สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพระนครศรีอยุธยา เพาะพันธุ์ปลาบึก มีลูกปลาพันธุ์แท้ แข็งแรง เผยแพร่สู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพระนครศรีอยุธยา เพาะพันธุ์ปลาบึก มีลูกปลาพันธุ์แท้ แข็งแรง เผยแพร่สู่เกษตรกร

ปลาบึก (Mekong giant catfish) เป็นปลาน้ำจืด ที่ไม่มีเกล็ด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัดเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มสัตว์หายาก และใกล้สุญพันธุ์ แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาบึกตามธรรมชาติ พบได้ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำสงคราม แม่น้ำงึม การกระจายตัวของปลาบึก พบตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีน จนถึงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

เมื่อประมาณ ปี 2526 ประเทศไทยได้เพาะพันธุ์ปลาบึก โดยใช้พ่อแม่พันธุ์จากแม่น้ำโขงได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยกรมประมง แต่จำนวนลูกปลายังมีปริมาณไม่มากพอ จากนั้นจึงดำเนินการเพาะพันธุ์อีกครั้งในปีถัดมา ทำให้ได้ลูกปลาบึกเป็นจำนวนมาก จึงส่งไปทดลองเลี้ยงในบ่อดิน เพื่อใช้สำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และสถานีประมงน้ำจืดของกรมประมงทั่วประเทศ

ต่อมาในปี 2544 กรมประมง สามารถผสมเทียมโดยการใช้พ่อแม่พันธุ์ปลาบึกในบ่อดินสำเร็จเป็นครั้งแรก ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ซึ่งเป็นปลาบึกรุ่นลูก (F1) ทำให้ได้ลูกปลารุ่นหลาน (F2) เป็นครั้งแรก จากนั้น กรมประมง ได้กระจายลูกปลาบึกไปทั่วทั้ง 4 ภาค ทำให้สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแดง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้นำมาเพาะเลี้ยงเช่นกัน

บทบาท

และความรับผิดชอบของศูนย์

คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เล่าให้ฟังว่า ที่ศูนย์แห่งนี้เริ่มมีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกในบ่อดิน เมื่อ ปี 2541 ปลาบึกที่เลี้ยงมีความยาวต่อตัว เฉลี่ย 1.40 เมตร น้ำหนักตัวเฉลี่ย 20 กิโลกรัม ต่อมาจึงนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

“ปลาบึก ที่เราได้มาคือ ได้มาจากภาคเหนือ ผสมพันธุ์ใกล้แม่น้ำโขง ก็แจกกันมาทั่วทั้งหมด ก็มีส่วนหนึ่งที่มาศูนย์แห่งนี้ และก็มาทำการเลี้ยง ซึ่งปลาที่ส่งมาที่นี่ ก็ได้มาจากชาวบ้านที่ได้จากการพระราชทานนำไปเลี้ยง พอตัวใหญ่เขาก็ไม่อยากเลี้ยง ก็ส่งคืนมา ทางกรมประมงก็เก็บคืนมา เราก็มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ดู” คุณวินัย เล่าถึงความเป็นมา

การนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ คุณวินัย บอกว่า มีความสะดวกในการจัดการ เมื่อปลาบึกถึงระยะผสมพันธุ์ และที่สำคัญประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยง เมื่อเทียบกับการเลี้ยงในบ่อดิน

“เราก็ทำการศึกษานำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ แทนที่จะเลี้ยงในบ่อดินใหญ่ๆ เราก็มาปรับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะการให้อาหาร คุณสมบัติน้ำให้เหมาะสมเราดูหมด เพื่อให้การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เป็นธรรมชาติมากที่สุด เหมือนเขาได้อยู่ที่บ้านเขา คือแม่น้ำ มันก็จะทำให้เขาสามารถเจริญเติบโต และพร้อมมีไข่ได้” คุณวินัย กล่าว

อาหารที่ให้พ่อแม่พันธุ์ จะเป็นอาหารที่ทางศูนย์ผสมเอง ประกอบไปด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูป โปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ บดละเอียด 875 กรัม วิตามินซี 5 กรัม วิตามินรวม 5 กรัม น้ำมันปลา 5 กรัม สไปรูไลน่า 10 กรัม แป้งสาลี 100 กรัม สารเหนียว 50 กรัม นำมาผสมกับน้ำสะอาด ปั้นเป็นก้อนให้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร โยนให้กินวันละ 1 ครั้ง เวลาประมาณ 15.00 น.

เพาะพันธุ์ได้ง่าย

ไม่แตกต่างจากปลาชนิดอื่นๆ

คุณวินัย บอกว่า การเพาะพันธุ์ปลาบึกในบ่อซีเมนต์นั้น ทำด้วยวิธีเดียวกันกับปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน

“วิธีที่เพาะ ก็เป็นเหมือนวิธีทั่วๆ ไป ของการเพาะพันธุ์ปลา คือการฉีดฮอร์โมน ขั้นแรกเราต้องเลือกก่อน โดยเลือกแม่ปลาที่มีไข่แล้ว แต่ไข่ยังไม่ตกมา เราก็จะฉีดฮอร์โมนไปเร่งอีกหน่อยหนึ่ง พอเสร็จแล้วเราก็รอเวลา เพื่อให้ไข่มันแก่เต็มที่ ไข่ก็จะไหลออกมา จากนั้นเราก็บีบน้ำเชื้อผสม คนให้เข้ากัน เรียกแบบนี้ว่าการผสมเทียม” คุณวินัย อธิบายวิธีการเพาะพันธุ์

พอประมาณ 24 ชั่วโมง ไข่จะฟักออกเป็นตัว หลังจากไข่ฟักออกเป็นตัว ใช้เวลาอนุบาลในบ่อฟักไข่ ประมาณ 5 วัน โดยในวันแรกให้โรติเฟอร์เป็นอาหาร ต่อมาจึงให้ไรแดง

จากนั้น นำลูกปลาที่ได้ทั้งหมดมาอนุบาลในบ่อดิน ขนาด 2 ไร่ อาหารในระยะนี้เป็นรำและปลาป่น ในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 เมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 15 วัน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะอนุบาลใช้เวลาประมาณ 30 วัน ปลาบึกจะมีไซซ์ขนาด 1-2 นิ้ว

ลูกปลาบึกที่เพาะพันธุ์มา เรื่องอาการของการเกิดโรคไม่มี ค่อนข้างจะเป็นปลาที่มีความแข็งแรง เมื่อเทียบกับปลาอื่นๆ

ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

และจำหน่ายให้เกษตรกร

“พอลูกปลาบึกเรามีความแข็งแรง เราก็จะทำตามนโยบายของกรมประมง นำปลาบางส่วนปล่อยลงตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และอีกส่วนหนึ่งก็จำหน่ายให้กับเกษตรกร หรือผู้ที่สนใจ อยากจะเลี้ยงดูเล่นๆ ที่บ้าน” คุณวินัย เล่าถึงจุดประสงค์ของการเพาะพันธุ์

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดแห่งนี้ จำหน่ายลูกปลาบึกไซซ์มาตรฐาน ราคาอยู่ที่ตัวละ 40-100 บาท โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาดไซซ์ของลูกปลาบึก

คุณวินัย ยังบอกอีกด้วยว่า ปลาบึกที่ศูนย์แห่งนี้ เป็นปลาพันธุ์แท้แน่นอน ผู้ที่ซื้อไปเลี้ยงไม่ต้องกลัวเรื่องของปลอม ซึ่งหากไปซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจได้ปลาที่ได้รับการผสมมากมายหลายสายพันธุ์ เพราะลูกปลาขนาดเล็กบางครั้งผู้ที่ไม่มีความชำนาญมากพอ อาจดูลักษณะไม่ออก ว่าเป็นลูกปลาบึกหรือปลาสวาย

ปลาบึกเลี้ยงเองตามบ้าน

ขนาดตัวอาจสู้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ได้

คุณวินัย บอกว่า ปลาบึกที่เลี้ยงเองที่บ้าน ผู้ที่เลี้ยงต้องทำใจยอมรับเรื่องขนาดของปลาบึก ว่าไม่สามารถเติบโตได้ดีเหมือนในแม่น้ำ

“คนที่สนใจเลี้ยงปลาบึกนี่มีหลายแบบ บางคนอยากมีไว้ประดับบารมี บางคนก็เลี้ยงไว้เยอะๆ เพื่อจะเอาไว้กิน แต่ปลาบึกที่คนนิยมกินจะเป็นปลาบึกใหญ่ ตัวละ 100 กิโลกรัมขึ้น มันที่ติดกับเนื้อจะหนา อย่างที่เรามาเลี้ยงกันเองนี่ บางทีมันจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ตัวจะคล้ายๆ ปลาสวาย เพราะอาหารเราเป็นคนกำหนดให้ ปลาบึกเขาจะชอบหรือเปล่าไม่รู้ ซึ่งถ้าคนที่เลี้ยงเอามาขาย บางทีราคาอาจจะสู้ปลาที่จับมาจากธรรมชาติไม่ได้” คุณวินัย อธิบาย

บ่อน้ำภายในบ้าน

เหมาะที่จะปล่อยปลาบึกทิ้งไว้

คุณวินัย ได้กล่าวแนะนำ สำหรับคนที่สนใจ พร้อมทั้งแนะนำเพื่อสร้างรายได้ว่า

“ปลาบึก ถ้าเลี้ยงก็ควรเป็นอาชีพเสริม หรือว่าปล่อยไว้ในบ่อเพื่อเพิ่มผลผลิต เพราะปลาบึกอาจต้องใช้เวลาเลี้ยงที่นาน กว่าจะได้ตัวใหญ่ตามที่ตลาดต้องการ หากเลี้ยงเป็นการค้า มันจะไม่ค่อยได้อะไร เพราะเรารอนาน ทุนอาจเสียได้ อีกอย่างผลผลิตของมันอาจจะโตไม่เท่าปลาจากแหล่งธรรมชาติ”

“วิธีการเลี้ยงปลาบึกนี่ เลี้ยงได้ง่ายมาก จะเห็นได้ว่าไม่มีข่าวด้านลบเกี่ยวกับปลาบึก เช่น เลี้ยงแล้วไม่โต เลี้ยงแล้วเป็นโรค ข่าวในทำนองนี้จะไม่ค่อยมี อีกอย่างปลาบึกเป็นปลาที่ปรับตัวง่าย กินอาหารผสม กินอาหารเม็ด ได้เหมือนแบบปลาอื่นเลย ก็เอาไปปล่อยเล่นๆ ดูครับ”

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากมีปลาบึกไว้ดูเล่นๆ ที่บ่อหรือสระน้ำภายในบ้าน ก็สามารถติดต่อได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด หมายเลขโทรศัพท์ (035) 704-171

 

อากาศเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลสุขภาพสัตว์อย่างไรดี ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุรเดช สดคมขำ

อากาศเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลสุขภาพสัตว์อย่างไรดี ?

ช่วงฤดูกาลที่อากาศแปรปรวนเช่นนี้ อาจส่งผลให้สัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยง เกิดความเครียด และภูมิคุ้มกันต่อโรคลดลง ทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทาง ซีพีเอฟ ได้มีข้อแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สุกร และสัตว์น้ำ

สัตว์ปีก ต้องดูแลเป็นพิเศษ

โดย น.สพ. นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกต้องใส่ใจดูแลสัตว์เป็นพิเศษ ด้วยการปรับสภาพในโรงเรือนให้ดี และต้องเน้นการให้ความอบอุ่นแก่ตัวสัตว์ โดยเฉพาะลูกสัตว์ อาทิ การใช้ผ้าม่านหรือกระสอบสำหรับบังลมรอบโรงเรือน โดยต้องมีการระบายอากาศ

ส่วนในโรงเรือนปิดแบบอีแว้ปก็ควรกั้นผ้าหรือกระสอบเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้มีลมโกรก และอาจเพิ่มไฟกกให้กับสัตว์ที่อายุยังน้อยเพื่อไม่ให้นอนสุมที่จะเสี่ยงต่อความเสียหายได้ ทั้งนี้ ย้ำว่าไม่ควรสุมไฟให้ไก่เพราะอาจเกิดอันตรายได้

สำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อหรือไก่กระทงที่ใช้แกลบรองพื้นในการเลี้ยง ต้องหมั่นกลับแกลบอย่างน้อย 1-2 วัน ต่อครั้ง เพื่อป้องกันการเก็บความชื้น

ส่วนไก่ไข่ต้องจัดการกับมูลไก่ใต้กรงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดผลกระทบจากแก๊สแอมโมเนีย

พร้อมกันนี้ แนะนำให้เพิ่มการให้อาหารมากขึ้น เพราะไก่จะนำพลังงานจากอาหารไปต่อสู้กับความหนาวเย็น

นอกจากนี้ ต้องเข้มงวดกับการทำวัคซีนป้องกันโรคตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด และสามารถเพิ่มให้วิตามินละลายน้ำให้ไก่กินได้ตามสมควร

น.สพ. นรินทร์ กล่าวอีกว่า ช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงการอพยพย้ายถิ่นของฝูงนกจากฤดูกาลของเขตหนาวในซีกโลกเหนือมายังประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ประเทศไทย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ปีก จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้มาตรการ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และการเลี้ยงด้วยวิธีที่ถูกต้อง

โดยข้อควรปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกแบบปล่อย เช่น เป็ดไร่ทุ่ง และไก่บ้าน ในช่วงนี้ว่า ควรนำสัตว์ปีกเข้าไปเลี้ยงภายในโรงเรือนที่มีตาข่ายปิดมิดชิดและมีหลังคาคลุม เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกจากฝูงนกอพยพ ควบคู่กับการให้น้ำของสัตว์ปีกจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 ppm หรือปริมาณน้ำ 1,000 ลิตร ใช้คลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 กรัม รวมไปถึงการพ่นยาฆ่าเชื้อในกลุ่มกลูตาราลดีไฮด์เป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญควรมีรองเท้าบู๊ตสำหรับใส่ภายในโรงเรือนโดยเฉพาะ

“สำหรับเกษตรกรที่สงสัยว่าสัตว์ของตนเองเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค โดยสังเกตจากการตายผิดปกติเกินร้อยละ 1 ของสัตว์ทั้งฟาร์ม ต่อวัน สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ของ ซีพีเอฟ เพื่อลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสัตว์ และนำมาส่งตรวจที่สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก โดยจะทราบผลภายใน 1-2 วัน” น.สพ. นรินทร์ กล่าว

การจัดการในสุกร

ด้าน น.สพ. ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายธุรกิจสุกร ให้คำแนะนำด้านการจัดการสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรว่า ต้องควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนเลี้ยงสุกรให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่หนาวจนเกินไป โดยสังเกตง่ายๆ จากการนอนของสุกร ถ้าอุณหภูมิเหมาะสม สุกรจะนอนสบาย ใช้ด้านข้างตัวนอนราบกับพื้น หากอุณหภูมิต่ำเกินไปสุกรมักจะนอนบนขาตัวเอง มีอาการหนาวสั่น หรือนอนสุมกันเป็นกอง

นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมอย่าให้ภายในโรงเรือนเปียกชื้นหรือแฉะมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้อุณหภูมิภายในลดต่ำลง ในกรณีที่อุณหภูมิในโรงเรือนต่ำลงมาก อาจใช้ผ้าม่านกั้นแนวลมที่จะเข้าโรงเรือนเพื่อไม่ให้ลมหนาวพัดผ่านตัวสุกรโดยตรง กรณีลูกสุกรอายุน้อยอาจทำกล่องกกและเพิ่มหลอดไฟกก หรือใช้วัสดุรองพื้น เช่น ไม้รองนอน แกลบ ขี้กก เป็นต้น แต่ต้องมั่นใจว่าวัสดุรองนอนเหล่านั้นปลอดจากเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมการให้อาหารให้เหมาะสม ด้วยการแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นการกินอาหารของสุกร

สำหรับสัตว์กีบคู่ อาทิ โค กระบือ สุกร ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังเรื่องโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) การป้องกันโรคนี้ทำได้โดยการทำวัคซีนตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำ และต้องป้องกันสัตว์พาหะจากภายนอกที่อาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงไม่อนุญาตให้คนภายนอกที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากฟาร์มอื่นเข้าฟาร์ม ที่สำคัญต้องไม่อนุญาตให้รถขนส่งสัตว์กีบคู่จากฟาร์มอื่นๆ ที่มีสัตว์อยู่บนรถขนส่งเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และในสุกรควรระวัง โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) เป็นพิเศษ

สำหรับการป้องกันโรคควรมุ่งเน้นการควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนที่เหมาะสม กรณีเกิดโรคขึ้นในฟาร์มให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพสัตว์และขอคำแนะนำอย่างครบวงจรได้ที่ สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โทร. (02) 988-0670 ในเวลาทำการตั้งแต่ 08.30-18.00 น.

เลี้ยงปลา ควรทำอย่างไรดี?

ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงนี้ คุณอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำของ ซีพีเอฟ ได้ให้ข้อแนะนำว่า ปัจจุบันที่หลายพื้นที่มีสภาพอากาศแปรปรวนโดยอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงเช้าและค่ำ สลับกับร้อนขึ้นในช่วงกลางวัน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของปลา เนื่องจากปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นจึงมีอุณหภูมิร่างกายเท่ากับสภาพแวดล้อม

โดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมอยู่ที่ประมาณ 26-30 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงจะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายของปลาผิดปกติ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันก็จะลดต่ำลงด้วย ที่สำคัญแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงปลาบางแห่งปริมาณน้ำก็ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภาวะแล้ง ทำให้ปลากระชังที่เลี้ยงในแม่น้ำสายต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณอดิศร์ แนะนำวิธีการเลี้ยงปลาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังว่า ควรวางแผนการเลี้ยงอย่างรอบคอบ ไม่เลี้ยงปลาหนาแน่นจนเกินไป และควรปล่อยลูกปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยอนุบาลลูกปลาก่อนปล่อยเลี้ยงประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ปลาโตขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีภูมิต้านทานที่เหมาะสม

ที่สำคัญควรสังเกตการกินอาหารที่อาจลดลงเนื่องจากอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งควรยึดหลักการ การให้อาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ด้วยการแบ่งจำนวนมื้ออาหารมากขึ้นเป็นวันละ 5-6 มื้อ และในแต่ละครั้งจะต้องให้ทีละน้อยเท่าที่ปลากินหมดเพื่อกระตุ้นการกิน และต้องหมั่นสังเกตปริมาณอาหารที่เหลือลอยบนผิวน้ำ หากเหลือมากควรปรับลดอาหารให้พอเหมาะ โดยหลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงเช้าที่มีอุณหภูมิต่ำ เพราะปลาจะกินอาหารได้น้อย

ทั้งนี้ ในช่วงอากาศหนาวจัดเกษตรกรควรผสมวิตามินซีและสารกระตุ้นภูมิต้านทานในอาหารให้ปลากินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพปลาด้วยการสุ่มตรวจพาราไซต์ทุกๆ สัปดาห์ และควรวัดคุณภาพน้ำเป็นประจำ โดยค่าของแอมโมเนียรวมที่ละลายน้ำไม่ควรเกิน 0.5 ppm นอกจากนี้ แนะนำให้ติดตั้งเครื่องให้อากาศและในช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงขึ้นควรเปิดตลอดเวลา เพื่อให้น้ำมีการผสมกันตลอดตามแนวลึกของบ่อ ไม่เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ และเกิดการผสมของอากาศกับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำอยู่ไม่น้อยกว่า 4 ppm

สำหรับการเลี้ยงในรูปแบบบ่อดิน ซึ่งถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันเนื่องจากสามารถควบคุมคุณภาพน้ำและอุณหภูมิน้ำได้ง่ายกว่าการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ และแนะนำให้เกษตรกรนำนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบ “โปร-ไบโอติก” (Pro-Biotic Farming) เข้ามาใช้ร่วมด้วย โดยการใช้แบคทีเรียที่เป็นมิตรกับปลาและสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยปรับสมดุลสิ่งแวดล้อมในบ่อ จึงไม่มีการใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะใดๆ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและควบคุมคุณภาพน้ำ ทำให้ปลาที่เลี้ยงมีสุขภาพดี แข็งแรง ได้ผลผลิตปลาเนื้อคุณภาพสูง

“นอกจากนี้ หากอากาศเย็นลงก็สามารถทำแนวบังลมในทิศทางที่ลมหนาวพัดมาคือ ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดผลกระทบของลมเย็นที่กระทำต่อพื้นผิวน้ำในบ่อ” คุณอดิศร์ กล่าวในที่สุด

ยืนยัน หมู-ไก่ ผลิตได้มาตรฐาน ปราศจากเชื้อดื้อยา

น.สพ. ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย ยืนยันว่า กระบวนการผลิตเนื้อหมูของประเทศไทยตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสุกรจนถึงกระบวนการแปรรูป โดยเฉพาะการควบคุมการใช้ยาและเวชภัณฑ์จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและมาตรฐานกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด ได้มาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ปัจจุบัน ผู้ผลิตเนื้อสุกรมุ่งเน้นการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย (food safety) โดยพัฒนาระบบป้องกันโรค เพื่อป้องกันสัตว์ป่วย และการจัดการโรงเรือนตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เพื่อให้สัตว์อยู่สบาย เมื่อไม่ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

กรณีที่มีปัญหาสุขภาพ การใช้ยาเพื่อรักษาจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสารตกค้างก่อนชำแหละ ณ โรงชำแหละมาตรฐาน ตลอดจนป้องกันการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียระหว่างการขนส่งชิ้นเนื้อและผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ด้าน น.สพ. สุเมธ ทรัพย์ชูกุล นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย มีการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทย ที่สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปยังต่างประเทศ โดยมีคู่ค้าที่สำคัญ ทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งยอมรับในมาตรฐานการผลิตของไทยที่สะอาดปลอดภัย ตั้งแต่การเลี้ยงในระบบโรงเรือนที่ดี ทำให้สัตว์อยู่สบาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง สามารถตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ตลอดจนมีกระบวนการและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ปัจจุบันมีฟาร์มสุกรและฟาร์มสัตว์ปีกเข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม ที่ได้รับการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ผลิตปศุสัตว์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และหมูที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมมีความปลอดภัย ปราศจากเชื้อดื้อยาเป็นสำคัญ

ภาคปศุสัตว์มีความชัดเจนสูงมากต่อการรณรงค์เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เนื่องจากภาคปศุสัตว์มีเงื่อนไขทางต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศคู่ค้าของไทยที่มีความเข้มงวดสูง และมีข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะอย่างมาก ทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทยได้ร่วมมือกับภาครัฐดำเนินการผลิตเนื้อสัตว์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะระบบป้องกันยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ของไทยได้มีประสิทธิภาพสูง ดำเนินการตามข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐาน Food Safety สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต และตอบสนองความต้องการของประเทศคู่ค้าได้

“ไก่แจ้พานทอง” เพชรน้ำหนึ่ง สร้างมาตรฐาน ฟาร์มปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

“ไก่แจ้พานทอง” เพชรน้ำหนึ่ง สร้างมาตรฐาน ฟาร์มปลอดโรค

สมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้เลี้ยงไก่แจ้ในยุคต้นๆ ของการเลี้ยงไก่แจ้ แม้ว่าจะมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมาก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่จัดเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งเป็นสมาคมหรือชมรมใดๆ อย่างเป็นทางการ และสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ยังถือเป็นสมาคมที่มีเป้าหมายในการรวมกลุ่มอย่างชัดเจนคือ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ตามชื่อการก่อตั้งสมาคม

ผู้ก่อตั้งสมาคม คือ คุณพานทอง สมานวิจิตร ที่อดีตเป็นข้าราชการครู แต่สนใจเลี้ยงไก่แจ้มาตั้งแต่ 30 ปีก่อน คู่ชีวิตของคุณพานทอง คือ คุณสุมน สมานวิจิตร ผู้ที่คุณพานทอง บอกว่า เป็นผู้ที่สนใจและบอกกับคุณพานทองว่า จะซื้อไก่แจ้มาเลี้ยง เลี้ยงเพื่อความสวยงาม เลี้ยงเพราะชอบ เลี้ยงสำหรับเป็นเพื่อนในขณะนั้น

ไก่แจ้คู่แรก ราคาคู่ละ 600 บาท การซื้อขายไก่แจ้ในอดีต คุณพานทอง เล่าว่า เป็นเรื่องปกปิดมาก คนซื้อไม่มีโอกาสได้รู้ว่าไก่แจ้ที่ไปซื้อจะได้สีอะไร รูปร่างลักษณะแบบไหน ทำได้แค่แจ้งให้ผู้ขายรู้ว่า เราต้องการซื้อไก่แจ้ จากนั้นนั่งรอจนกว่าผู้ขายจะนำไก่แจ้มาให้ เมื่อได้ไก่แจ้มาแล้ว การเลี้ยง การดูลักษณะพันธุ์ หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับไก่แจ้ทุกอย่าง ไม่มีใครถ่ายทอดให้ เป็นการเลี้ยงไก่แจ้แบบหวง และมีคนเลี้ยงจริงจังไม่มากนัก ทำให้การเลี้ยงไก่แจ้ในลักษณะของฟาร์มและการประกวด เป็นเรื่องห่างไกลสำหรับผู้สนใจ

“คู่แรกได้มา ก็ต่อกรงเลี้ยงบริเวณมุมของบ้าน เลี้ยงไปได้สักพักรู้สึกว่าคู่เดียวน้อยไป จึงไปซื้อมาเพิ่มรวมเป็น 3 คู่ เลี้ยงไปเรื่อยๆ ไก่แจ้ก็เริ่มให้ไข่และกกไข่ออกมาเป็นตัว เมื่อปริมาณมากขึ้น ก็ต้องต่อกรงขยายออกไป”

ด้านข้างของบ้านเป็นบ่อ เมื่อคิดจะขยายกรงเลี้ยงให้เป็นโรงเรือนสำหรับไก่แจ้ จึงคิดทำโรงเรือนบริเวณบ่อ แต่ทุนน้อย คุณสุมน จึงขอขี้เลนที่เรือขุดดูดขึ้นมานำมาถมจนเต็มบ่อ จากนั้นก็นำไม้เก่าและมุ้งเก่าที่พอมี นำมาประกอบ สร้างเป็นโรงเรือนขนาดพอเหมาะ แม้ว่าไก่แจ้ขณะนั้นยังไม่เป็นที่นิยม แต่คุณสุมนและคุณพานทอง ก็พร้อมจะให้ไก่แจ้ขยายพันธุ์ตามปกติ อีกทั้งคุณสุมนยังใช้ความรู้เท่าที่มี บวกกับการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ทำตู้ฟักด้วยตัวเอง

ตู้ฟัก เป็นผลงานหนึ่งที่คุณสุมนภาคภูมิใจ เพราะคิดค้นขึ้นเอง และมีคนมาติดต่อขอซื้อ รวมถึงถาดให้อาหารไก่แจ้ คุณสุมนคิดรูปแบบขึ้นเอง เพื่อลดการสูญเสียอาหารที่เกิดจากไก่เขี่ยหล่นออกนอกกรง ซึ่งถือเป็นต้นทุนชนิดหนึ่ง และไม่หวงหากมีผู้มาพบแล้วจำรูปแบบไปทำบ้าง

คุณพานทอง บอกว่า วิชาความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่แจ้ในอดีตไม่แพร่หลาย ไม่มีใครอยากให้ข้อมูลเสมือนเป็นความลับ ทำให้เกิดผู้เลี้ยงรายใหม่ขึ้นน้อย แต่สำหรับคุณสุมนและคุณพานทอง เห็นว่า เมื่อมีประสบการณ์ก็ควรแบ่งปัน ถ่ายทอด และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่แจ้ สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเลี้ยง จึงติดต่อและรวมกลุ่มคนเลี้ยงไก่แจ้ที่อยู่ใกล้เคียงและมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อตั้งเป็นชมรมส่งเสริมผู้เลี้ยงไก่แจ้กรุงเทพ ขึ้น เมื่อปี 2531 และเปลี่ยนเป็นสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ในภายหลัง

“พอเราได้ลูกไก่แจ้จำนวนมากขึ้น ต้นทุนการเลี้ยงก็สูงขึ้น จึงตัดสินใจนำลูกไก่แจ้ใส่กล่องตั้งใจไปขายตลาดนัดจตุจักร พอไปถึงพ่อค้าบอกไม่รับซื้อ จนญาติที่รู้จักขอร้องให้พ่อค้ารับซื้อจากเราไป ทำให้พ่อค้าซื้ออย่างเสียไม่ได้ เราก็ต้องขายเหมาในราคาที่ไม่ดีนัก ทั้งที่รู้ว่าของเราเป็นของดี แต่ก็ต้องง้อพ่อค้า ต้องยอมให้กดราคา”

ครั้งนั้น ทำให้คุณพานทอง กลับมาคิดว่า ไก่แจ้พันธุ์ดี ไม่ควรถูกกดราคาด้วยการรับซื้อเช่นนี้ จึงควรให้ผู้ซื้อหรือคนที่ต้องการเลี้ยงไก่แจ้จริงๆ เดินมาหามากกว่า วิธีหนึ่งที่คิดได้และมั่นใจว่า เป็นการส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมคือ การประกวดไก่แจ้ ซึ่งขณะนั้นมีการจัดการประกวดบ้าง ไม่บ่อยนัก ยิ่งเมื่อได้สัมผัสงานประกวดไก่แจ้ โดยคุณสุมนอุ้มไก่แจ้ 2 ตัวที่เลี้ยงไว้ ไปสมัครประกวดที่จังหวัดลพบุรี และครั้งนั้นเองที่คุณสุมนและคุณพานทองมั่นใจได้ว่า ไก่แจ้ที่มีอยู่ เป็นไก่แจ้ที่มีรูปร่างลักษณะได้มาตรฐานไก่แจ้ไทยที่ดี เพราะคว้าถ้วยรางวัลยอดเยี่ยมถึง 3 ถ้วย กลับมา

การจัดงานประกวดไก่แจ้ โดยสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย จึงมีขึ้นหลังจากนั้น โดยจัดขึ้นที่สุเหร่า มีผู้สนใจนำไก่แจ้เข้าร่วมประกวดกว่า 100 ตัว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้กับสุเหร่าทั้งหมด ซึ่งหลังงานประกวดทำให้ทราบว่า มีผู้สนใจเลี้ยงไก่แจ้จำนวนมาก และควรได้รับการส่งเสริมให้ไก่แจ้เป็นสัตว์เลี้ยงระดับแถวหน้าเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น โดยเฉพาะความรู้และประสบการณ์การเลี้ยงไก่แจ้ ควรมีการถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจ เพื่อให้ไก่แจ้ไทยได้มีพื้นที่ดีๆ ในสังคม

หลังงานประกวดที่จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทยครั้งแรกผ่านไป ความสำเร็จที่ได้รับ ทำให้การจัดงานประกวดครั้งต่อมามีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง 2-3 เดือน ต่อครั้ง

“แรกๆ เราจัดงานประกวดที่สุเหร่า บ่อยครั้งเราเปลี่ยนสถานที่จัดเป็นโรงเรียนบ้าง เพราะหลังงานประกวดจบลง รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายก็มอบให้กับสุเหร่าหรือโรงเรียน สิ่งหนึ่งที่คนนำไก่แจ้มาประกวด เพราะหลังการประกวดจบ เงินค่าสมัครที่จ่ายไปก็เหมือนเป็นการทำบุญมอบให้กับสุเหร่าหรือโรงเรียนด้วย”

คุณพานทอง แบ่งปันเทคนิคการเลี้ยงไก่แจ้ให้ได้ดี โดยให้ข้อมูลว่า ไก่แจ้ยังคงเป็นอาชีพหนึ่งที่ยังไปได้ดีในปัจจุบัน ผู้เลี้ยงควรรักที่จะเลี้ยง เพราะการเลี้ยงไก่แจ้ต้องใส่ใจในทุกเรื่อง การเลี้ยงไม่ยาก แต่การใส่ใจในการเลี้ยงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าต้องการเลี้ยงเล่นก็ต้องเริ่มจากรักและชอบมาก่อนเช่นเดียวกัน ส่วนจำนวนเลี้ยงจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เลี้ยง เพราะไก่แจ้สามารถเลี้ยงรวมกันได้เมื่อไก่ยังเล็ก แต่ถ้าไก่เริ่มโตจำเป็นต้องแยกกรงเลี้ยงเป็นคู่ ต้องใช้พื้นที่ รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ เช่น การเลี้ยงรวมกันเพื่อหาไก่เก่ง ไก่เก่งจะออกฟอร์มเมื่อเลี้ยงรวมหลายตัว เมื่อรู้ว่าตัวไหนเก่งก็ให้แยกออกมา เพราะหากปล่อยไว้ไก่ที่เลี้ยงรวมกัน หงอนจะเล็กและหางตก

กรงสำหรับไก่แจ้ 2 ตัว ควรมีขนาดกว้างพอให้ไก่ได้วิ่งเล่น คือ 80×100 เซนติเมตร หรือกว้างกว่านี้สำหรับกรงผสม แต่ขนาดกรงที่ให้ไว้เป็นขนาดที่ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาพฤติกรรมไก่ร่วมด้วยว่าเหมาะหรือไม่ อาจต้องกว้างกว่านี้หรือเล็กกว่านี้ก็ได้ เช่น ไก่แจ้ตัวผู้ที่ชอบไล่ไก่แจ้ตัวเมีย ก็ควรมีพื้นที่กว้างมากพอให้ตัวเมียได้วิ่งหนีหรือหลบเพื่อกินอาหารและพักผ่อนบ้าง แต่ถ้าไก่แจ้เป็นตัวที่คัดไว้เพื่อประกวด ก็จะไม่ให้ผสม เพราะอาจทำให้ฟอร์มไก่เสียรูป จำเป็นต้องเลี้ยงกรงเดี่ยว เพื่อให้ไก่ออกฟอร์ม

คุณพานทอง ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงไก่แจ้คือ ความสะอาด ซึ่งหมายถึงความสะอาดของกรง โรงเรือน และตัวไก่แจ้เอง

กรง และโรงเรือน ทำความสะอาดได้ทุกวัน เก็บขี้ไก่ เก็บขนไก่ เพราะไก่กินทุกวัน ถ่ายทุกวัน หากไม่ทำความสะอาดวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำ หากไม่ทำ ขี้ไก่จะหมักหมมและกลายเป็นความสกปรก สุดท้ายอาจทำให้ไก่ป่วย

ส่วนตัวไก่แจ้ โดยธรรมชาติของไก่ถ้ามีไรจะไซ้ขนตัวเอง หรือให้คู่อีกตัวที่อยู่ด้วยกันไซ้ หากไรทำให้ไก่คันมาก ไก่อาจจะจิกตัวเองหรือให้คู่อีกตัวจิกจนขนหลุดก็มี ดังนั้น ควรอาบน้ำให้ไก่อยู่เสมอ เหมือนการอาบน้ำในสัตว์ทุกชนิดโดยการราดน้ำ ฟอกสบู่ จากนั้นล้างน้ำสบู่ออกให้หมด นำไปเป่าขนด้วยไดร์ให้แห้ง หรือกรณีที่อากาศร้อน ควรเช็ดตัวให้หมาดแล้วปล่อยเข้ากรงให้ขนแห้งเอง ทั้งนี้ ทุกขั้นตอนควรทำด้วยความรวดเร็ว หากปล่อยไว้นานโอกาสไก่ป่วยก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

“ที่ฟาร์มจะอาบน้ำไก่อยู่เสมอ แชมพูที่ใช้จะเป็นกลุ่มสมุนไพร เพื่อป้องกันหากไก่จิกหรือไซ้ขนตัวเอง จะปลอดจากสารเคมี เราต้องคิดว่า เราเลี้ยงไก่ เราอุ้มไก่ ถ้าไก่มีไรก็จะไต่ตัวคนอุ้ม แต่ถ้าอาบน้ำนอกจากไม่มีไรแล้ว ขนก็สวย เรียบ นุ่ม น่าจับ”

ปัจจุบันเรามีไก่แจ้ประมาณ 80 คู่ และจะจัดการฟาร์มให้มีจำนวนไก่ไม่มากกว่านี้ เพื่อความสะดวกในการดูแลให้ทั่วถึง เมื่อได้ลูกไก่ในแต่ละล็อตก็ต้องเลี้ยงไว้แล้วคัดลูกไก่ที่ลักษณะไม่ค่อยดี (อยู่ที่การพิจารณาของผู้เลี้ยง) นำไปขาย คัดไว้เฉพาะลูกไก่ที่มีลักษณะดี เก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ หรือจะขายเองที่ฟาร์มก็ได้ ซึ่งลูกไก่ที่คัดออกจะนำไปขาย ได้ราคาตัวละ 20-50 บาท ก็พอใจในราคานี้แล้ว เพราะหากเขาไม่รับซื้อไว้ ลูกไก่เหล่านี้ก็จะตกเป็นภาระของฟาร์ม ซึ่งลูกไก่ที่ขายไปในราคา 20-50 บาท ต่อตัวนั้น พ่อค้าที่ซื้อไปอาจจะนำไปคัดต่ออีกครั้งแล้วนำไปขายในราคาที่แพงขึ้น ทำกำไรในการซื้อขายต่ออีกทอดหนึ่ง

คุณพานทอง กล่าวว่า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่แจ้ที่มีประมาณ 80 คู่ ไม่ได้มีครบทุกสี มีเฉพาะสีตลาด คือสีที่ได้รับความนิยม เช่น ขาวหางดำ กระ เบญจรงค์ สามสี เป็นต้น และราคาขายไก่ของฟาร์มพานทอง จะขายราคาเริ่มต้นที่ตัวละ 500 บาท และไก่แจ้ทุกตัวก่อนรับออกจากฟาร์ม ต้องได้รับวัคซีนพื้นฐานครบก่อน ผู้ซื้อจึงรับไปได้ และถ้าผู้ซื้อถูกใจไก่ตัวไหนในฟาร์ม เมื่อเราบอกราคาแล้วจะไม่คืนคำ ต้องขายตามราคาหากผู้ซื้อตอบตกลง แม้จะเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ที่อยากเก็บไว้เองก็ตาม และการซื้อขายตกลงราคา มีคุณสุมนทำหน้าที่ตรงนี้ ส่วนการทำหน้าที่ในสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ยังคงเป็นหน้าที่ของคุณพานทองเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกที่ให้ความไว้วางใจหลายร้อยคน คุณพานทอง บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และพร้อมจะส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย

ขอคำแนะนำหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณพานทอง สมานวิจิตร นายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย โทรศัพท์ (081) 823-7306 หรือ คุณสุมน สมานวิจิตร โทรศัพท์ (089) 205-6455 ติดตามความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊กได้ที่ “ไก่แจ้สวยงาม นกฟิ้นเจ็ดสี” หรือเว็บไซต์ของสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย http://www.bantamthai.org

ไปอร่อยกับ น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ฝีมือเทคนิคประจวบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ไปอร่อยกับ น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ฝีมือเทคนิคประจวบฯ

ปลานวลจันทร์ทะเล หรือ ปลานวลจันทร์ หรือ ปลาดอกไม้ หรือ ปลาทูน้ำจืด อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำกร่อยหรือน้ำจืด ด้วยที่เกล็ดเล็กละเอียดสีเงินแวววาว ยามต้องแสงจันทร์หรือแสงไฟสวยงามมาก มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูง

ปลานวลจันทร์ทะเล พบมากในท้องทะเลของเขตจังหวัดเพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น สำรวจพบ ปลานวลจันทร์ทะเล ครั้งแรกที่ บ้านคลองวาฬ อำเภอเมือง

ในเมื่อปลานวลจันทร์ทะเล พบมากที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น ทางกลุ่ม คุณรจนา อาจสยาม คุณนิศารัตน์ เรืองวงษ์ คุณสุทิตา เอี่ยมสวัสดิ์ และ คุณรวิสุต ศรีสงวน นักเรียนแผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคประจวบฯ จึงได้ทำโครงงานวิจัย เรื่อง น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง

โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งที่ค้นพบปลานวลจันทร์ทะเล และได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทรงส่งเสริมประชาชนนำปลานวลจันทร์ทะเลมาบริโภคและแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ

นักเรียนทางกลุ่มจึงมีแนวคิดทำน้ำพริกขึ้น โดยมี ว่าที่ ร.ต. ศักดิ์ชัย ทราบรัมย์ พร้อมคณะครู เป็นครูที่ปรึกษาให้กับนักเรียน น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ที่นำมาประกอบทำน้ำพริกนำมาจากคลองวาฬ แหล่งแรกที่พบ

วัตถุประสงค์ของการทำน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ครั้งนี้อย่างหนึ่งก็เพื่อศึกษาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการส่งเสริมการบริโภคปลานวลจันทร์ทะเล

วัตถุดิบที่ใช้ ประกอบด้วย

– ใช้ปลานวลจันทร์ทะเล 4 กิโลกรัม เนื่องจากปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลาที่มีก้างเล็กก้างน้อยเยอะมาก ดังนั้น จะต้องถอดก้างให้หมด

– พริกแห้ง 2 กิโลกรัม

– หอมแดงแห้ง 2 กิโลกรัม

– กระเทียมแห้ง 2 กิโลกรัม

วิธีการรับประทาน นำน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผงไปละลายกับน้ำร้อนต้มสุก ปรุงแต่งรสชาติตามต้องการ (เติมน้ำปลา น้ำมะนาว) รับประทานคู่กับผักต้ม หรือผักสด ตามความชอบ

อนึ่ง สำหรับปลานวลจันทร์ทะเลนั้น เป็นที่นิยมบริโภคกันมากในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความชำนาญและเทคนิคในการถอดก้างปลา อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ก้างปลานวลจันทร์ทะเลจะเยอะมาก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลายคนไม่อยากจะบริโภคปลาชนิดนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง ศูนย์ศึกษาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี จัดอบรมถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเล การถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเล จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของปลาได้ เพราะนำไปจำหน่ายในรูปแบบต้มเค็มปลานวลจันทร์ ปลารมควัน ปลาแดดเดียว

ถ้าต้องการดูบ่อเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล ก็ให้มาที่สถานีประมงคลองวาฬ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เป็นศูนย์รวบรวม ทดลองส่งเสริมเพาะเลี้ยงให้เป็นอาชีพกับเกษตรกร ทั้งนี้ ทางศูนย์เพาะพันธุ์ปลานวลจันทร์ทะเล เพื่อปล่อยลงสู่ทะเลจำนวนหลายหมื่นตัวต่อปี

แต่หากต้องการซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มาที่กลุ่มแปรรูปปลานวลจันทร์ทะเลบ้านคลองวาฬ รับรองมาที่นี่จะไม่เจอก้างปลาให้รำคาญ เพราะที่นี่ล้วนชำนาญเลาะก้างปลานวลจันทร์ทะเลกันทั้งสิ้น ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยพัฒนาประมงชายฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ สนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้แปรรูปปลานวลจันทร์ทะเล

โรงเรียนอนุบาลห้วยคต พัฒนาทักษะเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชุมชน-โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียนอนุบาลห้วยคต พัฒนาทักษะเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชุมชน-โรงเรียน

โรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ตำบลห้วยคต อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นโรงเรียนที่พิจารณาจากชื่อแล้ว ประเมินว่าน่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียน บุคลากรทางการศึกษาไม่มากนัก ทั้งกิจกรรมใดๆ ที่ดำเนินอยู่ก็น่าจะเล็กๆ กะทัดรัด เช่นเดียวกับชื่อ แต่เมื่อได้สัมผัส สิ่งที่คาดคะเนไว้ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด โดยเฉพาะกิจกรรมทางการเกษตรที่ใหญ่เกินกว่าสันนิษฐานจากชื่อโรงเรียนได้

อาจารย์สกล แถบพยัคฆ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) และ อาจารย์นริศรา คำภาพัก ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ให้การต้อนรับผู้มาเยือน ที่สนใจนำข้อมูลการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมภาคเกษตรของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ไปเผยแพร่ ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

อาจารย์นริศรา ให้ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ว่า เป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อตั้งมาเมื่อ พ.ศ. 2526 บนพื้นที่ 15 ไร่ มีนักเรียน เกือบ 300 คน และมีบุคลากรทางการศึกษา 12 คน ซึ่งกิจกรรมในภาคเกษตรของโรงเรียน มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียน เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนรับประทาน ประกอบกับแหล่งซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารในอดีตอยู่ห่างไกล รวมถึงต้องการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่ปลอดสาร ความคิดริเริ่มทำการเกษตร นำผลผลิตที่ได้มาประกอบอาหารรับประทานเองจึงมีขึ้น

โชคไม่ดีเท่าไหร่นักที่เราไปในช่วงฤดูแล้ง ทำให้กิจกรรมหลายกิจกรรมไม่ค่อยสมบูรณ์ และบางกิจกรรมยกเลิกไป เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ แม้ว่าจะมีอาจารย์สกล เป็นผู้ดูแลในปัจจุบัน ก็ยังถือว่าไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก ด้วยสุขภาพของอาจารย์สกลไม่สู้ดี ทำให้บุคลากรที่เหลือต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ รวมถึงเด็กนักเรียนที่ต้องรับบทหนัก รับผิดชอบกิจกรรมให้ได้ด้วยตนเอง

แต่ก็ไม่ถือเป็นความโชคร้ายของเด็กนักเรียนที่นี่ เพราะการให้รับผิดชอบกิจกรรมทางการเกษตรด้วยตนเองอย่างเต็มที่ ทำให้เด็กนักเรียนได้รับความรู้ทั้งในเชิงข้อมูลและภาคปฏิบัติ จนสามารถนำไปสานต่อกิจกรรมที่บ้าน เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวมาแล้วหลายครอบครัว

พื้นที่ทางการเกษตรของโรงเรียน มีประมาณ 5 ไร่ ประกอบไปด้วย บ่อเลี้ยงปลา การเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงไก่ไข่ การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ แปลงผักสวนครัว และไม้ผล ซึ่งนักเรียนในทุกระดับชั้นจะมีโอกาสได้เข้าพื้นที่เกษตร แต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ยกเว้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ในภาคทฤษฎี

อาจารย์สกล กล่าวว่า กิจกรรมทางการเกษตรตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน ในระยะแรกเป็นเพียงแปลงผักง่ายๆ การขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เลี้ยงปลาตามธรรมชาติในบ่อ และปลูกไม้ผลไม่มากนัก แต่ทั้งหมดก็ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรูปธรรม ด้วยการพัฒนาของบุคลากรภายในโรงเรียน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่า ต้องการให้แปลงเกษตรที่ดำเนินอยู่ เป็นวัตถุดิบนำมาประกอบอาหารกลางวันให้กับเด็ก ซึ่งเป้าหมายที่วางไว้ต้องการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง และต้องการให้เด็กได้เรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและอนาคต

เด็กนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จะแบ่งกลุ่มตามกิจกรรมที่มีอยู่ จากนั้นจัดเวรดูแลกิจกรรมนั้นๆ ให้ครบทุกวัน ในวันเสาร์และอาทิตย์ นักเรียนจะตกลงกันเองตามความสะดวกของนักเรียนด้วยกันในกลุ่ม เพื่อให้กิจกรรมดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง และได้ผลผลิตที่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งการแบ่งกลุ่มนั้น เด็กนักเรียนจะแบ่งกลุ่มตามความชอบในกิจกรรมนั้นๆ แต่ถึงอย่างไรก็จะหมุนเวียนกิจกรรมให้ได้ปฏิบัติเหมือนกันทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ครบทุกกิจกรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ปัจจุบัน กิจกรรมที่พักไว้ชั่วคราวรอบุคลากรพร้อมแล้วจะสานต่อ คือ การเลี้ยงหมูหลุม การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ และการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ ซึ่งทั้ง 3 สิ่ง เป็นกิจกรรมที่ช่วยปูพื้นฐานให้กับเด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ อีกทั้งยังประสบปัญหาพายุฤดูร้อนที่รุนแรง ส่งผลให้หลังคาบ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงกบพังทลาย จึงต้องวางโครงการให้ดีและคำนวณระยะเวลาการเลี้ยงกบให้หลีกเลี่ยงช่วงที่อาจเกิดพายุฤดูร้อนไว้ด้วย

สำหรับแปลงผัก เป็นกิจกรรมที่สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกิจกรรมที่ง่ายต่อความเข้าใจและการปฏิบัติของเด็กนักเรียน ในทุกเช้าและเย็น เด็กนักเรียนที่รับผิดชอบจะลงแปลงผัก เพื่อรดน้ำ สังเกต และเก็บถอนวัชพืช มีให้ปุ๋ยบ้างตามระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งปุ๋ยที่ใช้นำมาจากศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอห้วยคต ที่ตั้งอยู่ไกลจากโรงเรียนไม่เท่าไหร่นัก

ไม้ผล มีไม่กี่ชนิด แต่ที่เห็นเป็นแปลงใหญ่ที่สุด คือ กล้วย อาจารย์สกล บอกว่า การปลูกกล้วยไว้จำนวนมาก เพราะพื้นที่บริเวณโรงเรียนมีลักษณะเป็นดินดาน ยากต่อการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดี เพราะดินขาดแร่ธาตุหลายชนิด ไม้ผลที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายชนิด และเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพ ทั้งยังช่วยบำรุงดินให้มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีก คือ กล้วย จึงปลูกกล้วยไว้เต็มแปลงหลายสิบต้น ซึ่งนอกจากกล้วยแล้ว บริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลา โรงเรียนได้ปลูกส้มโอ มะขามเทศ มะม่วง สับปะรด ไว้อีกจำนวนหนึ่ง

ไก่ไข่ เป็นอีกกิจกรรมที่สร้างโรงเรือนไว้อย่างแน่นหนา เด็กนักเรียนจะเก็บไข่ไก่ วันละ 2 ครั้ง เช้าและบ่าย การให้อาหารและน้ำจะให้วันละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกัน ส่วนการทำความสะอาด ในทุกวันเด็กนักเรียนที่เป็นเวรดูแลจะต้องเก็บกวาดขี้ไก่ไม่ให้หมักหมม และนำขี้ไก่ไปหมักรวมเป็นปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบัน มีไก่ไข่ ประมาณ 70 ตัว เก็บไข่ได้วันละไม่ต่ำกว่า 50 ฟอง ไข่ไก่ที่เก็บได้จะนำไปประกอบอาหารกลางวัน หากเหลือจะขายให้กับผู้ปกครองและครู

การเลี้ยงปลา ทำในบ่อ พื้นที่ 2 งาน เลี้ยงปลากินพืชและปลาที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งนักเรียนที่รับผิดชอบจะต้องนำเศษอาหารที่เหลือทิ้งในทุกวัน นำมาเป็นอาหารให้กับปลา ยกเว้นช่วงปิดเทอม หรือไม่มีเศษอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหาร ก็จะใช้อาหารสำเร็จรูปที่เตรียมไว้แทน อย่างไรก็ตาม การนำเศษอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารในทุกวันมาเป็นอาหารปลา ก็เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลาลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การจับปลามาเป็นอาหารจะหมุนเวียนกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และจะจับปลาในปริมาณที่ต้องการนำมาประกอบอาหารเท่านั้น เพื่อให้ปลาที่เหลืออยู่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนปลาในบ่อเลี้ยงต่อไป

ส่วนการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ จะลงกบในช่วงที่มั่นใจว่ามีบุคลากรช่วยดูแลเพียงพอ ครั้งละ 5,000 ตัว เมื่อกบเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมขาย จะจับมาทำอาหาร ส่วนที่เหลือขายให้กับผู้สนใจในราคา กิโลกรัมละ 80 บาท

นอกเหนือจากการส่งเสริมการเกษตรภายในโรงเรียน อาจารย์นริศรา บอกด้วยว่า พื้นที่ภายในโรงเรียนมีจำกัด ดินไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้การเรียนรู้ไม่ครบถ้วนในทุกมุม จึงประสานกับศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอห้วยคต จัดพื้นที่ให้เด็กนักเรียนไปเรียนรู้ในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ มีเจ้าหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ฯ ถ่ายทอดการดูแลแปลงผัก การปลูกพืช การทำปุ๋ย นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงเป็ดไข่ ซึ่งโรงเรียนไม่มีพื้นที่เลี้ยง แต่นักเรียนจะใช้พื้นที่ภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้เป็นที่ทดลองปฏิบัติ ซึ่งไข่เป็ดที่ได้จากศูนย์การเรียนรู้ฯ บางส่วน โรงเรียนจะนำไปประกอบอาหารให้กับนักเรียนด้วย

“การปลูกฝังเรื่องเกษตรให้เด็กเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอนาคตเด็กจะทำไว้รับประทานเองที่บ้านได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย บางรายอาจทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเลยก็มี ซึ่งโรงเรียนก็เป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก แต่อีกมุมหนึ่ง เด็กนักเรียนก็สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับครูและเพื่อนๆ ได้เช่นกัน เพราะพื้นฐานเด็กนักเรียนที่นี่ทำการเกษตรเกือบทุกครัวเรือน สิ่งที่นักเรียนเห็นผู้ปกครองทำ หรือเคยช่วยผู้ปกครองทำมาก่อน ก็จะนำมาสอนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบ้านและชุมชน” อาจารย์นริศรา กล่าว

อาจารย์นริศรา กล่าวอีกว่า นักเรียนของโรงเรียนอนุบาลห้วยคตทุกคน จะได้กินข้าวและอาหารกลางวันฟรีทุกคน ปกติโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลจะได้เป็นค่าอาหารกลางวันเท่านั้น แต่สำหรับโรงเรียนอนุบาลห้วยคต มีข้าวให้ด้วย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็เป็นการช่วยเหลือเด็กนักเรียน ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนเคยได้รับรางวัลโครงการอาหารกลางวันยั่งยืนระดับประเทศ รางวัลโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโรงเรียนในการพัฒนาการเรียนและเด็กนักเรียน

เด็กหญิงพรทิพย์ จันทศรี หรือ น้องกรุ๊ป นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า ชอบกิจกรรมปลูกผักสวนครัวในโรงเรียนมากที่สุด เพราะผักที่ได้นำไปประกอบอาหาร ถ้าทำเป็นอาชีพก็สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ ครอบครัวทำไร่อ้อย เมื่อมีเวลาว่างก็ช่วยพ่อและแม่ทำไร่อ้อย แต่การทำไร่อ้อยยากกว่าการทำแปลงผัก เพราะต้องมีเงินทุนสูง ต้องวางระบบการปลูกให้ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ขายได้ราคา

ส่วน เด็กหญิงปรางทิพย์ ไขประภาย หรือ น้องบิวตี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ชอบการปลูกผักสวนครัวที่สุด เพราะปลูกง่าย การดูแลไม่ยาก ผลผลิตที่ได้นำไปประกอบอาหาร เหลือนำไปจำหน่าย และเป็นทางเลือกของเยาวชนในยุคนี้ที่ควรปลูกผักไว้รับประทานเอง เพื่อได้กินอาหารที่ปลอดสาร และลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนลง

ด้าน เด็กหญิงศุคณฑา สมสุด หรือ น้องแพร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า ชอบทำการเกษตรมาก ความรู้ที่ได้จากโรงเรียนในการทำการเกษตรได้นำไปปรับใช้ที่บ้าน โดยเลี้ยงไก่ไข่ 15 ตัว และปลูกผักสวนครัว สิ่งที่อยากให้โรงเรียนเพิ่มเติมในแปลงเกษตร คือ การปลูกไม้ผล โดยเฉพาะมะขามเทศ เพราะมีวิตามินซีสูง และนำมารับประทานเล่นได้อีกด้วย

เด็กหญิงพลอยชมพู หมู่มาก หรือ น้องพลอย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวทิ้งท้ายว่า ชอบการเลี้ยงปลาและปลูกผัก การให้อาหารปลาโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย คือ การนำเศษอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารมาให้ และควรสังเกตการกินของปลา หากปลาโผล่ขึ้นมากินอาหารน้อย แสดงว่าปลาเริ่มอิ่ม ควรให้อาหารโดยสังเกตการกินด้วย เพื่อไม่ให้อาหารเกินความต้องการมากเกินไป ถ้าอาหารมีมากเกินความต้องการจะทำให้น้ำเน่า ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง เพิ่มต้นทุนการผลิตอีกด้วย

แม้ว่าโรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) จะเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลหลากหลายรางวัลมาแล้ว แต่การส่งเสริมและสนับสนุนในมุมของภาคเกษตร ก็ยังคงไม่เพียงพอ หากเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้รับความรู้ในเชิงเกษตรอย่างจริงจัง หน่วยงานใดต้องการสนับสนุน หรือเข้าศึกษาดูงาน ติดต่อได้ที่ อาจารย์นริศรา คำภาพัก โทรศัพท์ (095) 634-3179 หรือ อาจารย์สกล แถบพยัคฆ์ โทรศัพท์ (081) 284-0299

วัดปากจั่น ความงามที่เมืองชายแดน ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ท่องเที่ยวเกษตร

วันชัย วชิรศศิธร

วัดปากจั่น ความงามที่เมืองชายแดน ระนอง

…จากถนนสายเพชรเกษม ทางหลวงสู่ภาคใต้ ในช่วงจังหวัดชุมพรสู่จังหวัดระนองเลาะชายแดนไทย-เมียนมา

มาถึงตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ด้านซ้ายมือถึงทางเข้าวัดสุวรรณคีรี หรือวัดปากจั่น เยื้องกับโรงพักปากจั่น ตรงหลัก กม. 524 ที่กำลังก่อสร้างเป็นถนน 4 เลน เพิ่มความสะดวกในการเดินทางอยู่ด้วย

พุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ หรือชเวดากองจำลอง โดยท่านพระครูสุวรรณวิมลกิจ เจ้าอาวาสวัดได้กำหนดสร้างพุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ ได้นำศิลปะเมียนมามาสร้างองค์เจดีย์คล้ายเจดีย์ชเวดากองอันยิ่งใหญ่ของประเทศเมียนมามาดำเนินการ

มีพระอาจารย์ปัญญา ปัญญาธโร เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาบริเวณเนินพุทธสุวรรณคีรีเจดีย์หลังสร้างเจดีย์สูง 180 ฟุต แล้วเสร็จจากแรงศรัทธาของชาวเมียนมาถึงกลุ่มแรงงานย่านมหาชัยก็ไปร่วมทำบุญด้วย

พระอาจารย์ปัญญา ปัญญาธโร เผยว่า ตนเองมีความสามารถในการปั้นลวดลาย โดยนำลายไทยมาผสมผสานกับศิลปะเมียนมา ทำให้เกิดลวดลายใหม่มาประดับการสร้างและปรับปรุงบริเวณเนินพุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ ที่หลังสร้างเจดีย์เสร็จ ก็อยู่ระหว่างปรับปรุงภูมิทัศน์และจะปูหินอ่อนเป็นทางเดินรอบองค์เจดีย์ด้วย

แต่ก็มีการสร้างเพิ่ม อย่าง ศาลาองค์เทพทันใจ ซึ่งเป็นเทวดารักษาองค์เจดีย์ตามคติความเชื่อของเมียนมา และพอดีข้างองค์เจดีย์มีต้นตะเคียนคู่อยู่ ซึ่งถือเป็นไม้มงคลของคติความเชื่อไทยก็สร้างเป็นศาลเจ้าแม่ตะเคียนคู่ตามมติของคณะกรรมการ อีกทั้งยังสร้าง หอชมวิว 5 ชั้นฟ้า หลังได้รับการสนับสนุนจาก อบจ. ระนอง สร้างถนน คสล. ทางขึ้นให้แล้ว โดยรอบศาลาชมวิว 5 ชั้นฟ้า บริเวณจะคงผสมผสานศิลปะไทย-เมียนมา เป็นหลักด้วย

จากการผสมผสานด้านศิลปะการก่อสร้างสู่การผสมคติความเชื่อไทย-เมียนมา อาทิ องค์รูปเหมือนหลวงปู่ทวด หน้าตักกว้าง 109 นิ้ว ของชาวพุทธไทย ซึ่งชาวเมียนมาก็รู้จัก หรือองค์พุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ ที่สร้างขึ้นในปีสิริมงคลแห่งการก่อตั้งพระพุทธศาสนาครบ 2,000 ปี เมื่อปี 2553

ซึ่งนำเอาศิลปะจำลองแบบจากเจดีย์ชเวดากองของเมียนมามาทำให้ชาวไทยพุทธกับชาวเมียนมาได้กราบสักการบูชาองค์เจดีย์ รวมทั้งสื่อความสัมพันธไมตรีอันดีต่อไปได้อย่างสนิทใจ และจากคติความเชื่อของชาวเมียนมาที่จะต้องสร้างองค์เทพทันใจไว้ดูแลเจดีย์ และเป็นเทพที่ให้พร 1 อย่าง ตามคำขอ

มาถึงศาลเจ้าแม่ตะเคียนคู่ ก็เป็นคติความเชื่อของชาวพุทธไทยในฐานะเทพประจำไม้มงคลต้นตะเคียนนั้นเอง ซึ่งรวมถึงคอหวยบางกลุ่มมาขอเลขไปซื้อล็อตเตอรี่เสี่ยงโชคลาภ โดยชาวพุทธเมียนมาก็มีกลุ่มคอหวยเหมือนกัน ทำให้มีของกราบไหว้บูชาแก้บนเต็มศาลแห่งนี้มากเหมือนกัน อีกทั้งเวลาจัดกิจกรรมทำบุญฉลององค์เจดีย์ และงานยกฉัตรเจดีย์ก็มีการแสดงศิลปะการรำของชาวเมียนมาและชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทำให้มีคนไทย-เมียนมา แวะเวียนเข้ามาทำบุญอยู่เสมอ

มาถึงส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู “คอคอดกระ” เป็นผืนแผ่นดินระยะทางยาวประมาณ 50 กิโลเมตร จากฝั่งทะเลอ่าวไทยมาจรดฝั่งอันดามันด้านตะวันตก ซึ่งตรงเขตอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และยังมีแม่น้ำกระบุรีขวางกั้นเขตแดนไทย-เมียนมา ตรงจุดนี้มีระยะกว้างของลำน้ำ ประมาณ 100 เมตร ทั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบริบทของพื้นที่อำเภอกระบุรีในบริบทของเมือง

คอคอดกระ อำเภอกระบุรี ชายแดนเขตติดต่อจังหวัดเกาะสองของเมียนมากับจังหวัดระนองของไทย มีการเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำตลอดแนวทุกวัน ทำให้เห็นชาวเมียนมาอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมากทั้งที่อยู่ประจำขายแรงงานในสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน หรือร้านค้า โดยมีสิ่งที่เหมือนกันระหว่างชนชาวไทย-เมียนมา ก็คือ ศาสนาพุทธ นั้นเอง

ทั้งหมดนี้คือ ความลงตัวทางศาสนาเมืองชายแดนที่ วัดปากจั่น ระนอง

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ตอนนี้ถ้าเอ่ยถึงจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ความฮ็อตร้อนแรงน่าจะโฟกัสไปที่ทีมปราสาทสายฟ้า หรือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด รวมถึงประเทศไทยด้วย จึงทำให้บรรดาเหล่าสาวกกองเชียร์ที่เป็นแฟนคลับ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมายังบุรีรัมย์กันอย่างคึกคัก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น

ความจริงแล้วบุรีรัมย์เป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์หลายด้านที่น่าสนใจ มีสถานที่เที่ยวสำคัญหลายแห่ง แต่สถานที่สำคัญซึ่งเมื่อเดินทางมาแล้วจะต้องไม่พลาดนั่นคือ ปราสาทเขาพนมรุ้ง

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรกรรมของชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์อาจได้เปรียบทางโครงสร้างธรรมชาติ โดยเฉพาะบางแห่งมีประวัติเคยเกิดภูเขาไฟขึ้น แล้วผลพวงของการสะสมโดยอินทรียวัตถุที่ยาวนานมานับพันปี จึงทำให้ดินมีคุณภาพ เพาะปลูกพืชชนิดใดก็สมบูรณ์ดี

“ข้าวฮาง” เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสารแปรรูป ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยอีสาน ด้วยการนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของข้าว จะทำให้ผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมาคือ สาร GABA (กาบา) จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ด แล้วจึงนำมานึ่ง เพื่อจัดเก็บสารอาหารที่มีประโยชน์ให้คงไว้ จากนั้นจึงนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก

ภายหลังจากมีการนำเทคโนโลยีเครื่องสีข้าวมาใช้ แล้วยังรวมถึงการผลิตข้าวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้นจึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากละเลยที่จะนำกรรมวิธีการทำข้าวฮางแบบโบราณมาใช้

คุณอำนวย สลับเพชร อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัวลาย ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ” และนับเป็นกลุ่มแรกที่รื้อฟื้นการทำข้าวฮางที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านขึ้น

การนำวิธีแปรรูปข้าวฮางของคุณอำนวยกลับมาทำอีกครั้ง เกิดขึ้นเมื่อคราวที่เธอประสบปัญหานำข้าวสารใส่ถุงไปขายบนเขาพนมรุ้งร่วมกับของที่ระลึกอื่น แต่เนื่องจากการแพ็กถุงยังขาดมาตรฐานดีพอจึงทำให้ข้าวเกิดความชื้นเป็นขุยขึ้นรา ดังนั้น เธอจึงได้นำวิธีทำข้าวฮางจากในสมัยเด็กมาทดลองทำในครอบครัว

ในบางคราวหากพอมีเหลือจะแบ่งไปขายที่ร้านโดยใช้เครื่องซีลขนาดเล็ก ใช้ซีลถุงข้าวให้เป็นสุญญากาศเพื่อป้องกันเชื้อรา วางขายถุงละ 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ถ้าซื้อ 3 ถุง ขาย 280 บาท ก็ขายได้ดีเหมือนกัน แล้วค่อยๆ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

“เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมองเห็นลู่ทางสร้างรายได้ แล้วได้รวบรวมญาติพี่น้องในละแวกนั้น จำนวน 17 คน เพื่อไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชน แล้วทยอยนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับเพื่อนบ้านคนอื่นอีกหลายคน จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 36 คน มีพื้นที่ปลูกข้าวร่วมพันไร่”

คุณอำนวยพร้อมสมาชิกรุ่นแรกเริ่มทำข้าวฮางครั้งแรก ปี 2552 ตอนที่ทำครั้งแรกยังไม่มีความชำนาญและทักษะเท่าไร จึงทำให้ต้องใช้ข้าวเพื่อลองผิด-ถูกไปกว่า 7 ตัน เพื่อปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งเข้าที่ ส่วนข้าวที่ใช้ไม่ได้นั้นได้นำไปทำปุ๋ยหมักแทน ทั้งนี้ เพิ่งมาปรับสูตรและวิธีทำให้เข้าที่ได้เมื่อราว 2 ปี ที่ผ่านมา

ประธานกลุ่มให้รายละเอียดการทำข้าวฮางว่า ต้องเริ่มจากการนำข้าวเปลือกพันธุ์หอมมะลิ 105 เป็นข้าวนาปีที่ชาวบ้านปลูกกันเป็นประจำ มาร่อนแล้วทำความสะอาดด้วยการล้าง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ทั้งนี้ เหตุผลของการแช่ค้างคืนเพื่อปล่อยให้มีกระบวนการงอกเป็นการให้สารอาหารจากเปลือกส่งผ่านเข้าสู่เมล็ดข้าวได้เต็มที่ พอรุ่งเช้ามาให้สะเด็ดน้ำก่อนแล้วล้างออกอีกครั้ง

จากนั้นปล่อยให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งแล้วจึงนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นให้นำมาผึ่งแดดไว้ 1 แดด เพื่อให้เปลือกแห้ง แล้วนำไปผึ่งในร่มอีก 10 วัน ขณะนั้นต้องหมั่นเกลี่ยไป-มา เพื่อให้เมล็ดแห้งทั่วถึง แล้วจึงนำมากะเทาะเปลือก เก็บกาก ใส่ตะแกรงตากแดดอีก 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ แล้วพักทิ้งไว้สัก 1 คืน เพื่อให้เย็น จึงจัดการแพ็กสุญญากาศ และทั้งหมดทุกขั้นตอนถือว่าเป็นกรรมวิธีการทำข้าวฮางตามแบบฉบับภูมิปัญญาคนโบราณอย่างแท้จริง

ด้วยจำนวนสมาชิกในกลุ่มที่มีอยู่ 36 คน และมีหม้อนึ่งจำนวน 2 ใบ ดังนั้น ใน 1 วัน สมาชิกได้ตกลงจัดตารางทำข้าวฮางวันละ 2 คน แต่ละคนจะแช่ข้าว จำนวน 3 กระสอบ หรือ 240 กิโลกรัม และถ้าทำวันละ 2 คน จะได้จำนวนข้าวเกือบ 500 กิโลกรัม ต่อวัน จะนึ่งจากเช้าไปจนเที่ยง แล้วจัดการทำไปตามขั้นตอนจนเสร็จ

“พอวันรุ่งขึ้นสมาชิกอีก 2 คนต่อไป ก็จะทำเหมือนกัน แล้วทยอยทำทุกวันเช่นนี้ไปจนครบจำนวนสมาชิก 36 คน แล้วจึงวนกลับมารอบใหม่ ลักษณะการทำเช่นนี้จึงมีจำนวนและปริมาณข้าวฮางเพียงพอแก่การจำหน่าย เพราะจะต้องสต๊อกข้าวเปลือกไว้ทำข้าวฮาง ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ตัน”

ในปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ผลิตข้าวฮางภายใต้ชื่อ “Barai” ไว้จำหน่ายด้วยกันทั้งสิ้นที่ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมแดง ข้าวหอมทอง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมจันทร์ โดยกำหนดราคาขาย ถ้าหอมมะลิอินทรีย์ กิโลกรัมละ 90 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่ กิโลกรัมละ 170 บาท ข้าวหอมทอง ข้าวหอมแดง และข้าวหอมจันทร์ ขายกิโลกรัมละ 150 บาท

สำหรับแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮางของกลุ่ม คุณอำนวย เผยว่า ตอนแรกวางจำหน่ายอยู่ที่กลุ่มเพียงแห่งเดียว ต่อมาได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาคราชการจนได้มีโอกาสนำไปวางขายที่ห้างโรบินสัน กระทั่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจึงขยายไปวางขายที่ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเวลาต่อมา

ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวบ้านหันกลับมาใช้ภูมิปัญญาการแปรรูปเป็นข้าวฮางอีกครั้งนั้น ประธานกลุ่มชี้ว่า อาจเป็นเพราะพื้นที่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ในอดีตนับพันปีเคยเป็นภูเขาไฟ จึงทำให้ดินมีคุณภาพสูง เหมาะกับการปลูกข้าวอินทรีย์ และความได้เปรียบทางธรรมชาติเช่นนี้จึงเป็นจุดเด่นของข้าวฮาง ที่เป็นแหล่งสะสมของคุณค่าทางโภชนาการสูง แล้วได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

“อยากให้ท่านผู้อ่านช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง เพราะไม่เพียงจะมีประโยชน์มากมายกับสุขภาพของท่านแล้ว ยังสามารถช่วยให้สมาชิกในกลุ่มและชาวบ้านที่อื่นได้มีงานทำกันมากขึ้น ทำให้มีรายได้กระจายสู่ชนบทมากขึ้นอีกด้วย” คุณอำนวย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสั่งซื้อหรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณอำนวย สลับเพชร โทรศัพท์ (082) 145-8737

เรื่อง…จากคำบอกเล่า อ็องรี มูโอต์ ในทัวร์…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

มติชนอคาเดมี

พิมพ์กานต์ สุวรรณ

เรื่อง…จากคำบอกเล่า อ็องรี มูโอต์ ในทัวร์…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง

อ่าน “ตะวันออก” จาก “คำบอก” ฝรั่ง

เห็นเกริ่นนำมาแบบนี้…แน่นอนว่า เรากำลังจะพูดถึงหนังสือที่เป็นงานเขียนเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าติดตามอีกหนึ่งเล่มค่ะ บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ว่าด้วยเรื่องบันทึกส่วนตัวที่กลายมาเป็นงานเขียนชวนติดตาม ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวในยุคอาณานิคมจากมุมมองของเจ้าอาณานิคม ผสมผสานแง่มุมของคนหนุ่มที่มีความโรแมนติกอยู่ในตัว มองโลกลึกซึ้งคมคาย แต่ก็ช่างติไม่แพ้กัน และถือเป็นหนึ่งในหนังสือชวนอ่านอีกเล่มที่คุณไม่ควรพลาด

อ็องรี มูโอต์ นักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยา ชาวฝรั่งเศส มีชื่อเสียงในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ได้เล่าเรื่องผ่านบันทึกการเดินทางของเขา ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ โดยหนังสือเล่มนี้เป็นทั้งบันทึกส่วนตัว ว่าด้วยการผจญภัยและประสบการณ์แปลกใหม่ยามอยู่ไกลบ้านไกลเมือง ซึ่งก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลากหลายแง่มุม อาทิ สยามสมัยรัชกาลที่ 4 ที่สะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองเราในหลายๆ ภูมิภาคเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตลอดจนวิถีชีวิตท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐในสมัยนั้น หรืออย่างที่ “ปราสาทนครวัด” ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาในโลกตะวันตก จากการเล่าเรื่องการมีอยู่ของซากปรักหักพังในดินแดนกัมพูชา และพรรณนาความยิ่งใหญ่อลังการของศาสนสถานแห่งนี้ออกมาด้วยตัวอักษรและภาพสเกตช์รายละเอียดตระการตา

แต่ที่น่าสนใจและชวนติดตามจริงๆ เราต้องนึกถึง เมืองลาว ดินแดนสุขสงบงดงามสุดปลายเส้นทางมรณะ ที่เรียกขานกันว่า “ป่าดงพญาไฟ” เมืองลาว คือจุดหมายในการเดินทางเที่ยวหลังซึ่งเต็มไปด้วยความลำบากแสนสาหัสของมูโอต์ แต่เขาก็ไปถึงเมืองหลวงพระบาง ได้ในที่สุด แม้จะเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่ต้องจบชีวิตลงในวัย 35 ปี ด้วยก็ตาม

และที่ “เมืองหลวงพระบาง” นี้เอง เป็นจุดหมายปลายทางที่เราอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับที่นี่ให้มากยิ่งขึ้น…ผ่านคำบอกเล่าจาก บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ซึ่งถ้าไม่เห็นกับตา ก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่า…คุณมาถึงหลวงพระบางแล้วจริงๆ

มติชนอคาเดมี เอาใจคนที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ จัดกิจกรรมทัวร์ศิลปวัฒนธรรม…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง พร้อมเชิญ อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรและนักวิชาการอิสระด้านอุษาคเนย์ศึกษา (Southeast Asian studies) มาเป็นวิทยากร นำพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของ “เมืองหลวงพระบาง” จากเรื่องเล่าในหนังสือ บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ สู่การเดินทางในสถานที่จริงอีกด้วย พร้อมสัมผัส เล่าและแง่มุมต่างๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน !!

และก่อนที่จะเดินทางไปทัวร์กับเราในครั้งนี้…เราก็มี 5 เรื่องราวไฮไลต์ชวนติดตามมาเกริ่นนำ เรียกน้ำย่อยก่อนไปทัวร์จริงกับเราด้วยค่ะ…

หากมาหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นภูสี ถือว่ายังมาไม่ถึง

พระธาตุภูสี เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหลวงพระบาง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของหลวงพระบางยังสามารถมองเห็นพระธาตุภูสีได้เสมอ โดยเฉพาะช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดจะส่องกระทบกับองค์พระธาตุเป็นสีทอง หากเดินขึ้นไปยังยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว

วัดเชียงทอง “อัญมณี แห่งศิลปะลาว”

วัดเชียงทอง ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในหลวงพระบาง และเป็นสุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้าง สร้างขึ้นตั้งแต่ราวพระพุทธศตวรรษที่ 22 โดยมีลักษณะเด่น ด้วยหลังคาพระอุโบสถที่แอ่นโค้งซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ลดหลั่นเกือบจรดฐานจนแลดูค่อนข้างเตี้ย ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทอง ซึ่งชาวลาวจะเรียกว่า “ช่อฟ้า” ประกอบด้วย 17 ช่อ อันมีความหมายว่าเป็น “สิม” คนลาวเปรียบสิมหลังคาโค้งต่ำ อย่าง สิมวัดเชียงทอง เป็นสิมสุภาพสตรี ส่วนสิมทรงสูงอย่างวัดในไทยเป็นสิมสุภาพบุรุษ นอกจากนี้ ยังเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกเผาทำลายในศึกฮ่อธงดำบุกปล้นเมืองหลวงพระบาง ใน พ.ศ. 2428

พระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง ของชาวหลวงพระบาง

พระบาง เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หล่อขึ้นโดย พระอรหันต์ นาม จุลนาคเถระ หล่อจาก ทองคำ ผสมทองแดง ทองเหลือง เป็นทองกว่า 90% ในการหล่อ ได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 6 ตำแหน่ง อันเป็นที่มาของชื่อเมือง “หลวงพระบาง” ซึ่งหมายถึงศูนย์กลางของอาณาจักรที่มีพระบางประดิษฐานอยู่ ทุกวันขึ้นปีใหม่จะมีพิธีสรงน้ำพระบาง โดยอัญเชิญขึ้นวอ มีพระสงฆ์เดินนำขบวน ตามด้วยประชาชนชาวหลวงพระบางที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองที่เข้าร่วมในขบวน พร้อมพานดอกไม้บูชาพระ ซึ่งถือว่าเป็นงานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี

ตักบาตรข้าวเหนียว มนต์เสน่ห์แห่งหลวงพระบาง กับสิ่งที่น่าสัมผัส

การตักบาตรข้าวเหนียว ในทุกๆ เช้า นับเป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงความผูกพันแนบแน่นกับพุทธศาสนามาช้านานของคนหลวงพระบาง โดยชาวบ้านนำกระติบข้าวเหนียวใส่ข้าวร้อนๆ มาปูเสื่อเพื่อนั่งรอตักบาตรข้าวเหนียว พร้อมพาดสไบเฉียงที่ทุกคนต้องคาด ไม่ว่าหญิงหรือชาย ซึ่งพระสงฆ์และสามเณรจากวัดต่างๆ ทั่วเมืองหลวงพระบางจะออกบิณฑบาตเป็นแถว

“ลาว” จากคำบอกเล่า “ฝรั่ง”

อ็องรี มูโอต์ เป็นนักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสำรวจประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ในภูมิภาคอินโดจีน (สยาม ลาว กัมพูชา เวียดนาม) ในสมัยรัชกาลที่ 4 มูโอต์ได้เสียชีวิตลงในวัย 35 ปี ด้วยโรคไข้ป่าที่หลวงพระบาง ข้ารับใช้จึงนำหนังสือที่มูโอต์บันทึกไว้ไปให้กับภรรยาของเขาที่อังกฤษ เพื่อแจ้งข่าว จากนั้นบันทึกของมูโอต์ได้รับการทำบรรณาธิการตีพิมพ์ทั้งภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ภายในหนังสือได้พรรณนาให้อารมณ์ถึงความเสียดายที่อารยธรรมถูกทำลาย โดยใช้สำนวนที่ตื่นเต้น มีสีสัน ชวนให้จินตนาการตาม เช่น คำพูดที่ว่า “น่าสลดสังเวชกับสภาวะป่าเถื่อนที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตบรรพชนรุ่นหลังของประชาชาติผู้ยิ่งใหญ่” ทำให้ชาวตะวันตกรับรู้ถึงอารยธรรมตะวันออกที่หายสาบสูญไป อีกทั้งยังเป็นหนังสือเล่มแรกที่มีภาพของนครวัดอยู่ด้วย

และนี่คือ 5 ประเด็นชวนติดตามของเราในทัวร์ครั้งนี้…และยังอีกหลากหลายเรื่องราวชวนติดตาม ที่คุณไม่ควรพลาดในทัวร์ เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง ของเราค่ะ…

ใน วันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง ที่มติชนอคาเดมีจะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรชั้นนำ อย่าง อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรและนักวิชาการอิสระด้านอุษาคเนย์ศึกษา (Southeast Asian studies)

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

สถานการณ์ไข้หวัดนกกำลังระบาดหนักในพื้นที่หลายจังหวัด ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด ขายไม่ได้

แม้แต่หลักสูตรสอนทำอาหาร ประเภท ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด และอื่นๆ ที่ต้องใช้เป็ด ห่าน ไก่ นก เป็นส่วนประกอบ ล้วนกระเทือนไปหมด

ในร้านอาหาร ร้านข้าวแกง อาหารประเภทนกพิราบน้ำแดง ไก่ตุ๋น เป็ดย่าง ข้าวหมกไก่ ไก่แช่เหล้า ปีกไก่ทอดน้ำปลา ลาบเป็ด ลาบไก่ ฯลฯ หาผู้สั่งเมนูเหล่านี้ยากมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศกำหนดเขตให้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ในจังหวัด เป็นเขตสงสัยว่ามีโรคระบาดในสัตว์ปีกจำพวก นก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์ปีกอื่นๆ หรือไข่ที่ใช้ทำพันธุ์

ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกดังกล่าวออกนอกเขตที่ประกาศ!!!

กลางคืนคืนหนึ่ง คุณโผงขับรถบรรทุกพร้อมเป็ดไล่ทุ่ง 4,000 ตัว จากอำเภอหนึ่ง จังหวัดนี้ มุ่งไปจะไปอีกอำเภอหนึ่ง ของอีกจังหวัด

ปรากฏว่าเมื่อรถบรรทุกเป็ดไล่ทุ่งแล่นมาถึงอำเภอหนึ่ง ในจังหวัดแรก รถถูกเรียกให้หยุด คุณโผงถูกจับกุมข้อหาว่า ขนย้ายเป็ดไล่ทุ่งออกนอกเขตที่ประกาศ

จับได้คาเป็ดคารถ คุณโผงรับสารภาพแต่โดยดี

พนักงานอัยการฟ้องคุณโผง ขอให้ศาลลงโทษตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 15, 17 และ 42 ชั้นศาลคุณโผงรับสารภาพอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ มาตรา 17, 42 ให้จำคุก 30 วัน แต่รับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกา โดยเฉพาะในประเด็นว่า การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่ได้ขนเป็ดข้ามจังหวัดสักหน่อย น่าจะเป็นความผิดเพียงพยายามกระทำความผิด คือพยายามเคลื่อนย้ายเท่านั้นเอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 17 บัญญัติว่า

“เมื่อได้มีประกาศกำหนดเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด ตามมาตรา 15 หรือประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ตามมาตรา 16 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ภายในเขตนั้น หรือเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้าในหรือออกนอกเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์”

เมื่อปรากฏว่าทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ในจังหวัด ถูกประกาศเป็นเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด การที่คุณโผงเคลื่อนย้ายเป็ดไล่ทุ่งออกจากอำเภอหนึ่งในจังหวัด แล้วไปถูกจับที่อีกอำเภอหนึ่ง แม้จะยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้าหรือออกนอกเขตประกาศกำหนดโดยมิได้รับอนุญาตแล้ว หาจำต้องเคลื่อนย้ายให้พ้นเขตจังหวัดนั้นดังที่คุณโผงฎีกาไม่

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงหงอยไปละสิทีนี้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1208/2557)

———————————————-

พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499

มาตรา 15 ในเขตท้องที่จังหวัดใด มี หรือสงสัยว่ามีโรคระบาด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มีอำนาจประกาศกำหนดเขตท้องที่จังหวัดนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เป็นเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด แล้วแต่กรณี ประกาศนี้ให้ระบุชนิดของสัตว์และโรคระบาดไว้ด้วย และให้ปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ บ้านกำนัน บ้านผู้ใหญ่บ้าน และที่ชุมนุมชนภายในเขตนั้น

มาตรา 17 เมื่อได้มีประกาศกำหนดเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด ตามมาตรา 15 หรือประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ตามมาตรา 16 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ภายในเขตนั้น หรือเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้าในหรือออกนอกเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์

มาตรา 42 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 มาตรา 17 มาตรา 21 หรือมาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่อง – ลิ้นมังกร : ไม้เล็ก ประโยชน์ใหญ่

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปลายเดือนมกราคม 2559 ประเทศไทย ต้องสูญเสียพระคุณเจ้าอริยสงฆ์ ถึง 2 รูป

หนึ่งคือ หลวงพ่อจรัญ หรือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

สองคือ พระพรหมสุธี หรือ เจ้าคุณเสนาะ แห่งวัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

พระคุณเจ้ารูปแรก ท่านเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ

ส่วนรูปหลัง ท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ภายหลังถูกปลดออกจากตำแหน่ง

พระคุณเจ้ารูปแรก เคยไปนมัสการท่านครั้งหนึ่ง เมื่อนานปีมาแล้ว

พระคุณเจ้ารูปหลัง ได้ยินชื่อของท่านเมื่อไม่กี่ปีมานี้

ต้องขอสารภาพว่า พักหลังหลัง เป็นคนที่ค่อนข้างจะห่างวัดอยู่สักหน่อย

ถึงจะห่างวัดทางกาย แต่ทางใจนั้นติดตามและกระทำรำลึกอยู่สม่ำเสมอ

ยิ่งหากมีหนังสือหนังหาที่เกี่ยวข้องทางธรรม ก็ซื้อหามาอ่านอยู่เป็นประจำ

แต่เท่าที่ติดตามทางซองผ้าป่า หรือว่ากฐินทาน ก็พอจะรู้ว่า เวลานี้วัดวาอารามเอาแต่สร้างวัตถุ

บางวัดถึงกับตัดต้นไม้ต้นไร่ เพื่อสร้างตึกด้วยข้ออ้างเพื่อเป็นการพัฒนา

ปักษ์นี้จึงเชิญชวนให้แฟนานุแฟนเทคโนโลยีชาวบ้าน มาช่วยกันพัฒนาด้วยการปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ เพื่อลูกหลานจะได้มีอากาศดีดีหายใจ

ต้นไม้ที่จะชวนปลูก คือต้น “ลิ้นมังกร”

นักเลงต้นไม้มืออาชีพ จัดลิ้นมังกรเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตรง มีขนปกคลุม ความสูงโดยเฉลี่ย 3 ฟุต

ลักษณะของใบ ออกเป็นใบเดี่ยว ออกสลับไปตามข้อลำต้น รูปมนรี โคนใบสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ท้องใบสีเขียวนวล หน้าใบเขียวเข้ม

เมื่อถึงเวลาให้ดอก จะออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ แต่ละดอกเรียงติดกันเป็นแถว แยกเป็นดอกเพศผู้เพศเมีย มีสีแดงอมม่วง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลนั้นจะถูกกลีบเลี้ยงหุ้มเอาไว้ รูปผลคล้ายกับเม็ดถั่ว มีก้านสั้นสั้น

จากการศึกษาลองผิดลองถูกของคนโบราณจนรู้ว่า ต้นลิ้นมังกร ส่วนที่เป็นประโยชน์คือ ดอก และใบ

ใบ มีสรรพคุณแก้เจ็บคอ ไอแห้งแห้ง แก้หอบหืด แก้ไอเป็นเลือด รักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ บำรุงปอดให้แข็งแรง

ดอก มีสรรพคุณแก้ไอเป็นเลือด

นี่คือประโยชน์ทางยาสมุนไพร ที่ได้จากการปลูกต้นลิ้นมังกร

ใครที่คิดว่าปลูกต้นไม้แล้วรกรุงรัง ก็อยากให้ใคร่ครวญเสียใหม่ ระหว่าง

รกคน หรือ รกต้นไม้ อะไรดีกว่ากัน

ข้าวจี่?ของกินประจำท้องถิ่น?จากตำนานโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต Phitchayada7@hotmail.com

ข้าวจี่?ของกินประจำท้องถิ่น?จากตำนานโบราณ

เมื่อย่างเข้าหน้าหนาว ลมหนาวพัดกระหน่ำ วิถีชีวิตชาวชนบทอีสานเราจะพบเห็นคนเฒ่า คนแก่และลูกหลาน นั่งล้อมรอบกองไฟ ผิงไฟ พร้อมปิ้งข้าวเหนียวทาเกลือ ที่ชาวอีสานเรียกกันว่า ข้าวจี่ อาหารอีสานยอดนิยมที่มาพร้อมกับอากาศหนาวๆ เย็นๆ

“ข้าวจี่” อาหารพื้นบ้านของชาวอีสานที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทางภาคอีสานจะเห็นว่าตามตลาดเช้ามีแม่ค้าปิ้งข้าวจี่ขายในหลายๆ จังหวัด อาหารอีสานแบบง่ายๆ อย่าง ข้าวจี่ จะได้รับความนิยมกันมากในช่วงหน้าหนาว เพราะทางอีสานพอเข้าหน้าหนาวอากาศจะหนาวมาก ซึ่งถ้าปีไหนที่หนาวมากๆ ชาวบ้านจะต้องมานั่งรวมกันผิงไฟ แล้วกิจกรรมการจี่ข้าวพร้อมๆ กับการสนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรอบกองไฟก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น

เป็นภาพความสุขของคนชนบทอันเรียบง่ายที่แฝงด้วยความงดงาม ซึ่งบางครั้งคนเมืองยังต้องอิจฉา จริงไหมคะ

“ข้าวจี่” อาหารโปรดของหลายๆ คนชาวอีสาน จากความทรงจำในอดีตที่พอจะจำมั่งพอถึงหน้าหนาว อากาศหนาวๆ เช้าๆ แม่จะก่อกองไฟให้ผิง พร้อมกันนั้นจะมีข้าวเหนียวนึ่งจากข้าวใหม่ส่งกลิ่นหอมๆ ปั้นข้าวเหนียว โรยเกลือ แล้วย่างไฟกรอบๆ ถ้าได้ชุบไข่สักนิดยิ่งอร่อยสุดๆ กินไปด้วย ผิงไฟไปด้วย จะกินป่าวๆ หรือหากมี เนื้อ หรือหมูตากแห้งย่าง และปลาแดกบอง (ปลาร้าบอง) ด้วย วันนั้นถือว่าฟินสุดๆ

ข้าวจี่ ถูกจัดให้เป็นของกินเล่นอย่างหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทอาหารที่มีวิธีการทำแบบปิ้งหรือ ย่าง สมัยก่อนนิยมใช้ข้าวเย็น หรือข้าวที่เหลือจากการกินมื้อเย็นวันก่อนมาปั้น เอาไม้เสียบตรงกลาง และนำไปปิ้งกับถ่านไฟแดง เมื่อผิวของก้อนข้าวเกรียมเล็กน้อย ก็ถือว่าข้าวจี่นั้นใช้ได้แล้ว ปกติใช้เป็นอาหารสำหรับเด็กๆ ที่ตื่นแต่เช้าพร้อมแม่ ช่วยแก้หิวในขณะที่นึ่งข้าวยังไม่สุก หากจะให้มีรสชาติดีขึ้น บางคนนำกะทิผสมเกลือ คลุกกับข้าว แล้วปั้นข้าวและเสียบไม้ นำไปปิ้งให้เกรียมนิดหน่อย จึงนำมาชุบไข่แล้วนำไปปิ้งอีกที

ปัจจุบัน ข้าวจี่ เป็นที่นิยมและได้กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะคนอีสานได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่เกือบทุกที่ของประเทศไทย พร้อมกับการนำเมนูข้าวจี่ติดตัวไปด้วย

หลายๆ คนคงจะไม่รู้จักข้าวจี่ แต่เด็กอีสานหลายคนหรือจะแทบทุกคนเลยคงต้องรู้จักข้าวจี่ นี้ (อย่างน้อยก็น่าจะรู้จักน่ะ!) ข้าวจี่ เป็นอาหารว่างที่กินง่ายและทำให้อิ่มท้องนาน เมื่อสมัยเด็กๆ พอจะจำได้ว่าเราเป็นคนหนึ่งแหล่ะ ที่ชอบกินข้าวจี่มากๆ แต่ด้วยเพราะหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ จึงทำให้ไม่ค่อยได้สัมผัสรสชาติข้าวจี่ทาไข่หอมๆ บ่อยนัก แต่ทุกครั้ง หากมีโอกาสกลับไปเยือนถิ่นอีสานคราใดแล้วล่ะก็ จะไม่พลาดกับข้าวจี่หอมๆ อร่อยๆ ที่ยังพอจะหากินได้บ้างตามตลาดเช้า-เย็น

จากความทรงจำในอดีต พอจะนึกออกว่า ในสมัยก่อนจะเห็นแม่ค้าปิ้งข้าวจี่ขายตามงานวัด หรือตามตลาดยามเช้าๆ หรือแม้แต่หน้าโรงเรียน ที่มีคุณป้า คุณยาย มาตั้งหาบขายให้เด็กๆ หลังเลิกเรียน กินแล้วแก้หิวได้เป็นอย่างดี ยิ่งพอเข้าหน้าหนาว จะเห็นเด็กๆ นักเรียนยืนล้อมเตาปิ้งข้าวจี่ของคุณป้า คุณยาย เป็นภาพน่ารักที่คนปัจจุบันไม่มีโอกาสได้เห็นแล้ว ช่างแตกต่างจากอาหารหน้าโรงเรียนในสมัยนี้ ที่ส่วนมากเป็นเมนูแก้หิว แต่ไร้คุณภาพซะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท ทอด ปิ้ง ย่าง รวมทั้งขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมหลายรูปแบบที่มีไว้หลอกล่อเด็กๆ จนถูกจัดอันดับให้เป็นเมนูอันตรายยอดฮิตหน้าโรงเรียนไปแล้ว!

ข้าวจี่ ใช่ว่าจะได้รับความนิยมเฉพาะคนไทยทางภาคอีสาน จะเห็นว่าประเทศลาวเองก็มีข้าวจี่เหมือนกัน ที่หลวงพระบาง ข้าวจี่ คือ ขนมปังแท่งยาวๆ แบบฝรั่งเศส นำมาผ่าซีก เสร็จแล้วนำไปใส่เครื่องเคียงต่างๆ เช่น แตงกวา ไข่เจียวตัดเป็นเส้นๆ หมูยอ หมูหยอง (คนลาวเรียกหมูฝอย) และปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ (เนื่องจากเมื่อครั้งอดีต ลาวเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส จึงได้รับเอาวัฒนธรรมเรื่องอาหารมาบ้างบางส่วน)

การทำข้าวจี่นั้นทำได้ไม่ยาก เพียงนึ่งข้าวเหนียวเตรียมไว้ มี ไข่ เกลือ และผงชูรสนิดหน่อย จะทำให้ข้าวจี่ไม่จืดชืด ส่วนข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาทำข้าวจี่นั้น ควรใช้ข้าวที่นึ่งแล้วนิ่มหน่อย อย่างข้าวค้างคืนแล้วนำมาอุ่นอีกจะได้ข้าวเหนียวนิ่มๆ เอามาปั้นเป็นก้อนตามใจชอบ แล้วโรยเกลือให้ทั่ว นำไปปิ้งในเตาถ่าน ก่อนปิ้งอาจจะเสียบด้วยไม้ไผ่ เวลากินจะได้ไม่ร้อนมือ

กรรมวิธีการปิ้งข้าวจี่ ต้องให้ข้าวส่วนนอกแข็ง จนได้กลิ่นข้าวไหม้ ปิ้งไปจนกระทั่งข้าวจับตัวกันดี ก็เอาข้าวไปชุบกับไข่ให้ทั่ว ไข่ที่ใช้ชุบอาจจะปรุงรสด้วยเกลือ หรือน้ำปลา แล้วใช้แปรงนุ่มๆ ชุบไข่มาทาข้าว หรือจะเอาข้าวชุบลงในชามก็ได้ จากนั้นนำไปย่าง ปิ้งไฟจนไข่เหลืองสวย เราก็จะได้ข้าวจี่นุ่มๆ หอม อร่อย จากนั้นก็ลงมือกินได้เลย เพราะหากปล่อยไว้นานข้าวจี่จะแข็งไม่อร่อย

เครื่องปรุง

– ข้าวเหนียวนึ่งสุก

– ไข่ไก่ ไข่เป็ด

– เกลือป่น

– น้ำกะทิ (ถ้าทำแบบทางเหนือ)

วิธีทำ

1. ปั้นข้าวเหนียว (นึ่งสุกแล้ว) เป็นก้อน ทำแบนเล็กน้อยพองาม โรยเกลือ

2. นำไฟจี่ (ปิ้ง หรือ ย่างเตาถ่าน ไฟปานกลางถึงอ่อน) กลับด้านให้เกรียมเป็นสีเหลือง

3. นำข้าวจี่ที่ย่างแล้วมาชุบไข่ไก่ที่ตีไว้ในชาม (ใส่ซอสปรุงรสเล็กน้อย ถ้าไม่ชอบไม่ใส่ก็ได้)

4. นำขึ้นย่างอีกครั้ง ถ้าอยากได้ไข่หนาๆ ก็ชุบหลายครั้ง

ตำนานของ ข้าวจี่

ข้าวจี่ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของคนอีสาน ถือกำเนิดขึ้นในขณะนั่งผิงไฟในหน้าหนาว ช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จใหม่ๆ ปกติข้าวเหนียวนึ่งใหม่จะมีกลิ่นหอมมาก เมื่อนั่งผิงไฟ คนอีสานเขาก็เอาข้าวเหนียวนึ่งมาปั้น แล้วโรยเกลือ ทาไข่สักหน่อย นำมาย่างไฟให้เกรียมก็ถือว่าสุกพร้อมกินได้เลย บางคนจะเอาข้าวจี่ไปถวายพระ จนต่อมากลายมาเป็นประเพณีงาน “บุญข้าวจี่” นิยมทำกันในช่วงเดือน 3 ข้างแรม จนมาถึงทุกวันนี้

ในพระธรรมบท ได้ระบุถึงหญิงคนหนึ่งชื่อ นางปุณณทาสี เป็นคนยากจน ต้องไปเป็นทาสี (ทาสหญิง) รับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ นางได้ทำขนมแป้งจี่ (ข้าวจี่) จากรำข้าวละเอียด ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ และนางคิดว่าเมื่อพระพุทธองค์กับพระอานนท์รับแล้วคงจะไม่ฉัน เพราะอาหารที่นางถวายไม่ใช่อาหารดีหรือประณีตอะไร คงจะโยนให้ กา และสุนัขกินเสีย ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบถึงวาระจิตของนาง และเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิด พระองค์และพระอานนท์จึงได้ฉันขนมแป้งจี่ของนางจนหมด พร้อมได้แสดงธรรมให้ฟังจนกระทั่งนางปุณณทาสีได้บรรลุโสดาบันเป็นอริยอุบาสิกา เพราะมีข้าวจี่เป็นมูลเหตุนั่นเอง และด้วยความเชื่อในอานิสงส์ของการทานดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้คนอีสานโบราณได้จัดงานประเพณีบุญข้าวจี่ขึ้นทุกๆ ปี สืบต่อกันมามิได้ขาด

งานประเพณี บุญข้าวจี่ เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของคนพื้นถิ่นทางอีสาน มีการจัดขึ้นในหลายๆ จังหวัด เพราะการทำข้าวจี่ให้อร่อยต้องใช้ข้าวเหนียวเท่านั้น และคนอีสานทำนาปลูกข้าวเหนียวกันเยอะ การจัดงานบุญข้าวจี่ประจำปี จึงเป็นประเพณีอีสานที่สืบสานกันมายาวนาน

ข้าวจี่ เป็นของกินประจำท้องถิ่นโบราณ กินกันได้ตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงผู้เฒ่า ผู้แก่ มีการจารึกไว้ในวัฒนธรรมของคนอีสานที่ชาวบ้านจะทำข้าวจี่มาถวายพระ จนบางจังหวัดมีการจัดงานบุญข้าวจี่ยักษ์ ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น สร้างความตื่นตาตื่นใจ และสนุกสนานให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน เป็นการเชิญชวนให้คนไทยเที่ยวเมืองไทย กินของไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศแน่นอนค่ะ และยังตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ ททท. ภายใต้สโลแกน เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ จริงๆ นะ