เงินสด กับ นวัตกรรมการชำระเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เงินสด กับ นวัตกรรมการชำระเงิน

เราเคยคุ้นกับการชำระเงินโดยใช้เงินสดเวลาซื้อสินค้าบริการต่างๆ มานานหลายปี จนเมื่อเริ่มมีการใช้บัตรเครดิต ความรู้สึกและพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอยของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เราเริ่มรู้สึกว่ามีพลังอำนาจในการซื้อมากขึ้น ความรู้สึกกังวลต่อรายได้ที่จะมารองรับค่าใช้จ่ายเริ่มลดลง เรารู้ว่ายอดเงินที่เราจ่ายจะยังไม่หลุดออกจากกระเป๋าสตางค์ในทันที เรายังมีเวลาอีกสักพักก่อนที่เราต้องจ่ายเงินออกไปจริงๆ

การชำระเงินด้วยวิธีที่เรียบง่ายธรรมดา เริ่มมีการพัฒนารูปแบบและปรับเปลี่ยนวิธีการในรายละเอียด แรกๆ เราชำระยอดบัตรเครดิตตามยอดเงินที่เราจ่ายออกไปทั้งจำนวน หากหมุนเงินมาจ่ายยอดตามบัตรไม่ทัน ธนาคารก็ยังยอมให้เราติดค้างได้โดยเราจะถูกคิดดอกเบี้ย แม้จะในอัตราสูงสักหน่อย แต่ก็ดูเหมือนยังมีเวลาให้เราหายใจหายคอได้อยู่

ความนิยมใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการชำระเงินนั้น นอกจากสะดวกสบายกว่าการพกเงินสดแล้ว ในปัจจุบัน การชำระเงินโดยใช้บัตรเครดิตยังเป็นเครื่องมือเพิ่มกำลังซื้อให้กับเราอีกด้วย ทุกวันนี้เวลาเราซื้อของที่ราคาค่อนข้างสูง เราสามารถผ่อนยอดชำระเป็น 10 งวด แถมยังสร้างรูปแบบให้เรารู้สึกว่าไม่เสียดอกเบี้ยอีกต่างหาก

ต้องยอมรับว่า วิธีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตในรูปแบบ 0% 10 เดือน จูงใจให้เราตัดสินใจซื้อของง่ายขึ้น ลดภาระและทอดเวลาในการหาเงินมาชำระออกไปนานพอสมควร ทำให้แม้เราจะมีเงินเดือนไม่มากนักก็พอจะมีกำลังซื้อของราคาแพงกว่าความสามารถที่เรามีได้ ทำให้เรามีโอกาสได้ของที่เราต้องการแต่ซื้อด้วยเงินสดไม่ไหว และยังให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นภาระมากเกินไปให้กับเรา

ในปัจจุบัน ว่ากันว่า ประเทศเศรษฐกิจใหม่ต่างตอบรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากยิ่งขึ้น รัฐบาลในประเทศเหล่านี้มองว่าการใช้จ่ายผ่านเงินสดทำให้รัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการกับเงินสด ตั้งแต่การพิมพ์เงิน การนำเงินไปแจกจ่าย การจัดเก็บ และการนำเข้าคลัง การทำความสะอาดเงิน ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับเงินสดทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ตามตัวเลขระบุว่า ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 1.5% ของ จีดีพี ของประเทศเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การใช้จ่ายด้วยเงินสด ยังทำให้การตรวจสอบติดตามธุรกรรมต่างๆ เป็นไปได้ยากอีกด้วย การติดตามเส้นทางเดินของเงินที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายก็ทำได้ยากมาก ไปจนถึงไม่สามารถทำได้เลย

การเลี่ยงภาษี ตลาดเงินเถื่อน และการฟอกเงิน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจากเจ้าหน้าที่ รัฐบาลในประเทศเหล่านี้จึงมองว่า การใช้บัตรเครดิตเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหว การใช้จ่าย การเคลื่อนย้ายเงินได้

กิจการหรือธุรกิจที่ทำบัญชี 2 ชุด ก็นิยมเดินรายการธุรกิจผ่านเงินสด แม้จะตกเป็นที่สังเกตและจับตาของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แต่สุดท้ายการใช้จ่ายผ่านเงินสด หรือแม้แต่การรับเงินจากการขายผ่านเงินสด ก็ทำให้การตรวจสอบภาษีเป็นไปอย่างยากลำบาก จนถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรใช้วิธีประเมินภาษี กรณีที่กิจการไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนมาพิสูจน์รายการใช้จ่ายผ่านเงินสดเหล่านั้นได้

บริษัท Master Card ระบุว่า แม้ว่าจะมีการใช้บัตรเครดิตกันอย่างแพร่หลาย แต่การจ่ายเงินราว 85% ของการจ่ายเงินทั้งหมดทั่วโลก ยังอยู่ในรูปของเงินสด และมีแค่ 15% เท่านั้นที่ใช้จ่ายในรูปบัตรเครดิต

บริษัทบัตรเครดิตในต่างประเทศต่างแข่งขันแย่งตลาดกันในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ไม่ว่าจะในทวีปแอฟริกา อินเดีย และบราซิล ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพราะคนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้ยังไม่มีบัญชีธนาคาร และชนชั้นกลางกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น

บริษัทบัตรเครดิตในปัจจุบัน ไม่จำเป็นจะต้องใช้เพียงแค่บัตรเครดิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีการออกแบบโปรแกรมและซอฟต์แวร์เพื่อการจ่ายเงินออกมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การชำระเงินผ่านออนไลน์โดยอิงกับบัตรเครดิต เช่น ระบบเพย์สบาย (PaysBuy) ไปจนถึงเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าแบบมือถือที่ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินค่าสินค้าได้ด้วยภาพใบหน้าเป็นตัวยืนยันความถูกต้อง

ในบางประเทศมีการออกบัตรประชาชนแบบใหม่ ที่มีข้อมูลส่วนตัวที่ช่วยยืนยันตัวบุคคลได้ บริษัท Master Card ได้ร่วมมือกับรัฐบาลไนจีเรีย ช่วยให้ทางการออกบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-d-I (Enhanced driver license) ที่บรรจุข้อมูลคล้ายกับข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในใบขับขี่รถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

หรืออย่างที่ปัจจุบัน ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มมีการเปิดบัญชีแบบไร้สมุด โดยจะมีการถ่ายภาพหน้าบุคคลเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลเงินฝาก และฝากถอนโดยใช้บัตรประชาชน และการยืนยันภาพใบหน้าบุคคล ก็เป็นตัวอย่างให้เรามองเห็นว่า อนาคตคงมีการคิดค้นวิธีการต่างๆ ออกมาอีกมากมาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

มีคนจำนวนมากเชื่อกันว่า ในอนาคต ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องลดจำนวนสาขาและพนักงานของธนาคารลงเป็นจำนวนมาก เพราะการทำรายการโอนเงิน ชำระเงิน จะผ่านระบบมือถือสมาร์ทโฟน และระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น ความจำเป็นที่ผู้คนจะต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อทำรายการจึงมีน้อยลง อีกทั้งช่องทางการชำระเงินในปัจจุบันก็ยังสามารถทำรายการผ่านที่ทำการไปรษณีย์ ร้านค้าสะดวกซื้อ เคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมเองก็พัฒนาระบบการชำระบิลค่าโทรศัพท์ผ่านบัตร หรือระบบการชำระเงินของตนเอง พร้อมจูงใจด้วยส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ หากทำรายการผ่านระบบเหล่านี้ แม้แต่ร้านกาแฟชื่อดังที่เดี๋ยวนี้เราไม่จำเป็นต้องพกเงินสด แค่สแกนคิวอาร์โค้ด (ของบัตรที่เราเติมเงินไว้ก่อน) ผ่านสมาร์ทโฟนก็สามารถชำระเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องพกเงินสด แม้แต่ iPhone ก็พัฒนาระบบการชำระเงินที่เรียกว่า Apple Pay ที่ใช้ระบบการอ่านข้อมูลที่ไม่ต้องมีการสัมผัสแถบแม่เหล็ก หรือชิปในบัตร ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่ไม่สามารถคัดลอกข้อมูลส่วนตัวในบัตรไปใช้ได้

เทคโนโลยีและนวัตกรรม เกิดขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกวัน การทำงาน การทำธุรกิจ การดำเนินชีวิต การจับจ่ายใช้สอย การพักผ่อนหย่อนใจ และการใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากในอดีต สังคมในอนาคตผู้คนน่าจะมีความจำเป็นต้องถือเงินสดน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องถือเงินสดอีกต่อไป รูปแบบการชำระเงินคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้สมาร์ทโฟนเท่านั้น การใช้ลายนิ้วมือ หรือ เอกลักษณ์ โดยใช้เทคโนโลยีในการจดจำก็คงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะถูกนำมาใช้

ความเชื่อ พลังหิน และกำลังใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เขียว สวย หอม กินได้

ความเชื่อ พลังหิน และกำลังใจ

ฉันมีเพื่อนที่ศึกษาเรื่องหินจนถึงขั้นระดับที่รู้ว่าหินแบบไหนมีคุณอย่างไร หรือควรใช้ในโอกาสไหน เธอเขียนเรื่องหินจนมีหนังสือเกี่ยวกับหินมาแล้วหลายเล่ม และต่อมาก็ซื้อหินมาขาย เธอเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อไปดูหิน

ฉันสนใจแค่มันสวยดี สวยทุกชิ้น ไม่ว่าหยิบชิ้นไหน แต่ฉันเห็นแค่ความงามและเป็นเครื่องประดับเท่านั้น เมื่อฉันไม่ใช้เครื่องประดับ ฉันจึงไม่สนใจที่จะเอามาเป็นเจ้าของ แค่ชื่นชมแล้วก็ผ่านเลยไป จำได้ว่าเพื่อนเคยถามว่าชอบไหม ฉันยังส่ายหน้าแทนพยักหน้า เพราะกลัวเพื่อนจะให้ เกรงใจเธอ และคิดว่าเอาไว้ให้คนที่จำเป็นต้องใช้ดีกว่า

ต่อมา เธอเปิดร้านเล็กๆ ในบ้าน ขายหิน มีหินเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เป็นปีที่ 10 เธอมีร้านขายหินเป็นเรื่องเป็นราวถึง 2 สาขา มีสารพัดหิน มีให้ซื้อหลากหลาย

เดือนก่อนแวะไปดู บางชิ้นมันงามจริงๆ บอกเธอว่า เมื่อไหร่ที่เลิกอาชีพนี้ หินเหลือก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์หินเลย

เธอพูดว่า หินมันจะดึงดูดเราเข้าหามันเอง

ฟังเฉยๆ สำหรับคนที่มองเห็นหินแค่ความงาม ซึ่งฉันคิดว่าแค่ชื่นชมความงามฉันก็เพียงพอแล้ว แล้ววันหนึ่งในขณะที่เดินเล่นอยู่ในร้านหินของเพื่อน ฉันก็สนใจหินลูกหนึ่ง ไปหยิบขึ้นมา เป็นลูกกลมๆ เพราะคิดถึงช่วงที่เล่นทุ่มน้ำหนัก ทำท่าจะทุ่มเหมือนเมื่อครั้งเล่นทุ่มน้ำหนักกีฬาที่ฉันชอบ ลูกเหล็กจะหนักแต่อยู่ในอุ้มมือ พักไว้ที่คอ โยกตัวนิดหนึ่งก่อนที่จะทุ่มออกไปให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ ใครทุ่มได้ไกลก็จะชนะ ฉันทำท่าจะทุ่มแบบเหมือนเป็นลูกเหล็กทุ่มน้ำหนัก พนักงานรีบเข้ามา

ฉันวางมันลงเพราะรู้ว่าแพงมาก พนักงานในร้านพูดอย่างสุภาพ

“หนูเก็บให้นะคะ”

“ค่ะ เก็บเลยค่ะ ไม่ได้คิดจะทุ่มจริงแค่ทำท่าเท่านั้น”

ฉันไปหยิบหินก้อนเล็กมาถือเอาไว้ รู้สึกเย็นมือดี มือเย็นทำให้รู้สึกสบายขึ้น ในช่วงที่อากาศที่กรุงเทพฯ ร้อนมาก

เธอบอกว่า ให้ฉันเพราะเป็นหินบำบัดความเศร้า ฉันจำชื่อไม่ได้แล้วมีสีเขียว เธออธิบายต่อว่า นี่แหละที่เรียกว่า หินมันดึงดูดเรา มีหินมากมายแต่พี่เลือกที่จะเอาชิ้นนี้มากำไว้นานมาก เพราะรู้สึกดีใช่ไหม

“พี่มีความเศร้าอยู่มาก” เธอว่า

“ใช่ ฉันมีความเศร้าอยู่มาก และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดความเศร้านี้ ความจริงฉันเป็นคนป่วย และพยายามที่จะหายจากอาการป่วย”

ฉันไม่รู้ว่าเพราะหินหรือเพราะเพื่อน แต่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจริงๆ และเอาหินติดตัวไปด้วยตลอดเวลาที่อยู่กรุงเทพฯ

แล้ววันหนึ่งฉันก็พบว่า ฉันมีเพื่อนที่ควรจะได้หินนั้นมากกว่าฉัน ในวันที่ฉันไปเยี่ยมเพื่อนที่เราไม่ได้พบกันมานานกว่า 10 ปี เพื่อนที่เคยสนิทสนมกันในวัยเยาว์ เขาคล้ายคนสูงวัย ซึ่งฉันก็เช่นกัน และเขาป่วยมาก เราคุยเรื่องความทุกข์กันอยู่พักหนึ่ง ฉันหยิบหินขึ้นมาส่งให้เขา และบอกเขาว่า เป็นหินที่คลายความทุกข์ เศร้า เพื่อนที่มีความรู้เรื่องหินมากคนหนึ่งของประเทศนี้ให้มา

เขาบอกว่า พี่ก็เก็บไว้ซิ

“ไม่เป็นไรอยากให้ เราค่อยไปหาเพื่อนแล้วขอใหม่อีกก้อนได้”

ฉันรู้สึกดีที่เห็นเพื่อนยิ้มและพูดตลกๆ ว่า

“ถ้าเหงา เศร้า เอามือวางบนหัวและจะพบว่า พี่ยังมีผมอยู่เสมอ”

ฉันหัวเราะ เราหัวเราะด้วยกัน

“ยังมีขำได้ แสดงว่าหินนี้ทำให้อารมณ์ดี”

เขาคงไม่รู้ว่าหลังจากที่กลับมา ฉันเอามือไปวางบนหัวบ่อยๆ เพื่อพบว่า “พี่ยังมีผมอยู่เสมอจริงๆ”

หลายวันมานี้ฉันรู้สึกทุกข์ เศร้า จึงเขียนไปหาเพื่อนผู้ชำนาญด้านหินบำบัด ฉันคิดว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องหาวิธีการที่จะอยู่ให้ได้

ก่อนหน้านี้เพื่อนรุ่นน้อง เธอขอให้ฉันติดต่อเพื่อนให้ เพราะต้องการหินปลดหนี้ ฉันยังรู้สึกขำในใจ เพราะการเอาเงินไปซื้อหินนั้นจะเป็นการเป็นหนี้เพิ่ม เพราะเธอขอให้ผ่อนเป็นงวดๆ แต่โชคดีเพื่อนของฉันบอกว่าจะยกหินให้เธอเฉยๆ

และเธอก็ค่อยๆ ผ่อนหนี้ได้จริงๆ ด้วยพลังและกำลังใจของเธอ เธอบอกว่าเธอมีกำลังใจ และพยายามคิดว่าจะหารายได้จากไหนเพื่อใช้หนี้…การหยุดคิด ตั้งหลัก และกำลังใจนี่แหละที่ช่วยได้

เพื่อนบอกว่า “หินปลดหนี้ ชื่อ คยาไนต์ Kyanite และ หิน 3 ประสาน คือ นำ 3 ชนิด มาร้อยรวมกัน มีคุณสมบัติปลดหนี้ พิทักษ์ทรัพย์ ชื่อ kyanite+Iolite+Hessonite”

ส่วนหินบำบัดนั้น เธอว่า “หินบำบัดอาการเจ็บป่วยมีเยอะ ส่วนใหญ่จะแนะนำหิน 7 จักระ คือมีสีตามจักระ หรือจุดลำเลียงพลังของร่างกาย แต่ถ้าเจ็บปวด อย่าง ปวดขา เข่า กระดูก เราจะแนะนำหินฟลูออไรด์ บำรุงกระดูกและฟัน บำบัดอาการปวดขา ปวดเข่า ปวดเส้นเอ็นกล้ามเนื้อได้ดีมาก หินส่วนใหญ่ไม่มีในเมืองไทย เมืองไทยมีบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ได้ใช้ เพราะเราสั่งหินนำเข้ามา”

ฉันยังไม่ได้หินความเศร้า บอกเพื่อนว่าจะไปเอาเอง ไม่อยากรบกวนให้เขาส่งมา ความทุกข์ เศร้า ห่อหุ้มตัวฉันจนหนา และฉันคิดว่ายากที่จะสลัดมันออกไปได้ ในระหว่างรอไปเอาหิน เพื่อนๆ บอกให้ฉันไปพบจิตแพทย์ หรือไปสำนักปฏิบัติธรรม ทั้ง 2 อย่างคือทางออกที่ดี เป็นเทคนิคการมีชีวิตอยู่แต่ฉันยังไม่ไป ฉันคงนอนกอดความทุกข์ เศร้า ของฉันต่อไป เพื่อนบอกว่า ฉันเสพความเศร้าไปแล้ว

ฉันปกปิดความเศร้าไว้อย่างดีมาก ฉันยิ้ม หัวเราะกับผู้คน ฉันไปทำงานได้ ร่วมกิจกรรมต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งคือ ฉันร้องไห้ได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่คนเดียว น้ำตาไหลไม่หยุด

เพื่อนที่อยู่ฝ่ายสมาธิ บอกว่า ให้ฝึกใจเรา ถ้าเริ่มรู้ตัวว่าไม่ค่อยดี ใช้วิธีที่ครูอาจารย์ทางธรรมท่านสอน คิดอะไร รู้สึกอะไร ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ได้ห้ามไม่ให้คิด แต่อย่าปรุงแต่ง มันจะไปกันใหญ่ พอเครียด ไม่ถูกใจ ไม่พอใจ ตามดูลมหายใจตัวเอง แบบสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่เพ่งดู หรือคลึงปลายนิ้วมือกับนิ้วโป้งช้าๆ หรือพลิกคว่ำหงายมือข้างใดข้างที่ถนัดช้าๆ ไม่ต้องเพ่งมองการกระทำ แต่ให้ใจรู้ว่ากระทำอยู่ ทำไปเรื่อยๆ เป็นสมาธิแบบง่าย แนวหลวงพ่อเทียน ลองดู

เมื่อคืนฉันลองขยับมือทำดูรู้สึกว่าดีขึ้น หลับไปตอนไหนไม่รู้

ยามเช้า เพื่อนผู้หวังดีบอกว่า

ฉันควรจะท่องบทแผ่เมตตา การแผ่เมตตาคือการให้อภัย ทั้งให้อภัยตัวเองและให้อภัยผู้อื่น บางทีเราเจ็บปวดกับการไม่ให้อภัยตัวเองด้วย

เช้านี้ฉันลองท่องบทแผ่เมตตาแล้วรู้สึกดีขึ้นจริงๆ

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อเวราโหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยา ปัจฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

เป็นเทคนิคการมีชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง ซึ่งบางทีเราไม่อาจจะพึ่งสิ่งเดียวได้ ต้องพึ่งหลายๆ สิ่ง เพราะความทุกข์ของเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งเดียวเท่านั้น

แต่สำหรับคนที่จะใช้หินบำบัด หรือสนใจเรื่องหินได้ที่นี่ค่ะ ถือว่าแบ่งปันและโฆษณาให้เพื่อนด้วยค่ะ https://web.facebook.com/jnasongkhla?fref=ts จุฑามาศ ณ สงขลา

พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย

ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา ข่าวคราวเรื่องพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์มีมาอย่างต่อเนื่อง ข่าวเด่นที่ได้มีโอกาสออกสื่อหรือเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างมากคือ ข่าวความเคลื่อนไหวของชาวพุทธระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี หลายท่านเคยบวชเรียนมาก่อน แม้ท่านที่ไม่เคยบวชเรียนมาก็เป็นผู้สนใจพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เป็นอุบาสกอุบาสิการะดับแนวหน้า ที่ออกมาเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

น่าชื่นชมความพยายามของอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ที่มีความปรารถนาดีที่จะยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาให้โดดเด่นเป็นหลักเป็นแกนของประเทศตามองค์ประกอบแห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างครบถ้วน

เรื่องของชาติและพระมหากษัตริย์ได้บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ โดยใช้ข้อความเดิมจากรัฐธรรมนูญเก่าๆ ได้เลย ไม่ต้องมีใครต้องเรียกร้อง

เรื่องการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีการเรียกร้องเคลื่อนไหวทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้ง ไม่เคยยอมรับที่จะเขียนบทบัญญัตินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย

ข้ออ้างข้างๆ คูๆ ของท่านกรรมการร่างหรือประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละท่านล้วนฟังไม่ขึ้น แต่ต้องยอมรับฟังเพราะประชาชนไม่มีอำนาจใดที่จะทัดทานท่านผู้มีอำนาจ นอกจากฟังๆๆๆ

สมัยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยก็อ้างว่า หากบรรจุ คำว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนในชาติจะขัดแย้งกัน จะรบราฆ่าฟันกัน จนเลือดท่วมท้องช้าง ท่านพูดเสียน่ากลัว

หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้นประกาศใช้ เลือดไม่ท่วมท้องช้าง แต่ผู้ก่อการร้ายก็ยังฆ่าประชาชน พระสงฆ์ ครู ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา เลือดนองท่วมท้องถนน คงจะได้เห็นในข่าวไปแล้ว

ความจริงก็คือว่า แม้ไม่ได้มีบทบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การรบราฆ่าฟันก็มิได้ลดลงกลับเพิ่มมากขึ้นทุกปี น่าจะลองบัญญัติไว้ดูสักครั้งเผื่อการรบราฆ่าฟันจะได้เบาบางลง เพราะคนที่ฆ่าพระสงฆ์หรือพุทธบริษัทนอกจากจะผิดกฎหมายอาญาแล้ว ยังต้องผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะทำให้คนที่ชอบฆ่าคนอื่นง่ายๆ ได้ยับยั้งชั่งใจบ้าง

แต่น่าเสียดายว่า การบัญญัติ คำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพราะท่านประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแถลงได้อย่างน่าขนพองสยองเกล้าว่า หากบัญญัติพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะเป็นอันตรายในระยะยาว

เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันว่า ท่านประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่างล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน แต่กลับมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นอันตรายระยะยาว ไม่ทราบเหตุผลกลใดว่า จะเป็นอันตรายอย่างไร เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานที่สอนว่า

…ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตั้งใจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ตั้งใจงดเว้นจากการลักทรัพย์

ตั้งใจที่จะประกอบอาชีพที่สุจริต

ตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

ตั้งใจที่จะรักและซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีและภรรยา

ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ

ตั้งใจพูดแต่ความซื่อสัตย์

ตั้งใจงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย

ตั้งใจภาวนาให้สติสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป

คำสอนแบบนี้หรือ ที่จะทำให้ศาสนิกรบราฆ่าฟันกันจนเลือดท่วมท้องช้าง

คำสอนแบบนี้หรือ ที่จะเป็นอันตรายระยะยาว…

เมื่อท่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศาสนิกชนไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา แต่กลับเห็นไปว่า ถ้าบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาว

ความเห็นของท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้น เป็นความเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมื่อท่านเหล่านี้เป็นผู้มาร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ ร่างอยู่บนพื้นฐานแห่งภยาคติ คือลำเอียงเพราะกลัว และบวกโมหาคติลำเอียงเพราะไม่รู้ รัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ก็ไม่สมประกอบ บูดๆ เบี้ยวๆๆ ไม่นานก็มีคณะผู้ฉีกรัฐธรรมนูญคณะต่อไปมาฉีกทิ้งออก และร่างกันใหม่ วนไปเวียนมาในวัฏสงสารอย่างยาวนาน

น่าจะลองบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญดูสักครั้ง เพื่อเป็นสิ่งปกป้องคุ้มครองการฉีก ก็อาจจะเป็นได้ ไหนๆ จะมโนกันทั้งที ก็ควรจะมโนให้สวยงามหน่อย ไม่ควรจะมโนเห็นเลือด หรืออันตรายใดๆๆ เพราะในประวัติศาสตร์โลกชาวพุทธไม่เคยไปรุกรานใครเลย ไม่ได้แสดงอาการโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ใดๆ ให้ปรากฏ หากบัญญัติไว้ก็จะเป็นการจารึกความดีงามลงในรัฐธรรมนูญของชาติและประวัติอันสวยงามของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ท่านอุบาสกอุบาสิกาที่เคลื่อนไหวก็ไม่ได้อะไร นอกจากความภูมิใจที่ร่วมกันทำความดีฝากไว้ในแผ่นดินเท่านั้น

หากมองจากสายตาพระสงฆ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็มองว่า มาถึงจุดนี้พระสงฆ์ไม่ควรเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญอีก เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนคนตักบาตร

การบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนสังฆทานหรือของตักบาตร

เมื่อพระสงฆ์ไปยืนขอแล้วเขาไม่ให้ พระสงฆ์ควรต้องถอยออกมา ตามวิธีการบิณฑบาตทั่วๆ ไป นั่นเอง

ส่วนว่าถ้าอุบาสกอุบาสิกาคนใดยังมีศรัทธาที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เคลื่อนไหวในฐานะพลเมืองตามสิทธิ์ที่จะพึงกระทำได้ ไม่กดดันรัฐบาลหรือไม่ใช้ความรุนแรงแต่ประการใด หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคิดเห็นคล้อยตาม อาจจะใส่ข้อความดังกล่าวให้ได้

การเคลื่อนไหวของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่สำคัญต้องเคลื่อนไหวด้วยความสงบและสุภาพตามวิถีพุทธ

เรื่องในวงการพุทธศาสนาอีกเรื่องหนึ่ง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในประเทศไทยคือ เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช รูปที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันส่งสัญญาณว่าจะไม่ราบรื่นเหมือนที่เคยเป็นมา

สิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่รักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องตระหนักคือ เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะก็ตาม การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็ตาม เป็นเรื่องพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง

กฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามในเรื่องนี้ ก็ปฏิบัติได้ง่าย ไม่สลับซับซ้อนอะไร เป็นความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างสถาบันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาช้านานตราบเท่าวันนี้

ขอให้พุทธบริษัทใช้วิจารณญาณอย่างลึกล้ำ ไม่ควรเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจจะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ควรให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองแห่งกฎหมายที่ถวายพระราชอำนาจไว้แล้ว

ท่านนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช รูปที่ 20 นี้ก็เช่นกัน หากเดินตามครรลองแห่งกฎหมาย ทุกอย่างสามารถยุติได้อย่างสวยงาม

ดูเหมือนว่า กุญแจดอกสำคัญที่จะไขสู่ความสงบสวยงามมี 2 ดอก คือ

1. ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

2.ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ที่จะต้องประสานกันใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ ถูกต้องดีงามโดยเร็ว

ต้องตั้งสติกันดีๆ งานนี้ไม่มีความขัดแย้งในวงการคณะสงฆ์ ไม่มีความขัดแย้งของพุทธบริษัทใดๆ มีแต่ชาวพุทธบางท่านที่เห็นต่างตามความเชื่อถือของตนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จะมีปรากฏการณ์เหล่านี้ในสังคมประชาธิปไตยทั่วไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความเคลื่อนไหวต่างๆ อันเป็นเหตุให้วงการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาไทยกระเพื่อมจะสงบลงโดยเร็ววัน ขอเพียงทุกท่านใช้สติดำริไตร่ตรองให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่เห็นว่า ถูกต้องชอบธรรมเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น ทั้งระยะสั้นและระยะยาวสืบไป

Dairy Asia อีกก้าวการพัฒนา ในงานโคนมแห่งชาติ ปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

Dairy Asia อีกก้าวการพัฒนา ในงานโคนมแห่งชาติ ปี 59

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ระหว่าง วันที่ 27 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานด้วย

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก ในส่วนของ อ.ส.ค. ได้มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ล่าสุด อ.ส.ค. ได้ระดมทีมจัดทำแผนการตลาดและการขาย ปี 2559 มุ่งขยายตลาดและเพิ่มยอดขายนมไทย-เดนมาร์ค สูงขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างประเทศพม่าซึ่งกำลังไปได้สวย และได้รับการตอบรับดี พร้อมวางแผนขยายตลาดในเวียดนามและมาเลเซีย โดยตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 8,482 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแบรนด์ ปี 2560-2564 เพื่อผลักดันให้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค เป็นแบรนด์นมแห่งชาติให้ได้ภายใน 6 ปี ข้างหน้าอีกด้วย

“ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มสินค้านม ของ อ.ส.ค. เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 นี้ ยอดขายก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 7,900 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของตลาดในประเทศอยู่ที่ 10% ส่วนยอดขายในต่างประเทศโตขึ้น ประมาณ 20% ซึ่งมีบางประเทศที่โตขึ้นเกือบ 30% มีตลาดส่งออกหลักคือ ประเทศกัมพูชา และ สปป. ลาว อย่างไรก็ตาม การที่ อ.ส.ค. ได้เร่งพัฒนาบุคลากรและระดมทีมตลาดและฝ่ายขายร่วมพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับ อ.ส.ค. สามารถชิงส่วนแบ่งและครองตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้” ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ยังได้มีการจัดกิจกรรมคู่ขนานที่น่าสนใจและเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชีย หรือ Dairy Asia Launch Meeting ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (FAORAP)

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจาก 15 ประเทศ และมีอธิบดี รองอธิบดี ประธานชุมนุมสหกรณ์ สมาพันธ์ สมาคม ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศจาก 8 ประเทศ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 70 คน นอกจากนั้น ยังมีตัวแทนกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัย และผู้แทนสหกรณ์โคนมต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดตัวศูนย์ประสานความร่วมมือการพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชีย Dairy Asia : For Health and Prosperity และเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการด้านการปรับปรุงพันธุ์โคนมในเขตร้อน การพัฒนาสถาบันเกษตรกร และการพัฒนานโยบายและเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติงาน ระดมการมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายขับเคลื่อนการพัฒนาโคนมระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือพัฒนาโคนมในภูมิภาคเอเชีย

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการ Dairy Asia Launch Meeting ประเทศไทยได้มีการรายงานด้านการปรับปรุงพันธุ์โคนมในพื้นที่เขตร้อนในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ประวัติการเลี้ยงโคนม ความก้าวหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมนม ประชากรโคนม ยุทธศาสตร์การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณลักษณะทางเศรษฐกิจของโคนม

นอกจากนี้ ยังได้รายงานการปรับปรุงพันธุ์โคนมระดับฟาร์ม การวิจัยและพัฒนาโคนม ความท้าทายและโอกาสในการปรับปรุงพันธุ์โคนมในเขตร้อน เป็นต้น

“การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชียครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้ต่างประเทศเห็นความก้าวหน้าของการปรับปรุงพันธุ์โคนมเขตร้อน และศักยภาพของอุตสาหกรรมนมไทย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียนได้ เนื่องจากมีความพร้อมสูงทั้งด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม การผลิต และการบริหารจัดการนมทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพด้วย” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

อนึ่ง สำหรับ Dairy Asia เป็นการร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อรับการขับเคลื่อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาโคนมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างยั่งยืน ตั้งขึ้นสืบเนื่องจากผลผลิตและการบริโภคน้ำนมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เอเชียจึงเป็นภูมิภาคที่การผลิตและการบริโภคน้ำนมมีความเข้มแข็งที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา แต่การผลิตยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า ซึ่งทำให้อัตราการนำเข้าน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน FAO และองค์การความร่วมมือพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (OECD) จึงเห็นว่าความต้องการน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมของภูมิภาคเอเชียจะสูงขึ้น 320 ล้านตัน ในปี 2564 ซึ่งจะทำให้เอเชียต้องผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอีกปีละไม่น้อยกว่า 50 ตัน ดังนั้น จึงนับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการเร่งดำเนินการเพิ่มผลผลิตคุณภาพ ปลอดภัยด้านอาหารและการเข้าถึงตลาดที่มีอนาคตสดใสดังกล่าว

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 616 : 1 กุมภาพันธ์ 2559 ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

26 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

68 คนรักผัก/ของกินพื้นถิ่น หลวงพระบาง

71 หมอเกษตร ทองกวาว/การช่วยผสมเกสรสะละ ไม่จำเป็นต้องใช้พันธุ์เดียวกัน

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/ขับเคลื่อน “สหกรณ์ชุมชน” จังหวัดละแห่ง สานนโยบายรัฐ-ดันชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืน

ไม้ดอกไม้ประดับ

32 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

37 กุหลาบ สื่อรักแทนใจ ปลูกแบบมีความสุข ที่ชลบุรี

40 นักวิจัย ม. มหิดล ค้นพบพืชวงศ์ส้มกุ้ง ชนิดใหม่ของโลก 6 ชนิด

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

42 พลับพลึงธาร ของดี ของเด่น จังหวัดพังงา

เทคโนโลยีการเกษตร

45 เกษตรกรดอกคำใต้ ทำไร่นาสวนผสม ประสบผลสำเร็จ

47 สวนเกษตรอินทรีย์ “ภูคำหอม”

49 “ส้มเขียวดำเนิน” ไม้ผลดาวรุ่ง ในอำเภอหนองเสือ

51 “ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสดและเข้าโรงงาน

55 ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

57 แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

59 ผลไข่เน่า-นามขานไม่ไพเราะ แต่สรรพคุณนั้นเป็นเลิศ

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

52 “ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

เกษตรในเมือง

53 ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

เก็บมาเล่า

60 ตัวอย่างสินค้าเกษตร ที่ขาดดุลการค้า

62 “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้”

63 “คนไทยใจเกษตร” งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

64 ปลูกงาแดง…พืชเศรษฐกิจใช้น้ำน้อย ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง

Miracle Thai Agriculture

66 Sour Soup with Papaya

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

73 อเมริกัน ชอร์ตแฮร์-เบงกอล แมวมิตรภาพ สวย ได้ราคา

เทคโนโลยีการประมง

76 สู้ภัยแล้ง เลี้ยงกบในกระชังบก ของ จุฑามาศ เบญจวรรณ ที่สุพรรณบุรี

เทคโนโลยีปศุสัตว์

78 รู้กันหรือยัง TMR ช่วยชาวบ้านผู้เลี้ยงวัวได้อย่างไร

80 ก้าวอีกขั้น เครือข่ายผู้เลี้ยงแพะฯ เซ็น เอ็มโอยู บุกตลาดแพะแกะในลาว

81 โสภาฟาร์มแพะ ก้าวที่เริ่มต้น ของ นิกร ภูชนะศรี

83 เปิดใจ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ กับก้าวการพัฒนาปศุสัตว์ไทย ปี” 59

คิดเป็นเทคโนฯ

85 สุดยอด กับผลงานนักวิจัยไทย ดูแล้วต้องทึ่ง ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2559”

เยาวชนเกษตร

88 สมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ เผยเคล็ดลับเด็ด คว้ารางวัล

กศน. ทั่วไทย

91 “สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่า คนเก่ง ของ “กศน. บางคนที”

93 กศน. ทั่วไทย

เกษตรท่องเที่ยว

97 อย่าพึ่งหมดลมหายใจ…หากยังไม่ได้สัมผัสอากาศหนาว บนภูลังกา

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

99 แบแอ ช่างกรงนก ยอดฝีมือ แห่งนราธิวาส

101 ไปอร่อยกับ กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

106 นับจากนี้…การรับประทานมะพร้าวสด ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

108 สรุปราคาสินค้าเกษตร

109 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

มติชนอคาเดมี

110 ตามรอยการเดินทาง ของ “โกษาปาน” ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน ในทัวร์ “ข้ามสมุทร” กับ ศ.กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม

วิถีชาวบ้าน

113 วิถีท้องถิ่น/Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

115 ฎีกาชาวบ้าน/ให้เช่าที่ดินรัฐ

116 เดินห่าง…จากความจน/สุดยอดเมนูชะอม…ร้านกุ้งเพื่อนแพรว ที่ พระนครศรีอยุธยา

118 ครัวชาวบ้าน/บุก…โรงงานบุก ที่สังขละบุรี

120 ของใช้ชาวบ้าน/ช้อนหางกระรอก

121 บัญชีชาวบ้าน/เปลี่ยนเงินหวย เป็นเงินออม

122 เขียว สวย หอม กินได้/ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/พระยาเลี้ยง หรือจะสู้พ่อค้า (ตลาดนัดอาเซียน)

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/เสียม หรือ สยาม พระธาตุนารายณ์เจงเวง ในตำนานอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม)

128 ธรรมะจากวัด/บันทึกไว้ เมื่อวัย 57 ปี

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

น มิยฺยามานํ ธมฺมนฺเวติ กิญฺจิ ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงหากำไร ภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ปีที่ 6 หรือ “Banpu Champions for Change 6” เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20-35 ปี ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันกิจการก็สามารถสร้างผลกำไรและดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถส่งแผนธุรกิจเพื่อรับการพิจารณาได้ทั้งประเภทรายบุคคล หรือรวมกลุ่มกันไม่เกิน 4 คน สำหรับกิจการที่ผ่านการคัดเลือก เจ้าของกิจการจะได้รับการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นต่างๆ เพื่อต่อยอดแผนธุรกิจให้ตกผลึกเป็นกิจการเพื่อสังคมได้สำเร็จเป็นรูปธรรม โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 6 เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม – 29 กุมภาพันธ์ 2559 รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.facebook.com/banpuchampions ดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่ : https://drive.google.com/open?id=0BwxbLZtL2E5wNWZROWwyc2xlMEk สอบถามเพิ่มเติม โทร. (02) 938-2636 อี-เมล banpuchampions@gmail.com

ภัคพงษ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า จังหวัดพังงา จะจัดอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และผู้แทนกระทรวงกลาโหมในจังหวัด ดำเนินการอบรม จำนวน อำเภอละ 5 รุ่น รวม 40 รุ่น รุ่นละ 50 คน อำเภอละ 250 คน รวมทั้งจังหวัด 2,000 คน ระยะเวลา 15 วัน/รุ่น ในระหว่าง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2559 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือศูนย์เรียนรู้เครือข่ายฯ

อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม แจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกรมหม่อนไหม คือ นางสาวศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการ สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม เดินทางไปศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างการผลิตและการตลาดสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย ศึกษาค่านิยมและพฤติกรรมการซื้อสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย และแนวทางในการตรวจสอบมาตรฐานและกฎระเบียบด้านสินค้าไหมประเทศอินโดนีเซีย โดยจากการศึกษาสถานภาพการตลาดและเก็บข้อมูลสิ่งทอ ณ ตลาดสิ่งทอที่สำคัญ ได้แก่ Sarinah Thamrin Plaza, Jakarta พบว่า การค้าสินค้าไหมในจาการ์ตา ส่วนใหญ่ไม่นิยมนำผ้าไหมหรือสินค้าจากไหมวางขายมากนัก เนื่องจากราคาสูง แต่จะวางจำหน่ายในร้านที่ได้รับความนิยม และเป็นกลุ่มลูกค้าผู้มีฐานะสูง ดังนั้น ตลาดสินค้าไหมจึงค่อนข้างแคบ ไม่เป็นที่นิยม และที่สำคัญคือสินค้าที่ผลิตจากไหม หากนำมาวางจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นไหมที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ส่วนมากเป็นไหมที่มีการผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่นปนเข้าไป จึงทำให้สินค้าไม่มีคุณภาพ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น แต่หากเป็นสินค้าไหมที่ผลิตจากไทย ติดแบรนด์ และป้ายบอกว่าไหมแท้จากไทย จะเป็นสินค้าที่ได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่นิยม ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะรุกการผลิตที่ทำเป็นแบรนด์จากไทย และระบุชัดว่าเป็นไหมแท้จากไทยเพื่อรักษาฐานลูกค้าตลาด Hi End นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาข้อมูลสถิติการนำเข้าส่งออกสินค้าไหม และกฎระเบียบในการนำเข้าส่งออกที่สำคัญของประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

พัฒนาไก่

มทส. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) และ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ร่วมกันบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาไก่เนื้อโคราชเชิงบูรณาการ” โดยศูนย์วิจัยดังกล่าวจะมีหน้าที่วิจัยและพัฒนาไก่เนื้อโคราชในทุกมิติ ทั้งในเรื่องสายพันธุ์ เทคโนโลยีการเลี้ยง การจัดการ และการแปรรูป เพื่อให้ไก่เนื้อโคราช เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกร พร้อมเป็นต้นทางในการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านธุรกิจพันธุ์ไก่ในอาเซียน

ผู้นำเครือข่ายดีเด่น

นายยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ (ขวา) เจ้าของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุโขทัยการเกษตรภัณฑ์ รับรางวัล “ผู้นำเครือข่ายเกษตรกรก้าวหน้าดีเด่น” จากธนาคารกรุงเทพ นายยศวัฒน์ ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปัจจัยทางด้านการเกษตร พร้อมส่งเสริมปลูกแตงโม พริกซอสส่งโรงงานปีหนึ่งหลายพันไร่ รวมทั้งปลูกแตงแคนตาลูปในโรงเรือนอย่างได้ผล จากนั้นเผยแพร่สู่เกษตรกรข้างเคียง ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาทางด้านการตลาด ที่จังหวัดสุโขทัย

กรมส่งเสริมฯ สวัสดีปีใหม่

นางรุจิพร จารุพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และทีมงาน แวะมาสวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

มีอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05012010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

มีอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่

กุมภาพันธ์

27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงานเกษตรแห่งชาติ ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

มีนาคม

19-27 มีงาน ประชุมกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 12 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี

กระพงขาว เข้าครัวการบินไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องเทพารักษ์ โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา กรมประมง จัดลงนามความร่วมมือข้อตกลงเพื่อซื้อ-ขาย ปลากะพงขาว ระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว ลุ่มแม่น้ำบางปะกง เพื่อเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยผลิตสินค้าประมงที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ดันขึ้นครัวการบินไทย พร้อมเสิร์ฟผู้โดยสารบนสายการบิน โดยมี นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจบริการการบิน และ นายสุทธิ มะหะเลา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว ลุ่มแม่น้ำบางปะกง ร่วมลงนามความร่วมมือข้อตกลงการซื้อ-ขาย ปลากะพง (MOU) พร้อมกันนี้ ดร. วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง นายเดชา ใจยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และ นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ รักษาการกรรมการฝ่ายครัวการบินร่วมเป็นสักขีพยาน

ร่วมมือทางวิชาการ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพราะราชดำริ ในโครงการความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานทางวิชาการเพื่อการพัฒนาชนบท ในพื้นที่หมู่บ้านต้นแบบปิดทองหลังพระ โดยมี รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ นายการันย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทเข้าใจถึงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถนำไปปรับใช้ในครัวเรือน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริ เริ่มดำเนินการนำร่องในพื้นที่หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ก่อนขยายผลต่อไปยังหมู่บ้านต้นแบบปิดทองหลังพระในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

Dtac สวัสดีปีใหม่

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ จาก Dtac มาสวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

มก. สวัสดีปีใหม่

จุไร เกิดควน หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

สกว. สวัสดีปีใหม่

ธนชัย แสงจันทร์ และ วรรณสม สีสังข์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

เยี่ยมชมผักปลอดสารพิษ

นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เยี่ยมชมแปลงผักของกลุ่มปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษบ้านวังเค็มเก่า ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยมี นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา ให้การต้อนรับ และชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงาน เมื่อเร็วๆ นี้

เพื่อนเกษตรไสใหญ่

กลุ่มเพื่อนเกษตรไสใหญ่ ปวช.15 ปวส.10 ถ่ายภาพร่วมกับ อาจารย์ตรีพล เจาะจิตต์ อดีตอาจารย์อาวุโส และผู้อำนวยการสถาบันด้านการเกษตรหลายแห่ง เนื่องในงาน 5 ยุค 5 สมัย ไสใหญ่ 80 ปี ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช

เยี่ยมชม แปลงเกษตรกรดีเด่น

นายทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปตรวจเยี่ยมแปลงไร่นาสวนผสม เกษตรกรดีเด่น ของ นายหนูทัศน์ คำแพง บ้านสำราญ หมู่ที่ 4 ตำบลอาจสามารถ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรกรรายนี้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นระดับภาคและระดับประเทศ เมื่อปี 2555

ฝึกอบรม

ผศ.ดร. เสาวณีย์ ชัยเพชร อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร จัดการฝึกอบรมการทำอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรท่าประจะ ณ ศาลาประชาคม วัดศรีมาประสิทธิ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีจากการรับประทานอาหารที่ทำมาจากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้าน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการต่อยอดสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการทำขนมจีบ ซาลาเปา ขนมกุยช่ายไส้ผักเขลียง ไส้ผักกูด เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวปลาทู และก๋วยเตี๋ยวลุยสวน โดยทีมวิทยากรและนักศึกษาจากคณะ ร่วมถ่ายทอดความรู้และความสนุกสนานแก่ผู้เข้าร่วมตลอดการฝึกอบรม

ปอเทืองบำรุงดิน

นายณัฐธร ไชยศรี นายอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสด “ปอเทือง” พื้นที่ 25 ไร่ บ้านสูงยาง ตำบลคูเมือง มี นายสุรีย์ ยางเงิน นายกเทศมนตรีตำบลคูเมือง นำ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ประชาชน นักเรียน ตำรวจ ทหาร เข้าร่วมหว่านเพื่อเป็นแปลงขยายพันธุ์ปอเทือง แปลงสาธิตการปรับปรุงบำรุงดินด้านพืชตระกูลถั่ว โดยการประสานงานขอรับเมล็ดพันธุ์ปอเทือง ของ นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง จากสถานีพัฒนาที่ดินร้อยเอ็ด ปลูกริมถนนสายอำเภอเมืองสรวง-สุวรรณภูมิ ช่วงตำบลหนองผือ ตำบลกกกุง ตำบลคูเมือง พื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม ในงานมีการหว่านปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ และไถกลบ

ผู้โดยสารโปรดทราบ

Heather Poole เขียน

ภัทรา หงษ์พร้อมญาติ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1457-1

จำนวน 296 หน้า/ราคา 225 บาท

“ผู้โดยสารโปรดทราบ” เรื่องจริงจากปลายปากกาของ เฮเธอร์ พูล พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินผู้ผ่านประสบการณ์มากว่า 15 ปี ตั้งแต่การสัมภาษณ์เข้าทำงาน การเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโลว์คอสต์ จนขยับเป็นพนักงานของสายการบินใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องมันๆ จากชีวิตในบ้านพักของเหล่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเรื่องวุ่นๆ จากเพื่อนร่วมงานและเหล่าผู้โดยสารสติแตก

เรื่องจริงที่ทั้งแสบสันต์ ดราม่า สุดประทับใจที่ผู้อ่านจะได้ทั้งความบันเทิงและเคล็ดลับการเป็นแอร์ มาออกบินไปด้วยกันเลย!

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ร่วมงาน 39 ปี มติชน

สุทัศน์ ตริยางกูรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์ก้าวหน้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด วิลาวัณย์ ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุบลราชธานี และ นฤเบศ สมฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรม สถาพรบุ๊คส์ ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาส มติชน 39 ปี ย่างสู่ปีที่ 40

ของขวัญปีใหม่

นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย จิตอาสา ร่วมแรงพัฒนาลานออกกำลังกาย ซ่อมแซมเครื่องออกกำลังกาย เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้แก่ผู้สูงอายุใช้ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ณ ลานออกกำลังกาย มทร. ศรีวิชัย

พัฒนาองค์กร

นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา มอบหมายให้ นายนฤมิตร สมัคร หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เป็นประธานเปิดการอบรม การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กรเกษตรกร (3 ก) สู่สมาร์ทกรุ๊ป (smart group) ระยะที่ 1 ณ ศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา บุคคลเป้าหมายเข้าประชุม มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพ และกลุ่มยุวเกษตรกร จำนวน 180 ราย เมื่อเร็วๆ นี้

บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

นายพศิน โกมลวิชญ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู มอบเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า และบิวเวอเรีย แก่เกษตรกรมาร่วมงาน โครงการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใต้ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อเร็วๆ นี้

สวัสดีปีใหม่

ศิริลักษณ์ เจนการวณิช ผู้จัดการทั่วไป ด้านบริหารภาพลักษณ์องค์กร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์ จำกัด กลุ่มพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทีมงาน มาสวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา

หวังหลง เขียน

เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย และ

สุดารัตน์ วงศ์กระจ่าง แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1456-4

จำนวน 552 หน้า/ราคา 450 บาท

“หากไม่อ่านประวัติศาสตร์จีน ก็จะไม่รู้ว่าเหตุใดจีนถึงยิ่งใหญ่

แต่หากไม่อ่านประวัติศาสตร์โลก ก็จะไม่รู้เลยว่าเหตุใดจีนถึงล้าหลัง”

ศตวรรษที่ 18 และ 19 “ตะวันตก” และ “ตะวันออก” โคจรมาเผชิญหน้า

แต่เหตุใดปัญญาชนหัวก้าวหน้า จึงไม่อาจพาประเทศจีนก้าวสู่สมัยใหม่ได้เร็วกว่านี้

ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา วิเคราะห์ประวัติศาสตร์จีน ยุคที่การเมืองภายในและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนเข้มข้นที่สุด สูญเสียมากที่สุด และน่าเสียดายที่สุด ผู้เขียนเลือกหยิบยกบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์โลก อาทิ จักรพรรดิคังซี vs ซาร์ปีเตอร์ที่ 1 พระนางซูสีไทเฮา vs พระราชินีวิกตอเรีย จักรพรรดิกวังซวี่ vs จักรพรรดิเมจิ เฉาเสวี่ยฉิน vs เชกสเปียร์ ซุนยัตเซ็น vs จอร์จ วอชิงตัน เป็นต้น เพื่อใคร่ครวญถึงสถานการณ์ อุปสรรค และทางเลือกบนเส้นทางการก้าวสู่สมัยใหม่ของจีน

ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา จึงมิใช่เพียงตำราที่เล่าประวัติศาสตร์ให้จดจำ แต่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์วิจารณ์ที่ชวนให้ขบคิด วิเคราะห์ตาม เพื่อหาคำตอบให้อดีต และเลือกทางเดินให้อนาคต

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

คุณบุญเรือง เพชรนา อยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-0466, (085) 400-0571 เป็นเกษตรกรผู้สนใจและเริ่มปลูกดาวเรืองมาได้เพียง 1 ปี บอกเล่าถึงประสบการณ์และความรู้ในการปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายว่า เริ่มจากตนเองปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่ว แต่มีเกษตรกรซึ่งเป็นญาติกันปลูกดอกดาวเรืองมาก่อน จึงเกิดความสนใจที่จะทดลองปลูก เพราะเห็นว่าพอขายได้และใช้เวลาปลูกไม่นานนัก เพียง 2 เดือน ก็สามารถตัดดอกจำหน่ายสร้างรายได้ ไร่ละ 2-3 หมื่นบาท

จึงตัดสินใจทดลองปลูกดาวเรือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ขาดประสบการณ์และความรู้ เพียงแค่สอบถามความรู้จากเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกมาก่อนตนเอง ผลที่ออกมาก็พอมีดอกให้ได้เก็บ แต่ดอกมีขนาดเล็ก อาจจะด้วยการดูแลและสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูกประกอบกัน

แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาเรื่องของตลาดรับซื้อ ซึ่งถ้าเราหาตลาดเอง มักจะเกิดปัญหาในการรับซื้อที่ไม่แน่นอน รับซื้อดอกไม่ต่อเนื่อง ให้ราคาที่ต่ำ ทำให้ผลผลิตคือดอกดาวเรืองไม่ได้เก็บขายตามเป้าหมายทำให้เสียโอกาสเสียเวลา

คุณบุญเรือง เพชรนา เล่าว่า จนมาเข้ากลุ่มกับ กองบิน 64 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เรืออากาศโทณัฐศิษย์ ทองบุญชู ผู้ดูแลโครงการปลูกดอกดาวเรือง ของกองบิน 64 โทร. (086) 929-5334 ที่ประสบผลสำเร็จจากการทำโครงการเกษตรในกองบิน 64 โดยเฉพาะการปลูกดอกดาวเรืองตัดดอก

ซึ่งปัจจุบันก็ขยายโอกาสเปิดรับสมาชิกที่เป็นเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยรับซื้อดอกดาวเรืองจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง และยังดูแลให้ความรู้เรื่องการปลูกดูแลรักษาดาวเรืองให้กับเกษตรกรมือใหม่เป็นอย่างดี ทำให้ตนเองมั่นใจเรื่องการตลาดมากขึ้น มีการรับซื้อถึงที่ รับซื้อดอกดาวเรืองทุกเกรด ทุกขนาด จากเกษตรกร ตั้งแต่มีดแรกจนถึงมีดสุดท้าย เพียงแต่เกษตรกรทำดอกได้สวยไม่มีโรคแมลงทำลายก็จะรับซื้อทั้งหมด

ทำให้ คุณบุญเรือง จากที่ปลูกดาวเรืองไว้ 4,000 ต้น ก็เตรียมเพาะกล้าปลูกเพิ่มอีก 4,000 ต้น รวมเป็น 8,000 ต้น

คุณบุญเรือง อธิบายต่อว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขายนั้น เมื่อมีตลาดรองรับแล้ว เกษตรกรต้องมีความละเอียด หมั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรู และรู้วิธีแก้ไขโรค-แมลง หรือเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูกกันทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของโรคเชื้อราทั้งทางดินและทางใบ

การเพาะเมล็ดและดูแลต้นกล้าดาวเรือง

วัสดุเพาะเมล็ดที่แนะนำคือ “พีสมอสส์” ที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์เกษตร หรือร้านจำหน่ายสารเคมี ซึ่งนิยมนำมาเพาะกล้าพืชต่างๆ เนื่องจากพีสมอสส์มีธาตุอาหารที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตในช่วงแรกของต้นกล้า และขุยมะพร้าวร่อนซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี

โดยใช้พีสมอสส์ 2 ส่วน ผสมกับขุยมะพร้าวร่อน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงถาดหลุมรดน้ำให้มีความชื้นพอประมาณ ให้มีความชื้นหมาดๆ คือใช้มือกำวัสดุเพาะ ถ้ากำแล้วเป็นก้อนเป็นอันใช้ได้ หรือจะใช้พีสมอสส์เดี่ยวๆ ก็ได้ เช่นเดียวกับคุณบุญเรือง ใช้พีสมอสส์ล้วนๆ ในการเพาะเมล็ดดาวเรือง เพราะได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ และประกอบกับไม่ได้เพาะเมล็ดจำนวนมากๆ เหมือนสวนใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ขุยมะพร้าวมาเป็นส่วนผสมในการลดต้นทุนวัสดุปลูก

เมื่อนำวัสดุปลูกใส่ในถาดเพาะ จะเลือกใช้ถาดเพาะแบบ 200 หลุม ใส่วัสดุเพาะจนเต็มหลุม เกษตรกรบางท่านอาจจะใช้ไม้จิ้มทำหลุมแล้วนำเมล็ดดาวเรืองวางเรียงลงหลุมแนวนอน แต่วิธีการทำหลุมเพื่อหยอดเมล็ดของคุณบุญเรือง จะใช้วิธีการเรียงซ้อนกันของถาดเพาะ ซึ่งก้นแหลมๆ ของถาดเพาะจะกดวัสดุปลูกเป็นหลุมได้อย่างพอดี จากนั้นก็นำเอาเมล็ดมาหยอด วางเมล็ดแนวนอน หลุมละ 1 เมล็ด แล้วใช้พีสมอสส์กลบเมล็ด ปาดให้วัสดุเพาะเสมอ

จากนั้นก็จะรดน้ำ การรดน้ำจะใช้กระบอกฉีดน้ำพ่น เพราะมีหัวฝอยขนาดเล็ก ไม่ควรใช้น้ำจากสายยางหรือบัวรดน้ำที่มีรูขนาดใหญ่รดน้ำ

แต่เทคนิคเพิ่มเติมคือ การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อคลุมถาดเพาะเอาไว้ เพื่อรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ ซึ่งจะส่งผลให้การงอกของเมล็ดดอกดาวเรืองดีและขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นช่วงที่เมล็ดพัฒนาการงอกให้ต้นกล้าได้รับการพรางแสง ประมาณ 80% เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงบานเต็มที่ ให้มีการพรางแสง ประมาณ 50% เป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นเมื่อต้นกล้าพัฒนาใบจริงขึ้นมา 1 คู่ จึงสามารถให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดปกติโดยไม่มีการพรางแสง

เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 13-15 วัน หลังจากวันเพาะ หรือให้สังเกตว่าต้นกล้ามีใบจริง ประมาณ 1-2 คู่ หรือรากเจริญเต็มหลุมหรือลำต้นมีสีแดง จึงสามารถย้ายปลูกลงแปลงได้

ในช่วงนี้เกษตรกรควรเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งหากต้นกล้าที่เพาะมีความสมบูรณ์แข็งแรงดี การเจริญเติบโตหลังจากลงแปลงก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การย้ายกล้าในกรณีที่ต้นกล้ามีอายุมากเกินไป หรือเกิน 18-20 วัน จะทำให้ระบบรากแพร่กระจายได้ช้า การเจริญเติบโตก็ช้าไปด้วย และในบางที่การเพาะเมล็ดในช่วงฤดูหนาวเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงฤดูหนาวเมล็ดดาวเรืองมักจะงอกช้ากว่าปกติ ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกสายพันธุ์ สาเหตุอาจเนื่องมาจากว่าความหนาวเย็นไปทำให้การเจริญเติบโตของเมล็ดช้าลง ทำให้การงอกของเมล็ดช้ากว่าฤดูกาลปกติ 1-2 วัน

ดังนั้น เพื่อให้การงอกของเมล็ดเร็วขึ้น จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้ผ้าคลุมแปลงเพาะ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่แปลงเพาะ หรือโดยการแช่เมล็ด ด้วยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ก่อนที่จะเพาะ เนื่องจากสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต มีคุณสมบัติในการแก้การฟักตัวของเมล็ดพืชได้

การเตรียมแปลง

วัสดุปรับปรุงดินมีดังนี้ โดโลไมท์ ใส่เพื่อปรับปรุงค่าความเป็นกรด-ด่าง ในดิน ซึ่งค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรือง จะอยู่ในระดับ 6.5-6.8 อัตรา 0.5 ตัน ต่อไร่ แกลบดิบ ใส่เพื่อให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับแหล่งที่เป็นดินเหนียวไม่ร่วนซุย ระบายน้ำไม่ดี อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน ต่อไร่

การขึ้นแปลงปลูกดอกดาวเรือง ความสูงของแปลง 25-30 เซนติเมตร สำหรับแปลงปลูกที่ปลูกแบบยกแปลงและให้น้ำตามร่องน้ำ ส่วนการปลูกบนที่ดอน อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นแปลง ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู ลักษณะดิน ลักษณะพื้นที่

ความกว้างของแปลงปลูก 80-100 เซนติเมตร สำหรับหลังแปลงหากวัดจากฐานแปลง ประมาณ 110-120 เซนติเมตร ระยะระหว่างแปลง ประมาณ 40-50 เซนติเมตร หรือตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

ในบางพื้นที่หรือบางสวนมีการใช้พลาสติกคลุมแปลง เพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูก แล้วเจาะรูบนพลาสติก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรือไม่ปูพลาสติกคลุมแปลง ก็จะต้องมีการฉีดยาคลุมหญ้าพ่นสารกำจัดวัชพืชแบบควบคุมก่อนงอกด้วยสารอะลาคลอร์ ในช่วงระหว่าง 2-3 วัน ก่อนการย้ายปลูก

ในช่วงพ่นสารกำจัดวัชพืชดินต้องมีความชื้นเพียงพอ เพื่อสารเคมีกระจายคลุมเมล็ดวัชพืชได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ถูกดูดซับด้วยอนุภาคดิน

ส่วนปุ๋ยรองพื้น ให้ 15-15-15 และ 15-0-0 ผสมกัน ในอัตรา 1 : 1 ใช้ในปริมาณที่ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมลงในแปลง หรือรองก้นหลุม

การย้ายกล้าดาวเรืองปลูก

ไม่ควรย้ายกล้าดาวเรืองไปปลูกในขณะที่ต้นกล้ามีอายุมากจนเกินไป เพราะการย้ายกล้าที่มีอายุมากทำให้ระบบรากของพืชแผ่กระจายได้ช้า เนื่องจากระบบรากแก่เกินไป

ดังนั้น การย้ายกล้าในขณะที่รากของพืชยังไม่แก่เกินไป จะทำให้ระบบรากของพืชมีการพัฒนาได้ดีกว่า การหาอาหารของรากพืชก็เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

โดยอายุของต้นกล้าไม่ควรเกิน 20 วัน แนะนำให้ย้ายปลูกในช่วงบ่ายหรือเย็นเป็นต้นไป เนื่องจากต้นกล้าสามารถตั้งตัวได้ดีกว่าการย้ายปลูกตั้งแต่ช่วงเช้า

อย่างปลูกช่วงเย็น คุณบุญเรือง จะให้น้ำไว้ก่อนช่วงเช้าเพื่อให้ดินพอมีความชื้น ระยะปลูกจะใช้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.2 เมตร แล้วแต่ฤดูกาล ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนแนะนำให้ปลูกแถวคู่ จะช่วยในการเก็บความชื้นในดิน ส่วนหน้าฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดโรคได้ดี

แต่ถ้าระยะห่างในการปลูกดอกดาวเรืองในหน้าหนาว ควรอยู่ที่ 40 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างจากฤดูกาลอื่น และการปลูกเป็นแถวคู่จะให้ผลดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว เพราะในช่วงฤดูหนาวความชื้นในดินและอากาศมีน้อย

การปลูกเป็นแถวคู่จะสามารถเก็บความชื้นในดินได้ดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว

แต่ในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว เนื่องจากสามารถลดการเกิดโรคพืชได้ หรือบางท่านประยุกต์ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมให้เหมาะกับสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูก เช่น กลุ่มดาวเรืองต้นสูง ใช้ระยะปลูก 45×45 เซนติเมตร (55×55 เซนติเมตร สำหรับฤดูฝน) กลุ่มดาวเรืองต้นกึ่งสูง ใช้ระยะปลูก 45×45 เซนติเมตร (35×35 เซนติเมตร สำหรับฤดูหนาว) และกลุ่มดาวเรืองต้นเตี้ย ใช้ระยะปลูก 35×35 เซนติเมตร

ระบบน้ำดาวเรือง

การให้น้ำดาวเรืองตัดดอกมีหลากหลายวิธี ซึ่งมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรืองตัดดอก ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่คือ คุณบุญเรือง อธิบายว่าตนเองยังเป็นมือใหม่ เลยเลือกใช้ระบบปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงปลูก เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ให้น้ำ และถนัดการให้น้ำแบบนี้ เนื่องจากใช้กับการปลูกข้าวโพดมาก่อน

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้น้ำไม่ค้างบนดอก เหมือนการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และช่วยลดอุณหภูมิในดิน ทำให้ระบบรากเติบโตดี แต่จะมีปัญหากับการระบาดของโรคทางดินได้ง่าย และเป็นอุปสรรคในช่วงการเก็บเกี่ยวเนื่องจากต้องเดินบนร่องน้ำ

แต่สวนดาวเรืองใหญ่ๆ ที่เห็นจะใช้วิธีการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และระบบน้ำหยด เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณน้ำ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะใช้น้ำน้อยกว่าการให้ตามร่อง

ข้อเด่นของการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิช่วงอากาศร้อน และช่วยชะลอน้ำค้าง น้ำฝน จากดอกและใบ ลดปัญหาการเกิดโรคได้

ข้อด้อย จะมีน้ำค้างบนดอกและจะเกิดจากการระบาดโรคดอกลายหากเกษตรกรให้น้ำในช่วงเย็น

ส่วนการให้น้ำในระบบน้ำหยด ข้อเด่น สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ ประหยัดน้ำ น้ำไม่สัมผัสส่วนของใบและดอก ช่วยลดการเกิดโรคดอกลาย ใบจุด และสามารถให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำได้ ทำให้จำนวนครั้งของการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น

ข้อด้อย ระบบนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเรื่องของระบบน้ำนั้นก็ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและปัจจัยของแต่ละคนไป

การเด็ดยอด

หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน เด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะได้สามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก

โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอด จะทำให้ดาวเรืองสามารถออกดอกได้เร็วกว่า ต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร

ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรืองจำพวกเพลี้ยไฟไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้