“คนไทยใจเกษตร” งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เก็บมาเล่า

“คนไทยใจเกษตร” งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงาน วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “ในปี 2559 มหาวิทยาลัยได้รับเกียรติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2559 เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเกษตร การเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี ส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้โอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะด้านต่างๆ กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเกษตร และให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรในฐานะผู้ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลกในอนาคต และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยสีเขียว และมหาวิทยาลัยที่เป็นสังคมเชิงนิเวศ ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายส่วน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการพูดคุยหารือในการร่วมสนับสนุนให้การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพื่อคนไทยทั้งประเทศ งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ในครั้งนี้นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศที่รวบรวมหลากหลายกิจกรรม รวมเอาทุกเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตร ยกมาไว้ด้วยกันที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Organic Land ดินแดนแห่งการมีสุขภาพที่ดี ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้พี่น้องประชาชนได้มีความสุขในการมาเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่”

สำหรับรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิด “คนไทยใจเกษตร” ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเอาองค์ความรู้ทางด้านการเกษตรในทุกรูปแบบมาเผยแพร่ส่งต่อสู่เกษตรกรและพี่น้องชาวไทย และได้นำ “ควาย” สัตว์ที่เป็นตัวแทนของภาคการเกษตรไทย มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีต เป็นรากเหง้าเป็นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร มาเป็นสัตว์นำโชค “มาสคอต” ในการจัดงาน มีชื่อว่า “คุณบัฟ” เพื่อสื่อให้ทุกคนได้ทราบว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อคนไทยโดยแท้จริง…

สัญลักษณ์ (LOGO) การจัดงานใช้ตัวย่อ NAF@MJU (National Agricultral Fair 2016@Maejo University) Happy Agriculture 2016 เพื่อให้ทุกๆ คนมีความสุข คนเรียนเกษตรมีความสุข คนทำเกษตรมีความสุข และคนมาเที่ยวงานเกษตรก็มีความสุข

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและเครือข่าย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการดำเนินงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ครั้งนี้ เราจัดยิ่งใหญ่จริงๆ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น นิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน, การประชุม เสวนาวิชาการระดับชาติ นานาชาติ เช่น การเสวนา International Organic Agriculture in Asia Symposium, การเสวนาเกษตรอินทรีย์พุทธเกษตร โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, การประกวดโครงงานนวัตกรรมการเกษตร, การจัดแสดงและประกวดพืช สัตว์ ประมง, เทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน, แปลงสาธิตและอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้าน พืช ผัก สมุนไพร ปุ๋ยอินทรีย์ เห็ด ข้าว ฯลฯ, การออกร้านจำหน่ายสินค้า ชม ช็อป ชิมผลผลิตเมนูอาหารอินทรีย์แม่โจ้ และพบกับกิจกรรม Wheel A Dish – The Gourmet Series “Only at NAF 2016″, MJU Organic Farm การท่องเที่ยวแบบ Agro Tourism, ศิลปวัฒนธรรม อาทิ การแสดงโชว์การต่อสู้ว่าวไทย จุฬา-ปักเป้า การแข่งขันหมากรุกไทย การแข่งขันหมากรุกคน ซึ่งหาชมได้ยากมาก, กิจกรรมความบันเทิง คอนเสิร์ตศิลปินดัง อาทิ พี สะเดิด, หงา คาราวาน, เอกชัย ศรีวิชัย และศิลปินอื่นๆ ตลอดทุกวัน ทุกค่ำคืน ซึ่งตอนนี้ทุกส่วนฝ่ายได้จัดเตรียมงานกันอย่างเต็มที่ เราจะเนรมิตความมหัศจรรย์ต้อนรับคนไทยทั้งประเทศ ตลอด 9 วัน ให้เป็นความมหัศจรรย์แห่งความสุข”

อย่าลืม…วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2559 มาเที่ยวงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 มาเติมเต็มความสุขกันอย่างเต็มที่ มาเติมสุขภาพดีกัน ถ้วนหน้า Happy Agriculture 2016 “คนไทย ใจเกษตร” ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

สมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ เผยเคล็ดลับเด็ด คว้ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

สมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ เผยเคล็ดลับเด็ด คว้ารางวัล

เปิดคอลัมน์เยาวชนเกษตร ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในปี 2559 ด้วยการนำแนวคิดของสมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ของปี 2558 มาเปิดให้ได้เห็นในทุกแง่มุม

อันที่จริง เด็กชายพีรพงษ์ หลงศิริ ปัจจุบัน กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดพลอยกระจ่างศรี (บุญยังราษฎร์นาวีอุปถัมภ์) ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 8 ตำบลดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ห่างจากโรงเรียนไปเพียง 1 กิโลเมตร เรียกได้ว่าเป็นเด็กชาย 2 จังหวัด และรางวัลที่เด็กชายพีรพงษ์ได้รับไปนั้น ถือว่าเด็กชายพีรพงษ์เป็นเด็กเก่งที่มีความรู้ ความสามารถ ในเชิงเกษตรกรรมของทั้งจังหวัดนครนายก และ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ด้วยวัยเพียง 12 ปี ซึ่งอาจจะดูยังเด็กนัก แต่เพราะเด็กชายพีรพงษ์เติบโตมาในชนบท แวดล้อมไปด้วยเกษตรกรรมและธรรมชาติ ทำให้เด็กชายพีรพงษ์ฉายแววแต่เด็ก เริ่มหยิบจับงานเกษตรภายในครอบครัวเท่าที่ทำได้ เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งมีวิชาชีพเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในวิชาเรียน ทำให้เด็กชายพีรพงษ์ เข้าใจตัวเองได้ทันทีว่า ชอบการเกษตรกรรม

“ตอนผมอยู่ประถมศึกษา ครูยังไม่ได้ให้หยิบจับอะไรอย่างเต็มที่นัก เพราะยังเล็ก แต่ผมก็ช่วยพี่มัธยมทำทุกอย่างที่พอจะทำได้ ถึงแม้ว่ายังเด็ก ทำไปเล่นไป แต่ก็ถือว่าได้ความรู้จากการลงมือทำ ผมเริ่มจากรดน้ำต้นไม้ และที่ทำบ่อยคือ ล้างคอกหมู เป็นงานที่สนุก แม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ผมก็ชอบ”

ตลอดการศึกษาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย เด็กชายพีรพงษ์ บอกว่า การเรียนในวิชาอื่นเขาไม่ทิ้ง คงหมั่นฝึกฝนตลอด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งงานเกษตร เพราะถือเป็นงานที่รักและสนุกมาก สำหรับเด็กวัยประถมศึกษาคนนึง เมื่อโรงเรียนจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น เด็กชายพีรพงษ์ก็ไม่พลาดที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม กระทั่งมีการคัดเลือกสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรภายในจังหวัดเพื่อเป็นตัวแทนระดับจังหวัด ไปแข่งระดับประเทศ เด็กชายพีรพงษ์ ก็ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งคัดเลือกเป็นตัวแทนจังหวัด

ปัจจัยที่ทำให้เด็กชายพีรพงษ์บอกว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นตัวแทนโรงเรียน ก้าวไปสู่ตัวแทนในระดับจังหวัดไปแข่งในระดับประเทศ และท้ายที่สุดคือการคว้ารางวัลสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรระดับประเทศมาครอง คือ ประสบการณ์ที่เขาได้หยิบจับด้านการเกษตรมาโดยตลอด

ประสบการณ์จริงที่เด็กชายพีรพงษ์เล่า จับใจความได้ว่า ตลอดการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เขารับหน้าที่ล้างคอกหมู รดน้ำผัก ช่วยเหลือกิจกรรมเกษตรทุกชนิด กระทั่งเลื่อนระดับการศึกษาขึ้นเป็นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ก้าวเข้าสู่กิจกรรมเกษตรภายในโรงเรียนเต็มตัว โดยเป็นประธานกลุ่มโรงสีข้าว และ ประธานกลุ่มปศุสัตว์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

กิจกรรมการเกษตรภายในโรงเรียน เป็นสิ่งที่เด็กชายพีรพงษ์ปฏิบัติในทุกวันอย่างไม่บกพร่อง เมื่อรู้ตัวว่ารักเกษตรกรรม ก็หันกลับไปมองที่บ้าน ซึ่งมีพื้นฐานอาชีพเกษตรอยู่แล้ว โดยเด็กชายพีรพงษ์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มคิดอยากทำเกษตรด้วยตนเองที่บ้าน เมื่อครั้งศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเริ่มต้นจากการปลูกผักสวนครัว เช่น พริก กะเพรา โหระพา ผักบุ้ง เท่าที่พอจะทำได้

เด็กชายพีรพงษ์ อาศัยอยู่กับพ่อเพียง 2 คน พี่ชายไปเรียนอยู่ต่างจังหวัด ส่วนแม่ทำงานในตัวอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จึงกลับบ้านไม่บ่อยนัก เมื่ออยู่กับพ่อเพียง 2 คน ภาระงานบ้านในครัวเรือนจึงตกเป็นของเด็กชายพีรพงษ์ เพราะพ่อต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ด้วยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ทำอยู่อย่างเต็มที่ เด็กชายพีรพงษ์ มีแนวคิดทำการเกษตรที่บ้าน เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน หรือหากจะได้มากกว่านั้น ก็คือนำไปใช้เป็นทุนในการศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการเรียนของตนเอง

“ผมปลูกผักสวนครัวก็เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำกับข้าว เช่น ตะไคร้ พริก กะเพรา ยี่หร่า ข่า มะกรูด มะนาว ผมเรียนรู้การทำการเกษตรบางส่วนจากพ่อ เช่น การปรับสภาพน้ำในบ่อกุ้ง เพราะที่บ้านทำบ่อกุ้ง พื้นที่ 2 ไร่ นอกจากนี้ยังต้องจ่ายตลาดและทำกับข้าวด้วยตนเอง โดยเรียนรู้จากแม่ครัวในโรงเรียน เพื่อประกอบอาหารกินในครัวเรือน ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกที่บ้านก็ขอแบ่งจากโรงเรียนบ้าง”

“การปลูกผักสวนครัว เป็นเพียงการเริ่มต้นที่ไปได้ดี” เด็กชายพีรพงษ์ บอก และเล่าต่อว่า ผักสวนครัวทำมาได้ประมาณ 1 ปี เริ่มอยากเลี้ยงสัตว์ จึงเริ่มเลี้ยงเป็ดไข่ เพราะไข่เป็ดเก็บมากิน ขาย ทั้งยังขายเนื้อเป็ดหลังจากหมดไข่ได้อีก ซึ่งเป็ดที่เลี้ยงมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์นครปฐม พันธุ์ปากน้ำ และพันธุ์กากี แคมพ์เบลล์ เริ่มจากการทำเล้าให้เป็ดไข่ ขนาด 4×4 เมตร ให้อาหารเช้าและเย็น ตอนกลางวันปล่อยให้หาอาหารกินเองในบ่อเล็กๆ ที่มีน้ำไหลเข้ามาจากแม่น้ำใกล้ๆ เหมือนการเลี้ยงปล่อย ระยะแรกที่เป็ดไข่ก็เก็บไข่มากิน เหลือก็ขายให้ในชุมชน หากยังเหลืออีกก็นำมาทำไข่เค็ม ที่ผ่านมาขายไข่เป็ดในราคา 90-100 บาท ต่อ 30 ฟอง ไข่เป็ดที่เหลือแล้วนำไปทำไข่เค็ม การฝึกทำไข่เค็มหลังจากที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียน เมื่อทำไข่เค็มล็อตแรกแล้วเสร็จ ก็นำไปให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงชิม ซึ่งก่อนหน้าเลี้ยงเป็ดไข่ เด็กชายพีรพงษ์ ยังทดลองเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว ทำโรงเรือนให้ หลังจากไก่ไข่ให้ไข่ ก็เก็บไข่กิน เหลือเก็บขายเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน บริเวณที่พักอาศัยยังมีพื้นที่ว่างบริเวณขอบบ่อกุ้ง แต่ดินยังคงเป็นดินเปรี้ยวเช่นเดียวกับบริเวณโรงเรียน เด็กชายพีรพงษ์จึงฟื้นฟูสภาพดินด้วยการรดน้ำหมักชีวภาพ ใส่ปุ๋ยคอก และพรวนดิน อย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริเวณขอบบ่อบางจุดสภาพดินเริ่มดี เด็กชายพีรพงษ์จึงหาพืชที่ดูแลง่ายมาลงปลูก และได้กล้วยหอมทองต้นเตี้ยมาลงตามแนวขอบบ่อ 30 ต้น และปลูกพืชอื่นเสริม เช่น ฟักทอง น้ำเต้า ผักบุ้งจีน ทั้งยังแยกหน่อกล้วยหอมทองต้นเตี้ยไว้ หากมีใครติดต่อขอซื้อก็แบ่งขาย เป็นรายได้อีกทาง

กบบูลฟร็อก ก็เป็นประมงอีกชนิดที่เด็กชายพีรพงษ์เลือกทำ เขาซื้อลูกกบมาในราคา ตัวละ 2 บาท ค่อยๆ เลี้ยงจนกระทั่งกบเจริญเติบโต ได้น้ำหนักที่สามารถจับขายได้ และสามารถขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 70 บาท

ประสบการณ์ที่เด็กชายพีรพงษ์เล่า เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เด็กชายพีรพงษ์นำไปเป็นพื้นฐานในการแข่งขันสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรระดับประเทศ เมื่อถามเด็กชายพีรพงษ์ถึงประสบการณ์ที่นำไปแข่ง เด็กชายพีรพงษ์ บอกว่า เรียบเรียงมาจากประสบการณ์จริงและสิ่งที่สนใจ โดยเริ่มจากครูที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรของโรงเรียนเป็นคนวางกรอบการนำเสนอให้ แต่เนื้อหาการนำเสนอระหว่างที่แข่งขัน เป็นสิ่งที่เด็กชายพีรพงษ์คิดขึ้นมาในขณะนั้นแล้วพูดสดออกไปทันที ไม่ได้ตระเตรียมเนื้อหาการพูดไว้ล่วงหน้า โดยประเด็นหลักที่เด็กชายพีรพงษ์เห็นว่า ควรมีในทุกสถานการณ์ เพราะเป็นแนวคิดและหลักของการทำการเกษตร คือ การใช้ศาสตร์ 3 ศาสตร์ เข้ามาจัดการ ได้แก่ 1. ศาสตร์ชาวบ้าน คือการนำภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ ศาสตร์สากล คือ การนำงานวิจัยที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ และศาสตร์พระราชา คือ การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการ

“การกำจัดศัตรูพืช มองอย่างง่ายก็ใช้แมลงกำจัดแมลงด้วยกันเอง เช่น การปล่อยให้แมลงหางหนีบ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของตัวห้ำ ช่วยกำจัดเพลี้ยที่มาลงแปลงผัก นำน้ำหมักชีวภาพ (EM) ผสมกับปุ๋ยคอก ทำเป็นแก๊สชีวภาพ ใช้ลดต้นทุนภายในครัวเรือน เป็นต้น”

เด็กชายพีรพงษ์ ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาในพื้นที่อำเภอองครักษ์ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ภายในโรงเรียน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินเปรี้ยว การแก้ปัญหาเพื่อให้ปลูกพืชได้ คือ การนำน้ำหมักชีวภาพ (EM) มารด พรวนดินบ่อยๆ ใส่ปุ๋ยคอก ดินที่สภาพเป็นดินเปรี้ยวจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสภาพเป็นดินเค็ม ซึ่งการนำน้ำหมักชีวภาพ (EM) พรวนดินและใส่ปุ๋ยคอก จะช่วยฟื้นฟูแร่ธาตุในดิน แต่ต้องทำเป็นประจำจึงจะช่วยฟื้นสภาพดินได้

ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอองครักษ์ คือ พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ละครั้งจะท่วมนาน 2-3 เดือน การแก้ปัญหาส่วนนี้ เด็กชายพีรพงษ์ บอกว่า จำเป็นต้องปลูกพืชหนีน้ำ โดยการปลูกพืชใส่กระสอบหรือกระถาง เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมก็ย้ายกระสอบหรือกระถางปลูกไปไว้ในที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม ก็จะช่วยต่อชีวิตพืชได้

แม้เด็กชายพีรพงษ์จะได้รับรางวัลระดับประเทศ แต่ฐานะความเป็นอยู่ของเด็กชายตัวเล็กๆ คนนี้ก็ไม่ได้ดีขึ้น โดยเด็กชายพีรพงษ์ ตั้งความหวังไว้ว่า อยากปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะต้องใช้ทุนค่อนข้างสูง และอนาคตอยากเรียนทางด้านวิศวกลการเกษตร แต่ยังขาดทุนทรัพย์ทางการศึกษา หากท่านใดยินดีสนับสนุนก็ขอน้อมรับ

ในท้ายที่สุดของการพูดคุย เด็กชายพีรพงษ์ฝากถึงพี่น้องเยาวชนด้วยกัน ให้มองเห็นคุณค่าของการเกษตรกรรม เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญของการดำรงชีวิต หากคิดจะทำการเกษตรไม่ต้องกลัวขาดทุน เพราะก่อนลงมือทำสิ่งใด ควรศึกษาหาความรู้ให้แน่นและแม่นยำ หากยังไม่แน่ใจ ไม่ควรเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ดังนั้น หากพบกับปัญหาก็ควรแก้ไข เพราะปัญหามีไว้ให้แก้ เพียงแต่อย่าท้อเท่านั้นเป็นพอ

สนใจแนวคิดของ เด็กชายพีรพงษ์ หลงศิริ ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 8 ตำบลดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (094) 851-7247 หรือโรงเรียนวัดพลอยกระจ่างศรี (บุญยังราษฎร์นาวีอุปถัมภ์) ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

“สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่าคนเก่ง ของ “กศน. บางคนที” จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ทั่วไทย

“สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่าคนเก่ง ของ “กศน. บางคนที” จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “เมืองแม่กลอง” อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถูกเรียกว่า เป็นเมืองแห่งวิถีชีวิต 3 น้ำ เพราะโดดเด่นด้วยระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย กำลังถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมสมุทรสงครามมีความเข้มแข็งและดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. อำเภอบางคนที

กศน. อำเภอบางคนที มุ่งมั่นทำงานตามกรอบวิสัยทัศน์ ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดสมุทรสงคราม ในการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำ รองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมอันดีงามและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ในทุกที่ทุกเวลา พร้อมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพของบุคคลและกลุ่มบุคคล เป็นการแก้ปัญหาการว่างงาน และส่งเสริมความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน

เพื่อให้การอ่านเป็นเรื่องใกล้ตัว กศน. อำเภอบางคนที จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดหาอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านประจำตำบลเป็นสื่อกลางในการอำนวยความสะดวก ทำหน้าที่สอบถามความต้องการและนำหนังสือจากห้องสมุดประชาชนในพื้นที่มาให้อ่านถึงบ้าน ให้ชาวบ้านมีโอกาสได้อ่านหนังสือมากขึ้น

นอกจากนี้ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอบางคนที ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “เล่าข่าวให้เพื่อนฟัง” โดยบรรณารักษ์ได้นำหนังสือพิมพ์หลากหลายฉบับมาให้กับเด็กๆ ได้เลือกหนังสือพิมพ์ที่จะนำมาอ่านแข่งขันกัน และเด็กๆ ก็เลือกคอลัมน์พาดหัวข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์อ่าน เด็กคนไหนอ่านได้ถูกต้องรับรางวัลไปเลย ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นการฝึกสมอง ฝึกการใช้สมาธิ และใช้สติในการอ่านข่าว ทำให้เด็กๆ ได้รู้เหตุบ้านการเมืองในปัจจุบันอีกด้วย

“สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่า คนเก่ง

คุณสุชล เป็นหนึ่งในศิษย์เก่า คนเก่ง ที่ กศน. อำเภอบางคนที ภาคภูมิใจ เขาสมัครเรียนกับ กศน. ตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากการศึกษาระดับประถมจนจบระดับมัธยมปลาย เมื่อจบการศึกษา คุณสุชล ตัดสินใจช่วยพ่อแม่ทำอาชีพเกษตรกรรมมาตลอด จนกระทั่ง ปี 2532 จึงเดินทางไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย นานถึง 8 ปี ทำให้เขาได้เรียนรู้การทำเกษตรของซาอุดีอาระเบีย และตั้งใจกลับบ้านมาทำเกษตรแบบพอเพียงพึ่งตนเองได้ คุณสุชลศึกษาเรียนรู้เรื่องการเกษตรในหลายพื้นที่ มาใช้พัฒนาที่ดินเกษตรกรรมของตัวเอง และสร้างแนวคิดใหม่ๆ ตามวิถีชีวิตเกษตรพอเพียง จนประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ กลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นได้ศึกษาเรียนรู้

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าด้านภูมิปัญญาดีเด่น ประจำปี 2555 แก่ คุณสุชล ในปีเดียวกันนี้ คุณสุชล ยังได้รับการคัดเลือกจากสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้ได้รับปริญญา สาขาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการอุตสาหกรรมอีกด้วย

ปัจจุบัน คุณสุชล เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (เกษตรผสมผสาน) เช่น การทำน้ำตาลมะพร้าว การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงกุ้งขังเดี่ยว การเลี้ยงไก่ไข่หลุม การปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยว การทำแก๊สชีวภาพจากมูลไก่ไข่ การเลี้ยงชันโรงผสมเกสรผลไม้ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ จักรยานสูบน้ำ สาธิตพลังงานโซลาร์เซลล์ การกรองน้ำมันเก่าเป็นไบโอดีเซล ภายใต้การสนับสนุน จาก กศน. รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 20 แห่ง ในแต่ละวันมีคนไทยและต่างชาติแวะเข้ามาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

การเลี้ยงไก่หลุม

คุณสุชล ได้นำแนวคิดการเลี้ยงหมูหลุม มาประยุกต์เป็นการเลี้ยงไก่ไข่หลุม โดยก่ออิฐฉาบปูนเป็นคอกสี่เหลี่ยม ขนาด 1.5×3 เมตร ลึก 1 เมตร รองก้นบ่อด้วยแกลบดิบ หรือขุยมะพร้าวแห้งเทรองก้นบ่อ หนาประมาณ 2 นิ้ว อิฐที่ก่อก้อนบนสุดของคอกจะมีช่องช่วยระบายอากาศให้ไก่ไข่ เมื่อนำพันธุ์ไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้ 2-3 เดือน

เมื่อลูกไก่โตก็จะปล่อยลงเลี้ยงคอกละ 10-15 ตัว มีตาข่ายอวนเก่าปิดด้านบนคอกไม่ให้ไก่บินออกได้ มีถังให้อาหาร ถังน้ำ แขวนไว้ให้ไก่กินอาหารได้สะดวก ทุก 1 เดือน จะใส่แกลบดิบหรือขุยมะพร้าวแห้งใส่ลงไปในคอกหนา ประมาณ 2-3 นิ้ว ไก่ไข่ที่เลี้ยงมีสุขภาพที่ดี ไม่เครียด เพราะดูแลเก็บมูลไก่ทุกวัน เพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักใส่แปลงพืชผัก ผลไม้ ที่สำคัญมีไข่ไก่รับประทานทุกวัน ที่เหลือก็จำหน่าย พอไก่หมดไข่ก็จะได้ปุ๋ยหมักจากขี้ไก่อีก 100-200 กิโลกรัม ต่อคอก

การเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยว

กับต้นมะพร้าว

คุณสุชล ได้ทดลองเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยวกับต้นมะพร้าว ปรากฏว่าได้ผลดี เพราะต้นมะพร้าวได้มูลไก่เป็นปุ๋ยคอกทุกวัน ต่อมาได้พัฒนา สร้างคอกเลี้ยงไก่ไข่ไว้บนต้นมะพร้าว ต้นละ 2 คอก คอกละ 1 ตัว ไก่ไข่ก็อยู่อย่างสบายพอควร เจริญเติบโตได้ดีออกไข่ แถมต้นมะพร้าวก็ได้ปุ๋ยคอกทุกวัน ทำให้ต้นมะพร้าวเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตได้ดี

หากใครสนใจวิธีนี้ ก็สามารถลงมือทำตามคุณสุชลได้ไม่ยาก เริ่มจากใช้ไม้ต้นมะพร้าวเลื่อยเป็นไม้หน้า 3 นิ้ว ยาวประมาณ 80 เซนติเมตร จำนวน 2 อัน แล้วใช้ตะปูตอกไม้หน้า 3 นิ้ว สูงจากโคนมะพร้าว ประมาณ 1.5 เมตร แล้ววางตะกร้าคอกไก่ทั้ง 2 ข้าง ของไม้หน้า 3 นิ้ว เลี้ยงไก่ไข่คอกละ 1 ตัว โดยใช้ตะกร้าพลาสติก 2 ใบ คว่ำเข้าหากัน เลี้ยงไก่ 1 ตัว ก็จะอยู่สบาย เพราะอากาศถ่ายเทดี ด้านบนของตะกร้าเลี้ยงไก่ คลุมด้วยถุงพลาสติกป้องกันแดด กันฝน ให้ไก่ นำกระบอกใส่อาหารและใส่น้ำให้ไก่ เก็บไข่ไก่พร้อมกับให้อาหารให้น้ำไปพร้อมๆ กัน

เลี้ยง กุ้งก้ามกราม

ในร่องสวนมะพร้าว

โดยทั่วไป เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกมะพร้าว เนื่องจากสภาพดินเป็นดินเหนียว การระบายน้ำไม่ดี จึงนิยมยกร่องปลูกมะพร้าว มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา คุณสุชล สังเกตเห็นว่า มีกุ้งใหญ่เข้ามาเจริญเติบโตตามร่องน้ำในสวนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยได้ผลดี เพราะเวลากุ้งโตมักลอกคราบแล้วกินกันเอง ทำให้เกิดความสูญเสีย

คุณสุชล จึงจับลูกกุ้งก้ามกรามในร่องสวน ช่วงเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาที่น้ำแห้ง ใช้ไฟฉายส่องดู จะเห็นลูกกุ้งมีตาแดง ตัวสีเหลืองก็จับได้ง่าย นำลูกกุ้งมาเลี้ยงในกระชังหรือตะกร้าพลาสติกตาถี่ หาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป นำตะกร้า 2 ใบ คว่ำเข้าหากัน และใช้ขวดน้ำเปล่า ขนาด 1 ลิตร ทำเป็นทุ่นลอย ให้ตะกร้าจุ่มน้ำ 1 ลูก และอยู่บนน้ำ 1 ลูก เจาะรูด้านบนตะกร้าลูกที่อยู่บนน้ำ ขนาดกว้าง 3X3 นิ้ว แล้วปล่อยกุ้งลงไป ชุดละ 1 ตัว ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งแบบนี้ กุ้งจะเจริญเติบโตได้ดีและไม่กินกันเองในเวลาที่กุ้งลอกคราบ เพราะมีตัวเดียว เป็นการสร้างรายได้ที่ดีสำหรับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว เพราะได้กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพดีแบบกุ้งแม่น้ำไว้บริโภคหรือจำหน่าย สำหรับร่องน้ำ 1 ร่อง สามารถเลี้ยงกุ้งขังเดี่ยวได้ 20-50 กระชัง แล้วแต่ความยาวของร่องน้ำในสวนมะพร้าว เลี้ยงไว้ประมาณ 6-7 เดือน ก็จับขายได้ กุ้งใหญ่ ขนาดประมาณ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 500-800 บาท ทีเดียว

ไข่เค็ม รสต้มยำ

คุณสุชล ได้คิดค้นวิธีทำไข่เค็มรสต้มยำ ที่มีรสชาติอร่อยโดนใจผู้บริโภค วิธีทำก็แสนง่าย เริ่มจากเตรียมไข่เป็ดดิบประมาณ 20 ฟอง ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งก่อนเรียงใส่ในภาชนะดอง เช่น ถังพลาสติกหรือโหลแก้วที่มีฝาปิด ทำน้ำดองโดยเทน้ำสะอาด 4 ถ้วย ลงในหม้อ ตามด้วยเกลือเม็ด 1 ถ้วย ซอสปรุงรส 1 ขวดใหญ่ และข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว กระเทียม ที่หั่นพอแหลก ประมาณ 1 จาน นำมาต้มรวมกัน หลังจากเดือดให้รอสัก 5 นาที ยกลง ระวังอย่าต้มน้ำนาน เพราะน้ำสมุนไพรจะเหนียวหนืด ซึมเข้าไปในเปลือกไข่ได้ยากขึ้น น้ำต้มเครื่องปรุงเย็นแล้วให้เทลงจนท่วมไข่ ถ้าไข่ลอยให้นำใบเตยกดทับไว้ ดองนาน 12 วัน เมื่อครบกำหนดให้นำไข่มาล้าง ก่อนลงต้มพอน้ำเริ่มเดือด รอ 5 นาที ยกลง ก็จะได้ไข่เค็มรสต้มยำ รอสัก 8 วัน ก็นำไข่เค็มมาทอดเป็นไข่ดาว รับประทานได้ ไข่เค็มสูตรนี้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานถึง 3 เดือน ถ้าเก็บแช่ในตู้เย็น หากวางในอุณหภูมิปกติจะใช้งานได้ไม่เกิน 1 เดือน

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ คุณสุชล สุขเกษม สามารถแวะเข้าชมได้ทุกวัน ที่ บ้านเลขที่ 56 หมู่ที่ 7 ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เบอร์โทรศัพท์ (086) 178-4157

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

กศน. พิจิตร จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายไพฑูรย์ บัวสนิท รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. อำเภอ ข้าราชการ บุคลากร และนักศึกษา กศน. อำเภอเมืองพิจิตร เข้าร่วมพิธีวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ประเทศไทยโปร่งใส Transparent Thailand รัฐบาลไทยร่วมกับประชาชนและภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

แสดงความยินดี ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น

คณะลูกเสือ สำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ เข้าร่วมงาน “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 โรงเรียนเทพนารี อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ และแสดงความยินดีกับ นางเสาวนีย์ ชาพัฒิพงศ์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น ประจำปี 2557 ประเภทผู้บริหาร

เปิดนิทรรศการ โครงการ กศน. พะเยา สร้างอาชีพ

สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา นำโดย นายถนอม โยวัง ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา นำบุคลากร กศน. อำเภอดอกคำใต้ ร่วมจัดนิทรรศการโครงการ “กศน. พะเยา สร้างอาชีพ สู้ภัยแล้ง” ในงานฤดูหนาว สืบสานประเพณี และของดีจังหวัดพะเยา ภายในงานมีการสาธิตอาชีพการทำวุ้นแฟนซี ขนมไทย การสานกระเป๋าพลาสติก และกิจกรรมตอบคำถาม วาดรูป ระบายสี บริเวณข่วงวัฒนธรรมกว๊านพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมีประชาชนเข้าชมนิทรรศการของ กศน. พะเยา จำนวนมาก

กศน. ธานี พาเด็กเรียนรู้ “ทำดีแบบในหลวง”

นายพนม วันจันทร์ ครู กศน. ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย นำนักศึกษา กศน. ตำบลธานี เข้าศึกษาเรียนรู้นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทำดีแบบในหลวง” ณ ศาลาอเนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย

มอบกระเช้าอวยพร รอง ผอ. กศน. เพชรบูรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะบุคลากรและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์ นำกระเช้าของขวัญและขอพร เนื่องในวันปีใหม่ 2559 แด่ ว่าที่พันตรีดำริห์ ติยะวัฒน์ รองผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ jirawan073@yahoo.com

สมุทรปราการ มอบกระเช้าของขวัญปีใหม่ ( NN1)

นางธัชชนก พละศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดสมุทรปราการ ได้นำคณะผู้บริหาร เข้ามอบกระเช้าของขวัญปีใหม่ แก่ รศ.นพ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งขอพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

กศน. นนทบุรี จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ( NN2)

สำนักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี โดย ผู้อำนวยการวิบูลผล พร้อมมูล ได้นำบุคลากรสำนักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ สำนักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี

สระบุรี อบรมเกษตรธรรมชาติ ( NN3)

นางภัทรมน เยี่ยงไธสงค์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี และคณะ เข้าร่วมโครงการอบรมแกนนำเพื่อขยายผลเกษตรธรรมชาติตามโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กศน. มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ MOA International

เพชรบุรี จัดงานวันเด็ก ( NN4)

กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ อบต. ตำบลห้วยแม่เพรียง จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2559

งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ( NN5)

กศน. อำเภอเมืองลพบุรี เชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสความเป็นไทย เยือนงานใหญ่เมืองละโว้ “งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 13-21 กุมภาพันธ์ 2559 ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/kingnaraiLopburi

จันทบุรี ถวายราชสักการะพระเจ้าตาก ( NN6)

คณะ ครู กศน. อำเภอเมืองจันทบุรี ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด ถวายราชสักการะต่อพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องในวันคล้ายวันปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ ณ ค่ายตากสินจันทบุรี

กศน. ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ใต้

พัฒนาระบบ

นายอรัญ คงนวลใย ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคใต้ เชิญ ผู้อำนวยการ สำนักงานจังหวัด/ตัวแทน, ผอ.ศว., ผอ. ศฝช ในเขตพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการพัฒนาระบบและการเขียนโปรแกรมสารสนเทศ เพื่อใช้ในหน่วยงานสถานศึกษา สังกัด กศน. ในภาคใต้ ซึ่งมอบหมายให้นักวิชาการคอมพิวเตอร์หรือตัวแทนของแต่ละจังหวัด เข้าร่วมเขียนและพัฒนาโปรแกรมต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 ณ ห้องประชุมสวนตูล สถาบัน กศน. ภาคใต้ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ประชุมรายไตรมาส

นางเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้ นายวีระพงศ์ ล่องลอย นักวิเคราะห์นโยบายและแผน เข้าร่วมประชุมรายไตรมาสที่ 1 กลุ่มโซนภูผา@วาริน ประกอบด้วย กศน. อำเภอทุ่งใหญ่ กศน. อำเภอบางขัน กศน. อำเภอจุฬาภรณ์ และ กศน. อำเภอทุ่งสง โดยในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ของปีงบประมาณ 2559 ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2558

วันเด็ก ที่ชุมพร

กศน. อำเภอเมืองชุมพร จัดกิจกรรมวันเด็ก 2559 ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองชุมพร ภายใต้การนำของ นายธนสัก ชัยขวัญ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองชุมพร และบุคลากรของ กศน. เมืองชุมพร โดยมีกิจกรรมให้น้องๆ ได้เข้าร่วมภายในงาน เช่น วาดภาพระบายสี เกมตอบคำถาม การพับดอกไม้ใบเตย และขนมหวาน น้ำแข็งไส พร้อมรับของรางวัลมากมาย

พัฒนาหลักสูตร

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชุมพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้ไม่รู้หนังสือ เมื่อเร็วๆ นี้

สู่การปฏิบัติ

นายสุรชัย จันทร์สถาพร ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง มอบนโยบายสู่การปฏิบัติ และติดตามผลการดำเนินงาน กศน. อำเภอนาโยง โดยมี นายธัญญา พงศ์ภราดร ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอนาโยง และบุคลากรในสังกัด ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม กศน. อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง

ยะลา แข่งกีฬา

สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา โดย นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้มอบหมายให้ นางขนิษฐา มะลิสุวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา “สพป. ยะลา 1 เกมส์” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2559 เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรด้วยกัน และส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายวีระกุล อรัณยะนาค เป็นประธานในพิธี ณ สนามกีฬากลางจังหวัดยะลา

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมือง ประจำวันที่ 20 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมือง

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมือง ประจำวันที่ 20 มกราคม 2559

ผัก

กระเจี๊ยบเขียว กิโลกรัมละ 11

ข้าวโพดฝักอ่อน กิโลกรัมละ 16

ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 45

ต้นคะน้า กิโลกรัมละ 10

ยอดคะน้า กิโลกรัมละ 14

แตงกวาทั่วไป กิโลกรัมละ 8

แตงกวาเล็กอ่อน กิโลกรัมละ 11

แตงไทยอ่อน กิโลกรัมละ 10

แตงร้าน กิโลกรัมละ 6

ถั่วงอก กิโลกรัมละ 21

ถั่วฝักยาวด้วง กิโลกรัมละ 20

ถั่วฝักยาวเส้น กิโลกรัมละ 20

ถั่วพู กิโลกรัมละ 20

ถั่วแขก กิโลกรัมละ 20

บวบงู กิโลกรัมละ 12

บวบเหลี่ยม กิโลกรัมละ 12

บวบหอม กิโลกรัมละ 12

ผักกาดหอม กิโลกรัมละ 30

ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 9

ผักบุ้งไทย มัดละ 60

ฟักเขียวแก่ กิโลกรัมละ 4

ฟักเขียวอ่อน กิโลกรัมละ 4

มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 8

มะเขือม่วง กิโลกรัมละ 8

มะเขือลาย กิโลกรัมละ 8

มะเขือลิง กิโลกรัมละ 10

มะเขือยาวขาว กิโลกรัมละ 8

มะเขือพวง กิโลกรัมละ 40

มะระจีน กิโลกรัมละ 6

มะละกอดิบ กิโลกรัมละ 7.50

ลูกน้ำเต้า กิโลกรัมละ 4

กะหล่ำปลีขาว (แกะเปลือก)กิโลกรัมละ 17.50

กะหล่ำปลีม่วง กิโลกรัมละ 35

คะน้าฮ่องกง กิโลกรัมละ 80

แครอตนอก กิโลกรัมละ 24

กระเทียมต้น กิโลกรัมละ 110

ตั้งโอ๋ กิโลกรัมละ 45

ผักกวางตุ้งดอก กิโลกรัมละ 10

ผักกวางตุ้งไต้หวัน กิโลกรัมละ 25

ผักกวางตุ้งธรรมดา กิโลกรัมละ 5

ผักกาดแก้ว กิโลกรัมละ 45

ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 8

ผักกาดขาว (ลุ้ย) กิโลกรัมละ 7.50

ผักกาดเขียว กิโลกรัมละ 5

พริกยอดสน กิโลกรัมละ 28

พริกยำเขียว กิโลกรัมละ 20

พริกยำแดง กิโลกรัมละ 36

มะเขือเทศเชอร์รี่ กิโลกรัมละ 50

มะเขือเทศผลใหญ่ กิโลกรัมละ 25

มะเขือเทศสีดา กิโลกรัมละ 25

มันฝรั่ง กิโลกรัมละ 28

ยอดฟักแม้ว กิโลกรัมละ 35

ลูกฟักแม้ว กิโลกรัมละ 20

ผลไม้

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์ใหญ่ หวีละ 30

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์กลาง หวีละ 15

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์เล็ก หวีละ 8

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์ใหญ่ หวีละ 30

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์กลาง หวีละ 17.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์เล็ก หวีละ 9.50

ขนุนทองประเสริฐ กิโลกรัมละ 17

ขนุนมาเลย์ กิโลกรัมละ 17

ฝรั่งกิมจู ใหญ่ กิโลกรัมละ 28

ฝรั่งกิมจู กลาง กิโลกรัมละ 25

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ใหญ่ ลูกละ 17

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม กลาง ลูกละ 16

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม เล็ก ลูกละ 15

ส้มเขียวหวาน 00 กิโลกรัมละ 40

ส้มเขียวหวาน 0 กิโลกรัมละ 38

ส้มเขียวหวาน 1 กิโลกรัมละ 28

ส้มเขียวหวาน 2 กิโลกรัมละ 25

ส้มเขียวหวาน 3 กิโลกรัมละ 20

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 50

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 47

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 35

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 28

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 22

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 7 กิโลกรัมละ 65

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 6 กิโลกรัมละ 60

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 5 กิโลกรัมละ 50

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 4 กิโลกรัมละ 40

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 30

ส้มโชกุน เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 50

ส้มโชกุน เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 45

ส้มโชกุน เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 38

ส้มโชกุน เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 30

ส้มโชกุน เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 20

เนื้อหมู

กระเพาะหมู กิโลกรัมละ 90

ไข่ดันหมู กิโลกรัมละ 65

ซี่โครงหมู กิโลกรัมละ 119.50

ตับหมู กิโลกรัมละ 110

ขาหมู กิโลกรัมละ 59

เนื้อแดงหมู กิโลกรัมละ 126

เนื้อสันใน-นอกหมู กิโลกรัมละ 127

เนื้อสามชั้นหมู กิโลกรัมละ 130

ปอดหมู กิโลกรัมละ 25

ไส้ตันหมู กิโลกรัมละ 160

ไส้อ่อนหมู กิโลกรัมละ 140

หัวใจหมู กิโลกรัมละ 90

หัวหมูสด กิโลกรัมละ 75

หัวหมูพะโล้ กิโลกรัมละ 100

เนื้อวัว

ขอบกระด้งเนื้อ กิโลกรัมละ 230

ขี้ริ้วเนื้อ กิโลกรัมละ 230

เครื่องในเนื้อ กิโลกรัมละ 140

ดอกจอกเนื้อ กิโลกรัมละ 230

ตับเนื้อ กิโลกรัมละ 230

น่องเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ซี่โครงเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เนื้อแดง กิโลกรัมละ 230

เนื้อปลีกเนื้อ กิโลกรัมละ 230

สันคอเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เศษเนื้อ กิโลกรัมละ 140

หัวใจเนื้อ กิโลกรัมละ 215

เนื้อวัวบด กิโลกรัมละ 230

ลิ้นเนื้อ กิโลกรัมละ 230

เนื้อไก่

ไก่แก่ กิโลกรัมละ 68

ไก่ผ่าซีก กิโลกรัมละ 70

ข้อไก่ กิโลกรัมละ 40

เครื่องในไก่ กิโลกรัมละ 74

ซี่โครงไก่ กิโลกรัมละ 22

ตีนไก่ กิโลกรัมละ 70

ปีกเต็ม-น่องไก่ กิโลกรัมละ 76.50

ปีกบนไก่ กิโลกรัมละ 70

สะโพกไก่ กิโลกรัมละ 75

อกไก่ กิโลกรัมละ 70

ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 4.50

ไข่ไก่ เบอร์ 1 ฟองละ 4.00

ไข่ไก่ เบอร์ 2 ฟองละ 3.60

ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 3.40

ไข่เป็ด เบอร์ 0 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 1 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 2 ฟองละ 4.80

ไข่เป็ด เบอร์ 3 ฟองละ 3.60

ปลาน้ำจืด

กบ กิโลกรัมละ 87.50

ปลากด กิโลกรัมละ 102.50

ปลาเค้า กิโลกรัมละ 97.50

ปลาช่อนเล็ก กิโลกรัมละ 120

ปลาช่อนใหญ่ กิโลกรัมละ 125

ปลาดุกนา กิโลกรัมละ 100

ปลาทับทิม กิโลกรัมละ 125

ปลานิล กิโลกรัมละ 75

ปลาเนื้ออ่อน กิโลกรัมละ 150

ปลารากกล้วย กิโลกรัมละ 145

ปลาแรด กิโลกรัมละ 97.50

ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 47.50

ปลาสลิด กิโลกรัมละ 132.50

ปลาสวายหั่น กิโลกรัมละ 56.50

อาหารทะเล

ปลากระบอก กิโลกรัมละ 107.50

ปลากะพงขาว กิโลกรัมละ 185

ปลาเก๋า กิโลกรัมละ 120

ปลาซาบะ กิโลกรัมละ 90

ปลาอินทรี กิโลกรัมละ 220

หมึกไข่ ใหญ่ กิโลกรัมละ 220

หมึกไข่ กลาง กิโลกรัมละ 185

หมึกไข่ เล็ก กิโลกรัมละ 160

หมึกกล้วย กิโลกรัมละ 195

หอยแครง กิโลกรัมละ 130

หอยลาย กิโลกรัมละ 85

ปูม้า (ตัว) กิโลกรัมละ 242.50

ปูม้า (แกะ) กิโลกรัมละ 295

ดอกไม้

ดอกรัก ลิตรละ 40

ดาวเรือง ตัดดอก ร้อยละ 25

ดาวเรือง ตัดกิ่ง ร้อยละ 45

บานไม่รู้โรย กิโลกรัมละ 50

บัวหลวงขาว กำละ 20

บัวหลวงแดง กำละ 20

กุหลาบตาก กิ่งใหญ่ ร้อยละ 500

กุหลาบตาก กิ่งรอง ร้อยละ 400

มะลิดิบ ลิตรละ 600

มะลิแช่ ลิตรละ 300

ดอกพุด ลิตรละ 150

ดาหลา ดอกละ 40

จำปี ร้อยละ 70

ตามรอยการเดินทาง ของ “โกษาปาน” ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน ในทัวร์ “ข้ามสมุทร” กับ ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

มติชนอคาเดมี

เบญจรัตน์ ภูมิภาค

ตามรอยการเดินทาง ของ “โกษาปาน” ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน ในทัวร์ “ข้ามสมุทร” กับ ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม

หากจะให้พูดถึงพ็อกเก็ตบุ๊กที่กำลังมาแรง และได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมากในฐานะนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ชิ้นเอกที่ทุกบททุกตอนสอดประสานเรื่องราวของอดีตมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างลงตัว โดยใช้จินตนาการที่เกิดขึ้นจากผู้เขียนบางส่วน ผ่านตัวละครชื่อ “พจน์” และ “แสน” จนกลายมาเป็นเรื่องราวผ่านตัวหนังสืออย่างน่าติดตาม…

…ใช่แล้วค่ะ เรากำลังพูดถึง “ข้ามสมุทร” นวนิยายชิ้นเอก จาก ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม นักกฎหมายมือฉมังของไทย ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอย่างรอบด้าน จนกลั่นออกมาเป็นงานเขียนเล่มแรก ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุก สาระ และสามารถเสริมเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ได้อย่างครบถ้วน ในคำนำตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ “วิษณุ” เขียนเล่าว่า…นวนิยายเรื่องนี้ นำเอาเหตุการณ์ในรัชสมัยและช่วงเวลาดังกล่าวมาผูกเป็นเรื่อง โดยอาศัยฉาก เหตุการณ์และตัวละครที่มีอยู่จริงเป็นบางส่วนมาสมมุติขึ้น เพื่ออุดรอยช่องว่างที่สูญหายไป จากการบันทึก โดยเพิ่มเติมให้มีความสนุกสนานขึ้นมา…เป็นการบอกเล่า งานวรรณกรรมที่กล่าวถึงความเจริญในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสายตาคนยุคใหม่นั่นเอง…

สำหรับคนที่ชอบอ่านผ่านการบอกเล่าของ “หนังสือ” ถือว่า…ตอบโจทย์ แล้วถ้าคุณได้เข้าไปสัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์แบบลงลึก พร้อมสัมผัสบรรยากาศในสถานที่จริงๆ พร้อมกับผู้เขียนอย่าง วิษณุ เครืองาม จะฟินขนาดไหน !!

ด้วยความฮิตติดกระแสขนาดนี้…มติชนอคาเดมี จึงไม่พลาดที่จะจัดกิจกรรมท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อย่าง ทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “โกษาปานราชทูตกู้แผ่นดิน” ที่จังหวัดลพบุรี

โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม ผู้แต่งหนังสือ “ข้ามสมุทร” และ รศ.ดร. ปรีดี พิศภูมิวิถี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา

ที่จะนำพาทุกท่านไปตามรอย-เจาะลึกเรื่องราวที่ชวนติดตามของ “โกษาปาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครเอกจากหนังสือเล่มนี้ และเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ไทย-ฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับผู้เขียนตัวจริงแบบใกล้ชิด และนักประวัติศาสตร์ตัวจริง…เสียงจริง ชนิดที่แฟนพันธุ์แท้ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวง !!!

และเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย…เราจึงขอนำเสนอเรื่องราว 5 ประเด็นสุดเอ็กซ์คลูซีฟของที่คุณจะไปสัมผัสกับทัวร์ของเราในครั้งนี้ค่ะ…

– เหตุใดกรุงศรีอยุธยา จึงต้องเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส?

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการค้าขายกับนานาชาติ ทั้งเอเชียและตะวันตก เมื่อฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาในสยาม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงใคร่อยากรู้ในสิ่งที่พระองค์ได้ยินมาจากคำร่ำลือ “เงินทองก็มีมากมาย ในวังพระเจ้าฝรั่งเศสให้หลอมเงินเป็นท่อน 8 เหลี่ยม ใหญ่ประมาณ 3 กำ โดยยาวประมาณ 7 ศอก กองอยู่ริมถนนเป็นอันมาก เหมือนดุจเสาอันกองไว้ กำลังคนแต่ 13 คน 14 คน จะยกท่อนเงินมิได้ไหว” จึงส่งราชทูตไปเพื่อจุดประสงค์ 3 ประการ ดังนี้

1. ประการแรก เพื่อสืบให้รู้แน่จริงดั่งที่ได้ยินคำร่ำลือกันมา

2. ประการที่สอง เพื่อจัดหาของที่พระราชประสงค์ เช่น แว่นทองคำ เครื่องมือดาราศาสตร์ นาฬิกาพก เป็นต้น

3. ประการที่สาม นโยบายในการเพิ่มพูนมิตรภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้า

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมองเห็นถึงความสามารถของโกษาปาน จึงส่งให้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ฝรั่งเศส เป็นเวลา 6 เดือน และได้นำความรู้ต่างๆ มาปรับใช้ในสยามด้วย เช่น การตั้งโรงพิมพ์ ตั้งหอดูดาว การค้าขาย และกลายเป็นความดีความชอบที่นำเทคโนโลยีตะวันตกเข้ามาในสยามในเวลาต่อมา

– เพราะเหตุใด พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จึงได้ถูกขนานนามว่าเป็นพระราชวังแวร์ซายแห่งสยาม?

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นที่ลพบุรี เพื่อเป็นที่พำนักสำหรับแปรพระราชฐาน ลพบุรีจึงมีการค้าที่รุ่งเรือง ราชนิเวศน์แห่งนี้จึงมีสถานที่รองรับคณะทูตจากต่างประเทศ ได้รับอิทธิพลหรือเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศ และการก่อสร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์นั้นได้รับความร่วมมือจากฝรั่งเศสและอิตาเลียน จึงมีศิลปะแบบตะวันตกผสมเปอร์เซีย ล้อมรอบไปด้วยคูน้ำที่มีการจุดไฟและน้ำพุเรียงราย ประตู หน้าต่าง ช่องระบายลมใต้หลังคาเป็นทรงโค้งแหลม

– เหตุใดถึงต้องไปชม ประตูชัย ที่ลพบุรีแห่งนี้?

ประตูชัยแห่งนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลแก่เหล่าทหารและบ้านเมืองในยามมีศึกสงคราม เป็นประตูชัยที่สุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างเปอร์เซียและตะวันตก มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้

วัดสันเปาโล หนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ ของประเทศไทย เหตุใดจึงต้องไปชม?

“สันเปาโล” คำนี้เพี้ยนมาจาก “เซนต์ปอล หรือแซงต์เปาโล” เป็นหอดูดาวที่ใช้ในทางวิชาดาราศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมอบที่ดินให้แก่คณะเยซูอิตบาทหลวง ที่เดินทางมาจากฝรั่งเศส และไปปฏิบัติงานในประเทศจีน จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างหอคอยแห่งนี้และมีความเก่าแก่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากหอดูดาวกรุงปารีสและหอดูดาวปักกิ่งที่แสดงถึงการติดต่อกับสังคมโลกตะวันตกเพื่อนำเอาวิทยาการความก้าวหน้าเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในยุคนั้น นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบเป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์และสุสาน ที่มีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด

– บ้านหลวงรับราชทูต (บ้านวิชาเยนทร์) กับความสำคัญที่น่าค้นหา?

บ้านวิชาเยนทร์ ที่รับรองราชทูตครั้นเมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้นำคณะทูตชุดแรกกลับมาจากฝรั่งศส และเข้ามารับราชการอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นอกจากนี้ ยังเป็นที่พำนักของข้าราชการคนสำคัญ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือชื่อเดิมว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน นักผจญภัยชาวกรีก มีความสามารถพูดได้หลายภาษา เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทำให้การค้าในสมัยนั้นรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก จนได้รับการแต่งตั้งเป็นสมุหนายกที่เป็นชาวตะวันตกคนแรกของสยาม เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการเมืองในสมัยนั้น ทั้งในทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยสถาปัตยกรรมของตัวอาคาร ที่แสดงให้เห็นลักษณะศิลปะตะวันตกผสมผสานกับศิลปะแบบไทย โดยเฉพาะการจัดสวนหน้าบ้านซึ่งมีลานน้ำพุแบบฝรั่งเศส และที่สำคัญคือ อาคารที่เป็นโบสถ์คริสต์ศาสนาที่มีผังแบบยุโรป แต่มีการตกแต่งซุ้มบานประตู หน้าต่างรูปกลีบบัว ถือว่าเป็นโบสถ์คริสต์ศาสนาหลังแรกในโลก ที่ตกแต่งตามแบบของโบสถ์ทางพระพุทธศาสนา

และนี้คือ…5 ประเด็นน้ำจิ้ม ที่เรานำมาให้แฟนๆ ทุกท่านได้รู้เรื่อง ยังมีอีกหลากเรื่องราวที่คุณพลาดไม่ได้…ในกิจกรรมทัวร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้ค่ะ…ถ้าคุณคือ คนอ่านหนังสือ…และเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “ข้ามสมุทร” ห้ามพลาดโดยประการทั้งปวง

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “โกษาปานราชทูตกู้แผ่นดิน” จังหวัดลพบุรี ที่มติชนอคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรกิตติมศักดิ์ ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม ผู้แต่งหนังสือ “ข้ามสมุทร” และ รศ.ดร. ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยมหิดล และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

ช่วงปลายปี 2558 มีงานเล็กๆ สนุกๆ แถมได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “ปลาๆ” มากมาย ที่ รูท การ์เดน ปากซอยทองหล่อ 3 สุขุมวิท กรุงเทพฯ งาน Fisherfolk”s journey มี 2 วัน คือ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน ครับ จัดขึ้นโดยองค์การ Oxfam เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบคีรีขันธ์ สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย และนิตยสาร WAY

นอกจาก ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำประมงพื้นบ้าน การตรวจหาสารพิษในสัตว์น้ำ วงจรการจับ รักษาสภาพ และส่งขายสัตว์ทะเล ผ่านบอร์ดข้อมูลสีสันเร้าใจ เวทีเสวนา การสาธิตโดยชาวประมงตัวจริงแล้ว ยังมีของทะเลสดๆ จากร้าน “คนจับปลา” จำหน่าย กับทั้งมีโชว์ประชันการปรุงอาหารทะเลหลากสไตล์กัน ชนิดที่ว่าน้ำย่อยน้ำลายไหลกันไปทั้งงานทีเดียว

มีหลักฐานว่า คนไทยที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในผืนแผ่นดินต่างก็ได้กินผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทะเล อย่าง กะปิ น้ำปลา ปูเค็ม และปลาเค็ม มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วนะครับ ยิ่งนับวันการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เราได้กินปลา ปู กุ้ง หอย สดๆ อร่อยๆ จากทั้งทะเลไทย ทะเลพม่า ทะเลจีน ทะเลเวียดนาม กระทั่งทะเลแถบยุโรปตอนเหนือ…โลกเรานี้บางทีก็น่าประหลาด ทุกขณะที่มันกว้างขึ้น มันก็แคบลง บางวัน เราอาจโชคดีได้ลิ้มรสปลาแซลมอนสดจากนอร์เวย์ บางวันก็กุ้งล็อบสเตอร์จากสวีเดน ทว่าเกือบทุกวัน เรากินปลาทู ปลาน้ำดอกไม้ ปลาเก๋า ปลาทราย โดยลืมสงสัยไปว่า ปลาพื้นๆ พวกนี้มาจากไหน จับด้วยวิธีอะไร โดยเรือประมงแบบไหน

อาจบางที มันเป็นความคับแคบของโลกในใจเราเอง ที่ไม่เคยแคลงใจสงสัยว่า เราเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับการได้กินปู ปลา หอย เหล่านี้

คำบอกเล่าของ พี่จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านชุมชนคั่นกระได ประจวบคีรีขันธ์ ในวงเสวนาช่วงเย็นวันแรกของงาน ฉายภาพสงครามชายฝั่งขนาดย่อมๆ แถบทะเลประจวบคีรีขันธ์ ที่มองไม่เห็นความสมดุลของกำลังรบระหว่างกองเรือทั้ง 2 ฝ่าย เอาเลย

ผมหลับตาเห็นภาพเรือประมงพื้นบ้านขนาดย่อม ใช้อวนลอยตระเวนจับปลาในเขตรัศมีไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล จากชายฝั่ง อันเป็นระยะที่ตกลงกันว่าเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ใช้อวนรุนลากล่วงล้ำเข้ามา บางครั้งพวกเขาทำ “ซั้งกอ” ต้นไม้น้ำจำลองจากไม้ไผ่ ทางมะพร้าว แท่งปูน ทิ้งไว้ในทะเลเป็นระยะ เพื่ออภิบาลฝูงปลา ทั้งช่วยยืดระยะไม่ให้ฝูงปลาทูว่ายย้ายถิ่นขึ้นน่านน้ำด้านเหนือเร็วเกินไปจนจับไม่ทัน

แต่หน้าที่อีกอย่างของซั้งกอคือ คอยกันไม่ให้เรืออวนลากรุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามด้วย เนื่องจากแม้ที่ประจวบคีรีขันธ์จะมีการขอร้องเรือใหญ่ที่ข้ามเขตมา ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือแบบเดียวกับเรือพื้นบ้าน แต่ไม่ใช่ทุกลำที่จะทำตาม

อวนรุนของเรือประมงพาณิชย์ที่ดักกวาดเอาปลาทุกชนิด ทุกขนาด นับเป็นการจับปลาที่ทำลายความหลากหลายและปริมาณสัตว์น้ำอย่างรุนแรง

พี่จิรศักดิ์ เล่าเรื่องหอยลายอีกว่า การจับหอยลายส่วนใหญ่จะใช้เรือที่มีกำลังสูง ลากตะแกรงถี่ที่ตะกุยพื้นทะเลลงไปกว่า 1 ฟุต นานนับชั่วโมง จากนั้นคัดเลือกเอาแต่หอยลาย ส่วนหอยหนามหรือหอยอื่นๆ โยนทิ้งไป การลากที่ว่านี้จะพลิกเอาปฏิกูลใต้ดินเลนขึ้นมา ทำให้ไข่หมึกและไข่ปลาเสียหายมาก ปู ปลา ก็จะไม่เข้ามาในบริเวณนั้น

กรณีของ หอยจอบ ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก เรือประมงหอยจอบซึ่งปัจจุบันมีกว่า 100 ลำ จะใช้คน 6-7 คน ต่อลำ ผูกตะกั่วถ่วงน้ำหนักที่เอว เดินลงใต้น้ำ ถือปั๊มฉีดน้ำให้ผิวพื้นทรายเปิด เพื่อเอาเพียง “เอ็น” หอยจอบ ที่ยาวราว 3 เซนติเมตร ส่วนเนื้อและเปลือกโยนทิ้ง วิธีนี้ทำให้เกิดการฟุ้งกระจาย สัตว์น้ำขนาดเล็กส่วนใหญ่จะตาย ดังเคยมีการประท้วงของชาวประมงพื้นบ้านจากสามร้อยยอดเมื่อไม่นานมานี้

ในเมื่อพวกเขาใช้ “ทะเลหน้าบ้าน” เป็นแหล่งยังชีพ จึงย่อมต้องครุ่นคำนึงเป็นพิเศษถึงวิธี เวลา และผลของการจับแต่ละครั้ง

ประเมินกันว่า ระบบนิเวศที่เสียไปแล้วนี้ จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ทีเดียว

ทว่า ท่ามกลางจักรวาลแห่งท้องสมุทรอันไพศาล ยังมีโลกสีครามใบเล็กๆ ใบหนึ่งหมุนรอบตัวเองอย่างแช่มช้าอยู่รอบๆ ชายฝั่งอ่าวไทยแถบท่าศาลา นครศรีธรรมราช มาจนถึงบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์

ร้าน “คนจับปลา” เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันในนามเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบคีรีขันธ์ ถือหุ้น 20% สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยถือหุ้น 20% ที่เหลือ 60% เป็นของสมาคมรักษ์ทะเลไทย ดำเนินกิจการแบบวิสาหกิจชุมชนมาเป็นเวลาปีเศษๆ มีหน้าร้านอยู่ที่สี่แยกบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ และท่าศาลา นครศรีธรรมราช จำหน่ายของทะเลสดที่ชาวประมงพื้นบ้านจับด้วยเครื่องมือที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลคู่ไปกับการทำประมง ส่งสินค้าวันต่อวัน ไม่ใช้ฟอร์มาลินยืดอายุ

“เป้าหมายของเราต้องการให้ชาวประมงเป็นเจ้าของกิจการ 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อไปเมื่อกิจการร้านคล่องตัวขึ้น สมาคมรักษ์ทะเลไทยก็จะคืนหุ้นทั้งหมดให้ชาวประมง” เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ตัวแทนสมาคมรักษ์ทะเลไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของร้านคนจับปลาบอกไว้เช่นนั้น

ร้านคนจับปลา จะรับซื้อของทะเลจากชาวประมงในราคาสูงกว่าตลาดราว 20% ซึ่งถือเป็นราคาที่คำนวณแล้วว่ายุติธรรม ขณะที่ผลกำไรอย่างน้อย 30% มีการคืนให้ชุมชน ที่เหลือ 10% บริจาคให้วัดสี่แยกบ่อนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน ที่เหลือเป็นทุนสนับสนุนงานฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ดังเช่น โครงการธนาคารปูม้า เพาะบ่มปูไข่สุกในพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้สามารถให้ไข่ต่อตัวได้ 200,000-400,000 ฟอง หรือแผนการระยะยาว คือการพยายามตั้งระบบ Bluebrand standard ออกฉลากรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์สินค้าชาวประมงพื้นบ้าน ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสมาคม เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนในที่สุด

ผมได้ปลาทูสดจาก ร้านคนจับปลา ในงาน Fisherfolk”s journey มา 2 ถุง เป็นปลาที่สดจริงๆ ครับ ควักไส้ทำความสะอาดอย่างดี บรรจุถุงพลาสติกแน่นหนา ผมเคยเอาเข้าช่องแช่แข็งในตู้เย็น ก็พบว่าอยู่ได้นานเป็นเดือน และสดกิ๊กเหมือนใหม่พร้อมปรุงทันทีที่ละลายน้ำแข็งแล้ว

พวกชาวประมงมักพูดกันว่า ถ้าจับอย่างถูกวิธี ปลาทูจะไม่มีวันหมดจากทะเลไทย เขาเล่าว่า หลังการปิดอ่าวเพียง 2 สัปดาห์ รุ่งขึ้น เรือประมงสามารถจับปลาทูขึ้นท่าได้นับแสนๆ ตัวทีเดียว

ปลาทูชอบเล่นแสงไฟ ดังนั้น เมื่อมีเรือลักลอบจับปลากะตักในตอนกลางคืน ลูกปลาทูก็จะติดขึ้นมาด้วย การพยายามออกกฎห้ามจับปลากะตักตอนกลางคืนก็ยังไม่ประสบผล

“กินลูกปลาทู ก็เหมือนฆ่าเด็ก” คำพูดของชาวประมงคนหนึ่งแว่วขึ้นมาอีกครั้ง มันทำให้ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ เรายังคงต้องต่อสู้กันต่อไป ตั้งแต่เรื่องเรือหอยจอบ เรื่องการกินลูกปลาทู ฯลฯ

เรื่องฆ่าเด็กก็เช่นกัน…

ให้เช่าที่ดินรัฐ / ปลูกต้นไม้จากหนังสือ ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้เช่าที่ดินรัฐ/ปลูกต้นไม้จากหนังสือ ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

คุณโผง เข้าหักร้างถางพง และครอบครองที่ดินในเขตทหารไว้ ราว 200 ไร่

คุณโผงปรับแต่งที่ดินไว้สวยเชียว ต่อมาคุณจำนูญมาเจอเข้า จึงมาเจรจา ว่าจะขอเช่าทำไร่สับปะรด

คุณโผงเสนอค่าเช่า ปีละ 40,000 บาท ระยะเวลา 4 ปี

เมื่อตกลงกันได้ คุณโผงจึงให้คุณจำนูญเช่าที่ดินนั้น ได้เงินมา 120,000 บาท

คุณโผงยิ้ม

ตามสัญญาเขียนกันไว้ว่า ระยะเวลาเช่า 4 ปี ตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2554

คุณจำนูญเช่ามาจึงลงทุนปลูกสับปะรด งอกงามได้ผลผลิตดีส่งเข้าโรงงาน จนครบกำหนด แต่ยังไม่ออกจากที่ดินผืนนั้น ด้วยเห็นว่าตนน่าจะได้ทำกินต่อไป และเห็นว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐจึงออกอาการว่าไม่เห็นจะต้องไปเช่าจากคุณโผงเลย

คุณโผงเห็นว่าหมดสัญญาเช่าแล้ว ขอให้คุณจำนูญออกไปจากที่ดินแปลงนั้น

แต่คุณจำนูญยังอยู่ต่อ

คุณโผงว่า “ถ้ายังไม่ออก เราจะฟ้องขับไล่ละนะ”

คุณจำนูญว่า “กลัวเสียเมื่อไร ฟ้องมาก็สู้กันสิ”

คุณโผงยื่นฟ้องคุณจำนูญต่อศาล ขอให้พิพากษาบังคับคุณจำนูญออกไปจากที่ดินผืนนั้น

คุณจำนูญต่อสู้คดีว่า ที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินในเขตทหาร เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นของรัฐ คุณโผงไม่มีอำนาจนำที่ดินของรัฐให้ตนเช่า ทั้งรัฐก็ไม่ยินยอม เมื่อตนทำสัญญาเช่าที่ดินและคุณโผงมอบการครอบครองให้แล้ว คุณโผงจึงไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจมาฟ้องคุณจำนูญได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ด้วยเห็นว่าคุณโผงไม่มีอำนาจฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นว่า คุณจำนูญมีสิทธิอยู่ในที่ดินนั้นหรือไม่ และคุณจำนูญต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่คุณโผงหรือไม่เพียงใด

คุณจำนูญฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหารของที่ทหารในท้องที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นที่เข้ามารบกวนได้ในขณะเวลาที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น

ดังนั้น การที่คุณโผงให้คุณจำนูญเช่าที่ดินนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิ เพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้แก่คุณจำนูญ

คุณโผงจึงไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินนั้นอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจฟ้องคุณจำนูญผู้ครอบครองที่ดินนั้นได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของคุณโผง

คุณจำนูญยิ้ม

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12149/2557)

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

มาตรการ 7 วันอันตราย ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ถือบรรลุเป้าจนทะลักทีเดียว

เรียกได้ว่า หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แดงไปด้วยเลือด

หน้าจอทีวี เลือดก็กระจายเต็มจอ

เมื่อได้สนทนาธรรมกับพระคุณเจ้า วัดย่านสะพานพุทธ ท่านก็วิสัชนาว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องของความประมาท และเป็นเรื่องของกิเลส

และที่เป็นปัญหาใหญ่คือ คนไทยไม่มีจิตสำนึกที่ดีเพื่อส่วนรวม มีแต่สำนึกดีเข้าตัว

พระคุณเจ้ายังวิสัชนาอีกว่า ความเจริญทางวัตถุ เป็นตัวก่อให้เกิดกิเลส อยากได้ใคร่มี ก่อให้เกิดอาชญากรรมฉกชิง วิ่งราว จนสังคมวุ่นวาย

ใครขัดขืนอาจถึงแก่ชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส

ตู้รับบริจาคที่ตั้งอยู่บนศาลาก็ยังถูกงัด ถูกขโมย เรียกได้ว่า ชีวิตและทรัพย์สินสมัยนี้ไม่ค่อยจะปลอดภัย

พระคุณเจ้าท่านทิ้งท้ายการสนทนาว่า กรรมที่ก่อก็มักจะมากับจรวด คือเห็นผลเร็ว ขอให้ทำดีไว้เถิด

สาธุ

หน้าแล้งนี้ มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนความเป็นธรรมชาติให้ชุ่มชื้น และมีอากาศดีดีไว้หายใจกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ยี่โถ” ไม้พุ่มที่ไม่โตนัก

ต้นยี่โถ เป็นพันธุ์ไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาไม่มาก ลำต้นเมื่อกะเทาะดู จะมีน้ำยางสีขาวคล้ายกับน้ำนม

ลักษณะของใบยี่โถ จะออกเป็นใบเดี่ยวรูปหอก โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้ม

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกมีรูปทรงเป็นกรวย มีหลายสี เช่น ชมพู หรือขาว มีกลิ่นหอม

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักคู่ ฝักที่แก่จัดจะแตกและมีเมล็ดอยู่ภายใน

เมล็ดยี่โถ จะมีขนคล้ายไหม หากมีลมพัดก็จะลอยไปตามลม

ต้นยี่โถ คนโบราณท่านได้เรียนรู้และศึกษาจนรู้ว่า ยี่โถ เป็นไม้ที่มีทั้งคุณและโทษ โดยเฉพาะใบ

ตามตำรับยาพื้นบ้านบอกว่า ถ้าใช้ใบยี่โถเข้ายาแต่พอเหมาะพอควร จะมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ

แต่ถ้าหากใช้มากเกินไป เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยทั่วไปแล้วคนโบราณนิยมนำมาทำเป็นยาฆ่าแมลง และเป็นยาเบื่อหนู

เพราะฉะนั้น ท่านที่คิดจะใช้ประโยชน์จากใบยี่โถ ก็ขอให้ศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยเฉพาะ

อย่าได้ประมาท คิดว่าตัวเองฉลาดรอบรู้

แทนที่จะได้อยู่จนเห็นรถไฟความเร็วสูง จีน-ญี่ปุ่น

ชีวิตมันจะล่องจุ๊นไปเสียก่อน