พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

อันกุลสตรี เหมือนดวงมณีมีค่า

สวยเอยสวยกว่า หอมเอยหอมกว่าดอกไม้

ฉันรักบุปผา ฉันนำบุปผา มาร้อยมาลัย

ให้ทุกสตรี หอมคุณความดี มีสุขเอย

เป็นท่อนสุดท้ายจากบทเพลง ชื่อกุลสตรี ซึ่งขับร้องโดย คุณจินตนา สุขสถิตย์ ประพันธ์คำร้องโดย ครูชาลี อินทรวิจิตร ประพันธ์ทำนองโดย ครูสง่า อรัมภีร์ ถ้านับอายุเพลงแล้ว ก็เกือบจะเท่าสุภาพสตรีวัยกลางคน ซึ่งมีสิทธิ์เป็นคุณย่า คุณยายได้เลย

คำร้อง หรือเนื้อเพลงนี้ น่าจะนำมาเผยแพร่ แทรกแซงบทเพลงที่ชื่นชม “วันแห่งความรัก” หรือเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพราะได้ให้สติแก่เหล่าสตรีทั้งหลายให้ยังคงรักษาความงามแห่งความเป็น “กุลสตรี” เหมือนกับตัวละครในหนังสือ “ผู้ดี” ซึ่งเขียนไว้โดยท่านผู้ใช้นามว่า “ดอกไม้สด” อันเป็นนามปากกาของ หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินทร์ ที่ได้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2481

ความเป็น “กุลสตรี” ดูเหมือนจะมีความขัดแย้ง หรือสวนทางกับเทศกาลวันวาเลนไทน์ เนื่องจากวัยรุ่นปัจจุบันนี้ นำคำนี้มาตีความว่าเป็นวันของพวกเขาที่จะกล่าวถึง และแสดงออกเกี่ยวกับความรักอย่างอิสระ มีสิทธิ์ที่จะบอกความในใจ หรือจะบอกรักใครได้อย่างไม่มีกำแพงประเพณีใดๆ ขวางกั้น นี่แหละคือเหตุผลที่น่า “ห่วง” ว่าความเป็นกุลสตรีที่มีอยู่ในตัวหายไปไหน เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึง อยากจะแปลงข้อคิดเตือนใจจากสโลแกนครั้งหนึ่งมาใช้ว่า “เอาวาเลนไทน์กลับไปดีๆ เอากุลสตรีคืนมา”

จากบทเพลงหลายๆ บทเพลงที่นำ “ภาษาดอกไม้” มาใช้แทนความรัก คุณค่าความงาม ความดี เปรียบเทียบเหล่ากุลสตรีทั้งหลายเป็นดอกไม้ที่รวยรินกลิ่นหอม แต่ก็…”แพ้ความหอมกรุ่น หอมคุณสมบัติสตรี” ทั้งยังมีคำยืนยันในบทเพลงอีกว่า “…ฉันมองบุปผา ฉันรักบุปผา รักมาลี รักเหมือนสตรี รักคุณความดีของตน” ก็แสดงว่าดอกไม้พฤกษานานาพันธุ์ก็เกิดมาเพื่อความดีเช่นกัน

ดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ ถ้าไม่ติดยึดเพียง “ดอกกุหลาบ” ก็มีมวลมาลี มวลไม้ดอกที่ใช้เป็นตัวแทนแห่งความรักได้ทุกดอก เพราะคุณสมบัติของดอกไม้ตามแต่ละชนิดย่อมมีคุณสมบัติ ความดี และคุณค่าในตัวเองทุกพฤกษาพรรณ

ดังนั้น ถ้าหากว่าจะเปรียบเทียบมวลพฤกษามาลีแต่ละชนิดพรรณ ก็ย่อมจะอนุมานได้กับเหล่าสตรีแต่ละนางได้เช่นกัน ซึ่งแต่ละชนิดดอกก็บอกได้ว่า สีดอกสวย กลิ่นดอกหอม มีความคงทน นานๆ ออกดอก บานเช้าเหี่ยวเย็น กลิ่นดอกไม่พึงประสงค์ กลีบดอกร่วงเร็ว ซึ่งล้วนแล้วเปรียบกับสตรีได้ทุกๆ คุณสมบัติที่กล่าวมา และมีมากกว่าที่กล่าวไว้ด้วย

ลองหันมามองมวลเหล่าสตรี ทุกนารีก็มีคุณสมบัติ ความงาม คุณความดี วิถีแต่ละนาง แต่ละอนงค์ เป็นอัตลักษณ์เฉพาะนางได้เช่นกัน มีสิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับมวลดอกไม้ คือชื่อนามที่เรียกขานนั้น ที่จะระบุเอกลักษณ์ของความเป็นสุภาพสตรี กลายเป็น “พฤกษานารี” บ่งบอกความเป็น “ผู้หญิง” โดยเราลองมาร่วมค้นหาพฤกษาที่มีชื่อ ที่ผู้หญิงทั้งหลายใช้เป็นคำเรียกขานแทนตัว พอจะเป็นตัวอย่างที่เมื่อเอ่ยนามแล้ว ชวนให้จินตนาการถึงเจ้าของนามนั้นๆ ดั่งดอกไม้งาม

กระดังงา กฤษณา กรรณิการ์ ก้านทอง กาหลง กุหลาบ กุมารี กระถิน กาดหอม การะเกด

ไข่ดาว ขมิ้น ข้าวจี่ เขี้ยวกระแต

คัดเค้า แคทลียา คำฝอย แคแสด

จันทน์กะพ้อ จำปี จำปูน จามจุรี จันทน์แดง จันทนา

ชบา ชวนชม ช้องนาง ชมนาด ชงโค

ซ่อนกลิ่น

ตันหยง ตรุษจีน แตงไทย แตงโม

ดาวเรือง เดือนฉาย

เทียนกิ่ง

นมแมว นางแย้ม โนรา

บานเย็น บัวผัน บัวเผื่อน บัวคลี่ บานบุรี เบญจวรรณ บุหงา บุนนาค บัวนิล

ปาหนัน ปีบ

ผกากรอง ผกาแก้ว

พวงแสด พวงทอง พวงแก้ว พิกุล พุดจีบ พวงชมพู พวงหยก พุทธชาด พุดซ้อน

เฟื่องฟ้า

มะลุลี มะลิวัลย์ มณฑา มะลิซ้อน

ยี่หุบ ยี่สุ่น ยี่โถ

รำเพย รวงผึ้ง รสสุคนธ์ ราตรี

ลำดวน ลั่นทม ลดาวัลย์

สร้อยฟ้า สายน้ำผึ้ง สารภี สะแกวัลย์ สร้อยสุมาลี เสาวรส

หิรัญญิการ์ หอมนวล

อรพิม อัญชัน อรัญญิการ์ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง อรคนธ์

ก็พอจะเป็นตัวอย่าง นามพฤกษา แทนชื่อนารี เหล่ากุลสตรีทั้งหลายได้

เมื่อได้กล่าวถึงนามพฤกษานารีแล้ว ขออนุญาตที่จะกล่าวถึงบทบาทของกุลสตรีที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากบทบาทของสังคมปัจจุบัน ให้โอกาสที่จะแสดงออกสำหรับสิทธิส่วนบุคคล จนอาจจะเกินเลย “บริบท” ของความพอดีแห่งคุณค่าของกุลสตรีที่จะพึงปฏิบัติ โดยเฉพาะวัยรุ่นปัจจุบัน ที่รับเอาพฤติกรรมต่างธรรมเนียมประเพณี หรือยึดถือ “ลัทธิเอาอย่าง” เห็นพฤติกรรมของชนต่างประเพณีนิยมเป็นแบบอย่าง

มีเนื้อร้องของบทเพลง “กุลสตรี” ตอนหนึ่ง ประพันธ์ไว้ว่า

นารีมีความสวยสามประการ

สวยน้ำคำร่ำกล่าวขานหวานหวานกับทุกคน

สวยน้ำใจใสเย็นเช่นหยาดฝน

สวยน้ำมือคือน้ำมนต์ รู้จักปรนนิบัติทั่วไปฯ

ได้เคยนำบทเพลงเพลงนี้ประกอบงานเขียน “พฤกษากับเสียงเพลง” มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี ดีใจมากที่ได้อ่านพบคำวิจารณ์ จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ถามหาบทเพลงนี้ว่า “กุลสตรี เพลงดีหายไปไหน” ในฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553 เพราะกล่าวถึงงานฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2553 โดยกล่าวถึงว่า

“วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม นี้ ก็จะเป็นวันสตรีสากลอีกแล้ว มีเพลงไทยสากลที่เหมาะจะเป็นเพลงประกอบวันสตรีสากล ไม่เฉพาะปีนี้เท่านั้น แต่เหมาะกับวันสตรีสากลตลอดไป คือ เพลง “กุลสตรี”

เมื่อเอาคำร้องในเพลง กุลสตรี มาพินิจวิเคราะห์แล้ว เพลงนี้กระทรวงศึกษาธิการ น่าจะนำมาให้นักเรียนหญิง นักศึกษาหญิง ฝึกหัดขับร้องให้ได้ทุกคน เพราะทุกคำในเพลงนี้ เป็นคำสอนลูกผู้หญิงให้รู้จัก รักนวล สงวนตัว รู้ว่าความสวยที่แท้จริงของลูกผู้หญิงคืออะไร

มุมมองของลูกผู้หญิงที่เป็นกุลสตรี ที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร บรรยายไว้ในบทเพลง คือความสวยสามประการ ที่ทำได้ไม่น่าจะยากเย็น คือ งามน้ำคำ งามน้ำใจ และ งามน้ำมือ ที่ปรนนิบัติ พ่อ แม่ หรือสามี ล้วนแต่ทำให้ลูกผู้หญิงเป็นสุภาพสตรีที่สูงค่า ซึ่งผู้หญิงควรมีไว้เป็นคาถาประจำใจ”

นักบุญ Valentine ถูกประหารชีวิตตั้งแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมันเคลาดิอุสที่ 2 เป็นเหตุการณ์บันทึกกี่ปีผ่านมาแล้ว แต่ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกคู่ของชาวตะวันตกที่จะทดลอง ทดสอบมิตรภาพความสัมพันธ์ เพื่อจะครองคู่อยู่รักกัน 1 ปี ว่าอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ โดยมีเทพเจ้าองค์หญิง เทพธิดา Juno Februata เป็นผู้ดูแลความรักให้ ตามตำนานที่กล่าวขานเชื่อกันมานี้ แต่เชื่อมโยงมาถึงเมืองไทยเราเมื่อไหร่มิทราบได้ ซึ่งทำให้เหล่ากุมาร กุมารีของเราตื่นเต้นที่รอให้ถึงวันวาเลนไทน์ เพื่อจะรอมอบดอกไม้และความรักซึ่งกันและกัน แทนความหมายที่ตราตรึงหัวใจทั้งผู้รับและผู้มอบให้ จนอาจจะมีใครบางคนลืมสะกดคำว่า “กุลสตรี”

มีบทเพลงที่กล่าวถึงดอกไม้ เชื่อมโยงกับวันวาเลนไทน์มากมาย ไม่เพียงแต่สมัยก่อนที่ได้กล่าวถึง เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ เอกลักษณ์และสัญลักษณ์ที่วัยรุ่นใช้เป็นตัวแทน บ่งบอกความรู้สึก ความในใจ มักจะแสดงออกโดยวิธีมอบดอกไม้ ตามแบบที่เห็นสากลปฏิบัติ โดยซึมซับเข้ามาเป็นประเพณีของวัยรุ่นแล้ว ผ่านมาถึง ณ วันนี้ รู้สึกเป็นห่วงต่อพฤติกรรมแฟชั่นนิยมของวัยรุ่น ที่รู้จักเพียงว่า วันนี้เขาทำอะไรกัน โดยไม่เข้าใจว่าที่มาของกิจกรรมประเพณีนั้นมีความเป็นมาอย่างไร และถูกครอบงำด้วยระบบธุรกิจเข้ามาผสมผสานผลประโยชน์ มาเสริมเติมปรุงแต่ง จึงกลายเป็นวันธุรกิจแห่งความรักไปด้วยความเต็มใจของทุกฝ่ายอย่างกลมกลืน และด้วยโลกปัจจุบันที่ “ไร้พรมแดน” จึงไม่มีกำแพงใดๆ ที่จะหยุดยั้งวัยรุ่นปัจจุบันได้เลย

มวลดอกไม้ที่นำมาสื่อแทนความหมาย บอกความรู้สึกเป็นตัวแทนความในใจที่อาจจะเรียกว่าเป็น “พฤกษาสวาท” มักจะคิดถึงดอกกุหลาบเป็นอันดับแรก ซึ่งได้รับการล้อมกรอบ ตีความว่าเป็นดอกไม้วันแห่งความรัก วาเลนไทน์ ความเป็นจริงดอกไม้ทุกดอก ทุกชนิด น่าจะใช้สื่อความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความรักได้โดยไม่จำกัดอายุ เพศ และสถานภาพแห่งความรักเลย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นที่ปรารถนา เนื่องจากไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ก็ได้ เพราะเป็นการเอ่ยถึงความรักด้วยการกระทำ เช่น กุหลาบสีแดง แทนคำว่า “ฉันรักเธอ” กุหลาบสีขาว บอกถึงความรักที่บริสุทธิ์ จริงใจ กุหลาบสีชมพู ให้รู้ว่า หวาน โรแมนติกสู่ห้วงเสน่หา กุหลาบสีเหลือง มีแนวสดใสแบบเพื่อน แต่แปลกที่เมื่อกล่าวถึง กุหลาบสีดำ จะตีความหมายเป็นรักอมตะ รักนิรันดร์ ยั่งยืน ดังเนื้อเพลงบทหนึ่ง ที่กล่าวว่า “…กุหลาบดำ จำวาจาเจ้าฝากไว้ กุหลาบไซร้ คือรักแท้ที่เฝ้าฝัน สีดำหรือคือความรัก จักคงมั่น กุหลาบดำจึงแทนคำรักนิรันดร์”

มีความหมายอีกอย่างกับจำนวนดอกที่จะบอกความรู้สึก แทนความในใจได้เช่นกัน เนื่องจากมีมอบให้แก่ ตั้งแต่ 1 ดอก ถึง 101 ดอก โดยนิยามความหมายว่า 1 ดอก บอกความหมายว่ารักแรกพบ 3 ดอก บอกว่าฉันรักเธอ 9 ดอก บอกว่าจะรักเธอตลอดไป 12 ดอก บอกขอให้เธอเป็นคู่กับฉัน 13 ดอก บอกเธอเป็นเพื่อนแท้ของฉัน 40 ดอก บอกว่ารักแท้ 99 ดอก บอกรักเธอจนตาย ถ้าเป็น 101 ดอก บอกว่าฉันมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น จะสงสัยอยู่หน่อยเดียว ช่อมัดดอกกุหลาบ 101 ดอก จะใหญ่แค่ไหน หนามกุหลาบจะตำอกคนรักหรือไม่ แต่ก็หายสงสัย เมื่อได้ยินเพลง “กุหลาบแดง” ซึ่ง คุณไก่ พรรณนิภา ขับร้องไว้ตอนหนึ่งว่า “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดอก บ่งบอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ บ่งบอกว่าใจฉันยังคงมั่น พันปี หมื่นวันไม่เคยหน่าย ฟ้าดินสลาย หัวใจมั่นรักเธอ” ถ้าจะสงสัยก็เพียงว่า 9,999 ดอก หากมัดรวมช่อดอกไม้วันวาเลนไทน์ จะใหญ่สักปานใด

อย่างไรก็ตาม ยังมี “พฤกษาสวาท” อีกหลายชนิด ที่บ่งบอกความรู้สึกถึงความรัก เช่น ดอกทิวลิปสีแดง บอกว่า ประกาศรักอย่างเปิดเผย ลิลลี่สีขาว หมายถึงบอกรักอย่างบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เทิดทูน ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู สื่อว่าถึงอย่างไรก็รักคุณ ดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ความหมายตรงตัวว่า โปรดอย่าลืมฉัน หรือความรู้สึกที่ดีต่อกัน แม้แต่ดอกทานตะวัน ก็ยังใช้บอกความรู้สึกคลั่งไคล้ มั่นคง และฟันฝ่าอุปสรรคต่อกัน ก็แสดงให้เห็นว่า พฤกษาจะกี่ดอก สีอะไร ก็บ่งบอกถึงความรักที่จะตราตรึงใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

หนุ่มสาววัยรุ่นปัจจุบัน คงจะตื่นเต้นกับวันวาเลนไทน์ เพราะพวกเขามีโอกาสได้แสดงออกเป็นตัวเองตามนัยแห่งวัยวุฒิ เข้าใจเชิงจิตวิทยากับเขาเหล่านั้นดี แต่ไม่อยากจะส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่พึงควรปฏิบัติของหนุ่มสาวที่จะยึดเอา “อย่าง” ที่ไม่ดีมาเป็น “เยี่ยง” ที่ไม่สมควร แต่ก็ดีใจมากๆ ที่มีการส่งเสริมให้ใช้ดอกไม้แทนใจบอกรักกันมากๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด ชาวสวนดอกไม้ ชาวไร่พฤกษา ก็จะขายดอกไม้ได้ราคาดี มีคนซื้อแน่นอน

มีบทเพลงชื่อ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ หลายบทเพลง ที่ต่างคนขับร้อง และต่างเนื้อร้อง ทำนอง ของนักร้องแต่ละท่าน เช่น

สายัณห์ สัญญา (ขึ้นต้นว่า)

14 กุมภาวันวาเลนไทน์ ของขวัญจากใจฉันมอบแด่เธอ ฝากใจดวงนี้ที่มันละเมอ คิดถึงเธอไม่มีวันลืม

กุหลาบสีแดงที่มอบแด่คุณ เพื่อเป็นไออุ่นเมื่อยามคุณเหงา ฝากไปกระซิบหัวใจเบาเบา เมื่อยามคุณเศร้า มันคงผ่อนคลาย…ฯลฯ

คุณสดใส ร่มโพธิ์ทอง ขับร้อง ขึ้นต้นว่า

14 กุมภา เป็นวันที่ลาจากน้องไปไกล น้องคร่ำครวญอยู่ชิดแนบกาย พี่เฝ้าปลอบใจ จูบซับน้ำตา…ฯลฯ

คุณเพชร สหรัตน์ ขับร้อง ขึ้นต้นว่า

14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ทุกปีดอกไม้เธอส่งมา ฉันได้รับข้อความเขียนว่า แด่…แก้วตาดวงใจ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ดอกไม้ฉันส่งให้เธอ ข้อความส่งไปได้รับไหมเอ่อ คือฉันรักเธอมากมาก…ฯลฯ

สำหรับคนที่ไม่อยากให้มีวันวาเลนไทน์ ก็คงจะไม่อยากย้อนอดีตวันนั้น เช่น ฝน ธนสุนทร ขับร้อง เพลงชื่อ “แผลเป็นวันวาเลนไทน์” ขึ้นต้นว่า

ไม่อยากให้ถึงวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาคราใด หัวใจร้องไห้ทุกครั้ง วันแห่งความรัก ต้องกลายเป็นคนรักพัง เพราะคนเคยให้ความหวัง เขาพังรักกลางกุมภา หลอกให้ไปหาแล้วลาลืมกัน กุหลาบหลุดมือซีดสั่น เห็นเขากอดกันตำตา…ฯลฯ

เช่นเดียวกับ กัน ณ ภัทร (เดอะสตาร์) ขับร้อง เพลง Bad Valentine ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ดอกไม้ละลานตาที่เขาให้กันวันนี้ แต่ฉันไม่เคยมี กี่ปีก็เป็นอยู่อย่างนั้น สุขสันต์วันแห่งความรักให้ใครต่อใครเขา แต่สุขสันต์วันแห่งความเหงา ให้เราที่ต้องเดียวดาย…ฯลฯ

จะเห็นว่า ไม่ว่า สุข หรือ โศก ก็มีดอกไม้มวลมาลีมาเป็นตัวเชื่อมประสาน เป็นทั้งผสานแห่งความรักสู่สวรรค์ หรืออาจจะมอบดอกไม้จันทน์แทนใจ

ก็อยากจะย้ำให้สติแก่กุลสตรีที่มีใจรักวันวาเลนไทน์ อย่าให้ดอกไม้นำสู่คำว่า “รักผิดทาง” จึงขอเสนอให้ฟังเพลงชื่อ “แสงทิวา” แล้วปฏิบัติตามท่อนสุดท้ายที่ขับร้องไว้ว่า “เป็นสาวคราวเดียวในชาติหนึ่งรู้เต็มทรวง สาวเจ้าควรจะหวง หวงซึ่งสิ่งสงวน รอวันคืนเมื่อถึงเวลาที่ควร ถึงคราวมอบกายใจนวล เมื่อควรนั้นคือสู่หอวิวาห์” ขับร้องโดย คุณสวลี ผกาพันธุ์ กว่า 40 ปีมาแล้ว!

“ส้มเขียวดำเนิน” ไม้ผลดาวรุ่ง ในอำเภอหนองเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

“ส้มเขียวดำเนิน” ไม้ผลดาวรุ่ง ในอำเภอหนองเสือ

“ส้มเขียวหวาน” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ลงทุนครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้นานถึง 20 ปี ส้มเขียวหวานปลูกง่าย ใช้เวลาแค่ 3 ปี ก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ส้มเขียวหวานติดผลดก มีผลผลิตตลอดทั้งปี และให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง เกษตรกรจึงหันมาปลูกส้มเขียวหวานอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั่วประเทศ

ในอดีต “ทุ่งรังสิต” นับเป็นแผ่นดินทองที่มีการปลูกส้มเขียวหวานมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 150,000 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากเกษตรกรสวนส้มในพื้นที่ตำบลบางมด เขตราษฎร์บูรณะและเขตตลิ่งชัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตส้มบางมด (ส้มเปลือกล่อน รสหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย) ประสบปัญหาน้ำเสีย จึงได้อพยพมาเพาะปลูกในอำเภอหนองเสือ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอคลองหลวง ซึ่งที่ดินมีราคาถูกและสภาพน้ำยังดีอยู่

เนื่องจากส้มเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก เกษตรกรทุ่งรังสิตส่วนใหญ่จึงนิยมทำสวนส้มแบบร่องน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงผลส้มตลอดทั้งปี ส้มเปลือกล่อนที่ปลูกแพร่หลายในทุ่งรังสิต แบ่งได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่

1. ส้มผิวบางมด ที่มีลักษณะเด่นเหมือนส้มบางมด คือผิวเป็นกระ มีตำหนิดำ-น้ำตาลแดงเข้ม รสหวานจัด อมเปรี้ยวเล็กน้อย ซังอ่อนนุ่ม กากน้อย

2. ส้มรังสิต สีเหลืองอมเขียว ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เปลือกบาง ซังอ่อนนุ่ม มีกากเล็กน้อย

3. ส้มเขียว ผิวสีเขียวอ่อน รสเปรี้ยวอมหวาน ซังอ่อนนุ่ม มีกากเล็กน้อย เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลืองอมเขียว รสหวานจัดขึ้น

4. ส้มผิวเหลืองอมเขียว เปลือกล่อน ซังอ่อนนุ่ม และกากน้อย รสหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย

ต่อมา ปี 2538 สวนส้มในทุ่งรังสิตประสบปัญหาเรื่องการระบาดของโรคและแมลง ประกอบกับสภาพแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดินเป็นกรด การแพร่ระบาดของโรคกรีนนิ่ง ทำให้ผลส้มร่วง ต้นส้มล้มตายเป็นจำนวนมาก จนต้องเลิกปลูกส้มและหันไปปลูกพืชผัก ไม้ผล และสวนปาล์มน้ำมันแทน แต่หลายรายเลือกที่จะย้ายถิ่นไปลงทุนทำสวนส้มในแหล่งใหม่ เช่น จังหวัดเชียงราย แพร่ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร ฯลฯ

“สวนส้ม” คืนถิ่นทุ่งรังสิต

สืบเนื่องจากราคาส้มที่ปรับตัวสูงกว่า กิโลกรัมละ 40 บาท จูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งรังสิต ปทุมธานี-นครนายก ฯลฯ หันมาทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลนพรัตน์ และหนองสามวัง ในเขตอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรกว่า 200 ราย ได้เลิกทำนาและหันมาปลูกส้มเขียวหวานพันธุ์ “เขียวดำเนิน” กันอย่างคึกคัก เพราะพ่อค้าแผงผลไม้ที่ตลาดไท ประกาศรับซื้อส้มเขียวหวานไม่จำกัดจำนวน เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ที่ต้องการบริโภคส้มเขียวหวานเพิ่มมากขึ้น สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ได้จัดส่งทีมนักวิชาการมาให้ความรู้ เรื่องการปลูก เตรียมดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกมากขึ้น เพื่อลดปัญหาดินกรดในสวนส้ม

ปัจจุบัน แหล่งปลูกส้มในอำเภอหนองเสือ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวส้มได้กว่า ร้อยละ 40 ของพื้นที่ มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากกว่าปีละ 17,000 ตัน สร้างรายได้สะพัดกว่า 50 ล้านบาท ในปี 2558 สวนส้มในท้องถิ่นแห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มพื้นที่ มีผลผลิตออกสู่ตลาดกว่า 4,000 ตัน

สาเหตุที่เกษตรกรนิยมปลูกส้มเขียวดำเนินกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นพันธุ์ส้มที่ต้านโรคได้ดี ลูกเขียวผิวมัน ผลดก เปลือกบาง น้ำมาก ปอกง่าย รสชาติอร่อย รสไม่เปรี้ยวจัดจนเกินไป ราคาขายส่งหน้าสวน ตั้งแต่ ราคา 14-40 บาท ตามขนาดผลส้มและช่วงฤดูกาล โดยทั่วไปราคาส้มจะถีบตัวสูงเมื่อมีผลผลิตออกตรงกับช่วงเทศกาล เช่น เทศกาลตรุษจีน (กลางเดือนกุมภาพันธ์) เทศกาลสารทจีน (กรกฎาคม-สิงหาคม) วันเช็งเม้ง (มีนาคม-เมษายน)

ตามไปดูสวนส้ม

ที่ อำเภอหนองเสือ

“พี่เมี้ยน เสมอใจ” หนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ มองสวนส้มที่ปลูกบนพื้นที่ 10 ไร่ ด้วยความหวังว่า สวนส้มของเขาจะสร้างรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ก่อนหน้านี้เพื่อนบ้านขายส้มให้แม่ค้าได้ 25 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะนี้ต้นส้มที่ปลูกมีอายุ 20 เดือนแล้ว กำลังมีผลผลิตรุ่นแรกที่สามารถเก็บออกขายได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า พี่เมี้ยนตั้งใจเก็บผลส้มที่มีอายุครบ 9 เดือน ออกขาย เพื่อให้ส้มมีรสชาติหวานอร่อยถูกใจผู้ซื้อ โดยคาดหวังว่าผลผลิตของเขาน่าจะขายได้ราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 25 บาท

ครอบครัวพี่เมี้ยน อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 137 หมู่ที่ 2 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เบอร์โทร. (082) 726-1325 พี่เมี้ยนเป็นเกษตรกรรุ่นเก๋า ที่ทำสวนส้มมาตั้งแต่สมัยที่กิจการสวนส้มรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อประสบปัญหาโรคส้ม พี่เมี้ยนก็ตัดสินใจเลิกทำสวนส้มและออกไปรับจ้างทำงานในเมืองอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะหวนกลับมาทำสวนผัก เมื่อราคาส้มปรับตัวสูงขึ้น พี่เมี้ยนมองว่าส้มเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ เมื่อ 2 ปีก่อนเขาจึงหันกลับมาทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง

สวนส้มแห่งนี้ได้ยกร่อง ขนาด 3.50 เมตร และนำดินจากท้องร่องตักขึ้นมาวางตามคันร่อง และขุดร่องน้ำลึกประมาณ 90 เซนติเมตร เขาลงทุนซื้อกิ่งตอนส้มเขียวหวานพันธุ์เขียวดำเนินมาปลูก รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ปลูกต้นส้มในระยะห่าง 3 เมตร พื้นที่ 10 ไร่ สามารถปลูกส้มได้ 420 ต้น 1 ร่อง ปลูกต้นส้มได้ประมาณ 70 กว่าต้น หลังปลูกคอยดูแลใส่ปุ๋ย ให้ยา ให้น้ำ สวนส้มตามปกติ

เมื่อต้นส้มเติบโตได้ระยะที่เหมาะสม จึงวางแผนผลิตส้มนอกฤดู โดยบำรุงให้ต้นส้มสะสมอาหารล่วงหน้ามาเป็นอย่างน้อย 45 วันก่อน จึงค่อยบังคับให้ต้นส้มออกดอกเดือนพฤษภาคม และใช้เทคนิคกักน้ำ โดยลดระดับน้ำในร่องสวน ตากดินให้แห้ง เพื่อให้ต้นส้มอดน้ำจนใบเหี่ยว หากจะให้มีผลผลิตมาก ก็ปล่อยให้ต้นส้มเหี่ยวเยอะหน่อย จึงค่อยให้น้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยาบำรุงอย่างเต็มที่ ต้นส้มก็จะผลิดอกออกลูกตามที่ต้องการ

พี่เมี้ยนไม่ปล่อยให้มีพื้นที่ว่างในร่องสวนส้ม พี่เมี้ยนตัดสินใจปลูกมะละกอขนาบ 2 ข้างต้นส้ม เพื่อเป็นรายได้เสริมรายวันระหว่างรอเก็บเกี่ยวส้ม มะละกอที่พี่เมี้ยนปลูก ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “มะละกอ จีเอ็มโอ” หาซื้อพันธุ์มาจากแม่ค้าในท้องถิ่น ปลูกแล้วทนทานต่อโรคได้ดี เป็นที่ต้องการของแม่ค้าในตลาดสี่มุมเมือง

เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พี่เมี้ยนตัดสินใจปักค้างไม้ระหว่างร่องสวนส้มเพื่อปลูกฟักเขียว ที่ปลูกใช้เวลาแค่ 2 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ ปีหนึ่งก็ปลูกฟักเขียวได้หลายรุ่น สร้างรายได้เสริมหมุนเวียนเพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเขาได้ในระดับหนึ่ง น่าเสียดายที่พี่เมี้ยนเพิ่งรื้อแปลงปลูกฟักออกไปเมื่อวันก่อน ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพแปลงปลูกฟักสวยๆ มาฝากกัน

“ดินกรด” ปัจจัยเสี่ยง

ของ สวนส้มรังสิต

ในอดีตสวนส้มรังสิตประสบปัญหาผลส้มร่วง เนื่องจากมีปริมาณทองแดงในดินสูง 110-1500 mg/kg ทำให้ผลผลิตลดลง เกิดจากความเป็นพิษของทองแดงต่อพืชตระกูลส้ม โดยจะทำลายระบบรากและนำไปสู่การขาดน้ำของต้นส้ม ทำให้ใบเล็ก ใบร่วง และรากส่วนที่นำอาหารไปเลี้ยงลำต้นหยุดการเจริญเติบโต นำไปสู่การทำให้ผลส้มร่วงได้

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ สวนส้มทุ่งรังสิตยังได้รับผลกระทบจากปัญหาผลส้มร่วง แต่ไม่รุนแรงมากเหมือนในอดีต ก่อนหน้านี้ สำนักวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนาที่ดิน สังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วิเคราะห์สภาพดินสวนส้มในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พบว่า เป็นดินเปรี้ยวมีความเป็นกรดสูง เมื่อมีการปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก ซึ่งมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก น้ำเสีย และกากตะกอนน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและสารกำจัดศัตรูพืช ทำให้มีการสะสมและเคลื่อนที่ของโลหะหนักในดิน (แคดเมียม ทองแดง และสังกะสี) ที่เป็นกรดสามารถละลายและแตกตัวอยู่ในรูปอิออนมากกว่าดินที่มีสภาพเป็นกลาง

ในการศึกษาการสะสมของโลหะหนักในดินสวนส้ม อายุ 3 ปี 6 ปี และ 9 ปี ระดับความลึก 0-30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่มีรากพืชหนาแน่นที่สุด และรากพืชดูดซับธาตุต่างๆ จากดิน พบว่า ค่าเฉลี่ยความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดิน สวนส้มที่ระดับความลึก 0-30 เซนติเมตร อายุ 3 ปี และ 6 ปี มีค่าใกล้เคียงกัน คือ 4.9 และ 4.8 อายุ 9 ปี มีค่าสูงสุดคือ 5.5 และทุกช่วงอายุ มีค่า pH ลดลงตามระดับความลึกของดิน

ปริมาณทองแดงทั้งหมดในดินสวนส้ม อายุ 3 ปี 6 ปี และ 9 ปี มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการใช้สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ซึ่งมีทองแดงเป็นส่วนประกอบ ในการกำจัดเชื้อราโดยพ่นต้นส้ม ปริมาณแคดเมียมในดินสวนส้ม มีปริมาณสูงกว่าระดับเกณฑ์มาตรฐาน การใส่ปูนนอกจากเป็นการปรับปรุงดินกรดแล้วยังช่วยในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนของแคดเมียมในดินได้ด้วย

ผลวิจัยสรุปว่า ปริมาณแคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ในดินสวนส้มทุ่งรังสิต มีการสะสมโลหะหนักเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแคดเมียมและทองแดงที่มีระดับสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การจัดการดินที่ดี มุ่งยกระดับ pH ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นส้ม การเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ตลอดจนการให้ธาตุอาหารพืชที่เพียงพอแก่ต้นส้ม จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับช่วยลดค่าความเป็นพิษของโลหะหนัก แคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ในสวนส้มให้ปรับตัวลดลงได้

“ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสด และเข้าโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

“ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสด และเข้าโรงงาน

ข้าวโพดหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกมาก เนื่องจากสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบกับตลาดมีความต้องการสูง

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสม ซึ่งให้ผลผลิตสูง รวมทั้งมีคุณภาพด้านการรับประทานดี และมีความสม่ำเสมอของพันธุ์

สำหรับพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูง เป็นพันธุ์การค้าของภาคเอกชน อาทิ พันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ไฮบริกซ์ 53 ซูการ์ 75 หรือเอทีเอส 5 และพันธุ์ซูการ์สตาร์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2”

“ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” นับเป็นอีกหนึ่งพันธุ์ที่มีคุณลักษณะที่ดี และตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เหมาะสำหรับการผลิตเพื่อตลาดฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรที่จะใช้พืชพันธุ์ใหม่ไปปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีพันธุ์ข้าวโพดฝักสดที่ได้รับการรับรองพันธุ์ พร้อมแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อสร้างรายได้หลายพันธุ์ อาทิ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์สงขลา 84-1 ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 84-1 เป็นต้น

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่สำเร็จอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” ซึ่งคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรแล้ว

ข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อ CNSH 7566 เกิดจากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้เบอร์ 75 หรือสายพันธุ์แท้ไฮบริกซ์ 4 (S)-9-1-B-B-B-B กับสายพันธุ์แท้เบอร์ 66 หรือสายพันธุ์แท้ CN-SSW 59 (S)-11-1-B-B-B-B ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ซึ่งผ่านการทดสอบการให้ผลผลิตในแปลงเปรียบเทียบเบื้องต้น แปลงเปรียบเทียบมาตรฐาน และเปรียบเทียบในท้องถิ่น ตลอดจนปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2553-2556 และผ่านการศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ข้าวโพดหวานในช่วงปีดังกล่าวด้วย

ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือกสูงถึง 2,897 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,965 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 86-1 ซึ่งเป็นพันธุ์เปรียบเทียบให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,779 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,805 กิโลกรัม/ไร่ และพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,673 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,751 กิโลกรัม/ไร่

นอกจากนั้น ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 ยังสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม มีความต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ โดยข้าวโพดพันธุ์นี้ มีอายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-73 วัน ขนาดฝัก 4.8×18 เซนติเมตร มีจำนวนแถว 16-18 แถว มีอัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 46% มีความหวาน 13.4% บริกซ์ ทั้งยังมีคุณภาพด้านการรับประทานดีใกล้เคียงกับพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 เหมาะสำหรับการบริโภคฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 สามารถปลูกได้ทั่วไปทั้งเขตน้ำฝนในเขตภาคกลาง อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี และสระบุรี และในเขตภาคตะวันตก เช่น จังหวัดกาญจนบุรี และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ชลประทานเขตภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ และสุโขทัย รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งปลูกได้ทั้งก่อนฤดูทำนาและหลังฤดูทำนา

โดยพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 1.5 กิโลกรัม และมีการจัดการดูแลง่ายเหมือนกับการปลูกข้าวโพดหวานทั่วไป

ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคดังกล่าวระบาด ควรป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำพันธุ์ไปปลูก โดยเฉพาะหลังเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรังในช่วงหน้าแล้งปีนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปได้ เพราะข้าวโพดหวานเป็นพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำที่มีค่อนข้างจำกัดได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีพันธุ์พืชสวนพันธุ์ใหม่ที่อยู่ระหว่างการเสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรอีกหลายชนิด อาทิ ทุเรียนลูกผสม ส้มสายน้ำผึhง มันฝรั่ง พริกเหลือง พริกซอส พริกขี้หนูเผ็ด พริกขี้หนูหอม กระเจี๊ยบเขียว สะตอ และมะคาเดเมียนัท เป็นต้น

หากสนใจ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธ์ชัยนาท 2” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทร. (056) 405-080-1

“ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

อาวุธติดมือของเด็กต่างจังหวัดที่ขาดเสียไม่ได้เวลาออกล่าสัตว์ นั่นคือ “หนังสติ๊ก”

อธิบายสักเล็กน้อยเผื่อคนเมืองไม่รู้จัก หนังสติ๊กเป็นอาวุธที่ทำจากง่ามไม้ มียาง 2 เส้น ยึดแต่ละง่ามไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง ขณะอีกด้านหนึ่งจะใช้แผ่นหนังสัตว์รัดเชื่อมกันไว้ ใช้สำหรับเป็นฐานรองรับลูกกระสุน ที่โดยมากมักจะใช้ดินเหนียวปั้นตากแห้ง ก้อนกรวดดินลูกรัง หรือถ้ามีกระตังค์หน่อยก็ซื้อลูกแก้ว ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีอานุภาพในการทำลายล้างสูงมากๆ

วิธีใช้นั้น ให้มือข้างหนึ่งยึดด้าม มืออีกข้างออกแรงดึงบริเวณฐานหนังสัตว์ให้ยางยืดออก เล็งไปที่เป้าหมายแล้วปล่อย

เพียงลูกเดียว กิ้งก่า นก ก็มีอันต้องดิ้นกระแด่วๆ สิ้นใจตาย

ในวันที่โรงเรียนหยุด เรามักรวมตัวกันเพื่อออกผจญภัยประสาเด็กบ้านนอก กินข้าวที่บ้านแต่เช้า ห่อข้าวติดตัวไว้สำหรับไปกินกลางวัน กับข้าวไม่ต้องนำไปด้วย ก็หวังสัตว์จำพวก นก กิ้งก่า กบ ปลา ที่จะไปตามไล่ล่ากันนั่นแหละ

ต้องได้! ไม่อย่างนั้นมื้อกลางวันไม่มีกับข้าวกิน

ทุกคนจึงฮึกเหิม และสนุกสนานกับการล่าสัตว์มาเป็นอาหารมาก คิดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับกองทัพพระเจ้าตากเพียงไม่กี่หยิบมือ ที่ฮึกเหิม มุ่งมั่น พร้อมแบบถวายหัว หลังจากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันท์

ดินเหนียวที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ อัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋า หนังสติ๊กเหน็บหลัง บางครั้งที่มืออีกข้างก็จะมีคันเบ็ดไม้ไผ่ยาวๆ สำหรับใช้ตกปลา

อาวุธอย่าง “หนังสติ๊ก” นี่เอง ที่ไม่มีใครยอมใคร

ของคนไหนสวย เพื่อนคนอื่นก็มักอิจฉา ต้องไปหาไม้มาทำใหม่เพื่อประชันกัน และแน่นอน ไม้ที่ดีที่สุดซึ่งเด็กอย่างเราพอจะหามาทำด้ามหนังสติ๊กได้ ก็คือ “มะขาม”

เรามักมีความสุขที่ได้ป่ายปีนต้นไม้ชนิดนี้เพื่อหากิ่งง่ามสวยๆ เหมาะๆ สำหรับตัดเอามาทำด้ามหนังสติ๊ก เพลิดเพลินกับการเก็บมะขามกินไป ร้องเพลงเล่นกันไป กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปจับอีกกิ่งหนึ่งอย่างไม่กลัวว่ามันจะหัก เพราะประสบการณ์ชีวิตของทั้งคนรุ่นก่อนและรุ่นเราสอนให้รู้ว่า มะขาม เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก กิ่งไม่เปราะหักง่ายเหมือนต้นไม้อื่นๆ

ดูเขียงหมูนั่นปะไร ส่วนใหญ่ก็ทำจากโคนมะขาม

สับหมูฉับ ฉับ ฉับ เป็นสิบๆ ปีก็ไม่มีวันเสียหาย

มะขามไม่ใช่ผัก อาจเรียกได้ว่าเป็น “ผลไม้” ก็คงจะไม่ผิด

ที่คนไทยคุ้นเคยเห็นจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ มะขามเปรี้ยว กับ มะขามหวาน โดยที่มะขามหวานจะมีพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์หมื่นจง พันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง ฯลฯ ซึ่งหากอยากรู้ว่าต่างกันอย่างไร ให้ไปเยือนจังหวัดเพชรบูรณ์ ดินแดนแห่งมะขามหวาน

หรือลองไปเดินเที่ยวงานเกษตรแฟร์ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะมีมะขามหวานมากมายให้ได้เลือกลองชิมรส

แต่ที่ผมคุ้นเคยคือ มะขามเปรี้ยว

โดยมากมักจะเก็บกินตามหัวไร่ปลายนา เมื่อครั้งเป็นฝักอ่อนก็ทำพริกเกลือจิ้ม ที่เหลือติดต้นเมื่อเป็นฝักดิบบางครั้งจะเก็บมาให้แม่ดองหรือทำแช่อิ่ม สุดท้าย ที่ยังเหลือติดต้นกลายเป็นฝักแก่ ก็เอามาทำเป็นมะขามเปียกได้ด้วย

ลืมบอกอีกอย่าง เม็ดมะขามสุกสามารถกินได้โดยการนำมาคั่วไฟอ่อนๆ เคี้ยวกินกรุบกรอบมาก

ผมได้พันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์มาต้นหนึ่ง ตัดสินใจจะนำไปปลูกไว้เป็นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาที่บ้าน

ด้วยความที่บ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หากต้องการได้ร่มเงาให้กับลานจอดรถก็ต้องปลูกต้นมะขามด้านทิศตะวันออก หากแต่เมื่อลองขุดดินลงไปได้เพียงจอบเดียว ก็พบว่าเป็นแนวท่อประปา คราแรกจะเปลี่ยนใจย้ายที่ปลูก แต่ด้วยความอยากได้ร่มเงาของมัน เพราะตั้งใจจะไม่ทำโรงรถ ที่สุดก็เลยขุดดินต่อและปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์ไว้ตรงตำแหน่งเดิม

มารู้อีกทีว่าดี ก็ตอนที่คนแก่คนเฒ่ามาเยี่ยมบ้าน

“ดีแล้ว ดีแล้ว…ตรงนี้แหละดีแล้ว บังแดดได้ด้วย อยู่หน้าบ้านด้วย”

ถามได้ความว่าชื่อมะขามก็พ้องเสียงกับ คำว่า “เกรงขาม” เป็นไม้มงคล ทำให้คนอื่นเกรงขาม

แต่สำหรับผมวิทยาศาสตร์อธิบายไว้ว่า มะขาม ก็เป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว ไม่เปราะหักง่าย การปลูกไว้บังแดดให้โรงรถจึงไม่ต้องห่วงเรื่องกิ่งที่จะหักลงมาทับรถสร้างความเสียหาย

สำหรับการปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์นั้นไม่ยาก แค่ขุดหลุมเตรียมดินโดยใส่ปุ๋ยคอก และดินผสมลงไป ฝังกลบดินเดิม รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน แค่นี้ต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ก็เติบโตงอกงามแล้ว เพราะเป็นต้นไม้ที่โรคและแมลงไม่ค่อยมี

ไม่เหมือนกับ มะขามหวาน ที่ค่อนข้างจะต้องดูแลอย่างพิถีพิถันกว่า

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา บ้านผมจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่

ไม่มีอะไรมาก ก็แค่มาทำกับข้าวกินร่วมกันที่บ้าน มีจับสลากของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ตามความนิยม

เพื่อนคนหนึ่งเล็งยอดอ่อนของต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ที่ปลูกไว้หน้าบ้านนานแล้ว และเมื่อถึงวาระพิเศษอย่างนี้ เขาจึงคิดอยากที่จะทำ “ต้มไก่ใบมะขามอ่อน” ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ลองลิ้มชิมรส แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า ตลาดสดเล็กๆ ใกล้บ้านวันนั้นไม่มีไก่ขาย

จึงต้องเปลี่ยนเนื้อสัตว์ แล้วก็มาลงเอยกันที่หมู

สูตรของเขาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่เท่าที่เลียบๆ เคียงๆ ดู ก็เห็นว่าไม่ต่างอะไรจากการทำต้มไก่ใบมะขามอ่อน คือมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก ต้มพอสุกแล้วยกพักไว้ก่อน จากนั้นตั้งหม้อต้มน้ำ เติมหอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ต้มจนน้ำเดือดแล้วจึงใส่ไก่ลงไปเคี่ยวให้สุก

น้ำเดือดปุดๆ ตักฟองออกสัก 2-3 ครั้ง จึงปรุงรสด้วย เกลือ น้ำปลา แล้วก็ถึงคราเติมพระเอกของเรา นั่นก็คือ ใบมะขามอ่อน

ชิมรสจนเป็นที่พอใจแล้วค่อยตักลงชาม

สำหรับน้ำมะนาว กับพริกแห้งค่อยมาปรุงในชามตอนหลัง รสใคร รสมัน

ง่ายๆ แค่นี้ ข้าวเย็นมื้อนั้นก็แซบหล้ายหลายแล้วเด้อ

ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

การปลูกผักในเมือง ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากแล้ว จากกระแสรักสุขภาพกำลังมาแรง โรคภัยที่เบียดเบียนเราอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่กินเข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่มีสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรกระหน่ำใส่อย่างไม่ยั้งมือ เพื่อรักษาไม่ยอมให้ผักถูกทำลาย แต่ยินยอมให้ผู้บริโภคผักถูกทำลายอย่างช้าๆ ด้วยสารเคมี ถามว่าเกษตรกรกินผักที่ปลูกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่กิน

ผักที่เราปลูกเองเป็นคำตอบที่เด่นชัดที่สุด ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากเราเป็นผู้ปลูกเองกับมือ คนที่มีอายุเลย 35 ปี ขึ้นไป ต้องเริ่มต้นที่จะหัดกินผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น จากข้อมูลของ กองทุนมะเร็งแห่งโรค (World Cancer Research Fund) และสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Research institute) บอกว่า การกินผักและผลไม้เป็นประจำสามารถป้องกันมะเร็งได้ 20% และการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ สามารถป้องกันได้มากเป็น 40% ฟังหูไว้หูนะครับ เราโดนฝรั่งหลอกมาหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่เรื่องน้ำมันปาล์มที่หลอกให้เรากินกันทั้งประเทศ

ความเชื่อที่มีคือ ผักมีเยื่อใยทำให้เมื่อกินลงไปแล้วผ่านลำไส้จะช่วยครูดไขมันที่เกาะติดอยู่กับผนังลำไส้ให้ออกมาพร้อมกับการขับถ่าย เลยทำให้ต้องหันมากินผักให้มากกว่าเนื้อสัตว์ แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะผักที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะกินเป็นหลัก ดันใส่พิษภัยของสารเคมีไว้เพียบ คำตอบสุดท้ายคือ ปลูกกินเองตามจุดมุ่งหมายของคอลัมน์นี้

จุดเริ่มต้นของสวนผัก

สวนผักเขตบางเขนเกิดขึ้นจากความเป็นนักวิศวกรช่างคิดของท่านผู้อำนวยการเขตคนเก่า คุณกฤษณ์ เกียรติพนชาติ ปัจจุบัน เป็นรองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา กทม. ที่เห็นพื้นที่ว่างหลังที่ทำการเขตไม่ได้ทำประโยชน์อะไร จึงมีความคิดว่าควรจะทำเป็นสวน ปลูกผักเพื่อให้คนเมืองได้เห็นว่าในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกผักได้ จากป่าละเมาะที่รกร้างมีเศษสิ่งของถูกทิ้งสะสมเหมือนกองขยะ จึงถูกทำให้กลายเป็นสวนผักในเมืองที่มีคุณค่า

คุณเจี๊ยบ หรือ คุณจันทรัศม์ จันทรศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ของเขตบางเขน เล่าให้ฟังว่า “จากความริเริ่มของ ท่าน ผอ. กฤษณ์ จัดทำสวนขึ้นมาโดยไม่ได้รบกวนงบประมาณ กทม. เลย ประมาณปลายปี 2556 เดิมสวนนี้มีสระน้ำด้วย พื้นดินก็ไม่สม่ำเสมอ ได้รับความร่วมมือจากผู้รับเหมาทำถนนที่จำเป็นจะต้องนำดินไปทิ้ง เอาดินเข้ามาทิ้งที่สวนนี้ ใช้รถไถของฝ่ายโยธาฯ ปรับดินให้เสมอ รับแผ่นปูนสำหรับรองตู้โทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้ขององค์การโทรศัพท์ฯ มาทำเป็นแผ่นปูทางเดิน และได้รับแท่งปูนจากสำนักการจราจร ของ กทม. เอง มาทำเป็นที่กั้นแปลงผัก ส่วนฝ่ายรักษาความสะอาดฯ อำนวยความสะดวกเรื่องรถรา ใช้เวลาปรับปรุงเป็นเวลาเกือบปี” ถึงบรรทัดนี้ ขอยกนิ้วให้สำหรับการเป็นนักสิ่งแวดล้อมของ ท่าน ผอ. กฤษณ์

บนพื้นที่ประมาณ 950 ตารางเมตร ถูกแบ่งเป็นสวนสาธารณะ 400 ตารางเมตร สวนผักมีเนื้อที่ใช้สอยสำหรับปลูกอยู่ 550 ตารางเมตร ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ของฝ่ายโยธาและฝ่ายรักษาความสะอาด มาช่วยกันทำแปลงผักและทางเดิน ส่วนฝ่ายพัฒนาชุมชนฯ ทำหน้าที่ปลูกผักและดูแล คุณเจี๊ยบได้เริ่มเข้าปรับปรุงดินในแปลงปลายปี 2557 เนื่องจากดินที่ถมไม่มีอินทรียวัตถุที่เหมาะสมกับการปลูกพืชผัก โดยการนำปุ๋ยใบไม้หมักจากสำนักสิ่งแวดล้อม ของ กทม. มาใส่ในแปลงเป็นหลัก และมีมูลวัวมาใส่อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ปลูกปอเทืองเพื่อทำปุ๋ยหมักสำหรับใช้ในแปลง

แปลงปลูกผักของเขตมีพื้นที่กว้าง 1.7 เมตร ยาว 6 เมตร สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร มีขนาดเหมาะสมกับการจัดการที่สะดวก แปลงผักทั้งหมดของเขตมีทั้งหมด 18 แปลง พืชที่ปลูกจะเป็นผักที่นิยมกินของคนในเมือง เช่น คะน้า กวางตุ้ง คะน้าฮ่องเต้ ผักบุ้งจีน ผักสลัด มะเขือ ผักชีฝรั่ง โหระพา พริกขี้หนูสวน พริกยำ ที่ปลูกได้ทุกฤดู ส่วนผักเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ขึ้นฉ่าย ปวยเล้ง มะเขือเทศ ผักกาดขาว หัวไชเท้า โดยจะหมุนเวียนปลูกไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำแปลงกัน ส่วนพืชผักที่ไม่ได้ปลูกในแปลงก็มี ชะอม ข้าวโพดหวาน บวบ ฟัก บางชนิดปลูกเป็นรั้ว บางชนิดก็ทำเป็นหลังคาให้เลื้อย

ทุกๆ ครั้งที่รื้อแปลงปลูกใหม่ จะต้องนำเศษผักทั้งหมดออกจากแปลงให้หมด เศษผักนั้นจะถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อนำกลับมาใส่แปลงอีกที หลังจากนั้น ก็จะสับดินด้วยจอบทั้งแปลง และใส่มูลวัว 2 กระสอบ ทุกครั้งที่มีการปลูกผักใหม่ เพื่อให้ดินมีธาตุอาหารที่พอเพียงต่อพืช ตากดินไว้ประมาณ 4-5 วัน รดน้ำที่ผสม อีเอ็ม ที่หมักจาก พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนปลูก

การปลูกจะต้องเตรียมกล้าผัก โดยใช้ตะกร้าพลาสติก ปูด้วยกระสอบมูลวัวที่ซื้อมา ใส่ดินที่ผสมไว้สูงประมาณ 2 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม ก่อนหว่านเมล็ด ส่วนเมล็ดผักใช้แช่น้ำอุ่น 6 ชั่วโมง นำมาใส่ผ้าขาวบาง ทิ้งไว้อีก 6 ชั่วโมง จึงนำมาปลูกในตะกร้า ใช้เวลาประมาณ 12 วัน ก็จะนำมาปลูกในแปลง วิธีการปลูกจะใช้นิ้วช้อนลงไปในดิน เพื่อประคองต้นขึ้นมาไม่ให้ต้นหักและรากขาด ใช้ไม้หรือนิ้วจิ้มลงไปในแปลง นำต้นปลูกลงไป กดให้แน่นพอดี และจะต้องขึงซาแรนเพื่อกันแดดให้ก่อน เนื่องจากแดดค่อนข้างแรง ประมาณ 7 วัน ก็จะนำซาแรนออก ส่วนการรดน้ำจะใช้วิธีฉีดด้วยสายยาง ปุ๋ยเคมีที่ใช้คือ ยูเรีย โดยการใส่บัวรดน้ำ ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ปุ๋ยยูเรีย 2 ครั้ง ตลอดอายุการเก็บเกี่ยว

สำหรับโรคและแมลง จะใช้น้ำหมักสะเดากับยาฉุน กากชาใช้ป้องกันหอยเจดีย์เล็ก สารป้องกันโรคพืชนี้ใช้ชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฉีดพ่นตอนช่วงเย็น บางครั้งโรคพืชที่ไม่สามารถรักษาได้ทันก็จะตัดต้นพืชนั้นทิ้งทั้งแปลงเพื่อตัดวงจรของโรคทิ้ง

ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ในเขตบางเขน โรงพยาบาลแม่และเด็ก สถาบันโรคผิวหนัง สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 โรงเรียนประชาภิบาล และชุมชนรอบๆ ข้างเขต ในราคาที่ทำเป็นถุง น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม จำหน่ายถุงละ 20 บาท ทุกชนิด ผลผลิตของเขตมีจำหน่ายไม่เพียงพอแก่ความต้องการ เนื่องจากผู้ซื้อทราบว่า การผลิตผักของสวนผักฯ ไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ทำให้ผักที่ได้มีความปลอดภัย และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค ผักที่ยอดนิยมที่สุดของสวนคือ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง และผักบุ้ง เพราะผู้ที่ได้บริโภคจะทราบว่า รสชาติของผักจะแตกต่างกับผักที่ซื้อจากตลาด

ปัจจุบัน ท่านผู้อำนวยการเขตคนใหม่ ท่านวิสุทธิ์ ธรรมวิริยวงศ์ และ คุณวันดี สิงห์เพ็ชร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคมของเขตบางเขนให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยผู้อำนวยการเขตได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เราจะเปิดตัวสวนผัก ในงานชมสวนครัวบางเขน อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 มกราคม 2559 (ที่ผ่านมา) เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการในเขตบางเขนได้เห็นว่า การปลูกผักในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เราจึงทำแปลงผักให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนเมืองที่ต้องการเริ่มปลูกผัก สวนบางเขนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอบสนองนโยบายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ปัจจุบัน หน่วยงานราชการต่างๆ ตั้งใจที่จะทำต้นแบบการปลูกสวนผักคนเมืองในพื้นที่จำกัด บริเวณหน่วยงานของตัวเอง เพื่อกิจกรรมสันทนาการของเจ้าหน้าที่เองบ้าง หรือบางหน่วยงานทำเพื่อเป็นตัวอย่างให้ประชาชนที่พบเห็นนำไปทำเป็นกิจกรรมการปลูกผักที่บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่จำกัดไม่เป็นอุปสรรคในการปลูกผัก เพราะเราสามารถดัดแปลงภาชนะต่างๆ มาปลูกผัก แทนที่จะต้องปลูกในดินอย่างเดียว และผักก็มีความต้องการแดดแตกต่างกัน สถานที่ร่มรำไรก็สามารถปลูกผักชนิดที่ชอบแสงแดดน้อยได้

สนใจเรื่องการปลูกผักในเมือง สามารถติดต่อได้ที่ คุณเจี๊ยบ หรือ คุณจันทรัศม์ จันทรศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการของเขตบางเขนได้ ที่เบอร์โทรศัพท์ (092) 278-2577

ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

สิ่งที่เป็นปัญหาสร้างความปวดหัวให้แก่เกษตรกรมาตลอดคือ โรคพืชและแมลงศัตรู แล้วยิ่งนับวันจะทวีความร้ายกาจมากขึ้น อันเป็นอุปสรรค ความยากลำบากต่อการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทุ่มเท หาทางแก้ไขและรับมือ

การพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช ถือเป็นอีกหนึ่งทางรอดเพื่อเอาชนะกับโรค/แมลง กระนั้นก็ตามมีหลายกลุ่มธุรกิจที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ พยายามระดมสรรพกำลังจากสติปัญญาของผู้เชี่ยวชาญในวงการเกษตรเพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดเพื่อให้สามารถต้านทานความร้ายแรงของโรค/แมลงศัตรู

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เป็นอีกหนึ่งธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ต่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชทางการเกษตรหลายชนิดอย่างมีคุณภาพ เชื่อถือได้ ภายใต้เครื่องหมายการค้าและชื่อที่ชาวไร่ ชาวสวน ต่างรู้จักกันดีคือ “ศรแดง” มาเป็นเวลายาวนาน

ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีพร้อมกับ คุณขจรศักดิ์ โพธะการ หรือ คุณตี๋ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการตลาดของศรแดง เพื่อไปพบกับชาวบ้านที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้น โดยใช้เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ทั้งรูปลักษณะและขนาด จึงเป็นที่ต้องการของตลาดจนนำมาสู่รายได้ที่ดี

คุณตี๋ พาไป บ้านเลขที่ 136 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสวนผักของ คุณทุเรียน ก่ำหิน หรือ คุณติ๋ม และ คุณประคอง (สามี) ทั้ง 2 คน ช่วยกันปลูกพืชอายุสั้นหลายชนิด อาทิ ถั่วฝักยาว แตงกวา มะระ ผักชี ผักรองจาน สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมานานกว่า 20 ปี

หลายปีที่ผ่านมา สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมาก การทำเกษตรกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ จนทำให้ชาวสวนทั้ง 2 คน ต่างประสบปัญหาเรื่องโรค/แมลง ศัตรูพืชเช่นเดียวกับชาวสวนคนอื่น สร้างความเสียหายต่อผลผลิตเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อ คุณติ๋ม พบว่า เพื่อนชาวสวนร่วมอาชีพได้นำเมล็ดพันธุ์มะระของศรแดงมาปลูก สามารถต้านทานโรคได้ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมากมาย ทั้งยังมีรูปลักษณะผลเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด

ด้วยเหตุนี้การปลูกพืชรอบใหม่จึงทำให้คุณประคองตัดสินใจนำเมล็ดพันธุ์มะระศรแดง ที่มีชื่อว่า เขียวหยก 16 มาปลูกทันที

คุณตี๋ ให้รายละเอียดคุณสมบัติเมล็ดพันธุ์มะระเขียวหยก 16 ว่ามีจุดเด่นที่สามารถทนทานต่อโรคยอดมะระบ้า ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้ยอดหยิกเน่า นอกจากนั้นแล้ว ยังทำให้มะระมีรูปร่างลักษณะผลสวย มีลายน้ำสวย บ่าตั้งตรง ก้นมน มีน้ำหนักพอดี จนเป็นที่ต้องการของตลาด

สภาพพื้นที่การปลูกมะระในสวนของคุณติ๋มและคุณประคองมีลักษณะเป็นการยกร่อง ความยาวร่องปลูกกว่า 40 วา ปลูก 2 แถว ต่อร่อง และห่างกัน 2 ศอก ใช้ระยะปักเสาห่างกัน ต้นละประมาณ 1 วา

สำหรับขั้นตอนการปลูกมะระพันธุ์เขียวหยก 16 คุณติ๋ม แจงว่าเริ่มจากการเพาะต้นกล้าในถาด ที่มีจำนวนกว่า 100 ช่องปลูก โดยใช้เวลาประมาณกว่า 1 สัปดาห์ ต้นกล้าจะสูงราวคืบ แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก ขณะเดียวกันได้หว่านเมล็ดผักชีลงในแปลงเดียวกันด้วย

ในระหว่างที่ต้นมีขนาดเล็ก จะใช้ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ใส่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อต้องการเร่งการเจริญเติบโตของต้นก่อน จากนั้นเมื่อมีแขนงแตกออกมาจึงเริ่มใส่ฮอร์โมนทางใบเสริมเข้าไปเพื่อบำรุงดอก พอติดผลจะใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 เพราะเป็นการบำรุงผล ระยะเวลาปลูกนับจากวันที่นำต้นกล้าลงแปลงจนเก็บผลผลิต ประมาณ 2 เดือน

ปัจจุบัน มะระที่คุณติ๋มปลูกอยู่มีอายุ 2 เดือน และอยู่ระหว่างการเก็บผลผลิต เธอชี้ว่าช่วงที่เริ่มให้ผลผลิตในระยะแรกอาจได้เพียงต้นละ 2-3 ผล และจะค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อขนาดผลเท่านิ้วโป้งบ้าง หรือบางสวนดูว่าขนาดแขนบ้างจึงห่อผล

ทั้งนี้ ช่วงเวลาการห่อผลภายในสวนเดียวกันอาจไม่พร้อมกัน เพราะการเจริญเติบโตของผลต่างเวลากัน โดยจะพิจารณาดูความเหมาะสมของขนาด ทั้งนี้ แปลงปลูกมะระของคุณติ๋มมีจำนวนหลายพันต้น แล้วผลผลิตจะค่อยทยอยออก

คุณตี๋ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การห่อผลนอกจากเพื่อป้องกันแมลงวันทองเข้ามาทำลายแล้ว ยังมีความสัมพันธ์และความสำคัญกับตลาดขายส่ง เนื่องจากการขายมะระมีลูกค้า 2 ตลาด ถ้าเป็นตลาดทางภาคใต้ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย จะชอบมะระผิวสีเข้ม เพราะต้องเผื่อเวลาสำหรับการขนส่งเดินทางจะไม่ทำให้ผิวมีสีเหลืองแล้วสุกเร็วเกินไป

ส่วนอีกตลาดอยู่แถวภาคกลาง ตลาดนี้ลูกค้านิยมเปลือกผิวสีเขียวอ่อน ดังนั้น จึงต้องห่อเพื่อจะทำให้ผิวเปลือกมีสีเขียวอ่อน ดูสวย ไม่มีตำหนิ ทำให้ราคาสูง เพราะถ้าไม่ห่อผิวเปลือกจะมีสีคล้ำ

“คราวนี้มาดูที่ขนาดหรือไซซ์ที่นิยมของตลาด เป็นขนาดผลที่ชาวสวนเรียกกันว่าหน้าสี่ หมายถึง การวางเรียงผลที่มีจำนวน 4 แถว ถ้าใหญ่กว่านี้ตลาดไม่นิยม อีกอย่างลูกค้ามักรับซื้อขนาดผลไม่ต้องใหญ่ เพื่อให้ได้จำนวนมาก

ถ้าผลขนาดหน้าสาม เวลาไปชั่งน้ำหนัก ถ้าสัก 5 กิโลกรัม จะได้จำนวนผลน้อย แต่ถ้าเป็นหน้าสี่ ขนาดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมเช่นกัน จะได้จำนวนผลมาก แม่ค้าจะชอบมากกว่า อีกทั้งขนาดผลหน้าสี่ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก เป็นขนาดที่พอเหมาะ”

แล้วให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า มะระหลังจากให้ผลผลิตแล้วจะทยอยห่อผล แล้วทยอยเก็บได้ทุกวัน ไปนานถึง 2 เดือน จึงหมดรอบ หรือถ้านับเป็นจำนวนครั้งที่เก็บ จะเก็บได้ 40-45 คราว (ครั้ง) ต่อรอบการผลิต ทั้งนี้ อาจจะเก็บทุกวัน หรือเว้นวันบ้าง แล้วแต่ชาวสวนจะดูว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เก็บขายจะดูลักษณะผิวเปลือก ถ้ามองดูว่าลายน้ำมีความเปล่ง และมีขนาดผลเหมาะจึงเก็บได้ และจะไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้ผิวปริแตกเสียหาย ราคาขายส่งมะระจากสวน กิโลกรัมละ 20 บาท (30 ตุลาคม 2558)

ช่วงเวลาที่ปลูกมะระในแต่ละรอบปีของเกษตรกรชาวสวนในแต่ละพื้นที่ไม่ตรงกัน ผู้ปลูกแต่ละสวนจะดูความเหมาะสมเองเป็นหลัก แต่สำหรับคุณติ๋มจะเลือกปลูกในช่วงที่เริ่มเข้าสู่หน้าหนาว เพราะเธอเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่การปลูกพืชจะเจริญเติบโตมีความสมบูรณ์ดี ถึงแม้จะได้ผลผลิตลดลงไปบ้าง เพราะไปกระทบกับอากาศเย็น

ระหว่างรอเก็บมะระ คุณติ๋มและคุณประคองมีรายได้อีกทางจากการเก็บผักชีขาย โดยใช้เวลาปลูกเพียง 45 วัน การเก็บแต่ละครั้งถ้ามีแรงงานมาช่วย สามารถเก็บได้ครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ผักชีขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 100 บาท (30 ตุลาคม 2558) ราคาผักชีไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีในท้องตลาด เพราะถ้าชาวสวนตัดพร้อมกันเมื่อไร ราคาจะลดลงทันที

นอกจากนั้น ในร่องน้ำยังได้เลี้ยงปลาเบญจพันธุ์ไว้เพื่อขายด้วย โดยใช้เศษพืชเป็นอาหาร ปลาที่จับได้ครั้งละเป็นตัน สร้างรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่งด้วย

คุณติ๋ม เผยว่า สมัยก่อนเวลาจะปลูกพืชผักมักไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตลาดศรีเมือง เพราะเป็นแหล่งใหญ่ ขณะนี้กำลังใช้เมล็ดพันธุ์ของศรแดงและถือเป็นครั้งแรก ซึ่งจากการปลูกมะระพบว่า ดีมากทั้งคุณภาพและปริมาณ อีกทั้งยังไม่พบการติดเชื้อหรือเป็นโรคอย่างที่เคยพบมาในอดีตเลย นอกจากนั้น ยังมีลักษณะรูปร่างสีผิวและความทนทานดี เป็นที่ต้องการของตลาด และจากประสบการณ์ที่ปลูกมะระมายาวนานจะเห็นว่าคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของศรแดงดีกว่า ทำให้ขายได้ราคาดีกว่า

คุณตี๋ บอกว่า ศรแดง มีเมล็ดพันธุ์พืชผักเศรษฐกิจหลายชนิดที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก สำหรับในพื้นที่ราชบุรีได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกมะระ แตงกวา แตงร้าน และถั่วฝักยาว ซึ่งเป็นพืชหลัก ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดราชบุรีโดยเฉพาะที่อำเภอโพธารามถือเป็นแหล่งที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นขนาดใหญ่ของประเทศอีกแห่งเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นภาคใด

“ที่ผ่านมา พบว่า หลายพื้นที่ในราชบุรีภายหลังที่ได้ส่งเสริมให้ชาวสวนนำเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดไปใช้ต่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ดังนั้น ถ้าเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ท่านใดสนใจ และเปิดใจที่จะลองใช้เมล็ดพันธุ์ศรแดงดูบ้าง สามารถติดต่อเข้าไปได้ที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด หมายเลขโทรศัพท์ (02) 831-7777 เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในเขตนั้นเข้าไปพูดคุย”

แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

กระแส “สวนผักคนเมือง” ดูจะได้รับการตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี เหตุผลหนึ่งน่าจะเกิดมาจากความเป็นพิษของพืชผักที่ใช้บริโภค และยิ่งนับวันจะทวีคูณรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่สวนผักคนเมืองเป็นแนวคิดคู่ขนานกับเกษตรอินทรีย์

หลักคิดของสวนผักคนเมือง ต้องการตอบโจทย์ข้อจำกัดบางอย่างของวิถีชีวิตคนเมือง ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือแม้แต่อาคารชุด ถ้ามีใจรักการปลูกพืชผักเป็นทุนเต็มร้อยแล้ว ก็สามารถใช้พื้นที่ตามความเหมาะสมของที่พักอาศัยสร้างเป็นสวนผักของตัวเองได้ไม่ยาก แถมยังช่วยลดความเครียด ได้ออกกำลังกายตามอิริยาบถต่างๆ หรือบางรายถึงกับสร้างรายได้เลยก็มี

อีกตัวอย่างของความสำเร็จในการแปลงบ้านเป็นสวนผัก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงแถวเขตลาดพร้าว บ้านหลังนี้หากมองจากภายนอกคงดูไม่ต่างจากบ้านพักอาศัยทั่วไป แต่เมื่อมองผ่านรั้วกำแพงกลับพบการสร้างโรงเรือนปลูกผัก อีกทั้งเมื่อแหงนหน้าขึ้นไป พบว่าที่ระเบียงชั้น 2 มีโรงเรือนปลูกผักอีกแห่ง แล้วความน่าสนใจอยู่ตรงเป็นตระกูลผักเมืองหนาวหลายชนิด??

แต่ว่าไม่ได้ปลูกไว้รับประทานกันภายในครอบครัวอย่างเดียว ยังปลูกส่งขายตามร้านอาหารด้วย เลยสงสัยว่าสภาพแวดล้อมอย่างในกรุงเทพฯ นี้ เขาปลูกผักเมืองหนาวสำเร็จได้อย่างไร…ลองไปฟังคำตอบจาก คุณสิทธิเลิศ วงศ์ธนะเอนก หรือ คุณสิทธิ์ ว่าอะไรคือที่มาของผลสำเร็จเช่นนี้

บ้านคุณสิทธิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนสตรีวิทยา 2 ซอย 10 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ หากใครมีโอกาสเดินทางมาแถวถนนโชคชัย 4 พอจะรู้บ้างว่าตรอกซอกซอยในย่านนี้มีอยู่มาก เพราะถนน/ซอยทุกเส้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ฉะนั้น บ้านคุณสิทธิ์จึงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมปากซอย 10 ที่มีทั้งถนนทางตรงและทางลัดสำหรับผู้สัญจรผ่านไป-มา

คุณสิทธิ์ เผยถึงประวัติตัวเองว่า ปัจจุบัน มีอายุ 56 ปี เดิมเป็นพนักงานบริษัทที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดูแลทางด้านไอที ลาออกมาได้สัก 4 ปี และมีเหตุผลที่ตัดสินใจลาออกในครั้งนี้คือ เรื่องความเครียดจากภาวะการแข่งขันสูง ต่อมาคือ วัยอายุที่เกือบจะ 60 ปี

ประการสุดท้าย เพราะมีใจรักด้านปลูกต้นไม้ จึงอยากจะอยู่กับต้นไม้ในช่วงท้ายของชีวิตดีกว่า และคิดว่าถ้าได้อยู่กับต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบมากแล้วจะส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง

ระหว่างทำงานในวันหยุดคุณสิทธิ์มักใช้เวลาทั้งหมดไปกับการปลูกต้นไม้อยู่กับบ้าน ซึ่งมีทั้งไม้ดอก ไม้ใบ พืชผักสวนครัว เขาบอกว่าชอบและมีความสุข เพราะรู้สึกถึงความผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่กดดันต่อสิ่งรอบข้าง ขณะเดียวกันถือเป็นการได้ออกกำลังกายไปพร้อมกันด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนจะลาออกจากงานได้คิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า จะหากิจกรรมอะไรเกี่ยวกับต้นไม้ทำ ทั้งนี้อาจทำแล้วเกิดมีรายได้บ้าง เพื่อสร้างความภูมิใจ ดังนั้น จึงมองไปที่ผักสลัด เป็นผักเมืองหนาว เป็นผักสลัดในต่างประเทศ เพราะดูเป็นความท้าทายเล็กน้อย และต้องการปลูกแบบไม่ใช้ดินหรือเป็นการปลูกแบบไฮโดรฯ

จากนั้น จึงไปหาซื้อชุดปลูกขนาดเล็กที่สามารถปลูกได้ จำนวน 25 ต้น มาทดลองก่อน แล้วพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจไปหาความรู้จากการอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้รู้ลึกมากยิ่งขึ้น

ภายหลังที่อบรมมาแล้ว จึงไปหาซื้อชุดโต๊ะปลูกอีก 1 ชุด เพื่อนำมาขยายจำนวนปลูก พร้อมไปกับการหารายละเอียดว่าจะพบปัญหาอย่างใดตามมา แล้วก็ไม่พบปัญหาอีกเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะหยุดความสนุกของคุณสิทธิ์ไม่อยู่ เพราะเขาต่อยอดการปลูกผักเพิ่มขึ้นด้วยการใช้โต๊ะปลูกสำเร็จที่ซื้อมาเป็นต้นแบบ แล้วว่าจ้างให้ช่างมาก่อสร้างให้ โดยใช้บริเวณระเบียงชั้น 2 ของบ้าน ขนาด 5 คูณ 10 เมตร เป็นโรงเรือนสวนผักไฮโดรโปนิกทันที ต่อมาอีกไม่นานจึงขยายพื้นที่มาสร้างโรงเรือน ขนาด 4 คูณ 6 เมตร อีกแห่ง บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน

ในขั้นตอนการปลูก เจ้าของบ้านให้รายละเอียดว่าก่อนอื่นไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มีคุณภาพจริง แล้วให้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะเพื่อให้เป็นต้นกล้าในถ้วยปลูกขนาดเล็ก ที่ภายในถ้วยมีวัสดุปลูกสำคัญคือหินภูเขาไฟ สัก 2 วัน จะมีต้นกล้าขนาดเล็กงอกขึ้นมา แล้วปล่อยต่อไปอีกสัก 10 วัน จนแตกใบเลี้ยง จำนวน 3 ใบ จึงย้ายลงโต๊ะปลูกขนาดใหญ่ พร้อมไปกับการให้ปุ๋ย ดูแลรดน้ำ และตกแต่งใบ

ลักษณะการปลูกผักจะแบ่งเป็นรุ่น จำนวน 5 รุ่น รุ่นละ 300 ต้น จำนวนต้นผักที่ปลูกทั้ง 2 แห่ง รวมกันประมาณ 1,500 ต้น โดยจะปลูกสัปดาห์ละรุ่นหมุนเวียน จำนวนวันนับจากเมื่อเริ่มเพาะเมล็ดต้นกล้า จนเก็บได้ ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์

“การให้น้ำต้องเป็นระบบน้ำหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง แล้วห้ามขาด เพราะถ้ารากแห้งจะเฉาและตาย การให้ปุ๋ยจะใส่ลงในถังที่ใช้เป็นระบบน้ำหมุนเวียน โดยเป็นถังขนาด 200 ลิตร ใช้ปุ๋ยเคมี จำนวน 2 ชนิด อย่างละประมาณ 400 ซีซี สำหรับสูตรการใส่ปุ๋ยผู้ปลูกแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน เพราะต้องดูความเหมาะสมของปัจจัยอื่น เช่น สถานที่ปลูก ความสมบูรณ์ของผัก”

ความถี่ในการใส่ปุ๋ยนั้น เขาบอกว่าต้องให้สังเกตระดับน้ำเป็นหลัก เพราะถ้าระดับน้ำพร่องลง ก็จะดูว่าต้องเติมน้ำให้ถึงระดับมาตรฐานเท่าไร แล้วค่อยคำนวณ ว่าต้องเติมปุ๋ยลงไปอีกเท่าไร

ผักที่คุณสิทธิ์ปลูกไว้ เน้นผักสลัดเมืองหนาว จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค (Green Oak) เรดโอ๊ค (Red Oak) บัตเตอร์เฮด (Butter Head) คอส (Cos) และผักเรดคอร์รอล (Red Corral) ความจริงผักประเภทนี้ปลูกได้ดีในเมืองหนาว จึงไม่ชอบอุณหภูมิร้อน แต่กลับชอบแดด ดังนั้น การปลูกให้มีคุณภาพจึงต้องหาวิธีแนวทางปรับ ดัดแปลง ลักษณะการปลูกเพื่อให้เกิดความเหมาะสมเท่าที่สภาพพื้นที่จะเอื้ออำนวย

“ฉะนั้น น้ำหนักต่อต้นถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวต้นมีความสมบูรณ์ สวยงาม มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักประมาณ ต้นละ 1 ขีด ซึ่งถือว่าเป็นขนาดปานกลาง แต่ถ้าหน้าร้อนคงจะด้อยลงมาบ้าง แต่จะใช้วิธีควบคุมอากาศให้มีความเหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหาย”

ด้านปัญหาโรค/แมลงที่เจอ อย่างโรคที่พบคือ รากเน่า สามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นใส่ใจดูแลรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความสมดุล อย่าให้น้ำมีอุณหภูมิสูง ควรหมั่นตัดแต่งใบ ติดตั้งระบบสเปรย์น้ำแบบตั้งเวลา เพื่อควบคุมอุณหภูมิแวดล้อมให้มีความชื้นที่เหมาะสม ส่วนแมลงศัตรูที่มารบกวนจะไม่ใช้สารเคมีกำจัด แต่จะใช้น้ำฉีดไล่

การจำหน่าย จะมีลูกค้ามารับซื้อที่บ้าน จำนวนที่ขายครั้งละ 300 ต้น หรือคิดเป็นน้ำหนัก 20-30 กิโลกรัม ขายปลีก กิโลกรัมละ 120 บาท ผักทุกชนิดมีราคาเดียวกัน จะซื้อชนิดเดียวหรือคละชนิดผักได้ แต่ถ้าซื้อจำนวน 5 กิโลกรัม ขึ้นไป คิดกิโลกรัมละ 100 บาท

ปัจจุบัน การปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกของคุณสิทธิ์ได้รับความสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นขาประจำหรือขาจร และมักรู้จักกันในชื่อ “Hydro Terrace” ทั้งนี้ เขามีกลุ่มลูกค้าประจำ 2 ลักษณะ คือ กลุ่มหนึ่งเป็นร้านอาหารที่ทำสลัด แล้วใช้ผักตกแต่ง กับอีกกลุ่มเป็นผู้ผลิตสลัดกล่องส่งขาย และการพิจารณาว่าจะปลูกผักชนิดใด จำนวนเท่าไร จะดูจากความต้องการของลูกค้าขาประจำเป็นหลัก แล้วยังบอกว่าผักที่ขายดีคือ เรดโอ๊ค และกรีนโอ๊ค

คุณสิทธิ์ บอกว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิก ถ้าใส่ใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนทำได้ ทุกเพศทำได้ ผู้สูงอายุก็ทำได้ เพียงแต่ควบคุมปัจจัย 3 อย่าง ให้ดี คือการควบคุมอุณหภูมิน้ำและสภาพแวดล้อม ดูความเข้มของปุ๋ยที่ใส่ในน้ำ และสุดท้ายคือ การปรับความสมดุลของสภาพน้ำ หรือ ค่า pH เท่านั้น ก็สามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนั้น ยังเผยถึงงบฯ ลงทุน สำหรับผู้สนใจด้วยว่า สมมติถ้าท่านมีพื้นที่สักขนาด 3 เมตร คูณ 5 เมตร ก็สามารถปลูกได้สัก 150 ต้น ก็จะมีค่าลงทุนซื้ออุปกรณ์ชุดปลูกทั้งหมดประมาณหมื่นบาท

ถามว่าในอนาคตจะคิดขยายการปลูกเพิ่มขึ้นไหม?? เจ้าของบ้านเผยว่า คงไม่แล้ว เพราะความตั้งใจแรกจะทำเป็นงานอดิเรกมากกว่า เนื่องจากชอบต้นไม้ ต้องการหาความสุข พักผ่อน เพื่อทำให้อายุและสุขภาพแข็งแรงยืนยาวนั่นคือ ความตั้งใจหลัก แต่การมีรายได้เข้ามาบ้าง ถือเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะได้มาก/น้อย ก็ไม่กระทบ ถือว่าการมีกิจกรรมทำในแต่ละวัน สร้างความสุขกาย สบายใจ เท่านั้น

“การที่พวกเราเป็นคนเมือง สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความเครียด ฉะนั้น ทางออกที่ดีคือ การหากิจกรรมอะไรก็ได้ทำ และยิ่งดีถ้ากิจกรรมนั้นมีพัฒนาการของผลสำเร็จ ดั่งการปลูกผักที่ผมทำอยู่ เพราะช่วยลดความเครียดลงได้อย่างเห็นชัด เนื่องจากความเครียดถือเป็นภัยร้ายแรงต่อตัวเองโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลจากกิจกรรมที่ทำแล้วจะก่อให้เกิดรายได้เป็นตัวเงินหรือไม่อย่าไปสนใจ เพราะผลโดยตรงที่แท้จริงจากที่คุณได้รับคือ ความสุข” คุณสิทธิ์ฝากทิ้งท้าย

สนใจ ปลูกผักไฮโดรโปนิก หรือหากต้องการผักสลัด สอบถามรายละเอียดกับ คุณสิทธิเลิศ วงศ์ธนะเอนก (คุณสิทธิ์) ทางโทรศัพท์ได้ ที่ (089) 137-5335

ผลไข่เน่า-นามขานไม่ไพเราะ แต่สรรพคุณนั้นเป็นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีเกษตร

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ผลไข่เน่า-นามขานไม่ไพเราะ แต่สรรพคุณนั้นเป็นเลิศ

ไข่เน่า หรือ คมขวาน หรือ ขี้เห็น ล้วนแต่เป็นชื่อเรียกขานในแต่ละภาคของประเทศไทย

ถือเป็นพรรณไม้ยืนต้นที่เก่าแก่หรือไม้โบราณ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ขนาดวัยใกล้เกษียณอาจจะเคยได้ยินกันบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่ามีสรรพคุณประโยชน์อย่างไร แค่ได้ยินชื่อว่า ไข่เน่า กลิ่นก็มาแล้ว

แต่มีบุคคลหนึ่งทำงานกับชุมชนในพื้นที่ป่าต่างๆ ของเมืองไทย อย่างเช่น คุณยุทธนา เพชรนิล ผู้จัดการส่วนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพื้นป่าตะวันตกจังหวัดกาญจนบุรี เห็นคุณค่าของ ไข่เน่า ที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนาอยู่มาก ขณะนั้นชาวบ้านในพื้นที่มักจะโค่นล้ม จึงคิดว่าจะมีวิธีทำอย่างไร ที่ชุมชนไม่ต้องโค่นต้นไข่เน่าทิ้ง เพราะเป็นไม้ยืนต้น อีกทั้งสารพัดประโยชน์

คุณยุทธนา เล่าอีกว่า จากที่คลุกคลีเกี่ยวกับสมุนไพรอินทรีย์ในผืนป่าตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางจังหวัดตาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู และอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งที่ตำบลแก่นมะกรูด ขอบป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ซึมซับภูมิปัญญาเก่าๆ ที่บรรพบุรุษถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น แต่การที่จะทำให้ชุมชนไม่โค่นต้นไข่เน่าก็ยากพอๆ กับการณรงค์ให้เลิกใช้สารเคมี หันมาให้ใช้เกษตรอินทรีย์ สิ่งแรกคือ ต้องให้ชุมชนเห็นสิ่งที่มีประโยชน์ก่อน

“ก่อนอื่นนั้น ผมก็คิดถึงภูมิปัญญาชาวบ้านถึงสรรพคุณของไข่เน่า ในเรื่องของการบำรุงสมอง บำรุงกระดูก เปลือกใช้รักษาตานขโมย ท้องร่วง เจริญอาหาร ผลสุกใช้รับประทานกับเกลือ รักษาโรคเบาหวาน นั้นคือสิ่งที่ได้บอกกล่าวกับชุมชน แต่กว่าชาวบ้านจะยอมรับเห็นดีด้วย ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน อย่างแรกที่ทำคือ ให้เห็นว่าเราสามารถนำผลของต้นไข่เน่าไปแปรรูปและขายได้ ให้เห็นว่าชาวบ้านจะมีรายได้จากการเก็บไข่เน่ามาขาย หรือนำมาแปรรูป”

“ผมเริ่มทำโครงการไข่เน่าแปรรูปมา ประมาณ ปี 2555 เริ่มจากการซื้อผลไข่เน่าจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ชาวบ้านไม่ต้องลงทุนอะไร? เพียงแต่ให้ขยันเก็บเท่านั้น แต่ต้นไข่เน่าจะออกผลผลิตได้ประมาณเดือนสิงหาฯ กันยาฯ เท่านั้น ต้องเก็บสต๊อกเอาไว้เพื่อแปรรูป ครั้งหนึ่งๆ ก็ประมาณ 1,000 กิโลกรัม” คุณยุทธนา กล่าว

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณยุทธนาภูมิใจอย่างมาก เพราะตอนนี้ต้นไข่เน่าตามหัวไร่ปลายนายังคงอยู่เหมือนเดิม และตอนนี้เริ่มมีการปลูกเพิ่มกันมากขึ้น จากที่เคยโค่นล้มเห็นว่าเป็นไม้ไร้ประโยชน์ ต้นไข่เน่าต้นหนึ่งกว่าจะให้ลูก ต้นหนึ่งๆ ใช้เวลาในการเจริญเติบโตก็ประมาณ 7-8 ปีทีเดียว เป็นไม้ที่ไม่ค่อยชอบอากาศหนาว เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อไข่เน่าเหมือนกัน เพราะฟังดูแล้วไม่ไพเราะ แต่ต้องล้างความคิดนี้ออกไป เพราะโบร่ำโบราณเขาตั้งชื่อกันมาอย่างนี้ก็คงมีเหตุผล

การทำน้ำไข่เน่า

ส่วนประกอบ

1. ผลไข่เน่า 75 กรัม

2. มะขามเปียก 30 กรัม

3. ใบเตย 15 กรัม

4. น้ำเปล่า 2 ลิตร

5. น้ำตาลกรวด 400 กรัม

6. เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. เติมน้ำ 2 ลิตร ในหม้อ แล้วต้มให้เดือด ใส่ผลไข่เน่า 75 กรัม ต้มเคี่ยวประมาณ 30 นาที

2. ใส่มะขามเปียก 30 กรัม ใบเตยสด 15 กรัม เติมน้ำตาลกรวด 400 กรัม ต้มต่อไปอีก 20 นาที ทิ้งไว้พออุ่นๆ

3. กรองด้วยผ้าขาวบาง รินใส่แก้วดื่มอุ่นๆ หรือเก็บใส่ตู้เย็น

นอกจากจะทำน้ำไข่เน่าแล้ว คุณยุทธนายังมีไข่เน่าแช่อิ่มด้วย สำหรับไข่เน่าแปรรูปที่ทำนี้อยู่ได้นานถึง 6 เดือน

สำหรับผลไข่เน่าที่ยังไม่สุกจะมีสีเขียวและแข็ง ผลสุกแก่เต็มที่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำเทาอ่อนนิ่ม ผลโตประมาณ 1-1.5เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ด

สรรพคุณ ผลมีรสหวาน มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงสมอง บำรุงไต ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ผู้สูงวัยช่วยรักษาอาการอัลไซเมอร์ เนื้อไม้ของต้นไข่เน่ามีความแข็งแรงนำมาทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนได้

ในปัจจุบันนี้ ไข่เน่า ไม่ใช่ต้นไม้หัวไร่ปลายนากันอีกแล้ว หลายคนเริ่มนิยมรับประทานผลไข่เน่ากันมากขึ้น ตามตลาดนัดหรือตามละแวกขายอาหารสมุนไพร ร้านอาหารสุขภาพ จะมีผลไข่เน่ามาวางขาย ทั้งผลสุกและเป็นน้ำแปรรูป รวมไปถึงร้านขายพรรณไม้ จะมีต้นไข่เน่า ไว้จำหน่ายเช่นกัน

ต่อไปถ้าเห็น ผลไข่เน่า วางจำหน่ายที่ไหน ท่านใดที่รักษาสุขภาพก็ลองซื้อหามาลองชิมได้

ตลาดสินค้าไหมในอินโดนีเซีย

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ในส่วนของกรมหม่อนไหมก็มีการศึกษาข้อมูลด้านหม่อนไหมเพื่อเตรียมพร้อมผลักดันไหมไทยเข้าสู่ตลาดอาเซียน

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ส่ง นางสาวศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม เดินทางไปศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างการผลิตและการตลาดสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย ศึกษาค่านิยมและพฤติกรรมการซื้อสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย และแนวทางในการตรวจสอบมาตรฐานและกฎระเบียบด้านสินค้าไหมประเทศอินโดนีเซีย

โดยจากการศึกษาสถานภาพการตลาดและเก็บข้อมูลสิ่งทอ ณ ตลาดสิ่งทอที่สำคัญ ได้แก่ Sarinah Thamrin Plaza, Jakarta พบว่า การค้าสินค้าไหมในจาการ์ตา ส่วนใหญ่ไม่นิยมนำผ้าไหมหรือสินค้าจากไหมวางขายมากนัก เนื่องจากราคาสูง แต่จะวางจำหน่ายในร้านที่ได้รับความนิยม และเป็นกลุ่มลูกค้าผู้มีฐานะสูง ดังนั้น ตลาดสินค้าไหมจึงค่อนข้างแคบไม่เป็นที่นิยม และที่สำคัญคือ สินค้าที่ผลิตจากไหมหากนำมาวางจำหน่าย ส่วนใหญ่เป็นไหมที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ส่วนมากเป็นไหมที่มีการผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่นปนเข้าไป จึงทำให้สินค้าไม่มีคุณภาพ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น

“แต่หากเป็นสินค้าไหมที่ผลิตจากไทย ติดแบรนด์และป้ายว่า ไหมแท้จากไทย จะเป็นสินค้าที่ได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่นิยม ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะรุกการผลิตที่ทำเป็นแบรนด์จากไทยและระบุชัดว่า เป็นไหมแท้จากไทย เพื่อรักษาฐานลูกค้าตลาด Hi End นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาข้อมูลสถิติการนำเข้าส่งออกสินค้าไหม และกฎระเบียบในการนำเข้าส่งออกที่สำคัญของประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย” นายอภัย สุทธิสังข์ กล่าว

ตัวอย่างสินค้าเกษตร ที่ขาดดุลการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เก็บมาเล่า

สุขสันต์ สุทธิผลไพบูลย์

ตัวอย่างสินค้าเกษตร ที่ขาดดุลการค้า

ในอดีตกาล คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อผลิตข้าว ยางพารา ไม้สัก ดีบุก และอื่นๆ เหลือจากการบริโภคและใช้ในประเทศ ก็ส่งออกเป็นรายได้นำมาพัฒนาประเทศ

เช่นเดียวกัน หลายทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ นักลงทุนไทยและต่างชาติใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อใช้และบริโภค เมื่อเหลือก็ส่งออก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีรายได้จากการส่งออก ดังนั้น จึงมองแต่เฉพาะการส่งออกด้านเดียว นักบริหารระดับสูงต่างพูดกันแต่รายได้ส่งออกเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ในช่วงเศรษฐกิจดี หรือลดลงเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ช่วงชะลอตัว หาคิดเฉลียวใจว่า ยังมีการซื้อสินค้าที่ผลิตไม่ได้หรือไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าเป็นรายจ่ายอีกด้านหนึ่ง เหมือนกระเป๋าอีกข้างหนึ่งมีรูรั่ว เงินไหลออก การทำบัญชีก็เช่นกัน เมื่อมีรายรับก็ต้องมีรายจ่าย หรือเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ ตามธรรมดาการค้าของชาติต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งการขายและการซื้อสินค้าผสมผสานกันไป ถ้ามูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านำเข้า เรียกว่าได้เปรียบการค้าหรือเกินดุล ในทางตรงกันข้าม มูลค่าส่งออกน้อยกว่ามูลค่านำเข้า ซึ่งเป็นการเสียเปรียบการค้าหรือขาดดุล กรณีติดลบนี้อาจชดเชยได้จากการท่องเที่ยว หรือเข้าขั้นต้องนำเงินตราต่างประเทศที่สำรองไว้มาใช้ ซึ่งเป็นสภาวการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ของนักบริหารและวิชาการ

จากหนังสือสถิติการค้าสินค้าเกษตรไทยกับต่างประเทศ ปี 2557 ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่ง คุณจิตราภรณ์ ทองประดิษฐ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ที่ดำเนินการหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งให้ข้อมูลปริมาณและมูลค่านำเข้าส่งออก สินค้านอกการเกษตร และสินค้าเกษตร โดยภาพรวมประเทศไทยต้องเสียเปรียบดุลการค้า ตั้งแต่ปี 2554 สำหรับปี 2557 สินค้านำเข้ามูลค่า 7,425,834 ล้านล้านบาท ส่วนสินค้าส่งออกมีเพียง 7,314,700 ล้านล้านบาท จึงขาดดุล 111,134 ล้านบาท แต่มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ส่งออก 1,309,291 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่านำเข้ามีเพียง 447,167 ล้านบาท ซึ่งเกินดุล 862,124 ล้านบาท ถ้าวิเคราะห์เจาะลึกถึงสินค้าบางชนิดจะเห็นว่า ทั้งปริมาณและมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างสินค้าดังกล่าว ปี 2557 จากศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ด้วยความร่วมมือจากกรมศุลกากร และที่ผลิตได้ ปี 2556/57 และ 2557/58 จาก คุณมณฑาทิพย์ ชีไธสง นักสถิติ ฝ่ายวิเคราะห์และวางระบบข้อมูล ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร แสดงว่าการผลิตไม่เพียงพอ ดังต่อไปนี้

ถั่วเขียวผิวดำ หรือเกษตรกรและพ่อค้าเรียกกันว่า ถั่วแขก เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง บางพันธุ์เลื้อยคลุมดิน บางพันธุ์ต้นตั้งตรงเหมือนถั่วเขียว ฝักป้อม สั้น ยาว 5 เซนติเมตร เป็นรูปทรงกระบอกตรงๆ ไม่โค้งเหมือนฝักถั่วเขียว เมล็ดเหมือนเมล็ดถั่วเขียว แต่สีดำด้าน ตาเมล็ดใหญ่สีขาว อุดมด้วยกรดฟอลิก ด้วงถั่วเขียวไม่กัดกินทำลายเหมือนถั่วเขียว ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้เพาะถั่วงอกบริโภคแทนผัก ซึ่งนำมาส่งเสริมให้ปลูกเมื่อ 45 ปี ที่ผ่านมา แหล่งปลูกอยู่ทางจังหวัดเพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร ลำปาง ลพบุรี นครสวรรค์ อุตรดิตถ์ นอกนั้นปลูกกันประปรายทั่วไป โดยใช้ปลูกหลังเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตอนปลายฤดูฝน ปัจจุบัน พ่อค้าเพาะถั่วงอกใช้ถั่วนี้กันแพร่หลาย เพราะราคาถูกกว่าถั่วเขียวผิวมัน ผลิตผลที่ได้ในปี 2557 ปริมาณ 15,146 ตัน ส่งออก 6,027 ตัน แต่นำเข้า 8,382 ตัน มูลค่า 226 ล้านบาท จากประเทศเมียนมา แสดงว่าผลิตไม่พอกับความต้องการ ทางราชการน่าจะแนะนำส่งเสริมขยายพื้นที่ปลูกในแหล่งดังกล่าว

ถั่วเขียวผิวมัน เป็นพืชตระกูลถั่ว ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น อายุสั้นประมาณ 75 วัน เกษตรกรปลูก 3 รูปแบบด้วยกัน คือ อาศัยน้ำฝนก่อนทำนาปี ปลายฤดูฝนในที่ไร่ และหลังนาปี โดยให้น้ำ 1 ครั้ง ก่อนไถหว่านคราดกลบ ถ้าหว่านในชุดดินที่อุ้มน้ำความชื้นได้ดีก็ได้ แต่ให้ผลผลิตน้อย พอมีรายได้ตอบแทนบ้าง แหล่งปลูกที่สำคัญลดหลั่นลงมา ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตาก นครสวรรค์ พะเยา สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร สระบุรี แพร่ อุตรดิตถ์ ลพบุรี อุทัยธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ผลิตผลที่ได้ทั้งประเทศ ปี 2557 ปริมาณ 73,576 ตัน ใช้บริโภคและแปรรูปเป็นวุ้นเส้น แป้งถั่วเขียว ส่งออก 8,697 ตัน แต่นำเข้า 22,359 ตัน มูลค่า 700 ล้านบาท จากประเทศเมียนมา ออสเตรเลีย จีน อินโดนีเซีย ซึ่งผลิตไม่พอกับความต้องการ น่าจะหาทางส่งเสริมให้ปลูกกันมากขึ้น โดยไม่ต้องนำเข้าเสียเงินตราต่างประเทศ

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดินเหมือนถั่วอื่นๆ เกษตรกรส่วนมากปลูกเพื่อขายฝักสดรายได้ดี ประชาชนนิยมบริโภคเป็นของว่างกินเล่น ส่วนที่ปลูกขายเมล็ดแห้งมีน้อย ประกอบกับต้องลงทุนมาก ดูแลรักษามากกว่าถั่วเขียว ปลูกกันประปรายทุกภาค การปลูกมี 2 ลักษณะ คือ ปลูกช่วงฤดูแล้งเดือนพฤศจิกายน-เมษายน และฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ทั้งในนาและที่ไร่ ปลูกกันมาก ได้แก่ จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน น่าน ลพบุรี ปริมาณการผลิตทั้งประเทศ 20,396 ตัน ส่งออก 290 ตัน แต่นำเข้า 60,270 ตัน มูลค่า 1,502 ล้านบาท จากประเทศจีน เมียนมา อินเดีย สปป. ลาว เวียดนาม การแนะนำส่งเสริมให้เป็นถั่วฝักแห้งคงยาก เพราะเกษตรกรไม่ยอมรับ ปลูกพืชอื่นง่าย มีรายได้ดีกว่า

ถั่วเหลือง นอกจากเป็นพืชปรับปรุงบำรุงดินเหมือนถั่วอื่นๆ แล้ว ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีน้ำมันในเมล็ดมาก จึงบีบอัดได้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งประชาชนนิยมใช้ปรุงอาหาร นอกจากนี้ ยังนิยมกินเล่นในรูปถั่วแระเหมือนถั่วลิสง ส่วนกากใช้เป็นส่วนผสมแทนปลาป่นในอาหารสัตว์บก สัตว์น้ำ เกษตรกรปลูก 4 ลักษณะ คือ ปลูกอาศัยน้ำฝนก่อนทำนาปี ในที่ไร่ปลายฤดูฝน และฤดูแล้งหลังนาปี ทั้งใช้น้ำกับไม่ใช้น้ำ จังหวัดที่ปลูกกันมาก ได้แก่ ลำปาง เชียงใหม่ พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน แม่ฮ่องสอน แพร่ ตาก ลพบุรี ขอนแก่น นอกนั้นปลูกกันทั่วไป ผลิตผลที่ได้ทั้งประเทศ ปี 2557 รวม 59,204 ตัน ส่งออก 11,596 ตัน แต่นำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) จากสหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา 1,898,295 ตัน มูลค่า 34,996 ล้านบาท และกากถั่วเหลืองจาก 3 ประเทศข้างต้นอีก 2,889,223 ตัน มูลค่า 54,403 ล้านบาท รวมมูลค่า 89,399 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมหาศาล ที่เคยเสนอแนวทางลดการนำเข้าได้ แต่นักบริหารทุกระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่สนใจ จึงต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปีตลอดไป

งา เป็นพืชน้ำมันที่มีสารอาหารมากคือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม กับสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกำจัดหญ้าได้อีกด้วย แบ่งเป็น 3 ชนิด ตามสีเปลือกเมล็ด คือ งาดำ งาขาว งาแดง เกษตรกรนิยมปลูกงาแดง เพราะทนทานต่อสิ่งแวดล้อมดีกว่างาชนิดอื่น เกษตรกรปลูกงาดำมากที่จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี แม่ฮ่องสอน และอื่นๆ ได้ผลิตผล 1,796 ตั้น งาขาวปลูกที่นครสวรรค์ ลพบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก พะเยา นอกนั้นปลูกทั่วไป ได้ผลผลิต 350 ตัน ส่วนมากนิยมใช้งาดำ งาขาว ทำขนม และงาแดงปลูกที่นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ลพบุรี เชียงใหม่ สุโขทัย ใช้บีบน้ำมันมีผลิตผล 4,834 ตัน รวม 3 ชนิด ปี 2557 ปริมาณ 6,980 ตัน ส่งออก 5,749 ตัน แต่นำเข้า 14,073 ตัน มูลค่า 388 ล้านบาท การแก้ไขปัญหานี้คือ การขยายพื้นที่ปลูกในแหล่งเดิม และพื้นที่ใหม่ใกล้เคียงเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจมีตลาดแน่นอน

จากเอกสารการปลูกมันฝรั่งของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้รับข้อมูลกล่าวคือ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกันกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ ยาสูบ ฯลฯ ชอบอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส ช่วงเวลากลางวันสั้น กลางคืนยาว ทำให้เจริญเติบโตมีผลผลิตสูง ฤดูปลูกในที่ราบช่วงเดือนพฤศจิกายน-กลางธันวาคม เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ส่วนที่ปลูกในฤดูฝนเขตที่สูง ตั้งแต่ 800 เมตร ขึ้นไป ไม่ควรแนะนำ เพราะเป็นการทำลายป่าอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร พันธุ์มันฝรั่ง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ พันธุ์บริโภคสด อายุ 100-120 วัน และพันธุ์ส่งโรงงาน แปรรูปเป็นมันทอดแผ่นบางๆ อายุเท่ากับพันธุ์บริโภคสด ฝ่ายวิเคราะห์และวางระบบข้อมูล ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลพื้นที่ปลูกรวมกันไป ไม่ได้ระบุเป็นพันธุ์ชนิดไหน ปี 2557 พื้นที่ปลูกมันฝรั่งทางภาคเหนือ จังหวัดที่ปลูกมากลดหลั่นจากจังหวัดตาก 17,270 ไร่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน เพชรบูรณ์ ลำปาง จนถึงแม่ฮ่องสอน 285 ไร่ รวม 42,368 ไร่ ได้ผลิตผลประมาณ 95,840 ตัน ภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดสกลนคร 1,136 ไร่ นครพนม 680 ไร่ ได้ผลิตผลรวม 3,429 ตัน รวมทั้งหมด 99,269 ตัน ส่งออก 172 ตัน แต่นำเข้า 53,350 ตัน มูลค่าประมาณ 787 ล้านบาท การเพิ่มปริมาณการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภอ ที่กำกับดูแลชุมนุมสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์เฉพาะทางในพื้นที่อยู่แล้ว น่าจะสำรวจตรวจดูไม่กี่จังหวัดว่า มีมันฝรั่งชนิดไหนปลูกมากน้อยเท่าไร โดยเพิ่มพื้นที่ปลูกชนิดที่ยังขาดอยู่ ส่วนที่ปลูกเกินจะต้องให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกที่ยังขาดอยู่แทน มิฉะนั้นราคาตกต่ำขาดทุน

ข้าวโพดคั่ว เท่าที่ทราบยังไม่มีคุณภาพดีเหมือนต่างประเทศ แต่มีบางพันธุ์อยู่ในธนาคารเชื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นงานยาก ใช้เวลานาน ท้าทายอาจารย์นักวิจัย เกษตรกรจึงไม่ได้ปลูกกัน และกรมส่งเสริมการเกษตรไม่มีข้อมูลนี้ มีแต่เฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดฝักสด ข้าวโพดฝักอ่อน ปี 2557 มีปริมาณนำเข้า 7,762 ตัน มูลค่า 182 ล้านบาท แต่มีข้อมูลส่งออก 112 ตัน มูลค่า 5.6 ล้านบาท คงใช้ปริมาณนำเข้าส่งกลับไปประเทศเพื่อนบ้าน ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ ก็ได้ อนึ่ง วิธีการที่ง่ายในอดีตคือ มีหลายพืชที่นำพันธุ์เข้ามาปลูก จนได้สายพันธุ์ที่ปรับตัวดีกับสภาพดินฟ้าอากาศของเรา เช่น ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 จากไต้หวัน มาใช้เป็นพันธุ์พ่อแม่ผสมกับพันธุ์อื่น ที่มีคุณสมบัติดีบางประการ จนได้สายพันธุ์ใหม่ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นที่ผลิตไม่พอกับความต้องการ อาทิ ฝ้ายปลูกไม่ได้ผล เพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูฝ้ายในฤดูฝน อาทิ หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ย จักจั่น เพลี้ยไฟ อื่นๆ จึงต้องนำเข้าในปี 2557 ปริมาณ 322,280 ตัน มูลค่าประมาณ 21,987 ล้านบาท แต่ทว่ามีโรงงานปั่นเส้นด้าย ย้อมสี ทอผ้า และสิ่งทอผลิตเสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้ว สินค้านมและผลิตภัณฑ์นับหมื่นล้านบาท พันธุ์ไก่เลี้ยง และอื่นๆ อนึ่ง การที่จะทราบสินค้าเกษตรวัตถุดิบตัวใด ผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็ให้เอาปริมาณการผลิตในประเทศ รวมกับปริมาณนำเข้า แล้วหักด้วยปริมาณส่งออก ผลลัพธ์คือปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ

เท่าที่ทราบมานานกว่า 10 ปีแล้วว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีส่วนราชการในสังกัด กระทรวงพาณิชย์ และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ในรูปแบบบูรณาการ แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การบริหารงานใหม่ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นลักษณะปิด มีเฉพาะกรมสำนักงานในสังกัด โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ส่วนราชการที่ไม่อยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจ กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการผลิต กลุ่มภารกิจบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิต และกลุ่มภารกิจด้านส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรและระบบสหกรณ์ ในที่นี้มีข้อคิดเห็นในกลุ่มที่ 4 คือ น่าจะได้พิจารณาประกาศว่า พ่อค้านักธุรกิจทุกรายที่มาซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร จะต้องจดทะเบียนกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ กับทำพันธสัญญากับกลุ่มเกษตรกรสหกรณ์ ในแต่ละพื้นที่ ตำบล อำเภอ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ในขณะเดียวกันสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะต้องให้เกษตรกรทุกรายเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสหกรณ์ด้วย โดยให้มีระเบียบวินัย รู้รักสามัคคีจากใจจริง รวมตัวกันผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในระดับท้องถิ่น จังหวัด ประเทศ เพื่อเสริมสร้างความก้าวหน้าในอาชีพที่มั่นคงเป็นปึกแผ่น ไม่ใช่ต่างคนต่างกลุ่มปลูกกันไปไร้ทิศทางเหมือนปัจจุบัน

“สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เก็บมาเล่า

“สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้”

เอสซีจี รวมพลังชุมชน ขยายผลโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต จากฝายชะลอน้ำที่สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ สู่การปรับกระบวนการคิด ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและต่อยอดไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง พร้อมเปิดตัว “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” จังหวัดลำปาง แบ่งปันความรู้ให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้ ให้แก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้เพื่อความสุขที่ยั่งยืน

คุณอาสา สารสิน กรรมการ และประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวในโอกาสเปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ว่าชุมชนบ้านแป้นใต้ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการอนุรักษ์น้ำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเข้าร่วมโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และคืนความสมดุลสู่ระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน นำไปสู่การปรับกระบวนการคิด ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนวิถีชิวิตจนสามารถพัฒนาชุมชนให้กลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคง พึ่งพาตนเองบนวิถีแห่งความพอเพียง จากผลสำเร็จดังกล่าวจึงร่วมกับเอสซีจี จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” เพื่อถ่ายทอดแนวทางให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้ ให้สามารถแก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้เพื่อความสุขที่ยั่งยืน

“ผลจากการสร้างฝายชะลอน้ำ พบความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือป่าฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ เกิดซูเปอร์มาร์เก็ตในป่า ทำให้ป่าของบ้านแป้นใต้กลับมาเป็นอู่ข้าวอู่น้ำให้กับชุมชนอีกครั้ง แต่ผลการวิจัยพบว่าชุมชนมีสารพิษตกค้างในร่างกาย เอสซีจีจึงส่งเสริมชุมชนบ้านแป้นใต้ ใช้เครื่องมือ “กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” โดยร่วมเก็บข้อมูลและจัดทำ “งานวิจัยฟื้นฟูและอนุรักษ์วิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน บ้านแป้นใต้” และสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปเผยแพร่สู่ชุมชนที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่ความยั่งยืนในอนาคต” คุณอาสา กล่าว

คุณวริษา จิตใหญ่ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านแป้นใต้ กล่าวว่า วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในชุมชนบ้านแป้นใต้ประกอบอาชีพทำไร่เลื่อนลอย ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการดูแลรักษา แต่หลังจากชุมชนเข้าร่วมโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” มากว่า 5 ปี โดยเริ่มจากการสร้างฝายชะลอน้ำ จนป่าฟื้นกลับมาสมบูรณ์กว่าเดิม มีอาหารจากป่ากลับคืนมามากกว่า 100 ชนิด และช่วงนั้นชุมชนมีปัญหาสุขภาพจากสารพิษ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะแก้ปัญหาให้ชุมชน และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ เอสซีจี ลำปาง ได้แนะนำเครื่องมือการวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาใช้แก้ปัญหา ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตและอาชีพอย่างจริงจัง สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

“จากการทำงานวิจัยท้องถิ่น ทำให้เกิดการเรียนรู้และหาคำตอบได้ว่า สร้างฝายชะลอน้ำแล้วได้อะไร เพราะนำไปสู่การบริหารจัดการดิน น้ำ และป่า ทำให้ป่าของบ้านแป้นใต้มีพืชผักและสมุนไพรเกิดขึ้นมากมาย ผลการเก็บข้อมูลพบว่า นอกจากจำนวนชนิดของสมุนไพรเพิ่มขึ้นแล้ว ชาวบ้านแป้นใต้ยังมีความรู้ในการใช้สมุนไพรมากมาย จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค นำสมุนไพรพื้นบ้านมาล้างสารพิษ ทำให้ผลการตรวจสารพิษในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และยังนำสมุนไพรไปใช้ทำลูกประคบ น้ำมันเหลือง การอบสมุนไพร และนวดแผนไทย ช่วยรักษาโรคและรับใช้ดูแลสุขภาพของคนในชุมชน” คุณวริษา กล่าว

สถานีปลูกคิดปันสุข คือ ชุมชนที่เปิดต้อนรับผู้สนใจให้แวะมาศึกษาเยี่ยมเยือน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ด้วยการปลูกคิด ให้มีกระบวนการคิดที่ทันสมัย เป็นเหตุเป็นผล คิดนอกกรอบ ใช้ปัญญาแก้ปัญหา เพื่อให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ รู้เท่าทันสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมปันสุข เมื่อชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ก็พร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ ทั้งที่เป็นอุปสรรคและผลสำเร็จให้กับทุกคนได้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นชุมชน เพื่อเป้าหมายคือ ความสุขอย่างยั่งยืน

เอสซีจี ได้ร่วมกับชุมชนเปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านเตย” เป็นแห่งแรก ที่ชุมชนบ้านเตย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เพื่อส่งเสริมชุมชนถอดบทเรียนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูดินเค็ม และเปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข ฮอมผะหญา สาสบหก” เป็นแห่งที่ 2 ที่ชุมชนบ้านสาสบหก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2557 เพื่อถอดบทเรียนการทำงานร่วมกับชุมชน และตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงจากการสร้างฝายชะลอน้ำ และล่าสุดได้เปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” ที่ชุมชนบ้านแป้นใต้ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ และกระบวนการดำเนินงานที่ทำให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและต่อยอดไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง ทั้งนี้ เอสซีจี มุ่งหวังว่าสถานีปลูกคิดปันสุขจะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งและช่วยขับเคลื่อนชุมชนให้สามารถพัฒนาความคิดและพึ่งพาตนเองเพื่อความสุขที่ยั่งยืนต่อไป