สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เกษตรต่างแดน

สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะได้เดินทางไปยังกรุงซูวา สาธารณรัฐฟิจิ เพื่อหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเล และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ พร้อมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประมงและป่าไม้ฟิจิ ตามที่ไทยและฟิจิได้ลงนามใน เอ็มโอยู (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านเกษตรและประมงของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายไอเนีย เซรูอิราตู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเล และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ ณ กระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเลฯ ว่า ตามที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรไป เมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม 2558 แล้วนั้น การพบปะหารือกันในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ในด้านการพัฒนาการเกษตร การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศในอนาคต

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ได้หารือร่วมกันในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันภายใต้คณะทำงานร่วมด้านเกษตรของสองประเทศ ซึ่งฝ่ายไทย มีนายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน โดยมีการประชุมทุกๆ 2 ปี

สำหรับประเด็นเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ ได้แก่ ฝ่ายไทยสนใจความร่วมมือด้านวิชาการในเรื่องมะพร้าว เพราะฟิจิเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านการผลิตมะพร้าว เทคโนโลยีการเพาะกล้าพันธุ์และการปลูกมะพร้าวอินทรีย์ รวมถึงระบบการจัดทำพันธุกรรมมะพร้าว

จากการร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวและอุตสาหกรรมการแปรรูปมะพร้าวของไทยให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคได้

ขณะเดียวกันทางสาธารณรัฐฟิจิสนใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรในเรื่องการจัดการดิน และการปลูกพืช เช่น ข้าว พืชไร่ เป็นต้น รวมถึงการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยยินดีพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนและสนับสนุนวิชาการที่ฝ่ายฟิจิเสนอ

ประเด็นต่อมา คือการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานการกระจายสินค้า (HUB) ในการกระจายสินค้าจากฟิจิไปยังประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน ขณะที่ฟิจิเองเป็นศูนย์กลางของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

ดังนั้น หากไทยและฟิจิช่วยผลักดันสินค้าเกษตรของกันและกันไปยังประเทศที่ 3 จะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศเพิ่มมากขึ้น

สุดท้าย ประเด็นที่จะมีความร่วมมือระหว่างกัน คือการสนับสนุนและช่วยเหลือกันในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยและฟิจิเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การค้า และมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเหมือนกันในหลายองค์กร ทั้ง FAO, WTO, Codex และ ESCAP ดังนั้น การร่วมเป็นพันธมิตร จะเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันในองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสนับสนุนเสียงระหว่างกันในเวทีนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการดำเนินการหลังจากนี้ คณะทำงานของสองประเทศที่ได้มีการแลกเปลี่ยนรายชื่อกันในครั้งนี้ จะเป็นกลไกผลักดันความร่วมมือจะร่วมกันดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ใน MOU ให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งในเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งการประชุมครั้งแรกนั้นประเทศไทยยินดีที่จะรับเป็นเจ้าภาพในการประชุมนัดแรกด้วย

จากความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันคือ การเป็นฐานการกระจายสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยไทยสามารถเป็นฐานกระจายสินค้าเกษตรของฟิจิในภูมิภาคอาเซียนได้ ขณะที่ฟิจิก็เป็นฐานในการกระจายสินค้าเกษตรของไทยในหมู่เกาะฟิจิได้เช่นเดียวกัน รวมถึงการที่ทั้งไทยและฟิจิจะเป็นเสียงสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีองค์กรระหว่างประเทศที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกในการผลักดันเรื่องต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันด้วย

ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของไทยและภาคเอกชนของไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ร่วมเดินทางไปด้วย เช่น กลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เป็นต้น ยังได้เยี่ยมชมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ฟิจิ ตลาดกลางสินค้าเกษตร และบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตรของฟิจิครั้งนี้มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ฟู้ดส์ แปซิฟิก จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการแปรรูปทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่าอื่นๆ และ บริษัท แปซิฟิก ฟีดส์ (Pacific Feeds) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารสัตว์ชั้นนำของฟิจิ โดยมีตลาดต่างประเทศสำคัญ เช่น เอเชีย แปซิฟิก อเมริกาเหนือ และยุโรปเหนือ ตลาดกลางสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรที่สำคัญของฟิจิ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการตลาด และการแปรรูปสินค้าเกษตรระหว่างกัน หน่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ กองวิจัย สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ฟิจิ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาที่ฟิจิและไทยมีความสนใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างไทยและฟิจิอีกด้วย

ในส่วนด้านข้อมูลเศรษฐกิจการค้าสินค้าเกษตรระหว่าง ไทย-ฟิจิ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558 ไทยและฟิจิมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 660 ล้านบาท โดยฟิจิเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรกับประเทศไทย อันดับที่ 95 ของไทย มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร ร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก

สินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ข้าว อาหารปรุงแต่ง และน้ำตาล

ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 243 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญประกอบด้วย สินค้าประมงสดและแปรรูป แช่เย็น แช่แข็ง

โดยที่ผ่านมานั้นประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับฟิจิมาโดยตลอด

ขณะที่ข้อมูลการค้าสินค้าประมงระหว่าง ไทย-ฟิจิ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558 ไทยและฟิจิมีมูลค่าการค้าสินค้าประมง เฉลี่ยปีละ ประมาณ 256 ล้านบาท โดยการค้าสินค้าประมง ไทย-ฟิจิ

ส่วนใหญ่ไทยจะนำเข้าสินค้าประมงจากฟิจิมากกว่าการส่งออก

โดยแบ่งเป็น ไทยนำเข้าสินค้าประมงจากฟิจิ ประมาณ ปีละ 230 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าประมงสดแช่เย็น แช่แข็ง ทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็ง

ขณะที่มูลค่าการส่งออก เฉลี่ยปีละ 26 ล้านบาท มีสินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ทูน่ากระป๋อง ปลากระป๋องอื่นๆ

นับเป็นอีกก้าวของการสร้างโอกาสทางการค้าด้านการเกษตรกับสาธารณรัฐฟิจิ

แบ่งมรดกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

แบ่งมรดกใหม่

นายสมโภชน์ และนางสมสวย เป็นบิดามารดาของคุณสมชาย

คุณสมชาย จดทะเบียนสมรสกับนางคำดี มีบุตรคือ นายโผง นางสาวจำเนียน และเด็กชายศราวุฒิ

ต่อมาคุณสมชายจดทะเบียนหย่ากับนางคำดี แล้วจดทะเบียนสมรสกับนางจำนูญ

คุณสมชายทำสัญญาประกันชีวิต (อุบัติเหตุ) กับบริษัทประกันชีวิต วงเงินเอาประกัน 1,000,000 บาท

คุณสมชายเปิดบัญชีออมทรัพย์ 2 บัญชีไว้ มีความคุ้มครองประกันภัยอุบัติเหตุ รวม 300,000 บาท

เมื่อคุณสมชายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดมีคำสั่งตั้ง นางสาวจำเนียน และนางจำนูญ เป็นผู้จัดการมรดกของคุณสมชาย

นางสาวจำเนียนและนางจำนูญ ขอรับสินไหมทดแทน โอนเงินเข้าบัญชีของทั้งสองครั้งแรก จำนวน 1,300,145.99 บาท และอีกจำนวน 612.77 บาท เข้าอีกในเวลาต่อมา รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท

นายโผงลูกชายคนโตของคุณสมชาย นายสมโภชน์ และนางสมสวย บิดามารดาของคุณสมชาย ยื่นฟ้อง นางสาวจำเนียน น้องสาว และนางจำนูญ ภริยาใหม่ของคุณสมชาย ขอให้บังคับทั้งสองให้แบ่งเงินประกันชีวิตของคุณสมชายให้แก่ทั้ง 3 คนละ 216,690 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้แบ่งแก่ทายาททั้งหมด คนละ 1 ใน 6 ส่วน

นางจำนูญอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

นางจำนูญฎีกาว่า เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสของผู้ตายกับนางจำนูญ ทั้ง 3 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่ง

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึง ทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่คุณสมชายถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้การสมรสของผู้ตายกับนางจำนูญสิ้นสุดลงตาม มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต จำนวน 1,300,758.76 บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความมรณะของผู้ตาย เป็นเงินประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอก ซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางจำนูญ

ประกอบกับกรมธรรม์มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตน หรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ต้องนำ มาตรา 4 วรรคสอง มาบังคับใช้ คือ อาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ได้แก่ มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า

“ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น ท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้”

ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าว จึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะทรัพย์สินส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามมาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1)

โดยนายสมโภชน์และนางสมสวย ซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตาย กับนางจำนูญ ภริยาผู้ตาย ต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน กับนายโผง นางสาวจำเนียน และเด็กชายศราวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

ปรู : ไม้พุ่ม สรรพคุณเป็นยา

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปีนี้อากาศค่อนข้างจะแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ทำเอาปรับตัวตามแทบไม่ทัน

ถึงกระนั้นก็ทำเอาผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ต่างจังหวัด ล้มหายตายจากไปหลายศพ

อากาศสะบัดร้อนสะบัดหนาวแบบนี้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงจริง โอกาสเจ็บป่วยก็จะเป็นมาก

ที่เป็นอย่างนี้ ก็ต้องโทษมนุษย์โลกเรานี่แหละ ที่ทำให้เป็นอย่างที่เป็น

มนุษย์บางพวกก็อยากจะอยู่กับธรรมชาติ แต่ก็อยู่กับธรรมชาติไม่เป็น

มนุษย์บางพวกก็ใช้ธรรมชาติจนขาดความสมดุล จนธรรมชาติลงโทษ เป็นการเตือนแล้วก็หลายครั้ง

มนุษย์ก็ยังไม่หยุดที่จะทำร้ายทำลายธรรมชาติ

อย่าลืมว่า การทำร้าย ทำลายธรรมชาติ มันคือการทำร้าย ทำลายมนุษย์เอง

หากติดตามความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ก็จะรู้ว่ามีหลายสิ่งที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้

ไม่แน่ว่ามนุษย์ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ได้เช่นกัน

มีหนทางหนึ่งที่พอจะช่วยได้ นั่นก็คือ ปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ปรู”

ต้นปรูนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นออกเกลี้ยง แต่กิ่งอ่อนจะมีขนอ่อนบ้าง

ลักษณะของใบ โคนใบแคบ แหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ท้องใบจะเห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบออกจะยาว

เมื่อต้นโตพอให้ดอก จะออกดอกรวมเป็นกระจุก สีขาวนวล หรือเหลืองอ่อน มีกลีบรองดอก ส่วนโค้งของดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อรูปกรวย

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผล รูปยาวรี กลางผลจะเป็นสันแข็ง

คนเต่โบราณท่านศึกษาเรื่องต้นไม้ จนรู้ว่า ต้นปรูก็มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยเฉพาะเปลือกราก และเปลือกลำต้น

เปลือกราก มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนัง ยาแก้พิษ บำบัดอาการเป็นไข้ ยาระบาย และขับเหงื่อ

ส่วน เปลือกลำต้น มีสรรพคุณแก้จุกเสียด บำรุงธาตุไฟ แก้หอบหืด แก้ท้องเสีย แก้อาการไอ

นี่คือผลประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นปรู

ผู้ที่มีที่มีทาง ก็อยากจะให้ช่วยปลูกเอาไว้

ส่วนผู้ที่ชอบตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ ก็ขอให้คิดเสียใหม่ ว่าที่หายใจได้ทุกวัน เพราะอะไร

การตัดต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นด้วย

เมื่อโลกร้อนขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

ก็อยากให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพื่อสิ่งต่างต่างจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ลงมือปลูกวันนี้ พรุ่งนี้ก็ดีเอง

สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

แฟน–ๆ ครับ หากต้องเดินบนเส้นทางที่สามารถ เดินห่าง…จากความจน ให้ได้สมบูรณ์แบบนั้น จงอย่ามีความเชื่อใน 2 สิ่งต่อไปนี้ พวกทรงเจ้าเข้าผี และหมอดู เชื่อกันเช่นนั้นหรือว่าไม่มีจริง เพราะเราไม่สามารถสัมผัสหรือเห็นจริงได้ ทุกอย่างล้วนเป็นแค่การเล่าขานหรือการคาดคะเน เดาสุ่มกันทั้งนั้น ที่แน่นอนที่สุดคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความจริงในทุกๆ วัน ที่เราต้องอยู่กับมันตลอดชีวิตเรานั้น ขอให้เชื่อได้เลยว่าล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น

ก่อนอื่นเหมือนเช่นทุกครั้ง เบื้องต้นนี้ขอได้รับความขอบพระคุณอย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ผมเป็นปลื้มอย่างที่สุดของที่สุด ไม่ว่าจากการส่งเสียงไปหาไม่ขาดระยะ หรือจากเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ทุกเรื่องยังคงเป็นเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้นชนิดไม่รู้เบื่อ และแฟนๆ จะเน้นอีกว่า เขียนเรื่องอื่นไปบ้างแต่ห้ามลืมเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 เด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องที่รออ่านกันอยู่ ขอบคุณอีกครั้งครับแฟนๆ

แต่สำหรับปักษ์นี้ผมขออนุญาตเว้นเรื่อง ชะอมไม้เค็ด 2009 หวังว่าแฟนๆ คงไม่ว่าอะไร เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างนะครับ เนื่องจากเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้เหมาะกับแฟนๆ ที่กำลังศึกษา สนใจ และต้องการเลือกปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงที่เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่น่าสนใจเนื่องจากมีจำนวนมาก พร้อมมีผลผลิตที่ออกมาในแต่ละปีก็มีจำนวนมากเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดแต่ก็ไม่ยากหากคิดที่จะลงมือปฏิบัติชนิดมุ่งมั่นและตั้งใจ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ปัจจุบันนี้มีของจริงให้ท่านได้สัมผัสพร้อมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทุกขั้นตอนตามที่ต้องการ

เนื่องจากสวนมะม่วงแห่งนี้ผมได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วครับ เนื่องจากผมได้รู้จักกับ คุณนที เมฆรุ่งโรจน์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จที่เกี่ยวกับเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของปูนซีเมนต์ทุกชนิดที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง มีโรงงานอยู่ที่ราชบุรี ปัจจุบัน คุณนที ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตระกูลฮุนอนุสรณ์มูลนิธิ อีกด้วย เมื่อครั้งที่ได้ไปเยี่ยมหาผมที่สวนชะอมไม้เค็ด 2009 ที่ปราจีนบุรี

หลังจากที่ได้พูดคุยกันจึงได้ทราบว่า คุณนทีมีสวน เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 49 หมู่ที่ 7 บ้านโพธิ์ศรี ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มีความต้องการที่จะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ หรือหากเป็นไปได้จะเน้นการส่งออกให้มากที่สุด เนื่องจากคุณนทีมองดูว่าน่าจะสามารถคุ้มค่ากับการลงทุนที่มากเช่นกันกว่าจะมีผลผลิตออกมา ที่ผมประทับใจอย่างมากๆ คือ สำหรับส่วนตัวของคุณนทีไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง หรืองานทางด้านที่เกี่ยวกับเกษตรมาก่อนอีกต่างหาก

คุณนที เล่าว่า หลังจากเมื่อตัดสินใจว่าต้องการเช่นนี้ จึงได้เริ่มศึกษาในเบื้องต้นโดยการเดินทางไปเยี่ยมหาตามสวนต่างๆ ในหลายๆ พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง พร้อมกับมะม่วงสายพันธุ์อื่น และจากหนังสือหรือสื่อทั่วๆ ไป ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องตามที่ต้องการ ชนิดให้ถ่องแท้สำหรับเพื่อนำมาวางแผนในทุกๆ เรื่องราวเป็นลำดับขั้นตอนก่อนตัดสินใจลงมือ จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง คุณนที บอกต่ออีกว่า โดยเฉพาะนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด

แต่ประเด็นหนึ่งสุดยอดมากๆ ที่คุณนทีบอกผมเสมอ ผมก็เห็นด้วยเช่นกันว่าจะไม่กลัวกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ขอแค่เพียงให้ผลผลิตที่ได้นั้นต้องมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมเป็นอันดับแรกเสียก่อน แบบว่าเมื่อทุกคนได้เห็นและสัมผัสแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีเยี่ยม ทุกอย่างพร้อมเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสีของผิวและรูปทรงของมะม่วง ตลอดไปจนถึงรสชาติเมื่อได้สัมผัสลิ้น หากได้ผลเช่นนี้ ปัญหาต่างๆ คงไม่น่าจะมีให้ปวดหัวหรือมีก็น้อยมาก

จนมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูง และกว่าจะได้ผลผลิตออกมาต้องใช้ระยะเวลาก็ตาม เนื่องจากมีปัจจัยที่จะมาลงทุนพร้อม เครื่องมือพร้อม แรงงานพร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อมคุณนทีส่งข่าวถึงผม จากนั้นต่อมาผมจึงติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เนื่องจากผมต้องการที่จะเกาะติดเพื่อศึกษาดูว่า นักธุรกิจที่นั่งแต่ห้องแอร์ ขับรถเบนซ์ แถมมีแค่เงินลงทุน จะสามารถบริหารงานด้านเกษตรตามที่ต้องการได้เยี่ยมยอดแค่ไหน เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แฟนๆ ว่าจริงไหมครับ

เมื่อทุกอย่างลงตัว จำต้องมีคนงานประจำเป็นเบื้องแรกที่ต้องมีคุณสมบัติข้อแรกคือ ซื่อสัตย์ และไว้ใจได้ในทุกเรื่องราว เนื่องจากจะต้องอยู่ประจำและดูแลทุกเรื่องราวที่เกิดพร้อมรายงานให้รับทราบ เนื่องจากคุณนทีจะมีเวลาเข้าไปที่สวนสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น หากไม่ติดงานที่ไหนและจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องราวด้านการเกษตรบ้างพอสมควร สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมาน่าจะไม่เป็นเรื่องยากนัก หากมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามที่เขียนถึง คุณนทีจึงได้เลือก คุณเนตร์ชัย ศิริพิลา และภรรยา มาเป็นผู้ดำเนินงาน

ดังนั้น คุณเนตร์ชัยจึงเป็นผู้เริ่มต้นบุกเบิกทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปรับปรุงพื้นที่สวนเพื่อนำมาเป็นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ตามที่ได้จัดตารางวางไว้เป็นระบบขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่มเป็นต้นมา ในการปฏิบัติงานชนิดให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยได้แบ่งเนื้อที่ดังนี้คือ ใช้เนื้อที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในจำนวน ประมาณ 60 ไร่ เนื่องจากสวนนี้เน้นเรื่องการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นนางเอก ดังนั้น จึงต้องนำมาคิดก่อนเป็นอันดับแรก ในเนื้อที่ดังกล่าวจึงเกิดขึ้นดังนี้ ปรับพื้นที่สำหรับปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยใช้ระยะห่างต้น 3 เมตร และห่างแต่ละแถว 5.70 เมตร ใช้จำนวนต้นมะม่วง แถวละ 50 ต้น แถวซ้ายมือ จำนวน 70 แถว ขวามือ จำนวน 40 แถว รวมทั้งสิ้น 110 แถว ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่นำลงปลูกไปทั้งสิ้น จำนวน 5,500 ต้น

ความต้องการต่อมาของคุณนทีจะเน้นคือ จะปลูกให้ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นต้นพุ่มที่ไม่สูงมาก เน้นใช้แรงงานคนยืนห่อลูกเมื่อถึงเวลา หรือเก็บผลผลิตได้สะดวก ไม่ต้องปีนป่ายหรือใช้อุปกรณ์ใดๆ มาช่วย และไม่จำเป็นต้องให้มีผลผลิตจำนวนมากในแต่ละต้น แต่จะเน้นคุณภาพของผลผลิตเป็นอันดับแรก พร้อมกับเมื่อต้องการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตเรียบร้อยแล้วก็จะง่าย สะดวก รวดเร็วอีกต่างหาก ที่สุดยอดมากๆ คือแปลงที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองนั้นต้องดูสวยงาม เป็นแนว ทุกจำนวนต้นระยะแถวเรียบร้อย สดสวยอีกด้วย

นับว่าเป็นสวนที่มีเนื้อที่ใช้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่เป็นจำนวนมากอีกสวนหนึ่ง เนื่องจากคุณนทีมีความพร้อมในทุกๆ เรื่อง ดังที่ผมเขียนเรียนไว้ข้างต้น ที่สำคัญคือเมื่อลงมือแล้วก็น่าจะได้ผลตอบแทนแบบว่าคุ้มค่าชนิดสุดๆ ไปเลย ผมจึงได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่ได้ลงมือดำเนินการปลูกตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา จนเมื่อปีที่แล้ว 2558 ได้มีการเก็บผลผลิตในปีแรก แม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ตาม

แต่ทุกอย่าง ทุกเรื่องราวที่ผ่านมาคือบทเรียนรู้ที่คุณนทีรับทราบอย่างมากมายในทุกๆ เรื่องที่เป็นข้อปัญหา เพื่อจะนำมาปรับใช้ในปีนี้ เนื่องจากคอลัมน์นี้ผมเน้นเสมอว่า เมื่อไม่มีความท้อ มีแต่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ บวกความขยันและอดทน คือสิ่งที่เมื่อใครก็ตามมีอยู่ในตัว จะไม่มีวันสูญเปล่า จะวนเวียนกลับมาหาเมื่อถึงวันนั้น คุณสมบัติเช่นนี้มีพร้อมครบถ้วนในตัวคุณนทีครับแฟนๆ

ปีนี้จึงเป็นปีที่น่าสนใจอย่างมาก คุณนที บอกผมว่า จะไม่มีคำว่าผิดหวังเป็นครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องพร้อมมากขึ้นกว่าเดิม คุณนทีจึงได้วางแผนให้คุณเนตร์ชัย คนดูแลจดบันทึกตลอดทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงสำหรับให้ได้ผลผลิตที่ออกมาตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะมากหรือน้อยแต่ต้องใกล้เคียงที่สุด ที่จะเน้นเป็นประเด็นแรกคือ ให้ผลผลิตออกนอกฤดูให้ได้มากที่สุด ผลผลิตของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองต้องให้ได้ผลผลิต 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม หรือกว่านั้น พร้อมมีความมั่นใจว่าทุกอย่างน่าจะไปได้ดีเนื่องจากการเรียนรู้จากหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ปีนี้คุณนทีจึงวางแผนให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองออกนอกฤดูทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นรุ่น รุ่นละ 1,000 ต้น โดยให้ได้ผลผลิตออกมาห่างกันในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แบบว่าจะไม่ให้ขาดช่วง ให้ได้จำนวนทั้งสิ้น 5 รุ่น ก่อนที่จะถึงเดือนเมษายนที่เป็นฤดูปกติสำหรับที่มะม่วงสายพันธุ์นี้จะออกมาจนล้นในตลาด มะม่วงรุ่นแรกของสวนนี้ได้วางแผนที่จะเริ่มออกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป แม้ว่าจะไม่ได้จำนวนตามที่ต้องการ เนื่องจากเมื่อลงมือดำเนินการได้เกิดสภาพอากาศที่ไม่คาดคิด คือมีฝนตกมาเกือบทุกวันในเวลาที่มะม่วงเริ่มออกดอกก็ตาม

ที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างมากสำหรับท่านใดที่ต้องการเรื่องราวเช่นนี้ คือภายในสวนจะสะอาด ร่มรื่น ทั้งที่สวนนี้ใช้แรงงานประจำแค่ 2 คน เท่านั้น แต่ในบางครั้งจะมีจ้างแรงงานรายวันบ้างหากต้องการงานเร่งด่วน เช่น การกำจัดวัชพืช การตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น สำหรับการให้น้ำนั้นจะวางระบบน้ำแบบให้เครื่องกรองน้ำก่อน แล้วจึงจะปล่อยไปให้ต้นมะม่วงด้วยระบบน้ำหยด หรือการให้ปุ๋ย สวนนี้จะเน้นขี้หมูไปตามสายน้ำหยดเช่นกันตลอดทั้งสวน หรือการจัดวางระบบมินิสปริงเกลอร์ หลังจากที่ต้นมะม่วงมีระยะเวลาตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ที่เริ่มเจริญเติบโตและต้องการน้ำเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ที่ครบเครื่องทุกเรื่องราวจริงๆ ครับ

หากท่านใดมีความสนใจจะไปเยี่ยมหา หรือติดต่อเรื่องของผลผลิต ติดต่อ คุณนที เมฆรุ่งโรจน์ โทร. (094) 328-7945 หรือ คุณเนตร์ชัย ศิริพิลา โทร. (081) 191-2007 ที่จะให้รายละเอียดทุกอย่างได้ชนิดน่าทึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ดูแลพร้อมลงมือเริ่มต้นปฏิบัติด้วยตัวเองทุกขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นปรับสภาพดินก่อนลงมือปลูก เทคนิคการปลูก ระบบการให้น้ำและปุ๋ย ดูแลทุกระยะการเติบโตของมะม่วงทุกขั้นตอน การตัดแต่งกิ่ง การทำให้มะม่วงออกนอกฤดู การห่อผลผลิต เพราะผลผลิตของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในสวนนี้จะห่อทุกผล ตลอดจนการเก็บ หรือทุกเรื่องราวที่ต้องการทราบ เรียนเชิญนะครับ ยินดีต้อนรับ กรุณาสอบถามเส้นทางก่อนไปเยี่ยมหานะครับ

ในสวนนั้นใช้เนื้อที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์อื่นอีกด้วย เช่น มะม่วงมันเดือนเก้า จำนวน 50 ต้น มะม่วงงามเมืองย่า มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงโชควิเชียร และมะม่วงสายพันธุ์ปลาตะเพียน อย่างละประมาณ 10 ต้น อีกด้วย มะม่วงสายพันธุ์นี้จะมีแม่ค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน มีจำนวนแค่ไหนไม่ปฏิเสธทั้งสิ้น ขอเพียงบอกไปเท่านั้นจะเข้าไปหาทันที

สุดท้าย ชีวิตเรานั้นไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคนอื่น เกิดมาเพียงชีวิตเดียวคือเรา เราจึงไม่จำต้องไปเหมือนกับใคร หรือใครก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเรา คนที่พบกับความสมหวังนั้น ในบางครั้งเราไปมองดูว่าเขานั้นช่างเป็นคนโชคดีอะไรเช่นนั้น หรืออาจจะเป็นว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตให้มีบุญวาสนา เกิดมาในเวลาตกฟากที่ดี จึงเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมีโชคเสมอ ผิดกับตัวเราที่ล้วนชีวิตไร้โชคตลอดเวลา

แฟนๆ คิดเช่นนี้กันบ้างไหม แต่เชื่อเถอะว่า เขาผู้โชคดีคนนั้นย่อมรู้เสมอว่า ความสมหวังที่ได้รับนั้นไม่ได้เกิดจากโชคบันดาลหรือสวรรค์ลิขิตอะไรหรอกครับ ตัวเขาเองต่างหากที่ทำให้มีวันนี้ได้ วันแห่งความสมหวังแห่งชีวิต เพราะทุกการกระทำล้วนเกิดจากตัวเขาเองทั้งสิ้น แม้จะไม่พบกับความสมหวังในทันที แต่ก็จะทำให้เราได้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย เมื่อเรามีความขยันและอดทน ไม่ท้อกับชีวิต วันหนึ่งคงเป็นวันของเราอย่างแน่นอนได้เช่นกัน

ทดลองปฏิบัติดูได้เลยว่าเมื่อเรานั้นตั้งใจแน่นอน ว่าต่อไปนี้จะกระทำการสิ่งใดด้วยความขยันและอดทนแล้ว เราจะสามารถพบกับความสมหวังได้จริงไหม? เมื่อไม่ลองแล้วจะรู้ได้เช่นไรเล่า? ขอบคุณ สวัสดี

ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย? ที่อร่อยอย่าบอกใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย? ที่อร่อยอย่าบอกใคร

ผักเสี้ยน แค่ชื่อฟังแล้วก็ไม่น่ากินซะแล้ว และยิ่งได้ไปเห็นต้นสดๆ ของผักเสี้ยนแล้วล่ะก็ จะเห็นว่าไม่มีลักษณะใดที่จะกินได้อร่อยเลย เว้นแต่ดอกที่มีกลิ่นหอมเย็นๆ และสีขาวสลับชมพูดูสวยดีเท่านั้น และที่สำคัญ ผักเสี้ยนทั้งต้น สามารถใช้ได้เพียง “ยอดอ่อน” ของผักเสี้ยนเท่านั้น ส่วนอื่นนั้นใช้ไม่ได้เลย

ที่สำคัญที่สุด ผักเสี้ยน ไม่ใช่ผักกินอร่อย แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผักมหาภัย ที่สามารถคร่าชีวิตของเราได้ เพราะใบและยอดของผักเสี้ยนจะมีสารพิษ และสารนี้เมื่อกินเข้าไป จะมีผลและเกิดปฏิกิริยากับประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการมึนงง อาเจียน และสิ้นสติได้ (หากกินเข้าไปมากๆ)

ดังนั้น จึงไม่มีใครคนไหนเขากินผักเสี้ยนสดๆ กัน และถ้าเห็นใครไปถอนผักเสี้ยนมากินสดๆ เราต้องเป็นผู้หวังดี ณ บัดนาว! และต้องห้ามปรามโดยทันที ไม่เช่นนั้นเขาอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ครั้นเมื่อเอาผักเสี้ยนมาต้ม หรือดองเสียก่อน รับรองว่าไม่เป็นอันตรายแน่นอน แถมยังอร่อยแบบสุดๆ เลยทีเดียวค่ะ

ความรู้ หรือภูมิปัญญาหลายๆ อย่างที่ตกทอดมาแต่ครั้งโบราณ เช่น เรื่องอาหารการกินของผักพื้นบ้านไทยๆ อย่าง “ผักเสี้ยน” ที่ถูกมองว่าเป็นวัชพืชที่น่ารังเกียจจากผู้ที่ไม่รู้คุณค่า พบเห็นได้ทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่าเช่นเดียวกับวัชพืชต่างๆ จึงทำให้ผักเสี้ยนถูกมองเหมือนพืชไร้ค่า พืชอาภัพ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่น่าดู นอกจากจะมีขนอ่อนปกคลุมทั้งลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ แล้ว ยังมีของเหลวเหนียวๆ ติดมือและกลิ่นฉุนเมื่อสัมผัส ซึ่งนอกจากกลิ่นแรงแล้ว ใบสดยังมีรสขมไม่ชวนกินอีกด้วย

การดองผักเสี้ยน เป็นความรู้พื้นบ้านโบราณในการถนอมสารอาหารได้อย่างดี โดยเฉพาะ ผักเสี้ยน เหมาะสำหรับนำมาดองเปรี้ยว ซึ่งให้รสชาติดีที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่เคยกินผักดองคงคุ้นเคย และชื่นชอบรสชาติของผักเสี้ยนดอง (เปรี้ยว) เพราะเป็นผักดองที่คนไทยนิยมกินทั่วทุกภาค ผักเสี้ยนดอง ส่วนมากจะนิยมนำมาจิ้มกินกับน้ำพริก แกงคั่วเผ็ดๆ ผักเหนาะขนมจีน

ผักดอง สำหรับบางคนคิดว่าเป็นของต้องห้าม แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับผักดองและภูมิปัญญาการใช้ผักดองของไทยแล้วจะต้องเปลี่ยนใจ โดยเฉพาะ “ผักเสี้ยนดอง” ซึ่งคนไทยโบราณบอกว่าเป็นยาร้อน กินแล้วเลือดลมดี มีกำลัง แก้ปวดเมื่อย ตาจะดี ผิวจะสวย ซึ่งน่าจะจริง เพราะในด้านคุณค่าทางโภชนาการพบว่า ผักเสี้ยนมีวิตามินเอ วิตามินซีสูงมาก รวมทั้งแคลเซียม และเหล็ก เมื่อผ่านการดอง วิตามินและสารต่างๆ จะไม่สูญสลายง่าย ยกเว้นวิตามินซีซึ่งอาจสูญเสียไปบ้าง แต่วิธีการดองซึ่งทำให้เกิดสภาพความเป็นกรด จะช่วยรักษาวิตามินซีได้มากกว่าการต้มหรือการใช้ความร้อน โดยเฉพาะการดองเร็ว (การดองที่ใช้เวลาไม่นาน พอผักเริ่มมีรสเปรี้ยวพอดีๆ ก็รีบกินเลย จะได้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์)

มารู้จัก ผักเสี้ยน กันค่ะ

ผักเสี้ยน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ผักเสี้ยนผี หรือผักเสี้ยนทุ่ง เป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในป่าข้าวตามทุ่งนา สวนผลไม้ ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะแย่งอาหารพืชเท่านั้น เราต้องหาทางทำลาย ที่เรียกผักเสี้ยนผี เพราะเป็นพืชทนทานต่อดินฟ้าอากาศและการเผาทำลาย มักไม่ยอมตายง่ายๆ ยิ่งฆ่า ยิ่งโต

ผักเสี้ยนอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเอามาดองกินได้ เรียกว่า ผักเสี้ยนบ้าน สามารถเก็บเอาเมล็ด (เป็นฝักคล้ายฝักถั่ว) เอามาโรยปลูกได้ และเก็บยอดมาดองกินได้

ผักเสี้ยน เป็นพืชพื้นเมืองที่ชาวบ้านในต่างจังหวัดรู้จักเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไปในที่โล่งแจ้ง บริเวณสวนหน้าบ้าน สวนหลังบ้าน หรือแม้กระทั่งในแปลงปลูกพืชผัก ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากผักเสี้ยนเพียงอย่างเดียว คือ ทำผักดอง เท่านั้น

จำได้ว่าในสมัยยังเด็กๆ แม่จะดองผักเสี้ยนให้กิน และสอนวิธีการดองผักเสี้ยนอย่างไรให้อร่อย มีผักเสี้ยนดองสักหน่อย น้ำพริกสักถ้วย กินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวนึ่ง แค่นี้ก็อร่อยแล้ว!

วิธีการทำ ผักเสี้ยนดอง (สูตรแม่สอนค่ะ)

ผักเสี้ยน เอาเฉพาะยอดอ่อนๆ ผึ่งแดดให้สลด แล้วนำไปขยำกับเกลือเพื่อเอาน้ำขมๆ ออกก่อน โดยสังเกตว่าเมื่อขยำแล้วไม่มีน้ำสีเขียวๆ ออกมา จากนั้นนำไปล้างน้ำ แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เอาผักใส่ลงในภาชนะสำหรับดอง เตรียมน้ำดองโดยใช้น้ำซาวข้าวเหนียวผสมเกลือ ผสมให้เข้ากัน เทลงในภาชนะให้ท่วมผักเสี้ยน ทิ้งไว้ให้เปรี้ยวก็กินได้เลย

วิธีการกินผักเสี้ยนดอง ถ้าเป็นทางอีสาน จะกินผักเสี้ยนดองแถมพริกสดสักหน่อย กินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือกินกับลาบปลา ป่นปลา ก็แซบอีหลีเด้อ! หากเป็นแถวภาคกลาง เขาจะกินกับน้ำพริก ส่วนคนใต้ เขาจะนิยมกินคู่กับแกงเผ็ดๆ หรือกินเป็นผักเหนาะขนมจีน บางคนจะเอาไปต้มกับขาหมู ปลาทูสด หรือนึ่งก็ได้ บอกได้เลยว่า หรอยจังฮู้!

ประโยชน์ทางยา ของ ผักเสี้ยน

โดยทั่วไปหมอยาไม่ค่อยใช้ผักเสี้ยน หรือผักเสี้ยนบ้านเป็นยามากนัก แต่จะนิยมใช้ผักเสี้ยนผีมากกว่า บางทีก็ใช้ทั้ง 2 อย่าง โดยใช้ในสรรพคุณที่เป็นยาร้อน ในตำราแพทย์แผนโบราณบอกว่า ผักเสี้ยนนั้นเป็นพืชสมุนไพรทั้งใบและเมล็ด ใช้ทำยาได้ โดยเฉพาะผักเสี้ยนผี จะเข้าตำรับยาสมุนไพรรักษาอาการหูเป็นน้ำหนวก มีเสียงในหู หรืออาการปวดหูอื่นๆ ได้ดี

วิธีใช้ นำเอาใบผักเสี้ยนผี 2-3 ใบ ล้างให้สะอาด และใช้มือขยี้จนใบแตกจึงเอาไปปิดรูหูไว้ ใบผักเสี้ยนผีจะทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมากแต่ให้อดทนไว้ ในที่สุดอาการเจ็บป่วยก็หายสิ้น (เพราะความอยากรู้ เลยต้องเป็นหนูทดลองเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่ามันทั้งปวดและแสบสุดจะทนจริงๆ ขอบอก)

ใบผักเสี้ยนผี มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังร้อนแดง นำใบมาบดหรือตำ ใช้ทาแก้ปวดเมื่อย ทำให้เลือดมาเลี้ยงสมองเวลาปวดศีรษะ หรือเลือดจะไหลมาเลี้ยงในส่วนที่มีอาการปวดเมื่อย หรือจะนำไปตำผสมกับดินสอพองเอาไปพอกหัวฝี กันไม่ให้เป็นหนองได้

ใช้พอกฝีให้แตกและไม่เป็นหนอง เขาให้ใช้ต้นและใบ ตำแล้วพอกแก้อักเสบ ช้ำ บวม และแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ห้ามพอกนาน เพราะจะทำให้ผิวไหม้ได้

ส่วนเมล็ดนั้น นำมาชงกับน้ำร้อน จะมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ มีฤทธิ์สามารถกินเป็นยาขับพยาธิไส้เดือนได้ หรือเมื่อนำไปผสมกับน้ำมันมะกอกทาผม ฆ่าเหาได้ด้วย

ส่วนผักเสี้ยนบ้านนั้น นิยมเอามาดองกินมากกว่าจะเอาไปทำยา แต่ผักเสี้ยนดองก็ช่วยแก้เมาเหล้าได้ดีนักแล แถมมีกากใยสูงช่วยขจัดของที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยพบว่า “ผักเสี้ยน” มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ ผักเสี้ยนยังมีฤทธิ์แก้ปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนว่า ผักเสี้ยนดอง เป็นทั้งอาหารและยาจริงๆ

เมื่อเรารู้เรื่องราวผักเสี้ยนแล้ว ที่จริงแม้มันจะได้ชื่อว่าเป็นผักมหาภัย (ถ้ากินไม่ถูก) แต่เมื่อนำมาใช้ให้ถูกทาง มันก็กลายเป็นสิ่งมีค่าได้เช่นกัน เข้าลักษณะมีคุณอนันต์โทษมหันต์ นั่นเองค่ะ

พญาลืมงาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ของใช้ชาวบ้าน

สัจภูมิ ละออ

พญาลืมงาย

ไผ่ นักวิทยาศาสตร์จัดเป็นหญ้าที่ใหญ่ที่สุด

ไทยเรามีไผ่ขึ้นอยู่ทั่วไป เรามีทั้งไผ่ป่าและไผ่ปลูก ไผ่ป่าจะมีหนามแหลมๆ หน่อออกมารสขม เวลาต้มกินต้องใช้ใบย่านางตำใส่ไปด้วย สมัยผู้เขียนเด็กๆ เคยหาไผ่ป่ามาต้มขาย กว่าจะได้แต่ละหม้อต้องหาบหน่อไม้จากป่ามาปอก สับ และต้องหาใบย่านางมาต้มอีกด้วย

ในป่านอกจากมีไผ่ป่าที่มีหนามแหลมแล้ว ยังมีไผ่ลำนวล ผาก และอีกหลายต่อหลายชื่อ ส่วนไผ่ปลูกเรามี ไผ่ตง ไผ่สีสุก ไผ่หวาน และไผ่ประดับ อย่าง ไผ่สีทอง ไผ่น้ำเต้า เป็นต้น

คำว่า “ไผ่” ภาษาเขมร เรียกว่า รึเซิย ในประเทศกัมพูชาก็มีไผ่มากไม่แพ้ประเทศไทย ผู้เขียนเคยไปเมืองละแวกของกัมพูชา เมืองเก่าละแวกมีแนวดงไผ่เป็นแถวๆ เดินเข้าไปก็อดจินตนาการตามประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะในพงศาวดารเขียนว่า สาเหตุที่เขมรแพ้กองทัพสมเด็จพระนเรศวรนั้น มาจากทหารสยามใช้คันธนูใส่กระสุนยิงเงินเข้าไปในกอไผ่ แล้วทำทีเป็นถอยทัพออกมา เมื่อชาวเขมรที่อยากได้เงินเห็นเข้าก็ไม่รอช้า ก็พากันไปตัดกอไผ่หาเงินกันอย่างสนุกสนาน

ไม่นานกอไผ่ที่เป็นกำแพงป้องกันเมืองก็พังพาบ นิยายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโลภทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน

เพราะเมื่อกองทัพสยามเห็นเข้าก็ยกทัพกลับเข้าตี ในที่สุดเมืองละแวกก็แตก ข้อความในพงศาวดารจริงเท็จแค่ไหนอย่างไรก็ตาม แนวกอไผ่เมืองละแวกยังมีอยู่ คล้ายท้าทายให้คนสยามไปดู

ไผ่ ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง อย่างชาวไทยภาคเหนือนำมาทำที่ตั้งหรือวางสิ่งของ เรียกว่า พญาลืมงาย แปลว่า พญาลืมเช้า

ทำไมถึงเรียกว่า พญาลืมงาย หรือ พญาลืมเช้า ผู้เขียนได้รับคำตอบจากเจ้าของว่า เนื่องจากการทำพญาลืมงายยากมาก ต้องเอาไม้ไผ่ที่เหลาไว้มาประกอบกันทำให้สิ้นเปลืองเวลา และที่สำคัญถ้าไม่เก่งจริงก็ไม่สามารถประกอบได้ ทำเอาพญาทำเพลินไปจนลืมไปว่าเช้าแล้ว

พญาลืมงาย จึงเป็นภูมิปัญญาที่ท้าทายความสามารถอย่างแท้จริง

หน้าตาของ พญาลืมงาย ถ้าจะเปรียบเทียบกับสิ่งของที่คนทั่วๆ ไปเห็นกันก็คล้ายพวงที่ใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว พวงที่มีช่องใส่แก้วน้ำตาล น้ำส้ม พริกป่น และน้ำปลา นั่นเอง จะผิดกันบ้างก็ตรงพญาลืมงายทำด้วยไม้ไผ่ และใหญ่กว่ามาก

การทำ เราชาวบ้านตัดไผ่ลำแก่ๆ มาตัดเป็นท่อนๆ ผ่าซีก ตัดออกเป็นคู่ๆ เหลาเอาเสี้ยนออก จากนั้นประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงที่เป็นกระโดงขึ้นไป หรือตัวพญาลืมงาย ล้วนเป็นคู่ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว รูปร่างก็จะออกมาเหมือนพวงใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก

ชาวบ้านใช้ประโยชน์อะไรจาก พญาลืมงาย คำตอบก็คือ ใส่ปิ่นโตก็ได้ เอาใส่ของถือไปก็ดี ดูจากรูปทรงแล้วจะเห็นว่า ใส่ปิ่นโตไปทำบุญเหมาะงามที่สุด ใส่ได้ถึง 4 เถา เลยทีเดียว

สมัยผู้เขียนเป็นเด็กวัด เสียดายที่ “สุพรรณบ้านเรา” ไม่มี พญาลืมงาย การถือปิ่นโตตามพระเมื่อออกบิณฑบาต ทำได้แต่เอาไม้มาผูกขาปิ่นโตเข้าด้วยกัน ข้างละ 2 เถา เวลาพระออกบิณฑบาตตอนเช้า เด็กๆ ที่แข็งแรงก็ถือปิ่นโตได้ 4 เถา

ถ้าทำพญาลืมงายเป็น เด็กโตๆ ก็หิ้วไปคนละ 8 เถา ได้อย่างสบายๆ

แต่ละท้องถิ่น ย่อมมีภูมิปัญญาแตกต่างกันไป อย่างการทำพญาลืมงาย ผู้เขียนพบที่ภาคเหนือ คือ จังหวัดเชียงราย ส่วนจังหวัดในภาคเหนืออื่นๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีเหมือนกันหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ตาม เครื่องมือของใช้ชนิดนี้ แสดงถึงความสามารถและภูมิปัญญาของบรรพชนอย่างล้ำลึก

กว่าจะคิดและทำได้ เชื่อว่าต้องผ่านขั้นตอนลองผิดลองถูกมานาน เมื่อทำเสร็จแล้วก็งดงามทั้งรูปทรง และพลังแห่งภูมิปัญญาที่แฝงฝากอยู่ในรูปลักษณ์

เจ้าของพญาลืมงายบอกว่า ปัจจุบันหาคนทำได้ยากแล้ว เพราะชิ้นส่วนแต่ละอย่างมีความซับซ้อนมาก ที่ได้มาก็เก็บมาจากบรรพบุรุษที่ทำไว้ สำหรับคนรุ่นใหม่ อย่าว่าแต่ทำเป็นเลย แม้แต่ชื่อบางคนก็ไม่รู้จัก แม้จะเป็นความจริงอันเจ็บปวด แต่ก็ต้องยอมรับ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ในอดีต การออมเงินนั้นมีทางเลือกจำกัดเพียงไม่กี่รูปแบบ เราก็แค่คิดว่าจะเก็บเงินไว้เอง ฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงิน หรือไปซื้อทองเก็บไว้ทีละนิด ทีละน้อย

ปัจจุบัน การออมไม่จำกัดแค่เพียงเงินฝาก รูปแบบการออมมีให้เลือกหลากหลาย แต่ละรูปแบบก็มีแรงจูงใจด้านผลตอบแทนที่แตกต่างกัน มีการแข่งขันระดมเงินฝาก เงินออมกัน โดยพยายามออกแบบให้ผู้ออมมีความรู้สึกว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเวลาโฆษณาอาจจะไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับใด การออมกับการลงทุน ถูกนำมาผูกโยงกันจนแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จนแม้แต่การประกันชีวิตก็ถูกออกแบบให้กลืนเป็นส่วนหนึ่งของการออม (แต่บางคนกลับมองว่า การออมถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของการประกันชีวิต)

เมื่อรูปแบบการออมมีหลากหลายและมีโครงสร้างและรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้น ก็คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจรูปแบบการออมแบบต่างๆ เพื่อให้เราตัดสินใจว่าจะนำเงินไปเก็บออม หรือลงทุนในรูปแบบใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารูปแบบการออม การลงทุน จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อย่าลืมหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

อย่าออมหรือลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจ

อย่าออมหรือลงทุนไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว (ที่เขาพูดกันว่า “อย่าเก็บไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว”)

ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม

หลักข้อแรก หากมีใครมาชักชวนให้เราออมในตราสาร ในหลักทรัพย์ ในเงินฝากที่มีชื่อแปลกๆ หากสอบถามพูดคุยดูแล้วพบว่า ฟังไม่เข้าใจ มองไม่ออกว่าเรากำลังฝากเงินไว้กับอะไร หรือรู้สึกว่ามีความซับซ้อน หรือมีรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มรู้สึกงงๆ แนะนำให้ถอยห่าง และขอตั้งหลักก่อน ไม่ต้องอายหรือรู้สึกเสียฟอร์มแล้วตอบรับ เพราะเทคนิคของพนักงานขายคือ การทำให้เราไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามรายละเอียดให้เข้าใจจริงๆ และมักมีคำกระตุ้นหากถูกเราผัดผ่อนว่า ต้องยืนยันหรือตอบรับทางโทรศัพท์เท่านั้น หรือต้องยืนยันการทำรายการภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ประกันชีวิตบางแห่งใช้วิธีบอกว่า เราได้รับการคัดเลือกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนผู้อื่น มีผู้ได้รับสิทธินี้เพียง 100 คน เท่านั้น ไม่ต้องตรวจร่างกาย ประกันประเภทนี้ได้ทั้งเงินออมและประกันอุบัติเหตุ บาดเจ็บ รักษาพยาบาลไปด้วย ฯลฯ และยิ่งหากพนักงานขายระบุว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างอื่น เรายิ่งต้องตระหนักว่า ความเสี่ยงในเรื่องนั้นจะมากกว่าการออมรูปแบบธรรมดาที่เราคุ้นเคยอย่างแน่นอน

หลักข้อที่สอง การกระจายความเสี่ยง มนุษย์เรามักมีแนวโน้มจะมีความชอบ ความเชื่อมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางคนเชื่อว่า การออมกับเงินฝากดีที่สุด บางคนคิดว่า ฝากเงินไม่มีทางรวย บางคนคิดว่า ต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น แต่บางคนกลับกลัวหุ้น บางคนรู้สึกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมแปลว่าเราไม่เจ๋งจริง ฯลฯ

ความเชื่อเหล่านี้มักทำให้เราตัดสินใจออมหรือลงทุนผิด หรือเน้นลงทุนไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป หรือไม่ยอมลงทุนกับหลักทรัพย์บางอย่างที่น่าลงทุน หรือไม่ยอมลงทุนกับตราสารที่เหมาะสมสอดคล้องกับแผนทางการเงินของเราแต่เราไม่ชอบ การหาข้อมูลจึงเป็นทางออกสำหรับป้องกัน แก้ไขความคิด ความเชื่อเหล่านี้ให้เราคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยหากเราเรียนรู้ที่จะจัดพอร์ตการออม การลงทุน ให้มีรูปแบบที่หลากหลาย แต่ละแบบจะให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เงินออม เงินลงทุนของเราก็จะได้รับการจัดสรรให้มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

หลักข้อที่สาม ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม เป็นหลักธรรมดาที่หากเรามีความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าได้ผลตอบแทนก็น่าจะสูงขึ้นด้วย หากเราเป็นคนอนุรักษ์นิยม เราอาจจะไม่อยากลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกินจุดที่เรารับได้ ก็ไม่ต้องไปฝืน และคำนึงถึงหลักข้อแรกเสมอ คือ หากไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจเรื่องใดก็อย่าผลีผลามไปออม ไปลงทุน

แต่หากเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยง เราอาจจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนของระดับราคา และสามารถรับมือกับการขึ้นลงของราคาได้ สิ่งเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะการลงทุนของเราอีกด้วยว่า เราลงทุนในระยะสั้น ซื้อเร็ว ขายเร็ว หรือตั้งใจเก็บไว้ในระยะยาว เพราะลักษณะการลงทุนทั้งสองแบบส่งผลแตกต่างกัน หากเราตั้งใจลงทุนระยะสั้น เราจะมีความอดทนต่อการขึ้นลงของระดับราคาน้อยลง และมักจะเผลอซื้อตอนราคาแพง และขายตอนราคาถูก (เพราะทนกับความรู้สึกขาดทุนไม่ไหว และกลัวจะขาดทุนมากกว่านั้นหากเก็บไว้ต่อไป) หากเราตั้งใจเก็บไว้ระยะยาว เรามักจะพิจารณาพื้นฐานเป็นเบื้องต้นว่า หลักทรัพย์ที่จะลงทุนนั้นในระยะยาวดีแน่ ในระหว่างทางหากแม้ว่าราคามันจะตกต่ำ เราก็ไม่หวาดหวั่น เสียขวัญ และใจนิ่งพอที่จะรอราคาขึ้นในระยะยาว เป็นต้น

ประเด็นอื่นๆ ในการออม การลงทุนที่ควรกล่าวถึง ได้แก่

1. วางแผนการออมว่า จะเก็บไว้ใช้ในอนาคต เผื่อเวลาฉุกเฉิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในสิ่งที่อยากได้ หรือเก็บไว้เพื่อการลงทุนในสิ่งที่อยากทำ

2. แม้การออม การลงทุน จะกลืนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การออมนั้นมักมีรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นต่ำ และได้รับผลตอบแทนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุน รูปแบบจึงมักจะเป็นการฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ การซื้อสลากออมทรัพย์

3. สัดส่วนการออมนั้น ว่ากันว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ขึ้นอยู่กับกำลังและแผนทางการเงินของแต่ละบุคคล เช่น หากมีแผนการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ อาจจะต้องออมมากกว่า 1 ใน 4 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น

4. การออมนั้นต้องหักเงินออมออกจากรายได้ ก่อนนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย บางคนอธิบายโดยใช้สมการว่า รายได้ – เงินออม = เงินสำหรับใช้จ่าย ก็ยังเป็นสูตรที่ใช้ได้ผล และควรยึดถือจนเป็นนิสัย

5. เงินออมมักจะมาก่อนเงินลงทุน คือเริ่มจากการออม เมื่อมีจำนวนมากขึ้น มีส่วนเกินเพียงพอจนถึงระดับที่เราวางใจ และมีเงินสำรองในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยแบ่งสัดส่วนเงินออมไปลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้สูงขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งในอัตราที่เร็วขึ้น การคิดในลักษณะนี้ไม่ใช่คิดด้วยความโลภ แต่คิดเพื่อให้เงินออมของเราเพียงพอกับระดับเงินเฟ้อที่จะมีผลทำให้ “ค่าของเงิน” ของเราลดต่ำกว่าระดับที่เพียงพอสำหรับไว้ใช้ในยามเกษียณ

6. เราเริ่มออมเร็วเท่าใด เงินก็จะงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น มีสูตรที่คำนวณเพื่อให้เรามองเห็นภาพง่ายๆ คือ หากเราต้องการเงิน 1 ล้านบาท เพื่อการเกษียณ หากผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 31 ปี จะต้องออมเพียงปีละ 15,000 บาท เท่านั้น แต่หากเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี จะต้องออมถึงปีละ 76,000 บาท

7. รัฐมีการคุ้มครองเงินฝากสำหรับเงินฝากธนาคาร เป็นหลักประกันว่าเงินต้นของเราจะไม่สูญหาย แต่หากเราลงทุนในหลักทรัพย์ เงินต้นอาจสูญหายได้ ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนเพื่อการออมและการลงทุนในอัตราส่วนที่เหมาะสม

การออมเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรใส่ใจ และเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย ในช่วงที่เริ่มต้นจำเป็นต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง และต้องพยายามตัดภาระและการใช้ของที่เกินฐานะออกไป เมื่อเริ่มต้นได้สักระยะหนึ่ง เงินออมก้อนแรกจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการออมได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเราเผลอตกไปอยู่ในฝั่งที่ก่อหนี้ก่อสินแล้ว โอกาสวิ่งให้หลุดจากวงจรการเป็นหนี้เป็นเรื่องที่จะทวีความยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

อดีตร่วงโรย ที่โหยหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

อดีตร่วงโรย ที่โหยหา

คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น แทบจะทุกคนมักหวนย้อนนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ โหยหาหาอดีตที่อยู่ในความทรงจำ เมื่อครั้งวันวานของวัยเยาว์

ข้าพเจ้าก็เช่นกัน

เมื่อมาถึงวัยนี้ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเข้ามาในชีวิตมากมายทั้งสังคมและส่วนตัว

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องที่ผ่าน ยังดีกว่าความรู้สึก ณ ปัจจุบันกาลมากมายนัก

ความทรงจำในอดีต จะผุดพรายขึ้นมาทุกครั้งที่เจอกับความสับสนวุ่นวายทางความคิด

ภาพของวัยเยาว์ที่กำลังมีความสุข ความอบอุ่นกับครอบครัว เครือญาติ และกับชุมชนเล็กๆ ที่บ้านเกิด ที่มีความเอื้ออาทร การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน การช่วยเหลือซึ่งกัน ในสังคมชนบทเล็กๆ นั้น จะมีให้กันตลอดเวลา

คนในสังคมชนบทหรือแม้แต่ในเมือง เมื่ออดีตนั้น เป็นสังคมที่น่าอยู่น่าอาศัย ไม่แล้งน้ำใจเหมือนคนสมัยนี้ ที่วันๆ มองแต่เรื่องส่วนตัว

การอยู่ร่วมกันในชุมชนแต่เดิมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นญาติๆ มีกันไม่กี่ตระกูล อาจมีบ้างที่อพยพ ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ หรือสืบทอดบรรพบุรุษกันมา จนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน

มีวัดเป็นที่พึ่งพิงพบพาของผู้คนในชุมชน มีคนเฒ่าคนแก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นำคอยให้คำแนะนำปรึกษา และมีความเคร่งครัดแม่นยำ ในวัฒนธรรมประเพณี ช่วยตัดสินไกล่เกลี่ย แก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน

ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามเกิดอุบัติเหตุเภทภัย ยามที่โจรขโมยวัว ควาย ข้าวของ ชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือสืบหา ติดตาม จนได้วัวหรือควายที่ถูกขโมยกลับคืน

สมัยนี้อยู่อย่างตัวใครตัวมัน หรือพึ่งพาความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเท่านั้น

ประเพณีลงแขกคนใต้จะเรียกว่าการออกปาก คือ ไม่ว่าใครเดือดร้อน จะสร้างบ้านหรือลงนา เพียงบอกเพื่อนบ้านว่าจะสร้างวันนั้นจะทำวันนี้ ก็จะมีผู้คนมาร่วมแรงร่วมใจกันจนสำเร็จลุล่วง แล้วก็ร่วมกันกินข้าวพูดคุยกันอย่างอบอุ่น

ปัจจุบัน การลงแขกหรือการออกปาก ไม่มีให้เห็น ใครจะทำอะไร เดือดร้อนอย่างไร เงินเท่านั้นที่ช่วยได้ คือจ้างอย่างเดียว

ความอบอุ่นความสามัคคีในชุมชนจึงมีน้อยลง น้อยลงทุกวัน

ชุมชนในอดีต จะมีคนมีความรู้ความสามารถหลากหลาย บางคนเก่งทางการรักษาโรค บางคนเก่งทางการเพาะปลูก บางคนเก่งทางการเลี้ยงสัตว์ บางคนเก่งทางด้านดนตรีการละเล่นพื้นบ้าน บางคนเก่งทางด้านพิธีกรรมศาสนา

คนเหล่านี้ต่างก็ใช้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของชุมชน สร้างความสุขให้ชุมชน โดยไม่ถือเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทน อย่างมากก็มี “ค่าครู” แต่เพียงเล็กน้อย ซึ่งเงินจำนวนนั้น ก็จะนำไปใช้สำหรับเครื่องมือในการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

ศูนย์กลางของคนในชุมชนอยู่ที่วัด พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจ กิจกรรมของส่วนรวมจะทำกันที่วัด งานบุญประเพณี ตลอดจนการละเล่น มหรสพต่างๆ

ยังจำได้ถึงความสุข ความอบอุ่น ที่ได้รับจากชุมชนเล็กๆ นั้น แม้ไม่อาจจะเรียกหาให้กลับคืนมา

ปัจจุบันกาล ความยุ่งยากสับสนในการใช้ชีวิต การแก่งแย่งเพื่อความอยู่รอดของคนในสังคม ความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ ทำให้ต้องละทิ้งชุมชนแห่งอุดมคติแบบดั้งเดิม ละทิ้งธรรมชาติ เพียงหวังความสะดวก ความสุขสบาย ที่ยิ่งไล่มันก็ยิ่งหนี

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

คุณทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีผู้คร่ำหวอดเมืองเพชร พาไปชมกุฏิพระอาจารย์แสง เล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ไทยองค์สำคัญในสมัยอยุธยา มีพระอาจารย์เป็นพระเมืองเพชร อยู่ 2 รูป ด้วยกัน

รูปแรก สมเด็จเจ้าแตงโม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าเสือถวายพระตำหนักเจ้าพระขวัญ สร้างเป็นศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณารามในปัจจุบัน

รูปที่ 2 คือ พระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประพาสถึงที่วัด พระองค์ถวายเรือประทุนให้พระอาจารย์แสง ยังปรากฏอยู่ภายในถ้ำ พร้อมกับทรงสร้างกุฏิถวายพระอาจารย์แสงอีกหลังหนึ่ง รูปทรงคล้ายวิหารและอุโบสถ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีบัวเป็นชั้นโดยรอบ โค้งแอ่นแบบท้องเรือสำเภา เครื่องบนเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้อง กาบู เป็นลอนลูกฟูก ลักษณะเดียวกับหลังคาศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม วัดขนาดรูปทางจากภายนอก กว้าง 5.70 เมตร ยาว 13.50 เมตร มีช่องหน้าต่าง 4 ช่อง

ภายในกุฏิแบ่งออก 2 ห้อง เป็นห้องโถงยาวห้องหนึ่ง และห้องขนาดเล็กอยู่ชั้นในอีกห้องหนึ่ง ความวิจิตรพิสดารและคุณค่าของกุฏิพระอาจารย์แสง อยู่ที่ซุ้มประตูเข้าห้องชั้นใน เป็นซุ้มประตูปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุมไม้สิบสอง ปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบ

ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลย่อมุม ภายในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น คุณทวีโรจน์ได้หยิบยกข้อเขียนของ ครูเลิศ พ่วงพระเดช (2437-2512) ในหนังสือศิลปะไทย ตำราสถาปัตยกรรมและลายไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2513 ครูเลิศ พ่วงพระเดช อธิบายคำเรียกชื่อยอดนพศูลว่า มาจากวิธีทำแปลนยอด “ต้องทำแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่ากัน แล้วตัดมุมสำหรับย่อ 2 มุม แผนผังเป็น 8 มุม แล้วจุดที่มุมทั้ง 8 มุมก็ได้ 8 สูญ ขีดเส้นไปหากันทุกจุด เส้นตัดกันตรงกลางก็เป็นจุดสูญอีกจุดหนึ่งเรียก เส้นนพสูญ เพราะมีจุดสูญ 9 สูญ…”

นอกจากนี้ ยังอธิบายองค์ประกอบของเรือนยอดนพศูล และวิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลไว้ด้วยว่า “…วิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลถือเอารูปดอกบัวเป็นหลักการประดิษฐ์ ทรวดทรงยอดนพศูล และรูปหัวเม็ดทรงมัน การหาทรงยอดนพศูล ต้องเขียนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า แล้วขีดเส้นมุมแหลมเรียก “เส้นจอมปราสาท” เป็นเส้นหลังลูกระฆัง แล้วจึงขีดเส้นมุมแหลมเป็นเส้นหลังระฆังใต้ลูกระฆังเป็นเชิงกลอน จะทำเป็น 3 ชั้น หรือ 4 ชั้น ก็คิดแบ่งเป็นชั้นๆ ชั้นล่างต้องเตี้ย ชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ต้องไขสูงกว่ากันทุกชั้น ถึงชั้นปากระฆัง ส่วนหน้าบันชั้นล่างมีบันใหญ่ 3 บาน มีหน้าบันแทรกข้าง ชั้นที่ 2 มีหน้าบันใหญ่ 2 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นที่ 3 มีหน้าบันใหญ่ 1 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นปากระฆังมี 1 บาน ส่วนยอดสูงตั้งแต่หลังลูกระฆัง คิดเอาเท่าเชิงกลอนยาว 4 ศอก เอายอดสูง 4 ศอก แบ่งเป็นเชิงบาตรและกลีบขนุน 3 ชั้น บัวกลุ่ม 3 ชั้น และปลี ยอดภายใน 4 ศอก…”

อย่างไรก็ดี ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุม ห้องชั้นในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น ช่างทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ และช่างเฉลิม พึ่งแตง ครูช่างปูนปั้นเพชรบุรี เรียกว่า “ยอดบุษบก” ทั้งนี้ ปูนปั้นบนซุ้มประตูกุฏิพระอาจารย์แสง มีมุขหน้าบันซ้อนกัน 2 ชั้น ช่อฟ้าใบระกา และนาคเบือน ย่อมุม แต่ละชั้นประดับกระจังเรียงและนาคปักษ์ ปลีประดับด้วยกลีบขนุนเป็นปล้องๆ ยอดปลีมีฉัตรทองสวมไว้ พร้อมทั้งปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบสีเขียวไว้โดยรอบ ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ชิ้น เป็นฝีมือสกุลช่างเพชรบุรีสมัยอยุธยา อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์ ที่สุดยอดอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

ร.อ. ชาญ ชาญใช้จัก ร.น. อดีตข้าหลวงจังหวัดเพชรบุรี ปูชนียบุคคลเมืองเพชรบุรี กล่าวถึงพระอาจารย์แสง องค์สถาปนาวัดเขาบันไดอิฐไว้ในหนังสือสมุดเพชรบุรี 2525 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระภิกษุได้สร้างสำนักสงฆ์ไว้บนยอดเขา ตกมาถึงสมัยอยุธยาจึงเลื่อนลงมาสร้างพระอารามขึ้นที่ไหล่เขา มีโบสถ์วิหารสร้างหันหน้าเข้ากัน พระสถูปเจดีย์ ตั้งอยู่กลางเพราะมีที่ราบจำกัดในการก่อสร้าง จึงอุปมาตามรูปเรียกกันว่า “โบสถ์เมียน้อยเมียหลวง” ที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา พระอาจารย์แสงผู้มีชื่อเสียงในทางกฤตยาคม เป็นผู้สร้างขึ้น อีกทั้งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งเคยเสด็จประพาสเขาบันไดอิฐ ทรงเยี่ยมพระอาจารย์แสง อันเป็นเหตุให้พระอาจารย์แสง ระบือนาม มีผู้คนนับถือลือชา วัดวาอารามก็พลอยได้อย่างมหาศาล ต่อนั้นมา ก็ได้สืบกฤตยาจารย์ตามลำดับ จนถึงยุค “หลวงพ่อแดง” มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือกันแพร่หลาย…”

อาจกล่าวได้ว่า กุฏิพระอาจารย์แสงอันมีหลักฐานทางศิลปสถาปัตยกรรมโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ แต่มิได้กล่าวถึงกันมากนัก ทั้งๆ ที่ “กุฏิพระอาจารย์แสง” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าร่วมสมัยเดียวกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

คุณบุญเรือง เพชรนา บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร.

(089) 641-0466, (085) 400-0571 เกษตรกรมือใหม่ที่ปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอก อธิบายว่า หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง เมื่อเห็นว่าต้นดาวเรืองมีใบจริง 4 คู่ ก็จะเด็ดยอดต้นดาวเรืองเพื่อสร้างทรงพุ่ม เหตุผลของการเด็ดยอด เนื่องมาจากความต้องการดอกในปริมาณที่มากกว่า

ดังนั้น การเด็ดยอดจะเป็นการกระตุ้นการเกิดตาข้าง เพื่อเจริญเติบโตเป็นกิ่งและดอกต่อไป นอกจากนี้ ยังจะได้ทรงพุ่มที่สวย ต้นไม่ล้มง่ายอีกด้วย สำหรับระยะที่เหมาะสมสำหรับการเด็ดยอดคือช่วงประมาณหลังย้ายปลูก 10-15 วัน หรือดูจากจำนวนใบและควรเด็ดให้ชิดกับส่วนของปล้อง (เนื่องจากจุดเจริญ หรือตาข้างอยู่ที่ส่วนของปล้อง) แนะนำให้ใช้มีด หรือกรรไกรในการตัด เพื่อความสะอาด และปลอดภัยของต้น หลังจากนั้น ก็ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราพวกไอโพรไดโอน (เช่น รอฟรัล) ไว้ด้วย หากต้นที่ไม่ได้รับการเด็ดยอดจะทำให้ออกดอกเร็วกว่าปกติ 10-15 วัน แต่จะได้ดอกปริมาณน้อย ขนาดไม่สม่ำเสมอ และลำต้นสูง ล้มง่าย หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน ควรเด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะสามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอดจะทำให้ดาวเรืองออกดอกได้เร็วกว่าต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้ มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรือง จำพวกเพลี้ยไฟ ไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้ ดังนั้น หลังจากเด็ดยอดแล้ว จึงปล่อยให้ทั้งดอกยอดและดอกข้างเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งดอกยอดจะตัดขายได้ก่อนเป็นชุดแรก และดอกข้างๆ จะตามมาเป็นชุดๆ ตัดได้อย่างต่อเนื่อง ไปนาน 45-50 วัน จึงต้องมีการใส่ปุ๋ยให้ทุกๆ 10 วัน และถ้าดูแลได้ถูกต้องเหมาะสมจะได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณต่อเนื่องกันยาวนาน

การใส่ปุ๋ยทางดิน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 1 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 30-35 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วกลบโคนต้น จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 32-35 วัน หลังปลูก ช่วงเจริญเติบโตทางต้น เป็นช่วง 30 วันแรก นับจากเพาะเมล็ด ในช่วงนี้ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อเร่งให้ดาวเรืองเจริญเติบโตทางต้นและแตกกิ่งข้างให้เร็วที่สุด อาจใช้ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต อัตรา 3 ช้อนแกง หรือ ยูเรีย 1 ช้อนแกง ผสมกับธาตุอาหารเสริมรดหรือพ่นต้นและใบ ขณะอายุได้ประมาณ 14-15 วัน และอีก 1-2 ครั้ง ทันทีหลังจากเด็ดยอดและย้ายปลูกแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเร่งให้ดาวเรืองแตกกิ่งข้างพร้อมๆ กัน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 2 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 35-40 กิโลกรัม ต่อไร่ จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 52-55 วัน หลังปลูก ซึ่งการใส่ปุ๋ยทางดินสามารถใส่ได้ตามความเหมาะสมหรือความสมบูรณ์ของต้นดาวเรือง ปรับเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามที่หาซื้อได้ในพื้นที่นั้นๆ แต่คงสูตรปุ๋ยให้ใกล้เคียง ในกรณีที่ปลูกเพื่อเด็ดดอกใส่ถุงสำหรับร้อยพวงมาลัย หลังจากอายุครบ 50 วัน จะใส่ปุ๋ยเม็ด สูตร 16-16-16 หรือใกล้เคียง ครั้งละ 1 ช้อนชา ต่อเนื่องกันไป ทุกๆ 10 วัน อีก 3-4 ครั้ง จนกว่าต้นจะโทรม ทั้งนี้ เพราะยังสามารถตัดดอกขายได้อีกเรื่อยๆ ประมาณ 45-50 วัน ช่วงออกดอก ดาวเรืองจะเริ่มเกิดตาดอกขณะอายุประมาณ 30 วัน ถ้าปลูกในช่วงฤดูหนาว ดังนั้น ในช่วงอายุ 30-45 วันนี้ ควรเปลี่ยนใช้ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 15-30-15 หรือใกล้เคียง หากหาซื้อไม่ได้ อาจใช้ 20-20-20 ฝังลงไปในดิน ห่างจากต้นประมาณ 1 คืบ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อต้น ขณะอายุประมาณ 30-35 วัน 1 ครั้ง และเสริมด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือใกล้เคียง อัตรา 2 ช้อนแกง พ่นต้นและใบในตอนเย็นๆ อีก 2-3 ครั้ง (ทุก 3-5 วัน)

ส่วนการให้ธาตุอาหารเสริมโดยการฉีดพ่น การให้ธาตุอาหารเสริมแก่ดาวเรืองจะเน้นการให้แคลเซียม และโบรอน เป็นหลัก เพื่อเสริมความแข็งแรงของต้น จะฉีดพ่น 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ฉีดพ่นร่วมกับปุ๋ยทางใบ ให้เลือกสูตรตามระยะของการเจริญเติบโต เช่น ช่วงต้นเล็กๆ เร่งการเจริญเติบโตทางใบ เลือกใช้สูตร 25-7-7, 18-6-6 เป็นต้น ช่วงที่เริ่มออกดอก ก็เลือกใช้สูตร 5-20-25 เป็นต้น ช่วงบำรุงรักษาดอกให้มีคุณภาพ เลือกใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร เช่น 12-12-12, 20-20-20, 21-21-21 เป็นต้น โดยเลือกใช้ตามความสะดวก ความสมบูรณ์ และระยะของการเจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยวดอกดาวเรือง หลังจากดาวเรืองอายุได้ประมาณ 45 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก ควรให้ปุ๋ยดาวเรืองอย่างสม่ำเสมอ หรือทุก 7-10 วัน เพื่อให้อายุการเก็บเกี่ยวยาวนานและต้นไม่โทรมเร็ว โดยแปลงต้องมีความชื้นอยู่เสมอ เพื่อเลี้ยงดอกและต้น การเก็บดอกดาวเรืองก็ใช้กรรไกรหรือมีดตัดดอกที่สมบูรณ์ใส่ตะกร้า ก่อนนำมาคัดแยกเกรดและขนาดในที่ร่ม โดยเราจะมีช่องเพื่อวัดขนาด เพื่อให้ดอกมีความสม่ำเสมอเวลาคัด หากใช้ตาเปล่าคัดขนาด มักจะไม่เที่ยงตรงนัก โดยช่องวัดขนาดก็ทำแบบง่ายๆ คือใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาตัดเป็นวงกลม ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ผู้รับซื้อกำหนด ตั้งแต่ 3-12 เซนติเมตร โดยมากจะได้ขนาดดอก 7-10 เซนติเมตร เมื่อคัดขนาดดอกเสร็จ ก็จะเตรียมบรรจุถุง อย่างไซซ์ A ขนาดดอก 6-10 เซนติเมตร จะบรรจุใส่ถุงละ 50 ดอก แล้วจะต้องมัดเข้าคู่กัน 2 ถุง เพื่อให้ได้ 100 ดอก ให้ง่ายในการนับ ขนาดไซซ์ C-B คือ ขนาดดอก 3-5 เซนติเมตร จะบรรจุถุงละ 100 ดอก แล้วมัดถุงคู่กัน ให้ได้ 200 ดอก สำหรับดอก เกรด B และ C โดยที่ถุงจะต้องระบุเกรดขนาดดอก คือไซซ์ A, B, C ให้ชัดเจน รอทางกองบิน 64 มารับ ราคารับซื้อก็จะขึ้นลงตามตลาด แต่ถ้าราคาในตลาดสูงขึ้น ผู้ซื้อก็จะเพิ่มราคาให้แก่เกษตรกร แต่อย่างราคาช่วงนี้อาจจะถูกไปบ้าง เพราะมีการปลูกดาวเรืองกันมากขึ้น ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก อย่างดอกไซซ์ A ราคาราวๆ 20-30 บาท ส่วนไซซ์ B ราคา 10-25 บาท ส่วนการจ่ายเงิน จะตัดส่ง 3 ครั้ง (3 มีด) จะจ่าย 2 ยอดเงิน 2 ครั้ง อย่างการตัดดอกดาวเรือง เกษตรกรจะเก็บหรือตัดดอกได้ราวๆ 20-25 มีด โดย 1 มีด จะเว้นเก็บทุกๆ 3 วัน (หลังตัดดอก ต้องฉีดยาป้องกันโรคเชื้อราและแมลงทุกครั้ง) คุณบุญเรือง เล่าว่า ปลูกดอกเรือง 4,000 ต้น หรือราวๆ 1 ไร่ ใช้เวลาปลูกจนเก็บดอกจนหมดแค่ 2 เดือนครึ่ง ต้นทุนราวๆ 10,000 บาท จะมีผลกำไรราว 30,000-40,000 บาท ต่อรุ่น ซึ่งถ้าเทียบกับการปลูกพืชอื่น หรือการทำนา ถือว่ารายได้จากดาวเรืองตัดดอกดีกว่า ใช้ระยะเวลาสั้น ใช้แรงงานในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน

การกำจัดวัชพืช บางท่านที่ไม่ได้ใช้พลาสติกคลุมแปลงปลูก หรือไม่สะดวกในการดายหญ้าหรือถอนหญ้าเอง ก็จะมีการใช้ยากำจัดวัชพืชเข้ามาช่วย สำหรับพืชที่เริ่มปลูกใหม่ ให้กำจัดวัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืชก่อน โดยอาจใช้สารในกลุ่มของไกลโฟเสท หรือกลุ่มพาราควอท ก่อนไถแปลง การเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มใดนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณ และขนาดของวัชพืช หากเป็นวัชพืชที่เป็นกอขนาดใหญ่ มีไหลจำนวนมาก เช่น หญ้าคา หรือพืชตระกูลกกที่มีหัว เช่น หญ้าแห้วหมู วัชพืชพวกนี้จำเป็นที่จะต้องใช้สารกลุ่มไกลโฟเสท เพราะสารนี้จะเข้าสู่ท่อลำเลียงอาหาร และลงไปสู่ส่วนราก จึงทำให้พืชไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ และสารนี้ต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะแสดงอาการไหม้ตาย ในขณะที่สารกลุ่ม พาราควอท นิยมใช้กับพืชที่มีขนาดเล็ก หรือกำลังเจริญ เติบโต เพราะสารนี้จะเข้าทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวเท่านั้น จึงทำให้พืชตายอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นพืชมีหัว หรือไหล เมื่อพืชได้รับสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะเจริญเติบโตกลับคืนมาใหม่ได้ สามารถเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตามความเหมาะสม เช่น พ่นสารกำจัดเมื่อพบวัชพืชในแปลง เช่น สารพาราควอท พ่นระหว่างร่องแปลงและช่องทางเดิน กรณีคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง หรือใช้สารฮาโลซิฟอป-อาร์-เมทิล พ่นลงในแปลงปลูกเพื่อกำจัดวัชพืชใบแคบ (กรณีไม่คลุมแปลงด้วยพลาสติก) และควรใช้ช่วงที่วัชพืชมีใบจริง 2-3 ใบ จะมีผลดีที่สุด หรือจะเป็นการใช้สารควบคุมวัชพืชในกลุ่มอลาคลอร์ และกลุ่มเพนดิเมธาริน สามารถนำมาใช้ได้ (แนะนำว่า ควรใช้สำหรับต้นกล้าที่ย้ายกล้าจากการใช้ถาดหลุมเท่านั้น) ซึ่งสารเหล่านี้สามารถควบคุมวัชพืชได้นานกว่า 2 เดือน

วิธีการใช้ ก่อนใช้สารเหล่านี้ แปลงปลูกควรจะรดน้ำให้ชุ่ม สังเกตว่าน้ำซึมลงไปในชั้นดิน ประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นพ่นสารเคมีดังกล่าว อัตรา 12.5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร และผสมกับสารกำจัดวัชพืชกลุ่มไกลโฟเสท อัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อกำจัดเศษวัชพืช หรือต้นอ่อนที่อยู่หน้าผิวดิน แล้วย้ายปลูก 2 วัน หลังจากพ่นสารควบคุม

คุณบุญเรือง เพชรนา ฝากทิ้งท้ายว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายนั้น การดูแลรักษาเกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ แต่หัวใจสำคัญของที่สุดคือ ตลาดรับซื้อ ควรจะต้องมีก่อนการปลูก

โกสน เพียงปลูกแบบมีใจรัก ก็สำเร็จ สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

โกสน เพียงปลูกแบบมีใจรัก ก็สำเร็จ สร้างรายได้

โกสน (Croton) เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่ง ที่มีรูปทรงลักษณะของใบเป็นจุดเด่นคือ มีทรงและสีที่สวยงามแตกต่างไปกับพรรณไม้อื่นๆ จัดเป็นไม้พุ่ม มักนิยมนำมาปลูกในกระถางเพื่อให้มีลักษณะทรงพุ่มเล็กๆ แต่ถ้าหากต้องการให้เป็นทรงพุ่มใหญ่ นำมาปลูกลงดิน ใช้ระยะเวลาหลายปี

ลำต้นของโกสนมีความสูงประมาณ 2-5 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีผิวเรียบปนเทา ใบแตกออกจากต้นและปลายกิ่ง ลักษณะรูปร่างของใบมีสีสันและขนาดแตกต่างกันออกไปตามชนิดของสายพันธุ์ ดอกออกเป็นพวงห้อยลงมาด้านล่าง เมื่อดอกบานเต็มที่จะเห็นเกสรตัวผู้เป็นเส้นฝอย ดอกเมื่อบานเป็นรูปทรงกลม

โกสนจึงนับว่าเป็นพรรณไม้ที่มีการผสมเกสรมากที่สุด เพราะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ จะพยายามหาสายพันธุ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงทำให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ต้องช่วยผสมเกสรเพื่อให้ได้มาซึ่งโกสนสายพันธุ์ใหม่ๆ เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ

เมื่อมีการผสมพันธุ์โกสนมากขึ้น จำนวนของลูกผสมเหล่านั้นก็แสดงลักษณะเด่นออกมา จึงทำให้มีการตั้งชื่อให้มีความไพเราะ ตามความต้องการของผู้ผสมพันธุ์ ซึ่งการตั้งชื่อของพันธุ์ใหม่ๆ มีสมาคมรับจดทะเบียน

คติด้านความเชื่อ โกสนจัดเป็นไม้มงคล ที่มีความเชื่อกันว่า ชื่อมีความพ้องกับคำว่า กุศล คือ การสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข

คนไทยสมัยก่อนจึงเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นโกสนไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีบุญบารมี สามารถคุ้มครองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เพราะคนโบราณเชื่อกันว่าเป็นไม้เก่าแก่ ที่ปลูกกันมาครั้งสมัยรัชกาลที่ 5

เคล็ดการปฏิบัติของการปลูกโกสนที่บอกต่อกันมาคือ ต้องลงมือปลูกไม้ชนิดนี้ในวันอังคาร จึงจะช่วยเพิ่มสิริมงคลให้แก่ครอบครัว และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน เพราะต้นโกสนที่ได้รับแสงแดดยามเช้าอย่างเต็มที่ จะเจริญงอกงามดี

ณ ปัจจุบัน โกสน นับว่ายังเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบ อาจจะด้วยความสวยของใบและสีสันที่อาจเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่ปลูกเลี้ยงก็สามารถทดลองผสมพันธุ์ นับวันรอ เพื่อชื่นชมสิ่งที่ผสม จะมีลักษณะอย่างไร เหมือนเช่น คุณบัญญัติ จันทสาร อยู่บ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี หนึ่งเกษตรกรที่ปลูกโกสนและผสมพันธุ์ ทำให้มีสายพันธุ์ใหม่ เพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

พิษเศรษฐกิจ ผันชีวิตสู่เกษตรกร

คุณบัญญัติ เล่าว่า ก่อนที่จะมาปลูกเลี้ยงโกสน เดิมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปี 40 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการประกอบสัมมาอาชีพ

“เริ่มแรกเดิมที ผมทำงานรับเหมา ตกแต่งต่อเติมทั่วไป พอฟองสบู่แตกช่วงนั้น ที่ผมทำก็เลยต้องล้มเลิกไป ก็มาค้าขายระยะหนึ่ง แต่จริงๆ โกสนนี่ เรียกได้ว่า ผมเห็นตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นตาผม เขาก็ปลูกเลี้ยงกันมานานแล้ว ก็เลยมาทำโกสนควบคู่มากับการค้าขาย” คุณบัญญัติ เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เมื่อเริ่มทำโกสน ทดลองปลูกเลี้ยงมาได้ประมาณ 2 ปี คุณบัญญัติ จึงเข้าร่วมกับสมาคมโกสนบางกรวย นนทบุรี ช่วยงานต่างๆ ตลอดจนการจัดงานประกวด

คุณบัญญัติ เล่าว่า สายพันธุ์ที่มีในช่วงเริ่มแรกนั้น เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาแต่เดิมจากคุณปู่ด้วยบางส่วน

“สายพันธุ์ของโกสน ส่วนหนึ่งก็เป็นของเดิมที่ได้จากรุ่นก่อนๆ มา ช่วงปี 38 น้ำท่วมเยอะก็หายๆ ไปบ้าง อีกส่วนก็ไปหาซื้อจากคนที่เขาพอมีเหลือจากน้ำท่วม เพื่อเอามาเป็นแม่พันธุ์ เพราะเราต้องผสมใหม่ เพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้สายพันธุ์เก่าๆ ไม่ค่อยมีแล้วหมด อย่างปี 54 ที่ผ่านมา น้ำมาท่วมอีกครั้ง ก็ทำให้สายพันธุ์เก่าๆ หายไปด้วย เราเลยมีแต่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ผสมขึ้นมาเรื่อยๆ พัฒนาขึ้นมา” คุณบัญญัติ เล่าถึงความเป็นมาของสายพันธุ์ที่มีภายในสวน

จากการที่ต้องมาปลูกเลี้ยงโกสนอย่างเต็มตัว คุณบัญญัติ บอกว่า ไม่เป็นอุปสรรค เพราะเห็นคุณปู่ปลูกและผสมพันธุ์มาตั้งแต่เขาเป็นเด็ก เรียกง่ายๆ ว่า สิ่งที่กำลังทำในขณะนี้อยู่ในสายเลือดเลยก็ว่าได้

ปลูกโกสนให้สวย มีหลักปฏิบัติอย่างไร

คุณบัญญัติ เล่าว่า ในตอนแรกต้องนำต้นโกสนที่มีพันธุ์ดี มาทำการปลูกให้ต้นสมบูรณ์ เพื่อให้มีดอก พร้อมสำหรับการผสมพันธุ์

“เราคัดพ่อแม่พันธุ์มา เราก็เอามาเลี้ยงให้สมบูรณ์ ทำให้ออกดอก เลี้ยงให้ดี จากนั้นเราก็มาผสมสายพันธุ์ รอจนกว่าจะมีเมล็ด พอได้เมล็ด เราก็เอาไปเพาะเพื่อให้เป็นต้นใหม่ขึ้นมา” คุณบัญญัติ กล่าว

จากเมล็ดที่งอกเจริญเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์ คุณบัญญัติ บอกว่า ต้องนำมาดูก่อนว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ เพราะโกสนต้องมีการพัฒนาพันธุ์ตลอดเวลา เพื่อให้มีความแปลกใหม่เสมอ

“จุดมุ่งหมายของการพัฒนา ก็เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แปลกคือ แปลกสี แปลกใบ มีใบที่ใหญ่สวย เพื่อให้สายพันธุ์ใหม่ที่ได้ เด่นกว่าต้นเดิม กว่าจะรู้นี่ก็ต้องรอให้โต มีอายุประมาณ 1 ปี กว่าจะได้แม่พันธุ์ที่นิ่ง” คุณบัญญัติ อธิบาย

เมล็ดที่ผ่านการผสม เมื่องอกแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะนำมาปลูกลงในวัสดุปลูกจำพวกใบไม้ มะพร้าวสับ และดินดิบ ในอัตราส่วน 1 : 3 : 1 ทำการเลี้ยงดูจนกว่าต้นโกสนนั้นๆ จะแสดงศักยภาพออกมา

เมื่อได้โกสนที่มีลักษณะดี ตรงตามลักษณะที่ต้องการ คุณบัญญัติ จะนำกิ่งพันธุ์ดีเหล่านั้น มาขยายพันธุ์ต่อด้วยการเสียบกิ่ง

“พอเรารู้ว่าต้นไหนดี เราก็คัดเตรียมมาขยายพันธุ์ต่อ ส่วนที่ไม่ต้องการก็คัดออกไป ในวิธีนี้เราจะเสียบกิ่ง คือเอายอดของกิ่งพันธุ์ดีมาเสียบตอของต้นอื่น โดยต้นตออันนี้เราจะใช้ของโกสนที่ชื่อ ขุนช้างถวายฎีกา ต้นตอหาอาหารได้เก่ง เพราะเมื่อยอดพันธุ์ดีมาเสียบแล้ว มันจะติดง่าย” คุณบัญญัติ กล่าว

จากนั้นนำต้นโกสนที่เสียบยอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาไว้ภายในตู้อบเป็นเวลาประมาณ 18-25 วัน กิ่งพันธุ์ดีจะติดสนิทกับต้นตอ จากนั้นย้ายออกมาไว้ที่ร่มรำไรเพื่ออนุบาลใต้ตาข่ายพรางแสง 70 เปอร์เซ็นต์ ไว้จนกว่าจะแตกยอดใหม่ ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้ประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี แต่ถ้าบางต้นมีความสมบูรณ์ ก็สามารถจำหน่ายได้

การรดน้ำ จะรดทุกวันในช่วงเช้า แต่ก็จะดูตามสภาพอากาศด้วย ถ้าหากเป็นช่วงที่มีฝนตกทุกวัน ที่สวนของคุณบัญญัติจะเว้นช่วงการรดน้ำ

ด้านการป้องกันโรคและแมลง คุณบัญญัติ บอกว่า แมลงที่น่าเป็นห่วงคือ เพลี้ยไฟ ไรแดง จะมีระบาดในช่วงฤดูร้อน ทำการพ่นยาทุก 15 วันครั้ง เพื่อป้องกัน ถ้าหากมีการระบาดมากต้องทำการป้องกัน ฉีดพ่นยาทุก 7 วัน

ลักษณะของโกสนที่มีความนิยมนั้น จะจำแนกตามลักษณะของใบมีด้วยกัน 4 แบบ คือ ใบกลม ใบกลาง ใบยาว และใบตรี คุณบัญญัติ บอกว่า โกสนแต่ละรุ่นก็จะมีใบที่วนเวียนอยู่ใน 4 แบบนี้ แต่ที่แปลกใหม่ขึ้นมาอาจจะเป็นสีสันและความต้านทานโรค

เมืองนอกนิยมปลูกเลี้ยงโกสน เน้นลักษณะใบ

ในไทย เน้นสีสันสวยงาม

คุณบัญญัติ เล่าว่า โกสนที่จำหน่ายให้ลูกค้าจะต้องเน้นที่สายพันธุ์ใหม่ๆ เพราะฉะนั้น ต้องมีไม้ใหม่ๆ เสมอ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ตลาดหลักๆ ที่คุณบัญญัติส่งจำหน่ายส่วนใหญ่คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และแถบยุโรป

“คนที่ซื้อไม่ได้เน้นใบว่าจะเอาแบบไหน แต่จะเน้นว่าขอเป็นไม้ใหม่ๆ สวยๆ อันนี้ในตลาดบ้านเรานะ ส่วนตลาดนอก เช่น มาเลเซีย เอาหมด แต่จะเน้นใบกลมปนกลาง มีสีอะไรส่งขายได้หมด ส่วนฟิลิปปินส์ ไม่จำกัดชื่อพันธุ์ สีอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นใบกลาง ใบตรี อันนี้คือความนิยมของตลาดนอก ส่วนในบ้านเรา เน้นความสวยงาม สีสัน และขอเป็นไม้ใหม่ๆ” คุณบัญญัติ อธิบายถึงความนิยมของตลาด

ราคาของต้นโกสนที่สวนของคุณบัญญัติ ไซซ์ขนาดประมาณ 6 นิ้ว จำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 50-60 บาท ส่วนต้นที่เลี้ยงนานมีขนาดใหญ่ใช้เวลามากกว่า 1 ปี ต้นไซซ์ขนาด 11 นิ้วขึ้นไป จำหน่ายอยู่ที่ราคาตั้งแต่ต้นละ 500 บาท หรือมากกว่านี้

ปลูกไม่โต ต้องทำอย่างไร

สำหรับผู้ที่ปลูกเลี้ยงที่บ้าน ต้นโกสนเจริญเติบโตไม่ดี คุณบัญญัติให้คำแนะนำว่า

“ต้นไม้ทุกชนิด หัวใจหลักก็คือ การรดน้ำ คนที่ปลูกบางทีไม่ค่อยว่าง ก็จะรดเอามืดค่ำ แต่จริงๆ ควรรดก่อน 4 โมงเย็น คือรดได้หมดทั้งแต่เช้าถึง 4 โมงเย็น เพราะเกิดไปรดช่วงเย็นหลังหกโมง มันก็จะตาย เป็นเชื้อราได้ง่าย แล้วก็ให้ปุ๋ยบ้าง จะได้มีอาหารตลอด ต้นก็จะไม่ค่อยโทรม ใส่ทุก 3 เดือนครั้งก็ได้ โกสนเขาก็จะสวยตลอด ตามที่เราต้องการ” คุณบัญญัติ กล่าว

ทิศทางโกสน ยังไปได้ไกล

คุณบัญญัติ บอกว่า ตลาดของโกสนยังถือว่าไปได้เรื่อยๆ เมื่อเทียบกับพรรณไม้อื่น และสำหรับคนที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ต้องทำด้วยใจรัก

“โกสนผู้เล่นยังไม่มากนัก ราคาก็จึงไม่ตกลงไปมาก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ราคาก็จะประมาณนี้ เมื่อเทียบกับไม้อื่นๆ ไม้อื่นพอผลิตหรือว่าทำได้มากๆ ราคาก็ไม่นิ่ง ต้นละ 3 บาท 8 บาทก็มี มันก็จะจบเร็ว อีกอย่างโกสนนี่มันเหมือนทำด้วยมือ คนทำก็ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับตลาดอย่างอื่น ก็เลยคงทนอยู่นาน ราคานิ่ง”

“สำหรับคนที่อยากปลูกเป็นอาชีพเสริม หรือว่าหลัก ไม่ยากครับ ขั้นแรกเลยเราต้องมีใจให้เขาก่อน เรียกง่ายๆ มีใจรักโกสนก่อน เราจะได้ดูแลเขาได้อย่างดี ถามว่าโกสนดูแลยากไหม ก็ระดับหนึ่ง เขาไม่เหมือนพืชอื่นที่อดน้ำได้นานๆ เรื่องโรคบางทีเราก็ต้องควบคุม อีกอย่างเราต้องมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อตอบสนองตลาด ก็ต้องหัดผสม หัดทำดู หัดทดลอง การเรียนรู้ก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จเอง” คุณบัญญัติ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณบัญญัติ จันทสาร หมายเลขโทรศัพท์ (087) 691-2460, (085) 169-9363