร์ม ยังจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดแครงและก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยนำไปเปิดดอก ซึ่งราคาก้อนเชื้อเห็ดแครง อยู่ในราคาก้อนละ 8.50 บาท ถ้าซื้อเกิน 500 ก้อน จะคิดในราคา ก้อนละ 8 บาท ส่วนก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ขายก้อนละ 7 บาท ปริมาณการผลิตเพื่อขายเห็ดก้อนกับการขายเห็ดสด เมื่อก่อนใช้จำนวนก้อนเห็ดเท่าๆ กัน แต่ปัจจุบันแนวโน้มการจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเพื่อไปเปิดดอกเองเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคายางตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาอาชีพเสริม การเพาะเห็ดแครงขายก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนใหญ่เกษตรกรที่เพาะเห็ดแครงขายจะเป็นรายเล็กๆ ที่จำหน่ายเห็ดสดในตลาดนัดใกล้บ้าน เพื่อเป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นคนละตลาดกับตลาดเห็ดสดของมัชรูมฟาร์ม

จากในอดีตที่มีเห็ดแครงกินกันเฉพาะในฤดู ปัจจุบัน เราสามารถหากินเห็ดแครงได้ทุกฤดู โดยไม่มีขีดจำกัดเรื่องเวลา เนื่องจากเป็นภูมิความรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผลผลิตทางด้านการเกษตร สามารถตอบสนองความต้องการอย่างไม่จำกัด ภูมิความรู้เหล่านี้เมื่อนำมาปรับใช้และต่อยอดก็สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

สนใจความรู้หรือต้องการเห็ดแครงสด-แห้ง หรือก้อนเชื้อเห็ด สามารถติดต่อได้ที่ คุณตี๋ ที่ มัชรูมฟาร์ม ตำบลพระทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ (087) 978-2454

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

 

จบวิศวะ แต่ไปปลูกผัก จะทำได้จริงหรือ…?

ปลูกผักอินทรีย์ยากนะ จะไหวหรือ??

จะไปกันรอดหรือเปล่า??

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ท้าทายเหล่านี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากคนใกล้ชิดและเพื่อนๆ ทั้งของ คุณอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ หรือ คุณเน และ คุณศิริพรรณ คำแน่น หรือ คุณฝน สองสามี-ภรรยา เจ้าของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” ป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต่างจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวะด้วยกันทั้งคู่ แต่เลือกที่จะลัดวงจรชีวิตหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง หันมาเอาดีด้านการทำเกษตรอินทรีย์แทนการเป็นมนุษย์เงินเดือน

2 ปีที่ล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะพากันข้ามผ่านอุปสรรคไม่ง่ายเลย แต่ด้วยพลังแห่งฝันบวกกับไฟแห่งความมุ่งมั่น เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาได้ค้นพบความสุขชีวิตบนทางสายอาชีพที่เลือกเดิน

ทันทีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คุณอภิชาต หรือ คุณเน ชายหนุ่มในวัย 30 ปีเศษ เลือกที่จะไม่กรอกใบสมัครงานบริษัทใดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่สะดวกใจที่จะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ทั้งที่เขาเองเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นนักวิศวกร คุณแม่เป็นครู

ขณะที่ คุณฝน หญิงร่างเล็กอายุ 29 ปี ผู้เป็นภรรยา จบปริญญาโท สาขาเดียวกัน แต่ไม่ได้มองด้านการเกษตรมาก่อน คุณฝนจึงตัดสินใจไปสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป ยอมเข้างานแต่เช้า กลับบ้านดึกดื่น อดหลับอดนอน เพื่อเคลียร์งานให้เสร็จทันเวลา แต่ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็แต่งงาน และตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกรมาสวมบทเกษตรกรจับจอบ จับเสียม เดินตามฝันไปกับผู้เป็นสามี

คุณเน เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความคิดแรก ขณะที่เขาเรียนมาได้ครึ่งทางของชั้นปริญญาโทให้ฟังว่า รู้ตัวเองว่าคงไม่เหมาะจะทำงานสายอาชีพ เพราะไม่ชอบรูปแบบสังคม ที่กะเกณฑ์ กำหนดอะไรไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งจะต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือนจริงๆ ต้องมีเจ้านาย มีกรอบในการดำเนินชีวิต เราคงทำไม่ได้แน่ จึงตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าชีวิตนี้จะไม่เขียนใบสมัครงานเด็ดขาด

“ผมฝันอยากทำอาชีพอิสระ เป็นนายตัวเอง สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ และด้วยความที่ชอบการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยมองว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละ เป็นอาชีพที่เหมาะกับผม เพราะสามารถควบคุมการผลิตเองได้ทั้งระบบ ตั้งแต่วางแผนกระบวนการผลิต เก็บเกี่ยว การตลาด ซึ่งนอกจากเป็นอาชีพอิสระ มองว่ายังได้ทำบุญไปในตัว เพราะได้ผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคด้วย” คุณเน เล่าจุดเริ่มต้นเส้นทางแห่งความฝันให้ฟัง

เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะเดินบนเส้นทางนี้ ก็เริ่มต้นด้วยการปลูกหญ้าเนเปียร์ขาย สำหรับผู้เลี้ยงโคนม ควบคู่กับการขายถุงพลาสติกบรรจุหญ้า เพราะพื้นที่อยู่ใกล้กับโครงการพระราชดำริ ขณะเดียวกัน ก็เลี้ยงไส้เดือนเพื่อขายมูลไส้เดือน รายได้อาจจะไม่มากนัก แต่รายจ่ายก็ไม่ได้เยอะ เพราะปลูกผักสวนครัว ผักสลัดแปลงเล็กๆ ไว้กินเอง เหลือก็นำไปขายร้านโชห่วยหน้าปากซอย

วันหนึ่งมีเจ้าของร้านสเต๊กมาซื้อหญ้าที่บ้าน เห็นว่าบ้านเรามีผักสลัด จึงมาขอซื้อเอาไปบริการลูกค้าในร้าน และบอกให้เราปลูก จะรับซื้อราคาเดียวกับห้าง เราจึงเริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์อย่างมีความหวัง ขณะที่ผักสลัดกำลังจะเติบโต ร้านสลัดที่บอกว่าจะรับซื้อ ก็ไม่สามารถเปิดตัวได้ตามวันเวลาที่กำหนด

“ช่วงนั้นการเงินเริ่มร่อยหรอจากการลงทุนเรื่อยๆ และผลตอบแทนที่ได้ไม่มากพอสำหรับอนาคต สารภาพว่ากลัวจะไปไม่รอด จึงบอกกับฝนว่า ถ้าไม่มั่นใจก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่ฝนเองก็ยังไม่ถอดใจรอ ว่าถ้าถึงจุดหนึ่งที่ไปไม่ไหวจริงๆ ก็จะยอมถอยกลับไปทำงานกินเงินเดือน” คุณเน เล่าช่วงวิกฤตชีวิต

ถึงแม้จะมีเสียงค่อนแคะ เล็ดลอดลอยผ่านเข้าหูให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง “อุตส่าห์เรียนจนจบวิศวะ แต่กลับมาปลูกผัก ปลูกหญ้ากิน” ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจเดิมของคุณเนหายไป แต่กลับทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น

“บางครั้งมีท้อใจบ้างเหมือนกัน แต่จะไม่โต้เถียงเพื่อยืนยันความตั้งใจจริง เพราะพูดไปมันก็เท่านั้น สู้ลงมือทำเพื่อให้ผลงานประจักษ์ สุดท้ายผลงานพูดแทน ฟังแต่เสียงคนอื่น เราก็จะไม่มีพลังในการก้าวเดินไปข้างหน้าได้เลย” คุณเน และคุณฝน เผยความในใจในช่วงที่ชีวิตถูกกดดัน

แม้ช่วงจังหวะชีวิตที่ดูแย่ๆ แต่พวกเขาก็ยังโชคดีที่ครอบครัว “ศุภจรรยาลักษ์” เข้าใจ ไม่ได้บังคับให้เลือกอาชีพ แถมคอยช่วยเหลือสนับสนุนในสิ่งที่ทั้งคู่ทำ คอยเติมพลังในยามท้อ ประคองให้ลูกๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและมั่นคง

ในเมื่อไม่จมอยู่กับความผิดหวัง การแสวงหาก็ทำให้ทั้งคู่พบกับ คุณหลวง หรือ คุณสมประสงค์ นาคดี หัวหน้ากลุ่มชุมชนป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทำเกษตรระบบอินทรีย์เช่นเดียวกัน จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม ช่วยกันผลิตพืชผักอินทรีย์ส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และบริษัทต่างๆ แต่ค้าขายกันมาได้ระยะหนึ่งก็ประสบปัญหาเรื่องราคาเพราะเจอตลาดที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คนในกลุ่มรู้สึกท้อ บางคนถึงขั้นอยากเลิกทำอาชีพเกษตรกรรม

กระทั่งทางกลุ่ม โดยคุณหลวง ได้มีโอกาสได้รู้จัก คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรระบบอินทรีย์ พร้อมแนะนำช่องทางด้านการตลาด และให้ความรู้ แนะนำแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานระบบชุมชนรับรอง PGS การรับรองแบบมีส่วนร่วม ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล หรือ IFOAM ทำให้กลุ่มชุมชนป่าละอู ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายของโครงการสามพรานโมเดล ได้ขายผลผลิตตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มมีหวัง

คุณเน ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟังหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการว่า…

“สามพรานโมเดล ทำให้ผมมองเห็นอนาคต เห็นโอกาสช่องทางการตลาด เพราะตั้งแต่ทำการค้าขายผลผลิตมา ผมไม่เคยเจอพ่อค้าที่บอกให้ลูกค้ากำหนดราคาเอง และรับซื้อแบบประกันราคาตลอดทั้งปี แต่โครงการนี้ให้โอกาสเกษตรกร แถมมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกเดือนเพื่อตรวจแปลง ให้ความรู้เรื่องระบบการผลิตให้สินค้าได้คุณภาพตามมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ยังหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้อีกด้วย”

ด้านคุณอรุษ ในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการสามพรานโมเดลมากว่า 5 ปี กล่าวว่า คุณเน กับคุณฝน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ ในเครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล ที่มีฝัน มีความตั้งใจจริง และลงมือทำ ไม่หวั่นต่ออุปสรรค ค้นพบวิธีปลูกผักสลัดระบบอินทรีย์ จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และมองเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม แม้ระยะแรกประสบปัญหาเรื่องการตลาดที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรทั่วไป แต่หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ เราได้เข้าไปให้ความรู้ แนะนำช่องการตลาด รวมถึงแนวทางการผลิตภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ทำให้เขามองเห็นโอกาส เห็นช่องทางการตลาดที่ชัดเจน ทำมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน บนเนื้อที่จำนวน 1 งาน ของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” เขียวขจีไปด้วยพืชผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งนอกจากส่งเข้าห้องครัวของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ แล้ว ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายตลาดสุขใจ วันเสาร์-อาทิตย์ และทางโครงการกำลังขยายช่องทางการตลาดสู่ระบบซื้อขายบนสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้ คาดว่าผักสลัดอินทรีย์ของไร่ บ้านสวนศุภรักษ์ น่าจะได้รับความสนใจไม่น้อย

ส่วนกำลังการผลิต คุณเน บอกว่า อยู่ที่ 30-40 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 12,000 บาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่รายจ่ายก็ไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พวกเขาบอกว่า คุ้มมากที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 100 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ สำหรับในอนาคตตั้งใจไว้ว่าจะเอาดีด้านผักสลัดแทนการปลูกผักชนิดอื่น ทั้ง แรดิช หัวไชเท้าฝรั่ง สวิสชาร์ด ซึ่งเป็นพืชที่ดีมีคุณประโยชน์อันดับหนึ่งของโลก

คุณเน บอกว่า การปลูกผักอินทรีย์ ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงซื่อสัตย์ อดทน ขยันลงรายละเอียดเกี่ยวกับผักที่เราปลูก คือหัวใจในการปลูกผักอินทรีย์ เราต้องให้เวลาในการดูแลเขา ทุก 3 วัน 7 วัน หรือทุกวันจะต้องลงแปลง ถอนหญ้า สังเกตแมลง ดูความเป็นไปของผัก ว่าวันนี้เป็นอะไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญต้องใจเย็นมากๆ เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใส่ปุ๋ยวันนี้แล้วพรุ่งนี้เห็นผล มันอาจต้องใช้เวลานานนับเดือน นับปีด้วยซ้ำไป เพื่อฟื้นสภาพการเป็นอินทรีย์ให้กลับคืนมา

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรักหรือความเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์ สุดท้ายทั้งคู่ก็ร่วมต่อสู้ ก้าวข้ามอุปสรรค ฝ่าฟันเสียงค่อนแคะ ทำเกษตรอินทรีย์ กระทั่งมีชีวิตอิสระ มีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ กำหนดราคาผลผลิตเองได้ ได้เป็นนายของตัวเอง นอนได้เต็มวันในวันที่ขี้เกียจ ไปเที่ยวได้ทุกที่ในวันที่อยากจะไป ไม่ต้องยื่นใบลา ไม่ต้องรอให้นายเซ็น เหล่านี้คือ รางวัลชีวิต รางวัลแห่งความสุขของคนทำเกษตรอินทรีย์ สุขที่แสนอิสระ ที่หนุ่มสาวออฟฟิศหลายคนแอบวาดฝัน แต่มีสักกี่คนที่สานฝันให้เป็นจริงได้

ภายใต้ โครงการสามพรานโมเดล ขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ คุณสุทิศ จิราวุฒิพงศ์ โทร. (081) 668-2165 คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 หรือ คลิกดูข้อมูลได้ที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

เป็นเมนูเด็ดในวัยเด็กเลยก็ว่าได้ สำหรับ แกงจืดหมูตำลึง

รั้วบ้านที่เมื่อก่อนเป็นเสาไม้ปักไว้พอกั้นอาณาเขตบ้านกับถนน (ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตที่ปิดทึบอย่างปัจจุบันนี้) เป็นที่ดกดื่นด้วยเถาตำลึง ลูกตำลึงแดงๆ และยอดอ่อนๆ

แม่มักแวะเวียนไปเก็บยอดตำลึงสำหรับทำ แกงจืดหมูตำลึง อาหารโปรดของผมและน้อง

เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา แทบไม่ต้องเอ่ยปากขอก็สามารถเก็บไปทำกินได้เลย ไม่มีหวง

บางบ้านที่เลี้ยงนกแก้ว นกขุนทอง ฯลฯ ลูกตำลึงสุกสีแดงๆ เป็นอาหารชั้นเลิศ

ผมเก็บเอาลูกตำลึงไปฝากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้อยู่เล่นกับนก พยายามสอนมันพูดภาษามนุษย์อยู่บ่อยๆ กระทั่งเคยคิดอยากหามาเลี้ยงบ้าง แต่พ่อไม่เห็นด้วย และไม่อยากให้จับสัตว์มาขังทรมาน (ถ้าวันนั้น พ่อบอกด้วยว่า จะทำให้นกไร้อิสรภาพคงเท่มากๆ)

แต่กับบ้านใหม่ในเมืองกรุง ตอนที่แล้วเล่าถึงความผิดพลาดในการพยายามบังคับให้เถาตำลึงเลื้อยพันรอบรั้วเหล็ก หากแต่ความที่ร้อนจัดตลอดทั้งวัน มือจับของตำลึงจึงไม่ทำงาน ที่สุดก็สลัดร่วงและเลื้อยราบไปกับพื้นดินอยู่เรื่อยๆ

กว่าจะถึง “บางอ้อ” ว่าตำลึงเขาร้อน ก็เมื่อผ่านไปนานพอสมควร

คราวนี้เมื่อรู้เหตุแล้ว วิธีแก้ก็แค่ง่ายๆ

เพียงเอาเสาไม้ กิ่งไม้ ไปวางแทน คราวนี้ต้นตำลึงก็เติบโตอย่างสบายใจ

“ผักสี่บาท” หรือที่เข้าใจตรงกันง่ายกว่าว่า “ตำลึง” สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง

ตอนก่อนที่จะย้ายจุดปลูกจากบริเวณที่ตำลึงไปเลื้อยพันต้นโมก (จนภรรยาเกรงว่า โมก จะตาย) ยอดตำลึงที่ผมเก็บได้ ถูกนำมาใช้ทำกินอย่างง่ายๆ ด้วยการลวกจิ้มน้ำพริก เพราะมีปริมาณไม่มากเท่าไหร่นัก

น่าเสียดายว่า ถ้าปล่อยให้ต้นโตกว่านี้อีกหน่อย บางทีอาจได้กิน แกงจืดตำลึง ต้มเลือดหมูใบตำลึง หรือไม่อาจเป็น แกงเลียง ก็เป็นได้

ว่าแล้ว นอกจากการกินตำลึงเป็นผักสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก น่าลองมารู้จักการทำอาหาร 1-2 อย่าง โดยการใช้ผักอย่างตำลึง มาเป็นตัวชูโรง

เริ่มต้นที่ง่ายๆ อย่าง แกงจืดตำลึงหมูสับ

เป็นรายการที่ช่วยผุดวาบภาพชีวิตในวัยเด็กขึ้นมาได้เสมอ แม่กับการเก็บตำลึงที่ริมรั้ว ขณะที่ตั้งไฟต้มน้ำซุปกระดูกหมูเตรียมรอไว้ ตำลึง 1 กำมือ ถือติดมาเข้าครัว

ล้างทำความสะอาดตำลึงแล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ

รอเวลาน้ำซุปเดือด ก็นำหมูสับที่หมักไว้ (สัก 10 นาที) กับรากผักชีโขลก พริกไทย กระเทียม เหยาะน้ำซีอิ๊ว ปั้นเป็นก้อนหรือรูปร่างตามใจใส่ลงไปขณะน้ำเดือดปุดๆ

พิจารณาว่าหมูสุกแล้ว ก็ปรุงรส โดยใส่เกลือ ใส่น้ำปลาตามชอบ ส่วนตำลึง 1 กำมือ ที่เตรียมไว้นั้น ใส่เป็นลำดับสุดท้าย ก่อนเตรียมเสิร์ฟ

อีกหนึ่งรายการผัดที่กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก

นั่นคือ ผัดผักตำลึงหมูสับ

ก็เหมือนกับการทำผัดผักทั่วไป เริ่มต้นด้วยตั้งน้ำมันให้ร้อน โขลกกระเทียมแล้วเอาลงไปเจียว ตามด้วยหมูสับคลุกเคล้าคนไปจนหมูสุก แล้วสุดท้ายก็ยอดตำลึง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น ตามชอบ

ชัดเลยว่า ตำลึง สามารถนำมาทำอาหารได้หลายประเภท

และที่สำคัญคือเป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยอย่างแน่นอน ผักที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย แต่มีประโยชน์สารพัดนี้เหมาะแก่การปลูกไว้เป็นผักสวนครัวอย่างยิ่ง

ในทางโภชนาการนั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตำลึง ที่เป็นผักช่วยบำรุงเรื่องสายตา เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนสูง เป็นแหล่งของวิตามินเอ

วิตามินเอ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในเรื่องการมองเห็นนั่นเอง

ยังมีอีกเยอะสำหรับสรรพคุณทางยาของตำลึง

ผมลองค้นคว้าข้อมูลจาก “มูลนิธิหมอชาวบ้าน” แล้วนำมาเรียบเรียงไว้เป็นที่เป็นทางในที่นี้ พบประโยชน์หลายอย่าง แต่ที่เอามานำเสนอต่อเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก

อย่างเช่น “ตำลึงกับการดูแลโรคเบาหวาน”

ตอนหนึ่งระบุว่า อินซูลินเป็นสารสร้างโดยเซลล์พิเศษในตับอ่อน ที่เรียก บีตาเซลล์ มีหน้าที่รักษาระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด บทบาทหลักของอินซูลินคือ การควบคุมความคงที่และความสมดุลของพลังงานในเลือด เพื่อควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย

โรคเบาหวาน แสดงออกโดยการมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้น เกิดจากการที่ร่างกายสร้างอินซูลินไม่เพียงพอ หรือการดื้อต่ออินซูลิน

“การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านของไทยเชื่อว่า การกินตำลึงจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้เอายอดตำลึงประมาณครึ่งกำมือ โรยเกลือพอให้มีรส ห่อใบตอง นำไปเผาไฟให้สุก กินก่อนนอนติดต่อกัน 3 เดือน กล่าวว่า น้ำตาลในเลือดก็จะลดลง”

คือบทสรุปเรื่องประโยชน์ของการกินตำลึง ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

และเรื่องราวที่เอามาเล่าต่อนี้ก็มีการทดลองในต่างประเทศ มีผลการทดลองยืนยันด้วย

ใบตำลึง ยังใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ได้อีกด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษาผื่นคันที่เกิดจาก หมามุ่ย ตำแย หรือพืชอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคัน แก้ปวดแสบ ปวดร้อนได้

ที่ฮิตฮ็อตและน่าสนใจสำหรับคุณสาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่รักสวยรักงามทั้งหลายคือ มีการนำใบตำลึงมาใช้ทำ “ครีมบำรุงผิว” ด้วย

แนะนำไว้โดย ให้เอาใบตำลึงสดๆ ล้างน้ำหลายๆ ครั้งให้สะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำแล้วก็เอามาโขลก บดให้ละเอียด โดยให้สังเกตว่า ใบตำลึงที่ละเอียดดีแล้วจะมีลักษณะเหนียวและข้น

ได้ที่แล้วก็เก็บเอาไว้ใช้ โดยใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด เก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นสัปดาห์ ไม่ต้องผสมสารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย

ครีมบำรุงจากตำลึง มีสรรพคุณช่วยในเรื่องความงาม ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น และช่วยผ่อนคลายความเครียดด้วย

คุณหนุ่ม คุณสาว จะลองทำสปาเองดูที่บ้าน ก็ดูน่ารักกะหนุงกะหนิงดี

มะยงชิดทูลเกล้า สวนละอองฟ้า 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

มะยงชิดทูลเกล้า สวนละอองฟ้า 2

เชื่อหรือไม่ “มะยงชิด” ผลไม้สีเหลืองอมส้ม ลูกโตๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มีสรรพคุณเหมือนยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายกลับคืนความอ่อนเยาว์ชะลอแก่ได้ เพราะมะยงชิด ติด 1 ใน 10 ผลไม้ ที่มีวิตามินซีและสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวสวยสดใส เต่งตึง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคมะเร็ง และมีสารไนอะซินที่เป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งมี “วิตามินเอ” ที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา ลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา ลดการเกิดต้อกระจก จึงสมควรซื้อ “มะยงชิด” เป็นของขวัญสำหรับบำรุงสุขภาพตัวเองและซื้อเป็นของฝากผู้ใหญ่ที่นับถือ

มะยงชิด เป็นมะปรางที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่จะมีความหวานมากกว่าเปรี้ยว โดยพันธุ์ของมะยงชิดที่ได้รับความนิยมสูงมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เพชรกลางดง พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์บางขุนนนท์ ราคาของมะยงชิดโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 100-250 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาของมะยงชิดจะขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ

สวนละอองฟ้า 2

หากใครมีเวลาว่าง อยากชวนให้ลองไปเลือกซื้อมะยงชิดจากต้นด้วยมือตัวเอง ที่ สวนละอองฟ้า 2 ตั้งอยู่ที่สามแยกสาริกา หากมุ่งจากตัวเมือง ถึงสามแยกสาริกา เลี้ยวขวาไปทางวังตะไคร้ สวนละอองฟ้าอยู่ด้านซ้ายมือ หากตรงไป เพื่อไปยังน้ำตกสาริกา สวนละอองฟ้า 2 อยู่ด้านขวามือ

คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล เจ้าของสวนละอองฟ้า 2 ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000 โทร. (081) 481-4287 เล่าว่า “คุณพ่อชม โสวรรณะตระกูล” เป็นชาวสวนทุเรียนเมืองนนทบุรี ได้ย้ายครอบครัวมาทำสวนทุเรียนที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ต่อมาคุณพ่อได้แบ่งที่ดินมรดกให้ลูกๆ แต่ละคน

คุณวชิระ ได้รับที่ดินมรดก เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ตรงสามแยกสาริกา แต่สภาพที่ดินดังกล่าวไม่เอื้อต่อการทำเกษตรมากนัก ก็นำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก มาใส่เพื่อฟื้นฟูสภาพดิน และปลูกถั่วพร้าเป็นพืชบำรุงดิน ทำให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอสำหรับใช้ทำการเกษตร ระยะแรกคุณวชิระตัดสินใจทำสวนทุเรียน แต่เนื่องจากสมัยนั้น ทุเรียนมีราคาถูกมาก ขายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เท่านั้น ทำให้มีรายได้น้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

พอดีช่วงนั้น คุณยุพิน อร่ามเมือง เจ้าของสวนบุญสมการเกษตร ได้นำมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า มาจากสมุทรสงคราม ที่มีลักษณะพิเศษคือ ผลมีขนาดใหญ่ เมล็ดลีบเล็ก รสหวานแหลม กลิ่นหอม มาปลูกในท้องถิ่น คุณวชิระจึงตัดสินใจซื้อกิ่งพันธุ์มะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ในราคากิ่งละ 500 บาท มาปลูก จำนวน 15 ต้น ปรากฏว่า ต้นมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าให้ผลผลิตที่ดี แถมขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท คุณวชิระจึงตัดสินใจโค่นต้นทุเรียนทิ้งและนำมาปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าแทน

นับว่า กิจการสวนมะยงชิดได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณวชิระอย่างสิ้นเชิง ทำให้สวนละอองฟ้า 2 มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเป็นแหล่งปลูกมะยงชิดคุณภาพดีของจังหวัดนครนายก แถมที่ดินผืนนี้ยังได้เปรียบในเรื่องทำเล ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาเห็นผลผลิตมะยงชิดดกเต็มต้นก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ แวะเข้ามาซื้อเลือกผลผลิต โดยคุณวชิระมีตะกร้อให้ลูกค้านำไปสอยมะยงชิดได้ด้วยตัวเอง

วิธีการเก็บมะยงชิดผลสุกก็แสนง่าย เพียงสังเกตจากบริเวณขั้วผลที่มีสีเหลืองเข้ม การเปิดสวนให้ลูกค้าเก็บผลผลิตด้วยตัวเอง ปรากฏว่า ขายดิบขายดี จนไม่ต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ไหน ปัจจุบัน คุณวชิระ มีรายได้หลักจากการจำหน่ายผลผลิตและกิ่งพันธุ์มะยงชิดเป็นมูลค่าหลักล้านในแต่ละปี ช่วยสร้างฐานะและรายได้ที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งรวมมะยงชิดสายพันธุ์ดี

ทุกวันนี้ สวนละอองฟ้า 2 ปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าเป็นหลักแล้ว ยังเก็บสะสมพันธุ์มะยงชิดอีก 2 สายพันธุ์ คือ แก้วกลางดง และแม่ระมาด ให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ คุณวชิระ บอกว่า มะยงชิดแต่ละสายพันธุ์ มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน สำหรับ “มะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า” ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองออกแดง ใส ทรงรูปไข่ เนื้อมาก เมล็ดเล็ก เปลือกหนา เนื้อแข็ง ผลมีขนาดใหญ่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง ประมาณปีละ 6 ตัน

“มะยงชิด พันธุ์แก้วกลางดง” มีลักษณะผลใกล้เคียงกับมะยงชิดทูลเกล้า คุณสมบัติเด่นที่พบอยู่คือ เนื้อกรอบ สุกผลมีสีส้ม ไม่ออกแดงอย่างมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ส่วน “มะยงชิด พันธุ์แม่ระมาด” คุณพ่อของคุณวชิระได้ซื้อมะยงชิด จำนวน 50 ผล มาจาก “คุณระมาด” แม่ค้าที่เมืองนนท์และนำมาเพาะและคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีเด่นจำนวน 1 ต้น จึงตั้งชื่อว่า แม่ระมาด ที่มีลักษณะเด่นคือ ผลดก แต่ต้นเติบโตช้า ไม่ทนทานต่อโรคและแมลง

จุดเสี่ยงในการลงทุน

การทำสวนมะยงชิดมีความเสี่ยงทางการลงทุนอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละปีเกษตรกรต้องลุ้นว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร เนื่องจากต้นมะยงชิดจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว หากปีใดอากาศไม่หนาวเพียงพอ ผลผลิตก็มีน้อยหรือแทบไม่มีผลผลิตเลย ทำให้รายได้หดหายตามไปด้วย สำหรับสวนมะยงชิดในจังหวัดนครนายก ต้นมะยงชิดมักเริ่มแทงช่อประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม นับจากนั้นไปอีก 3 เดือน จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ ปีนี้อากาศหนาวมาล่าช้ากว่าทุกปี ทำให้เทศกาลมะยงชิดของจังหวัดนครนายกจากเดิมที่เคยจัด ประมาณเดือนมีนาคม ต้องเลื่อนเป็นต้นเดือนเมษายนแทน

การปลูก ดูแล

คุณวชิระ ปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ในระยะห่าง 7×7 เมตร เมื่อปลูกครบ 3 ปี ต้นมะยงชิดก็จะเริ่มให้ผลผลิต โดยทั่วไปต้นมะยงชิดจะมีความสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุครบ 5 ปี จะให้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่ ขนาด 10 ผล ต่อกิโลกรัม แต่โดยทั่วไปจะให้ผลผลิตที่มีขนาดผลโดยเฉลี่ย 12-15 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อเดินชมสวนมะยงชิดที่มีอายุประมาณ 30 ปี ก็สังเกตเห็นว่า ต้นมะยงชิดส่วนใหญ่มีลักษณะต้นเตี้ย ทำให้ดูแลและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย เนื่องจากมีการดูแลตัดแต่งกิ่ง ที่เรียกว่า “ทำสาว” หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกปี

คุณวชิระ บอกว่า หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ และเร่งการแตกยอดใหม่ พร้อมตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืช ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน ต้นมะยงชิดจะเริ่มแตกใบอ่อน ระยะเดือนกันยายน-ตุลาคม จะเข้าสู่ช่วงระยะใบแก่ ช่วงนี้มักงดให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะยงชิดสะสมอาหารและไม่แตกใบอ่อน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อช่วยในการสร้างตาดอก

ช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้นมะยงชิดมักเริ่มแทงช่อดอกและดอกเริ่มบาน จะให้น้ำเพียงเล็กน้อย และให้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ดอกมีความสมบูรณ์ ติดผลดี และนำปุ๋ยคอกสดๆ มากองในสวน เพื่อเลี้ยงแมลงวันสำหรับช่วยผสมเกสร ช่วงเดือนธันวาคม ระยะดอกบานและติดผลขนาดเล็ก ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผลอ่อนร่วง ประมาณเดือนมกราคม ผลกำลังเติบโต ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 3-5 วัน และเริ่มห่อผลเมื่ออายุ 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันนกและแมลงวันผลไม้ พร้อมลดการให้น้ำลง เมื่อผลเริ่มแก่ เพื่อป้องกันผลแตกเมื่อมีฝนหลงฤดู

ผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง

“ปุ๋ยเคมี” คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายหลักของการทำสวนมะยงชิด แต่ละปีคุณวชิระต้องจ่ายค่าปุ๋ยเคมีหลายหมื่นบาทต่อปี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาจึงหันมาผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพขึ้นใช้เอง สูตรการทำปุ๋ยหมักของเขาไม่ยุ่งยาก เพราะเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น คือ ไข่ไก่ 1 ส่วน ปลาหมัก 5 ส่วน กากน้ำตาล 3 ส่วน นำมาหมักรวมกับสารเร่ง พด. 2 จำนวน 1 ซอง และน้ำสะอาด 200 ลิตร ใช้เวลาหมักนาน 3 เดือน ก็ได้ปุ๋ยน้ำหมักคุณภาพดีตามที่ต้องการ เวลาใช้งานจะนำหัวเชื้อปุ๋ยหมัก 3 ลิตร มาละลายน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นที่รอบต้นมะยงชิด ทุกๆ 10-15 วัน ช่วยให้ต้นมะยงชิดเติบโต แข็งแรง และให้ผลผลิตที่ดีเช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยเคมีในอดีต แถมสามารถประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้หลายหมื่นบาทต่อปี

การขยายพันธุ์

คุณวชิระ บอกว่า ต้นมะยงชิด ไม่เหมาะสำหรับขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เพราะต้องใช้เวลาปลูกดูแลนานถึง 8 ปีกว่า ต้นมะยงชิดจะเริ่มติดดอกออกผล และไม่แนะนำให้ใช้วิธีการตอนกิ่งและการปักชำ เพราะต้นกล้าจะไม่มีรากแก้ว ต้องเสริมรากภายหลัง สวนละอองฟ้า 2 นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเสริมรากร่วมกับการทาบกิ่งหรือต่อกิ่ง

คุณวชิระ บอกว่า เมื่อได้ต้นทาบกิ่งปลูกชำในกระถาง ให้ถอนต้นตอปลูกตามขอบกระถาง 3 จุด ด้วยกัน ลักษณะคล้ายการทาบกิ่ง เรียกว่า การเสริมราก 3 ต้น หรือ 3 ขา จะช่วยให้ต้นมะยงชิดมีความแข็งแรง ให้ผลผลิตเร็ว กรณีเกษตรกรที่ปลูกกิ่งทาบลงดิน สามารถเสริมรากเข้าไปได้โดยปลูกต้นใหม่รอบๆ เมื่อต้นโตได้ที่ก็เสริมรากเข้าไป รากช่วยให้การหากินดีขึ้น ต้นจะเจริญเติบโตดีกว่าต้นทั่วไป

ปัจจุบัน ทางสวนละอองฟ้า 2 ผลิตกิ่งพันธุ์มะยงชิดคุณภาพดี จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ ในราคา กิ่งละ 150-300 บาท หากใครอยากได้กิ่งพันธุ์คุณภาพดีไปทดลองปลูก ก็สามารถติดต่อกับ คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล ได้ที่เบอร์โทร. (081) 481-4287 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน