เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นพืชที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า ดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่ไม่มีสารเคมีอื่นใดเข้าไปรบกวน แหล่งกำเนิดในธรรมชาติถูกทำลายไปมาก แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญพันธุ์ เนื่องจากมีการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายและมีการผสมพันธุ์ข้ามชนิดกันมากมายจนได้พันธุ์แปลกๆ น่าสะสมและน่าปลูกเลี้ยงกันเป็นงานอดิเรก

คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก เดิมเป็นนักวิชาการเกษตรของศูนย์ส่งเสริม (พืชสวน) จังหวัดสมุทรสาคร กรมส่งเสริมการเกษตร รับหน้าที่ดูแลกล้วยไม้สกุลหวาย และไม้ตัดใบเฮลิโคเนีย อยู่หลายปี ต่อมาได้ลาออกกลับมาทำสวนยางพาราที่บ้านเดิมที่จังหวัดพังงา เนื่องจากสวนยางนี้ติดกับเขา มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและมีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้จึงมาปลูกกล้วยไม้พันธุ์แท้จำหน่ายอยู่หลายปี ต่อมามีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน วันหนึ่งเข้าไปในป่าใกล้ๆ สวน เห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงซึ่งเป็นพืชกินแมลงและเห็นแมลงถูกกำจัดในหม้อ จึงมีความคิดว่ามีพืชอีกชนิดคือหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ถูกแมลงรบกวน แต่กลับกำจัดแมลงเสียด้วยซ้ำ จึงนำหม้อข้าวแกงลิงมาเลี้ยงบนโต๊ะกล้วยไม้ เพื่อแก้ปัญหาแมลง ต่อมาได้เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงจนเป็นอาชีพ ส่วนกล้วยไม้ได้ปลูกเลี้ยงน้อยลง

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่พบในจังหวัดพังงา

หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่พบในจังหวัดพังงามี 3 ชนิด จากจำนวน 14 ชนิดที่พบในประเทศไทย คือ มิราบิลิส (Mirabilis) หม้อมีสีเขียวและเอวคอด ซึ่งพบบริเวณเชิงเขาในที่ชุ่มชื้นบริเวณนี้ และอีก 2 ชนิด คือ อันดามันน่า (Andamana) หม้อมีจุดสีแดงลาย และ ไวกิ้ง (Viking) หม้อมีรูปทรงเหมือนเรือไวกิ้ง มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติบนเกาะพระทอง เกาะคอเขา ในจังหวัดพังงา และได้นำเมล็ดมาเพาะเลี้ยงไว้ในสวนของคุณเล็ก ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนกับในถิ่นกำเนิดบนเกาะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้เลื้อยที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะของเหง้าจะคล้ายโสม มีระบบรากที่ตื้น บางชนิด เช่น มิราบิลิส ที่คุณเล็กเคยพบในป่า ยาวถึง 30 เมตร เนื่องจากเป็นไม้เถาที่อายุยืน ในบางช่วงที่ขาดน้ำ ต้นจะยุบ ต่อเมื่อมีฝนตกก็จะแตกใบออกมาอีก แต่ถ้าต้นอยู่ในสภาพปกติที่ปลูกเลี้ยงจะไม่ยุบต้นลง เนื่องจากสภาพความชื้นและปริมาณน้ำเพียงพอ ในสภาพธรรมชาติหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดมีถิ่นกำเนิดที่สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งและดินที่เสื่อมโทรม ทำให้ต้นต้องพัฒนาใบมาเป็นหม้อเพื่อจับกินแมลงเพื่อดูดซับธาตุอาหารช่วยเสริม นอกเหนือจากรากและใบที่ทำหน้าที่หาอาหาร

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะสร้างหม้อขึ้น 2 ชนิด หม้อล่างจะอยู่ด้านล่างบริเวณโคน จะสังเกตเห็นสายดิ่งจะอยู่ด้านหน้า หม้อจะมีขนาดใหญ่และสีสันสวยงาม หม้อล่างจะผลิตน้ำตาลเพื่อล่อแมลง ซึ่งมักจะเป็นมดที่คลานอยู่ด้านล่าง ส่วนหม้อบนจะอยู่ด้านบนสังเกตที่สายดิ่งจะอยู่ด้านหลัง หม้อจะมีขนาดเล็กลงและสีสันไม่สดใสเท่าหม้อล่าง แต่จะทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลและกลิ่น ซึ่งหม้อล่างจะไม่มีหน้าที่ผลิตกลิ่น และแมลงส่วนใหญ่ที่ติดกับ มักจะเป็นแมลงที่มีปีก เมื่อต้นในธรรมชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ใบที่มีหม้อบนอยู่จะลดบทบาทการสร้างหม้อเพื่อจับเหยื่อ กลายเป็นหนวดที่จะยึดเกี่ยวกิ่งไม้เพื่อให้สภาพต้นมีการดำรงอยู่ของต้นที่มั่นคงขึ้น

ในหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีน้ำเหนียวที่มีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนจากแมลงและหม้อจะดูดซึมเข้าไปเพื่อใช้เป็นธาตุอาหารของพืช ด้านบนของหม้อจะมีฝาปิดเพื่อทำหน้าที่ไม่ให้น้ำฝนเข้าไปอยู่ในหม้อมากเกินไป เพราะจะทำให้สารเหนียวที่อยู่ในหม้อไม่สามารถทำหน้าที่ย่อยสลายซากสัตว์ได้เมื่อมีน้ำเข้ามาปนมากเกินไป แต่ในช่วงที่ฝนตกหนัก น้ำก็สามารถเข้าไปในหม้อได้เหมือนกัน แต่ธรรมชาติได้สร้างความสมดุลไว้ คือเมื่อน้ำเข้าไปจนเต็ม หม้อจะรับน้ำหนักไม่ไหวก็จะพลิกลงเพื่อเทน้ำ และก็จะพลิกกลับไปสู่สภาพเดิม

โดยปกติเมื่อแรกผลิใบ ต้นจะเริ่มสร้างหม้อจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ถึง 4 เดือน หม้อจะสมบูรณ์และเปิดฝาครั้งแรก และหลังจากเปิดฝาครั้งแรกแล้วหม้อจะมีอายุอยู่ประมาณ 4 เดือน แล้วแต่ความสมบูรณ์และการกัดกินของหม้อจากด้านนอกของแมลง ในสภาพธรรมชาติช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงฤดูที่ต้นสามารถผลิตหม้อได้มากกว่าฤดูอื่น

การผสมเกสร และขยายพันธุ์

หม้อที่มีความสวยงามของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ใช่ดอกแต่เป็นวิวัฒนาการของใบ ต้นของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะแยกเป็นเพศผู้และเพศเมีย คุณเล็กบอกว่า “ต้นตัวผู้ ตัวเมียของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีหม้อที่ไม่แตกต่างกัน แต่ดอกจะเกิดจากกาบใบ ถ้าเป็นดอกของต้นตัวผู้จะสังเกตว่าจะเป็นติ่งกลม ส่วนดอกของต้นตัวเมียจะเป็นตุ่มรีมีขนาดใหญ่กว่า และเกสรตัวผู้จะมีกลิ่นหอมเพื่อล่อแมลงให้มาเคล้าคลึงและนำเกสรไปติดต้นตัวเมียตามวิถีทางธรรมชาติ กลิ่นหอมของเกสรตัวผู้แต่ละต้นแต่ละชนิดจะมีกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน”

ส่วนการผสมเกสร คุณเล็กเล่าว่า “เมื่อเกสรของตัวผู้มีกลิ่นจะพบว่าสีของเกสรจะเหลืองเข้มขึ้น จากดอกด้านล่างขึ้นไปด้านบน ค่อยๆ ทยอยแก่ จะใช้พู่กันค่อยๆ ปัดเกสรตัวผู้ลงในจานแก้วอย่างระมัดระวังเนื่องจากละอองเกสรเล็กมาก ถ้าเป็นไปได้ควรจะผสมทันที เนื่องจากการเก็บไว้จะทำให้เปอร์เซ็นต์การติดฝักลดลงแม้ว่าจะเก็บไว้ในตู้เย็นก็ตาม ดอกช่อหนึ่งๆ จะใช้เวลาบาน 5-7 วัน เราก็จะทยอยผสมทุกวัน เขียนป้ายวันผสมติดไว้ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แล้วแต่ชนิดและความสมบูรณ์พันธุ์ เมื่อฝักล่างที่ผสมก่อนจะมีอายุมากกว่าฝักอื่นนั้นแตก เราจะตัดเก็บทั้งช่อใส่ถุงพสาติกใสทันที นำไปตากให้แห้งประมาณ 1 แดด ก็จะนำไปเพาะซึ่งการงอกจะได้เปอร์เซ็นต์ที่ดีกว่า การเก็บรักษาไว้แม้ในตู้เย็นก็จะทำให้อัตราการงอกเสื่อมลง”

วิธีเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะต้องนำขุยมะพร้าวอย่างเดียวหรือปนมะพร้าวสับก็ได้ในอัตรา 1 ต่อ 1 แช่น้ำจนชุ่ม นำมาใส่ตะกร้าโปร่ง หลังจากโรยเมล็ดลงไปก็จะใช้สเปก นำมอสส์ที่แช่น้ำจนชุ่ม โรยปิดไว้ข้างบน นำตะกร้าไว้ในร่มไม่ให้โดนแดด ใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ต้นก็จะเริ่มงอก และจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ให้ปุ๋ยละลายช้า 3 เดือน สูตรเสมอ เมื่อต้นมีขนาดสูงประมาณ 1-3 เซนติเมตร จึงสามารถแยกออกมาปลูกในกระถางเดี่ยว ขนาด 3-4 นิ้วได้ จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงต่ออีก 1 ปี ต้นจึงจะมีขนาดพร้อมจำหน่าย ฟังดูรู้สึกเหนื่อยเพราะใช้เวลานานมาก

การปลูกเลี้ยง

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นต้นไม้ที่ชอบแดดจัดและความชื้นสูง ขาดน้ำไม่ได้ แสงที่ได้รับสามารถรับแสงได้ 50-100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสภาพแสง 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องใช้จานรองที่หล่อน้ำไว้ให้ตลอดเพื่อรักษาความชื้น แต่ในสภาพแสง 50 เปอร์เซ็นต์ อาจไม่ต้องใช้จานรองก็ได้แต่ต้องหมั่นให้น้ำอยู่เสมอ ต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดจัด ใบจะเล็กแต่หม้อจะใหญ่ ส่วนต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดรำไร ใบจะใหญ่ส่วนหม้อจะเล็ก ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยละลายช้า ใส่ 3 เดือนครั้ง ในปริมาณไม่มากนัก แมลงศัตรูของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย ส่วนตั๊กแตนจะเป็นแมลงที่กัดกินหม้อและใบ

การปลูกเลี้ยงในธรรมชาติ

เดิมบริเวณสวนเป็นแหล่งกำเนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์พื้นเมือง คุณเล็กจึงทดลองนำหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์ต่างประเทศชื่อ ซาราซีเนียร์ ของอเมริกานำมาปลูก ในสภาพที่ลุ่มชื้น ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่แพ้ในธรรมชาติของแหล่งกำเนิด มีการแตกกอและเจริญเติบโตได้ดี โดยมีสีสันที่สดใส ในสภาพธรรมชาติอย่างนี้ไม่ต้องรดน้ำตลอดทั้งปี

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ที่หัดเลี้ยง ให้หาเลี้ยงต้นที่มีราคาไม่แพงก่อน หลังจากที่ปลูกเลี้ยงได้สำเร็จ ค่อยเสาะหาพันธุ์ต่างประเทศหรือลูกผสมที่มีสีสดใส และความแปลกใหม่มาเลี้ยงเพิ่มเติม คุณเล็กแนะนำว่า การปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้ใช้ขุยมะพร้าวและมะพร้าวสับ ห้ามใช้ดินเด็ดขาดเพราะจะเน่าตาย มิน่าตอนนั้นซื้อมาเลี้ยง ด้วยความหวังดีไปเอาดินสำหรับปลูกบัวที่เป็นโคลนมาปลูก ปรากฏว่าตายเรียบ สวนของคุณเล็กที่ตะกั่วป่า คนที่สนใจเลี้ยงมักแวะเวียนเข้ามาซื้อต้นลูกผสมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ การเข้ามาในสวนจะทำให้เราเรียนรู้ในการปลูกเลี้ยงที่ถูกต้อง โดยปกติสวนส่วนใหญ่มักไม่ให้คนเข้าไปดู แต่สวนนี้เปิดให้เข้าชมได้ตามสบาย นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดวิธีการปลูกเลี้ยงอย่างไม่ปิดบัง

สนใจเรื่องหม้อข้าวหม้อแกงลิง ติดต่อ คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก บ้านเลขที่ 57/16 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เบอร์โทรศัพท์ (084) 101-1385 และ (087) 476-4522

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

สาวบางแค 22

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

“งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2559” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ มุ่งสร้างต้นเเบบเเนวคิดเเก้วิกฤตยางพารา โดยนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่หลากหลายมิติแล้ว จังหวัดบึงกาฬ และ อบจ. บึงกาฬ ยังได้จัดเวทีเสวนาเพื่อระดมสมองจากนักวิชาการ เกษตรกรคนเก่งเข้ามาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเทคนิคลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้เพิ่มในสวนยางพารา เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

“กยท. หนุนปลูกยาง

แบบผสมผสาน เพิ่มรายได้”

คณะผู้จัดงานเปิดประเดิมเสวนาเวทีแรก โดยเชิญ คุณไกรสร นนทเกษม หัวหน้าสำนักผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหายางพารา ในหัวข้อ “สถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไร”

คุณไกรสร กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ กยท. ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ใน 2 รูปแบบ คือ

1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจ่ายเงินชดเชยสนับสนุนให้เกษตรกร 1,500 บาท ต่อไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน (1 ครัวเรือน 1 สิทธิ์)

2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ผ่าน 8 หน่วยงาน โดย กยท. เป็นผู้รับซื้อยาง จำนวน 100,000 ตัน จากเกษตรกร โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยรับซื้อยางแผ่น ชั้น 3 ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางประเภทอื่น ราคาจะลดหลั่นกันลงไป โดยมีกติกาว่า จะรับซื้อยางจากเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 10 กิโลกรัม หากปลูกยาง 15 ไร่ จะขายยางได้ 150 กิโลกรัม หากใครมีพื้นที่ปลูกยางน้อย ก็มีโอกาสขายยางได้หลายครั้ง จนครบจำนวน 150 กิโลกรัม เชื่อว่าทั้ง 2 โครงการ จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในช่วงฤดูปิดกรีดยาง

เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตยาง อย่าปลูกยางเป็นพืชเชิงเดี่ยว ต้องกระจายความเสี่ยงปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชเสริม พืชแซมในสวนยาง รวมทั้งเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีรายได้เข้ากระเป๋าหลายทาง โดยภาครัฐสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกร ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่เกิน 1 ล้านครัวเรือน ขณะนี้เกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการยังไม่ครบจำนวนที่กำหนด ยังมีช่องว่างให้เกษตรกรที่สนใจอาชีพเสริมในครัวเรือนสามารถยื่นใบสมัครได้

ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาแปรรูปใบยางหรือดอกไม้จากใบยางออกขาย เพราะเป็นสินค้าที่ต้องการสูงในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกระบวนการแปรรูปใบยางไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนน้อย สร้างบ่อหมักใบยาง นอกจากนี้ ใบยางยังสามารถมาแปรรูปในลักษณะดอกไม้จันทน์ ก็เป็นสินค้าที่ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดเช่นกัน

ยุคปลาเร็วกินปลาช้า…

เร่งปรับตัวให้อยู่รอด

คุณบัณฑิต หลิมสกุล เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเซีย (ACD) พูดคุยในเวทีเสวนา หัวข้อ “ยางพารา การพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของโลกไร้พรมเเดน” โดยกล่าวว่า สถานการณ์ยางในขณะนี้ มีกำลังผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ทั้งไทยและเพื่อนบ้านปลูกยางกันเยอะ แต่ว่าหลังปี 2560 ปริมาณความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้น ในอดีตเราคิดว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เเต่ยุคนี้ปลาเร็วกินปลาที่ช้ากว่า ปลาตัวใหญ่ที่ช้าอุ้ยอ้าย อาจจะถูกปลาตัวเล็กกว่ากินได้ ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนเเปลงของตลาดโลก

ที่ผ่านมา ไทยเน้นส่งออกยางถึง 86 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเจอปัญหาราคายางผันผวนก็จะได้รับผลกระทบทันที ควรเร่งปรับปรุงตัวเอง โดยมองมาเลเซียเป็นตัวอย่าง จากเดิมเป็นผู้ผลิตยาง วันนี้เขายกฐานะเป็นผู้แปรรูปยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ไม่ว่ายางโลกจะตกลงหรือผันผวนเเค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศมาเลเซีย หากจะแข่งขันกับมาเลเซีย ควรผลิตสินค้าที่แตกต่างจากเขา เช่น หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ คนจีนที่มาเที่ยวไทยซื้อหมอนยาง ที่นอนยางพารากลับบ้านไปเยอะมาก เพราะมีคุณภาพดีกว่าเเละราคาถูก นโยบายจีนเปลี่ยนแล้ว จากเดิมมีลูกคนเดียว ก็เปิดโอกาสให้มีลูกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตลาดจีนจะมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น

เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดีย ที่เศรษฐกิจดีขึ้น นโยบายรถทำให้อินเดียมีปริมาณความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มมากขึ้น เป็นตลาดใหม่ที่มีลู่ทางเติบโตสดใส ในอนาคตคาดว่า เวียดนาม จะเป็นคู่แข่งขันสำคัญบนเวทีตลาดโลกเพราะเวียดนามเร่งปรับตัวเรียนรู้ผลิตเทคโนโลยีด้านยางจากฝรั่งเศสและนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งจากมาเลเซีย ทำให้ยางเวียดนามมีคุณภาพดี

“เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง”

เกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬได้มีโอกาสเรียนรู้ “เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง” จาก คุณเสถียร ซื่อตรง เกษตรกรจังหวัดนครพนม โดยก่อนหน้านี้คุณเสถียรเคยปลูกมะม่วง มะขามหวาน มาก่อน แต่มีรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย วันหนึ่งเขามีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องการปลูกสับปะรดในสวนยางจากเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่น

คุณเสถียร เริ่มต้นปลูกสับปะรด ตั้งแต่ 2551 โดยส่งตัวอย่างดินให้สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนครพนมตรวจสอบว่า มีสภาพดินเหมาะสมกับการปลูกสับปะรดหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ดินนครพนมมีสภาพเหมาะสมสำหรับปลูกสับปะรด เพราะมีดินร่วนปนทราย 30% ดินร่วน 20% เมื่อปลูกแล้ว จะได้เนื้อสับปะรดที่มีรสหวาน ซึ่งจังหวัดบึงกาฬ อุบลราชธานี มีชุดดินคุณภาพเดียวกับจังหวัดนครพนม สามารถปลูกสับปะรดได้อย่างสบาย

หากใครสนใจปลูกสับปะรด ควรเลือกทำเลพื้นที่ที่มีสภาพลาดเอียง ระบายน้ำได้ดี เพราะสับปะรดเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ประการต่อมา ต้องคัดเลือกสับปะรดพันธุ์ดีมาปลูก หลังไถพรวนดินเสร็จ คุณเสถียรได้นำหน่อพันธุ์สับปะรดปัตตาเวียมาปลูกแซมในสวนยาง โดยปลูกในระยะห่าง ประมาณ 30 เซนติเมตร บำรุงด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ปีละ 1 ครั้ง เติมปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ใส่ทุกๆ 2 เดือน หากใช้หน่อ ปลูกดูแล 8-9 เดือน ก็มีผลผลิตออกขาย แต่หากนำจุกสับปะรดมาปลูก ต้องใช้เวลานานกว่าประมาณ 11 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้

การผลิตสับปะรดนอกฤดู เกษตรกรโดยทั่วไปนิยมใช้วิธีหยอดฮอร์โมน ซึ่งมีราคาแพง แต่คุณเสถียรมีเทคนิคส่วนตัวที่ได้ผลดีคือ ใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) และปุ๋ย สูตร 25-5-5 ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้กระป๋องปลากระป๋องเปล่าตักส่วนผสมที่เตรียมไว้หยอดข้างต้นสับปะรด รอไปอีกประมาณ 45-60 วัน ก็จะได้ผลผลิตสับปะรดตามที่ต้องการ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ง่าย หากพบว่าผลสับปะรดเริ่มมีสีเหลือง ประมาณ 3 แถว ก็แสดงว่าเนื้อสุกแล้ว พร้อมเก็บเกี่ยวได้

การปลูกสับปะรดในสวนยาง นอกจากเกษตรกรมีผลสับปะรดสด น้ำหนักเฉลี่ย ลูกละ 1.5-4 กิโลกรัม ออกขายแล้ว ยังสามารถขายหน่อพันธุ์สับปะรดให้ผู้สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อได้อีก หากช่วงไหนมีผลผลิตเหลือจากการจำหน่าย ก็นำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกวนได้อีก หากสามารถรวมกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดในท้องถิ่นได้ ก็จะมีโอกาสกำหนดราคาขายได้สูงขึ้น

โค่นยางเก่า

แก้วิกฤตราคายาง

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้เกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อสงเคราะห์ปลูกแทน โดยทั่วไปการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะสนับสนุนให้มีการโค่นต้นยางเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำ ปีละ 200,000 ไร่ ก็ปรับจำนวนสงเคราะห์ปลูกใหม่เป็น 400,000 ไร่ ทำให้มีไม้ยางป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมไม้ยางพาราเพิ่มมากขึ้นในปี 2559

ไม้ยางพารา ถือว่าเป็นโบนัสก้อนพิเศษที่เกษตรกรจะได้รับหลังจากหยุดกรีดน้ำยางแล้ว ในช่วงที่น้ำยางมีราคาดีเกษตรกรยังไม่อยากขาย ทำให้ไม้ยางพาราค่อนข้างขาดแคลนและมีราคาสูง ขณะนี้ไม้ยางพาราเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทำไม้แปรรูปมาก เนื่องจากไม้อย่างอื่นไม่สามารถตัดนำมาใช้ได้เพราะฉะนั้นไม้ยางพารามีมากเท่าไร โรงงานก็รับซื้อทั้งหมด ซึ่งเป็นผลดีแก่ชาวสวนยาง

คุณเกษตร แนบสนิท ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาร่วมพูดคุย ในหัวข้อ “เทคนิคการตัดไม้ยางพาราเพื่อการค้าและการแปรรูป” โดยกล่าวว่า เกษตรกรควรเรียนรู้ประมาณราคาไม้ยางได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงป้องกันการกดราคาซื้อจากพ่อค้าหรือนายหน้าที่มาซื้อไม้ยาง ก่อนอื่นเกษตรกรควรรู้ว่า ไม้ยางพาราแต่ละสวนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และเชิงการบริหารจัดการ ทำให้ราคาไม้ยางในสวนยางพาราแต่ละสวนมีราคาแตกต่างกัน

โดยทั่วไป พ่อค้าจะตีราคาไม้ยาง โดยคำนวณจากจำนวนไม้ยางที่ปลูก เฉลี่ย 70 ต้น ต่อไร่ หากต้นยางตายมาก เหลือไม่ถึง 50 ต้น ต่อไร่ การตีราคาต่อไร่ก็จะต่ำลง นอกจากนี้ น้ำหนักไม้ยาง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกษตรกรขายไม้ได้ราคาสูงหรือต่ำ โดยอาศัยการคำนวณน้ำหนักไม้ยางจากพันธุ์ยาง ลักษณะดินและขนาดต้นยาง เช่น ต้นยางขนาดเดียวกันแต่คนละพันธุ์ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น ยางพื้นเมือง (ยางบ้าน) พันธุ์ GT1 มีน้ำหนักมากที่สุด รองลงมาคือ ยางพันธุ์ GT1 และ RRIM600 เบาที่สุด เพราะพันธุ์ยางที่ให้ปริมาณน้ำยางยิ่งมาก จะทำให้น้ำหนักไม้ยิ่งเบา

ขณะเดียวกัน ไม้ยางที่ปลูกในดินเหนียวจะมีน้ำหนักสูงกว่าไม้ยางในดินทราย (ขนาดต้นเท่ากัน) ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่นิยมคิดคำนวณราคาไม้ยางจากขนาดต้นยางเป็นหลัก เพราะเห็นเด่นชัดที่สุดและบ่งบอกถึงน้ำหนักไม้ยาง หากเจ้าของสวนยางรายใดใส่ใจดูแลรักษาสวนยางให้ถูกต้องตั้งแต่ปลูกจนถึงโค่น เช่น ปลูกในระยะที่เหมาะสม ตัดแต่งกิ่งถูกต้อง มีการกำจัดวัชพืชที่ดี ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางอย่างเพียงพอ เปิดกรีดยางอย่างถูกต้อง และแรงงานกรีดมีฝีมือ ก็จะช่วยให้ไม้ยางมีคุณภาพสูง ขายได้ราคาดี

การซื้อขายไม้ยาง เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาพ่อค้ายางทำสัญญาจ่ายเงินมัดจำไว้ แล้วไม่ยอมมาโค่น ยื้อเวลาจนเจ้าของสวนเดือดร้อน เลยระยะเวลาปลูกใหม่ เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหา ในสัญญาต้องระบุให้ชัดว่า จ่ายเงินมัดจำเท่าไหร่ และกำหนดวันโค่นให้ชัดเจน หากไม่โค่นภายในเวลาที่กำหนด จะทำอย่างไร เช่น ยกเลิกสัญญา เป็นต้น

ไม้ยางที่ได้ขนาด หรือ “ไม้เกรด” ปัจจุบันขายได้ตันละประมาณ 2,000-3,000 บาท ส่วนไม้ตกเกรด หรือไม้ฟืน มีราคาต่ำ เฉลี่ยตันละประมาณ 500-700 บาท พ่อค้าจะไม่เพิ่มราคารับซื้อสำหรับไม้ตกเกรด ส่วนไม้เกรดของโรงงาน คือไม้ยางที่ตัดเป็นท่อนแล้ว วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ตั้งแต่ 6 นิ้ว ขึ้นไป ซึ่งสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ส่วนไม้ตกเกรด ที่ขนาดไม่ถึง 6 นิ้ว จะนำไปทำไม้ลัง พาเลต และไม้อัด ฯลฯ

หากวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรแห่งใดประสงค์จัดตั้งโรงเลื่อยชุมชน เพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มไม้ยางพาราในท้องถิ่น จะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมป่าไม้เสียก่อน เนื่องจากโรงเลื่อยชุมชนจำเป็นต้องใช้ใบเลื่อยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 12 นิ้ว การลงทุนทำโรงเลื่อยชุมชน ต้องคำนวณปริมาณวัตถุดิบไม้ยางพาราในท้องถิ่นว่า มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับป้อนโรงเลื่อยแห่งนี้ได้ทุกวันหรือไม่ หากยังมีปริมาณไม้ยางไม่มากพอ ก็ต้องทำข้อตกลงกับพื้นที่ข้างเคียงให้จัดหาไม้ยางส่งขายโรงเลื่อยชุมชน

สำหรับพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) มีสวนป่า จำนวน 3 แห่ง คือ สวนป่าบึงกาฬ สวนป่าเซกา สวนป่าโซ่พิสัย ปัจจุบัน ออป. มีกิจการโรงเลื่อยเป็นของตัวเอง เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำความรู้เรื่องโรงเลื่อย จาก ออป. ได้โดยตรง เช่น การจัดตั้งโรงเลื่อย เทคนิคการเลื่อยไม้ การบริหารจัดการตลาด การแสวงหาวัตถุดิบป้อนโรงงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงเลื่อยไม้ การดูแลจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

เทคนิคการปลูก

ลิ้นจี่ ในสวนยาง

คุณสวัสดิ์ ภาษา ผู้บุกเบิกปลูกลิ้นจี่ นพ.1 อันเลื่องชื่อของจังหวัดนครพนม มาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาปลูกลิ้นจี่ นพ.1 ในสวนยาง เนื่องจากลิ้นจี่ชนิดนี้เป็นสายพันธุ์เบา ให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี นับว่าให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าพันธุ์ฮงฮวยและพันธุ์จักรพรรดิ ที่นิยมปลูกในภาคเหนือ ที่สำคัญลิ้นจี่พันธุ์นี้ติดผลง่าย ไม่ต้องรอให้อากาศหนาวจัด มีรสชาติหวานอร่อย เนื้อแห้ง ขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ยังมีความต้องการเพิ่มอีกจำนวนมาก

ต้นลิ้นจี่ นพ. 1 ปลูกดูแลง่าย โดยให้น้ำต้นลิ้นจี่สัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นลิ้นจี่ติดดอกได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หลังให้น้ำครั้งแรก ควรพักการให้น้ำระยะหนึ่งก่อน รอจนกิ่งที่ติดผลคล้อยลงต่ำ จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้ง และให้ปุ๋ยบำรุงต้น สูตร 8-24-24 หรือ 13-21-21 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นลิ้นจี่ ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตร

ปัจจุบัน ต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนคุณสวัสดิ์มีอายุ 18 ปี แต่ยังให้ผลผลิตดี เพราะหลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง จะตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้ได้ขนาด เรียกว่าเป็นขั้นตอน “การทำสาวต้นลิ้นจี่” ทุกครั้งเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี จำนวนมากตามที่ต้องการ

ปัจจุบัน สวนลิ้นจี่ของคุณสวัสดิ์มีคุณภาพดี จึงขายส่งเข้าตลาดห้างสรรพสินค้าท็อปส์ แม็คโคร และป้อนตลาดส่งออก ส่วนสินค้าตกเกรดจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีรายได้ก้อนโตจากการจำหน่ายกิ่งตอนให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ ในราคา ต้นละ 100-200 บาท ตามขนาดของลำต้น หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ. 1 ไปทดลองปลูก สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คุณสวัสดิ์ ภาษา โทร. (081) 320-6447 หรือบุตรสาว (081) 058-9664 (คุณต่าย)

เลี้ยง ไก่ดำ หมูดำ

วัวดำ รายได้ดี

น.สพ. วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาโครงการตามพระราชดำริ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร มาชวนเกษตรกรชาวสวนยางให้ทดลองเลี้ยงไก่ดำ หมูดำ วัวดำ สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เลี้ยงง่าย กินอาหารท้องถิ่นได้ เลี้ยงแล้วไม่ขาดทุน ขายได้กำไร

ทุกวันนี้เกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ดำกันมาก เพราะสร้างรายได้ดีกว่าการเลี้ยงวัว ไข่ไก่ดำภูพาน ฟักขายในราคาฟองละ 50 บาท แล้ว ใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ก็ขายได้ หากเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่ ขายได้ราคาตัวละ 250 บาท ราคาเนื้อไก่ดำซื้อขายที่กิโลกรัมละ 180 บาท สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ตั้งแต่ ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้มีผู้ซื้อจากเวียดนามติดต่อขอซื้อไก่ดำจำนวนมากจากไทย เพราะคนเวียดนามมีความเชื่อเรื่องการบริโภคไก่ดำเป็นยาบำรุงร่างกายเช่นกัน

ไก่ดำภูพาน มีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำมาก เลี้ยงง่ายเหมือนกับไก่บ้านทั่วไป ใช้เวลาเลี้ยงไม่นาน การเลี้ยงไก่ดำ ใครๆ ก็เลี้ยงได้ แค่ดูแลให้น้ำสะอาด ให้อาหาร คือปลายข้าวหรือข้าวเปลือก และให้อาหารผสมทุกเช้า-เย็น เช่น ปลายข้าว รำข้าว ปลาป่น ข้าวโพดป่น ข้าวเปลือก กากถั่ว กากมะพร้าว หัวอาหารไก่สำเร็จรูปชนิดเม็ด พร้อมคอยเปลี่ยนน้ำทุกวัน ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตเร็ว

ไก่ดำภูพาน มีความเสี่ยงในเรื่องโรคเช่นเดียวกับพันธุ์ไก่ทั่วไป เช่น โรคนิวคาสเซิล โรคหลอดลมอักเสบ ฯลฯ จึงต้องดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะนำเรื่องการใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรในทุกช่วงของการเลี้ยงไก่ดำ โดยผสมกับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ดำ จะช่วยป้องกันโรคหวัดและโรคท้องเสียได้เป็นอย่างดี

หมูดำ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สุกรภูพาน 1” ที่มีลักษณะเลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง แข็งแรง เนื้อมันมีน้อย ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด

น.สพ. วิศุทธิ์ แนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางนำหมูดำมาเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในสวนยาง เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงอะไรมาก เพราะหมูดำสามารถกินต้นหญ้าและลูกยางในสวนยางเป็นอาหารได้ เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า ลูกยางพารา มีคุณประโยชน์สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ และได้ผลพลอยได้คือ มูลหมู เป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงต้นยาง นอกจากนี้ หมูดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูกสำหรับบริโภคในครัวเรือนเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

วัวดำ (ทาจิมะภูพาน) ถูกเลี้ยงในสไตล์อีสาน ใช้เหล้าสาโทเลี้ยงวัวดำแทนการใช้เบียร์ เพื่อพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและโลหิต พร้อมเปิดเพลงหมอลำกล่อมแทนเพลงคลาสสิกแบบญี่ปุ่นที่ใช้เลี้ยงวัวดำ ส่วนอาหารใช้ฟางข้าวและสูตรอาหารข้นที่กรมปศุสัตว์คิดค้นขึ้นมาแทน ปรากฏว่า การเลี้ยงวัวดำสไตล์อีสานประยุกต์ ได้คุณภาพเนื้อ ทัดเทียมกับวัวดำของญี่ปุ่น เมื่อส่งวัวดำไปสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำชำแหละ ปรากฏว่า เนื้อวัวสไตล์อีสานของเรามีคุณภาพเนื้อสูงกว่าวัวเนื้อทุกสายพันธุ์ที่เลี้ยงในไทย

น.สพ. วิศุทธิ์ บอกว่า ทุกวันนี้ ต้นทุนการเลี้ยงวัวดำไม่สูง คนที่เคยเลี้ยงวัวขุน สามารถใช้ความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เลี้ยงวัวดำพันธุ์นี้ได้เลย ดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์เป็นระยะ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นแนะนำเคล็ดลับการเลี้ยงวัวดำวากิว มี 2 ประการ คือ อาหารและสายพันธุ์ ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้พัฒนามาครบแล้วทุกด้าน

ตอนนี้ เกษตรกรคนไทยทุกรายสามารถยื่นขอน้ำเชื้อวัวดำภูพานได้ฟรี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ น้ำเชื้อวัวดำภูพานสามารถนำไปผสมกับวัวได้ทุกสายพันธุ์ หากนำน้ำเชื้อวัวดำภูพานไปผสมกับวัวพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ จะสามารถพัฒนาคุณภาพเนื้อได้เพิ่มขึ้น 0.5-1 เกรด จะได้มัดกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ ซึ่งตลาดยุโรป ที่นิยมบริโภคสเต๊กเนื้อวัวลักษณะนี้มาก ปัจจุบัน เนื้อวัวดำภูพานเป็นที่ต้องของร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ต้องการใช้เนื้อสำหรับเมนูอาหารประเภทปิ้ง ย่าง

หากใครมีสวนยางอยู่แล้ว ก็สามารถนำวัวมาเลี้ยงได้ในสวนยาง หากประสงค์เลี้ยงแบบง่ายๆ ใช้เวลา 8 เดือน เลี้ยงวัวออกขายได้ก็มีกำไรแน่ๆ หากใครมีสายป่านทางการเงินยาว ใช้เวลาเลี้ยงอีก 18 เดือน เพื่อผลิตเป็นวัวขุนคุณภาพดีทัดเทียมของญี่ปุ่น ก็จะได้ผลกำไรอีกทวีคูณ

ด้านตลาด ไม่ต้องกลัวว่าเลี้ยงวัวดำแล้วจะขายไม่ได้ เพราะสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนนางแก จังหวัดนครพนม สหกรณ์หนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ประกาศรับซื้อเนื้อวัวดำภูพานไม่อั้น เพราะขายดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โทร. (042) 477-470 ในวันและเวลาราชการ

ไก่งวง เลี้ยงง่าย ขายดี

คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ โทร. (085) 014-9679 ประธานชมรมไก่งวงจังหวัดนครพนม และผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการเลี้ยงไก่งวงแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงไก่งวงให้ประสบความสำเร็จ

ไก่งวง กินหญ้าเป็นอาหารถึงร้อยละ 70 ในแต่ละวัน หากนำไก่งวงไปปล่อยเลี้ยงในสวนยางพารา นับเป็นความคิดที่ดี เพราะจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช แถมสารเคมียังสร้างปัญหาทำให้ดินเสีย ดินแน่น ขณะเดียวกันมูลไก่งวงยังเป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงดินในสวนยางอีกต่างหาก ช่วยปรับสภาพดินในสวนยางได้อย่างยั่งยืน แถมช่วยกำจัดวัชพืชโดยใช้ต้นทุนต่ำอีกด้วย

หากมีพื้นที่ปลูกยาง 10 ไร่ ควรเลี้ยงไก่งวง สัก 50 ตัว ตอนแรกก็ใช้ตาข่ายตีวงกินหญ้าของไก่งวงเสียก่อน เมื่อหญ้าถูกกินเรียบ ก็ค่อยๆ ย้ายพื้นที่เลี้ยงไก่งวงออกไป กลางวันก็ปล่อยให้ไก่งวงหากินในแปลงสวนยาง ตอนกลางคืน ก็ให้พักในโรงเรือนยกพื้นสูง มีฉากบังลม มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันสุนัข งู และพังพอน

หากแปลงไหนมีต้นหญ้าสูงใหญ่เต็มแปลง ไก่งวงจะค่อยๆ กัดกินใบหญ้าทีละใบ จนเหี้ยนเตียนหมดภายใน 3 เดือน หลังจากถอนหญ้าให้หมด ไก่งวงก็จะใส่ปุ๋ยให้กลับคืนสู่ผืนดิน สุดท้าย เกษตรกรจะขายเนื้อไก่งวงได้ในราคาที่ดี หากไม่มีแหล่งหญ้าให้ไก่งวงกิน ก็จำเป็นต้องปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะมีสารอาหารสูงมาก ช่วยให้ไก่งวงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี การปลูกหญ้าเนเปียร์ทำได้ไม่ยาก แค่เรียงเป็นแถว ไม่ต้องกลบดินก็ได้ หญ้าเนเปียร์ก็สามารถเติบโตได้ดี ไก่งวงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะการกินอยู่ไม่เหมือนกัน ผู้เลี้ยงต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการกินอยู่ของไก่งวงอย่างใกล้ชิด

หากใครสนใจอยากเลี้ยงไก่งวง ให้เริ่มจากวางแผนก่อนว่า อยากจะเลี้ยงในช่วงไหน คุณเชษฐา แนะนำให้เริ่มจากการเลี้ยงไก่งวงพ่อแม่พันธุ์ก่อน เพื่อศึกษาธรรมชาติการกินอยู่ของไก่งวงเสียก่อน วิธีนี้จะเรียนรู้ชีวิตไก่งวงได้ดีกว่าการซื้อลูกไก่งวงมาเลี้ยง แค่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไม่ถึงเดือน ก็ออกไข่แล้ว สมมติว่าอยากได้ลูกไก่งวงเดือนธันวาคม ช่วงเดือนตุลาคม ก็เริ่มซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงรอล่วงหน้า 3 เดือน เพราะหลังจากออกไข่ ต้องใช้เวลาฟักไข่อีก 1 เดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้มมีบทบาทเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาไก่งวงที่ทางกลุ่มรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม และจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาด ในราคาขายที่กิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนราคาขายปลีกไก่งวงของทางกลุ่มมีหลายระดับราคา ตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 -200 บาท โดยทั่วไป ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขอบคุณพระเจ้า ราคาซื้อขายไก่งวงจะค่อนข้างสูง ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท

ทำสวนผลไม้ในสวนยาง

ไม่ยาก อย่างที่คิด

คุณวาสนา บุญคำ เกษตรกรตัวอย่างในพื้นที่อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มาร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จจากการทำสวนผลไม้ในสวนยางของเขาว่า เกิดวิกฤตยางราคาถูก ก็พยายามปรับตัวสู้ปัญหา โดยหยุดลงทุนทำสวนยาง นำพื้นที่ว่าง 30 ไร่ มาทดลองปลูกไม้ผล เช่น เงาะ จำนวน 300 ต้น ทุเรียน 30 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 40 ต้น สะตอ 10 ต้น

ก่อนปลูกไม้ผล ควรสำรวจทำเลที่ตั้งว่า พร้อมสำหรับทำสวนผลไม้หรือไม่ พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมคือ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงและมีหินดานมาก หากเป็นดินลูกรังขนาดเล็กๆ ยังพอสู้ไหว เช็กแหล่งน้ำว่าเพียงพอสำหรับเพาะปลูกหรือไม่ หากเก็บกักน้ำไม่อยู่ ก็คงปลูกไม้ผลไม่ได้ ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดิน ให้งบฯ สนับสนุนขุดบ่อ ขนาด 1 ไร่ ประจำไร่นา สามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเรื่องการขุดบ่อได้ โดยประสานงานกับหมอดินอาสาในท้องถิ่นของท่าน เมื่อขุดบ่อเสร็จ ให้ทดลองปลูกไม้ผลสัก 2-3 ไร่ ก่อน ปลูกจากน้อยไปหามาก ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการลงทุน

เมื่อวางแผนปลูกไม้ผล ต้องเริ่มจากไถพรวน และตากดินให้แห้ง หว่านปูนโดโลไมท์ เพื่อเพิ่มแคลเซียมและฆ่าเชื้อราในเนื้อดิน หว่านเสร็จก็ไถกลบอีกครั้งหนึ่ง และใส่ปุ๋ยรองพื้น ได้แก่ ปูนขาว 1 กำมือ ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต 1 กำมือ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 และปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 3 : 1 คลุกเคล้าผสมกันจนได้ที่ จนค่อยนำไม้ผลที่เตรียมไว้มาปลูก สำหรับ ต้นเงาะ ปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร มังคุด ปลูกในระยะห่าง 50×50 เมตร เมื่อนำต้นไม้ลงหลุมเอาหน้าดินที่ขุดไว้ตอนแรกกลบลงหลุมให้มีความหนาสัก 2 นิ้ว ตามด้วยดินชั้นใน (ที่ขุดขึ้นมา) กลบตามอีกครั้ง เหยียบดินให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปได้

เนื่องจากธรรมชาติของต้นสะตอ เป็นไม้ใหญ่ อาจบังแสงแดดในสวนผลไม้ได้ จึงนำมาปลูกแยก ปลูกห่างจากไม้ผล ประมาณ 20 เมตร เพราะต้นเงาะเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดมาก โดยทั่วไปต้นเงาะและมังคุดเป็นพืชที่พึ่งพาอาศัยกัน สามารถปลูกแซมกันไปได้ ต้นเงาะที่ปลูกได้ 5 ปี จะเริ่มผลิดอก ก็เริ่มขึ้นน้ำให้ต้นเงาะทันที โดยใช้เครื่องคูโบต้า ปั่นน้ำขึ้นมาตามท่อ พีวีซี พื้นที่ 30 ไร่ โดยปล่อยการให้น้ำเป็นโซน เริ่มขึ้นน้ำตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. ก็เสร็จแล้ว จะใช้วิธีการขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน

เงาะ อำเภอปากคาด มีรสชาติอร่อยกว่าเงาะที่ปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะเนื้อเงาะแห้ง ลูกใหญ่ สดกว่าเงาะจันทบุรี ที่สำคัญมีรสหวาน กรอบ ผลดกมาก ขนาดต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำต้นเงาะทุกกิ่ง เวลาผลผลิตออก แทบจะไม่เห็นใบเงาะเลย เห็นแต่ลูกเงาะเต็มต้นไปหมด เงาะปากคาดส่งไปขายในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุดรธานี ทั้งนี้ เงาะปากคาด ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท เงาะจันทบุรี ขายได้แค่กิโลกรัมละ 12-15 บาท

เมื่อถึงหน้าผลไม้ ทุเรียนจะให้ผลผลิตก่อน ที่นี่ปลูกทุเรียน 2 สายพันธุ์ คือ หมอนทอง และพันธุ์ชะนี มีจุดเด่นในเรื่องรสหวาน อร่อย ที่นี่เน้นใช้สมุนไพร เช่น ต้นสาบเสือ บอระเพ็ด ตะไคร้ ขิง ข่า ฯลฯ และกากน้ำตาล นำมาหมัก 7 วัน ตามสูตรของกรมพัฒนาที่ดิน จนได้ปุ๋ยน้ำหมักสารชีวภาพ โดยนำมาผสมเจือจางกับน้ำ ในอัตรา 1 : 5 ฉีดพ่นเพื่อเพิ่มความหวานและป้องกันแมลงในสวนผลไม้

หมดฤดูทุเรียน ก็จะเจอกับเงาะ ทุกวันนี้สามารถฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อบังคับให้ต้นเงาะมีผลผลิตพร้อมกันทั้ง 30 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้วันละ 5-6 คันรถ หมดหน้าเงาะก็เจอมังคุดกับลำไยสุกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สามารถเก็บมังคุดได้วันละ 2 ตะกร้า ประมาณ 24-25 กิโลกรัม ต่อวัน หลังจากนั้น ก็เก็บหวาย จำนวน 3 ไร่ ที่ปลูกแซมตามร่องเงาะและมังคุดออกขาย โดยทั่วไป หน่อหวาย จำนวน 4-5 หน่อ ขายได้ในราคา 20 บาท

นอกจากนี้ ยังมีต้นผักหวานป่าให้เก็บขาย ผักหวานป่า เป็นพืชที่ใจเสาะมาก หากใส่ปุ๋ย ต้นผักหวานก็จะตาย ผักหวานต้องปลูกตามธรรมชาติ เก็บเมล็ดผักหวานมาตากแดดตามธรรมชาติ ช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน -พฤษภาคม นำเมล็ดผักหวานมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ

อีกด้านหนึ่งของสวนก็ปลูก ต้นแก้วมังกร ปลูกไม่ยาก เลือกปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร โดยเลือกปลูกแก้วมังกรพันธุ์เวียดนามที่มีเนื้อสีชมพู รสหวาน ลูกโต หมดฤดูแก้วมังกร ก็ขายกล้วยน้ำว้าที่ปลูกอยู่ริมขอบบ่อน้ำ เนื้อที่ 9 ไร่ และในบ่อก็เลี้ยงปลาที่กินพืช เพื่อประหยัดค่าหัวอาหาร โดยปลาที่เลี้ยง ได้แก่ ปลานิล ปลาหมอ ปลาจีน ปลายี่สก ฯลฯ ปลาที่จับออกขายได้มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย เพราะไม่ใช้หัวอาหารเลี้ยงปลา ข้อควรระวังคือ เวลาหน้าฝน จะต้องมีระบบป้องกันน้ำที่ดี ระวังอย่าให้น้ำจากแหล่งอื่นที่ปะปนสารเคมีฆ่าหญ้าไหลเข้าบ่อ เพราะจะทำให้ปลาตาย

นอกจากนี้ ยังปลูกไผ่เลี้ยง เนื้อที่ 2 ไร่ ขายหน่อที่ต้มแล้ว จำนวน 4 หน่อ ในราคา 20 บาท นอกจากขายหน่อแล้ว ยังอาศัยต้นไผ่นำมาใช้ค้ำต้นเงาะ ประหยัด ไม่ต้องซื้อหากิ่งไม้ไผ่จากภายนอก ทุกวันนี้ ยังเปิดกรีดยาง จำนวน 200 ไร่ ทุกวัน และมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้ผลผสมผสาน 30 ไร่ โดยนำผลผลิตที่มีอยู่วางขายหน้าบ้าน ก็มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน หากเงาะขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีรายได้เหลือเก็บ ประมาณ 300,000-400,000 บาท ต่อปี

หากยางราคาดี ก็สามารถปลูกต้นยางพันธุ์ 251 แซมในสวนผลไม้ได้ เนื่องจากยางเป็นพืชที่โตเร็ว หากินเก่ง เมื่อเก็บผลผลิตเงาะ ตัดแต่งกิ่งเงาะเสร็จ ก็นำต้นยางมาปลูกแซมในสวนได้เลย ต้นยางส่วนใหญ่มักหากินปุ๋ยใต้ต้นเงาะ ซึ่งต้นเงาะก็ขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน อยู่แล้ว จะช่วยต้นยางแทบจะไม่มีอาการใบร่วงเลย เพราะดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ต้นยางเติบโตเร็วมาก ลำต้นใหญ่ 30-40 เซนติเมตร เมื่อปลูกแซมร่วมแปลงไม้ผล

ปลูกสตรอเบอรี่

เพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง

คุณสมพิศ ชูสังฆ์ เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 48 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้ผันอาชีพ ไปปลูกสตรอเบอรี่ทดแทน ทำรายได้เดือนละกว่าแสนบาทในช่วงหน้าหนาว ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา คุณสมพิศ ยึดอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ระยะหลังเจอวิกฤตราคายางพาราตกต่ำกว่า 2 ปี ทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาขาดแคลนรายได้และแบกภาระหนี้สินก้อนโตจากการทำสวนยาง คุณสมพิศ จึงมองหาอาชีพใหม่เพื่อเสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ

คุณสมพิศ สนใจปลูกสตรอเบอรี่ ผลไม้เมืองหนาว เพราะมองว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่หายากและมีราคาแพง เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชใหม่ ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาดูงานแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ จนมั่นใจจึงเริ่มทดลองปลูกสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 ที่นำมาจากทางภาคเหนือ เมื่อ ปี 2556 ลองผิดลองถูกนานข้ามปี จนถึงปัจจุบัน สวนสตรอเบอรี่ของเขาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจในด้านผลผลิตและรายได้ กลายเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

ระยะแรก สวนสตรอเบอรี่แห่งนี้ เน้นขายผลสตรอเบอรี่ แต่หลังจากกิจการของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากมาติดต่อขอซื้อต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถาง จำนวนมากกว่า 10,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกในท้องถิ่นของตัวเอง ทุกวันนี้เขาจึงเน้นจำหน่ายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ ในราคากระถางละ ประมาณ 120-150 บาท สามารถทำให้มีรายได้เดือนละเป็นแสน

โดยทั่วไป ต้นสตรอเบอรี่ มักจะให้ผลผลิตปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว ใช้เวลาปลูกดูแลไม่ยาก เพียงแค่ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ประมาณ 3-4 เดือน ต้นสตรอเบอรี่ก็จะผลิดอกออกผลให้เก็บผลออกขายได้ เรียกว่า เป็นไม้ผลที่ทำเงินได้เร็ว หากมีต้นทุนต่ำ แต่ขายได้กำไรสูงทีเดียว

เทคนิคการขยายพันธุ์สตรอเบอรี่เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากเพาะชำต้นกล้าสตรอเบอรี่ใส่กระถาง ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน กิ่งลำต้นของสตรอเบอรี่จะออกรากติดกับกระถางเพาะชำขนาดเล็ก ก่อนนำมาลงดินบรรจุในกระถางใหญ่ ดูแลใส่ปุ๋ยรดน้ำประมาณ 1 เดือน รวมระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จนกล้าพันธุ์มีความแข็งแรง สามารถขายกล้าเพาะชำ ต้นสตรอเบอรี่ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทดลองนำไปปลูก

คุณสมพิศ บอกว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน เกษตรกรสามารถขายผลสตรอเบอรี่สดได้ในราคาสูง ถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท การปลูกดูแลสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก พื้นที่ราบสูงในภาคอีสานสามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้อย่างสบาย หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลอย่างถูกวิธี สามารถแวะชมได้ที่สวนของ คุณสมพิศ ชูสังฆ์ หรือขอคำแนะนำได้ที่เบอร์โทร. (088) 533-5337 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

คนไทยหลายล้านคนต่างรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีทางการเมืองที่มากล้น ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง ขอทำหน้าที่เป็นแค่กุนซือให้คำแนะนำแก่นักการเมืองรุ่นหลังเท่านั้น คุณพินิจมุ่งมั่นบุกเบิกปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ จนมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสาน

คุณพินิจ ทำงานช่วยเหลือสังคมในฐานะนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และใช้ช่องทางดังกล่าวดึงนักลงทุนจากจีนเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬดีวันดีคืน และใช้ยางพาราเป็นจุดขายจัดงานประจำปี ภายใต้ชื่อ “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ” อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ในครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจากคุณพินิจมาพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมยางพารา และยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” ต้นแบบของวงการอุตสาหกรรมยางพาราสำหรับแก้ปัญหายางครบวงจร

ปลื้ม รัฐบาลยกย่อง “บึงกาฬโมเดล” แก้ไขปัญหายางได้ยั่งยืน

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด วันยางพารา และกาชาดบึงกาฬ 2559 ได้กล่าวยกย่องชาวบึงกาฬว่า เป็นผู้มีความพากเพียรที่จะช่วยตัวเองและร่วมมือกับรัฐ ตามหลักประชารัฐ สำหรับแก้ปัญหาตัวเองและชาติบ้านเมือง ถือเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ เรียกว่า บึงกาฬโมเดล เป็นแบบอย่างที่จังหวัดอื่นๆ พึงมาเรียนรู้และดัดแปลงเอาอย่าง

ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬเน้นผลิตวัตถุดิบต้นน้ำคือ ยางพารา และวัตถุดิบกลางน้ำคือ ยางเเท่ง ปัจจุบัน ผมได้ร่วมทุนกับจีน จัดตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง มูลค่า 200 ล้านบาท ที่บ้านโนนไพศาล อำเภอบุ่งคล้า คาดว่า การก่อสร้างโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปี 2559 เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะรับซื้อน้ำยางสดไม่ต่ำกว่าวันละ 60 ตัน ซึ่งยางแท่งดังกล่าวจะเน้นผลิตส่งออกป้อนตลาดจีน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยางล้อรถยนต์ในอนาคต

ต่อไปจังหวัดบึงกาฬจะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าจะขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การเเปรรูปยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องศึกษาเรื่องการพัฒนาตลาดควบคู่กันไปด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ใช่ส่งเสริมแปรรูปหมอนอย่างเดียวหมดทั้งประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางอีกเยอะ

“บึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ประชารัฐร่วมแก้วิกฤตยาง

หนึ่งในตัวอย่างนำร่อง “บึงกาฬโมเดล” ที่เกิดจากความร่วมมือประชารัฐที่ดี คือ “โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด ภายใต้การดำเนินการของจังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ที่ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยโรงงานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเปิดดำเนินงานคาดว่า โรงงานแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตหมอน-ที่นอนยางพาราใหญ่สุดในไทย พร้อมผลิตยางแผ่นรมควัน สนามเด็กเล่น กรวยแปดเหลี่ยมยางพารา ในอนาคตจะพัฒนาเป็นล้อรถยนต์ ล้อรถแทรกเตอร์ รถไถนาด้วย โดยคาดหวังว่า จะเป็นทางออกของวิกฤตยางพาราที่ยั่งยืนที่สุด ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป เป็นการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบครบทุกมิติ สร้างทางเลือกและเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา สร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งภาคผลิตและการตลาด สร้างโอกาสการแข่งขันในทุกระดับ เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะมีความต้องการใช้น้ำยางสดจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากเดิมที่เคยผลิตยางก้อนถ้วย ต้องหันมาผลิตน้ำยางสดแทน ซึ่งเกษตรกรจะทำงานได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญได้น้ำยางบริสุทธิ์ ที่สะอาด ปลอดภัยมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้สารเคมีคือ น้ำกรดหยดในถ้วยยางเหมือนในอดีต นอกจากนี้ ชุมนุมสหกรณ์ฯ ประกาศรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าท้องตลาด 1.50-2 บาท/กิโลกรัม อีกต่างหาก แถมสิ้นปีจะได้รับเงินปันผลจากค่าหุ้นสมาชิกอีกก้อนหนึ่ง เรียกว่า โครงการนี้เกษตรกรมีแต่ได้กับได้

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป หมดห่วงเรื่องการหาตลาด เพราะ “คุณบัณฑิต หลิมสกุล” เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์หมอนยาง เป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่ราคาไม่สูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในตลาดจีน และกลุ่มสมาชิกอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านรองนายกฯ วิษณุ รับปากว่าจะสนับสนุนเรื่องผลิตภัณฑ์กรวยยางแปดเหลี่ยม ท่านอยากเห็น อบต. จัดซื้อสินค้าตัวนี้ไปใช้ และติดชื่อ อบต. บนผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถช่วยสร้างความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินแก่ผู้ใช้เส้นทางในระบบจราจร แถมสินค้าชนิดนี้ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกป้อนตลาดอาเซียนหลายล้านชิ้น ยังไม่นับรวมตลาดจีน ในระยะยาวผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะมีโอกาสส่งออกได้อีกมหาศาล โดยทั่วไป การผลิตสินค้ากรวยยางแปดเหลี่ยม จำนวน 1 ชิ้น จะใช้วัตถุดิบน้ำยางสดหรือยางก้อนถ้วยในกระบวนการผลิต ประมาณ 2 กิโลกรัม หากผลักให้เกิดแรงซื้อภายในประเทศและผลักดันเป็นสินค้าส่งออก 100 ล้านชิ้น ก็เท่ากับใช้ปริมาณยาง 200 ล้าน กิโลกรัมแล้ว ช่วยกระตุ้นการแปรรูปยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น มั่นใจรัฐบาลแก้ไขปัญหายางพาราได้ถูกทาง

นโยบายรัฐบาลที่มุ่งเเก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยส่งเสริมเรื่องการแปรรูปและให้หน่วยงานของรัฐเป็นตัวนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ให้กระทรวงคมนาคมใช้ยางพาราผสมในการทำถนน เเละสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น รวมถึงการผลักดันราคายางกิโลกรัมละ 45 บาท นับเป็นการแก้ไขปัญหายางพาราที่ดี และเเก้ปัญหายางพาราได้ถูกทางเเล้ว

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายางพารา ต้องเน้นเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เพราะเป็นทางออกที่ชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ขณะเดียวกัน เกษตรกรเรียนรู้พึ่งพาตนเองโดยการรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง เช่น ชุมชนสหกรณ์ยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ทำอยู่ในขณะนี้ เมื่อส่งเสริมการแปรรูปแล้วก็ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ไปดูในเรื่องช่องทางการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรมไปดูในเรื่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มมูลค่ายาง

สถานการณ์สวนยางจังหวัดบึงกาฬ

แม้วิกฤตราคายางพาราในตอนนี้ จะค่อนข้างหนักมากในรอบ 10 กว่าปี แต่ชาวสวนยางส่วนใหญ่ในจังหวัดบึงกาฬ ยังคงรักษาพื้นที่ทำสวนยางพารา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่กรีดยางเอง ไม่เจอขาดทุนมากจนถึงขั้นโค่นสวนยางทิ้ง เพราะมีรายได้เข้ามาอยู่เเล้วเเต่อาจจะน้อยลงบ้าง

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง ทำให้เงินฝืด คนไม่มีกำลังซื้อรถยนต์ ทำให้ราคายางชะลอตัวลง เเต่ความต้องการยางพารายังไม่ลดลง ตลาดยังมีความต้องการจะใช้ยางพาราอยู่ต่อเนื่อง ในอนาคตยางสังเคราะห์ที่ผลิตจากน้ำมันดิบจะมีแนวโน้มลดลงเพราะโรงกลั่นหลายแห่งปิดตัวลงจากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดโลกหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น เชื่อว่าสถานการณ์ราคาพาราภายในปี 2560 จะขยับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน

ในอนาคตจังหวัดบึงกาฬ มีเส้นทางการค้าที่สำคัญคือ สะพานมิตรภาพเเห่งที่ 5 เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ตอกย้ำบทบาทบึงกาฬ เมืองหลวงยางพารา เพราะทันทีที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 สร้างเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกทำให้การขนส่งสินค้าจากบึงกาฬ ไปถึงท่าเรือ จังหวัดฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม และส่งต่อวัตถุดิบทางเรือไปประเทศจีน ญี่ปุ่น เเละไต้หวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก ที่จะเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในอนาคต

พัฒนา “งานยางบึงกาฬ” เป็นงานอินเตอร์ระดับภูมิภาค

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “บึงกาฬเมืองแห่งยางพารา การค้า และการท่องเที่ยว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดบึงกาฬเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพาราของภาคอีสาน และตอกย้ำภาพลักษณ์ เมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย บรรยากาศงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้จัดอย่างเข้มข้น มุ่งเน้นสู่การยกระดับเกษตรกร สู่การแปรรูปและการยกระดับนวัตกรรมการเเปรรูปยางพารา โดยกลุ่มชุมชนสหกรณ์ผลักดันให้เกิดการตั้งโรงงานผลิตหมอน ผลิตที่นอนยางพารา สนามเด็กเล่นจากยางพารา ผลิตกรวยจราจรแปดเหลี่ยมจากยางพารา และเปิดตัวนวัตกรรมพิเศษ คือเครื่องกรีดยางอัตโนมัติ มีชาวสวนยางหลายภูมิภาค เช่น ตรัง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หนองคาย สกลนคร และอุดรธานี ฯลฯ อยากเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องกรีดยางอัตโนมัติที่นำมาเปิดตัวในงานวันยางพาราบึงกาฬ

งานวันยางพาราบึงกาฬถูกพัฒนาเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รูปเเบบการจัดงานเป็นระบบ 2 ภาษา คือภาษาไทยเเละอังกฤษ เน้นให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง นำเสนอนวัตกรรมใหม่สำหรับลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ในสวนยาง ทำให้มีเกษตรกรชาวสวนยางจากภาคใต้ มีตัวเเทนชาวสวนยางพาราจากเเขวงบอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว กลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากประเทศจีน กัมพูชา เเละมาเลเซียเข้าร่วม เเละมีเลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย ACD มาร่วมงานเป็นปีเเรกด้วย

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญต่อโลก ต่อความมั่นคงทางการทหาร เนื่องจากยางเป็นยุทธปัจจัยในการรบด้วย ในปีหน้าวางแผนยกระดับงานแสดงสินค้ายางพาราอย่างยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญประเทศผู้ผลิตยางรายอื่น เช่น ศรีลังกา อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย ฯลฯ เข้ามาร่วมงานในอนาคต

ฝากการบ้านถึงภาครัฐ

ผมอยากให้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำด้านการแปรรูปยาง โดยสนับสนุน เงินทุนปลอดดอกเบี้ย หรือจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราเข้ามาช่วยสอนเรื่องการแปรรูปยางให้แก่กลุ่มสหกรณ์ เพราะในต่างประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น แม้ไม่มีสวนยางเป็นของตัวเอง แต่ละประเทศล้วนมีสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ล้อรถยนต์ ขอบกระจกรถ เครื่องบิน รั้ว สายพานลำเลียง ฯลฯ ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ ที่ผ่านมา จีนก็ต้องส่งคนไปเรียนรู้เรื่องการแปรรูปในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น ผู้ผลิตยางมิชลินของฝรั่งเศล และเยอรมนี ฯลฯ หากไทยมีการพัฒนาต่อยอดความรู้เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกลุ่มเกษตรกรไทยจะผลิตล้อยางรถยนต์ ล้อรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ออกขายได้เช่นเดียวกับไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น

ทำนาแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า ในสไตล์ “ชาวนาขาร็อก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนฯ การเกษตร

พิงค์บุ๊ก…เรื่อง นิติพงษ์ เจาะจง…ภาพ

ทำนาแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า ในสไตล์ “ชาวนาขาร็อก”

“ข้าว” เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท แต่ปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัย ที่นับวันเรี่ยวแรงกำลังจะถดถอยลงทุกที ลูกหลานชาวนาส่วนใหญ่ก็ออกไปทำงานในเมือง ทำให้หลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงว่า อนาคตข้าวไทยจะขาดแคลน เพราะขาดทายาทที่จะมาสืบทอดอาชีพการทำนา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงประกาศนโยบายเร่งด่วนที่จะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer โดยมุ่งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เกิดการยอมรับการสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมให้ก้าวหน้า สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ เป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพป้อนครัวไทย และครัวโลกในอนาคต

กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ใน 2 กลุ่ม ได้แก่

1. เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) คือเกษตรกรคนดี คนเก่ง ที่เป็นต้นแบบของเกษตรกรรายอื่นได้ และมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท ต่อปี

2. เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) มีอายุระหว่าง 17-45 ปี ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกร หรือบุคคลที่ผ่านสถาบันการศึกษามา แต่มีความรักในอาชีพเกษตรกรรม ให้เป็นผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรมในอนาคต

เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่

จังหวัดร้อยเอ็ด (YSF 101)

จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของจังหวัด มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ โพนทราย และปทุมรัตต์ สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาเกษตรกร ทั้งกลุ่มเกษตรกรปราดเปรื่อง และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ เข้มข้นไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ

สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เน้นวิเคราะห์ข้อมูลวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เริ่มจากปรับกระบวนทัศน์เกษตรกรพร้อมสร้างแรงจูงใจ สร้างเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดร้อยเอ็ด (YSF 101) เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย และจัดหาช่องทางการเรียนรู้และการสื่อสาร จัดเวทีเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน สร้างเครือข่ายองค์ความรู้ สานสัมพันธ์เชื่อมโยงเครือข่าย สนับสนุนให้เกษตรกรเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่กัน และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในไร่นาของตัวเอง หากกลุ่มเกษตรกรอยากรู้เรื่องอะไร ขาดตรงไหน อยากไปดูงานที่ไหน ฯลฯ จะมีทีมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรคอยดูแลประสานงานให้ตลอด

“ชาวนาขาร็อก”

คุณต้น หรือ คุณนิติพงษ์ เจาะจง วัย 39 ปี เกษตรกรเจ้าของกิจการ “ธัญทิพย์ฟาร์ม” คือหนึ่งในกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ “YSF 101” ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ดภาคภูมิใจ และยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบด้านการทำนาแบบลดต้นทุน ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าในแปลงนา และเขายังเป็นชาวนานักประดิษฐ์ สร้างเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับนาน้ำตม ที่ช่วยให้การทำนาเป็นเรื่องง่าย ประหยัดแรงงาน ลดเวลาการทำงาน

คุณต้น มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ “YSF 101” เพราะการไปศึกษาดูงานแต่ละแห่ง เป็นการเปิดโลกทรรศน์ ที่เขารู้สึกว่าเสมือนได้มุดหัวออกจากกะลา โลกกว้างใบนี้มีอะไรให้เราเรียนรู้มากมาย เขาฝากขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรและปราชญ์ชาวบ้านทุกท่าน ที่ร่วมแบ่งปันความรู้แบบเต็มๆ ทุกที่ที่ได้ไป และการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขามาก เป้าหมายแนวทางการปฏิบัติในพื้นที่ของเขาและกลุ่มเครือข่ายได้นำมาซึ่งความสามัคคี การแบ่งปันความรู้และรายได้อย่างยั่งยืน

คุณต้น เรียนจบการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต สาขาดนตรีศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หลังจบการศึกษาก็ทำงานในอาชีพนักดนตรีที่เขาชื่นชอบ แต่ทุกวันนี้เขาทิ้งไมค์หันกลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมตามรอยบรรพบุรุษ โดยให้เหตุผลว่า “ผมรักในเสียงดนตรี เพราะดนตรีคือธรรมชาติ ผมหลงใหลในเกษตรวิถีอินทรีย์ เพราะเป็นวิถีเกษตรที่เคารพธรรมชาติ” ทำให้เขาถูกเรียกขานว่า “ชาวนาขาร็อก”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณต้นหลงใหลเกษตรวิถีอินทรีย์ เกิดขึ้นเมื่อเขามีโอกาสทดลองทำนาเคมีเหมือนกับเกษตรกรชาวนาทั่วไป เขาพบว่าการทำนาเคมีมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง แต่ได้ผลผลิตต่ำ ข้าวไม่มีคุณภาพ เพราะใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเยอะมาก ทำให้สุขภาพไม่ดี คุณภาพชีวิตแย่ลงทุกวัน แถมมีหนี้สินก้อนโต เขาจึงหันมาศึกษาวิธีการทำนาลดต้นทุนจากแหล่งความรู้ต่างๆ และนำมาปรับใช้กับแปลงนาของตัวเอง จึงพบว่าเกษตรวิถีอินทรีย์เป็นหนทางแห่งความสุขยั่งยืนอย่างแท้จริง ใช้ต้นทุนต่ำ ข้าวมีคุณภาพดี ขายได้ราคาดี แถมสุขภาพคนปลูกคนกินก็ดี ทำให้เขามีความสุขมากกับการทำเกษตรวิถีอินทรีย์

“การทำนาเคมี ใช้ปุ๋ย ใช้ยา เต็มที่ ได้ผลผลิตเยอะในช่วงแรก ข้าวอุดมไปด้วยสารพิษ คนทำกับคนกิน สุขภาพไม่ดี สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แต่การทำนาอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ผลผลิตน้อยในช่วงแรกแต่จะดีขึ้นตามลำดับ คนทำกับคนกินสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี นี่คือ คำตอบที่ทำให้ผมเลือกที่จะทำนาอินทรีย์ครับ” คุณต้น กล่าว

ทำนาแบบ

ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า

คุณต้น มองว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว มีความเสี่ยงสูงในด้านผลผลิตและรายได้ จึงมุ่งทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยทำนาตามแบบปู่ ย่า ตา ยาย คือ “ในน้ำมีปลา” มีบ่อน้ำในไร่นาเพื่อใช้ปลูกข้าวและใช้ บ่อน้ำเลี้ยงปลาสำหรับเป็นอาหารและจับปลาออกขายเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว “ในนามีข้าว” เขาปลูกทั้งพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ แถมปลูกกระเจี๊ยบแดงบนคันนา เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยขายในรูปแบบกระเจี๊ยบตากแห้ง และน้ำกระเจี๊ยบพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ โดยใช้ชื่อการค้าว่า “เจี๊ยบ เตย ทรา”

คุณต้น ปลูกข้าวแบบลดต้นทุนด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวนาน้ำตมที่เขาประดิษฐ์ขึ้นใช้เอง เรียกว่า โมเดล “นางาม 1” นับเป็นเครื่องหยอดข้าวแนวใหม่ ใช้งานง่ายมาก สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์น้อยกว่า แต่ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม ต้นข้าวขึ้นเป็นระเบียบ ทำให้ดูแลจัดการในแปลงนาได้ง่าย ผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไม่ธรรมดา จิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ เพราะติด 1 ใน 30 ชิ้นงานเด่น จากโครงการประกวดผลงานเกษตรกรทั่วประเทศในโครงการเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2558

การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ของคุณต้น เริ่มต้นจากใส่ใจเรื่องการเตรียมดินที่ดี เพิ่มจุลินทรีย์และอินทรียวัตถุให้กับดินด้วยการไม่เผาตอซังข้าว ปลดปล่อยธาตุอาหารที่หลงเหลืออยู่ในตอซังออกมาให้พืชได้ใช้ และปรับปรุงดิน การเตรียมดินที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง คุณต้นไม่เผาตอซัง แต่ใช้วิธีการไถกลบตอซัง และหมักด้วยน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก รองพื้นปุ๋ยอินทรีย์ พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า แช่เมล็ดข้าวด้วยเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 คืน และหุ้ม 1 คืน หยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยเครื่องหยอด โมเดล “นางาม 1” ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะใช้แค่ 8 กิโลกรัม ต่อไร่ ประหยัดเวลาในการเพาะปลูก เพราะแปลงนา 1 ไร่ ใช้เวลาเพียง 45 นาที ข้าวอายุ 14 วัน จะขึ้นเป็นแนวคล้ายการปักดำ เรียกว่าผลงานชิ้นนี้ช่วยลดขั้นตอนการหว่านกล้า ถอนกล้า ขนย้ายกล้า และปักดำ ดูแลจัดการง่ายกว่าการปลูกข้าวทั่วไป

หากคุณเป็นชาวนาจะเลือกปลูกข้าวด้วยวิธีไหนถึงคุ้มค่ากับการลงทุน หากเปรียบเทียบ จากการทำนาใน 3 รูปแบบ ได้แก่

1. เครื่องหยอด แปลง 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 8 กิโลกรัม ใช้เวลาหว่านแค่ 45 นาที ต้นข้าวจะขึ้นเป็นระเบียบ แสงส่องถึง ต้นข้าวแข็งแรง

2. นาดำ ใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ทำงาน 1 วัน ใช้แรงงาน 3 คน ต้นทุนผลิตอยู่ที่ ไร่ละ 1,000 บาท

3. นาหว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ 6 กิโลกรัม ใช้เวลาปลูก 10 นาที แต่ข้าวหนามาก ในมุมมองของคุณต้น เขามองว่าการทำนาหว่านเจ๋งสุด ในตอนนี้ อันดับ 2 คือ นาหยอด ตามด้วยปลูกข้าวด้วยวิธีนาดำ

ปัจจุบัน แปลงนาของคุณต้นมีจุดเด่นในเรื่องต้นทุนต่ำ เพราะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ใช้ปุ๋ยน้อย แต่ได้ผลผลิตที่ดี เพราะคุณต้นมีตัวช่วยคือ ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก ฮอร์โมนนม ช่วยบำรุงต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวแตกกอได้ดี ใช้ฮอร์โมนไข่ เพื่อให้เมล็ดข้าวเต็มรวง รวมทั้งใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ป้องกันโรคไหม้คอรวงและเชื้อรา รวมทั้งใช้น้ำหมักหอยเชอรี่และน้ำหมักสมุนไพรรวม เพื่อบำรุงต้นข้าวและป้องกันแมลงศัตรูพืช

ทุกวันนี้ คุณต้น เปิดบ้านเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาแบบลดต้นทุน ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้สนใจ นอกจากนี้ยังได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่น จัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรอินทรีย์” มีการรวมตัวทำกิจกรรมการเกษตรอย่างครบวงจร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกันพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ คุณต้นเชื่อว่าถ้ามีคนหนุ่มรุ่นใหม่คิดได้และทำแบบนี้เยอะๆ จะทำให้ชุมชนชาวนาเข้มแข็งขึ้นอย่างยั่งยืน

หากใครสนใจอยากอุดหนุนข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ หรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำนาต้นทุนต่ำ สไตล์ “ชาวนาขาร็อก” สามารถติดต่อ คุณต้น-นิติพงษ์ เจาะจง ได้ที่ บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 1 บ้านโนนโพธิ์ ตำบลนางาม อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 45120 โทร. (084) 663-3327 หรือติดต่อทางเฟซบุ๊ก “นิติพงษ์ เจาะจง” หรือ Line : tanyatip101

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบการใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมู

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมูและในโรงฆ่า อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ภายใต้ยุทธการ “สินค้าเกษตรปลอดภัย” หวังให้อุตสาหกรรมเลี้ยงหมูของไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง 100% เพื่อผู้บริโภคได้รับอาหารปลอดภัย ตรุษจีนปีนี้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากสถานที่จำหน่าย ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK เมื่อเร็วๆ นี้

อาชีพปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน ขายหน่อสด…ทำเงินแสน ที่พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

อาชีพปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน ขายหน่อสด…ทำเงินแสน ที่พะเยา

คุณประยูร ใจการ มีอาชีพเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ของบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ ปี 2534 จนถึง ปี 2552

คุณประยูร ใจการ อยู่บ้านเลขที่ 12 บ้านผาช้างมูบ หมู่ที่ 1 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 185-5079 ระหว่างที่ทำงาน ได้เพาะไผ่ไปด้วย โดยปลูกไผ่ตั้งแต่ปี 2549

ปลูกครั้งแรก จำนวน 100 ต้น คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 2 งาน สาเหตุจูงใจในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน เนื่องจากช่วงนั้นไผ่มีราคาดี และเป็นอาชีพอิสระ ทำแล้วสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้รวดเร็ว และมีใจรักในการทำเกษตรอยู่เป็นทุนเดิม

เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงได้ลาออกจากการเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์มาปลูกไผ่เพิ่มเติม โดยขยายพื้นที่จากเดิม 1 ไร่ 2 งาน มาปลูกเพิ่มขึ้น เป็นพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบัน จำนวน 7 ไร่ และมีจำนวนต้น 4,000 ต้น ซึ่งขณะนี้ให้ผลผลิตทั้งหมด โดยใช้ทุนเริ่มต้นจากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ.)

คุณประยูร เล่าให้ฟังว่า ไผ่เป๊าะ และไผ่ไต้หวัน ที่ปลูกจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายผลผลิตของแปลง จะได้วันละ 1,000 บาท โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมผลผลิตจะยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ราคาแพง และเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ราคาจะถูกลง เนื่องจากหน่อไม้ตามฤดูกาลจะออกสู่ตลาด รวมทั้งจะมีผลผลิตไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวันจากต่างจังหวัดมาแย่งลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วจะจำหน่ายได้ในราคา ประมาณ 40 บาท ต่อกิโลกรัม

เทคนิคที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ

ในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน

การเตรียมดิน…มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ เพื่อเตรียมความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำต้นของไผ่ในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมให้น้ำกับไผ่อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 วันครั้ง และกำจัดวัชพืชภายในแปลงให้สะอาด พร้อมนำฟางข้าวมาคลุมโคนต้นไผ่ เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดีและคลุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นด้วย

การให้ปุ๋ย…มีการให้ปุ๋ยเคมีเล็กน้อย โดยผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ ปุ๋ยที่ใช้คือ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ขีด ต่อต้น

การตัดแต่งกิ่ง…มีการตัดแต่งกิ่งและลำต้น โดยตัดลำต้นที่ขึ้นกลางกอออกให้หมด เพื่อให้หน่อไม้บริเวณริมกอและเก็บเกี่ยวผลผลิตง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ หน่อมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี สะดวกในการดูแลรักษา โรคแมลงไม่รบกวน โดยตัดแต่งกิ่งและลำต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อนใส่ปุ๋ย

การกำจัดวัชพืช…จะใช้การตัดโดยใช้แรงงานคน ไม่ใช้วิธีการใช้สารเคมีในการกำจัด วัชพืชที่ตัดแล้วจะนำไปเลี้ยงสัตว์ และทำปุ๋ยหมักภายในแปลง

การตลาด…จะจำหน่ายโดยส่งให้ลูกค้าขาประจำในตลาดสดของจังหวัดพะเยาทุกวัน จะเริ่มส่ง ตั้งแต่ ตี 3 โดยลูกค้าจะมารับและนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค โดยหน่อไม้ที่จะจำหน่าย คุณประยูรจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่งให้สวยงาม บรรจุถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม บางส่วนพ่อค้าก็มารับซื้อถึงแปลง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง รายได้เฉลี่ยหักต้นทุนแล้ว ประมาณ 1,000 บาท ต่อวัน หรือเดือนละ 30,000 บาท รวม 5 เดือน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท เลยทีเดียว

คุณมนัส สะพานแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งใช้อุปโภคและบริโภค ซึ่งขึ้นได้ในธรรมชาติทั่วไป เมื่อศึกษาข้อดีในด้านต่างๆ ของการนำมาใช้ เช่น การบริโภคหน่อ การนำมาใช้ในเครื่องอุปกรณ์จักสาน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน สำหรับไผ่บริโภคหน่อที่เราพบเห็นและรู้จักกันดี เช่น ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่ซาง ไผ่หก ไผ่สีสุก ไผ่หวาน แต่สำหรับคนภาคเหนือจะรู้จักไผ่อีกชนิดหนึ่ง ในชื่อ ไผ่เป๊าะ หรือ หน่อเป๊าะ ที่มีคุณสมบัติดีเด่นในการให้หน่อ ซึ่งผลผลิตสูงในช่วงฤดูแล้ง หรือจะเรียกอีกอย่างคือ หน่อไม้นอกฤดูกาล ช่วงฤดูแล้งให้น้ำต้นหน่อเป๊าะ จะให้หน่อได้เร็ว (พันธุ์เบา) และมีหน่อจำนวนมาก ประกอบกับคนเหนือนิยมแกงหน่อไม้ใส่น้ำปูกันอย่างมาก ถือเป็นอาหารสุดยอดของคนเหนือ จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงยิ่ง หน่อเป๊าะ จึงได้นำไปขยายปลูกในหลายพื้นที่ เป็นที่สนใจของเกษตรกรมาก เนื่องจากรายได้จากการขายหน่อ ค่อนข้างทำรายได้ดี เพราะโดยเฉลี่ยในระยะปีที่ 3 ขึ้นไป จะเฉลี่ยรายได้ถึงไร่ละ 30,000-50,000 บาท ต่อปี (จำหน่ายในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม กิโลกรัมละ 30-40 บาท) ราคาสูงเพราะเป็นการผลิตหน่อไม้นอกฤดูกาล

พันธุ์ไผ่เป๊าะ เท่าที่ทราบ ดูจากลักษณะของกาบหุ้มลำต้น มีกาบสีน้ำตาล กาบน้ำตาลชมพู และกาบน้ำตาลแดง และ ถ้าสังเกตลักษณะของลำ จะมีขนาดลำเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ลำขนาดเล็กจะให้หน่อดก ข้อเสียคือหน่อจะมีขนาดเล็กด้วย

การปลูกไผ่เป๊าะ ทำได้ไม่ยาก วิธีขยายพันธุ์ และนำไปปลูกนิยมขุดลำต้นและนำไปปลูกได้เลย ฤดูกาลและช่วงที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อยู่ในช่วงปลายฤดูฝน ระยะปลูก 5×5 เมตร ไร่ละประมาณ 75 ต้น

การดูแลรักษา

หน่อไผ่เป๊าะ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการตัดแต่งกอ และการกลบโคนต้น เป็นเรื่องสำคัญ ผลผลิตจะดีหรือไม่ขึ้นกับการบริหารจัดการในการดูแลรักษาเป็นหลัก เมื่อไผ่เป๊าะให้ผลผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ย มีทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้วัว) และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือปุ๋ย 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งหน่อไผ่เป๊าะที่สมบูรณ์หน่อยจะดกและมีขนาดใหญ่ การใช้ยูเรียสูงหน่อจะโต แต่มีข้อเสียในการขนส่งไปไกลๆ จะเน่าเสียง่าย ถ้าเป็นตลาดท้องถิ่นไม่มีผลกระทบ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวในราวเดือนพฤศจิกายน เกษตรกรจะเริ่มตัดแต่งกอ โดยตัดต้นที่แก่ออก เหลือส่วนโคนไว้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้ล้อมเป็นคอก ใช้ปุ๋ยคอกกลบโคนต้น พร้อมใช้ปุ๋ยเคมีหว่านบริเวณกอ ใช้ฟางคลุม และให้น้ำบริเวณกอให้ชุ่มอยู่ตลอด ประมาณเดือนมกราคมของทุกปี เมื่ออากาศเริ่มอุ่นไผ่เป๊าะจะเริ่มแทงหน่อ สามารถขุดจำหน่ายได้

วิถีการตลาดของหน่อไผ่เป๊าะ มีจำหน่ายในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย น่าน และ อุตรดิตถ์ และขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีหน่อไม้เป๊าะจำหน่าย เกษตรกรมีความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เพราะหน่อไผ่เป๊าะเป็นอาหารหลักยอดนิยมของคนเหนือ จุดเด่นเป็นไผ่พันธุ์เบา และรายได้ต่อไร่ค่อนข้างสูงไม่มีปัญหาด้านการตลาด

………………………………….

ค่าต้นทุนการผลิตหน่อไผ่เปาะ

ต่อ 1 กอ ต่อ 1 ไร่ ต่อ (75 กอ)

(กอ) (1 ไร่)

– ค่าเตรียมหลุม/แปลงปลูก = 50 บาท 3,750 บาท

– ค่าต้นกล้า = 25 บาท 1,875 บาท

– ค่าดูแลรักษา (ตัดหญ้า,ใส่ปุ๋ย,ให้น้ำ)

ช่วงอายุ 1-2 ปี = 150 บาท 11,250 บาท

– ค่าต้นทุนการผลิต ในปีที่ 3 (ระยะเวลาการผลิต 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง)

– ค่าตัดแต่งกิ่ง = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าปุ๋ยคอก = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าปุ๋ยเคมี (15-15-15) = 30 บาท 2,250 บาท

– ค่าวัสดุคลุม (ฟาง) = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าให้น้ำ = 30 บาท 2,250 บาท

345 บาท 25,875 บาท

การผลิตช่วงฤดูการผลิต เดือน (ม.ค.-พ.ค.)

– เก็บเกี่ยวผลผลิต 5-7 วัน/1ครั้ง

– ผลผลิต 2-5 กิโลกรัม/ครั้ง

– เฉลี่ยจำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยว 15 ครั้ง/กอ/ฤดูการผลิต

– ผลผลิตรวมเฉลี่ย = 20-25 กิโลกรัม/กอ

– ผลผลิตรวมเฉลี่ย = 1,500-1,875 กิโลกรัม/ไร่

– ราคาเฉลี่ยตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. = 25 บาท/กิโลกรัม (75 กอ)

– รายได้เฉลี่ย 1 ไร่/ปี = 37,500 ถึง 46,875 บาท

– เฉลี่ยไร่ = 42,187.50 บาท/ปี

ผักไผ่…พืชรสเผ็ดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการเกษตร

อดุลศักดิ์ ไชยราช

ผักไผ่…พืชรสเผ็ดร้อน

ในช่วงฤดูหนาว ผลกระทบที่ร่างกายได้รับจากความหนาวเย็น บางครั้งถึงกับเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะความหนาวจะส่งอิทธิพลต่อธาตุน้ำในกาย ทำให้เจ็บป่วยมากกว่าธาตุอื่น ผิวหนังจะแห้ง มึนศีรษะ น้ำมูกไหล ขัดยอกร่างกายขยับเขยือนเคลื่อนตัวไม่สะดวก ท้องอืดเฟ้อ อาหารที่เหมาะสมกับหน้าหนาว ควรเป็นอาหารที่มีรสขมร้อน รสร้อน และรสเปรี้ยว ผักพื้นบ้านที่เหมาะสมต่อการกินในช่วงหนาว ได้แก่ ข่าอ่อน กระชาย ขมิ้น พริกไทย ยอดพริก ผักไผ่ และผักที่มีรสเผ็ดร้อนต่างๆ

ผักไผ่ เป็นผักที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันมาก ใช้เป็นผักแกล้มหรือปรุงรสอาหาร นิยมกันทั่วทุกภาคของไทย และหลายประเทศในอาเซียน เป็นพืชที่พบในป่าบริเวณริมลำธารน้ำที่มีความชื้นสูง ชาวบ้านเข้าป่าพบว่า เป็นผักที่มีรสหอมเผ็ด นำมาปลูกไว้ที่ในสวนครัวหลังบ้าน บ้างปลูกลงดินเป็นแปลงใกล้ๆ โอ่งน้ำ บ้างปลูกลงกระบะกระถางอ่างโอ่งกะละมังรั่ว ปลูกติดง่าย แพร่ขยายเร็ว กินยอดใบอร่อย จึงนิยมแพร่หลายกันทั่วไป

“ผักไผ่” (POLYGONACEAE) มีชื่อเรียกกันตามท้องถิ่นต่างๆ ทางภาคเหนือ เรียก ผักไผ่ ภาคอีสาน เรียก ผักแพว พริกม้า โคราช เรียก จันทน์โฉม อยุธยา เรียก หอมจันทน์ ผักไผ่เป็นพืชล้มลุกที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก และมีอายุอยู่ให้เก็บกินเป็นปี ยิ่งหมั่นเด็ดยอด ยิ่งแตกยอดเป็นกิ่งก้านบานขยายพุ่ม ตามแนวราบไปกับผิวดิน และชูยอดขึ้นมาสวยงามมาก ถ้าปลูกในที่ร่มจะชูยอดตั้งขึ้นมายาว แต่ถ้าปลูกที่กลางแจ้ง ยอดจะแผ่เรี่ยดิน และออกรากตามข้อแตกยอดให้เก็บกินได้หลายยอด ยิ่งถ้าดินปลูกเป็นดินดีอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุ จะยิ่งอวบอ้วนสวยงามจนไม่อยากเด็ดกินเลยเชียว

พันธุ์ผักไผ่ที่จะนำมาปลูก หาได้จากเพื่อนบ้าน แต่ถ้าเขาหวงที่จะให้เด็ดกิ่งยาวๆ ที่มีรากติดด้วย ก็มีวิธีที่จะหาจากตลาด เมื่อเรารู้จักว่า นี่คือ ผักไผ่ แน่แล้ว ก็ซื้อมาสักกำที่เขาตัดยาวๆ ราวๆ 5-7 บาท เด็ดเอาใบล่างมาปรุงอาหาร เหลือก้านยาวๆ ตามที่เขาตัดมาขาย พร้อมยอดอ่อนใบอ่อนเล็กๆ จะห่อใบตอง หรือใส่ลงในแก้วน้ำ หรือกระป๋องน้ำ ใส่น้ำเปล่าลงไปให้เล็กน้อย ให้โคนก้านจุ่มแช่น้ำสัก 1-2 นิ้ว เก็บไว้ในที่ร่ม ภายใน 5-7 วัน จะแตกรากสีขาวออกมาเต็มก้นกระป๋อง รอให้รากแก่อีกสักนิด เอาไปปลูกในกระถาง กะละมัง ที่เตรียมดินไว้แล้ว ใช้ดินถุงที่ร้านต้นไม้ขายก็ดี แต่ขอให้เอาเศษใบไม้แห้งรองก้นกระบะกระถางด้วย ดินจะได้โปร่งร่วนซุยและเป็นประโยชน์นาน ถ้าดินยุบตัวลงจะได้เติมดินใหม่ได้ ผักไผ่ไม่ชอบดินเหนียวจัด จะแคระแกร็น แต่ถ้าต้องการความแข็งแกร่ง สีก้านแดงมั่ง ก็ใช้ดินเหนียวได้ แต่ขอร้องอย่าให้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ผักไผ่ไม่ชอบ ชอบที่ความชื้นสูง เช่น ข้างโอ่งน้ำ มีแสงแดดส่องถึง มีบางรายเอากระถางผักไผ่ไปแช่ไว้ในอ่างปลาสวยงามหน้าบ้าน แทนพืชประดับ สวยงาม เก๋ และมีประโยชน์ แต่ให้ระวังใบล่างที่แช่น้ำอยู่ตลอดเวลาเน่า จะทำให้อ่างปลาน้ำเน่าไปด้วย

ชาวเหนือ ชาวอีสาน นิยมใช้ผักไผ่เป็นผักปรุงอาหารและแกล้มกับอาหารพวกลาบ ก้อย ส้า พล่า ยำ อาหารที่ขาดผักไผ่แล้วเสียรสเลย เช่น ทางเหนือมียำไก่บ้าน ลาบปลาเพี้ย (ปลากาดำ) อีสานต้อง ก้อยกุ้ง แหนมเนือง ปักษ์ใต้ก็ใช้ใบยอดสด หรือลวก หั่นใส่ข้าวยำก็สุดบรรยาย ผักไผ่เป็นผักเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมฉุน ใช้ดับคาวเนื้อสัตว์ คาวปลา จะช่วยเจริญอาหาร ขับลมในกระเพาะ ผักไผ่ 1 ขีด หรือ 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 54 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย (Fiber) 1.9 กรัม แคลเซียม 79 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม เหล็ก 2.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8112 iu. วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.59 มิลลิกรัม วิตามินซี 77 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.7 มิลลิกรัม

ผักไผ่ นับวันจะเป็นผักเพื่อการค้ามากขึ้น ด้วยเหตุจากความนิยมของผู้คนที่รู้ถึงคุณค่า คุณประโยชน์ทางโภชนาการ สรรพคุณทางยา และความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างแน่นอน ในด้านการที่จะมีพัฒนา แปรรูปเป็นสินค้าประเภทอาหารสุขภาพและสมุนไพร มีการศึกษาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าด้วยคุณสมบัติที่เป็นบวกของผักไผ่ จะมีผลงานการวิจัยของนักวิชาการไทยมากขึ้น คาดว่าเร็วๆ นี้ คงมีผลงานวิจัยพัฒนาผักไผ่เพื่อเป็นยา หรือสารเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่นเดียวกับพืชหลายชนิด เช่น ยาระบายขับลม ยาลดกรดในกระเพาะลำไส้ หรือยารักษาโรคผิวหนัง ยาปลูกผมสำหรับคนผมบางผมน้อย สมุนไพรพร้อมชงดื่มแก้หนาว แก้หวัด ยาลดความอ้วน ยาถ่ายพยาธิ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นของผักไผ่ ที่มีความหอมฉุนของใบและยอด เป็นพืชที่ให้สารเยื่อใยหรือไฟเบอร์สูงมากกว่าพืชอื่น ทำให้ผักไผ่เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรหลายคนไม่ควรมองข้าม วันนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายนัก แต่เชื่อไหมว่า วันข้างหน้าจะรู้จักและเรียกร้องหากันมากขึ้น ผักไผ่สามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวก็ได้ เป็นผักการค้าก็ได้ เป็นไม้ประดับก็ดีมีประโยชน์มากกว่า ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ พื้นดิน กระถาง กระบะ เรือรั่ว กะละมังรั่ว กระป๋อง สารพัดที่หาได้เหลือใช้จากครัวเรือน ดูแลให้น้ำก็ไม่มาก น้ำเหลือจากการอาบ ล้างหน้า ล้างเนื้อ ล้างปลา เศษมูลนก มูลสัตว์เลี้ยงที่เป็นปัญหาของชาวเมืองขณะนี้ ทำเป็นปุ๋ยผักไผ่ได้อย่างดี สารเคมีไม่ได้กล้ำกลายปลอดภัย เพราะเป็นพืชที่ไม่มีศัตรูรบกวน หรือมีบ้างเล็กน้อย ก็จะมีพวกมด แตน ช่วยขจัดให้ ผักไผ่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์เร็ว เพียงแต่ชาวบ้านเราต้องรู้จักวิธีการ “ต่ออายุผักไผ่” คือ หมั่นเด็ดยอด อย่าปล่อยให้ออกดอก แยกขยายกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ไปปลูกเปลี่ยนกระถาง เปลี่ยนดิน เปลี่ยนที่ ปีละครั้ง สองครั้ง เป็นการต่ออายุให้ใช้ประโยชน์ได้หลายชั่วอายุพืช มีให้เก็บกินตลอดปี ไม่ขาดหายไปจากครัวเรือน มีมากเด็ดยอดมัดกำขายตลาด กำหนึ่ง 10 ยอด 5 บาท เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ ค่าขนมลูกหลานได้ดีทีเดียว

หลากหลายการจัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง ที่ร้อยเอ็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

หลากหลายการจัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง ที่ร้อยเอ็ด

เรื่องของความแห้งแล้ง แผ่ขยายไปในหลายจังหวัดของประเทศไทย

จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนี้ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด โดยมีกิจกรรมหลากหลาย

ลองมาติดตามดูครับ

ส่งเสริมใช้น้ำน้อย

ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอต

อำเภอจังหาร

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอต ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/2559 มี พ.อ. วินัย เจริญศิลป์ เสนาธิการทหาร มณฑลทหารบกที่ 27 จังหวัดร้อยเอ็ด คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด คุณโกวิทย์ ศีลพัฒน์ เกษตรอำเภอจังหาร เข้าร่วมงาน

คุณวัฒนชัย จันตะเสน นายอำเภอจังหาร กล่าวรายงาน ที่แปลงปลูกพริก ของ คุณสงัด รักความซื่อ บ้านเหล่ากล้วย หมู่ที่ 5 ตำบลปลาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ว่าโครงการนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ประเมินสถานการณ์ ปี 2559 ของกรมชลประทาน น้ำต้นทุนที่กักเก็บในเขื่อนหลักมีเพียง ร้อยละ 33 รัฐบาลมีความเป็นห่วงเกษตรกรและประชาชนที่จะมีผลกระทบต่อปัญหาภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตผ่านวิกฤตภัยแล้งไปได้ จึงมีมติเห็นชอบโครงการบูรณาการตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และโครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/2559 ใน 8 มาตรการ โดยในมาตรการที่ 4 ให้ดำเนินการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน

โครงการปลูกพริกนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อย โดยใช้ปัจจัยการผลิต อย่างน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์

อำเภอเมืองสรวง

ปลูกหอมพืชใช้น้ำน้อย

ที่แปลงปลูกหอม พื้นที่ 400 ตารางวา ของเกษตรกรอำเภอเมืองสรวง มีการจัดรูปแปลงโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ขนาด กว้าง 1.5 เมตร ยาวตามรูปแปลง เตรียมดินปลูกโดยย่อยดิน ผสมแกลบ ปูนขาว ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ทิ้งดินผึ่งแดดไว้ 7 วัน อย่างน้อย นำกล้าหอมที่เตรียมไว้เกิดรากแล้วอย่างพอเหมาะ ปักลงไปในดิน ขนาด 3×3 เซนติเมตร จำนวน 5 แถว

อายุ 30-45 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้ พืชอายุสั้นโตไว

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ทำให้หอมเจริญเติบโตไวมาก

การให้น้ำ ใช้ระบบฉีดฝอย

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช…โรคแมลงมีรากเน่า โคนเน่า แมลงหรือหนอนชอนใบ ใช้สารสมุนไพร ป้องกันกำจัดได้ ตลาดมีความต้องการสูงมาก เกษตรกรที่อำเภอเมืองสรวง มีความชำนาญในการปลูกหอม และสามารถส่งตลาดภายในจังหวัดร้อยเอ็ดได้วันละ 1,000-2,000 กิโลกรัม

เกษตรกรปลูกหมุนเวียนเป็นแปลงพี่ แปลงน้อง เก็บผลผลิตแปลงพี่หมด แปลงน้องสามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

อำเภอธวัชบุรีดูงาน

ระบบน้ำหยดแตงร้าน

อำเภอเมืองสรวง

มีใบรับรอง GAP

กรมวิชาการเกษตร

ที่อำเภอเมืองสรวง เกษตรกรปลูกแตงร้านระบบน้ำหยด ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างดี

เกษตรกรเล่าถึงวิธีการทำว่า ไถดินลึก 30-35 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอก ในอัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูก คลุมแปลงด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น และลดการระบาดของแมลง

การปลูกแบบขึ้นค้าง ระหว่างต้น 40-50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตร เว้นร่องน้ำระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด เมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น ต่อหลุม จัดการง่าย ผลผลิตมีคุณภาพและผลผลิตสูงกว่าวิธีปลูกแบบเลื้อยตามดิน

การใส่ปุ๋ย…ระยะต้นกล้า (อายุ 15 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 ระยะดอกบาน (อายุ 30 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ระยะบำรุงผล (อายุ 35 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 8-24-24/15-15-15

ใช้ตาข่ายไนล่อน ทำค้าง อายุ 35-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต เก็บไปเรื่อยๆ ผลผลิต 5,000 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรปลูกแบบแปลงพี่ แปลงน้อง หมดแปลงพี่ เก็บแปลงน้องต่อ ผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี หากปลูกหมุนเวียนกับแปลงหอม ผลผลิตจะดีมากๆ ไม่เชื่อลงทำดูนะครับ แปลงปลูกแตงร้านอยู่อำเภอเมืองสรวง หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ตำบลเมืองสรวง

ฟักทอง เงินล้าน

คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชหลังนา ในพื้นที่ตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรี ตำบลขี้เหล็ก ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ และพื้นที่ทั่วไปในเขตอำเภอเมืองร้อยเอ็ด เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันปลูกฟักทอง ระยะเวลา 75-90 วัน สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 5-20 บาท โดยเฉพาะเกษตรกรบ้านดงบัง-สนามชัย ตำบลโพนเมือง มีการปลูกแบบเหลื่อมฤดูกาล คือ ปลูกในพื้นที่ไร่ ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ผลผลิตออกสู่ตลาด เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เป็นช่วงตลาดมีความต้องการสูง ราคา กิโลกรัมละ 15-20 บาท 1 ไร่ 4,000-5,000 กิโลกรัม สร้างเงินงาม ไร่ละ 80,000-100,000 บาท และราคาจะลดลงในช่วงผลผลิตออกมามาก พื้นที่ปลูกกว่า 250 ไร่ ขณะที่เกษตรกรปลูกฟักทองหลังนา ผลผลิตออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม

ฟักทอง เริ่มออกมาจำนวนมาก เกษตรกรขายฟักทอง เกรด เอ กิโลกรัมละ 10 บาท ฟักทองตกเกรด หรือฟักทองคละ กิโลกรัมละ 5 บาท เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เกษตรกรมีรายได้ ในฤดูแล้งนี้หากท่านผ่านเส้นทางสายร้อยเอ็ด- อำเภออาจสามารถ เข้าเขตตำบลหนองไผ่ บ้านก้างปลา ไปจนถึงเขตตำบลขี้เหล็ก อำเภออาจสามารถ แวะซื้อผลผลิต ฟักทอง จากเกษตรกรได้

ปลูกข่า แซมยางพารา

งานทางเลือก

ก่อนการเปิดกรีดมีรายได้

งานปลูกข่าในป่ายางพาราระบบน้ำหยดส่งโรงงานพริกแกงรายได้ดี ช่วงยางพารา 1-5 ปี รอการกรีดยางอีก 7 ปี เกษตรกรทำได้ เพราะนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เรารักเกษตรกร เกษตรกรรักเรา “นักส่งเสริมการเกษตร มิตรแท้เกษตรกร”

โดยใช้พื้นที่ร่องปลูกข่าเป็นแถวยาว ตามร่องแปลง ใช้ระบบน้ำหยด ได้ประโยชน์ 2 ทาง คือ ยางพาราได้น้ำ เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตข่าขายส่งตลาด และขายข่าแก่ส่งโรงงาน เป็นรายได้หมุนเวียนก่อนการเปิดกรีดยางพารา ใน 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ในพื้นที่ว่างร่องแปลงปลูก หอม ฟัก แฟง ฟักทอง แตงร้าน เป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

พืชผักสวนครัว

คนอำเภอเมืองสรวงเราทำได้ดีมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณสำราญ เห็มวิพัฒน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ตำบลเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด พา คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง ลงตรวจเยี่ยมแปลงปลูกพืชผักสวนครัวของเกษตรกร มี มะเขือเทศ หอม ถั่วฝักยาว พริก ตะไคร้ แบบพอเพียงคู่ครัว เป็นการบริหารจัดการพืชอาหารภายในครัวเรือนเกษตรกรอย่างพอเพียง เป็นพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ พืชอินทรีย์

เกษตรกร หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ผลิตเอง กินเอง ชีวิตมีความปลอดภัยสูง เป็นการปลูกเพื่อกิน แลก แจก ขาย

เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ของคนเมือง เกษตรกรมีรายได้อย่างน้อยครัวเรือนละ 300-500 บาท ต่อวัน หรือมากกว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง เป็นศูนย์กลางการประสานงานด้านการเกษตรอินทรีย์ การเกษตร GAP หรือการเกษตรดีที่เหมาะสม อำเภอเมืองสรวง เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก เป็นเมืองผลิตพืชอาหารสู่ชุมชนเมืองได้อย่างปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (043) 597-350

???????????????.

พืชผักแม่โจ้ จัดเต็ม พร้อมโชว์ Organic Farm ในงานเกษตรแห่งชาติ “59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เก็บมาเล่า

พืชผักแม่โจ้ จัดเต็ม พร้อมโชว์ Organic Farm ในงานเกษตรแห่งชาติ “59

สาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมโชว์ Organic Farm และจัดเต็มหลากหลายกิจกรรมด้านพืชผัก คอยต้อนรับผู้มาร่วมงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ระหว่าง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉันทนา วิชรัตน์ คณะผลิตกรรมการเกษตร ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า “สำหรับงานวันเกษตรแห่งชาติปีนี้ พวกเราชาวพืชผักแม่โจ้ ขอบคุณผู้บริหารที่ทำให้เกิดโอกาสแห่งการเรียนรู้ของทั้งครู ศิษย์ และเกษตรกร เราต่างทุ่มเทเพื่องานนี้ เราได้จัดเตรียมเนรมิตพื้นที่ในส่วนงานด้านพืชผักหลากหลายกิจกรรม โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ชื่อดังของเมืองไทย มาร่วมจัดแสดงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีการดูแลรักษา ชมพันธุ์พืชนามพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นงานการปรับปรุงพันธุ์โดยทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชมแปลงสาธิตด้านการผลิตผัก การฝึกอบรมระยะสั้นหลายหลักสูตร และไฮไลต์สำคัญที่เราจัดเตรียมไว้เพื่อทุกท่าน คือชมตัวอย่างการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ทุกขั้นตอนกระบวนการ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่รักสุขภาพและอยากทำเกษตรอินทรีย์ได้ลงมือทำ ซึ่งตอนนี้เราได้เดินหน้าจัดเตรียมงานกันอย่างเต็มที่ อย่าลืมนะคะ…มางานเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ ถ้ามาไม่ถึงสาขาพืชผัก ถือว่ายังมาไม่ถึงงานค่ะ…”

สำหรับกิจกรรมด้านพืชผักที่ทุกท่านจะได้พบในงานวันเกษตรแห่งชาติ “59 อาทิ การจัดแสดงแปลงสาธิตพืชผักและเทคโนโลยีจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ชั้นนำระดับประเทศ 12 บริษัท ชมแปลงสาธิตวิธีเกษตร วิถียั่งยืน Organic farm บนพื้นที่ 1 ไร่ พื้นที่สาธิตให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ โดยผู้มาเข้าชมอุทยานเกษตรอินทรีย์จะได้รับความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ การบริหารจัดการดิน/น้ำ โรค แมลง ในระบบเกษตรอินทรีย์อย่างครบถ้วน, เทคโนโลยีการผลิตผักในโรงเรือน อาทิ สตรอเบอรี่ แคนตาลูป, พืชผักและจินตนาการ, มหัศจรรย์พืชผัก ผู้ชมจะได้พบกับพันธุ์ผักนามพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ถั่วฝักยาวสีม่วง “สิรินธร เบอร์1”, ถั่วฝักยาวลายเสือ “จักรพันธ์ เบอร์ 1”, “พริกขี้หนูปู่เมธ เบอร์ 1” ชมอุโมงค์ผักนานาชนิด กิจกรรมตัดผักจากแปลง (Pick your own) ให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมแปลงผักสามารถเลือกซื้อผักในราคาพิเศษโดยการลงไปตัดผักจากแปลงด้วยตัวเองได้ทุกวัน และพิเศษในวันสุดท้ายของการจัดงาน จะเปิดพื้นที่ทั้ง 9 ไร่ ให้ลงไปเลือกตัดเก็บด้วยตัวเอง นอกจากนั้น ยังจัดให้มีการอบรมระยะสั้นให้กับเกษตรกร ดังนี้

หลักสูตรที่ 1 การเพาะเห็ดเศรษฐกิจสู้ภัยแล้ง

วัน/เดือน/ปี เวลา เรื่อง

28 ก.พ. 2559 10.00-12.00 น. การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าจากวัสดุหาง่ายในท้องถิ่น

29 ก.พ. 2559 10.00-12.00 น. การเพาะเห็ดสกุลนางรมอย่างง่าย ได้ผลดี ด้วยฟางหมัก

1 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. โอกาสทองของการเพาะเห็ดเมืองร้อน อายุสั้น ด้วยเห็ดขอนขาว

2 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. เพาะเห็ดแบบเลียนธรรมชาติ ต้นทุนต่ำ ด้วยขอนไม้หาง่ายในชุมชน

3 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. เห็ดเมืองหนาวศักยภาพสูง โอกาสของคนภาคเหนือ ด้วยเห็ดหอม

4 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. การเพิ่มมูลค่าจากฟางเปลี่ยนเป็นเงิน เสริมเศรษฐกิจครอบครัว ด้วยเห็ดฟาง

5 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. ยุคดูแลสุขภาพด้วยเห็ดหลินจือ ให้คุณค่าเวชโอสถ ลดการพบหมอ

รับหลักสูตรละ 50 คน ณ ฐานเรียนรู้การผลิตเห็ดเศรษฐกิจ สาขาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำรองการเข้าอบรมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 873-670, (053) 878-596

หลักสูตรที่ 2 การอบรมปลูกผัก

วัน/เดือน/ปี เวลา เรื่อง

28 ก.พ. 2559 09.00-12.00 น. ปลูกผักสามัญประจำบ้าน

1 มี.ค. 2559 09.00-12.00 น. การเพาะต้นกล้างอก

3 มี.ค. 2559 09.00-12.00 น. ปลูกผักสามัญประจำบ้าน

5 มี.ค. 2559 09.00-12.00 น. การเพาะต้นกล้างอก

รับหลักสูตรละ 50 คน ณ สาขาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำรองการเข้าอบรมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 873-670, (053) 878-596

อย่าลืม…27 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม 2559 ตลอดระยะเวลา 9 วัน ในงานวันเกษตรแห่งชาติ “59 ที่ทุกท่านจะได้พบกับมหัศจรรย์แห่งพืชผัก อย่าลืมนะคะ…มางานเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ ถ้ามาไม่ถึงสาขาพืชผัก ถือว่ายังมาไม่ถึงงาน?

ผัดไทย ไม่ลองไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ผัดไทย ไม่ลองไม่รู้

พูดถึง “ผัดไทย” ใครๆ ก็รู้จักไปทั่วโลก ไม่ว่าฝรั่ง แขก จีน ลาว เขมร พม่า ล้วนแต่รู้จักอาหารจานนี้เป็นอย่างดี

จนเดี๋ยวนี้ผัดไทยได้กลายมาเป็นอาหารประจำชาติเคียงคู่กับต้มยำกุ้งและแกงเขียวหวาน แบบแยกไม่ออกไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวเป็นหลักมาแต่ไหนแต่ไร และอาหารจำพวกเส้นนั้นไม่ได้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติไทยแต่อย่างใดเลย

มองย้อนไปในประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมไทย อาหารจานเส้นอันโด่งดังนี้ไม่ได้มีความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานย้อนยุคไปไกลหลายร้อยปีเหมือนอาหารไทยชาววังอื่นๆ หรอกนะ ผัดไทยเพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในยุคต้นปี 2500 นี่เอง

อาหารจำพวกเส้นทุกชนิดในบ้านเราได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจีน โดยเข้ามาแพร่หลายมากในช่วงที่คนจีนโพ้นทะเลหลั่งไหลอพยพออกมาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองไทยยุคผลัดแผ่นดินตั้งแต่การปฏิวัติครั้งแรกของจีนเมื่อปี พ.ศ. 2454 ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิง โดยการนำของ ดร. ชุน ยัตเซน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง และมีเจียง ไคเช็ก เป็นผู้นำคนแรกหลังการยึดอำนาจจากจักรพรรดิแมนจูจนกระทั่งมีการปฏิวัติประเทศต่อเนื่องเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน

เดิมการเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวมาผัดแห้งใส่เครื่องเคราลงไปแบบนี้ เรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวผัด” แรกๆ นั้นรสชาติเป็นผัดแบบจีน ไม่ได้เข้มข้นครบรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แบบคุ้นลิ้นคนไทยในปัจจุบัน แต่มีการปรับเปลี่ยนรสชาติใหม่ให้ถูกปากคนไทยจนกลายเป็นผัดไทยแบบทุกวันนี้

เล่ากันว่า ผัดไทยกลายเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมานิยมกินก๋วยเตี๋ยวกันเพื่อลดการบริโภคข้าวภายในประเทศ เนื่องจากในเวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ข้าวสารไม่เพียงพอต่อการบริโภค การโฆษณาให้คนกินเส้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนข้าวอย่างหนึ่ง

แต่ในเมื่อจอมพล ป. เป็นเจ้าพ่อในเรื่องชาตินิยม เมื่อเส้นก๋วยเตี๋ยวบ่งบอกความเป็นจีนชัดเจน ก็เลยต้องมีลูกเล่นนิยมไทยบวกเข้ามานิดหน่อย ด้วยการเปลี่ยนชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวผัด” เป็น “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย” และไม่ให้มีหมูเป็นส่วนประกอบ เพราะมองว่าหมูเป็นอาหารของคนจีน

ดังนั้น “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย” จึงนิยมใส่กุ้งสดหรือกุ้งแห้งเป็นหลัก และคำเรียกได้กร่อนสั้นลงเหลือแค่ “ผัดไทย” ในที่สุด และปัจจุบันผัดไทยได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติไทยไปแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวผัดในลักษณะผัดไทยนั้น โดยทั่วไปจะนำเส้นเล็กมาผัดด้วยไฟแรงจัดกับไข่ ใบกุยช่ายสับ ถั่วงอก หัวไชโป๊วสับ เต้าหู้เหลือง ถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ปรุงรสด้วยพริกป่น น้ำปลา และน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมกับมะนาว ใบกุยช่าย ถั่วงอกสด และหัวปลีเป็นเครื่องเคียง บางทีก็มีใบบัวบกแนมมาบ้าง

ปัจจุบันร้านผัดไทยบางแห่งจะใช้เนื้อหมูหรือไก่แทนกุ้งสดซึ่งมีราคาแพง แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ไข่ กุ้งแห้ง หัวไชโป๊ว เต้าหู้ ถั่วงอก ใบกุยช่าย และถั่วลิสง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้เมื่อผสมผสานเข้าด้วยกันในสัดส่วนที่เหมาะเจาะพอดีแล้วจะทำให้ได้รสชาติก๋วยเตี๋ยวผัดเลอเลิศไม่เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดของที่ไหนในโลกจริงๆ

ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้นั้นก็ได้พัฒนามาเป็นลำดับ เดิมใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแบบทั่วไปซึ่งมีลักษณะเหนียวนุ่ม ไม่ขาดง่าย ตอนนี้หลายบ้านนิยมใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ซึ่งทำออกมาได้เหนียวกว่าเส้นเล็ก เรียกว่า “ผัดไทยเส้นจันท์” หรือบางทีก็ใช้วุ้นเส้นแทน เรียกว่า “วุ้นเส้นผัดไทย” รวมทั้งมีเส้นหมี่โคราชที่ใช้ทำผัดหมี่โคราชซึ่งมีลักษณะคล้ายกับผัดไทยและนิยมกินกับส้มตำ

นอกจากนี้ ยังมีผัดไทยประยุกต์ให้ดูดีมีราคามากขึ้นตามลักษณะและมูลค่าของวัตถุดิบที่มาใช้ เช่น “ผัดไทยห่อไข่” ที่นำไข่เจียวมาห่อผัดไทยทีหลัง หรือ “ผัดไทยกุ้งสด” ซึ่งบางร้าน เช่น ผัดไทยประตูผี เจ้าดังที่แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร ใส่กุ้งสดตัวใหญ่เบิ้ม ใช้เส้นจันท์ และห่อไข่ ขายในราคาแพงลิบ

และถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าการปรุงผัดไทยในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดพอสมควร เป็นต้นว่า ผัดไทยแถวจังหวัดเพชรบุรี นิยมปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนดเท่านั้น ส่วนผัดไทยอ่างทอง จะมีรสหวานนำหน้า นิยมกินคู่กับมะม่วงหรือมะเฟืองเปรี้ยวแทนมะนาว ผัดไทยอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ใส่ถั่วฝักยาวซอยและหมูแดงด้วย ส่วนที่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ใส่ถั่วเหลืองต้มและหมูสามชั้น ขณะที่จังหวัดชุมพร ใส่น้ำพริกแกงส้ม ผัดกับกะทิและใส่ปูม้าแทนกุ้งสด

อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ร้านขายผัดไทยส่วนใหญ่มักจะขายหอยทอดหรือขนมผักกาดควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรุงที่ใช้มีหลายอย่างใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะร้านรถเข็นที่ขายผัดไทย-หอยทอดด้วยกระทะเหล็กแบนขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะขายอาหาร 2 ชนิดนี้คู่กันเสมอ

รสอร่อยของผัดไทยนั้นอยู่ที่ความกลมกล่อมของการผสมผสานเครื่องปรุงหลากหลายเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาดของคนคิดค้นตำรับอาหารจานนี้ จนได้กลิ่นรสหอมหวาน มัน เค็ม เผ็ดนิด เปรี้ยวหน่อย อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อวางเทียบกับอาหารจานเส้นของชาติอื่นๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าผัดไทยของเรามีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอย่างมาก ไม่ได้น้อยหน้าสปาเกตตี้ของฝรั่งเลย

เสน่ห์และความสนุกของการปรุงผัดไทยอยู่ที่กระบวนการเตรียมเครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งนอกจากการสรรหาเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างพิถีพิถันถูกจริตแต่ละคนแล้ว การทำ “น้ำผัดไทย” เตรียมไว้ล่วงหน้าก็จะช่วยควบคุมรสชาติของก๋วยเตี๋ยวผัดให้อร่อยเด็ดตามที่ต้องการได้ทุกจานเหมือนเดิม

น้ำผัดไทยที่ว่านี้ หรือซอสผัดไทย (ปัจจุบันมีคนปรุงสำเร็จบรรจุถุงส่งไปขายทั่วโลกแล้ว) มีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำผัดไทยของทางภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ที่เรียกว่า “น้ำโล้” ซึ่งเป็นน้ำพริกที่ปรุงจากพริกแห้ง หอม กระเทียม เคี่ยวกับน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก

ร้านผัดไทยเจ้าดังๆ จะนิยมปรุงน้ำผัดไทยแบบสำเร็จใส่ขวดโหลรอไว้เลย ส่วนผสมแบบเดียวกับน้ำโล้ คือมีน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปีบหรือน้ำตาลมะพร้าว เกลือ น้ำปลา หอมแดงสับละเอียดเคี่ยว วิธีการทำก็ไม่ยากเลย แค่ใส่เครื่องปรุงทุกอย่างเคี่ยวรวมกันจนข้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม โดยเจียวหอมแดงให้หอมก่อนแล้วค่อยใส่เครื่องปรุงอื่นๆ เมื่อทำเสร็จแล้วซอสผัดไทยจะมี 3 รส คือ เปรี้ยว หวาน เค็ม ตามแต่ชอบ และน้ำผัดไทยนี้สามารถทำคราวเดียวใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้หลายครั้งเลยทีเดียว

ผัดไทยที่อร่อยจะต้องมีรสชาติที่กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วยรสหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ดเล็กน้อย รสรวมๆ ควรจะออกเปรี้ยวอมหวาน ตามด้วยเค็ม (ผัดไทยบางเจ้ามีรสเปรี้ยวแหลมเพราะใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำมะขามเปียก) และตอนผัดก็มีกรรมวิธีหลายอย่าง เช่น ใส่เส้นแล้วค่อยใส่น้ำซุปลงในกระทะ ผัดให้เส้นนุ่มไปเรื่อยๆ หรือแช่ให้เส้นนุ่มก่อนเอาลงผัด เวลาผัดค่อยเติมน้ำอีกนิดหน่อย เส้นก๋วยเตี๋ยวก็จะได้ที่เร็วขึ้น หรือไม่ก็อาจจะนำเส้นไปลวกน้ำร้อนก่อนให้เส้นสุกนุ่มแล้วจึงตักขึ้นใส่ในกระทะผัดทันที วิธีนี้ไม่ต้องเติมน้ำ ผัดเร็วกว่าวิธีอื่น แถมยังเป็นการล้างเส้นอีกด้วย

เอาล่ะ ถึงเวลาตั้งกระทะ เราจะปรุงผัดไทยสูตรสำหรับ 2 คน ด้วยส่วนผสม ดังนี้

น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับ 2 หัว ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ 150 กรัม กุ้งกุลาดำหรือแชบ๊วย 10 ตัว ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำซุปหมู 1/2 ถ้วย กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ หัวไชโป๊วสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ เต้าหู้หั่นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็กๆ 2 ช้อนโต๊ะ มะนาว 1 ผล กุยช่ายหั่นท่อน 2 ต้น ถั่วงอกเด็ดหาง 1 ถ้วย ซอสผัดไทย 1 ถ้วยตวง พริกป่นเล็กน้อย

วิธีทำง่ายนิดเดียว พอน้ำมันในกระทะร้อนเอากุ้งสดลงไปผัดน้ำมันให้สะดุ้งไฟจนเนื้อกุ้งรัดตัวพอสุก ให้ตักขึ้นมาพักไว้ เสร็จแล้วก็ใส่หอมแดงซอยลงไปเจียวก่อน ตามด้วยเต้าหู้ ไชโป๊วและกุ้งแห้ง ผัดให้เข้ากันพอสุก ปิดท้ายด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยว ผัดให้เข้ากันจนทั่ว เติมน้ำซุปให้เส้นพอนิ่มแล้วจึงปรุงรสด้วยซอสผัดไทย ชิมรสชาติให้พอใจ

พอเส้นสุกนิ่มดีแล้วให้เขี่ยเส้นไว้มุมกะทะ เติมน้ำมันลงไปอีกเล็กน้อยจากนั้นตอกไข่ใส่ลงไป ตีให้ไข่แดงให้แตกแล้วนำเส้นกลบไข่ ใส่กุ้งสดที่ผัดรอไว้แล้วลงไป เมื่อไข่สุกค่อยกลับด้าน เสร็จแล้วใส่ใบกุยช่าย ตามด้วยถั่วงอกผัดให้เข้ากันและปิดไฟ

เวลาเสิร์ฟโรยด้วยถั่วลิสงป่นที่คั่วใหม่ๆ พริกป่น บีบมะนาว และมีผักสดเป็นเครื่องเคียงไว้กินคู่กัน ได้แก่ ใบกุยช่ายสด หัวปลี ถั่วงอก และใบบัวบก แค่นี้ก็ฟินอย่างแรงแล้วนะ

คอผัดไทยเขาบอกว่ารสชาติดั้งเดิมของผัดไทยจริงๆ นั้น ควรจะมีรสอมเปรี้ยวที่คลุกเคล้ารวมอยู่ในเส้น รสหวานจากหัวไชโป๊ว รสเค็มของกุ้งแห้ง และรสเผ็ดพริกป่นปิดท้าย

สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเส้น หรือห่วงเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่อยากกินเส้นแต่อยากกินผัดไทย แนะนำได้เลยว่าให้ใช้เส้นผักแทนได้ มี 2 อย่าง ให้เลือกคือ เส้นแครอตกับเส้นมะละกอ หรือผักอื่นๆ ที่มีเนื้อผักใกล้เคียงกันคือ เนื้อแน่น กรุบกรอบ แต่ไม่ฉ่ำน้ำ มิฉะนั้นแล้วผัดไทยจะแฉะเกินไปและไม่อร่อย

สำหรับเนื้อแครอตกับมะละกอดิบนั้นสามารถใช้ทดแทนกันได้ หรืออาจผสมกันให้ได้สีสันสวยงามยิ่งขึ้น หรือใครสามารถไปสรรหาผักอื่นที่ฉีกเป็นเส้นใยยาวได้ก็ลองเอามาปรุงดู ไม่ว่ากัน

การหั่นแครอตให้เป็นเส้นมีหลายวิธี สะดวกที่สุดก็คือ ใช้เครื่องทุ่นแรงจำพวกอุปกรณ์ฝานผักสำเร็จรูปจะง่ายกว่าวิธีการสับแบบมะละกอหรือการหั่นด้วยมืออื่นๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มีขายทั่วไป

ที่ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงก็เนื่องจากว่าเราต้องการเส้นผักที่มีขนาดสม่ำเสมอทั้งความหนาและความยาว ให้มองดูเป็นเส้นคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยวจริงๆ เมื่อจัดจานก็จะสวยงามขึ้น

สำหรับผัดไทยที่ใช้เส้นผักนั้น เมื่อผัดไข่กับหอมแดงและไชโป๊วเข้ากันดีแล้วก็ถึงเวลาใส่เส้นแครอตลงไป ช่วงนี้ใช้ไฟแรงผัดอย่างเร็วจะทำให้เส้นกรอบ ตามด้วยน้ำผัดไทยที่เตรียมไว้ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสชาติเป็นที่พอใจแล้วค่อยใส่กุ้งแห้ง กุยช่ายและถั่วงอกลงไปในขั้นตอนสุดท้าย

เห็นไหมว่าแค่เราเปลี่ยนจากเส้นก๋วยเตี๋ยวมาเป็นเส้นผักแทน ขั้นตอนการใส่เครื่องปรุงก่อนหลังก็จะเปลี่ยนไปด้วย

นี่แหละคือเสน่ห์ของการปรุงอาหาร

สำหรับภาพที่นำมาประกอบเป็นผัดไทยโบราณร้านป้านงค์ (ข้างพระตำหนัก) เจ้าดังประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเจอในงานออกร้านเลี้ยงรับรองแขกในบ้านผู้ใหญ่คนหนึ่ง

เห็นตอนที่ผัดแล้วน่ากินมากๆ แต่พอมาทำกินเองที่บ้าน กว่าจะได้รสชาติที่ “ใช่” ขอบอกก่อนเลยว่า ไม่ง่าย ต้องผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้งมาก

ถึงได้บอกว่า “ผัดไทยไม่ลองไม่รู้” ไงคะ

ไปภูเรือ สัมผัสอากาศหนาว ชมดอกไม้สวย ชิมผลไม้แปลก ไวน์รสดี แล้วแวะไปกราบพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

หมอเกษตร ทองกวาว

ไปภูเรือ สัมผัสอากาศหนาว ชมดอกไม้สวย ชิมผลไม้แปลก ไวน์รสดี แล้วแวะไปกราบพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้าย

เมื่อตอนวัยเด็ก ผมมีโอกาสติดตามญาติผู้ใหญ่ไปขายพลูที่ใช้กิน หรือเคี้ยวกับหมากที่ฝั่งลาว เนื่องจาก ปี พ.ศ. 2502 ประเทศลาว ประสบปัญหาอากาศหนาวจัด ทำให้ต้นพลูที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหายเกือบทั้งประเทศ พลูจากฝั่งไทยจึงขายดิบขายดีต่อเนื่องกันมาอีกหลายปี

การเดินทางจาก เมืองหล่ม หมายถึง อำเภอหล่มเก่า กับ อำเภอหล่มสัก ไปยังจังหวัดเลย ระยะทางเพียง 130 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาทั้งวัน และต้องผ่านบ้านภูเรือ การเดินทางแสนลำบาก ถนนหนทางยังไม่มี มีเพียงทางเกวียนกับทางลำคลองของรถลากซุงเท่านั้น ยิ่งการเดินทางในช่วงฤดูฝน รถทุกคันต้องใช้โซ่เหล็กขนาดใหญ่ผูกติดกับล้อรถ แปลงโฉมเป็นรถตีนตะขาบในทันที

มาจนถึงช่วงการสู้รบ ระหว่าง ตำรวจและทหารไทย กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในขั้นรุนแรง ในปี พ.ศ. 2511-2518 รัฐบาลไทยจึงสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน เชื่อมต่อถนนสายสระบุรี-หล่มสัก ไปยังจังหวัดเลย เพื่อส่งกำลังบำรุง หลังเหตุสู้รบสงบลง ภูเรือได้กลายเป็นแดนสวรรค์ของผู้คนเพียงชั่วไม่กี่ปี

ภูเรือ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 520 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีความสูง ตั้งแต่ 600 เมตร ไปจน 1,000 เมตรเศษ จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สถิติ ปี พ.ศ. 2517 ภูเรือมีอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศ ที่ -0.3 องศาเซลเซียส จนทำให้มีเกร็ดน้ำแข็งจับตัวกันเป็นแผ่นบางๆ ตามยอดหญ้าในตอนเช้า แหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งคือ ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ บริเวณโดยรอบเป็นลานหินปูนธรรมชาติ แซมด้วยทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบทิศทาง ยิ่งในฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ มาเฝ้าติดตามชมความสวยงามของพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าในตอนเช้ามืดอย่างเนืองแน่นเกือบตลอดฤดู

อาซาเลีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร ให้ดอกสีแดงและขาวสดใส อาซาเลียเป็นไม้ในสกุลเดียวกับกุหลาบพันปี แต่อาซาเลียออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ชอบอากาศเย็นและความชื้นสูง ถ้าอยู่ในร่มรำไรจะให้ดอกสีสวยงาม ส่วนกุหลาบพันปี เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 4-12 เมตร ออกดอกเป็นช่ออัดกันแน่น ต้นที่ขึ้นอยู่ระดับสูง 1,500 เมตร ส่วนใหญ่เป็นชนิดให้ดอกสีแดงสดใส แต่ชนิดที่ขึ้นอยู่ระดับสูง 3,500 เมตร ขึ้นไป จะให้ดอกสีขาวและชมพู ในประเทศไทยพบชนิดดอกสีแดง แหล่งใหญ่อยู่ที่ดอยอินทนนท์ ปัจจุบัน อาซาเลียมีการนำพันธุ์มาจากเนเธอร์แลนด์ ข้อดี ปลูกง่าย ออกดอกเก่ง

มะคาเดเมีย หรือ มะคาเดเมียนัท เป็นพันธุ์ไม้มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย แต่นำไปพัฒนาที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา นำเข้ามาทดลองที่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ชื่อจริงๆ เขาออกเสียง แม็คคาเดเมียนัท แต่เนื่องจากเมืองไทยเรียกชื่อผลไม้ ต้องมีคำว่า มะ นำหน้า อาจารย์ดำเกิง ชาลีจันทร์ นักวิชาการไม้ผล กรมวิชาการเกษตร จึงเสนอให้เรียก มะคาเดเมีย แทน ปัจจุบัน อาจารย์ดำเกิง ชาลีจันทร์ ท่านได้สละทางโลก เดินทางเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาพันธุ์มะคาเดเมียที่ปรับตัวได้ดีในประเทศไทย และรับรองเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรปลูกไปแล้ว 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เชียงใหม่ 400 พันธุ์เชียงใหม่ 700 และ พันธุ์เชียงใหม่ 1000 ทั้งนี้ ตัวเลขของแต่ละพันธุ์นั้นหมายถึงมีความเหมาะสมที่จะปลูกในระดับสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตามตัวเลขกำกับมา มีหน่วยเป็นเมตร

ภูเรือ เป็นแหล่งปลูกมะคาเดเมียได้ผลดีอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นที่ต้องการของต้นมะคาเดเมีย คือมีหน้าดินลึก ระบายน้ำได้ดี มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร ต่อปี ในฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส อย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างตาดอก ส่วนในช่วงอากาศร้อนไม่ควรมีอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้กะลาแข็งเร็ว ส่งผลให้ผลมีขนาดเล็ก และที่สำคัญในช่วงออกดอกควรมีความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์

ไวน์ เป็นนวัตกรรมที่พบโดยบังเอิญ เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งในยุโรป น่าจะเป็นฝรั่งเศสเจ้าตำรับ มีกระทาชายนายหนึ่ง นอนเล่นเพลินๆ อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะเคลิ้มหลับไป กลับได้ยินเสียงนกส่งเสียงร้องจ๊อกจ๊อก จอแจเป็นจ้าละหวั่น ผิดกว่าทุกวัน ชายหนุ่มเกิดความสงสัย จึงปีนขึ้นไปดูบนคบไม้ ทันใดนั้นเหลือบไปเห็นโพรงไม้ และพบว่าในนั้นมีน้ำสีเข้ม พร้อมกับมีผลไม้นอนสงบนิ่งอยู่ก้นโพรงไม้นั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้จึงใช้นิ้วมือจุ่มลงในน้ำ แล้วนำมาแตะที่ลิ้น ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง รู้สึกว่ามีกลิ่นและรสชาติดี เพื่อให้สะใจจึงม้วนใบไม้ตักขึ้นมาดื่มไปหลายอึก ผลปรากฏว่าร้อนวูบวาบขึ้นที่ใบหน้า จึงนำข่าวไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ไวน์จึงกำเนิดตั้งครั้งนั้นเป็นต้นมา หลัก ไวน์ ไม่ซับซ้อน นำน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ เติมยีสต์ลงไปให้ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ หมักจนได้ที่ไม่ต้องนำไปกลั่นแต่อย่างใด ก็นำไปดื่มได้ แต่รสชาติและกลิ่นจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้ผลิตแต่ละรายไป

ก่อนเดินทางกลับ แวะนมัสการ พระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย อยู่ไม่ไกลจากอำเภอภูเรือ พระธาตุศรีสองรักเป็นอนุสรณ์สถาน ทำขึ้นระหว่าง พระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา กับพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งล้านช้าง ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานว่า 2 อาณาจักรจะร่วมมือกันป้องกันการบุกรุกของพม่า ที่มีกองทัพที่แข็งแกร่ง โดยมี บุเรงนอง เป็นผู้นำในขณะนั้น พระธาตุนี้สร้างขึ้น ณ จุดกึ่งกลาง ระหว่าง แม่น่านกับแม่น้ำโขง เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2103 และไปเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2106 เป็นเจดีย์ชนิดก่ออิฐถือปูน สูง 19.19 เมตร กว้าง 10.89 เมตร รูปทรงคล้ายพระธาตุพนม พระธาตุศรีสองรักยังเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั้ง 2 อาณาจักร มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่ควรทราบ มีข้อห้ามไม่ให้สวมเสื้อผ้าสีแดงขึ้นไปกราบไหว้องค์พระธาตุ เพราะสีแดงหมายถึงเลือด เป็นการแสดงออกถึงความรุนแรง

ประเทศไทยเรา แม้มีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่ไพศาล แต่เรามีความหลากหลายของภูมิประเทศ ตั้งแต่ทะเลไปจนถึงภูเขาสูง โปรดให้ความรักกับแผ่นดินผืนนี้เถิดครับ อย่าอยากได้สมบัติของชาติมาเป็นของส่วนตัวเลย อย่าให้ลูกหลานออกมาด่าไล่หลังเลยครับ

สวัสดี