เฉลา ปลาดุกร้ากางมุ้ง บ้านน้ำโงก พัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เฉลา ปลาดุกร้ากางมุ้ง บ้านน้ำโงก พัทลุง

14 จังหวัดภาคใต้ มีการปลูกข้าวกันอยู่บ้างแต่ปริมาณไม่เพียงพอสำหรับบริโภค จังหวัดที่ทำนากันมากที่สุดเป็นจังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีพื้นที่เหมาะสม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ในอดีตเกษตรกรในจังหวัดพัทลุงทำนากันเป็นส่วนใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตข้าวมีมากมาย ถึงแม้นาในจังหวัดพัทลุงไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภาคกลางที่มีที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่อุดมสมบูรณ์ จนเรียกว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวก็จริง จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราชก็ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของทางภาคใต้ แต่ก็ยังน่าเศร้าที่ว่า 2 จังหวัดนี้ ปลูกข้าวเพียงพอสำหรับบริโภคในจังหวัดเท่านั้น แต่อีก 12 จังหวัดในภาคใต้ ต้องอาศัยข้าวจากนาของภาคอื่น จังหวัดพัทลุงมี 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ บนพื้นที่ทำการเกษตรถึง 1,425,413 ไร่ มีพื้นที่ทำนาถึง 586,161 ไร่ คิดเป็น 41% อำเภอเมืองและอำเภอควนขนุน ปลูกข้าวมากที่สุด

คุณเฉลา ด้วงเรือง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำสวนยาง แต่ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นชาวนา โดยยายขำซึ่งเป็นยายแท้ๆ ของตัวเองมีฝีมือในด้านการทำปลาดุกร้า เนื่องจากในอดีตน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ข้าวในนา ปลาในหนองมีมากมาย ได้มาแต่ละทีทำกินกันไม่หมด สมัยก่อนยังไม่มีตู้เย็นให้แช่ จึงจำเป็นต้องถนอมอาหารไว้ สมัยนั้นไม่ใช่มีเฉพาะปลาดุก แต่มีปลาช่อน ปลาโสด ส่วนปลาทะเล มี ปลาจวดและปลากระบอก ปลาเหล่านี้ชาวบ้านจับมากันเอง เมื่อกินไม่หมดก็เอามาทำปลาดุกร้า และยายขำเป็นคนที่ทำปลาดุกร้าได้อร่อยในละแวกบ้านโงกน้ำ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และได้รักษากันมาจนถึงรุ่นลูกหลาน ส่วนผสมต่างๆ มีไม่มากและมาจากธรรมชาติ

ในปี พ.ศ. 2550 ทางภาครัฐได้เปิดศูนย์เรียนรู้ ที่บ้านโงกน้ำ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยได้รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นมาฟื้นฟูเพื่อถ่ายทอดให้รุ่นต่อไปไม่ให้สาบสูญ คุณเฉลาจึงได้รับอาสามาเป็นวิทยากรถ่ายทอดการทำปลาดุกร้าของยายขำให้รุ่นลูกหลาน ทำให้การทำปลาดุกร้าแพร่หลาย สามารถนำไปประกอบอาชีพกันได้หลายราย ต่อมาพบว่าชาวบ้านที่มาอบรมหรือดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เมื่อได้ชิมปลาดุกร้าก็ติดใจในรสชาติ ทำให้เกิดความคิดว่าควรจะทำจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อให้ได้ซื้อไปกินที่บ้านกัน จนเกิดความมั่นใจเพราะมีคนติดต่อนำปลาดุกร้าไปจำหน่ายหลายราย จึงคิดนำปลาดุกร้านี้มาทำเป็นธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

ขั้นตอนการทำปลาดุกร้า

ปลาดุกที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อของชาวบ้านในบริเวณอำเภอควนขนุนนี้เอง เพราะการทำปลาดุกร้าของคุณเฉลา จึงทำให้เกษตรกรหลายรายในท้องที่หันมาทำบ่อเลี้ยงปลากันเพื่อขายให้ ปลาดุกที่ซื้อมาต้องกำหนดขนาด ประมาณ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จึงจะเป็นขนาดที่เหมาะสม ซึ่งจะมีราคารับซื้อตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-55 บาท ปลาดุกที่ได้มาจะถูกบรรจุถุง ถุงละ 50 กิโลกรัม แล้วจะนำมาใส่เกลือแกงถุงเล็ก 1 ถุง ปิดปากถุงไว้ให้สนิทปลาก็จะตาย หลังจากนั้น นำปลาดุกมาตัดหัวและล้วงเครื่องในออกทั้งหมดให้เกลี้ยง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ทิ้งพักไว้ในภาชนะที่มิดชิดเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วนำมาล้างให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะเอาปลามาเคล้าเกลือและน้ำตาลให้ทั่วตัวปลาและบริเวณในท้องปลาด้วย โดยผสมเกลือและน้ำตาลให้เข้ากันก่อน ในอัตราส่วน ปลา 5 กิโลกรัม เกลือ 100 กรัม และน้ำตาล 300 กรัม หมักทิ้งไว้ในภาชนะที่มิดชิดเป็นเวลาอีก 12 ชั่วโมง

หลังจากนั้น จึงนำมาตากเรียงกันให้เป็นระเบียบไม่ทับซ้อนกันบนโต๊ะซึ่งมีตาข่ายพลาสติกรองรับ การตากในโรงเรือนที่ 1 อุณหภูมิจะไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากหลังคาเป็นกระเบื้องทึบสลับกับกระเบื้องใส จะต้องมีการกลับปลาวันละ 1 ครั้ง เพื่อให้โดนแดดได้ทั่วถึง จนครบ 3 วัน จึงเอามือกดตัวปลาให้แบนทุกตัว แล้วย้ายไปสู่โรงเรือนที่ 2 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า เนื่องจากเป็นหลังคาใสทั้งหมด ในช่วงนี้ก็ต้องมีการกลับปลาทุกวันจนครบ 4 วัน รวมเวลาการผลิตใช้เวลาประมาณ 8-9 วัน แต่ในช่วงฝนตกชุก แสงแดดค่อนข้างน้อยอาจทำให้ยืดเวลาการผลิตไปอีก เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ปลาก็จะเป็นอันเสร็จกระบวนการผลิต หลังจากนี้ ปลาจะถูกเก็บในภาชนะที่มิดชิดแล้วจึงนำมาบรรจุถุงพลาสติกแบบสุญญากาศ เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น แต่ถ้าแช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน

ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

การผลิตของคุณเฉลาตอนเริ่มต้นทำปลาดุกทุก 5 วัน โดยใช้ปลาดุกรอบละร้อยกว่ากิโลกรัม ปัจจุบันการทำปลาดุกร้าจะทำโดยเริ่มขั้นตอนใหม่ทุกๆ 4 วัน โดยใช้ปลาดุกรอบละประมาณ 1,200 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อทำเป็นปลาดุกร้าแล้วจะเหลือเพียง 350 กิโลกรัม โรงเรือนที่ใช้ในการผลิตมีถึง 3 โรงเรือน มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 18 เมตร โดยมีโรงเรือน 1 หลัง ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน การใช้โรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีส่วนดีที่ประหยัดพลังงานและถูกสุขอนามัย

เดิมการกินปลาดุกร้าในอดีตใช้ใบขมิ้นมาห่อปลาดุกร้าแล้วย่างไฟอ่อนๆ ซึ่งจะมีกลิ่นขมิ้นสมุนไพรที่ชาวปักต์ใต้ชอบนำมาปรุงอาหารหลายๆ ชนิด แต่ปัจจุบันครัวเรือนหันมาใช้เตาแก๊ส การย่างโดยเตาถ่านเป็นการยุ่งยาก จึงเปลี่ยนมาเป็นการทอดน้ำมันแทน ปลาดุกร้าจะมีลักษณะคล้ายปลาเค็มหรือปลาแห้ง แต่จะมีที่แตกต่างกันคือ ปลาดุกร้าจะมีรสชาติเฉพาะตัว คือรสเค็มปนหวาน และเมื่อนำไปทอดจะมีกลิ่นหมัก แต่การย่างจะมีกลิ่นหอมจากการหมักมากกว่า ในการทอดจะต้องทอดด้วยไฟอ่อนและหมั่นกลับปลาอยู่เสมอหลายครั้งจนสุกทั่วกัน อย่าปล่อยให้สุกด้านใดด้านหนึ่งแล้วค่อยพลิก ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับที่คุณเฉลาแนะนำไว้ หลังจากนั้นก็ซอยพริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาวใส่ก็กินกับข้าวสวยอร่อยมาก ถ้าไม่ทอดด้วยน้ำมัน สามารถนำมาเว็บก็ได้ ที่จริงแล้วปลาหลายชนิดสามารถนำมาทำแบบนี้ได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันปลาดุกค่อนข้างหาง่ายและมีราคาถูกกว่าปลาชนิดอื่น

ปลาดุกร้าถูกบรรจุในถุงสุญญากาศ ถุงละ 2 ตัว 4 ตัว และ 6 ตัว ราคาจำหน่ายปลีก 50 บาท 100 บาท และ 150 บาท ตามลำดับ มีจำหน่ายตามร้านทั่วไปแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ ปลาดุกร้าของคุณเฉลาไม่มีหน้าร้านขายเอง โดยปกติจะขายส่งให้แม่ค้ารับไปขายอีกที ถ้าจะขายปลีกก็ในกรณีที่มีการออกร้านของส่วนงานราชการหรืองานสินค้าโอท็อป

ปัจจุบันนอกจากปลาดุกร้าแล้ว ยังมีน้ำพริกปลาดุกร้า ซึ่งทำจากปลาดุกร้า โดยนำปลาดุกร้ามาทอดให้สุก มีส่วนผสมของพริกคั่ว กระเทียมเจียวและหอมเจียว นำมาบดผสมกัน แล้วจึงนำมาคั่วใหม่ให้แห้งอีกที จึงสามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิห้อง น้ำพริกปลาดุกร้าจำหน่ายขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ กระปุกละ 20 บาท และ 40 บาท ลูกค้าในจังหวัดพัทลุงจะมารับสินค้าเองที่บ้าน ส่วนลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด จะจัดส่งทางรถตู้ รถทัวร์ บริษัทขนส่ง และไปรษณีย์ สนใจสินค้า เฉลาปลาดุกร้ากางมุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณเฉลา รอดเรือง เบอร์โทรศัพท์ (086) 075-5203

ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ตามครัวเรือนทั่วไป ถูกซุกซ่อนไว้หลายสิบปี เนื่องจากถูกเทคโนโลยีที่ทันสมัยเบียดจนตกขอบ ปัจจุบันภูมิปัญญาเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม จึงทำให้สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบายจากภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว ภูมิปัญญาเหล่านี้เท่าที่สังเกตจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตรหรือเกี่ยวเนื่องจากการเกษตร

มะละกอ แปลงใหญ่กว่า 300 ไร่ ที่สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05033150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

มะละกอ แปลงใหญ่กว่า 300 ไร่ ที่สกลนคร

วันนี้ได้รับแจ้งจาก คุณไพจิตร กุลตั้งวัฒนา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดสกลนคร และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร ชวนไปชมสวนมะละกอ สวนทองการเกษตร หรือ สวน “เสี่ยทอง” โดยมี ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นำชมด้วย จึงได้มีโอกาสได้รับความอนุเคราะห์ติดรถไปกับท่านประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร

ในช่วงเช้าได้มีการนัดหมายไปรวมตัวกันที่จวนท่านผู้ว่าฯ โดยการเดินทางวันนี้ ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร แต่งตัวทะมัดทะแมงมีหมวกพร้อม มุ่งหน้าไปตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี ราว 50 กิโลเมตร พอมาถึงสี่แยกอำเภอพังโคน…ชาวบ้านเรียกว่าแยก 2 วา คือ อำเภอวาริชภูมิ และอำเภอวานรนิวาส

เลี้ยวขวามุ่งหน้าไปตามถนนสายพังโคน-บึงกาฬ และวิ่งรถมาประมาณ 15 กิโลเมตร ก็มาถึงบ้านโนนอุดม หรือหน้าสถานีตำรวจ สภ. ศรีวิขัย อำเภอวานรนิวาส ก็เลี้ยวขวาแยกเข้าถนนหมู่บ้าน ที่เป็นลาดยางและคอนกรีตสลับกัน ราว 5 กิโลเมตร ก็จะเข้าหมู่บ้าน พบป้ายขนาดใหญ่ “สวนเกษตรทอง” พอเลี้ยวเข้าไปได้พบกับพื้นที่กว้างกว่า 300 ไร่ มีทั้งยางพาราและมะนาว ตลอดจน มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ปลูกเกือบเต็มพื้นที่

เวลาประมาณ 5 โมงเช้าเล็กน้อย ก็พบกับเจ้าของสวนที่มองเห็นครั้งแรกแทบไม่เชื่อว่า จะเป็นผู้รับเหมามาก่อน คุณอานนท์ คูสกุลธรรม หรือ เสี่ยทอง อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ออกมาคอยต้อนรับด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครมาเยี่ยมชมสวน

คุณอานนท์ เล่าว่า แม่บ้าน คุณศศิธร คูสกุลธรรม ดูแลกิจการอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร มีบุตรสาว 2 คน คือ คุณพรธิดา คูสกุลธรรม อายุ 27 ปี และ คุณอรอุมา คูสกุลธรรม อายุ 25 ปี

เมื่อก่อนทำอาชีพอะไร

ก่อนจะมาทำการเกษตร คุณอานนท์ มีธุรกิจส่วนตัว คือ ร้านสถิตย์ธรรมการไฟฟ้า จังหวัดมุกดาหาร เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จำหน่ายปลีก-ส่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2530 ดำเนินการก่อตั้งมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 28 ปี บริหารและดูแลกิจการโดย คุณศศิธร (ภรรยา)

นอกจากนี้ ยังมี ห.จ.ก. เอส ที มุกดาหาร จำกัด ดำเนินกิจการนำเข้า-ส่งออก ไม้แปรรูป ไม้ซุง ก่อตั้งขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2532 บริหารและดูแลกิจการโดย คุณพรธิดาและคุณอรอุมา (บุตรสาว)

จัดทำบ้าน หมู่บ้านทองสิริ โครงการบ้านจัดสรร ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร สร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดียว และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขณะนี้อยู่ในการดำเนินงานสร้างบ้านตัวอย่าง บริหารและดูแลโดย คุณอรอุมา

สวนเกษตรทอง ตั้งอยู่ที่ ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2557 บนเนื้อที่ 374 ไร่ ปลูกมะละกอ 300 ไร่ หรือประมาณ 60,000-70,000 ต้น ซึ่งตลาดมะละกอฮอลแลนด์ส่วนใหญ่จะจัดส่งให้ บริษัท โกลบอล ออร์แกนิคส์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด พ่อค้าคนกลางในตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง

ส่วนที่มาของชื่อ สวนมะนาวทอง คือก่อนจะปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ได้ปลูกมะนาวมาก่อน ซึ่ง คำว่า “ทอง” นั้นคือ ชื่อเล่นของเจ้าของสวน เลยได้ชื่อสวนมะนาวทอง ต่อมามะนาวราคาตก ราคาถูกลง ผลผลิตได้น้อย และใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง เป็นจำนวนมาก ในช่วงนั้นปลูกมะนาวนับร้อยไร่ ปรากฏว่าขายไม่ได้ ต้องขาดทุนยับ

“คิดดูว่า แม่ค้าขายไข่เป็ด ไข่ไก่ ขายไข่ 1 แผง แถมมะนาวให้ 5 ลูก แทบไม่มีราคา ได้ทั้งหมดราว 3 ล้านบาท จึงคิดว่ามะนาวไปไม่ไหวแน่ในช่วงนั้น”

จึงเปลี่ยนมาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ และได้เปลี่ยนจากชื่อ สวนมะนาวทอง เป็นชื่อ สวนเกษตรทอง ซึ่งมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์มีการใช้สารเคมีน้อย ผลผลิตดี มีการควบคุมสารเคมีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงคิดว่าการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แรงจูงใจในการทำเกษตร

เสี่ยทอง บอกว่า ด้วยความที่เป็นคนรักธรรมชาติ รักความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวายในตัวเมือง และชอบกิจกรรมการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีเวลาอ่านหนังสือศึกษาหาความรู้ เมื่อมีโอกาสจึงได้หันมาทำการเกษตรและเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว

ที่มาของการปลูก

มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์

เนื่องจากเป็นคนชอบค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอด เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรเล่มหนึ่ง เห็น บริษัท โกลบอล ออร์แกนิคส์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด รับลูกสวนปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ จึงได้ติดต่อกับ คุณหมี (จากบริษัท) ก่อนที่คุณหมีจะรับให้เป็นลูกสวน คุณหมีต้องการดูพื้นที่ สภาพดิน และแหล่งน้ำ ว่าจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ เมื่อคุณหมีได้ลงพื้นที่ ได้มาสำรวจพื้นที่ สภาพดิน และแหล่งน้ำ ทำให้คุณหมีพอใจและรับเป็นลูกสวนทันทีอย่างไม่ลังเล

จากนั้น จึงขอคำแนะนำและสอบถามเกี่ยวกับการปลูกมะละกอ ซึ่งก็ได้คำแนะนำเป็นอย่างดี รวมทั้งจัดหานักวิชาการทางการเกษตรมาคอยแนะนำให้ด้วย

โดยลงครั้งแรกจำนวนกว่า 300 ไร่ เต็มพื้นที่ กว่า 60,000-70,000 ต้น ปัจจุบัน สามารถเก็บขายได้แล้ว เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 4-5 ตัน

การรับซื้อ ลูกค้าเดินทางมารับซื้อถึงสวน ในราคาตันละ 23,000 บาท (สองหมื่นสามพันบาท) หรือกิโลกรัมละ 23 บาท

เสี่ยทอง บอกว่า ครั้งแรกตั้งใจจะให้เป็นสวนยาง เพราะในช่วงนั้นยางมีราคาสูงมาก และในช่วงดังกล่าวจึงได้หันมาปลูกมะละกอฮอลแลนด์แซม โดยการปลูกเป็นไปตามหลักวิชาการที่มีการแนะนำ และความรู้ส่วนหนึ่งมาจากการค้นคว้า อ่านมากๆ แล้วก็ลงมือทำ ขณะนี้ได้ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นมาอีก และกำลังลงแปลงปลูกมะละกออย่างเดียว เพราะทุกวันนี้ตลาดมะละกอยังกว้างไกล ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแทบไม่พอขาย ในแต่ละวันจะมีรถวิ่งเข้าออกจำนวนมาก เพราะมารับมะละกอ

นอกจากนี้ พืชอย่างอื่นก็มีการปลูกเช่นกัน กล้วยน้ำว้า รวมทั้งมะม่วงและลำไย

เสี่ยทอง บอกอีกว่า ที่ดินที่ตนมาปลูกเบื้องต้นจากไม่กี่สิบไร่ในช่วงนั้น มีชาวบ้านรายหนึ่ง มีปัญหาเรื่องเงินแล้วนำมาขายให้ และเป็นป่าขาดแหล่งน้ำ จึงได้ขุดอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ ต่อมาเห็นว่า น้ำดี จึงทดลองปลูกพืชอื่นๆ ก่อนที่จะมาเป็นสวนมะละกอทอง

วันนี้ เสี่ยทอง ได้หันมาทำเกษตรอย่างจริงจัง และเต็มตัว ส่วนงานดูแลธุรกิจต่างๆ ให้ภรรยาและลูกๆ ทำ ส่วนตัวเองก็ถือว่ามีความสุขเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม “เสี่ยทอง” บอกว่า สวนมะละกอทอง ที่นี่พร้อมเปิดรับเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่สนใจ โดยไม่ปิดกั้น ปลูกมะละกออย่างไรให้ได้ผล ใช้ทุนน้อย ที่นี่จะมีทั้งการปลูกด้วยการเพาะกล้า และการปลูกมะละกอจากกิ่งทาบ หากเกษตรกรหรือหน่วยงานใดสนใจอยากศึกษาดูงาน สามารถติดต่อได้ที่ โทร. (098) 660-8464 หรือติดต่อได้ที่บ้านจังหวัดมุกดาหาร เลขที่ 42/5 ถนนพิทักษ์พนมเขต อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร (เสี่ยทอง จะประจำที่สวนเกษตรทอง) ทุกวัน

………………………………….

มะละกอ สร้างเงิน

– พื้นที่ปลูกมะละกอทั้งสิ้น 374 ไร่

– รายได้ ต้นละ 1,000 บาท

– จำหน่าย ตันละ 23,000 บาท หรือ กิโลกรัมละ 23 บาท

– ใช้การปลูกระบบน้ำหยด ทั้งเพาะกล้า-กิ่งทาบ

– ปัจจุบัน ให้ผลผลิตแล้ว กว่า 60,000 ต้น ปีหนึ่งเก็บผลผลิตได้ 3 รอบ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (เฉพาะมะละกอ) ตลาดไท สี่มุมเมือง ห้างต่างๆ ในประเทศ…

“ลิ้นจี่ นพ.1” ไม้ผลทำเงิน ของ “ลุงสวัสดิ์ ภาษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010559&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนฯ การเกษตร

พิงค์บุ๊ก

“ลิ้นจี่ นพ.1” ไม้ผลทำเงิน ของ “ลุงสวัสดิ์ ภาษา”

“ลิ้นจี่ นพ.1” นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านบาท ให้แก่ชาวบ้าน 150 ครัวเรือน ที่พักอาศัยอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตพื้นที่บ้านนาโดน หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 11 และบ้านขามเฒ่า หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ที่ปลูกในตำบลนี้มีคุณลักษณะเด่นคือ รสชาติอร่อย ผลใหญ่ น้ำไม่เยอะ ไม่ฉ่ำ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ผลผลิตคุณภาพดีเหล่านี้ ตลาดจีนประกาศรับซื้อไม่อั้น

“ลุงสวัสดิ์ ภาษา” นับเป็นผู้บุกเบิกในการนำ ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 มาปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้ ปัจจุบัน ลุงสวัสดิ์ อาศัยอยู่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ในอดีตลุงสวัสดิ์มีอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่ยาสูบ สลับกับปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิด เช่น ข้าวโพด หอมแดง ฯลฯ บนเนื้อที่ทำกิน 20 ไร่ มาโดยตลอด

ปี 2535 ชีวิตของลุงสวัสดิ์เดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อลุงสวัสดิ์ได้เจอ ต้นลิ้นจี่ “นครพนม 1 (นพ.1)” ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ก็รู้สึกประทับใจกับผลผลิตของลิ้นจี่พันธุ์นี้ ที่มีลักษณะผลใหญ่ สีเด่นสะดุดตา รูปทรงสวยงาม น่ารับประทาน จังหวะนั้น ทางศูนย์ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้สนใจเข้ามีส่วนร่วมในการทดสอบเทคโนโลยีการผลิต ลิ้นจี่ นพ.1 ลุงสวัสดิ์ จึงติดต่อขอซื้อกิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ.1 มาทดลองปลูกที่บ้าน จำวน 50 ต้น

จุดเริ่มต้นของลิ้นจี่พันธุ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เมื่อญาติโยมรายหนึ่งได้นำลิ้นจี่พันธุ์ดีมาถวาย หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม หลวงปู่ได้ฉันลิ้นจี่แล้วก็เกิดความประทับใจรสชาติความอร่อยของลิ้นจี่ จึงมอบเมล็ดพันธุ์ลิ้นจี่ให้ญาติโยมในพื้นที่บ้านนาโดน ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ได้นำไปปลูก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ไปพบลิ้นจี่พันธุ์ดังกล่าวปลูกในบ้านเรือนเกษตรกร ในพื้นที่บ้านนาโดน พบว่า ลิ้นจี่พันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งด้านคุณภาพและรสชาติ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินพื้นที่ภาคอีสาน จึงนำมาปลูกขยายพันธุ์ และคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม จนกลายเป็น “ลิ้นจี่นครพนม 1 (นพ.1)” จึงประกาศให้ลิ้นจี่ชนิดนี้ เป็นพันธุ์แนะนำสำหรับปลูกในแหล่งจังหวัดแถบริมฝั่งแม่น้ำโขง

ต้นลิ้นจี่ นพ.1 ที่ลุงสวัสดิ์นำมาปลูกล้วนให้ผลผลิตคุณภาพดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป ลุงสวัสดิ์จึงตัดสินใจหันมาลงทุนทำสวนลิ้นจี่ นพ.1 อย่างจริงจัง กลายเป็นอาชีพหลักสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมั่นคงในเวลาต่อมา เรียกว่า ลุงสวัสดิ์เลือกอาชีพได้ถูกโฉลก ทำให้เส้นทางชีวิตก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย และสร้างชื่อเสียงให้สวนลุงสวัสดิ์ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของลุงสวัสดิ์ สร้างแรงจูงใจให้เพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกลิ้นจี่ตามลุงสวัสดิ์กันอย่างกว้างขวาง

การปลูกดูแล

ปัจจุบัน ต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนลุงสวัสดิ์มีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ยังให้ผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะลุงสวัสดิ์จะทำ “สาวต้นลิ้นจี่” โดยตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มต้นลิ้นจี่ทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว พร้อมบำรุงอาหารให้ต้นลิ้นจี่เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีผลผลิตคุณภาพดีจำนวนมาก ทุกวันนี้ ลิ้นจี่ นพ.1 เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดทั้งปี ลุงสวัสดิ์จึงวางแผนปลูกลิ้นจี่ให้ได้ปีละ 3 รุ่น โดยวางแผนให้ผลผลิตรุ่นแรกเข้าสู่ตลาดช่วงปลายเดือนธันวาคม-ต้นเดือนมกราคม รุ่นที่ 2 มีผลผลิตเข้าตลาดช่วงกลางเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยทั่วไป ต้นลิ้นจี่ นพ.1 มักมีผลผลิตจำนวนมาก ในรุ่นที่ 3 ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ของทุกปี

ลุงสวัสดิ์ บอกว่า ต้นลิ้นจี่ นพ.1 ปลูกดูแลง่าย ควรปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร ดูแลให้น้ำทุกๆ 7 วัน เมื่อต้นลิ้นจี่ติดดอกได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงค่อยเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หลังให้น้ำครั้งแรก ควรพักการให้น้ำระยะหนึ่งก่อน รอจนกิ่งที่ติดผลคล้อยลงต่ำ จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้ง พร้อมให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หรือ ปุ๋ยสูตร 13-21-21 สำหรับบำรุงต้น ครั้งละ 1 กำมือ หว่านรอบต้นลิ้นจี่ ในรัศมี 1 เมตร

ลิ้นจี่ นพ.1 เป็นที่ต้องการของ

ตลาดในประเทศ-ส่งออก

ทุกวันนี้ ลุงสวัสดิ์ มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 มากถึง 100 ไร่ เก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณปีละ 200 ตัน ผลผลิตส่วนใหญ่จะวางขายในห้างสรรพสินค้าท็อปส์ แม็คโคร ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท และส่งขายตลาดจีน ส่วนสินค้าตกเกรด จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น

“ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 เป็นลิ้นจี่สายพันธุ์เบา เก็บผลผลิตออกขายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน ทำให้ผลผลิตไม่ชนกับลิ้นจี่ภาคเหนือ ที่สำคัญลิ้นจี่พันธุ์นี้ติดผลง่าย ไม่ต้องรอให้มีอากาศหนาว ลิ้นจี่พันธุ์นี้มีผลผลิตเข้าตลาดเร็วกว่าพันธุ์ฮงฮวยและพันธุ์จักรพรรดิ แถมมีจุดเด่นสำคัญในเรื่องรสชาติหวานอร่อย เนื้อแห้ง ผลใหญ่ ประมาณ 22-26 ผล ต่อกิโลกรัม มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ทำให้ ลิ้นจี่ นพ.1 ขายดีมาก ผลผลิตมีมากเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย” ลุงสวัสดิ์ กล่าว

แห่ปลูก “ลิ้นจี่ นพ.1” ทดแทน

สวนยาง ในภาคเหนือ-อีสาน

ครอบครัวลุงสวัสดิ์นอกจากจำหน่ายผลลิ้นจี่ให้แก่ผู้สนใจแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายกิ่งตอนคุณภาพดี ในราคา ต้นละ 100-200 บาท ลุงสวัสดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานแห่มาสนใจปลูก ลิ้นจี่ นพ.1 กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่วนใหญ่ต้องการซื้อกิ่งพันธุ์ ลิ้นจี่ นพ.1 ไปปลูกทดแทนสวนยางพาราที่ถูกโค่นทิ้งในช่วงที่ภาวะราคายางตกต่ำ

กิ่งพันธุ์ต้นลิ้นจี่ที่ซื้อขายในท้องตลาดทั่วไป มักเป็นกิ่งตอนขนาดเล็ก หากเกษตรกรซื้อไปปลูก ต้นลิ้นจี่จะให้ผลผลิตค่อนข้างช้า ต้องรอถึงปีที่ 4 จึงจะเก็บผลผลิตออกขายได้ แต่ลุงสวัสดิ์ได้นำเทคนิคใหม่มาใช้ในการขยายกิ่งพันธุ์ เพื่อให้ได้กิ่งตอนขนาดใหญ่ เมื่อนำไปปลูก ต้นลิ้นจี่จะติดผลได้เร็วขึ้น สามารถเก็บผลลิ้นจี่ไปขายได้ หลังจากลงปลูกเพียง 2 ปีเท่านั้น

เคล็ดลับการตอนกิ่งของลุงสวัสดิ์ อยู่ที่การเลือกกิ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าลำแขน หรือเป็นกิ่งกระโดง ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้วครึ่ง ควั่นกิ่งโดยรอบให้แผลด้านบนและด้านล่างห่างกัน เท่ากับเส้นรอบวงของกิ่ง ใช้มีดถากเปลือกออก หลังจากนั้น ต้องขูดเยื่อเจริญออกให้หมด ระวังไม่ให้แผลช้ำแล้วหุ้มด้วยถุงพลาสติกที่บรรจุขุ่ยมะพร้าว ที่แช่น้ำจนชุ่ม มัดให้แน่น หากขุยมะพร้าวในถุงแห้งก็ให้รดน้ำบ้าง

หลังจากตอนกิ่งไปได้ประมาณ 45 วัน กิ่งที่ตอนจะออกรากและสมบูรณ์พอที่จะตัดไปชำลงถุง การตอนอย่างถูกวิธี ช่วยให้ได้ผลเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นเลี้ยงไว้อีก 1 เดือน นำไปลงปลูกในแปลงได้ ในระยะแรก ควรใช้ไม้ค้ำเป็นแนวทแยงเพื่อป้องกันต้นล้ม เมื่อต้นลิ้นจี่อายุ 2 ปี ก็จะเริ่มให้ผล ครั้งแรกเฉลี่ย ต้นละ 5 กิโลกรัม และเพิ่มเป็น 20 กิโลกรัม เมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้น ผลผลิตก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ. 1 ไปทดลองปลูก สามารถติดต่อสั่งซื้อกับ ลุงสวัสดิ์ ภาษา ได้ที่เบอร์โทร. (081) 320-6447 หรือติดต่อกับลูกสาวลุงสวัสดิ์ ชื่อ คุณต่าย ได้ที่เบอร์โทร. (081) 058-9664 หรือติดต่อทางเฟซบุ๊ก “ต่ายลิ้นจี่นครพนม” ได้ทุกวัน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

มะละกอลูกผสม “พันธุ์ส้มตำ” ทางเลือกใหม่ สำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออกไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนฯ การเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

มะละกอลูกผสม “พันธุ์ส้มตำ” ทางเลือกใหม่ สำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออกไทย

มะละกอ เป็นไม้ผลที่โตเร็ว ให้ผลผลิตประมาณ 4-8 เดือน หลังปลูก และให้ผลตลอดปี สามารถบริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ มะละกอจึงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย เป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและส่งออก น้ำยางจากผลดิบสามารถผลิตเอนไซม์ปาเปน เพื่อใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้ ประเทศไทยสามารถปลูกมะละกอได้ดีทั่วทุกภาค ปัจจุบันแหล่งปลูกมะละกอที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี นครปฐม ชุมพร นครราชสีมา สระบุรี ฯลฯ

ศรแดง เปิดตัว

มะละกอลูกผสม “พันธุ์ส้มตำ”

เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยมีโอกาสปลูกมะละกอพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีลักษณะดีกว่าพันธุ์เดิม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้มากขึ้น ล่าสุด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อการค้า “ศรแดง” ได้เปิดตัว “ส้มตำ” มะละกอพันธุ์ใหม่ ที่ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ทั้งหมด 15 ปี ปัจจุบัน ได้จดทะเบียนสายพันธุ์เรียบร้อยแล้ว

ศรแดง ปรับปรุงพันธุ์มะละกอทุกขั้นตอนโดยวิธีธรรมชาติ เริ่มจากตรวจสอบ ดีเอ็นเอ (DNA) ทุกสายพันธุ์ที่มีทั้งหมดว่า ปลอดจากกระบวนการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) หลังจากนั้น ย้ายปลูกในสภาพไร่ เพื่อคัดสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรคไวรัสใบจุดวงแหวน จึงผสมคัดเลือกสายพันธุ์พ่อ แม่ ที่มีลักษณะผลที่ตรงตามความต้องการของตลาดส้มตำ และมีความทนทานต่อโรคไวรัส ทางบริษัทเน้นวิจัยเรื่องการเปลี่ยนเพศของดอกมะละกอในสภาพร้อนจัดและหนาวจัด ก่อนทำลูกผสม และทดสอบ เก็บข้อมูลในสถานีทดลอง และแปลงเกษตรกร เพื่อคำนวณผลผลิตต่อต้น น้ำหนักผล ความกว้าง ความยาว ความแน่นเนื้อ ความหนาเนื้อ อายุหลังการเก็บเกี่ยว ความทนโรคไวรัสใบจุดวงแหวน รวมทั้งเปรียบเทียบให้คะแนนรวม รสชาติ ความกรอบ ความหวาน ความทนโรค

คุณละไม ยะปะนัน นักปรับปรุงพันธุ์มือหนึ่งของศรแดง กล่าวว่า มะละกอลูกผสม พันธุ์ส้มตำ เป็นสินค้าทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออกไทย เนื่องจากมะละกอพันธุ์นี้มีลักษณะเด่น คือ

1. ลำต้นใหญ่ แข็งแรง การติดผลดก ความสูงของดอกแรกต่ำ มีจำนวนข้อมาก

2. การให้ผลผลิตสูง มีช่อใหญ่ และมี 2-3 ผล ต่อช่อดอก เฉลี่ย 80-100 ผล ต่อต้น

3. ทนทานต่อสภาพอากาศหนาวจัดและร้อนจัด

4. ทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวน ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส และโรครากเน่า ผลเน่า

“จุดเด่นของมะละกอลูกผสม พันธุ์ส้มตำ คือ กรอบ อร่อย เหมาะสำหรับทำส้มตำ เก็บไว้ 5-7 วัน ยังมีคุณภาพดี ทนทานต่อการขนส่ง ให้ผลเร็ว อายุการเก็บเกี่ยว 7-8 เดือน ทรงผลยาว 33-35 เซนติเมตร สีเนื้อเป็นสีเหลือง น้ำหนักเฉลี่ยผลละ 1.5 กิโลกรัม ความหวาน 13-14 บริกซ์ ที่สำคัญมะละกอพันธุ์นี้มีความทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวนในระดับปานกลาง-สูง” คุณละไม กล่าว

สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกมะละกอ พันธุ์ส้มตำได้จำนวน 213 ต้น โดยปลูกในระยะ 3×2.5 เมตร จะได้ผลผลิตต่อต้น เฉลี่ย 80 ผล น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม หรือประมาณต้นละ 120 กิโลกรัม คำนวณผลผลิตต่อไร่ ประมาณ 25,560 กิโลกรัม หรือ 20-25 ตัน ต่อไร่ เกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท หรือประมาณ 80,000-100,000 บาท ต่อไร่

เนื่องจากการปลูกมะละกอสำหรับส่งโรงงานแปรรูป ต้องมีมะละกอเนื้อสีแดงและเนื้อสีเหลืองส่งพร้อมกัน ในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตมะละกอได้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ศรแดงจึงได้พัฒนามะละกอลูกผสม สำหรับกินผลสุกเพื่อเป็นทางเลือกแก่เกษตรกร ที่มีขนาดผลตั้งแต่ 1.0-1.5 กิโลกรัม และขนาด 2-3 กิโลกรัม ความยาวผล 25-30 เซนติเมตร อายุการเก็บเกี่ยว 8-9 เดือน เนื้อสีแดง และเนื้อสีเหลือง ที่มีรสชาติหวาน หอม อร่อย ทนทานต่อการขนส่ง เนื้อแน่น ทนทานต่อโรคไวรัสใบจุดวงแหวน

มะละกอลูกผสม สำหรับกินผลสุกของศรแดงมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น มะละกอเนื้อแดง (เรดโนวา) เรดเลดี้ไทป์ น้ำหนัก 1.5-2 กิโลกรัม ความหวาน 11-13 บริกซ์ เนื้อแดง ลูกใหญ่ (เรดโรยัล) เรดเลดี้ไทป์ น้ำหนัก 1.7-2.5 กิโลกรัม ความหวาน 11-12 บริกซ์ มะละกอเนื้อเหลืองเข้ม (ลูน่า) สำหรับตลาดโรงงาน น้ำหนัก 1.5-2.5 กิโลกรัม ความหวาน 11-13 บริกซ์ อีกสายพันธุ์ที่โดดเด่นมากคือ มะละกอลูกผสม พันธุ์ 15611 เนื้อเหลืองทอง มีกลิ่นหอม อร่อยมาก น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ความหวาน 13-14 บริกซ์ เมื่อนำไปกินกับข้าวเหนียวมูนก็ได้รสชาติอร่อยกลมกล่อม ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับการกินข้าวเหนียวมะม่วง หากสนใจเมล็ดพันธุ์มะละกอของศรแดง สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.eastwestseed.com หรือสอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ ได้ที่ โทร. (02) 831-7777

ตรวจสอบ

“มะละกอ จีเอ็มโอ”

ด้วยเทคนิคง่ายๆ

มะละกอ จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน หากเกษตรกรสามารถผลิตมะละกอให้ได้ลักษณะตรงตามความต้องการของผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ ตลาดมีความต้องการผลผลิตมะละกอตลอดทั้งปี โดยเฉพาะมะละกอผลดิบ ที่มีการบริโภคภายในประเทศตลอดทั้งปี ส่วนมะละกอผลสุกและแปรรูป หากสามารถวางแผนให้มีผลผลิตตรงกับช่วงที่ตลาดต้องการ หรือช่วงที่มะละกอมีราคาสูง ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี การลดความเสี่ยงในการผลิตคือ ต้องวางแผนป้องกัน กำจัดโรคพืชและแมลงศัตรูมะละกออย่างเหมาะสม เป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ

ผศ.ดร. วิชัย โฆสิตรัตน์ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาการระบาดของโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน ซึ่งเกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อ Papaya ringspot virus (PRSV) ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกมะละกอ เพราะเชื้อดังกล่าวจะเข้าทำลายได้ทุกระยะของการเจริญเติบโตของต้นมะละกอ โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงพาหะ โดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ แค่ 10-30 วินาที ในการถ่ายทอดโรค ทำให้การใช้สารเคมีกำจัดแมลงพาหะไม่ได้ผลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

ต้นมะละกอที่ได้รับเชื้อ PRSV จะมีการเจริญเติบโตผิดปกติ แคระแกร็น ให้ผลผลิตน้อย และมีคุณภาพต่ำ หรืออาจไม่ให้ผลผลิตเลย หากตรวจพบต้นที่มีอาการของโรค ต้องตัดต้นเผาทิ้งทันที ยอมเสียต้นจำนวนน้อย ดีกว่าเสียผลผลิตทั้งแปลง นอกจากนี้ การเริ่มต้นปลูกมะละกอจากเมล็ดที่ตรงพันธุ์ เชื่อถือได้ ก็ส่งผลให้ได้มะละกอที่ส่งตลาดได้ตามเป้าหมาย

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน นักวิจัยได้พยายามหาวิธีป้องกันกำจัดด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น กระบวนการตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) นำมาใช้ผลิตมะละกอ จีเอ็มโอ ออกขายทั่วโลก แม้รัฐบาลไทยยังไม่พิจารณาอนุมัติให้มีการผลิตมะละกอ จีเอ็มโอ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ทุกวันนี้มีการหลุดรอดของมะละกอ จีเอ็มโอ ในแหล่งปลูกมะละกอทั่วไป “โดลไทยแลนด์” ผู้ส่งออกมะละกอรายใหญ่ของไทย สุ่มตรวจสอบว่ามะละกอที่ปลูกในแปลงเกษตรกรหลายพื้นที่ ก็เจอมะละกอ จีเอ็มโอ เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ก้อนโต หลังเจอปัญหาดังกล่าว เนื่องจากหลายประเทศในกลุ่ม อียู และญี่ปุ่น ปฏิเสธไม่ซื้อมะละกอ จีเอ็มโอ เพราะไม่มั่นใจว่าปลอดภัยกับระบบนิเวศจริงหรือไม่

ผศ.ดร. วิชัย กล่าวว่า ค่าตรวจสอบมะละกอ จีเอ็มโอ ในระดับห้องปฏิบัติการ มีราคาแพงมาก ผมแนะนำ บริษัท โดลไทยแลนด์ สุ่มตรวจสอบมะละกอ จีเอ็มโอ ในแปลงเกษตรกร ด้วยเทคนิคง่ายๆ คือ นำยาปฏิชีวนะ ชื่อว่า “กาน่า มัยซิน” ประมาณ 1 กรัม มาผสมน้ำสะอาด 1 ลิตร เพื่อให้ได้ความเข้มข้น 1,000 ส่วน ใน 1 ล้านส่วน และเติมสารจับใบ ที่เป็นกลุ่มน้ำยาล้างจานทั่วไป ผสมเข้าไป 2 หยด กรอกส่วนผสมที่เตรียมไว้ใส่กระบอกฉีดน้ำ เขย่าให้เข้ากันดี ถือกระบอกฉีดน้ำเดินไปในสวนมะละกอ ที่กำลังติดลูกอยู่ หรือไม่มีลูกก็ได้ ฉีดน้ำยาที่เตรียมไว้บนใบอ่อนของต้นมะละกอ และปล่อยทิ้งไว้สัก 7 วัน ค่อยกลับมาดูใหม่

หากพบว่า ใบอ่อนตาย แสดงว่า ต้นนี้ไม่ใช่มะละกอ จีเอ็มโอ ต้นที่เหลืออยู่ในแปลงก็ไม่ได้เป็นมะละกอ จีเอ็มโอ เช่นเดียวกัน แต่หากพบว่า ใบอ่อนยังอยู่รอดปลอดภัย แสดงว่า มะละกอทุกต้นในสวนแห่งนี้มีโอกาสเป็นมะละกอ จีเอ็มโอ แน่นอน เพราะมะละกอ จีเอ็มโอ ต้านทานต่อสารกาน่า มัยซินได้ หากใครอยากรู้ว่า ต้นมะละกอในสวนของท่านเป็นมะละกอ จีเอ็มโอ หรือไม่ อย่ารอช้า รีบตรวจสอบด้วยตัวท่านเองได้ทันที เพราะเทคนิคที่ ผศ.ดร. วิชัยแนะนำในครั้งนี้ ใช้ต้นทุนต่ำมากและมีขั้นตอนการตรวจสอบที่ง่ายมาก

“แขกนวล” พันธุ์แท้

มีขายที่ มก. กำแพงแสน

เชื่อว่า หลายคนคงติดใจรสชาติความอร่อยของมะละกอ พันธุ์ “แขกนวล” หนึ่งในมะละกอสายพันธุ์ดีที่ปลูกแพร่หลายในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มะละกอพันธุ์แขกนวล (กลายพันธุ์มาจากพันธุ์แขกดำ) มีจุดเด่นสำคัญคือ ต้นเตี้ย ใบสีเขียวเข้ม ผลมีขนาดปานกลาง ผิวสีนวล เปลือกผลจะอ่อนกว่า พันธุ์แขกดำ ผลมีลักษณะยาว น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อผล เมล็ดมีขนาดใหญ่สีดำ ผลสุกเนื้อมีสีแดงส้ม หรือสีเหลืองเข้ม รสหวาน เปอร์เซ็นต์น้ำตาลประมาณ 13.44 บริกซ์

ที่ตลาดศรีเมือง จังหวัดราชบุรี มะละกอพันธุ์แขกนวล ขายดีมาก เพราะมะละกอพันธุ์นี้มีผิวสวย เนื้อกรอบ อร่อย ลูกค้าจำนวนมากนิยมซื้อมะละกอพันธุ์แขกนวลไปใช้ทำส้มตำ มะละกอพันธุ์แขกนวลที่ตลาดศรีเมืองส่วนใหญ่จะส่งไปขายในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกจรดชายแดนภาคใต้

ดร. สิริกุล วะสี ศูนย์วิจัยพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า ตลาดต้องการ มะละกอพันธุ์แขกนวลทั้งผลดิบและผลสุก หากนำมะละกอแขกนวลผลดิบไปทำส้มตำจะได้รสชาติอร่อยที่สุด เช่นเดียวกับส้มตำจากมะละกอพันธุ์ครั่ง ส่วนมะละกอผลสุกเป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูป

เนื่องจาก มะละกอ เป็นพืชผสมข้าม การปลูกมะละกอหลายพันธุ์ในแปลงเดียวกัน หรือปลูกใกล้กัน โอกาสกลายพันธุ์เมื่อเก็บเมล็ดไปปลูกต่อจะสูงมาก ปัจจุบัน มะละกอพันธุ์แขกนวลที่ซื้อขายในตลาดบางแห่งมีรสชาติผิดเพี้ยนไป ไม่อร่อยเหมือนในอดีต เพื่อรักษาคุณภาพมะละกอแขกนวลสายพันธุ์ดั้งเดิมไว้ ศูนย์วิจัยพัฒนาพืชผักเขตร้อน จึงได้คัดเลือกมะละกอพันธุ์แขกนวล พันธุ์แท้ คุณภาพดี ที่มีขนาดผลยาว (ผลจากดอกสมบูรณ์เพศ) เพื่อนำมาผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์จำหน่ายแก่ผู้สนใจ

หากใครอยากได้เมล็ดพันธุ์มะละกอแขกนวล จากต้นพันธุ์แท้จริง หรือมะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย ขนาดบรรจุ 10 กรัม ราคา 200 บาท ติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (ภาควิชาพืชสวน) คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน โทร. (034) 281-389 หรือ E-mail : tvrc ku_kps@hotmail.com หากใครมีข้อสงสัยเรื่องมะละกอ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก ดร. สิริกุล วะสี ได้ที่ อี-เมล rdisrw@ku.ac.th หรือเบอร์โทร.(034) 351-399

ผักออร์แกนิกส์@เกาะหมากรีสอร์ท …สดจากแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ผักออร์แกนิกส์@เกาะหมากรีสอร์ท …สดจากแปลง

“ตราด” 1 ใน 12 เมืองต้องห้าม…พลาด เมืองเกาะในฝันที่ใครๆ อยากมาท่องเที่ยวสักครั้ง และทำให้อยากมาซ้ำๆ อย่างไม่รู้เบื่อ ก่อนหน้านี้อาจจะรู้จักกันแค่ เกาะช้าง เกาะกูด แต่ 2-3 ปี ที่ผ่านมา “เกาะหมาก” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ปีนี้สูง 120,000 คน โดยเฉพาะชาวต่างประเทศมีมากถึง ร้อยละ 80 ด้วยอัตลักษณ์การเป็นเกาะท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำกระแสของการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนมาเป็นต้นแบบของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน

จาก ผักกางมุ้ง…

ทดลองปีเดียว ทำจริงได้ผล

คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล ผู้จัดการ เกาะหมากรีสอร์ท และนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด วัย 67 ปี เล่าให้ฟังว่า สภาพทั่วๆ ไปของเกาะหมาก รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ทำเกษตรกรรมหลักๆ คือ สวนมะพร้าวและยางพาราเป็นพืชหลัก พืชล้มลุกอื่นๆ ไม่มีใครปลูก โดยเฉพาะผักต่างๆ ส่วนใหญ่จะปลูกกินในครัวเรือน เนื่องจากสภาพดินเป็นดินทรายไม่เหมาะ และมีแมลงที่เป็นศัตรูพืช ต่อเมื่อเกาะหมากค่อยๆ ปรับสภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนิยมเดินทางมาพักผ่อนในที่เงียบสงบอย่างเกาะหมากเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่ง ปี 2554 ถึงปัจจุบัน มีรีสอร์ท ร้านอาหาร เพียง 33 แห่ง ด้วยเป้าหมายการท่องเที่ยวชาวเกาะหมากพยายามรักษาปริมาณรีสอร์ทและเน้นเพิ่มการพัฒนาคุณภาพแทน ด้วยข้อจำกัดการทำเกษตรกรรมดังกล่าวก่อนหน้านี้ อาหารที่ทำให้นักท่องเที่ยวรับประทานประเภทผัก เนื้อสัตว์ ผลไม้ ต้องสั่งซื้อจากฝั่งจังหวัดตราดแทบทุกอย่าง

เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมานี้เอง สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด ได้ติดต่อนำโรงเรือนผักกางมุ้งมาให้ทดลองปลูกผัก แรกๆ ปลูกผักประเภท ผักสลัด เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักชี แต่ไม่ได้ผลดีนัก เพราะ สภาพดินเป็นดินทรายและมีแมลงรบกวน จึงแก้ไขปัญหาด้วยการจ้างนักวิชาการด้านพืชสวนมาช่วยดูแล มีการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ทำน้ำหมักชีวภาพ ในที่สุดสามารถพัฒนาให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น จากจุดนี้เริ่มคิดที่จะปลูกผักไว้ใช้ในรีสอร์ทเองเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง คราวนี้ทำจริงจังอย่างครบวงจร เพราะได้คุณผดุงศักดิ์ สามัญเมือง หรือ คุณโอ๋ เกษตรกรมืออาชีพในท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญมาดูแลประจำ ทำตั้งแต่ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เพาะเลี้ยงไส้เดือนจากเศษอาหาร ใช้มูลไส้เดือนเป็นปุ๋ยปลูกผักและพืชผลล้มลุกต่างๆ ทั้งในมุ้งและยกแปลงปลูกนอกมุ้งที่ขยายพื้นที่ออกไปรอบๆ โรงเรือนกางมุ้ง ประมาณ 5 ไร่

ผัก ผลไม้ สดๆ จากแปลง

สู่ โต๊ะอาหาร ในรีสอร์ท…

คุณจักรพรรดิ เล่าให้ฟังว่า เกาะหมากรีสอร์ท มีห้องพัก 24 หลัง มีแขกเฉลี่ยวันละ 30-35 คน ปีนี้ซื้อผักสด ผักสลัด จากบนฝั่งมาทำอาหารเช้าลดลง รวมทั้งผลไม้ ทำให้ลดต้นทุนไปได้มาก ที่สำคัญแขกได้รับประทานของสด สะอาด ปราศจากสารเคมี เรามีเมนูอาหารเพิ่มเติมจากผลผลิตแปลงผัก โรงเรือนเห็ด (ที่สร้างเพิ่มขึ้น) เช่น ถั่วงอก-เห็ดผัดน้ำมันหอย ผักบุ้งไฟแดง และผลไม้ประจำรีสอร์ท มะละกอ ที่ให้ผลดกมากๆ ชนิดที่รีสอร์ทหลายแห่งซื้อไปจากที่นี่ และนักท่องเที่ยวสามารถซื้อเป็นของฝากจากเกาะหมากได้เลย เพราะราคากิโลกรัมละ 20 บาท ถูกกว่าบนฝั่ง แต่ที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษ 100% ก่อนหน้านี้เราจะเห็นภาพเรือบรรทุกผัก ผลไม้ มาส่งที่เกาะหมาก แต่ปัจจุบันจะกลับกัน บางครั้งในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว ที่มีผู้มาท่องเที่ยวไม่มากนัก เราอาจจะเห็นนักท่องเที่ยวหิ้วมะละกอกลับไปบนฝั่ง

“แม้ว่าเวลานี้เราจะปลูกผัก ผลไม้ ได้ผลแล้ว แต่เกาะหมากรีสอร์ทยังคงต้องซื้อผัก ผลไม้ จากฝั่งอยู่บ้าง เช่น ผักที่ปลูกเองไม่ได้ หรือปลูกได้แต่ไม่เพียงพอ อย่าง แตงโม มะเขือเทศ ซึ่งต้องใช้มากทุกวัน ผักสลัดบางครั้งก็ไม่พอ โดยเฉพาะช่วงไฮของการท่องเที่ยว 3 เดือน คือ ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก และนิยมทานสลัดและผลไม้มากเป็นพิเศษ” คุณจักรพรรดิ กล่าว

ปั้นสวนเกษตรอินทรีย์…

แหล่งเรียนรู้ ผู้มาเยือน

คุณจักรพรรดิ กล่าวถึงพื้นที่โครงการปลูกผักออร์แกนิกส์ ของเกาะหมากรีสอร์ทว่า อนาคตจะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อน ได้เที่ยวชม เรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ และได้ลิ้มลองผัก ผลไม้ ที่เป็นออร์แกนิกส์ 100% ตอนนี้ใช้พื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 5 ไร่ กำลังขยายออกไปด้านหลัง เพื่อปลูกผลไม้ที่ใช้ในรีสอร์ทประจำ เช่น ข้าวโพด สับปะรด กล้วยหอม และผลไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง มะยงชิด ทุเรียน ขนุน เป็นต้น และได้ทดลองปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยดไป 1 ไร่ เก็บเกี่ยวไปแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคมได้ผลดี แต่อาจจะทำเป็นเพียงแค่แปลงสาธิตให้เห็นว่าบนเกาะหมากปลูกข้าวได้ตามที่บรรพบุรุษเคยทำมา สิ่งสำคัญที่สุดในการเพาะปลูกของเราคือ การสร้างแหล่งน้ำให้เพียงพอและติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ใช้ทั่วบริเวณเพาะปลูก โชคดีที่ด้านหลังรีสอร์ทเรามีแหล่งน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี จะทำลำรางน้ำลักษณะเป็นคลอง กว้าง 8-15 เมตร ยาว 1 กิโลเมตร รองรับน้ำฝนไว้ใช้ตลอดปี สุดปลายคลองจะทำฝายน้ำล้นกั้นน้ำทะเลไม่ให้เข้ามา ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืดได้ด้วย เช่น ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาดุก

“ล่าสุดเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกองประกวดและผู้เข้าประกวดมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นชาวต่างประเทศ ประมาณ 160 คน ได้มาเก็บตัวที่เกาะหมาก ได้พาเที่ยวชมสวนเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะสวนมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ที่กำลังให้ผลใหญ่และดกมาก เขาตื่นตาและประทับใจรสชาติมะละกอทั้ง 2 แบบ คือ เนื้อสีเหลืองและสีแดง ทั้ง 2 แบบเนื้อหนา ถ้าสีเหลืองลูกจะเรียว รสชาติจะไม่หวานจัด ส่วนสีแดงลูกจะกลม รสชาติหวานกว่าเล็กน้อย ตอนนี้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวชมเป็นหมู่คณะ ปกติถ้าแจ้งมาล่วงหน้า เรามีเจ้าหน้าที่นำชมอธิบาย หรือบางคนพักอยู่ในรีสอร์ท สะดวกเดินไปดูเองยามเช้าหรือตอนเย็นก็ได้” คุณจักรพรรดิ กล่าว

“ข้อดีของการเป็นดินปนทราย เหมาะกับการปลูกมะละกอมาก เพราะดินไม่อมน้ำ รากไม่เน่า แต่ข้อสำคัญเราต้องทำให้ดินชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ เราจึงต้องติดสปริงเกลอร์ไว้ทุกต้น เพื่อให้สะดวกในการให้น้ำ ส่วนการทำนาข้าวนั้น คงเป็นแบบสาธิต เพียงให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาพักอยู่นานๆ ได้ทำกิจกรรมตามวิถีชาวไทย เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว สัมผัสกระบวนการทำข้าวสาร ที่เริ่มจากเกี่ยวข้าว การตำข้าว ให้เห็นวิถีชาวนาแบบชาวบ้านๆ ใช้ครกตำ ตะแกรงร่อน เพื่อให้ชาวต่างประเทศเรียนรู้ที่มาของข้าว อาหารหลักของคนไทย ที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางอาหารมาก ที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษ”คุณจักรพรรดิ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจอยากเรียนรู้และลิ้มลองผัก ผลไม้ ออร์แกนิกส์ 100% จากเกาะหมากรีสอร์ท ด้วยตัวเอง ติดต่อสอบถาม คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล โทร. (089) 747-3206 หรือ เกาะหมากรีสอร์ท โทร.(089) 600-9597

…………………………………..

“การปลูกมะละกอ…พันธุ์เรดเลดี้ ที่เกาะหมากรีสอร์ท”

คุณผดุงศักดิ์ สามัญเมือง หรือ คุณโอ๋ วัย 37 ปี เกษตรกรที่ดูแลแปลงผักเกาะหมากรีสอร์ท เล่าว่า มะละกอพันธุ์เรดเลดี้ จะเป็นพันธุ์ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่เป็นดินทราย แต่ต้องมีการยกโคนให้สูง และต้องให้น้ำที่สม่ำเสมอ ให้ดินชื้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน จะให้ผลรับประทานได้

ขั้นตอนการปลูก เริ่มจาก

1. การเตรียมเพาะเมล็ด นำเมล็ดแช่น้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 6-12 ชั่วโมง จากนั้นเตรียมดินปลูกใส่ถุงดำ ใช้ดิน 1 ส่วน ผสมปุ๋ยหมักขี้วัว ขี้ควาย 1 ส่วน รดน้ำพอดินชื้น นำเมล็ดมะละกอที่แช่น้ำไว้แล้วใส่ถุง ถุงละ 1 เมล็ด ใช้เวลา 7 วัน เมล็ดจะเริ่มแตกเป็นต้นอ่อน เตรียมไว้ ดูแลให้อยู่ในร่มแสงรำไรอีก 3-4 วัน ต้นอ่อนจะสูงประมาณ 1 ฟุต จึงค่อยนำไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้

2. การเตรียมแปลงปลูก เลือกบริเวณที่น้ำไม่ท่วมขัง ขุดหลุมกว้าง 2 ฟุต ลึก 1 ฟุต ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ผสมแกลบลงไปครึ่งหลุม เคล้าให้เข้ากับดิน ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องงดน้ำ 2 วัน เพื่อให้ดึงออกจากถุงชำง่าย นำต้นมะละกอที่เพาะมาปลูก และตัดปลายรากแก้วออก 1 ใน 3 ให้ออกผลเร็ว

3. การดูแลหลังปลูก ต้องทำหลังคากันแดดให้ และรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2 สัปดาห์ จะเติบโตแข็งแรง จากนั้นรดน้ำวันละครั้ง ถ้าอากาศร้อนมากๆ อาจจะต้องฉีดน้ำบ่อยๆ (สปริงเกลอร์) คอยดูแลดินที่โคนให้ชื้น เติมปุ๋ยหมักและขี้ไก่ ผสมใบไม้และใช้ใบไม้แห้งคลุมรอบๆ โคน รดน้ำจุลินทรีย์ทุก 3 และ 6 เดือน ใช้กระสอบ ผ้ายาง คลุมป้องกันฝนตกชะล้างปุ๋ยหรือไก่คุ้ยเขี่ย

4. การให้ผล ประมาณ 2-3 เดือน ต้นมะละกอจะโต รอบๆ โคนต้นใหญ่ ประมาณ 2 นิ้ว จะเริ่มออกดอกและติดผล ผลโตประมาณนิ้วหัวแม่มือให้ห่อกระดาษ จะทำให้ผิวสวย เมล็ดน้อยขายได้ราคาดี ต้นหนึ่งจะมีลูก ประมาณ 40-60 ลูก ต้องใช้ไม้ช่วยค้ำต้น เพื่อช่วยรับน้ำหนัก

5. การเก็บผล ควรเก็บลูกเล็กๆ ผลไม่สวยขายเป็นมะละกอดิบ เพราะราคาถูกกว่า ส่วนผลใหญ่สวยๆเก็บไว้ให้โตเป็นมะละกอสุกขาย ควรเก็บสุกล่วงหน้า ประมาณ 2-3 วัน สังเกตผิวเหลือง ประมาณ 40% จะสุกพอดี ไม่ควรเก็บไปบ่ม จะทำให้รสหวานน้อยลง

เคล็ดลับ

“ปุ๋ยคอกที่เพาะเมล็ดห้ามใช้ ขี้ไก่ ขี้หมู เด็ดขาด เพราะมีแก๊สทำให้ร้อน พื้นที่ปลูกต้องยกโคนให้สูง ไม่ให้น้ำท่วมขังทำให้รากเน่าตายได้ ปัญหามะละกอตัวผู้ไม่มีลูก แก้ไขได้โดยการขยายพันธุ์ โดยการใช้กิ่งตอน และจะทำให้มะละกอต้นเตี้ย มีลูกดก ต้นไม่โทรมและเติบโตเร็ว มีลูกเร็วกว่าการเพาะเมล็ดอีกด้วย” คุณโอ๋ เกษตรกรตัวจริงกล่าว

สุข บ้านใหม่ ชายวัย 73 ปี ทำไร่นาสวนผสม ที่ นครนายก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุข บ้านใหม่ ชายวัย 73 ปี ทำไร่นาสวนผสม ที่ นครนายก

ด้วยลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยเอื้อประโยชน์กับการทำเกษตรกรรมทุกรูปแบบ จึงทำให้ชาวบ้านประสบความสำเร็จได้ผลผลิตตามความตั้งใจ ถึงแม้จะพบปัญหาบ้าง แต่ไม่ได้สร้างความยุ่งยากอย่างใด

กระทั่งในปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้การวางแผนเพาะปลูกพืชในแต่ละชนิดไม่ตรงตามเวลาที่เคยปฏิบัติ จนสร้างปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะรายได้ที่ไม่แน่นอน

แนวทางการทำไร่นาสวนผสมจึงเข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะลดความเสี่ยง ที่เกิดจากภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต เพราะเมื่อจับแนวทางทำเกษตรแต่ละชนิดมาทำร่วมกันแล้ว สามารถสร้างมูลค่า เพิ่มระดับรายได้จากพืชผลในแต่ละชนิดหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

อย่างกรณีของ คุณลุงสุข บ้านใหม่ ชาวนครนายกที่ผิดหวังรายได้จากการทำนา จึงเปลี่ยนมาทำสวนผสมจากไม้ผลหลายชนิด ประกอบกับบุคลิกของความเป็นคนที่มีแนวคิดกว้างไกล ผนวกกับประสบการณ์มากมาย ผสมกับความใส่ใจอย่างจริงจัง จึงทำให้ประสบความสำเร็จ มีรายได้งดงามตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงแวะไปพบกับชาวบ้านท่านนี้ ยังบ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกรวด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก

คุณลุงสุข เล่าว่า เคยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง พออายุ 60 ปี จึงเกษียณอาชีพตัวเอง แล้วกลับมาทำเกษตรอยู่กับบ้าน แรกเริ่มลงมือทำนา จำนวน 10 กว่าไร่ แต่ปรากฏว่าในระยะหลังราคาข้าวตกต่ำแล้วไม่ตรงตามที่ต้องการจึงหยุดทำ แล้วปล่อยให้เช่า

จากความคิดของตัวเองที่ชอบทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ จึงทำให้คุณลุงสุขมองไปถึงการปลูกพืชไม้ผลแบบผสมผสาน แต่ด้วยวัยสูงอายุจึงเลือกไม้ผลที่มีลักษณะลำต้นไม่สูง ดูแลง่าย ไม่ยุ่งยาก แล้วต้องเก็บผลผลิตได้อย่างสะดวกด้วย

พื้นที่ทำสวนผสมผสานของคุณลุงสุขมีลักษณะกระจัดกระจายเป็นแห่ง แต่ละแห่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 2-5 ไร่ ทั้งนี้แต่ละแห่งไม่ได้ปลูกพืชไม้ผลพร้อมกัน

ไม้ผลที่คุณลุงสุขปลูกได้เริ่มจากมะยงชิดก่อน จำนวน 40 ต้น ต่อมาลองปลูกมะนาวพันธุ์เพชรบุรี ฝรั่งกิมจู แล้วตามด้วยกระท้อน ส่วนสวนอีกแปลงที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าน มีเนื้อที่เกือบ 2 ไร่ ปลูกมะนาวเพชรบุรี มะยงชิด และมะม่วงเขียวเสวยอยู่อีก จำนวน 40 ต้น

“มะยงชิด เริ่มให้ผลผลิตประมาณปีที่ 6-7 จากนั้นผลจะสุกราวเดือนมีนาคม ผลผลิต 1 ต้น มีประมาณ 50 กิโลกรัม ราคาขายตั้งแต่ 90-150 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับสวนมะยงชิดนี้ปลูกมา 8 ปีแล้ว” คุณลุงสุข บอก

ส่วนกล้วยถือว่าเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับคุณลุงสุข กล้วยที่คุณลุงสุขปลูกไว้มีด้วยกัน 2 ชนิด ในพื้นที่ 4 ไร่ คือกล้วยหอมทอง มีจำนวน 600 กว่าต้น และกล้วยน้ำว้าพันธุ์ขาวนวล เพิ่งซื้อมาจากอำเภอหนองเสือ ปลูกอยู่จำนวน 200 กว่าต้น จึงยังไม่มีผลผลิต

“กล้วยหอมทอง ปลูกมา 4 ปีแล้ว มีระยะห่างระหว่างต้นกล้วย 1.50 คูณ 1.50 เมตร การดูแลใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยชีวภาพ ให้ทุก 2 เดือน ต่อมาใช้ยูเรียผสมกับปุ๋ย สูตร 25-7-7 พอตกเครือเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16”

คุณลุงสุข ชี้ว่า กล้วยหอมทอง ให้ผลผลิตได้ดีและเร็ว โดยใช้เวลา 8 เดือน สามารถเก็บผลิตผลได้ ส่วนกล้วยน้ำว้าให้ผลผลิตช้า กว่าจะขายได้ร่วมปี สำหรับไม้ไผ่ที่ใช้ค้ำต้นกล้วย 1 ลำ ต่อต้น ไม่ต้องซื้อ เพราะปลูกต้นไผ่ไว้ใช้เอง

ด้านแหล่งน้ำที่ใช้ เจ้าของสวนบอกว่าไม่เคยขาดหรือเดือดร้อน เพราะอยู่ใกล้คลอง เป็นน้ำที่มาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล แล้วไหลไปลงที่แม่น้ำบางปะกง ทั้งนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ริมคลอง จะรดน้ำทุกวัน แต่ถ้าอากาศไม่ร้อนจะเว้นวัน

คุณลุงสุข เผยว่า การปลูกกล้วยหอมทองใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลผลิตขายให้กับแม่ค้าเป็นลักษณะเหมา แล้วถูกนำไปขายที่ตลาดไท โดยผู้ซื้อจะมาตัดและขนเอง ราคาขาย เครือละ 150 บาท ขายเหมาราคานี้มานานแล้ว ดังนั้นเมื่อขายแล้วหักต้นทุนออก ยังเหลือเงินอีกเครือละ 100 กว่าบาท ทั้งนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีรายได้จากกล้วยในราว 50,000-60,000 บาท แล้วยังเผยว่าผลผลิตกล้วยมีเท่าไรขายได้หมด ดังนั้น ปีหน้าตั้งใจจะปลูกกล้วยหอมทองเพิ่มอีกสัก 5 ไร่

นอกจากรายได้จากกล้วยหอมทองแล้ว คุณลุงสุขยังมีรายได้จากไม้ผลชนิดอื่นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากมะยงชิดอีกกว่า 20,000 บาท กระท้อนปุยฝ้าย ปลูกไว้ 3 ต้น ขายได้หมื่นกว่าบาทในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แล้วยังปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีไว้บริเวณบ้าน แต่ไม่ค่อยดีนัก เพราะไม่ได้ดูแลอย่างเต็มที่ ผลผลิตที่ได้มักนำไปแจกจ่ายหรือรับประทานกันภายในครอบครัว

ทุกวันนี้ คุณลุงสุขมีความสุขกับการได้ปลูกไม้ผลเหล่านั้น แม้วัยจะล่วงมาถึง 73 ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับงานที่ต้องดูแล แถมยังเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง คล่องแคล่ว อันมาจากการได้มีเวลาออกแรงทำกิจกรรมในสวนผลไม้ทุกวัน และบอกว่าลักษณะการทำสวนผสมจะดูแลทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่อยๆ ทำ ไม่เร่งรีบหรือหักโหม หากจะจ้างแรงงานก็เฉพาะที่จำเป็นบางครั้งคราวเท่านั้น เช่น ถ้าต้องการให้ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ค้ำต้นกล้วย ตัดหญ้าวัชพืช แต่การให้น้ำจะดูแลจัดการเอง

คุณลุงสุข นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของชาวบ้านที่ยึดอาชีพการทำเกษตรกรรมแบบมืออาชีพ ที่ต้องมีความคิดประยุกต์ปรับวิถีชีวิตไปตามการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ยึดติดกับแนวทางเดิม และถ้ามีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนครนายก อย่าลืมแวะไปเที่ยวสวนไม้ผลผสมของ คุณลุงสุข บ้านใหม่ โดยต้องนัดหมายก่อนล่วงหน้า ที่เบอร์โทรศัพท์ (089) 514-9478

ลำปาง องุ่น อร่อยมาก…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

ลำปาง องุ่น อร่อยมาก…

ต้นองุ่น จำนวน 57 ต้น ที่ยืนต้นติดผลภายในโรงเรือนพลาสติก ขนาด 24×24 เมตร ของพื้นที่หมู่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เป็นเจ้าของ คุณวรินทร และ คุณศิริพร รณหงษา สองสามีภรรยา จนได้ผลผลิตคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจสร้างสวนองุ่น ภายใต้ชื่อ บ้านไร่ใบตอง คุณวรินทร รณหงษา เล่าให้ฟังว่า ในช่วงระหว่างที่ทำงานในบริษัทตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีอยู่ที่กรุงเทพฯ หัวหน้างานท่านหนึ่งของบริษัทได้ถามว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่ต้องการคืออะไร เขาตอบว่า ต้องเป็นเกษตรกรเต็มตัวเหมือนกับตัวอย่างที่เจ้าของสวนผลไม้รายใหญ่ อย่างเช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

จากคำถาม กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดถึงความใฝ่ฝันต้องการเป็นเกษตรกร

ทั้งนี้ สำหรับ คุณวรินทร นั้นสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่วน คุณศิริพร รณหงษา จบจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง และประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการเป็นเกษตรกร เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยคุณวรินทรได้ลงมือปลูกอ้อยด้วยระบบน้ำหยดที่บ้านเกิด อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 30 ไร่ บนที่ดินของพ่อแม่ควบคู่ไปกับการทำงานที่บริษัท

ส่วนการปลูกองุ่นนั้นเริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 เมื่อคุณวรินทรได้นำต้นพันธุ์องุ่นไร้เมล็ดพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส จากสถานีเกษตรหลวงปางดะ จำนวน 8 ต้น มาปลูกที่บ้านเกิดของคุณศิริพร ที่บ้านป่าเวียง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่าองุ่นพันธุ์นี้จะเหมาะกับสภาพพื้นที่แห่งนี้หรือไม่

ครึ่งปีผ่านไป ต้นองุ่นทั้ง 8 ต้น งอกงามเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ ไม่ต่างจากที่ปลูกบนดอยตามสถานีทดลองเกษตรที่สูง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคุณศิริพร ผู้เป็นภรรยากับพ่อตาแม่ยาย

ทั้งภรรยากับพ่อตาแม่ยายเริ่มคล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับความคิดของลูกเขยที่จะทำสวนองุ่นที่นี่ แต่ติดขัดที่ไม่มีพื้นที่ปลูก พื้นที่ที่มีเป็นที่นาไว้ปลูกข้าวกิน จึงต้องหาที่เป็นที่ดอน การหาพื้นที่ปลูกกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะจะหาเงินจำนวนมากจากไหนมาซื้อที่ดิน ทั้งคู่ปรึกษากันในเรื่องนี้นาน และได้ขยายต้นพันธุ์ส่วนหนึ่งเตรียมไว้

ขยายผล

เริ่มต้นสร้างสวน

ในที่สุด คุณศิริพรตัดสินใจใช้สิทธิ์เป็นข้าราชการขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โครงการสินเชื่อสวัสดิการบุคลากรภาครัฐและพนักงานองค์กร ใช้ตัวเองค้ำประกัน ได้เงินกู้มา ประมาณ 800,000 บาท ได้ซื้อที่ดินที่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จำนวน 6 ไร่ 2 งาน ในราคา 500,000 บาท

เมื่อเริ่มแรกการก่อสร้างโรงเรือน ชาวบ้านต่างเกิดความสงสัยว่าสองผัวเมียคู่นี้จะทำอะไรกัน โรงเรือนเป็นแบบมาตรฐานที่ใช้ตามสถานีทดลองเกษตรต่างๆ โดยได้ทีมงานก่อสร้างที่เคยก่อสร้างโรงเรือนให้กับสถานีทดลองเกษตร เสียค่าใช้จ่ายไปกับโรงเรือนพลาสติก ขนาด 250,000 บาท

หลังจากโรงเรือนพลาสติกเสร็จแล้ว ได้ลงมือปลูกองุ่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เป็นองุ่นรับประทานผลสดไร้เมล็ด 3 พันธุ์ ได้แก่ บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) เฟลม ซีดเลส (Flame Seedless) และคริมสัน ซีดเลส (Crimson Seedless) ต้นพันธุ์มาจากสถานีเกษตรหลวงปางดะ ต้นองุ่น จำนวน 57 ต้น

ปลูกให้มีระยะห่างระหว่างแถว 8 เมตร และระยะห่างระหว่างต้น 1.50 เมตร ความสูงจากพื้นดินถึงลวดขึงเป็นราว ให้ยอดองุ่นเกาะสูง 1.90 เมตร หลังจากแตกยอดจะจัดเรียงกิ่งเป็นแบบก้างปลา

บนพื้นที่ 6 ไร่ มีพื้นที่เหลือได้ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณไว้ 19 แถว แถวละ 9 ต้น โดยได้พันธุ์ฝรั่งจากสวนฝรั่งหวานพิรุณของคุณวรินทร จำนวน 2 ไร่ ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีพ่อและแม่ของคุณวรินทรคอยดูแล

คุณวรินทร จึงต้องดูแลทั้งสวนฝรั่งที่นครสวรรค์และสวนองุ่นกับสวนฝรั่งที่ลำปาง จะมีเวลามาลำปางในวันหยุด เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่ที่นครสวรรค์

องุ่นเด่นของสวน

พันธุ์องุ่นไร้เมล็ดที่ปลูกมากและเป็นจุดขายของสวนคือ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) เป็นองุ่นผลเล็ก ผลกลมสีดำ ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เปลือกผลค่อนข้างเหนียว รสชาติหวาน ความหวานที่ทางสวนนี้วัดได้ 15-16 บริกซ์ เหมาะรับประทานสด ไม่เหมาะกับการเก็บไว้หลายวัน ผลจะเริ่มนิ่มและเหี่ยวในวันสองวัน

ต่อมา ได้แก่ พันธุ์เฟลม ซีดเลส (Flame Seedless) เป็นองุ่นผลเล็ก ผลกลม มีสีน้ำตาลแดง ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร หวานกว่าพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ความหวานที่ทางสวนวัดได้ 18 บริกซ์ เหมาะรับประทานสดๆ เก็บไว้ไม่ได้นานเช่นกัน

สุดท้าย พันธุ์คริมสัน ซีดเลส (Crimson Seedless) ปลูกไว้น้อย เป็นองุ่นผลยาว ผลมีสีน้ำตาลแดง ผลยาว 1.5-2 เซนติเมตร เนื้อกรอบ รสชาติหวาน ความหวานที่ทางสวนวัดได้ 20 บริกซ์

ส่วนการดูแลรักษานั้น มีในด้านต่างๆ ประกอบด้วย

การให้น้ำ ให้น้ำด้วยระบบพ่นฝอยหัวสปริงเกลอร์ห้อยไว้เป็นจุดทั่วโรงเรือน ให้น้ำทุกวัน วันละ 20 นาที ปั๊มน้ำไฟฟ้าสูบน้ำขึ้นมาจากบ่อข้างๆ ฉีดพ่นจนทั่ว จะหยุดให้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนจะตัดแต่งกิ่ง

การให้ปุ๋ย ทุกๆ 2 สัปดาห์ ให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องตลอด ใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี สูตร 3-5-5 ต้นละ 2 กิโลกรัม ตามด้วยปุ๋ยคอกผสมกับแกลบ บางครั้งจะสลับสูตรปุ๋ยบ้าง

การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขให้องุ่นออกดอกติดผล ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ต้นองุ่นให้ผลและสร้างกิ่ง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งเป็นการบังคับให้แตกตาและเกิดเป็นกิ่งใหม่มีดอกและติดผล การสังเกตว่าองุ่นพร้อมที่จะได้รับการตัดแต่งกิ่งหรือยัง ด้วยการเด็ดใบแก่มากำแล้วบีบดู ถ้าใบกรอบมีเสียงดัง แสดงว่าต้นองุ่นสะสมธาตุอาหารไว้มากพอแล้ว จึงลงมือตัดแต่งกิ่งได้ การตัดแต่งกิ่งทำได้ 2 ครั้ง ต่อปี และ 1 กิ่ง จะตัดแต่งได้ 2 ครั้ง ดังนี้

การตัดแต่งกิ่ง ครั้งที่ 1 ตัดยาว 2 ตา ตัดในเดือนมกราคม เพราะเหมาะต่อการสร้างกิ่งใหม่ให้สมบูรณ์ ด้วยวิธีการตัดสั้น จากนั้นใช้ดอร์เม็กซ์ (ไฮโดรเจนไซยานาไมด์) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทาที่ตาจากปลายกิ่งเพื่อช่วยให้แตกตา และให้ผลผลิต อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 5-6 เดือน จะให้ผลในเดือนพฤษภาคม

การตัดแต่งกิ่ง ครั้งที่ 2 ตัดยาว 6 ตา ตัดในเดือนสิงหาคม โดยจะทำได้ตั้งแต่เดือนที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น จากนั้นทาด้วยดอร์เม็กซ์ (ไฮโดรเจนไซยานาไมด์) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการแตกตาดอก ยอดอ่อน และใบอ่อน ซึ่งการตัดแต่งแบบตัดแต่งยาว จะทำให้กิ่งยืดยาว จะให้ผลในเดือนธันวาคม

แมลงศัตรูพืชที่พบ

ศัตรูที่แพร่ระบาดในสวนองุ่น ตัวที่ทำความเสียหายอย่างมากคือ

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงขนาดเล็ก ลักษณะการทำลายจะใช้ปากเขี่ยดูดจนมีน้ำเลี้ยงซึมออกมา จากนั้นจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดใบอ่อนของต้นองุ่น ทำให้ยอดใบอ่อนหักงอ ใบแห้งกรอบ คล้ายใบไหม้หงิกงอแกร็น ไม่เจริญเติบโตและตายไป ถ้าทำลายระยะดอก ทำให้ดอกร่วง ไม่เกิดผลหรือทำให้ผลมีตำหนิ พบการระบาดตั้งแต่หลังจากตัดกิ่งจนถึงผลโตเต็มที่ เนื่องจากองุ่นมีการแตกยอดตลอดทั้งปี การป้องกันและกำจัดใช้ยาอิมิดาคลอพริด 10% (คอนฟิดอร์) ฉีดพ่นเมื่อเริ่มแตกตาอ่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ สลับกับยาแอคทารา 25 ดับบลิวจี (ไทอะมีโทแซม) และยาแอสเซนด์ (ฟิโพรนิล)

หนอนใยผัก ชอบแทะกินผิวใบด้านล่างขององุ่น และปล่อยเหลือผิวใบด้านบนไว้เป็นเยื่อใยโปร่งแสงทั่วใบ ถ้าระบาดมากจะกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบหรือใบแหว่งเหี่ยวตายได้ง่าย เมื่อมีสิ่งรบกวนจากภายนอกมันจะดิ้นและสร้างใยทิ้งตัวห้อยลงบนพื้น การกำจัดได้ใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฉีดพ่นเมื่อพบตัวหนอนบนใบองุ่น หนอนจะได้รับเชื้อไวรัสทำให้เป็นโรค Grassarie one และจะตายภายใน 1-2 วัน

ด้วงกุหลาบ แมลงศัตรูพืชอีกชนิดหนึ่งที่พบ แต่ทำความเสียหายไม่มาก ใช้ยาเซฟวิน 85 ฉีดพ่น

การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงให้เป็นหน้าที่ของคุณวรินทร ที่จะมาลำปางในวันหยุด ส่วนคุณศิริพรทำในส่วนที่ทำได้ เช่น การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง และการเก็บผลผลิต ไม่มีการใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะไม่มีหญ้าขึ้นภายในโรงเรือน เป็นพื้นที่คลุมด้วยแกลบจึงเดินภายในโรงเรือนได้สะดวก

โรคที่พบในองุ่น

โรคที่ทำความเสียหายให้กับองุ่นอย่างหนัก ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส และโรคราน้ำค้าง

โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา แม้จะระบาดช้าแต่รุนแรงและรักษาได้ยาก ทำความเสียหายได้กับทุกส่วนขององุ่น โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อน เช่น ยอดอ่อน กิ่งอ่อน ใบอ่อน ที่ผลเป็นได้ทั้งในระยะผลอ่อนจนถึงระยะผลโต ในฤดูฝนอากาศมีความชื้นมากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูอยู่ตรงกลางแผล หากเป็นแผลมากยอดจะแคระแกร็น มีการแตกยอดอ่อนมา แต่แตกออกมาแบบแคระแกร็น

โรคราน้ำค้าง จะทำให้ใบองุ่นระยะใบอ่อนปรากฏจุดเหลืองด้านบนใบ ด้านใต้ใบตรงข้ามจุดเหลืองจะพบปุยสีขาวของเชื้อรา ช่อดอกที่มีราสีขาวจับช่อดอกจะแห้งและร่วงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลอ่อนฝ่อแฟบผลร่วงหล่นและทำให้เนื้อเยื่อผลแข็งเป็นแอ่งบุ๋มลงบนผลที่โต เชื้อราแพร่ระบาดได้ดีโดยลมและฝน

แต่การปลูกองุ่นในโรงเรือนพลาสติกจึงช่วยป้องกันไม่ให้โรคแอนแทรกโนสและราน้ำค้างระบาดได้

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ตอบได้ว่า ทำไม จึงต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกองุ่นในโรงเรือน องุ่นที่ปลูกกลางแจ้งจะพบการแพร่ระบาดของโรคทั้ง 2 โรคนี้ได้มาก ดังนั้น ที่สวนแห่งนี้จึงไม่ค่อยพบกับโรคแอนแทรกโนสและโรคราน้ำค้างแพร่ระบาด การปลูกองุ่นในโรงเรือนจะได้องุ่นที่มีคุณภาพ ช่วยป้องกันโรคที่มากับน้ำฝน สามารถควบคุมปริมาณน้ำฝนได้

รายได้จากการทุ่มเท

องุ่น ให้ผลผลิตครั้งแรกเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 และได้นำเสนอข้อมูลผลผลิตผ่านสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ออกไป ทำให้คนพากันมาซื้อถึงสวนหมดภายในเวลาไม่ถึงเดือน สร้างกำลังใจให้กับทั้งคู่อย่างมาก

แม้ว่าองุ่นที่ออกมาได้รับการตอบรับจากชาวลำปางและนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดอย่างมาก ผลผลิตไม่พอตอบสนองความต้องการได้ แต่ทั้งสองก็ไม่คิดจะขยายพื้นที่ปลูกหรือปลูกโรงเรือนเพิ่ม ขอยึดหลักการทำเกษตรแบบพอเพียง แรงงานที่ใช้เป็นแรงงานในครอบครัว

ชาวลำปางและนักท่องเที่ยวจะมาซื้อและเดินตัดช่อองุ่นกันเองอย่างพึงพอใจ มากันวันละประมาณ 100 คน ราคาองุ่นที่จำหน่าย บิวตี้ ซีดเลส กิโลกรัมละ 199 บาท เฟลม ซีดเลส กิโลกรัมละ 500 บาท และคริมสัน ซีดเลส กิโลกรัมละ 500 บาท มีน้อยมาก

ส่วนใหญ่จะซื้อบิวตี้ ซีดเลสกัน เพราะมีมาก

ทั้งนี้ คุณศิริพรจะชั่งองุ่นที่นักท่องเที่ยวตัดเก็บมาให้ได้ 1 กิโลกรัม ใส่ในจานเซรามิกและห่อด้วยพลาสติกใส ติดสติ๊กเกอร์โลโก้ของสวน โดยเหตุผลที่ขายองุ่นทั้งจานเซรามิกก็เพื่อต้องการให้เป็นสัญลักษณ์เมืองลำปางที่เป็นเมืองแห่งเซรามิก

องุ่นให้ผลผลิตครั้งละประมาณ 800 กิโลกรัม รายได้ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าหักค่าใช้จ่ายแล้วก็ยังเหลือสำหรับการลงทุนในครั้งต่อไป

การเดินทางไปสวนองุ่น

จากตัวเมืองลำปางบนเส้นทางไปอำเภอเมืองปานตามถนนจามเทวี สายลำปาง-ห้างฉัตร (สายเก่า) ผ่านหน้าสนามกีฬาจังหวัดหนองกระทิง เลยสนามกีฬา ประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นทางแยกให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงจังหวัด หมายเลข 1157 (ลำปาง-ห้วยเป้ง-เมืองปาน) ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร

เมื่อผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งจี้ ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน ไปหน่อยเดียว หรือจะแวะเข้าชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งจี้ อยู่ทางขวามือก่อนก็ได้ จากนั้นเดินต่อไปบ้านจ๋งถึงโรงเรียนบ้านจ๋งขวามือให้เลี้ยวเข้าไปตามถนนหมู่บ้านข้างโรงเรียน ประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเต็มไปหมด จุดนี้เป็นที่ตั้งของสวนองุ่นบ้านไร่ใบตอง ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 264 หมู่ที่ 4 หมู่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง โทร.สอบถามได้ที่ (081) 991-9069

หาทางออกทุเรียนอ่อน…@งานพืชสวนมั่งคั่งฯ จังหวัดตราด 21-24 มกราคม 2559 นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

หาทางออกทุเรียนอ่อน…@งานพืชสวนมั่งคั่งฯ จังหวัดตราด 21-24 มกราคม 2559 นี้

“ปัญหาทุเรียนอ่อน”

…ปัญหาระดับชาติ

“ปัญหาทุเรียนอ่อน” เป็นการทำลายตลาดทุเรียนไทยอย่างย่อยยับ ผู้ซื้อเสียทัศนคติทุเรียนไทย ทั้งราคาตกต่ำและทำให้สูญเสียตลาดใหญ่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ปัญหาทุเรียนอ่อนจึงเป็นปัญหาระดับชาติ

ทุเรียน คือพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทำรายได้ให้อย่างมหาศาล มีตลาดรองรับทั้งภายในและต่างประเทศ แต่เมื่อประสบปัญหาทุเรียนอ่อน หากไม่หาแนวทางแก้ไขอาจจะทำให้สูญเสียตลาดในอนาคต รัฐบาลจึงประกาศใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ชนิดที่ไม่รอลงอาญามาเป็นบทลงโทษ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังทั้ง 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ เกษตรกรเจ้าของสวน พ่อค้าที่รับซื้อ

สถานการณ์ทุเรียน

ปี 2559?สดใส

ตลาดจีนโตรองรับ

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปี 2557 ไทยส่งทุเรียนออก มูลค่าถึง 14,500 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2556 ถึง 100% และ ปี 2558 มีทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน เพียงแต่ตัวเลขทางการยังไม่สรุปออกมา สำหรับ ปี 2559 เชื่อว่าตลาดความต้องการทุเรียนยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างจีนที่รับซื้อทุเรียนจากไทย ถึงร้อยละ 80-85 โอกาสของไทยคือ จีนได้อนุญาตให้ไทยนำเข้าทุเรียนสดได้ตามกฎระเบียบ วงการผลิตทุเรียนเชื่อว่า ปี 2559 ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและราคาไม่น่าจะต่ำลงจาก ปี 2558 จังหวัดตราด ผลิตทุเรียนได้ทั้งหมด 31,942 ตันเศษ เป็นทุเรียนหมอนทอง 26,896 ตัน หรือ ร้อยละ 84.19 ในขณะนี้ทุเรียนหมอนทองเป็นทุเรียนที่ตลาดทั้งภายในและภายนอกให้ความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย รับซื้อทั้งผลสุกและระยะหลังซื้อเป็นเนื้อทุเรียนแช่แข็งฟรีซดราย (Freeze Dried) เพิ่มขึ้นอีกด้วย สรุปได้ว่า ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีอนาคตของไทย…เพียงแต่ ณ วันนี้ เกษตรกรและผู้รับซื้อร่วมมือกันอย่าตัดทุเรียนอ่อน

สหกรณ์การเกษตรฯ

แก้ทาง ทุเรียนอ่อน…

รับซื้อ หมอนทอง ไม่อั้น

ส่งตลาดหลักจีน ทำแปรรูปแช่แข็ง

คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการรับซื้อผลไม้ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด จากเกษตรกรและกระจายผลผลิตทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตผลไม้ ล่าสุดคือ รับซื้อทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ เพื่อผลิตทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็ง หรือฟรีซดราย (Freeze and Dry) เพื่อส่งออกตลาดจีน ซึ่งเป็นทางเลือกกับเกษตรกร ไม่ต้องตัดทุเรียนอ่อน และมีช่องทางตลาดจำหน่ายให้กับสหกรณ์ได้

สหกรณ์ฯ ทำการค้าทุเรียนแปรรูปแช่แข็งอบแห้ง กับ บริษัท เทียนชาน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับซื้อรายใหญ่มา 2-3 ปีแล้ว ปี 2559 บริษัท เทียนชานฯ ต้องการปริมาณเพิ่มมากขึ้น ปริมาณ 3,000 ตัน และทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้ากับสหกรณ์ฯ ไปแล้ว 2,680 ตัน และจะมีการรับซื้อจากจังหวัดระยอง จันทบุรี รวมทั้งเครือข่ายมาจากทางภาคใต้อีกด้วย ราคารับซื้อเป็นราคาท้องตลาด เฉพาะพันธุ์หมอนทองตกไซซ์ ต่อไปเกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าจะขายทุเรียนไม่ได้ ไม่จำเป็นที่ต้องเร่งรัดตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งปริมาณทุเรียนผลสุกหมอนทองที่ใช้เป็นวัตถุดิบภายในจังหวัดตราด 30,000 กว่าตัน นั้นไม่เพียงพออยู่แล้ว

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้แก้ปัญหาทุเรียนอ่อนจริงจัง ทั้งๆ ที่รู้สาเหตุ ทางออกการตัดทุเรียนอ่อนแก้ไขได้ ต้องร่วมมือกันใน 3 องค์ประกอบ คือ เกษตรกร และผู้รับซื้อ ร่วมมือกันไม่ตัดทุเรียนอ่อน ส่วนภาครัฐ ต้องเข้ามาควบคุมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะช่วงต้นๆ ฤดู ทุเรียนมีราคาสูงมาก มีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อส่งออกโดยเหมาซื้อทั้งสวน มักจะเป็นสวนใหญ่ๆ เกษตรกรเจ้าของสวนต้องมีข้อตกลงกับผู้ซื้อที่เหมาสวน แยกทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ออก และไม่ให้ตัดทุเรียนอ่อนขายหรือไม่ก็แยกออกไม่เหมารวม เพื่อขายเองต่างหากภายหลัง เพราะขายไปผู้ซื้อจะตีราคาเหมารวมไปราคาต่ำๆ อย่างปีที่แล้ว ราคาทุเรียนได้ไซซ์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60-70 บาท ตกไซซ์จะเหลือเพียง 20 บาท หากปล่อยให้ทุเรียนแก่ขายให้กับสหกรณ์ฯ เพื่อทำแปรรูปจะได้ราคาเพิ่มอีกเท่าตัว ปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท” คุณวุฒิพงศ์ กล่าว

มาตรการปราบปราม

ตัดทุเรียนอ่อน ปี 2559…เข้มข้น

คุณนุวัตร แพงเรือน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด กล่าวว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนเป็นการทำลายชื่อเสียงทุเรียนไทย และทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ปี 2559 3 จังหวัด ในภาคตะวันออก แหล่งผลิตทุเรียนใหญ่ที่สุดของไทยคือ ระยอง จันทบุรี และตราด ได้ร่วมมือกันหาทางออกแก้ไขการตัดทุเรียนอ่อน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ ได้ประชุมตัวแทนเกษตรกรและภาครัฐ 3 จังหวัด มีข้อตกลงร่วมกันให้ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด รับซื้อทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ เพื่อการแปรรูปแช่แข็งแล้ว ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน ทั้งป้องกันและปราบปรามทุเรียนอ่อนอย่างเข้มข้น โดยใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47

“ข้อกำหนดร่วมกัน 3 จังหวัด ที่ได้เสนอให้เกษตรกรทุกสวนร่วมมือกันบางมาตรการ ภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้ว แต่กำชับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติให้จริงจังขึ้น อาทิ กำหนดเปอร์เซ็นต์แป้งของทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ที่ตัดได้ เช่น หมอนทอง 32% ชะนี 32% การจดบันทึกวันดอกทุเรียนบาน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวที่แน่นอน การสร้างจิตสำนึกไม่ตัดทุเรียนอ่อนให้พ่อค้าที่มารับเหมาและตัดทุเรียนเอง ภาครัฐมีการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 เสนอให้ลงโทษโดยไม่รอลงอาญา มีทีมชุดป้องปรามตรวจทุเรียนค้าส่งและตลาดภายในประเทศ โดยการตั้งด่านตรวจจับผู้ตัดทุเรียนออกจำหน่าย ขณะเดียวกันมาตรการระยะยาวได้เตรียมหาทางป้องกันแก้ไขตลาดจีนที่เป็นตลาดหลัก ป้องกันปัญหาการกดราคาเข้ามาควบคุมเรื่องการซื้อขายทุเรียนไทย” เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราดกล่าวทิ้งท้าย

ท้ายสุด คุณสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดตราด กล่าวว่า ปัจจุบัน ปริมาณทุเรียนไทยยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด แต่อนาคตทุเรียนไทยต้องวางแผนระยะยาว สร้างมาตรฐานทุเรียนไทย “แก้ปัญหาทุเรียนอ่อน” ให้ได้ เพราะประมาณว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ผลผลิตทุเรียนไทยจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เฉพาะจังหวัดตราดเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า คือ ถึง 150,000 ตัน เพราะยางพาราราคาถูกเกษตรกรส่วนหนึ่งได้ตัดยางพารา หันมาปลูกทุเรียนกัน ถึงเวลาแล้วที่ผู้ผลิตทุเรียนไทยต้องตระหนักถึงคู่แข่งขันอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่ทุเรียนราคาถูกกว่าไทย…ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญหาทุเรียนอ่อนจึงเป็นปัญหาระดับชาติ

พบกัน วันที่ 21-24 มกราคม 2559 งาน “พืชสวนมั่งคั่งการค้าสองฝั่งชายแดน ครั้งที่ 1” ที่ จังหวัดตราด วันที่ 23 มกราคม 2559 เวลา 13.30-16.00น. มีรายการเสวนา “หาทางออกทุเรียนอ่อน…ให้ได้เงิน” โดย คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด

ฤดูแล้งนี้มาปลูก ถั่วเหลืองหลังนา เพิ่มรายได้บำรุงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ฤดูแล้งนี้มาปลูก ถั่วเหลืองหลังนา เพิ่มรายได้บำรุงดิน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คาดการณ์ไว้ ในฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะถึงนี้ มีปริมาณน้ำต้นทุนจากแหล่งกักเก็บน้อย ขอความร่วมมือเกษตรกรงดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และสะแกกรัง 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก ขอแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย แทนการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งใช้น้ำในปริมาณที่มาก

การปลูกถั่วเหลืองหลังนา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีเป็นพืชเศรษฐกิจอายุสั้นชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากใช้น้ำน้อย เพียง 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยวสั้น 80-100 วัน และยังเป็นพืชบำรุงดิน มีผลการวิจัยที่ยืนยันว่าพื้นที่ปลูกพืชตระกูลถั่วสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูนาปีได้

สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร (2547) มีคำแนะนำไว้ ดังนี้

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถั่วเหลืองเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว แต่ไม่ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมถึง ดินเค็ม และกรดจัด ถั่วเหลืองจะงอกภายใน 4-5 วัน หลังหยอดเมล็ด แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส เมล็ดจะงอกช้าลง อาจใช้เวลานาน 8-10 วัน

พันธุ์ พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร มีหลายพันธุ์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง มีพันธุ์ถั่วเหลืองที่แนะนำ คือ

พันธุ์นครสวรรค์ 1 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 78 วัน ฝักมีขนาดใหญ่ ฝักแห้งมีสีน้ำตาล ฝักแตกง่าย เมล็ดสีเหลืองนวล ขนาดใหญ่ค่อนข้างแบน ขั้วเล็กแก่สีน้ำตาลอ่อน น้ำหนัก 100 เมล็ด 18-20 กรัม ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง และโรคราสนิม ผลผลิต 220 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์เชียงใหม่ 2 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว เมื่อปลูกต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เฉลี่ย 80 และ 72 วัน ถ้าปลูกฤดูแล้งมีอายุเก็บเกี่ยว 78 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 15.6 กรัม หัวเมล็ดแก่ มีสีน้ำตาล ผลผลิต 235 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์ สจ. 5 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 105 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 14-15 กรัม เมล็ดกลมผิวสีเหลืองมัน ขั้วเมล็ดแก่ค่อนข้างเล็ก มีสีน้ำตาลอ่อน ฝักค่อนข้างเหนียว ไม่แตกง่าย เหมาะสำหรับใช้ปลูกในฤดูฝน

พันธุ์เชียงใหม่ 60 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีขาว อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 100 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 16-18 กรัม เมล็ดกลมสีเหลือง ขั้วเมล็ดแก่มีสีน้ำตาล ถ้าปลูกในดินเหนียวน้ำขังแฉะเมล็ดจะไม่งอก ผลผลิต 300-320 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์เชียงใหม่ 6 ลักษณะโคนต้นอ่อนมีสีม่วง ลักษณะต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม น้ำหนัก 100 เมล็ด เฉลี่ย 13.5-14.8 กรัม รูปร่างเมล็ดค่อนข้างกลม ขั้วเมล็ดมีสีน้ำตาล ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม ทนทานต่อโรคราสนิม และต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง สูงกว่าพันธุ์ สจ. 5 และเชียงใหม่ 60 อายุเก็บเกี่ยว 90-99 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 322 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมดิน การปลูกถั่วเหลืองในนาที่มีชลประทานหลังการเก็บเกี่ยวข้าวไม่จำเป็นต้องไถพรวนดิน แต่ต้องขุดร่องรอบและผ่านกลางนา เพื่อใช้เป็นร่องให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลง ทำให้เกิดเป็นแนวปลูก กว้าง 3-5 เมตร

ฤดูปลูก ฤดูที่เหมาะสมคือ ฤดูแล้ง เดือนธันวาคม ต้นฤดูฝน พฤษภาคม-กลางมิถุนายน ปลายฤดูฝน กลางเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม

อัตราปลูก การปลูกแบบโรยเป็นแถว ควรมีประชากร 80,000-96,000 ต้น ต่อไร่ โดยใช้ระยะระหว่างแถว 40-50 เซนติเมตร หรืออาจปลูกเป็นหลุม ระยะ 50×20 เซนติเมตร จำนวน 4 ต้น ต่อหลุม จะมีจำนวนต้น 64,000 ต้น ต่อไร่ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าปลูกโดยวิธีหว่าน จะใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่

ไรโซเบียม ควรคลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนหยอดเมล็ด

การกำจัดวัชพืช

1. กำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง เมื่ออายุถั่วเหลือง ประมาณ 20 และ 35 วัน หลังงอก โดยใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมในท้องถิ่น

2. ใช้ฟางคลุมพื้นดิน หลังปลูกถั่วเหลืองแทนการเผาฟาง ช่วยให้ไม่ต้องกำจัดวัชพืช

3. การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช (เลือกใช้ชนิดเดียว หรือเป็นสารผสมตามคำแนะนำ)

ในการปลูกถั่วเหลืองที่มีการเตรียมดิน อาจใช้สารอะลาคลอร์ หรือเมโทลาคลอร์ อัตรา 500-625 ซีซี ต่อไร่ พ่นทันทีหลังปลูก กำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้างที่เกิดจากเมล็ด

ในการปลูกที่มีและไม่มีการไถเตรียมดิน ใช้สารฟลูอะซิฟอป-พี-บิวทิล 160 ซีซี ต่อไร่ หรือสารควิซาโลฟอป-พี-เทฟูริล 200 ซีซี ต่อไร่ พ่นระยะวัชพืช 4-5 ใบ กำจัดวัชพืชใบแคบ หรือใช้ผสมกับสารฟอเมซาเฟน 160 ซีซี ต่อไร่ กำจัดวัชพืชได้ทั้งใบแคบและใบกว้าง

การใช้ปุ๋ย ในสภาพข้าวโดยการปลูกถั่วเหลืองหลังนา

ระบบที่ 1 ปีที่ 1 หว่านหินฟอสเฟต 200 กิโลกรัม ต่อไร่ ก่อนไถพรวนดินและปุ๋ยยูเรีย 20 กิโลกรัม ต่อไร่ (แบ่งใส่เท่ากันขณะปักดำและเมื่อข้าวตั้งท้อง) คลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก

ระบบที่ 2 ใส่ปุ๋ยนา 16-20-0 ทุกปี และปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวตั้งท้องคลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก หรือใส่ปุ๋ยนา 16-20-0 บางปี และปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวตั้งท้อง โดยคลุกเมล็ดด้วยไรโซเบียม และหว่านปุ๋ย สูตร 0-46-0 อัตรา 5-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ถั่วเหลือง

ระบบที่ 3 ไม่ใส่ปุ๋ยนาข้าว ให้คลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียม แล้วหว่านปุ๋ย สูตร 0-46-0 อัตรา 10-20 กิโลกรัม ต่อไร่

ในสภาพดินไร่ ใช้ปุ๋ย สูตร 12-4-12 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือ สูตร 15-15-15 อัตรา 40 กิโลกรัม ต่อไร่

การป้องกันกำจัดแมลง ป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันเจาะลำต้น โดยใช้สารฆ่าแมลงคาร์โบฟู-ราน ใส่ลงดินก่อนปลูก หรือพ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส (ออสตราธีออน 40% อีซี 50 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร) เมื่อถั่วเริ่มงอก ไม่เกิน 7-10 วัน ถ้าพบแมลงหวี่ขาว ควรพ่นสารอิมิดาโคลพริด อัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นในระยะก่อนที่ถั่วจะออกดอก 2-3 ครั้ง และพ่นระยะติดฝักอ่อน และฝักยาวเต็มที่อีก 2 ครั้ง

การป้องกันกำจัดโรค ถั่วเหลืองที่ปลูกช่วงปลายฤดูฝนและฤดูแล้ง จะพบการระบาดของโรคราน้ำค้าง สังเกตอาการได้จากการที่ปรากฏเป็นจุดสีเหลืองแกมเขียวที่ด้านบนใบ และต่อมาแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และพบเส้นใยของเชื้อราสีเทา หรือเทาอมม่วง ลักษณะฟูที่ใต้ใบ สามารถป้องกันได้โดยใช้พันธุ์ต้านทาน หรือคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยเมทาแลกซิล อัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือพ่นด้วยสารป้องกันเชื้อรา เช่น แอนทราโคล หรือ ไดเทนเอ็ม 45 หรือ แมนโคเซบ อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ประมาณ 5-7 ครั้ง เมื่อถั่วเหลืองอายุ 30 วัน และทุก 10 วัน เมื่อพบว่ามีการระบาดมากขึ้นในปลายฤดูฝน มักพบโรคราสนิมระบาด ควรพ่นสารไตรอะดิมิฟอน อัตรา 10 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หลังปลูก 30 และ 45 วัน เพื่อป้องกันโรค

การเก็บเกี่ยว ควรรีบเก็บเกี่ยวเมื่อใบร่วงและฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ร้อยละ 95 ของจำนวนฝักทั้งหมด แล้วผึ่งแดด 2-4 วัน จนเมล็ดเหลือความชื้นประมาณ 14% จึงนำไปนวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลือง ที่มีความเร็วรอบ 350 รอบ ต่อนาที

ต้นทุนและรายได้ต่อไร่ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้เก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้จากการปลูกถั่วเหลืองของเกษตรกรศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งปลูกในฤดูแล้ง ปี 2557/2558 จำนวน 5 ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชน ในพื้นที่ 4 จังหวัด พบว่า การผลิตถั่วเหลือง มีต้นทุนเฉลี่ย 3,804 บาท ต่อไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 332 กิโลกรัม ต่อไร่ จำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 14.90 บาท ต่อกิโลกรัม มีรายได้ที่ยังไม่หักต้นทุน ไร่ละ 4,947 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว มีกำไร เฉลี่ยไร่ละ 1,893 บาท

เพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูนาปี มีผลการวิจัยของศูนย์วิจัยพืชไร่ เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร รายงานไว้ ปี 2558 การวิจัยพบว่า การปลูกถั่วเหลืองหลังฤดูทำนา จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้ของเกษตรกร เพิ่ม 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปี จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สามารถทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

100 เดียว อิ่มทั่วสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ แห่งเดียวในอุทัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษ เกษตรดี…เมืองอุทัยฯ

สุจิต เมืองสุข

100 เดียว อิ่มทั่วสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ แห่งเดียวในอุทัยฯ

เพิ่งจะไม่กี่ปีหลังนี้เองที่เริ่มได้ยินว่า จังหวัดอุทัยธานี มีสวนสตรอเบอรี่ สวนผลไม้ รีสอร์ตน่ารัก บรรยากาศดี ที่ๆ เป็นที่รู้จักส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ติดกับจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นพื้นที่ที่มีลมมรสุมตะวันตกพัดผ่าน ทำให้สภาพอากาศแตกต่างและสามารถทำการเกษตรได้ผลดีกว่า แต่ถึงวันนี้ก็มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อพื้นที่อำเภอลานสัก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งมากที่สุดอำเภอหนึ่งของจังหวัด กลับมีสวนผลไม้หลายชนิดปลูกผสมผสาน และได้ผลดีออกสู่ตลาด กระทั่งเปิดเป็นสวนผลไม้บุฟเฟ่ต์ได้อย่างไม่อายใคร

คำว่า บุฟเฟ่ต์ หมายถึงว่า สินค้าหรือของที่ให้ดำเนินการบุฟเฟ่ต์ได้ต้องมีจำนวนมาก เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า นั่นหมายถึง สวนผลไม้จะต้องมีผลไม้ที่หลากหลายและมีจำนวนมากพอสำหรับจัดบุฟเฟ่ต์ได้

คุณธวัช พลฉกรรจ์ ชาวอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โดยกำเนิด เกิดและเติบโตมาท่ามกลางความยากจน และสิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ภาวะเป็นหนี้ของเกษตรกรทุกครัวเรือน คุณธวัชเองไม่ได้โชคดีในการเรียนเท่าไหร่นัก จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้น ก็ช่วยพ่อแม่ทำนามาโดยตลอด กระทั่งถึงวัยต้องสร้างครอบครัวของตนเอง จึงแต่งงาน หลังแต่งงานคุณธวัชเปลี่ยนการทำนาเป็นทำไร่ข้าวโพด ระหว่างนั้นคิดหาวิธีการทำการเกษตรโดยไม่เป็นหนี้ ความคิดทำสวนผลไม้ผุดขึ้นมา และความคิดนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมองว่า คุณธวัชสติไม่ใคร่ดี

“เป็นเพราะชาวบ้านแถบนี้ ทำไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด และทำนา มาโดยตลอด แทบจะไม่ทำพืชอื่นกันเลย เพราะความแห้งแล้งทำให้การเกษตรที่ทำไม่ได้ผลเท่าที่ควร ชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครกล้าลงทุนหรือเปลี่ยนไปทำการเกษตรอย่างอื่น พอผมคิดจะปลูกผลไม้ขึ้นมา ก็กลายเป็นความแตกต่าง”

ถามถึงความมั่นใจ คุณธวัช บอกว่า ที่อื่นปลูกได้ ที่นี่ก็ต้องปลูกได้ เพียงแค่ปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับพืชที่ต้องการปลูก ไม้ผลต้องการน้ำก็ขุดบ่อเก็บน้ำไว้ให้น้ำยามแล้ง และคิดง่ายๆ ถึงหลักการเจริญเติบโตของคน ที่กินอาหารวันละ 3 มื้อ ดื่มน้ำบ่อยครั้งเท่าที่ร่างกายต้องการ ก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน หากได้รับธาตุอาหารตรงกับความต้องการก็จะเจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน และไม้ผลเป็นไม้ยืนต้น หากปลูกให้เจริญเติบโตไปจนให้ผลผลิต ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน

คุณธวัช เริ่มต้นด้วยการปลูกน้อยหน่า ขนุน ส้มโอ และกระท้อน เมื่อปลูกจนเก็บผลผลิตขายได้ คุณธวัชก็นำไปขายตลาดชุมชนละแวกบ้าน ขายได้แต่ไม่ดี ทำให้คุณธวัชจำเป็นต้องกลับมามองเรื่องการตลาดควบคู่ไปกับการปลูกให้ได้ผลดี เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมาสู่ท้องตลาด และมีรายได้กลับมาดูแลสวนผลไม้อย่างเพียงพอ

“ปี 2536 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัด ชวนไปดูการปลูกมะขามหวาน ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นไม่นานก็เดินทางไปดูการปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด ที่จังหวัดจันทบุรี ทุกครั้งที่ไปศึกษาดูงาน ก็ซื้อกิ่งพันธุ์ติดมือกลับมาด้วย ยิ่งทุกครั้งที่นำผลผลิตไปขายยังตลาดชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่มักถามหา เงาะ ทุเรียน เพราะเป็นผลไม้ตลาดที่ใครๆ ก็ชอบกิน”

แม้ดินจะไม่สมบูรณ์ ความแห้งแล้งมาเยือนเกือบทุกฤดู คุณธวัชจึงมองเรื่องการบำรุงดินให้มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐานก่อนปลูกไม้ผล

“กล้วย” เป็นพืชชนิดแรกที่ลงปลูกไปทั่วพื้นที่ที่ยังว่าง จากนั้นวางระบบท่อน้ำหยด ลงปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด และมะขามหวาน ปลูกไปได้เพียง 5 เดือน ไม้ผลที่ลงปลูกไปตายเกือบหมด เหลือไม่มาก แต่คุณธวัชก็ไม่ท้อ เพราะไม่ต้องการกลับไปทำนา ทำไร่ เพื่อกลับสู่วัฏจักรเดิมที่ต้องเป็นหนี้เหมือนที่ผ่านมา จึงมุ่งมั่นตั้งใจปลูกเพิ่ม และดูแลอย่างใกล้ชิด ผลที่ได้จึงเป็นสวนผลไม้ผสมผสานอย่างที่เห็น

พื้นที่ทั้งหมด 24 ไร่ คุณธวัช แบ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับกักเก็บน้ำ 1 ไร่ มีพื้นที่ชันลาดเอียง คุณธวัช เลือกปลูกมะขามหวาน เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ลาดลงมาพื้นราบใกล้มะขามหวาน เลือกปลูกทุเรียน มีทับทิมแซมระหว่างต้นทุเรียน พื้นที่ที่เหลือปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด มะไฟ มะปราง ลองกอง

เทคนิคการดูแลไม้ผลให้ได้ผลดี คุณธวัช บอกว่า เก็บสะสมจากประสบการณ์การไปศึกษาดูงานที่ต่างๆ นำมาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราสามารถอยู่ได้คือ การปลูกพืชผสมผสาน เพราะเชื่อว่าหากปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อประสบปัญหาขาดทุนก็จะย่ำแย่ แต่การปลูกพืชผสมผสานเช่นนี้ไม่มีวันขาดทุน

สวนผลไม้ของคุณธวัช เรียกได้ว่าเป็นสวนผลไม้ปลอดยาฆ่าแมลง หากพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ก็ใช้น้ำส้มควันไม้ ซึ่งทำขึ้นเอง ระยะแรกเมื่อเกิดการระบาดน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จะปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเอง แต่ถ้ามากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จึงใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่น และนับเป็นความโชคดี พื้นที่ของคุณธวัชมีไก่ป่าเข้ามาอาศัยอยู่หลายร้อยตัว เมื่อถึงตอนเย็นคุณธวัชจะโปรยข้าวให้ ซึ่งไก่ป่าเหล่านี้ เป็นธรรมชาติที่ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชภายในสวนได้เป็นอย่างดี

เทคนิคหนึ่งในการกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน คุณธวัช ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการทำเครื่องมือกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน ลักษณะคล้ายลิ่มแต่ปลายแหลม ใช้เจาะลำต้นทุเรียนเพื่อแซะหาตัวหนอนที่ฝังที่ลำต้นทุเรียนให้เจอ จากนั้นปักที่ตัวหนอน แล้ววางไว้โคนต้นทุเรียน ไก่ป่าจะมากำจัดหนอนเอง ซึ่งทุกเช้าคุณธวัชจะเดินสำรวจลำต้นทุเรียน หากมียางลำต้นไหล ให้สังเกตว่า น่าจะมีหนอนเจาะลำต้นฝังตัวอยู่ ให้ค่อยๆ แซะจากจุดที่มียางลำต้นไหลไปเรื่อยๆ จะเจอตัวหนอนในที่สุด

ในอดีตคุณธวัชเคยทำปุ๋ยคอกจากมูลหมูเอง โดยเลี้ยงหมูเพื่อนำมูลมาทำปุ๋ย แต่มูลหมูส่งกลิ่น ทำให้ต้องเลิกเลี้ยง และซื้อมูลหมูมาหมักเพื่อทำปุ๋ยคอก ซึ่งปุ๋ยคอกจากมูลหมูจะช่วยให้ต้นไม้ในสวนสมบูรณ์

“หลังเก็บผลผลิตแล้วต้องให้ปุ๋ย รอบทรงพุ่มใหญ่ให้มาก รอบทรงพุ่มเล็กให้น้อย เช่น วัดรอบทรงพุ่ม 1.50 เมตร ใส่ปุ๋ยคอก 3 กิโลกรัม หรือทรงพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม ความจริงปุ๋ยคอกสามารถทำขึ้นได้จากมูลสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นต้นทุเรียน ที่ไม่ควรใส่ปุ๋ยมูลขี้ไก่ เพราะมีกรด-ด่าง เยอะ ทำให้เป็นแก๊ส เกิดปัญหารากเน่าตาย สิ่งสำคัญคือ ควรแต่งกิ่ง ตัดกิ่งข้างล่างลำต้นทิ้ง ไม่ให้เป็นภาระของต้น”

คุณธวัช กล่าวว่า ผลผลิตที่เก็บได้ นำออกไปขายยังตลาดชุมชน บอกกับลูกค้าว่า เป็นผลผลิตจากสวนที่ปลูกเอง แรกๆ ลูกค้าไม่เชื่อ เพราะไม่มีใครคิดว่าพื้นที่อำเภอลานสักจะปลูกผลไม้ได้ จึงใช้วิธีตัดกิ่งติดใบไปให้ดู และให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ หากใครต้องการสั่งผลไม้ สามารถโทรศัพท์สั่งล่วงหน้าได้ ต่อมาลูกค้าก็เชื่อและติดใจในรสชาติผลไม้ ซึ่งตนเองคิดว่า รสชาติของผลไม้ดีไม่น้อยหน้าจังหวัดใด

คุณธวัช ทำเช่นนี้ทุกๆ ฤดูกาลเก็บผลผลิต ทำให้เริ่มมีคนรู้จัก ติดต่อเข้ามาขอเข้ามาชมสวน ทั้งขอศึกษาดูงานและขอซื้อผลผลิต เมื่อเริ่มมีคนเข้ามาชมสวนจำนวนมากขึ้น คุณธวัช จึงเปลี่ยนวิธีขายเป็นขายตรงให้กับผู้บริโภค โดยไม่นำใส่รถไปขายที่ตลาดชุมชน หากใครสนใจสามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ถึงสวน มีบางส่วนที่แม่ค้าเข้ามาขอซื้อถึงสวน โดยให้ราคาที่ไม่ต่ำจนเกินไป

ถามถึงรายได้ ไม่น้อยหน้าสวนไหนเลยทีเดียว คุณธวัช ยิ้มรับก่อนบอกว่า พื้นที่ 24 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสานเช่นนี้ สามารถสร้างรายได้ให้เกือบล้านบาทต่อปี แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่มีพื้นที่เช่นนี้แล้วจะสามารถทำรายได้เหมือนกัน สิ่งที่จำเป็นต้องมี คือ ความมุ่งมั่น ความพอเพียง เพราะพื้นที่ 24 ไร่ ของคุณธวัช ไม่เพียงปลูกผลไม้ผสมผสานเท่านั้น แต่ยังเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ ทำโรงเรือนเพาะเห็ด ทำน้ำส้มควันไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่าง ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายจากการกินอยู่ไม่มาก

หลังจากมีคนเข้ามาขอศึกษาดูงานถึงสวน ทำให้คุณธวัชมีเวลาออกไปขายยังตลาดชุมชนน้อยลง และทุกครั้งที่มีคนเข้ามาชมสวน จะต้องชิมและขอซื้อกลับทุกราย คุณธวัชจึงมีไอเดียทางการตลาด ด้วยการเปิดให้กินผลไม้จนกว่าจะอิ่ม โดยไม่กำหนดระยะเวลา เพียงอิ่มละ 100 บาท ต่อคน เท่านั้น

ตลอดปี คุณธวัช มีรายได้ในทุกเดือน เดือนที่ได้ผลผลิตจะมีรายได้จากลูกค้าที่มาชิมผลไม้บุฟเฟ่ต์ และลูกค้าที่ต้องการซื้อกลับบ้าน ส่วนเดือนที่ไม่มีผลผลิต อยู่ในช่วงบำรุงต้น ตกแต่งกิ่ง จะมีรายได้จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ และรายได้จากการศึกษาดูงานเป็นกลุ่มของคนในหลายจังหวัด

สนใจศึกษาดูงานการปลูกผลไม้แบบผสมผสานให้ได้ผลดี ในพื้นที่แห้งแล้ง ติดต่อได้ที่ คุณธวัช พลฉกรรจ์ โทรศัพท์ (085) 731-5484 และ ว่าที่ร้อยตรีเจริญ ปิ่นทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอลานสัก โทรศัพท์ (091) 380-1268