ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

สตรอเบอรี่ (strawberry) เป็นพืชที่เจริญเติบโตและออกดอกติดผลได้ดี มีคุณภาพ เมื่อปลูกในบริเวณพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป มีอากาศหนาวเย็นสบายๆ ตลอดปี และในยามนี้เมื่อหลายท่านเดินทางขึ้นไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ก็มีโอกาสได้ลิ้มรสผลสตรอเบอรี่สีแดงสดที่มีกลิ่นหอมและหวานอร่อยด้วย

สตรอเบอรี่ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่สร้างรายได้เงินแสนบาทให้เกษตรกรผู้ปลูกที่อำเภอสะเมิงได้มีวิถีชีวิตที่มั่นคง เป็นพืชที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง การปลูกสตรอเบอรี่…พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเรวัต แก้วเลิศตระกูล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่อำเภอสะเมิง มีทั้งหมด 561,264 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 27,826 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 10,262 ไร่ ไม้ผล 3,562 ไร่ พืชไร่ 6,077 ไร่ ไม้ยืนต้น 1,088 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 125 ไร่ ปลูกผัก 3,172 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 3,540 ไร่

สตรอเบอรี่ เป็นพืชล้มลุกที่แตกกิ่งก้านแผ่ปกคลุมดิน ใบสีเขียวเข้ม ขอบใบหยัก ดอกสีขาว ก้านผลยาวติดกับต้น มีเสี้ยนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วผล มีกลีบเลี้ยงบนขั้วผล ผลอ่อนสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อแก่สุก ในแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยวที่แตกต่างกันไป

สภาพพื้นปลูกที่เหมาะสม ควรมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป อากาศเย็นตลอดปี หรืออุณหภูมิ 10-25 องศาเซลเซียส ลักษณะดินปลูกเป็นดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำใช้เพียงพอ มักนิยมปลูกช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนตุลาคม เพื่อได้เก็บเกี่ยวผลสตรอเบอรี่ขายในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน

สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 เป็นสายพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมาตั้งแต่ ปี 2552 เป็นสายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม รสชาติหวานอร่อย

สตรอเบอรี่ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ พื้นที่อำเภอสะเมิง มีเกษตรกรปลูก 640 ราย และมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสตรอเบอรี่ 12 กลุ่ม การปลูกและผลิตได้ส่งเสริมเกษตรกรใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ตามอัตราส่วนและระยะเวลา ให้น้ำพอเพียง ป้องกันกำจัดโรคแมลงตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลสตรอเบอรี่ดีมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีครอบครัวที่มั่นคง

คุณลุงหนุ่ม สุขพอดี เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 3-4 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิงได้ส่งเสริมให้ปลูกสตรอเบอรี่สายพันธุ์พระราชทาน 80 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม รสชาติหวานที่ตลาดผู้บริโภคชื่นชอบ และส่งเสริมให้นำผลสตรอเบอรี่ตกเกรดที่มีคุณภาพมาแปรรูปทำเป็นไวน์เพื่อการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วย

การเตรียมดินแปลงปลูก ได้ไถดะ ไถแปร และไถพรวน ตากแดด 7-10 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลงออกไป ยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 1 เมตร ระยะระหว่างแปลงปลูกห่างกัน 60 เซนติเมตร เพื่อให้เป็นร่องน้ำ คลุมแปลงปลูกด้วยผ้าพลาสติกพร้อมกับตัดเจาะพลาสติกให้เป็นวงกลมสำหรับขุดเป็นหลุมปลูก

การเตรียมต้นพันธุ์หรือต้นไหล นำวัสดุเพาะใส่ในถุงเพาะ ยกไปวางที่ต้นสตรอเบอรี่ (ต้นแม่) ที่บริเวณใต้ต้นไหลที่มีปมรากแทงออกมา ต้นไหลคือ ส่วนที่แตกแขนงออกมาจากต้นแม่ที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปลอดโรค วางถุงเพาะไว้ 15 วัน รากต้นไหลจะแทงลงในถุงเพาะ เมื่อรากเดินดีแล้วได้ปล่อยเลี้ยงให้แตกแขนงเป็นต้นไหล 4-5 ต้น จึงตัดแยกมาเพาะเลี้ยง ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษากระทั่งได้ต้นไหลที่แข็งแรง ปลอดโรค แล้วจึงนำไปลงปลูกในแปลง

วิธีการปลูก ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว ลึก ให้พอวางต้นพันธุ์ ปลูกเป็นแถวคู่ตามแนวยาวแปลง ให้หลุมปลูกทั้ง 2 ข้าง ห่างจากริมแปลงเข้ามาด้านในแปลง 20 เซนติเมตร วางต้นพันธุ์หรือต้นไหลลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม

เพื่อให้ได้ผลสตรอเบอรี่คุณภาพ หลังปลูกสตรอเบอรี่ 15 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ เว้นระยะห่างออกไปอีก 15 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ในอัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ และเว้นระยะห่างออกไปอีก 20 วัน ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ จะช่วยทำให้ได้ผลสตรอเบอรี่มีรสชาติหวานอร่อยมากขึ้น

การให้น้ำ ต้องให้ต้นสตรอเบอรี่ได้รับน้ำเพียงพอจึงจะช่วยให้ต้นออกดอกติดผลได้คุณภาพ ได้จัดการให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ 15 นาที ต่อวัน ให้ไปกระทั่งติดผลแล้วได้ปรับเปลี่ยนเป็นให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด 20 นาที ต่อวัน ให้ไปกระทั่งผลแก่สุกและเก็บผลสตรอเบอรี่เสร็จ การให้น้ำแต่ละครั้งได้พิจารณาความชื้นในดินด้วยเสมอ

โรคและแมลง ถ้าตรวจพบว่า มีโรคเข้าทำลายได้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัด ใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 15-30 วัน หรือใช้ในระยะที่ปลอดภัย หรือใช้กับดักกาวเหนียวปักวางบนแปลงปลูกเพื่อดักจับแมลงศัตรู เมื่อดักจับแล้วได้นำไปทำลายทิ้ง วิธีการนี้จะช่วยทำให้ได้ผลสตรอเบอรี่ปลอดภัย

คุณลุงหนุ่ม เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ตั้งแต่ต้นสตรอเบอรี่เริ่มติดดอกไปถึงติดผลสีแดงแก่สุกพอดี จะใช้เวลา 60 วัน ก็ตัดเก็บได้ การตัดเก็บได้ใช้กรรไกรตัดที่ก้านผลให้ขาด วางในภาชนะ นำเข้าโรงเรือนทำความสะอาด คัดแยกผลเป็น 5 ขนาด คือ ผลขนาดใหญ่ กลาง เล็ก จิ๋ว และขนาดผลตกเกรด

การซื้อขาย ผลสตรอเบอรี่ขนาดใหญ่ ขาย 300 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดกลาง ขาย 280 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดเล็ก ขาย 260 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดจิ๋ว ขาย 240 บาท ต่อกิโลกรัม และผลตกเกรด ขาย 60 บาท ต่อกิโลกรัม โดยมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ จากการปลูกและขายผลสตรอเบอรี่ การแปรรูปผลสตรอเบอรี่เป็นไวน์เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มีรายได้เงินแสนบาทที่พอเพียงให้ครอบครัวดำรงชีพได้มั่นคง

จากเรื่อง การปลูกสตรอเบอรี่…พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง พืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณลุงหนุ่ม สุขพอดี เลขที่ 212 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (085) 708-9925 หรือที่ คุณเรวัต แก้วเลิศตระกูล สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง โทร. (053) 487-116 ก็ได้นะครับ

รวยด้วยฟาร์มเห็ด ของ “เขาใหญ่ พาโนรามา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโน ฯ การเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

รวยด้วยฟาร์มเห็ด ของ “เขาใหญ่ พาโนรามา”

“เพาะเห็ด” เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนสนใจอยากทำเป็นอาชีพหลังเกษียณ เพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก แต่ให้ผลตอบแทนที่ดี หากซื้อก้อนเห็ดมาเปิดดอก การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จมีปัจจัยพื้นฐานไม่กี่อย่าง เริ่มจากโรงเรือนที่ใช้เปิดดอกเห็ด ต้องควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้น-แสง-ปริมาณออกซิเจน ได้อย่างเหมาะสม ควบคุมโรคแมลงและไรเห็ดได้ เพียงแค่นี้ก็จะมีดอกเห็ดออกขายทำเงินได้แล้ว หากอยากให้ฟาร์มเห็ดมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องลงทุนขายก้อนเห็ดและเชื้อพันธุ์เห็ดไปพร้อมๆ กัน

หากใครอยากเห็นธุรกิจที่สร้างมาเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นมรดกทางธุรกิจแก่ลูกหลานก็ควรลงทุนสร้างฟาร์มเห็ดให้ครบวงจร ติดแบรนด์ให้ฟาร์มเห็ด ให้สินค้าของฟาร์มเป็นที่รู้จักของตลาดในวงกว้าง และต่อยอดลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น แปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร-ยา และพัฒนาฟาร์มเห็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่นเดียวกับ “เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม” สร้างโอกาสร่ำรวยอื้อซ่ามหาศาล…ไม่ได้โม้ เพราะภายใน ปี 2560 คาดว่าทุกธุรกิจของ เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม จะโกยรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

“หนุ่มวิศวะ” ผันตัวมาทำฟาร์มเห็ด

ปี 2554 คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ หนุ่มวิศวกรเจ้าของบริษัทรับเหมาสร้างข่ายโทรคมนาคม ที่มีรายได้หลักแสนต่อเดือน ตัดสินใจขายหุ้นให้เหลือน้อยลง เพื่อหันมาทำธุรกิจเชิงเกษตรกรรม บนที่ดินมรดก เนื้อที่ 90 ไร่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ของครอบครัวภรรยา คือ คุณแอนนา สิทธิวงศ์ โดยคุณปรเมศวร์ร่วมหุ้นกับเพื่อน 2 คนทำธุรกิจฟาร์มเห็ดท่องเที่ยว มูลค่า 10 ล้านบาท โดยปรับเปลี่ยนที่ดิน ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง ริมถนนธนะรัชต์ ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเคยเป็นสวนมะม่วงและปลูกน้อยหน่ามาก่อน มาลงทุนก่อสร้างฟาร์มเห็ดแห่งนี้ ช่วงที่ปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคาร เมื่อขุดดินลงไปเจอแต่หินอ่อน คุณปรเมศวร์เล่าแบบขำๆ ว่า ผมเกือบเปลี่ยนใจไปขอสัมปทานทำหินอ่อนแทนฟาร์มซะแล้ว

ช่วงที่คุณปรเมศวร์วางแผนว่าจะทำฟาร์มเห็ด เขาพยายามเสาะหาข้อมูลเรื่องการทำฟาร์มเห็ดจากแหล่งต่างๆ จนเจอเพื่อนวัยเด็กสมัยเรียนมัธยมมงฟอร์ต ที่เชียงใหม่ด้วยกัน คือ ผศ. พิเชษฐ์ โสวิทยกุล ปัจจุบัน เป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง ที่เคยทำวิทยานิพนธ์ เรื่องโรงเรือนระบบปิดของเห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นผู้จุดประกาย เรื่อง “ฟาร์มเห็ดครบวงจร สไตล์โมเดิร์น” ภายใต้บรรยากาศโอโซนจากเขาใหญ่ ทั้งระบบปิด ระบบเปิด และระบบเพาะในดิน รูปแบบโรงเรือนที่ทำไม่ซ้ำใคร ในสไตล์โมเดิร์นด้วยการใช้ผนังตาข่าย ใช้หลังคาเป็นเหล็กแผ่นเพื่อให้มีความโปร่ง สามารถระบายอากาศได้ดีตามแบบที่เห็ดชอบ

ฟาร์มเห็ดแห่งนี้ เริ่มเปิดให้บริการ ตั้งแต่ วันที่ 26 มิถุนายน 2554 ทุกครั้งของการเข้าชมโรงเพาะเห็ด จะมีมัคคุเทศก์พาชมและอธิบายสรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิด เมนูอาหารที่แนะนำ และขนาดที่เหมาะสมในการเก็บ ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ เพาะเห็ด 12 ชนิด ได้แก่ เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางนวล เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูดำ เห็ดหูหนูเผือก เห็ดนางรมทอง เห็ดหัวลิง (ยามาบูชิตาเกะ) เห็ดหลินจือ เห็ดต่งฝน หรือเห็ดโต่งฝน เห็ดพื้นบ้านของลาว มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดท้อง ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร ช่วยในการหมุนเวียนของโลหิตได้ดี เติบโตได้ดีในฤดูฝน และเห็ดตีนแรด (เห็ดตับเต่าขาว) ซึ่งเชฟบางคนบอกว่า เห็ดตีนแรดเป็นเห็ดที่อร่อยที่สุดในโลก น้ำหนักมากสุดที่เคยเพาะได้ในฟาร์มแห่งนี้คือ 35 กิโลกรัม

หลังจากฟังข้อมูลน่ารู้เรื่องเห็ดจากมัคคุเทศก์แล้ว ใครอยากกินเห็ดชนิดไหน หิ้วตะกร้าไปเก็บเห็ดได้เลย จะคิดราคาขายตามชนิดของเห็ดที่เก็บมา หากใครอยากทดลองเพาะเห็ดเพื่อเฝ้าดูการเติบโตของดอกเห็ดในแต่ละวัน ทางฟาร์มก็มีก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายในราคาย่อมเยา ปี 2557 คุณปรเมศวร์ได้ขยายการลงทุน เฟส 2 ในชื่อ “เขาใหญ่ พาโนราม่า รีสอร์ท” เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน ทางฟาร์มมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดเตรียมเสิร์ฟสุขภาพดีให้กับคนไทยทั้งประเทศในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำเห็ด 7 ชนิด ในลักษณะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในยี่ห้อ “มัชชี่ มัชชี่” (Mushie Mushie) ที่ได้รับทุนวิจัยผลิตภัณฑ์จาก สวทช. และผลิตภัณฑ์ “ชาสมุนไพรเห็ดหลินจืออบแห้ง” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

“หลินจือ” สินค้าเด่นของฟาร์มเห็ด

คุณปรเมศวร์ กล่าวว่า หากวัดจากกระแสความนิยม ถือว่า “เห็ดโคนญี่ปุ่น” เป็นพระเอกของฟาร์ม ส่วนสินค้าที่รับบทนางเอก คือ “เห็ดเป๋าฮื้อ” ด้าน “เห็ดนางรมทองและเห็ดนางนวล” เป็นสินค้าที่ได้ตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ เพราะมีสีสันสวยงาม ลูกค้าชอบถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ส่วน “เห็ดหลินจือ” ถือเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีนมานานกว่า 4,000 ปี “หลินจือ” แปลเป็นไทยว่า สมุนไพร แห่งจิตวิญญาณ สรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ในปี 2559 ทางฟาร์มจะเน้นการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากเห็ด โดยเฉพาะสปอร์เห็ดหลินจือ ที่ผ่านการกะเทาะเปลือกแล้วในรูปชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ

ปีที่ผ่านมา ทางฟาร์มได้เปิดตัวโครงการส่งเสริมสุขภาพให้คนไทย 1 ล้านคน ด้วยเห็ดหลินจือผ่านไปรษณีย์ไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ 8 องค์กรภาครัฐ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคเห็ดหลินจือในการดูแลรักษาสุขภาพโดยเน้นไปที่การป้องกันมากกว่าการรักษา และนับเป็นครั้งแรกในเมืองไทยของการเริ่มธรุกิจเพาะเห็ดที่ยั่งยืน โดยได้เปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจ ในรูปแบบ Contract Farming (การทำฟาร์มสัญญา หรือฟาร์มประกัน) หลักสูตร “การฝึกอบรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์” พร้อมส่งเสริมการเกษตรแนวใหม่ สร้างอาชีพและรายได้จากการเพาะเห็ดหลินจืออย่างถูกต้องตามหลักการให้แก่เกษตรกรผู้สนใจ จำนวน 44 ครอบครัว ทั่วประเทศ โดยบริษัทกำหนดโควต้าการเพาะเห็ดหลินจือ เริ่มต้น 30,000 ก้อน และการันตีราคาซื้อสูงกว่าราคาตลาด โดยบริษัทรับเป็นที่ปรึกษาทางธรุกิจตลอดการดำเนินธุรกิจ

“ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทางฟาร์มได้ทุ่มเทพัฒนาการเพาะเห็ดหลินจือมาอย่างต่อเนื่อง จนมีความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นต้นแบบในการส่งเสริมให้เกษตรกร หรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในด้านการทำฟาร์มเห็ดหลินจือ สาเหตุที่เลือก เมืองไทยสามารถเพาะเห็ดหลินจือได้ทุกพื้นที่หากมีการออกแบบโรงเรือนที่เหมาะสมและเทคโนโลยีการผลิตที่สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ในการเพาะพันธุ์เห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์ได้ บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการร่วมกับพันธมิตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร” คุณปรเมศวร์ กล่าว

หากใครสนใจอยากเข้าร่วมโครงการสรรหาพันธมิตรทำฟาร์มเห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม เลขที่ 297 หมู่ที่ 6 ถนนธนะรัชต์ ตั้งอยู่ที่ กม. 10.5 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร. (044) 756-234 Facebook : KhaoyaiPanoramaFarm

“เปิดโครงการข้าวแกงสหกรณ์ รุ่นที่ 3” (ข่าว+ภาพ)

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิด โครงการ “ข้าวแกงสหกรณ์” รุ่นที่ 3 โดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) ร่วมกับ คณะกรรมการเครือข่ายธุรกรรมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 และสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์ เป็นสวัสดิการ และลดปัญหาค่าครองชีพให้กับสมาชิก ได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ จำนวน 22 แห่ง ทุกภาค ตั้งเป้าทำให้ครบ 100 แห่ง ในปีนี้

ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

ลูกสิบล้อ

ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด หรือที่รู้จักของเกษตรกร ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราศรแดง” ได้จัดงาน “Harvesting and Innovation” เพื่อจัดแสดงสายพันธุ์ผักต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ณ ฟาร์มเลิศพันธุ์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ในงานมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น แฟงมินิ มีลักษณะผลเล็กกว่าแฟงทั่วไป ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร รสชาติอร่อย พร้อมทั้งมีการจัดแสดงพืชอื่นๆ และพืชที่ปลูกภายในโรงเรือน

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด เป็นผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักเขตร้อนชื้นในแถบภูมิภาคเอเชีย ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพทั้งสายพันธุ์ และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกให้เมล็ดพันธุ์พืชของประเทศไทย มีคุณภาพสามารถก้าวไปสู่ระดับ AEC ทาง บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ได้มีศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เอกชนรายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสมาคมเมล็ดพันธุ์นานาชาติ (International Seed Testing Association : ISTA)

ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) อย่างเป็นทางการ ซึ่งในส่วนของตลาดเมล็ดพันธุ์ผักนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่รัฐบาลผลักดันให้เอกชนพัฒนาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทย ในการเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือตลาดโลกในอนาคต ซึ่งตัวเลขการส่งออกของตลาดเมล็ดพันธุ์ ในปี 2556 มีมูลค่า 4,965 ล้านบาท และในปี 2557 มีมูลค่า 5,465 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า

“การที่เราจัดงานในครั้งนี้ ต้องการแสดงศักยภาพของ อีสท์ เวสท์ ซีด ด้วย ว่าเราพร้อมที่จะเติบโตไปกับนโยบายของ AEC ดังนั้น กลุ่มลูกค้าที่มาดูงาน จะเป็นกลุ่มที่อยู่ในอาเซียนทั้งหมด เพื่อให้เห็นความหลากหลายของสายพันธุ์พืช ที่ทางประเทศเขาเองก็มีใช้ด้วยอยู่แล้ว เพื่อได้มาเห็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย อีกอย่างเราอยากมาโชว์นวัตกรรมที่มีจุดเด่นๆ นอกจากนี้ ยังมีการต่อกิ่ง (Grafting) เพื่อให้ผลผลิตใน 1 ต้น มีอยู่ 3 แบบ เช่น พริก จากการจัดแสดงในครั้งนี้ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจมากขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความสนใจในเมล็ดพันธุ์ไม่เหมือนกัน อย่าง ประเทศอินเดีย เมล็ดพันธุ์ดาวเรือง ของหอมต่างๆ จะเป็นที่นิยม ซึ่งตอนนี้เองเราก็มีการอนุรักษ์ผักพื้นเมืองของไทย เพื่อให้เกษตรกรได้ปลูกผักพื้นเมือง ที่ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ และให้ผักพวกนี้อยู่คู่กับบ้านเราไปนานๆ” คุณอิสระ กล่าว

ภายในงานได้มีการจัดแสดงพืชต่างๆ มากมาย เช่น กะหล่ำ พริก มะเขือเทศ ข้าวโพด มะละกอ ฯลฯ และไม้ตัดดอกต่างๆ ส่วนพืชที่อยู่ภายในโรงเรือน ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี คือ เมล่อน มะระ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการโชว์นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ซึ่ง คุณวลัยลักษณ์ ทิมกระโทก นักเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ให้ข้อมูลว่า

“เมล็ดที่จะถึงมือเกษตรกร ต้องเป็นเมล็ดที่ผ่านการตรวจหาโรค ซึ่งถือว่าเป็นการใส่ใจในเรื่องนี้ ซึ่งเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเราไป จะเห็นเมล็ดที่มีสีสันสวยๆ สีที่เห็นไม่ใช่แค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังมียากันเชื้อรา เพื่อป้องกันเมล็ดจากเชื้อรา ซึ่งเชื้อราเราจะพบทั้งในเมล็ดเองเลยหรือภายในดิน หากเมล็ดที่ไม่ได้เคลือบยากันรา เวลาที่งอกออกมาก็สามารถเกิดโรคเน่าคอดินได้ การเคลือบเมล็ดจึงเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มาก”

จากการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลา บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาเพื่อก้าวไปข้างหน้า ทำให้เป็น บริษัท 1 ใน 10 ของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืชที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายบริษัทอย่างรวดเร็วไปยังประเทศอินเดีย พม่า เวียดนาม บางส่วนของแอฟริกา และอเมริกาใต้ ทั้งยังส่งออกสินค้าเมล็ดพันธุ์ไปกว่า 60 ประเทศ ทั่วโลก

ยุทธศาสตร์ กาแฟ และ ชา ปี 59 -63 เป็นอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ยุทธศาสตร์ กาแฟ และ ชา ปี 59 -63 เป็นอย่างไร?

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2559-2563 และร่างยุทธศาสตร์ชา ปี 2559-2563 โดยยุทธศาสตร์กาแฟ แบ่งออกเป็น ยุทธศาสตร์กาแฟโรบัสตา มีเป้าหมายในการรักษาผลผลิตกาแฟโรบัสตา ไม่น้อยกว่า 30,000 ตัน ต่อปี เพิ่มผลผลิตต่อไร่กาแฟโรบัสตาให้มากกว่า 250 กิโลกรัม ต่อไร่ การส่งเสริมการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าการค้ากาแฟโรบัสตา และยุทธศาสตร์อะราบิกา มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ผลิตกาแฟอะราบิกาเข้าสู่ระบบมาตรฐานการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 และเพิ่มมูลค่าการค้ากาแฟอะราบิกา อย่างน้อย ร้อยละ 10 ภายใน ปี 2563

โดยทั้ง 2 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ ได้แก่

1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิต

2. พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม

3. พัฒนาด้านการตลาด

4. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และ

5. ด้านการบริหารจัดการ

ส่วนร่างยุทธศาสตร์ชา มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ผลิตชาเข้าสู่ระบบมาตรฐานการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 และเพิ่มมูลค่าการค้าชา อย่างน้อย ร้อยละ 10 ภายใน ปี 2563 ประกอบด้วยกลยุทธ์การส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาด้านตลาด การส่งเสริมวิจัยและพัฒนา และการบริหารจัดการ

เยาวชนเกษตรของแท้ โรงเรียนบ้าน กม.35 แค่ปีเดียว คว้ารางวัลสถานศึกษาพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เยาวชนเกษตรของแท้ โรงเรียนบ้าน กม.35 แค่ปีเดียว คว้ารางวัลสถานศึกษาพอเพียง

ด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้โรงเรียนบ้าน กม.35 เลขที่ 1 หมู่ที่ 14 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่ได้ก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกร หรือมีความโดดเด่นในกิจกรรมด้านเกษตรมาก่อน ทั้งที่โรงเรียนก่อนตั้งมานาน ประมาณ 40 ปีแล้ว และปัจจุบัน โรงเรียนบ้าน กม.35 ยังคงเป็นสถานศึกษาระดับอนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เด็กในเขตพื้นที่อำเภอหนองไผ่ อำเภอชนแดน ต้องการที่นั่งในโรงเรียนบ้าน กม.35 เมื่อไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนประจำอำเภอได้ และโรงเรียนบ้าน กม.35 ก็พร้อมอ้าแขนรับนักเรียนที่ไม่จัดอยู่ในระดับหัวกะทิ แต่มีทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เพียงแต่น่าประหลาดใจตรงที่ พื้นที่ทางการเกษตรของโรงเรียนบ้าน กม.35 เพิ่งเริ่มอย่างจริงจังได้เพียง 1 ปี เท่านั้น

ในเหตุผลหลายประการ อาจารย์ลำพึง วิมลเศรษฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้าน กม.35 บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมภาคการเกษตร เพิ่งได้ริเริ่มเมื่อครั้งที่อาจารย์ลำพึงเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ก็เพราะจำนวนนักเรียนมาก ทำให้ต้องเพิ่มอาคารเรียน และแนวนโยบายหลักของโรงเรียนบ้าน กม.35 คือ ครูต้องอยู่สอนในห้องเรียนและมีกิจกรรมภายในวิชาเรียนให้มากกว่ากิจกรรมอื่นนอกรั้วโรงเรียน ทำให้วิชาการของโรงเรียนบ้าน กม.35 ไม่เป็นรองใคร จะขาดก็เพียงห้องเรียนและอาคารเรียนที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่มากขึ้นในทุกชั้นปี

อาจารย์ลำพึง เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่ปลายปี 2556 มุมมองหนึ่งที่อาจารย์ลำพึงมีไม่เหมือนใคร คือ การส่งเสริมความรู้นอกห้องเรียน แต่ยังอยู่ภายในพื้นที่ของโรงเรียน และเป็นกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวของนักเรียนเอง ซึ่งกิจกรรมในภาคเกษตร จะเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ลำพึงมองว่า จะช่วยพัฒนาทักษะให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

“ผมเข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียนนี้ ขณะนั้นมีแปลงดอกมะลิ และปลูกผักบ้างนิดหน่อย แต่ก็ถูกรื้อ เพราะต้องใช้พื้นที่ในการก่อสร้างอาคารเรียน ทำให้ไม่มีแปลงเกษตรหลงเหลืออยู่เลย เมื่อผมเข้ามาทำหน้าที่ ก็อยากให้โรงเรียนมีพื้นที่เกษตร สิ่งที่คำนึงถึงคือ การดำเนินกิจกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงตั้งใจเริ่มเขียนโครงการ เริ่มจากการเลี้ยงไก่ไข่”

อาจารย์ลำพึง เขียนโครงการเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียน เชื่อมโยงกับโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว มุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ เสนอโครงการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 และได้รับอนุมัติงบประมาณมา จากนั้นสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ซื้อไก่ไข่ จำนวน 100 ตัว จากนั้นเมื่อไก่ให้ผลผลิตก็นำเข้าโครงการอาหารกลางวัน เมื่อมีผลกำไรก็นำเข้าโครงการ เพื่อหมุนเวียนใช้สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่ต่อไป

พื้นที่โรงเรียนบ้าน กม.35 มีเพียง 23 ไร่ นักเรียน มี 996 คน บุคลากรทางการศึกษา 48 คน ในจำนวนนี้ แบ่งพื้นที่สำหรับภาคเกษตรประมาณ 1 ไร่เศษ แต่มากไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย ที่สามารถแบ่งฐานให้นักเรียนได้เรียนรู้สลับสับเปลี่ยนกันไปตามต้องการ

ในอดีต วิชาเลือกของนักเรียนจะเป็นวิชาคอมพิวเตอร์ เมื่ออาจารย์ลำพึงเข้ามา เล็งเห็นว่า วิชาเลือก ควรเป็นวิชาที่เด็กได้ผ่อนคลาย ไม่ต้องคร่ำเคร่งกับวิชาการมากนัก และนักเรียนที่มีทักษะในการเรียนวิชาการน้อย จะได้สนุกไปกับกิจกรรมที่เสริมทักษะผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวของนักเรียนเอง จึงปรับวิชาเลือกเป็นวิชาเกษตร และให้นักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งหมด จำนวน 127 คน เป็นหลักในการดูแลกิจกรรม และให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นประถมศึกษา เข้าศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของตนเองในวิชาเรียน

พื้นที่เพียง 1 ไร่เศษ สามารถจัดกิจกรรมในภาคเกษตรได้มากกว่าที่คิด เริ่มจากโรงเรือนไก่ไข่ เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 200 ตัว สามารถเก็บไข่ได้ วันละ 150-170 ฟอง เลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์ ปัจจุบัน เลือกซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อเพาะพันธุ์ ขายพันธุ์ และขายเนื้อกบเมื่อโตเต็มวัย เลี้ยงปลาทับทิม 200 ตัว ในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงปลาไหล 5 กิโลกรัม ในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงปลานิลจิตรลดาในบ่อซีเมนต์

สำหรับการปลูกพืช ประกอบด้วย การปลูกชะอม จำนวน 200 ต้น แก้วมังกร จำนวน 30 หลัก ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ในกระถาง จำนวน 200 กระถาง ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในบ่อซีเมนต์ จำนวน 60 วง ปลูกถั่วเขียวพื้นที่ 30 ตารางวา เป็นตัวอย่างของการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกข่า ตะไคร้ ดอกอัญชัน มะม่วง มะขามยักษ์ และมะละกอ ทั้งหมดปลูกคละกันเพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้

“หลังจากเปลี่ยนวิชาเลือกจากวิชาคอมพิวเตอร์มาเป็นวิชาเกษตร ผมเห็นเลยว่า เด็กมีความสุขมากขึ้นเยอะ เด็กทำกิจกรรมในแปลงเกษตรได้ดีในทุกกิจกรรม ความสุขของเด็กเริ่มเกิดขึ้น เด็กไม่เครียด เขาพอใจกับการเรียนตามต้นไม้ การแบ่งงานกับเพื่อน การได้ลงมือทำ เด็กจะเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ไก่ไม่ไข่ เด็กจะจดบันทึก หาสาเหตุ และสุดท้ายเมื่อหาสาเหตุได้ก็เท่ากับเด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีทักษะในการคิดและมีเหตุผลมากขึ้น”

อาจารย์จำรูญ พะแพง ครูผู้สอนวิชาเกษตร กล่าวว่า ในแต่ละสัปดาห์ วิชาเลือกจะมี 2 คาบ เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาทุกคน ก่อนเริ่มเข้าแปลงเกษตร อาจารย์จะให้ความรู้ในเชิงข้อมูล ประมาณ 10 นาที จากนั้นจะปล่อยให้นักเรียนได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในทุกสัปดาห์กิจกรรมในเชิงปฏิบัติยังแปลงเกษตรจะหมุนเวียนไปทุกสัปดาห์ ส่วนวันหยุดราชการ นักเรียนที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน จะเป็นผู้รับผิดชอบมาดำเนินการในกิจกรรมที่รับผิดชอบ โดยอาจารย์ไม่ต้องใช้มาตรการใดมาบังคับ

“ปัจจุบัน มีนักเรียนหลายคนที่นำแนวคิดการทำแปลงเกษตรในรูปแบบของเศรษฐกิจพอเพียงไปทำต่อที่บ้าน เช่น การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงปลา การปลูกผัก เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า เกษตรช่วยให้เด็กเกิดความรัก เกิดการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างรณรงค์ให้ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

เด็กหญิงนารถชนก เรืองวิชา หรือ น้องนาด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าความรู้สึกที่ได้เรียนวิชาเกษตร ว่า เมื่อก่อนในโรงเรียนไม่มีกิจกรรมเกษตร น้องนาดเป็นเด็กกลุ่มแรกๆ ที่ช่วยอาจารย์ปรับปรุงพื้นที่เกษตร รู้สึกดีที่มีกิจกรรมทางการเกษตร เพราะช่วยให้รู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ส่วนตัวชอบการดำนามากที่สุด เพราะสมัยเด็กเล็กเคยช่วยคุณตาดำนา แต่เมื่อโตขึ้นไม่เคยได้ร่วมกิจกรรมการทำนาเลยแม้แต่น้อย เป็นความประทับใจ เมื่อได้ลงมือทำก็รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กเล็กอีก สิ่งที่ได้รับมากที่สุดจากการลงมือปฏิบัติในเชิงเกษตร คือ การรู้จักความพอประมาณ ความพอเพียง และความพอดี

เด็กชายกษิดิศ ล่ำสัน หรือ น้องเอิร์ธ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า ไม่รู้ตัวว่าชอบการเกษตรเมื่อไหร่ แต่รู้ว่าชอบเมื่อได้ลงมือปฏิบัติในทุกครั้ง ที่ชอบที่สุดคือการประมง ที่เริ่มจากการก่อปูนเพื่อสร้างบ่อปูนซีเมนต์ใช้เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เมื่อถามน้องเอิร์ธว่า คิดว่าเกษตรให้อะไรกับเยาวชน น้องเอิร์ธ ตอบอย่างเข้าใจง่ายว่า เกษตรให้ความรู้เรื่องความพอเพียง พออยู่ พอกิน ส่วนเยาวชนที่ไม่รู้เรื่องของกิจกรรมทางการเกษตรเลย จะไม่มีความพอดี และใช้เงินฟุ่มเฟือย

ด้าน เด็กหญิงนิโลบล พิมพ์เขียว หรือ น้องเมย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า สิ่งที่ชอบที่สุดในการทำการเกษตร คือ การปลูกต้นไม้ เพราะครอบครัวปลูกข้าวและไม้ผล แต่เป็นการไว้กินภายในครัวเรือน ไม่ได้ปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ถ้าสามารถนำไปถ่ายทอดให้น้องๆ เยาวชนได้ ก็จะบอกกับน้องๆ เยาวชนว่า ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ในทุกๆ ที่ เพราะต้นไม้สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวได้

ส่วน เด็กชายพงศกร กาศจันทร์ หรือ น้องออย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อธิบายว่า ชอบการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการเลี้ยงกบและการเลี้ยงปลา ซึ่งน้องออยมีวิธีการดูน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนน้ำให้กับปลาหรือไม่ โดยการคว่ำมือลงไปในน้ำให้ลึกถึงข้อมือ จากนั้นหงายมือขึ้น หากเห็นฝ่ามือตนเองก็แสดงว่าน้ำยังใช้ได้ แต่ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือหมายถึงถึงเวลาเปลี่ยนน้ำปลา ซึ่งหากเปลี่ยนน้ำจะค่อยๆ ปล่อยน้ำออกจากบ่อ ควรนำถังมารองน้ำปลาที่ใช้แล้ว เพื่อนำไปรดน้ำต้นไม้ เพราะน้ำที่ใช้เลี้ยงปลามีธาตุอาหารเหมาะสำหรับพืช เป็นการประหยัดและได้ประโยชน์อีกทอด

“ส่วนการเลี้ยงกบ ผมอยากแนะนำวิธีดูเพศกบมาฝาก กบเพศผู้จะมีสีเข้มกว่าเพศเมีย เพศผู้มีถุงคาง แต่เพศเมียตัวใหญ่กว่าและมีสีเหลืองอ่อนกว่า ส่วนการดูว่ากบเพศผู้พร้อมผสมพันธุ์ ให้สอดนิ้วไปใต้ลำตัวจากด้านหน้าไปถึงช่วงท้อง หากกบพร้อมผสมพันธุ์กบจะใช้ขาเกาะนิ้วไว้”

น้องออย บอกด้วยว่า การทำประมงที่ต้องล้างบ่อ ถ่ายน้ำปลา จับกบ จับปลา แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าได้ลองทำจะรู้ว่าไม่ยาก เป็นสิ่งที่เยาวชนทุกคนทำได้ เพียงแต่ขอให้เปิดใจยอมรับและลองทำ สำหรับน้องออย ยังนำความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาดุกไปใช้ในครัวเรือน โดยเลี้ยงไว้กินเองในบ่อซีเมนต์ที่ทำขึ้น และการดูแล น้องออยบอกเลยว่า ไม่ใช่เรื่องยาก ถึงเวลาให้อาหาร และหมั่นสังเกตเพื่อเปลี่ยนน้ำให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็มีปลาดุกไว้กินเองภายในครัวเรือนแล้ว

แม้โรงเรียนบ้าน กม.35 จะเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บริเวณชุมชน มีบุคลากรครูและนักเรียนจำนวนมาก มีผู้บริหารที่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนบ้าน กม.35 ยังคงต้องการอย่างต่อเนื่อง คือ อาคารเรียนที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่นับวันจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ด้วยคุณภาพการสอนของโรงเรียนเอง

ติดต่อสอบถาม หรือ ศึกษาดูงานได้ที่ โรงเรียนบ้าน กม.35 เลขที่ 1 หมู่ที่ 14 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือ อาจารย์ลำพึง วิมลเศรษฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้าน กม.35 โทรศัพท์ (089) 856-3482 และ อาจารย์จำรูญ พะแพง ครูผู้สอนวิชาเกษตร โทรศัพท์ (089) 686-3624

โรงเรียนวัดสรรเพชญฯ สามพราน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์เกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เยาวชนเกษตร

โรงเรียนวัดสรรเพชญฯ สามพราน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์เกษตรอินทรีย์

กว่า 2 ปีแล้ว ที่มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้โครงการ สามพรานโมเดล โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ช่วยกันส่งต่อองค์ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ เข้าสู่รั้วโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ต้นกล้าอินทรีย์ต้นเล็กๆ ให้เป็นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ และมีฐานรากที่มั่นคง แข็งแรง

โรงเรียนวัดสรรเพชญ (ทวีวิทยาคม) อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 คือ 1 ใน 10 โรงเรียน ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมประกวดโครงการนำร่องส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน ของโครงการสามพรานโมเดล และคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง ซึ่งมีการมอบรางวัลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในงานวันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เดิมทีโรงเรียนแห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ ที่เคยมีโครงการให้นักเรียนปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ฯลฯ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงเป็นอาหารกลางวัน และค่อยๆ ทยอยล้มเลิกกันไปเหมือนไฟไหม้ฟาง จะมีก็เพียงไม่กี่โรงเรียนเท่านั้นที่ทำเสร็จและต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

อาจารย์พรหมภัสสร พงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดสรรเพชญ (ทวีวิทยาคม) เล่าว่า แต่ก่อนโรงเรียนเคยทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียง แต่ทำได้ระยะหนึ่งก็ต้องเลิกไป เนื่องจากขาดองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ได้เรียนรู้เรื่องระบบการทำเกษตรแบบวิถีอินทรีย์ การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยมูลไส้เดือน โดยมีเจ้าหน้าที่จากโครงการเข้ามาให้ความรู้ คอยเป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

“พอโครงการนี้เข้ามาเหมือนเรามีพี่เลี้ยง ทำให้ครูมั่นใจมากขึ้น จึงลงมือทำกันอีกครั้ง ทำมาสักระยะหนึ่งเมื่อเห็นว่าโครงการไปได้ ค่อยขยับขยายจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อฟื้นฟูดิน ปัจจุบัน เรามีผลิตภัณฑ์จากมือน้อยๆ ของเด็กนักเรียนหลายชนิด ทั้งน้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยมูลไส้เดือน ซึ่งนอกจากใช้ในแปลง ยังผลิตไว้จำหน่ายตลอดทั้งปี ทำ อีเอ็มบอล ไปช่วยบำบัดบ่อน้ำเสียในชุมชน และมีมากพอสำหรับจำหน่าย สอนให้เด็กทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เพื่อนำกลับไปใช้ที่บ้าน อีกทั้งยังทำน้ำหมักชีวภาพใช้เองในโรงเรียน อีกส่วนนำไปถวายวัด รวมถึงศูนย์เด็กในชุมชน เพื่อลดพฤติกรรมในการใช้สารเคมีให้น้อยลง”

นอกจากชีวภัณฑ์แล้ว เด็กๆ ยังปลูกพืชผักอินทรีย์ชนิดต่างๆ อาทิ เพาะเห็ด เพาะถั่วงอก แปรรูปเห็ด ทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ดื่มน้ำสมุนไพรแทนน้ำอัดลม ซึ่งนอกจากได้สุขภาพที่ดี เด็กๆ ยังได้รู้คุณค่าของสมุนไพรแต่ละชนิดอีกด้วย

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการ สามพรานโมเดล ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 5 ปี กล่าวว่า โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการสามพรานโมเดล จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว เพื่อมุ่งส่งเสริมให้เด็กนักเรียนในพื้นที่อำเภอสามพรานตื่นรู้ถึงพิษภัยของสารเคมีที่ตกค้างในอาหาร ให้รู้จักกระบวนการทำเกษตรระบบอินทรีย์ โดยลงมือทำจริงด้วยตัวเอง เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับเรื่องที่มาอาหารปลอดภัย ปลูกฝังให้รักสุขภาพ และเห็นคุณค่าของชีวิตตั้งแต่เล็ก ขณะที่เด็กบางคนพ่อแม่ก็ยังมีอาชีพทำเกษตรแบบเคมี ซึ่งอย่างน้อยในอนาคตเมื่อโตขึ้น ความรู้ที่ได้สามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ด้วย

และเพื่อให้เด็กน้อยเหล่านี้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการครบวงจร ทุกวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ทางโรงเรียนจึงให้เด็กๆ นำผลผลิตจำพวกชีวภัณฑ์ น้ำสมุนไพรชนิดต่างๆ ออกมาวางจำหน่ายที่ตลาดสุขใจในสวนสามพราน เพื่อให้เขารู้จักคิดเป็น ขายเป็น และได้พบปะคุ้นเคยผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ระหว่างเรียนแล้ว ยังฝึกความเป็นนักธุรกิจน้อยให้กับเด็กๆ อีกด้วย

“เราปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึง ป.6 เริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ให้เขาได้สัมผัสดิน ทดลองเอามูลไส้เดือนไปใส่ต้นไม้ ได้เห็นพี่ๆ ชั้น ป.1 เลี้ยงไส้เดือน จากนั้นก็ให้เด็กชั้นอื่นเรียนรู้ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เพิ่มขึ้นไปจนถึง ป.6″ ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เสียงใสๆ สะท้อนจากใจวัยซน ไร้เดียงสา น้องมู่หลาน เด็กหญิงพุธเกษร วงษ์อำมาต เล่าให้ฟังว่า ชอบมากที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ได้เอาอาหารไปเลี้ยงไส้เดือน และได้เอามูลไส้เดือนไปใส่แปลง ยังมีให้ขายได้อีก นอกจากนี้ ครูสอนให้หนูทำน้ำสมุนไพรดื่มแทนการดื่มน้ำอัดลม สอนให้ปลูกผักด้วย โดยใช้ปุ๋ยหมักไส้เดือนที่ทำกันเอง ครูบอกว่าการใช้สารเคมีมันอันตรายมาก

สำหรับเพื่อนร่วมชั้น อย่าง น้องบาส เด็กชายรัชพล โทนทอง ก็รู้สึกไม่ต่างกัน บาส บอกว่า ชอบมากเวลาที่ครูพาออกมานอกห้องเรียน เพราะได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง ซึ่งครูให้ทำเอง อย่างเช่น ร่อนไส้เดือน ให้อาหารไส้เดือน นำมูลไส้เดือนไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมไว้ขาย นอกจากนี้ ช่วยกันดูแลแปลงผัก เก็บดอกอัญชัน ตะไคร้ ใบเตยหอมสำหรับทำน้ำสมุนไพรไว้ดื่ม เพื่อนๆ ชอบกันทุกคนเลยครับ”

เช่นเดียวกับ เด็กหญิงกัญญ์วรา สุขเจริญ หรือ น้องอิง ที่ชื่นชอบทุกกิจกรรม น้องอิง บอกว่า มีความสุขมากที่ได้ทำกิจกรรมแบบนี้ ทั้งได้ความรู้และได้เงินด้วย อย่างเวลาที่ครูพาออกมาขายของที่ตลาดสุขใจ จะมีผู้ใหญ่ใจดีคอยแวะเข้ามาซื้อสินค้าที่ร้านของโรงเรียน ทำให้หนูมีรายได้ด้วย ดีกว่าอยู่บ้านเสียอีก

ด้วยวัยที่ยังเล็กนัก อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเขาได้เก็บสะสมต้นทุนความรู้จากการทำกิจกรรมไว้ได้ส่วนหนึ่งแล้ว และจะค่อยซึมซับสะสมไปทีละน้อย เชื่อว่าในที่สุดเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ที่ถูกบ่มเพาะในรั้วโรงเรียนวันนี้ จะเติบโตเป็นต้นกล้า และกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง และสมบูรณ์ในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงานด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ โทร. (081) 668-2165, (084) 670-0930 หรือ คลิ๊กดูข้อมูลได้ที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

“กศน. น่าน” สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“กศน. น่าน” สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“น่าน” เป็นหนึ่งในเสน่ห์มนตราแห่งล้านนา “แอ่วน่านม่วนไจ๋” ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เพราะน่านเป็นเมืองแห่งความสุข สงบ สะอาด มีแหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ พืชไร่ไม้ผลก็มากมี รสชาติอาหารพื้นเมืองก็อร่อยเด็ด ชาวเมืองน่านน่ารัก มีน้ำใจ อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ผู้มาเยือนหลายราย “ตกหลุมรัก” Slow Life Slow City ของเมืองน่านอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อย่างเช่น “คุณบัณฑูร ล่ำซำ” เจ้าสัวใหญ่ผู้กุมบังเหียนธนาคารกสิกรไทย ที่ย้ายสำมะโนครัวมาเป็นพลเมืองน่านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

กศน. จังหวัดน่าน

ปัจจุบัน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดน่าน (กศน. จังหวัดน่าน) ภายใต้การนำของ ท่านผู้อำนวยการ คุณพีระพงษ์ มหาวงศนันท์ มุ่งเร่งรัดการกระจายโอกาสทางการศึกษา ให้เข้าถึงประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนอย่างทั่วถึง ทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มวัยเรียนการศึกษาภาคบังคับ แต่อยู่นอกระบบโรงเรียน (อายุ 6-14 ปี) กลุ่มประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) กลุ่มวัยแรงงาน กลุ่มผู้พิการ และกลุ่มผู้สูงอายุ กศน. น่าน เลือกใช้สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่หลากหลายนำมาใช้จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการจัดการศึกษา

ปี 2558 กศน. จังหวัดน่าน ได้ปรับรูปแบบกิจกรรมและวิธีดำเนินการ จาก “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ไปสู่ “บ้านหนังสือชุมชน” และขยายการบริการให้กระจายครบทุกหมู่บ้าน ชุมชนต่างๆ โดยคำนึงถึงความต้องการทางการศึกษาเรียนรู้ของประชาชนในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือ การเสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน การเข้าถึงข่าวสารข้อมูลและความรู้ของประชาชนอย่างทั่วถึง เน้นเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่ายกับ กศน. ตำบล และศูนย์เรียนรู้ชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ในปีมหามงคล 2558 ที่ผ่านมา สำนักงาน กศน. จังหวัดน่าน ร่วมกับจังหวัดน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่ทรงงาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เพื่อฟื้นฟูป่าให้มีสภาพสมบูรณ์ โดยส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว ไม้ท้องถิ่น และไม้เศรษฐกิจ บนที่ดินทำกินของเกษตรกร เพื่อป้องกันการบุกรุกป่าไม้ธรรมชาติ รวมทั้งอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำลำธารในท้องถิ่นให้มีสภาพอุดมสมบูรณ์ต่อไป

สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สำนักงาน กศน. จังหวัดน่าน ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษาและหน่วยจัดบริการการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย นำภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน และแหล่งวิทยาการชุมชนทุกประเภทในพื้นที่นำมาใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและมีการอนุรักษ์ สืบสาน ประยุกต์ใช้ต่อยอดสร้างสรรค์และพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

โดยใช้ กศน. ตำบล เป็นฐานและสถานีปลายทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนในพื้นที่ ให้ดำรงชีวิตให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ทั้งนี้ พบว่า ประชาชนที่เข้ามารับบริการการศึกษานอกระบบ ร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมที่ได้รับ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว มีชีวิตพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปัจจุบัน กศน. ตำบล ในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้ขึ้นทะเบียนแหล่งเรียนรู้และครูภูมิปัญญา และเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักศึกษา กศน. อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ นายควง จันต๊ะขัน ครูภูมิปัญญาด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ นายศรีจันทร์ งานมูลเขียว ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) และด้านวรรณกรรมล้านนา (การอ่านค่าว จ้อย) นายศรีวิชัย อินต๊ะวิชัย ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) นายบุญมี จักริลา ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) ท่านพระครูโอภาส นันทสาร วัดน้ำแก่นกลาง (วัดสว่างอรุณ) ด้านภาษาบาลีและวรรณกรรมล้านนา นายเดช ปันแก้ว ด้านวรรณกรรมล้านนา

“ตำบลน้ำแก่น” มีแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวล้านนาที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น วัดสว่างอรุณ บ้านน้ำแก่นกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องภาษาบาลีและวรรณกรรมล้านนา ศูนย์เรียนรู้เกษตรพืชไร่ บ้านน้ำแก่นกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านนาเหลืองม่วงขวา เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำธูปสมุนไพรไล่ยุง ฯลฯ

“ตำบลน้ำเกี๋ยน” มีครูภูมิปัญญาหลายท่าน ได้แก่ นางระเบียบ สารัตนะ ด้านงานหัตกรรมและศิลปะประดิษฐ์ นางพิกุล ธนะวงค์ ด้านการจักสาน นายอนันต์ นุเสน ด้านสมุนไพรพื้นบ้าน นายจรัส ดีปินตา ด้านช่างฝีมือ การตีเหล็ก นายชูศิลป์ สารรัตนะ ด้านศิลปะสถาปัตยกรรม นางคำ ดีสีใส ด้านการนวดแผนไทย การอบสมุนไพร นายเฉลียว ดีพรมกุล ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) นายภัทธาวุฒิ ธนะวงค์ ด้านการแสดงพื้นบ้าน (สะล้อ ซอ พิณ ฟ้อนดาบ)

นอกจากนี้ จังหวัดน่านยังมีแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น วัดโป่งคำ หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา ส่วนพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง บ้านน้ำเกี๋ยนใต้ หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องนิคมอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนบ้านน้ำเกี๋ยน ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องศิลปินพื้นบ้าน (สะล้อ ซอ ซึง) บ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน ของ กลุ่มชีววิถี เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการแปรรูปสมุนไพรในรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ธูปสมุนไพรไล่ยุง บ้านนาเหลืองม่วงขวา

กลุ่มอาชีพตำบลน้ำแก่นธูปสมุนไพรไล่ยุง สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพืชธรรมชาติที่เหมือนไร้ค่าด้วยการใช้ภูมิปัญญา นำพืชหลายชนิดที่มีสรรพคุณโดดเด่นต่างแขนงกันมารวมกันเพื่อผลิตเป็นธูปสมุนไพร พร้อมปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย กลายเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชม อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านไปในตัว พร้อมลดปัญหาโรคซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้สูงวัย รวมทั้งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ลูกหลานได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมกิจการผู้สูงวัยกลุ่มนี้ หรือสนใจอยากเป็นลูกค้าสามารถติดต่อกับ คุณสมพร สิทธิตาคำ โทร. (081) 960-0416 และ คุณบุญยวง อะโนติ๊บ โทร. (087) 193-4906

กลุ่มชีววิถี ชุมชนต้นแบบภูมิปัญญาสร้างอาชีพ

วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นต้นแบบชุมชนแห่งการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพได้อย่างยั่งยืน ปี 2550 ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้นำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์ และใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ได้นอกจากจะปลอดภัยต่อผู้ใช้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน และสร้างโอกาสมีรายได้สู่ชุมชน

ทางกลุ่มชีววิถีได้นำพืชสมุนไพรในท้องถิ่น เช่น ใบหมี่ ดอกอัญชัน มะเฟือง มะกรูด มะขาม ขมิ้นชัน มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาผลิตเป็นสินค้ามากกว่า 20 ชนิด เช่น แชมพู สบู่ ครีมทาผิว ฯลฯ แชมพูทุกสูตร และครีมนวด มียอดการผลิตจำหน่ายเฉลี่ย เดือนละ 1,000 ขวด สินค้าของกลุ่ม มีการจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ทั้งในจังหวัดน่านและต่างจังหวัดโดยการส่งพัสดุไปรษณีย์ และจำหน่ายตรงให้แก่บริษัทเครื่องสำอาง 2 แห่ง คือ บริษัท เซ้นต์บิวตี้ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ บริษัท ไบโอเวย์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

คุณศรินันท์ สารมณฐี ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มชีววิถีได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เช่น สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO มาช่วยพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ และการส่งเสริมช่องทางการตลาด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านการควบคุมคุณภาพการผลิต และนำเครื่องจักรมาช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต เช่น เครื่องปั่นแชมพู เครื่องปั่นสร้างเนื้อครีม เป็นต้น และทดสอบค่า PH ทุกครั้งที่ผลิต และมีการส่งตรวจคุณภาพการผลิต กับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดน่าน และได้ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)

ผลิตภัณฑ์กลุ่มชีววิถี เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นการใช้สมุนไพรในปริมาณมาก และใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เช่น แชมพูสมุนไพร จะมีสารเคมีเพียง ร้อยละ 18 เท่านั้น จึงลดโอกาส การแพ้ หรือระคายเคืองลงได้มาก แชมพูและครีมนวดผม สมุนไพรใบหมี่-อัญชัน ของกลุ่มชีววิถี เหมาะสำหรับใช้สระผมป้องกันผมร่วง และเหมาะสำหรับคนผมบาง ผมแห้งเสีย เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยให้ผมดกดำมากขึ้น ผมนุ่มลื่น เงางาม มีน้ำหนัก

ทางกลุ่มชีววิถีใส่ใจกระบวนการผลิตสินค้าทุกชนิด นับตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ ที่ใหม่ สด เก็บวันต่อวัน เช่น ใบหมี่ ขมิ้น มะกรูด ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ชุมชนแห่งนี้ ช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านจากการปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบหมี่ และมะเฟือง กลุ่มชีววิถีรับซื้อในราคา กิโลกรัมละ 3 บาท ฝ่ายผลิตมีรายได้ วันละ 150-180 บาท และได้รับโบนัสสิ้นปี เฉลี่ยคนละ 1,500-2,000 บาท ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มชีววิถีได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอท็อปเด่นประจำจังหวัดน่าน เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วประเทศ มีการวางจำหน่ายทั้งในร้านค้าท้องถิ่น ร้านสปาชั้นนำทั่วไป นำความภาคภูมิใจมาสู่ชุมชน และสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นหลายล้านบาทต่อปี

วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรโดยชุมชน และช่วยขยายองค์ความรู้ไปสู่กลุ่มผู้สนใจในจังหวัดน่าน โดยการเป็นวิทยากรฝึกอบรมการทำแชมพูสมุนไพร และสบู่สมุนไพรแล้วกว่า 20 ชุมชน และมีคณะศึกษาดูงาน มาเรียนรู้ที่กลุ่มชีววิถีเป็นประจำทุกเดือน

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกิจการวิสาหกิจชุมชนชีววิถี อาคารเลขที่ 130 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน 55000 โทร. (054) 684-079

ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน. ทั่วไทย

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

ภาคเหนือ

พัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดโครงการประชุมวิชาการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยโครงการดังกล่าว สังกัดสำนักงาน กศน. สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดพระปริยัติธรรม เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการศึกษานอกโรงเรียนให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานตามโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

กศน. เชียงของ จัดแข่งกีฬา สานสัมพันธ์

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดให้มีการแข่งขันกีฬาภายใน กศน. เชียงของ ครั้งที่ 5 ขึ้น เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ ระหว่างบุคลากรภายในหน่วยงาน และส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการเล่นกีฬา

เรียนรู้ผ่านกิจกรรมวิทยาศาสตร์

กศน. จังหวัดพิจิตร จัดโครงการดาราศาสตร์ “ดาวชาละวัน” ให้กับนักศึกษา กศน. เพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมด้านดาราศาสตร์ และเพิ่มเติมความรู้จากบทเรียนผ่านกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ โดยมีวิทยากรจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ มาให้คำแนะนำ

กศน. พะเยา จัดประชุมประจำเดือน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายปัณณพงศ์ ท้าวอาจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา ร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน ณ ห้องประชุมภูกามยาว ศาลากลางจังหวัดพะเยา อำเภอเมืองพะเยา ทั้งนี้ ได้นำนิทรรศการและนวัตกรรมของ กศน. อำเภอเชียงม่วน มาจัดแสดงหน้าห้องประชุมดังกล่าวด้วย นิทรรศการประกอบด้วย กิจกรรมการทำเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ (โดยใช้ยางยืด) กิจกรรมตานความฮู้ สู่ชุมชน และกิจกรรมหนังสือที่ท่านชอบ มอบคนอื่นอ่าน เป็นต้น

โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน

กศน. ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ดำเนินการจัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลหนองหล่ม ซึ่งเป็นกิจกรรมการอบรมให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพ โดยมี นายสมาน สุภัควานิชย์ นักวิชาการชำนาญการ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง เป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้

อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน.ทั่วไทย

ผู้แต่ง

อีสาน

 

เปิดโครงการส่งเสริม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิทักษ์ ศรีสุภักดิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ณ ที่ทำการสำนักงาน กศน. อำเภอบรบือ

เรียนรู้วิทยาศาสตร์

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม นำนักศึกษาในสังกัด จำนวน 221 คน เข้าร่วมกิจกรรมโครงการเรียนรูู้วิทยาศาสตร์สู่ประชาคมอาเซียน ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม จังหวัดร้อยเอ็ด

ร่วมบรรยาย วิชาหาเลี้ยงชีพ

ดร. สุประณีต ยศกลาง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดสกลนคร ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย เรื่อง วิชาหาเลี้ยงชีพ ในการประชุมปฏิบัติการการจัดการสอนทักษะอาชีพในโรงเรียนการศึกษาภาคบังคับ ณ โรงแรมอิมพีเรียล จังหวัดสกลนคร เมื่อเร็วๆ นี้

ทอดผ้าป่า สร้างที่พัก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพัฒนา ปู่วัง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอเมืองหนองคาย นางพรพิมพ์ บุญที และครูผู้สอนคนพิการ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ร่วมทอดถวายผ้าป่าสามัคคี สร้างอาคารที่พักนักศึกษาผู้พิการ ณ โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ หนองคาย

อบรม ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพลาสติก แก่ประชาชนผู้สนใจในพื้นที่ ณ กศน. ตำบลหอคำ เมื่อเร็วๆ นี้

กศน. ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน.ทั่วไทย

ผู้แต่ง

กศน. ใต้

กศน. สตูล สนับสนุนสานต้นคลุ้ม สร้างรายได้

เรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล เล่าว่า จากการจัดการศึกษาต่อเนื่อง หลักสูตรระยะสั้น ได้ให้ครู กศน. ตำบล จัดการสอนอาชีพ โดยยึดหลักแผนจุลภาค กศน. ตำบล ในการสร้างงาน สร้างรายได้ในท้องถิ่น โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กศน. ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ร่วมกับกลุ่มสตรี มาทำการจักสานต้นคลุ้ม บ้านวังตง ต้นคลุ้ม เป็นพืชที่ขึ้นบนภูเขาในสวนยางพารา โดยปกติเกษตรกรจะตัดทิ้ง เนื่องจากเป็นพืชขึ้นในสวนยางพารา

แต่เกษตรกรนำลำต้นของต้นคลุ้มมาจักสานเป็นของใช้ต่างๆ เนื่องจากต้นคลุ้มเป็นพืชในท้องถิ่น มีความคงทน ลวดลายสวยงาม สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่าย ปัจจุบัน สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของตำบล แต่ละตำบลมีการรวมกลุ่มกันผลิต และปลูกต้นคลุ้มขาย ต้นละ 10 บาท ทำเส้นต้นคลุ้มขาย และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังต่างจังหวัด มีสมาชิก 15 ครัวเรือน สร้างรายได้หลักแก่ครอบครัวในยามราคายางพาราตกต่ำได้เป็นอย่างดี

กลุ่มจักสานต้นคลุ้ม ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 4 บ้านวังตง ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ประธานกลุ่ม บุบผา เชื้อขาว โทร. (091) 315-1142