ย่ำเมืองกัมปอต…แหล่งผลไม้อุดม ดูเกาหลีทำนาเกลือแบบพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ย่ำเมืองกัมปอต…แหล่งผลไม้อุดม ดูเกาหลีทำนาเกลือแบบพัฒนา

มีโอกาสได้ร่วมขบวนคาราวานสินค้าไปงานระดับชาติของกัมพูชา ที่ เมืองกัมปอต ชื่อว่า “งานบุญสมุทร” หรือ “Cambodia Sea Festival 2015” เมื่อ วันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ จังหวัดตราด ได้รับเชิญจากจังหวัดกัมปอต ให้นำบู๊ธสินค้าไทยไปแสดง จริงๆ คือจำหน่าย ก่อนเดินทางเตรียมหาข้อมูลไว้ก่อน เห็นว่ากัมปอตมีความน่าสนใจ 4-5 ประเด็น คือ

1. เป็นเมืองท่องเที่ยวติดทะเลของกัมพูชา 1 ใน 4 เมือง (คือ กัมปอต แกป สีหนุวิลล์ เกาะกง) ที่รัฐบาลให้ความสำคัญพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวสวยงาม ว่า “The most Beautiful BAYS in the Word” ทุกปีได้จัดงานบุญสมุทรเวียนกันไปทั้ง 4 เมือง ปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ พนมโบโก

2. เป็นเมืองผลไม้ เห็นได้จากรูปปั้นผลไม้ อยู่ที่วงเวียนกลางเมือง มีรูปทุเรียนโดดเด่น และผลไม้หลายชนิด เช่น มังคุด ส้มโอ ส้มจุก ขนุน มะละกอ รวมทั้ง พริกไทย เป็นต้น ที่นี่ผลไม้อินทรีย์ธรรมชาติมีรสชาติอร่อยมากคือ ทุเรียน ที่ลักษณะคล้ายทุเรียนพันธุ์ชะนี แต่เนื้อเหนียว อร่อยกว่า

3. เมืองผลิตเกลือสมุทรใหญ่ที่สุด

4. บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) และ (Asia fund) ได้ระบุให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกัมพูชา และ

5. เป็นเมืองทางผ่านไปเวียดนาม ตามเส้นทางสาย R 10 โดยผ่านแกปและไปเข้าทางเมืองฮาเตียน

งานบุญสมุทร หรือ

Cambodia Sea Festival 2015

โชว์…แหล่งท่องเที่ยว สินค้า

การเดินทางมาเมืองกัมปอตจากจังหวัดตราดไม่ไกลมากนัก ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตรเศษ ออกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก มาตามถนนหมายเลข R 10 ระยะทาง 200 กิโลเมตร ถึงทางแยกสะแรอัมปึล เลี้ยวขวาไปทางเมืองสีหนุวิลล์ ประมาณ 50 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายไป 48 กิโลเมตร จะถึงเมืองกัมปอต

เส้นทางลาดยางตลอด สะดวก แต่ยังมีการจำกัดความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 60-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง งานบุญสมุทร เขาจัดยิ่งใหญ่มาก เพราะถือว่าเป็นงานระดับชาติ ใช้บริเวณอ่าวแม่น้ำกำปง (Kampong Bay river) กว้างยาวมากๆ เป็นฉากหลังพิธีเปิดงาน เมื่อจุดพลุจะสวยงามตระการตามาก และปิดถนนเลียบแม่น้ำยาว 2 กิโลเมตร ให้ตั้งบู๊ธจำหน่ายสินค้าจากเวียดนาม จันทบุรี ตราด และสินค้าของเจ้าภาพ จับจ่ายซื้อของกันได้ตั้งแต่ก่อนวันงาน งานนี้ประมาณว่าจะมีผู้คนมาเดินเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้า 100,000-150,000 คน เพราะเมืองกัมปอตเองมีประชากรมากถึง 690,000 คน และยังได้ผู้คนจากจังหวัดแกป ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 25 กิโลเมตร รวมทั้งที่พนมเปญห่างออกไปเพียง 148 กิโลเมตร ด้วย

การออกบู๊ธเมืองท่องเที่ยวของกัมพูชา เช่น เกาะกง แกป สีหนุวิลล์ รวมทั้งกัมปอตมาตรฐานมาก ทั้งรูปแบบ โบรชัวร์โรงแรม สินค้าท้องถิ่นที่แนะนำ เพราะการบริหารโรงแรมเป็นมืออาชีพต่างประเทศ บู๊ธท่องเที่ยวของกัมปอต ไฮต์ไลต์คือ แหล่งท่องเที่ยวบนเขาที่ชื่อ พนมโบโก มีทั้งโรงแรมและกาสิโนระดับมาตรฐานสากล อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 42 กิโลเมตร กัมปอตมีสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากในระยะ 3 ปี เปรียบเทียบ ปี 2555 กับ ปี 2557 เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 23 น่าสังเกตว่าชาวต่างประเทศเพิ่มสูงถึงร้อยละ 81 ข้อมูล ปี 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 978,619 (ชาวต่างประเทศ 24,972 คน) และเพิ่มสูงมาก ปี 2556 จำนวน 1,231,887 คน (ชาวต่างประเทศ 117,280 คน) และ 2557, มีจำนวน 1,271,401 คน (ชาวต่างประเทศ 131,468 คน) ในบู๊ธแนะนำผลิตภัณฑ์และผลไม้พื้นเมืองส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ทุเรียน ส้มจุก ขนุน กล้วย มะม่วง น้ำตาลโตนด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้หลักๆ ให้ อย่างเกลือ พริกไทย ในแพกเกจจิ้งที่พัฒนาแล้ว

ส่วนบู๊ธสินค้าไทย คุณวิยะดา ซวง ผู้ประสานงานการนำสินค้าไทยไปงานครั้งนี้ เล่าว่า ไทยมีออร์แกไนซ์รับจัดคาราวานแบบตลาดนัดในเมืองต่างๆ ของกัมพูชาบ่อยๆ ระยะหลังมีปัญหาสินค้าคุณภาพไม่ดี ทางกัมพูชาจึงย้ำเตือนมา ให้นำสินค้าคุณภาพเข้าจำหน่าย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงต้องคัดสินค้าคุณภาพเป็นพิเศษในครั้งนี้ จังหวัดตราด จัดไป 31 บู๊ธ โดยเสียค่าใช้จ่าย รายละ 11,000-12,000 บาท เป็นค่าบู๊ธให้ทางกัมพูชาและการให้บริการรถบรรทุกสินค้า ส่วนใหญ่เป็นรายใหม่ๆ เข้ามาหาประสบการณ์ถึง 80% บางรายมีสินค้าจำหน่ายในตลาดกัมพูชาอยู่แล้ว จึงมาทำประชาสัมพันธ์ตอกย้ำสินค้า

มีสินค้าหลายประเภท เช่น สินค้าโอท็อป อาหารทะเลแห้ง ทุเรียนทอด เครื่องดื่ม น้ำส้ม น้ำมะขาม น้ำซอส ยาเหลือง ยาหม่องสมุนไพร สบู่สกัดจากมะขาม สีทาบ้าน ที่นอน และอาหารไทยๆ ส้มตำ ไก่ย่าง ไก่อบโอ่ง ไข่เค็ม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หมูแผ่น กุนเชียง ข้าวหลาม พร้อมทั้งการบริการ นวดไทย และบริการข้อมูลจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด

“จริงๆ ชาวกัมพูชามีกำลังซื้อ อยากได้ของดีๆ และซื้อครั้งละจำนวนมาก เช่น ที่นอนยางพารา ร้านค้าเคยนำเข้ามาขายที่นอนราคาแพง ขายดีกว่าราคาถูก เพราะผู้ประกอบการซื้อไปใช้ในโรงแรม ครั้งนั้น ผู้ประกอบการเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ต้องการที่นอน ขนาด 3 ฟุตครึ่ง จำนวนมาก แต่ไซซ์ใหญ่ไป ผู้ซื้อจึงลองตัดให้ไซซ์พอดี ผ่าออกเจอมีการยัดไส้กระดาษมาตรงกลาง ข่าวแพร่ออกไปเป็นเรื่องใหญ่ ชาวกัมพูชาไม่พอใจมาก ครั้งนี้จึงมีการย้ำเตือนเป็นพิเศษ ให้เอาสินค้าพรีเมี่ยม สินค้าคุณภาพ” ออร์แกไนซ์รายหนึ่งของจังหวัดตราดกล่าว

เที่ยว พซา ซาม มกีตีรวม :

ตลาดสดสามัคคี…

อาหารผลไม้อุดม ดูทำทอง

พซา ซาม มกีตีรวม หรือ ตลาดสดสามัคคี ในตัวเมืองเมืองกัมปอต ส่วนใหญ่รสนิยมอย่างหนึ่งของการไปเที่ยวทั่วๆ ไป ต้องการไปเยือนตลาดสดยามเช้า เพื่อดูวิถีชาวบ้าน ว่าอาหารการกิน สินค้าท้องถิ่นเขาขายอะไรกัน ตลาดสดสามัคคียามเช้าคึกคักมาก เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ปิด 2 ทุ่ม มีขายทุกอย่าง รวมๆ กัน รูปแบบเหมือนตลาดสดในกัมพูชาทั่วๆ ไป คือขายของสดที่เป็นอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารพื้นเมือง ขนมจีน น้ำตาลโตนด ขนมหวาน มีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารเช้าอยู่มาก ผลไม้เหมือนๆ ไทย ส้มโอ มะละกอ ขนุน ทุเรียน กล้วย ฝรั่ง แก้วมังกร เสาวรส ตลาดเสื้อผ้าสินค้าจากไทยและเวียดนาม ที่ขาดไม่ได้คือ ตลาดทำและขายทอง ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดสดในกัมพูชา นอกจากมีทองขายจำนวนมากแล้ว มีช่างทองมานั่งทำให้เห็นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นเสน่ห์และสีสันกับผู้มาเยือน

อาหารเช้ายอดนิยมตามวัฒนธรรมชาวจีนคือ ก๋วยเตี๋ยวหมูใส่น้ำซุปหมู ชามละ 40 บาท รสชาติอร่อยดี อีกอย่างอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ทดลองรับประทานแล้วติดใจ “ซ็อมลอ หรือ สัมลอร์” เป็นซุปเนื้อที่ใส่กะทิ มันเทศ หัวหอม ปรุงรสเค็ม หวาน เผ็ด เห็นคนข้างๆ ฉีกขนมปังบาแกตของฝรั่งเศสจิ้มลงในน้ำซุป ผู้เขียนลองทำตามบ้าง รสชาติน้ำซุปเข้ากับขนมปัง อร่อยมาก ชุดละ 40 บาท เช่นกัน กัมปอตต้องใช้เงินเรียลหรือดอลลาร์เท่านั้น เหมือนกับการพูด ใช้ภาษากัมพูชาหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาไทย เงินไทย ใช้ไม่ได้ ร้านแลกเปลี่ยนเงินมีมาก หาง่าย สะดวกมาก เพราะเขาเก็บค่าธรรมเนียม ตอนไป เงินไทย 36.07 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ 4,050 เรียล ต่อ 1 ดอลลาร์ หรือเงินไทย 100 บาท ต่อ 11,200 เรียล ราคาโรงแรมที่พักอย่างโรงแรมที่ดีที่สุดอย่างไดมอนด์ กัมปอต ห้องละ 1,000 บาท ไม่มีอาหาร กาแฟตอนเช้า ใช้เงินเรียลจ่ายแบบเศรษฐี ราคาคืนละ 123,200 เรียล ค่าก๋วยเตี๋ยว ซ็อมลอ ชามละ 4,000-5,000 เรียล สิ่งจำเป็นพูดกัมพูชา อังกฤษ ไม่ได้ การซื้อขายควรพกเครื่องคิดเลขไว้กดตัวเลขเป็นสกุลเงินไว้สื่อสารกันด้วย

เกาหลี ทำนาเกลือ

ที่กัมปอต…ใหญ่สุดในกัมพูชา

กัมปอต เป็นแหล่งผลิตเกลือเลี้ยงชาวกัมพูชาทั้งหมด มีโอกาสได้คุยกับ คุณบุน บารัง (Bun Bariang) ประธานสมาคมผู้ผลิตเกลือในกัมปอตและแกป Salt Association Producer Kompot & Kep และลูกชาย คุณบุน จันดารา (Bun Chandara) ตำแหน่งบัญชีในสมาคม คุณบารัง เล่าให้ฟังว่า ทำนาเกลือมากว่า 20 ปีเศษแล้ว เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ได้รวมกลุ่มเกษตรกร 20 กว่ากลุ่ม ลงหุ้นประมาณ 200 หุ้น ก่อตั้งสมาคมผู้ผลิตเกลือในกัมปอตและแกป ทำนาเกลือในกัมปอตและแกป มีหมุนเวียน ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกทำนาเกลือ และรวบรวมผลผลิตขาย สมาคมจะปันผลให้สมาชิกทุกๆ 5 ปี และทำสัญญาต่อใหม่ ที่ผ่านมาเกลือที่ผลิตได้รัฐบาลจะให้ขายในประเทศอย่างเดียว ห้ามส่งออกเพราะกัมพูชาใช้เกลือมาก แต่เมื่อ ปี 2557 บริษัทเกาหลี ได้เช่าที่ดินส่วนตัวทำนาเกลือ มีการใช้เทคโนโลยี ทำให้ผลิตเกลือได้มาก รัฐบาลจึงอนุญาตให้บริษัทเกาหลีที่เข้ามาทำนาเกลือส่งออกได้เป็นครั้งแรก

คุณบุน จันดารา ลูกชาย คุณบุน บารัง จบปริญญาตรี สาขาบัญชี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พูดไทยได้ดี อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำนาเกลือของเกาหลีเป็นแบบพัฒนา มีการบริหารจัดการที่ดี และใช้เทคโนโลยี จึงได้เกลือที่มีคุณภาพขาวกว่า เป็นเกลือเกรดดี ราคาสูง และได้ปริมาณที่รวดเร็วกว่า เพราะเขาใช้พลาสติกอย่างดีที่เหนียว ทนทาน ไม่แข็ง ปูก้นบ่อ เกลือไม่มีดินเลนติด ทำให้เกลือสะอาดเป็นสีขาว นอกจากนั้น ยังตากเกลือให้แห้งได้ภายใน 2-3 โมง ขณะที่ตามธรรมชาติต้องใช้เวลาตากนาน 2-3 วัน ส่วนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีบ่อใหญ่ ขนาด 8-10 ไร่ เก็บกักน้ำเค็ม วางท่อระบบส่งน้ำมาในนาเกลือที่ทำไว้ ขนาด 4 ไร่ มีระบบขนส่งทางรางขนเกลือมาที่โกดัง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เสียดายที่ช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ยังมีฝนตกอยู่ จึงไม่เห็นการทำนาเกลือปกติเดือนพฤศจิกายนทุกๆ ปีจะเริ่มทำและหยุดทำช่วงฤดูฝน

“ปี 2557 รัฐบาลเพิ่งอนุญาติให้ส่งเกลือไปขายต่างประเทศได้ เพราะผลิตเกลือได้เพียงพอและเจอปัญหาเกลือที่นำเข้ามาจากเวียดนามและไทยที่ราคาถูกกว่า ราคาเกลือของกัมพูชา ตันละ 52 เหรียญดอลลาร์ ของไทย 45 ดอลลาร์ เวียดนาม 50 ดอลลาร์ ด้วยความสำคัญที่กัมพูชาทั้งประเทศต้องใช้เกลือปริมาณมากและไปจากกัมปอตทั้งหมด และเริ่มมีปัญหาขาดแรงงาน ซึ่งมักจะออกไปหางานอื่นทำ เพราะกัมปอตกำลังเติบโตทางด้านการท่องเที่ยว ในขณะที่ตลาดเกลือต้องแข่งขันกับเกลือที่นำเข้ามา รัฐบาลจึงมีกฎหมายห้ามเจ้าของที่ดินที่ทำนาเกลือขายที่ดินเมื่อปีที่แล้วนี่เอง” คุณบุน บารัง กล่าวทิ้งทาย

การเยือนกัมปอตเมืองน่ารักๆ ครั้งนี้ เป็นเพียงผิวเผิน โอกาสหน้าจะกลับมากับทัวร์ทุเรียนเมืองกัมปอต ที่รอท้าทายรสชาติ…ข่าวดีจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ได้มีการเชื่อมโยงด้านท่องเที่ยว 4 เมือง ในรูท กัมปอต แกป สีหนุวิลล์ เกาะกง กับจังหวัดตราดแล้ว สนใจสอบถามรายละเอียดที่ คุณวิยะดา ซวง กรรมการสมาคม โทร. (081) 808-5880

ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า ในทัวร์ “อยุธยามหามงคล” ที่พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

มติชนอคาเดมี

มติชนอคาเดมี

ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า ในทัวร์ “อยุธยามหามงคล” ที่พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

ย่างเข้าสู่เดือนมกราคม 2559 อย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่ได้มีโอกาสไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระขอพร เอาฤกษ์เอาชัยที่ไหน ทีมงานของเราจึงขอขันอาสานำเสนอโปรแกรมทัวร์สุดพิเศษ ซึ่งครั้งนี้ “มติชนอคาเดมี” จะพาทุกท่านไปพบกับมิติการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะต้นปีที่จะถึงนี้ กับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “อยุธยามหามงคล” ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

งานนี้ เรียกได้ว่า จัดกันอย่างพิเศษเพื่อผู้ที่อยากไปไหว้พระ-ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ขึ้นชื่อของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง พร้อมตามรอยเรื่องเล่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับวิทยากรชั้นนำอย่าง อาจารย์สุรินทร์ ศรีสังข์งาม ที่พร้อมจะนำพาทุกท่านไปสัมผัสกับ 5 สิ่งมหัศจรรย์ในทริปครั้งนี้…

แต่แล้วทำไม…คุณถึงต้องไม่พลาดการเที่ยวครั้งนี้ เรามี 5 เรื่องราวที่น่าสนใจ…มาบอกให้คุณได้รู้กัน !!

พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) แห่งวัดพนัญเชิงวรวิหาร

ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย-คนจีน

ถ้าพูดถึงวัดแห่งนี้หลายคนต้องนึกถึงหลวงพ่อโต หรือ “ซำ ปอ กง” พระประธานของวัดเป็นอย่างแรก แต่ความเชื่อแบบจีนที่เข้ามาคงเป็นเพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่บริเวณคลองสวนพลูและใกล้เคียงกับวัดพนัญเชิงนั้น เป็นย่านที่คนจีนอาศัยอยู่มาก เปรียบเสมือนกับเยาวราชในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจที่บริเวณนี้จะมีคติที่เกี่ยวข้องกับจีนเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กับพระนางสร้อยดอกหมาก ซึ่งเป็นตำนานการกำเนิดชื่อวัดแห่งนี้อีกด้วย

พระมงคลบพิตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองกรุงเก่า

ถ้าไม่มาขอพร…ก็เหมือนมาไม่ถึง “อยุธยา”

อาจเพราะเป็นวัดที่สวยแห่งหนึ่งของอยุธยาและมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ด้านในพระวิหาร และคงด้วยทำเลที่ตั้งของที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวและโบราณสถานต่างๆ เช่น วังช้างอโยธยา วัดพระราม และวัดพระศรีสรรเพชญ์ ส่วนด้านหลังก็มีตลาดขายของที่ระลึกขึ้นชื่อของเมืองกรุงเก่า อย่างเช่น โรตีสายไหม นี่แหละคือเสน่ห์ของที่นี่ ที่หากใครได้มาอยุธยาแล้วก็มักไม่พลาดเสมอ

หลวงทองสุขสัมฤทธิ์

มนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ แห่งศาสตราวุธ

พระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีความแปลกไม่เหมือนกับพระพุทธรูปองค์อื่นคือ ที่พระเศียรจะมีน้ำอยู่ด้านในไม่มีแห้ง นี่คือความอัศจรรย์และความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้ ส่วนเรื่องประวัติของวัดแห่งนี้ยังมีเรื่องเล่ากันมาของชาวบ้านว่า ในสมัยอยุธยาการออกรบทำศึกแต่ละครั้งจะต้องปลุกเสกศาสตราวุธทุกชนิด และที่วัดแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ปลุกทำพิธีนั่นเอง

ร่วมสักการะ หลวงพ่อทวด

กับตำนานพระสังฆราชแห่งอยุธยา

สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระเถระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้า จนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบ ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไป ทั้งยังมีตำนานกล่าวไว้เพิ่มเติมว่า ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระเอกาทศรถในราชทินนามที่ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

สุดยอดพระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดังของเมืองไทย

พระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อสด จนฺทสโร หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบปฏิบัติธรรมและนั่งวิปัสสนากรรมฐาน โดยหลวงพ่อมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และวัดแห่งนี้ก็สร้างรูปเหมือนของหลวงปู่ขึ้นมาเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านและผู้ศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน

และแน่นอนว่า เราจะได้ร่วมสักการะขอพร พร้อมฟังเรื่องราวที่น่าสนใจของ 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สุดมหัศจรรย์เหล่านี้ ในทัวร์ของเราอย่างแน่นอน?

ในวันที่ 23 มกราคม 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “อยุธยามหามงคล” ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง ที่มติชนอคาเดมีจะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ อาจารย์สุรินทร์ ศรีสังข์งาม สำหรับท่านที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แก้ปีชง “59

ในทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เสริมบารมี 12 ปีนักษัตร”

ย่างเข้าสู่ ปี 2559 ซึ่งตรงกับปีนักษัตร อย่าง “ปีวอก” หลายคนอาจกำลังอยากรู้วิธีการรับมือกับ “ปีชง” แต่นั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพียงประเด็นเดียวสำหรับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เสริมบารมี 12 ปีนักษัตร” ที่ “มติชนอคาเดมี” กำลังจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2559 นี้ เพราะยังมีประเด็นสำคัญ และเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย สำหรับคนที่กำลังอยากจะไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมบารมีให้กับทั้ง 12 ปีนักษัตร การร่วมเดินทางไปกับเราในครั้งนี้ตอบโจทย์อย่างแน่นอน…

แต่แล้วทำไม…คุณถึงต้องไม่พลาดทริปนี้ เรามี 5 เหตุผลที่น่าสนใจ…มาบอกให้คุณได้รู้กัน !!

แก้วแหวน เงินทองไหลมาเทมาตลอดปี ที่ “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม”

“วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” หรือ “วัดพระแก้ว” เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างพระราชวังของกรุงศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือ “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย โดยเชื่อกันว่า หากได้มาสักการะพระแก้วมรกต ชีวิตจะมีแต่ความสุขสบาย และมากด้วยทรัพย์สินเงินทองไม่ขาดมือนั่นเอง

ไหว้พระวัดโพธิ์แล้ว ชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

“พระพุทธเทวปฏิมากร” เป็นพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ ที่ฝ่าพระบาทมีการประดับมุกที่สวยงามที่สุดประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ โดยมีความเชื่อว่าในปีนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข แคล้วคลาดปลอดภัย และไร้อุปสรรคไปตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี ที่ “ศาลหลักเมือง”

ศาลหลักเมือง ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ภายในประดิษฐานหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ นอกจากนี้ ยังมีหอเทพารักษ์ทั้ง 5 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง ซึ่งเชื่อกันว่า การมาไหว้ศาลหลักเมืองจะช่วยตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี เป็นเหมือนการมาฝากดวงชะตาถวายกับเจ้าพ่อหลักเมืองนั่นเอง

ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป

“วัดสุทัศนเทพวราราม” เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้น ภายในพระวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐาน “พระศรีศากยมุนี” ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เชื่อกันว่า หากได้มาสักการะหลวงพ่อโตที่วัดสุทัศน์แล้ว จะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมีเสน่ห์ต่อบุคคลอื่น

เสริมอำนาจบารมี แคล้วคลาดปลอดภัย ที่ศาลเจ้าพ่อเสือ

ศาลแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยคนจีนเรียกว่า “ตั่วเหล่าเอี้ย” เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวจีน ได้แก่ เอี่ยนเถี้ยนส่งเต้, เจ้าพ่อเสือ, เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าแม่ทับทิม โดยเชื่อกันว่าหากใครได้ไปกราบไหว้จะช่วยเสริมอำนาจบารมี แคล้วคลาดปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่กำลังมีคดีความ ต้องขึ้นศาล

และนี่ คือ 5 สถานที่สำคัญ ที่เราจะพาทุกท่านไปร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์-เสริมบารมี-แก้ปีชงให้กับทุกท่านที่ได้ร่วมทริปในครั้งนี้

ใน วันที่ 30 มกราคม 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เสริมบารมี 12 ปีนักษัตร” ที่มติชนอคาเดมีจะนำพาทุกท่านได้ร่วมทริปสุดศักดิ์สิทธิ์ พร้อมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด กับวิทยากรพิเศษ อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

กิน “ข้าวใหม่ปลามัน” กัน ที่หนองหญ้าปล้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

กิน “ข้าวใหม่ปลามัน” กัน ที่หนองหญ้าปล้อง

ต้นฤดูหนาวคือการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาได้ “ข้าวใหม่” มียางมาก จะขัดจะตำจะสีแบบไหนก็หุงกินนึ่งกินนุ่มปากนุ่มคอไปทั้งนั้น ไหนจะปลานาปลาหนองที่สะสมอาหารมาจนอ้วนพีตลอดฤดูฝน จนมันย่องทั้งยามปิ้งยามต้ม คำโบราณที่เปรียบเปรยถึงห้วงความสุขในชีวิต เป็นช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน” จึงไม่ได้เกินจริงไปแต่อย่างใด

แต่ข้าวก็ไม่ได้มีแค่สองสามพันธุ์อย่างที่คนส่วนใหญ่รับรู้ ไม่ได้มีแค่เสาไห้ หอมมะลิ ไรซ์เบอร์รี่ ในถุงพลาสติกบรรจุสำเร็จตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

หลักฐานการปลูกข้าวครั้งแรกๆ ในดินแดนแถบนี้ที่ย้อนหลังไปได้กว่า 4,000 ปี บอกเราว่า จากข้าวป่าที่พัฒนามาเป็นข้าวปลูก ด้วยวิธีทั้งหว่าน ดำ หยอด หรือนาทาม ส่วนใหญ่ในเขตอีสานนั้น ประกอบด้วยพันธุ์ข้าวนับร้อยๆ ชนิด ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ กันไป ตลอดจนได้รับการผสมคัดเลือกสายพันธุ์โดยชาวนาสมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ผมเองยังจำได้ ถึงค่ำคืนหนึ่งที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลังอิ่มข้าวแลงมื้อค่ำ ก็ได้ล้อมวงนั่งฟัง ซักถาม และอัศจรรย์ใจไปกับเรื่องเล่าของข้าวบองกษัตริย์ หวิดหนี้ อีเตี้ย นางร้อยแดง ข้าวพื้นเมืองที่คนเขมรร้อยเอ็ดปลูกแยกเป็นแปลงต่างหาก ไว้กินเฉพาะในครอบครัว

“…คนแก่ๆ ไม่กินหรอก ข้าวหอมมะลิน่ะ เขากินที่เขาชอบแบบนี้แหละ เราก็ต้องปลูกไว้บ้าง แปลงสองแปลง บางคนพอไม่ได้กินนี่ถึงกับล้มป่วยเลยนะ…” ผมยังจำที่พ่อเพื่อนเล่าได้ดี

ครั้งนั้น ผมได้ “นางร้อยแดง” ใหม่ๆ กลับบ้านราว 3 กิโลกรัม มันทำให้ผมเริ่มพบว่า ตัวเองเป็นคนที่ชอบกินข้าวพันธุ์แปลกๆ มาตั้งแต่นั้น

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ผมพบตัวเองยืนจดชื่อพันธุ์ข้าวที่ติดกำกับช่อรวงห้อยแขวนบนราวไม้ไผ่ กลางเนินขนาดย่อมในเขตทุ่งนาบ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม สถานที่จัดงาน “กินข้าวใหม่ปลามัน” ที่เครือข่ายชาวนาอินทรีย์ 32 ราย จาก 6 หมู่บ้าน ช่วยกันจัดขึ้นเป็นปีแรก

พันธุ์ข้าวเจ้า มี เจ้าเหลือง ธัญญสิริน ปลาเข็ง โสมาลี นางหก หอมนิล มะลิแดง อีเตี้ย และหอมใบเตย

ส่วนข้าวเหนียว มี เหลืองบุญมา เหนียวแดง ก่ำใบเขียว ขาวพวงใหญ่ แก่นดู่ และก่ำลืมผัว

ไพรัชช์ แดนกะไสย์ หรือ เก่ง อดีตคณะทำงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ผู้ผันตัวเอง “กลับบ้าน” มาช่วยประสานงานกลุ่มชาวนาอินทรีย์บ้านหนองหญ้าปล้องเล่าว่า ที่นี่ รวมทั้งบ้านของเขาเอง มีคนทำเกษตรอินทรีย์กันอยู่แล้ว แต่เดิมก็เป็นต่างคนต่างทำ มาปีที่แล้วนี้เองจึงเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นว่า จะต้องมีแผนงานร่วมกันมากกว่านี้ เช่น ซื้อเครื่องสีข้าวใช้เองโดยไม่ต้องพึ่งโรงสี ตั้งกองทุนสะสมเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม ตลอดจนหาคนมาช่วยประสานงานเพิ่ม

จากรายงานของ ลุงบุญมา สุวรรณศรี ประธานกลุ่มฯ ระบุว่า คนหนองหญ้าปล้อง ที่ทำนาอินทรีย์จริงๆ มี 11 ราย ได้ผลผลิตต่อปีสำคัญๆ อย่าง ข้าวมะลิ 105 ราว 2,300 กิโลกรัม มะลิแดง 1,300 กิโลกรัม ก่ำตาดำ 180 กิโลกรัม และหอมใบเตย 3,060 กิโลกรัม

“…หอมใบเตย เป็นข้าวเด่นของบ้านเราครับ เหมาะกับดินที่นี่ ให้ผลผลิตถึงไร่ละ 400-500 กิโลกรัม ถือว่ามากนะครับสำหรับนาอีสาน” ไพรัชช์ อธิบายถึงข้าวที่ปลูกกันมาก “ที่สำคัญคือช่วงปีแรกๆ ที่เปลี่ยนวิธีจากนาเคมีมาเป็นนาอินทรีย์ ข้าวส่วนใหญ่ผลผลิตจะลด แต่หอมใบเตยนี้ไม่ลดเลยครับ…”

การคุยกันนอกรอบก่อนวันงาน ไพรัชช์ ได้ข้อเสนอที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น กลุ่มควรทำโรงสีเล็กๆ เพื่อควบคุมขั้นตอนการสีได้ตามต้องการ และยังใช้ประโยชน์จากแกลบ รำ ได้เต็มที่ มีการเสนอให้ลองแปรรูปข้าว เป็น “แป้งอินทรีย์” สำหรับทำขนม เส้นแป้งแบบต่างๆ รวมทั้งควรเสาะหาตลาดใหม่ๆ เพื่อระบายสินค้า เช่น โรงพยาบาลที่สนับสนุนด้านนี้ และควรเสนอบางโครงการเข้าไปที่ อบต. บ้านกู่ ซึ่งนักวิชาการเกษตรของที่นั่นรับปากแล้วว่า จะหางบประมาณสนับสนุนบางส่วนให้ได้แน่นอน

ตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมพวกเขาจึงภูมิใจและดูตื่นเต้นกับการที่ทางกลุ่มสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ “ข้าวปลูก” ได้ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าการทำพันธุ์ข้าวอินทรีย์นี้ยากมาก ต้องคอยคัดพันธุ์ ตัดรวงที่ไม่ใช่พันธุ์แท้ในแปลงทิ้ง จนกระทั่งได้เมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายได้มูลค่ามากพอๆ กัน หรือบางครั้งอาจมากกว่าการทำผลผลิตโดยรวมในปีนั้นๆ ด้วยซ้ำ

ช่วงก่อนเที่ยงวัน มีวงเสวนาเล็กๆ เรื่องเกษตรอินทรีย์กับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน มีตัวแทนจากส่วนต่างๆ รวมทั้งชาวนาเจ้าของพื้นที่ร่วมพูดคุย ผมคิดว่าข้อมูลจากคุณหมอประจำศูนย์สาธารณสุขตำบลนับว่าน่าสนใจ ท่านบอกว่า เท่าที่เคยตรวจ จะพบสารเคมีปนเปื้อนในผู้ป่วย 40-50 คน ใน 100 คน เรียกว่าครึ่งต่อครึ่งทีเดียว ยิ่งผู้ป่วยที่เป็นเกษตรกรเจ้าของนาเคมียิ่งพบอาการบกพร่องของระบบทางเดินหายใจ และระบบผิวหนังค่อนข้างสูง นอกจากนี้ การตรวจผักสดในตลาดพบว่า หากเป็นผักที่ปลูกในพื้นที่ จะพบสารเคมีตกค้างราว 30% แต่หากเป็นผักมาจากตลาดส่วนกลาง ตัวเลขจะอยู่ที่ 80% ขึ้นไป

แน่นอนว่า การสะสมสารพิษเหล่านี้ในร่างกาย ย่อมก่อให้เกิดโรคร้ายอย่าง มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ ดังนั้น หนทางที่จะห่างไกลจากสารเคมีเกษตรตัวอันตราย ที่นานาชาติขึ้นบัญชีดำเฝ้าระวังอย่างถาวร เช่น คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส หรือ อีพีเอ็น ก็คงไม่มีทางอื่น นอกจากสมาทานทางเลือกสายเกษตรอินทรีย์เท่านั้น

และเท่าที่ฟังชาวบ้านคุยกัน ผมคิดว่า ความเชื่อเดิมของนักสังคมวิทยาที่ว่า เกษตรอินทรีย์เกิดจากดีมานด์ (demand) ของคนกรุงที่เห่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมนั้น คงจะไม่จริงเสียแล้วล่ะครับ…

งานเล็กๆ ที่น่ารักมากๆ นี้ นอกจากมีออกร้านขายพืชผักพื้นบ้าน ขนมที่แปรรูปจากแป้งข้าว และการสาธิตเพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงแล้ว คงจะขาดสีสันไปมาก ถ้าปราศจากพระเอกของงานไป

“ข้าว” นั่นเองครับ

มีข้าวอินทรีย์หลากหลายพันธุ์ให้ชิมลิ้มลองและจำหน่ายในราคาถูก ดังนั้น ผมก็เลยได้ลองข้าวเจ้าเหลือง ไรซ์เบอร์รี่ มะลิแดง โสมาลีเสียจนอิ่มแปล้ โดยเฉพาะที่ฮือฮามาก คือ “ก่ำลืมผัว” ที่ว่ากันว่ากินอร่อยจนสาวๆ ถึงกับลืมผัว โดยเฉพาะเมื่อจ้ำลาบปลา หมกเครื่องในปลา ตำปลาร้ามะกอกสุก และปลาดุกนาตัวเล็ก ย่างพอนุ่มๆ

ผมยังจำความนิ่มนวล หนึบนุ่ม ของโสมาลีที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ได้ดี และคิดว่าต้องอร่อยมากๆ เลย ถ้าลองกินกับของทอดอื่นๆ เช่น เนื้อเค็ม ปลาส้ม ไม่งั้นก็หมกกุ้งฝอยหรือเครื่องในไก่…มันน่าจะมีชาวบ้านสักหลายๆ คนที่รู้จักผลผลิตของเขาดีอยู่แล้ว ลอง “จับคู่” ให้เห็นกันจะจะไปเลย เช่น ข้าวพันธุ์นี้กินกับแกงแบบนี้อร่อย พันธุ์นี้ทำขนมจีนถึงจะดี ส่วนพันธุ์นี้ต้องผสมพันธุ์นี้ในอัตราส่วนเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ จึงจะหุงออกมาแล้วกินดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ฯลฯ

การได้กินข้าวพันธุ์ที่ไม่คุ้นหูคุ้นลิ้น ซึ่งหุงอย่างดีด้วยฝีมือเจ้าของผลผลิต แถมยังได้กินในบริบท ท่ามกลางบทสนทนาที่อึงอลไปด้วยปัญหา ทางแก้ ความภูมิใจ และความหวังของคนพื้นที่เอง นับเป็นโอชะอันหาได้ยากยิ่งโดยแท้

ความหมายของข้าวใหม่ ปลามัน ในสายตาของคนนอกอย่างผม ก็คงจะด้วยเหตุประการฉะนี้เองกระมังครับ…

เจตนาลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาลวง

คุณโวล์ฟกัง สัญชาติเยอรมัน อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยากับคุณสมสวยที่ภูเก็ต

คุณโวล์ฟกังทำสัญญาซื้อที่ดิน 2.9 ล้านบาท จดทะเบียนในนามของคุณสมสวย

จากนั้น คุณโวล์ฟกังได้ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินนั้นจากคุณสมสวย ระยะเวลา 30 ปี นับแต่วันจดทะเบียนการเช่า และให้สิทธิแก่คุณโวล์ฟกังต่ออายุการเช่าอีก 30 ปี

ในสัญญาระบุว่า สิ่งก่อสร้างที่คุณโวล์ฟกังสร้างขึ้นบนที่ดินแปลงนี้ เมื่อสิ้นอายุการเช่าให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของคุณสมสวย

ทั้งนี้ สัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า คุณโวล์ฟกังได้ชำระค่าเช่าครั้งเดียวล่วงหน้า 2.9 ล้านบาท ให้แก่คุณสมสวยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานี้

คุณโวล์ฟกังจ่ายเงินตกแต่งบ้านอย่างงดงาม จากนั้นคุณสมสวยเข้าพักอาศัยในบ้านนั้น โดยคุณโวล์ฟกังไม่เคยเข้าพักอาศัยเลย

เวลาผ่านมาได้ 2 ปีเศษ สองคนเกิดแตกคอกัน ประกาศเลิกร้างกัน

คุณโวล์ฟกังไล่คุณสมสวยออกจากบ้าน ให้ขนข้าวของออกไปด้วย และส่งมอบการครอบครองบ้านนั้นแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณสมสวยขนข้าวของออกไป แล้วส่งมอบการครอบครองบ้านแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสมสวยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า คุณโวล์ฟกังเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อบ้านและที่ดินนั้นร่วมกับคุณสมสวยเพื่อให้มีหลักฐานมั่นคง แต่คุณโวล์ฟกังเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นแก่คุณสมสวย แล้วทำสัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดิน 30 ปี และคำมั่นให้เช่าอีก 30 ปี เพื่อป้องกันมิให้คุณสมสวยโอนขายแก่บุคคลภายนอก เพราะคุณโวล์ฟกังเกรงว่าคุณสมสวยอาจขายบ้านและที่ดินไปเมื่อตนเดินทางกลับต่างประเทศ จึงทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณสมสวยขายบ้าน

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองสมรู้กันทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อแสดงเจตนาลวงในการหวงกัน และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านของคุณโวล์ฟกัง โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันบังคับกันตามข้อตกลงในสัญญาเช่า

ดังนั้น หนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดินย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คุณโวล์ฟกังย่อมไม่อาจขอให้ขับไล่และบังคับคุณสมสวยส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านแก่ตนได้

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ศาลฎีกาพิพากษา ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3866/2556)

————————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี

เรื่อง : พุดซ้อน : ไม้พุ่มสมุนไพร

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า ปีนี้ฉลองปีใหม่กันไปกี่ศพ ไม่ว่าจะเป็นถนนหลัก ถนนรอง หรือในตรอก ซอก ซอย

หลังจากเทศกาลปีใหม่ ต่อไปก็เทศกาลสงกรานต์

เวลานี้มิใช่แต่ช่วงเทศกาลเท่านั้น ที่การสูญเสียจากอุบัติเหตุ

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็เกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น จะเรียกว่าความเจริญที่ไร้จิตสำนึก ก่อให้เกิดการสูญเสียก็ไม่น่าจะผิดนัก

ความอยากได้อยากมีของผู้คน ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

เมื่อเกิดความอยากได้ใคร่มี ก็มักจะเกิดความประมาท

ถ้าหากเป็นคนช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเทคโนโลยีก็มีส่วนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ

ที่เห็นด้วยตาคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ขับขี่ไป โทรศัพท์ไป แล้วก็เกิดเฉี่ยวชนกับรถอีกคัน

ผลลัพธ์ก็คือส่งโรงพยาบาล ยังไม่ถึงกับส่งวัด

แต่ก็เห็น 2 หรือ 3 ราย ที่ต้องส่งวัด เพราะมือถือเป็นสาเหตุ

อย่าลืมว่าการขับขี่ต้องมีสมาธิ

เมื่อขาดสมาธิก็ขาดใจเป็นของธรรมดา

ปีใหม่แล้วมาปลูกต้นไม้กันดีกว่า เพื่อให้โลกรื่นรมย์น่าอยู่

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “พุดซ้อน”

ต้นพุดซ้อน จัดเป็นไม้พุ่ม เตี้ย ไม่สูงนัก มีลักษณะคล้ายต้นพุดจีบ จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่พุดซ้อนไม่มีลายขาวที่ต้นและใบ

การขยายพันธุ์ นิยมตอนกิ่ง

พุดซ้อนเป็นไม้พุ่มที่มีใบหนาแน่น ลักษณะใบรูปมนรี ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม

ดอกของพุดซ้อน จะออกเป็นดอกเดี่ยวตามง่ามกิ่งใกล้กับส่วนยอด

ลักษณะดอกก็คล้ายกับดอกพุดจีบ ออกสีขาว มีกลีบซ้อนซ้อนกันหลายชั้น และมีกลิ่นหอมอ่อนอ่อน

ต้นพุดซ้อนนี้ นิยมปลูกเป็นดอกไม้ประดับ

และนอกจากปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับแล้ว คนแต่โบราณยังรู้ว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย

ส่วนที่นำมาใช้เข้ายาสมุนไพร ก็มี ยางจากต้น เนื้อไม้ ยางจากดอก และเนื้อหุ้มเมล็ด

น้ำยางจากต้น มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ

เนื้อไม้ มีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้ลดไข้ และที่พิเศษคือ นำมาทำเป็นหัวน้ำหอม

น้ำยางจากดอก มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง

เนื้อหุ้มเมล็ด นิยมนำมาเป็นสีย้อมผ้า

เหล่านี้คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นพุดซ้อนหนึ่งต้น

คนที่มีที่ทาง ก็ขอให้ปลูกไว้เถอะ ส่วนคนเมืองปลูกลงกระถางยิ่งดี

ปีใหม่แล้วก็ขอให้แฟนเทคโนโลยีชาวบ้านมีความสุข

สวัสดีปีวอก 2559

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

เราเพิ่งผ่านวันขึ้นปีใหม่มาไม่กี่วัน ในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่เรามีเวลาพักผ่อนจากงานที่เร่งรัดเรามาตลอดทั้งปี ทำให้เรามีเวลาหยุดคิดทบทวนชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นไปในปีก่อน เราคิดว่าปีใหม่เราอยากทำอะไรใหม่ เราอยากปรับเปลี่ยนตัวเอง เราอยากปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

แนวคิดการแบ่งเวลาออกเป็นรอบๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาลที่มนุษย์ยังมีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ มีเวลานั่งสังเกตธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา นั่งสังเกตท้องฟ้าและดวงดาว มนุษย์พบเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินไปล้วนแล้วแต่มีรูปแบบแน่นอนและวนกลับมาเป็นรอบๆ ทำให้เกิดการกำหนด “รอบเวลา” ชาวตะวันออกกำหนดโดยสังเกตดูดวงจันทร์ ในขณะที่ชาวตะวันตกกำหนดโดยใช้ดวงอาทิตย์ เกิดเป็นระบบปฏิทินแบบจันทรคติ และ สุริยคติ ซึ่งมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ คำว่า “หนึ่งปี”

รอบเวลาที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น ช่วยบริหารจัดการชีวิตของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรารู้ว่าสภาพภูมิอากาศจะหมุนเวียนเป็นฤดู ตั้งแต่ ร้อน ฝน เย็น หนาว แตกต่างกันไปตามเขตต่างๆ บนโลก มนุษย์นำ “รอบเวลา” ดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การหาอาหาร การเตรียมการ การหลบภัย และสิ่งต่างอีกมากมาย รวมทั้ง การหยุดพักผ่อน ฯลฯ รอบเวลายังมีส่วนช่วยให้มนุษย์สามารถจดบันทึกและลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

แม้ในทุกวันนี้โลกจะเจริญก้าวหน้าจนเกินล้ำไปจากวิถีชีวิตแบบโบราณ อย่างที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่เคยย้อนกลับไปนึกถึงที่มาของมันอีก แต่ “รอบเวลา” ก็ยังคงถูกนำมาใช้กับกิจกรรมแทบจะทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

ในการวัดผลกิจการ รอบเวลามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแบ่งรอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจออกเป็นช่วง และนำผลแต่ละช่วงนั้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าหรือตกต่ำของกิจการ มองเห็นความเติบโตหรือถดถอยทางเศรษฐกิจ เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมรอบบัญชีในบางประเทศไม่นิยมใช้ปีปฏิทินเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม เหมือนประเทศอื่นๆ

ตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น รอบบัญชีมักจะเริ่มต้นในเดือนเมษายน ถึง มีนาคม การปิดรอบบัญชีในลักษณะนั้นสอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม ส่วนกิจการในประเทศตะวันตกทั้งหลายก็คงนิยมให้เป็นไปตามปีปฏิทินระบบสุริยคติ คือต่างเลือก “รอบเวลา” ไปตามเกณฑ์ที่แต่ละภูมิภาคเห็นว่าสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของตน

การบันทึกผลการดำเนินงานของกิจการ เมื่อถูกแบ่งออกเป็นรอบๆ หากนำตัวเลขแต่ละรอบมาวางเปรียบเทียบกันจะช่วยให้เรามองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลง และทำให้ตัวเลขแต่ละรอบมีความหมายอย่างมาก ตัวเลขในรอบใดรอบหนึ่งโดดๆ อาจให้ภาพบางอย่างแก่เรา แต่จะแทบไม่มีความหมายหากตัวเลขเหล่านั้นไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบในเชิงปริมาณ เหตุการณ์ และกิจกรรมที่นำมาประกอบจะช่วยอธิบายตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างมีความหมาย และส่งผลต่อการประเมินผลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลักการบัญชีกำหนดเรื่องรอบระยะเวลาบัญชีไว้ และกำกับด้วยหลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีที่มี “ความสม่ำเสมอ” ในการจดบันทึก ก็ด้วยความต้องการให้ตัวเลขของแต่ละรอบเวลาสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ภายใต้หลักเกณฑ์การจดบันทึกแบบเดียวกันเมื่อนำผลของตัวเลขแต่ละปีมาเปรียบเทียบ ผู้ใช้งบการเงินย่อมมองเห็นความแตกต่างบนพื้นฐานเดียวกัน และใช้วิเคราะห์ปรับปรุงการดำเนินงานของตนได้อย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม

รอบเวลาไม่จำเป็นต้องเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ในกิจการที่เน้นการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ รัดกุม จะปิดบัญชีทุกเดือน ในกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องนำเสนองบการเงินทุกไตรมาส (3 เดือน) ปีละ 4 ไตรมาส และไตรมาสที่ 4 จะเป็นการสรุปตัวเลขประจำปี

การจดบันทึกไดอารี่ ก็เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ในรอบเวลาหนึ่งวัน การจดบันทึกทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรามองเห็นพัฒนาการทางความคิด และบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา หากจดบันทึกต่อเนื่องกันไปทุกปีๆ เมื่อเราย้อนกลับมาอ่านก็ย่อมทำให้เรามองเห็นอดีตของเราเอง นึกทบทวนและย้อนรำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านมาทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีของเราได้

การจัดทำบัญชีส่วนบุคคล หรือครัวเรือน ก็คล้ายคลึงกับการจดบันทึกไดอารี่ ที่เมื่อเราจดบันทึกด้วยวิธีการสม่ำเสมอ เราก็จะได้ตัวเลขบางอย่างที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบ จัดกลุ่มประเภทค่าใช้จ่าย รายได้ เราก็จะทราบถึงผลการประกอบอาชีพ การใช้จ่ายเงินของเรา เราจะทราบว่าเราให้น้ำหนักการใช้จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง ในช่วงปีใหม่เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้ทบทวนพฤติกรรมการใช้เงินของเราอย่างจับต้องได้ ไม่ใช้ “การบัญชีแบบคิดในใจ” ซึ่งมักจะมี “ภาพลวงตา” ที่ข้อมูลในใจเรามักจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ในลักษณะ “ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด” หากเรามีการจัดทำบัญชีส่วนบุคคล

การที่เรารับรู้ว่า “รอบเวลา” อยู่กับเราเสมอ จะทำให้เราใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนึกคิดทบทวนชีวิตในแต่ละช่วงเวลา การรู้ว่าช่วงเวลาไหนของปีเราควรจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง (ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ) การเลือกกิน เลือกใช้ พืชผักตามฤดูกาล การดูแลรักษาสุขภาพ การวางแผนกิจกรรมในชีวิตทั้งการทำงานและการพักผ่อน นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้รอบเวลาในการศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของสภาวะอากาศของโลก การใช้รอบเวลาในหลายลักษณะ คือ รอบหนึ่งเดือน รอบหนึ่งปี รอบสามปี รอบห้าปี รอบสิบปี และรอบร้อยปี ทำให้มนุษย์ได้ข้อมูลหรือภาพบางอย่างที่น่าสนใจเสมอ

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ฤดูกาลเวียนผ่านไปปีแล้วปีเล่า สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวินาที ก็ใครเล่าจะจมอยู่กับที่กับสิ่งเก่าเดิมไปตลอดกาล เฉกชีวิตก็ต้องมีเกิดมีดับยากที่ใครจะฝืน เช่นเดียวกับเรื่องราวของศิลปะศิลปินในแถบถิ่นบ้านเรา ที่ฉันคิดว่าปีหน้าฟ้าใหม่นี้การจัดนิทรรศการศิลปะอาจมีโฉมหน้าเปลี่ยนไป จากการจัดนิทรรศการในหอศิลป์แบบเดิมๆ มาเป็นการจัดนิทรรศการตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ มากขึ้น เรียกว่าใครอยากชมผลงานของศิลปินก็ด้นดั้นกันไปเองเถิดหนา

“เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” คือชื่องานที่กลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกจัดขึ้น หลังจากรวมตัวกันทำงานอนุรักษ์และรณรงค์ให้ผู้คนช่วยกันดูแลผืนป่าแถบนี้มานานกว่า 20 ปี โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน นอกจากพากันเข้าป่าเพื่อเขียนภาพป่าออกมาให้คนทั่วไปได้ชมกัน งานที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีคือ คอนเสิร์ตเพื่อผืนป่าตะวันตก ซึ่งจัดติดต่อกันมาร่วม 20 ปี ในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ซึ่งนอกจากดนตรียังมีนิทรรศการและเสวนาในหัวข้อต่างๆ ตามสถานการณ์ในช่วงนั้น

อย่างหนึ่งที่ทำให้งานคอนเสิร์ตของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นวงดนตรีของ สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตก

นอกจากสุรชัย กลุ่มนี้ยังมีนักดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียง อย่าง มงคล อุทก ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ วสันต์ สิทธิเขตต์ ตุ๊ แครี่ออน ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ และ มานะ ภู่พิชิต ศิลปินสีน้ำมากฝีมือ ที่แม้จะไม่โด่งดังในวงกว้างอย่างคนอื่น ทว่าเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ศิลปินด้วยกัน

การจัดคอนเสิร์ตในพื้นที่เดิมเป็นกิจกรรมรณรงค์ต่อเนื่องมายาวนาน สมาชิกกลุ่มจึงคิดจะจัดกิจกรรมอื่นๆ ขึ้นมาบ้าง ประกอบกับศิลปินในกลุ่มหลายคนมีผลงานศิลปะมากมายที่คนภายนอกรู้จัก ทว่าคนในชุมชนกลับไม่รู้จัก อีกอย่างนั้นที่ฉันคิดเองเออเอง คือการจัดงานศิลปะในชุมชนทางหนึ่งก็เป็นการรณรงค์ให้ชุมชนร่วมรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเปิดพื้นที่แก่คนภายนอกได้เข้ามารู้จักชุมชนมากขึ้นอีกด้วย

ทางกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเลือกเยือนบ้าน มานะ ภู่พิชิต เป็นปฐมฤกษ์ของโครงการ “เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งในอำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร การเดินทางไม่ยาก ตัวบ้านและอาณาบริเวณกว้างขวางก็พร้อมสำหรับการจัดงาน นอกเหนือจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคงอยู่ที่ผลงานอันมากหลายของมานะนั่นเอง

มานะ ภู่พิชิต แนะนำตัวเองไว้พอประมาณว่า เขาเป็นชาวบุรีรัมย์ โดยกำเนิด ร่ำเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นสมัครเป็นบัณฑิตอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่เป็นครูดอยอยู่ในเขตออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น เข้ากรุงเทพฯ ทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง อยู่ประมาณปีกว่าๆ รู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้ตอบสนองความรู้สึกภายในของตัวเอง จึงแสวงหาทางเลือกใหม่ โดยเดินทางลงใต้ไปอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

มานะ ลงใต้ครั้งนั้นหวังจะได้ทำงานศิลปะเต็มที่ แต่ด้วยความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพไปด้วย เขาจึงจำใจทำงานเป็นผู้จัดการบังกะโลบ้าง ขายเสื้อยืดให้นักท่องเที่ยวบ้าง ทำไป ทำมา ก็จมอยู่กับการหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองเป็นเวลา 10 ปี จนแทบจะลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก ปี 2538 จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง หวังที่จะสร้างงานศิลปะ โดยทิ้งธุรกิจร้านค้าไว้ที่เกาะสมุยอย่างไม่มีอะไรติดตัวมา

ช่วงปีนั้นเองที่มีการก่อตั้งกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินหลากหลายสาขา ทั้งนักดนตรี นักเขียน กวี จิตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ยอมรับในวงการ วสันต์ สิทธิเขตต์ เพื่อนสนิทซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ได้ชักชวนให้เข้ากลุ่ม มานะเห็นว่าจุดประสงค์ของกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับสังคมให้มาสนใจธรรมชาติและช่วยกันอนุรักษ์ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม

นับจากนั้นมาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาร่วม 20 ปี

ทุกวันนี้เพื่อนๆ มักจะเรียกขานมานะว่าเป็นศิลปินชาวนา เพราะเขาได้พบรักและสมรสกับพยาบาลสาวชาวพิจิตรที่เข้ามาร่วมกิจกรรมของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกอยู่เนืองๆ พื้นเพครอบครัวภรรยามานะเป็นชาวนา นอกจากการทำหน้าที่พยาบาลตามที่ร่ำเรียนมา ยังประกอบอาชีพทำนาไปด้วยพร้อมกัน มานะซึ่งเป็นศิลปินไม่ต้องเข้างานเป็นเวลาอย่างข้าราชการพยาบาล เขาจึงมีหน้าที่ดูแลบ้านและทุ่งนา

จึงได้สมญานาม ศิลปินชาวนา

ด้วยบุคลิกที่แตกต่างไปจากชาวบ้านแถวนี้ ทำให้ชาวบ้านงุนงงไม่น้อยว่า มานะมีอาชีพอะไรกันแน่ บ้างถึงแก่กระซิบกันว่า ชายคนนี้ท่าจะสติไม่ค่อยสมประดีนักหรอกนะ เมื่อผ่านงานเยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปินครั้งนี้แล้วชาวบ้านน่าจะเข้าใจเขามากขึ้น เพราะนอกจากผลงานศิลปะที่ติดเต็มบ้านให้ได้ยล ในตอนเช้ายังมีกิจกรรมที่ครูนำเด็กนักเรียนมาเรียนรู้งานศิลปะกับศิลปินอีกด้วย เป็นบรรยากาศที่งดงามเปี่ยมด้วยความรู้

ฉันเชื่อว่าปีหน้าการจัดแสดงงานศิลปะลักษณะนี้จะมีมากขึ้น แทนที่ศิลปินจะต้องออกไปงอนง้อขอใช้สถานที่แสดงงานศิลปะ หนำซ้ำอาจต้องเสียค่าสถานที่และหักเปอร์เซ็นต์จากการขายผลงานอีกไม่น้อย สู้จัดที่บ้านตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ใครอยากเสพชมผลงานศิลปะก็มาที่บ้าน

และที่สำคัญ ผู้ชมจะได้รู้จักตัวตนของศิลปินมากขึ้น คนในชุมชนก็จะได้รู้จักเรียนรู้ศิลปะศิลปินที่อยู่ใกล้ตัว อีกทั้งยังเป็นการเปิดโลกชุมชนออกสู่คนภายนอกอีกด้วย ทั้งยังสามารถต่อยอดจากงานศิลปะออกไปได้อีกหลายเรื่อง ถ้ารู้จักที่จะทำ

บางทีความมั่นคงยั่งยืนของชุมชนแท้จริงแล้วอาจเริ่มง่ายๆ ได้จากศิลปะนี่เอง

แต่เขาก็ถือว่างานศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือในแผ่นกระดาษเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วศิลปะแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต นับแต่เราลืมตาขึ้นจนถึงสิ้นลม ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ ที่เหมือนจะไร้คุณค่า การกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ขัดถู ดูแลต้นไม้ใบหญ้า ความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติ พี่-น้อง พ่อ-แม่ ลุง-ป้า น้า-อา เพื่อนฝูง สังคม ประเทศ จนถึงโลกและจักรวาล ล้วนแต่ต้องการศิลปะทั้งนั้น เป็นทั้งการศึกษาและให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

ปี พ.ศ. 2559 แล้ว ก็ขอให้แฟนานุแฟนของเทคโนโลยีชาวบ้าน มีความสุขตลอดปีนี้

พูดถึงความสุข หรือความไม่สุข อันที่จริงก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กระทำ

อยากได้ความสุข ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เดือดร้อน

อยากได้ความไม่สุข ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องเดือดร้อน บางทีคนอื่นก็เดือดร้อนไปด้วย

แต่อันที่จริง ความสุขของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

บางคนมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ บางคนมีความสุขจากการได้อ่านหนังสือ บางคนมีความสุขจากการได้วัตถุสิ่งของ

ทุกความสุขที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงความสุขทางโลก ไม่ได้เป็นความสุขทางธรรม

ความสุขของปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ขอแค่เป็นความสุขที่ตัวเองและคนรอบข้างไม่เดือดร้อนก็น่าจะพอ

และความสุขที่ว่าคือ สิ่งที่จะต้องทำเอาเอง เช่นเดียวกันกับอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องทำเอง ไม่มีวางขายตามท้องตลาด

เอาเป็นว่าอยากมีความสุขแบบไหนก็ทำเอา

ส่วนใครชอบความสุขจากการอ่าน ปักษ์นี้มีความรู้มาบอกให้ค้นหาความสุข

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ” คือความรู้ ความสุขที่ท่านผู้พิพากษา สมลักษณ์ จัดกระบวนพล ชี้ขุมความสุขให้

ก็อย่างที่รู้กันว่า ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งกันทางความคิด

“กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม” ก็ยังเป็นกลไกในการระงับความขัดแย้งมิให้บานปลาย

เช่นเดียวกับจุดยืนของ ท่านสมลักษณ์ จัดกระบวนผล ในฐานะอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และกรรมการ ปปช.

ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกติกาบ้านเมือง

แต่ขณะเดียวกัน เมื่อพบว่ากลไกของตราชั่งเปลี่ยนแปลงไป

นักกฎหมายมือฉมังผู้นี้ก็พร้อมจะติเพื่อก่อ ต่อเพื่อแก้ไข สมกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นที่พึ่งของทุกฝ่าย”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน วางจำหน่าย ราคาเล่มละ 180 บาท

ช่วงนี้อากาศค่อนข้างจะแห้ง มาพร้อมกับลมที่แรง ก็ขอให้ระวังเรื่องฟืนไฟ

ทุกปีจะเห็นอัคคีภัยอุบัติอยู่เสมอ สร้างความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษ

ภาคใต้ก็เจอหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว ตอนนี้ก็จะถึงคราวทางภาคเหนือ

อย่าลืมว่า เมื่อเกิดหมอกควัน สุขภาพของผู้คนก็ได้รับพิษภัยไปด้วย

อยากสุขภาพดีต้องช่วยกัน เพราะไม่มีขายตามท้องตลาด

ป้องกันวันนี้ สุขภาพดีทั่วหน้า

เรื่อง : อดีตใจใต้นีออน

คอลัมน์ : กวีชาวบ้าน

โดย : พ. ประเทืองไทย

“ดื่อดือ ดื่อดือ” รื้อความหลัง

เสียงธนูว่าวดังประดังเสียง

ความหลัง ครั้งอดีต กรีดสำเนียง

มารายเรียงในสำนึก-ระลึกกาล

หวีดหวิว วาบไหว หัวใจหวิว

ว่าวน้อยลอยละลิ่วผิวเพลงหวาน

ดึงอดีตครั้งเก่ามาร้าวราน

หวนความสุข วันวาร-ในทรงจำ

ธนูว่าวบนฟ้า ราตรีนี้

ดึงฤดี ย้อนเวลา มาตอกย้ำ

คลอเป็นเสียงเพลงเศร้า เคล้าลำนำ

ในทรงจำครั้งก่อนมาหลอนใจ

แทรกซึมเสียงใส-ไหวอดีต

มาคอยกรีดดวงมานให้หม่นไหม้

จ้องตะเกียงดวงเก่าเคล้าแสงไฟ

เปิดนีออนดวงใหม่ร่ายบทกลอน

“ดื่อดือ ดื่อดือ” ยื้อหัวใจ

แลตะเกียง เคยใช้ ใจสะท้อน

กระท่อมร้าง ฤดีร้าว-อดีตจร

มองตะเกียงระลึกย้อนอดีตใจ

การฝึกจิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

การฝึกจิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การฝึกจิตเป็นความดี ตามปกติเมื่อไม่มีการกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จิตจะปกติและสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน จิตที่ยังไม่ได้ฝึกดีแล้วย่อมหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบเสมอ จึงจำเป็นต้องฝึกจิตไว้ตั้งรับอารมณ์ที่มากระทบเพื่อจะได้รักษาความเป็นปกติแห่งจิตไว้ได้

อารมณ์ที่มากระทบแล้วจิตไหวตามได้คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อาการไหวของจิตจะไหวไปสองทางคือ ทางพอใจและไม่พอใจชอบหรือชัง เมื่อจิตไหวไปแล้วจะเสียความปกติและความสงบที่เคยมีมา พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธอจงตามรักษาจิตเถิด

การฝึกจิตคือ การตามรักษาจิตให้ปกติและสงบอยู่เสมอ หรือรักษาจิตมิให้ไหวในเวลาที่อารมณ์มากระทบ แต่ปล่อยให้ทำหน้าที่ไปตามธรรมชาติ

สิ่งที่ช่วยให้การรักษาจิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพคือ การสำรวมหรือระวัง ดั่งพระพุทธพจน์ว่า ผู้ใดจักระวังจิตผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร บ่วงมารคือ ความยินดีหรือยินร้ายที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ด้วยความเผลอ ถ้าไม่เผลอกระทบแล้วผ่านไป บ่วงมารก็หลุดไปด้วย

ธรรมะสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกจิตคือ สติ ได้แก่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและไม่เผอเรอ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องการฝึกจิตต้องมีสติประกอบเสมอขาดมิได้เลย เช่น อานาปานสติ และสติปัฏฐาน ล้วนต้องการสติคอยรักษาจิตทุกเวลานาที หรือทุกลมหายใจ

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติคอยบอก ว่ารู้ตื่นเบิกบาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ตื่นเบิกบาน ทุกลมหายใจ

การฝึกสมาธิ โดยการเฝ้าตามดู ตามรู้ และตามเห็น ลมหายใจออกเข้า จึงเป็นการฝึกสมาธิ ที่เป็นสากล เป็นธรรมชาติ ทุกคนไม่จำกัด ชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถปฏิบัติได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีลมหายใจเหมือนๆ กัน

วิธีปฏิบัติ ก็ไม่สลับซับซ้อนแต่ประการใด เพียงหาที่นั่งที่สงบจากความพลุกพล่าน ที่ใดที่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งให้สบาย แล้ววางสติกำหนดรู้ที่ลมหายใจออกเข้า หรือพูดง่ายๆ ว่า หยุดคิดเรื่องอื่นชั่วคราว คิดอยู่เฉพาะลมหายใจออกเข้า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เวลาหายใจเข้าก็รู้ ว่ากำลังหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่ากำลังหายใจออก เวลาหายใจออกยาวก็รู้ว่า กำลังหายใจออกยาว เวลาหายใจเข้ายาวก็รู้สึกตัวว่าหายใจเข้ายาว

คำว่า รู้สึกตัว คงจะเข้าใจได้ง่าย ถ้ายังไม่หลับก็ยังรู้สึกตัวทั่วพร้อม แต่ถ้าหลับจะไม่รู้สึกตัว การนั่งสมาธิจึงมิใช่การนั่งหลับ แต่การนั่งสมาธิ เป็นการนั่งรู้สึกตัวทั่วพร้อม

หัวใจสำคัญของการนั่งสมาธิอยู่ที่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

การวางความคิดที่ลมหายใจ คือรู้ถึงลมหายใจตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม ลีลาแห่งลมหายใจแต่ละขณะเป็นเช่นไร ย่อมรู้เช่นนั้น การรู้นี้ไม่ต้องจดจำมาจากที่ไหน รู้ด้วยประสบการณ์ตรงเลย จะพบลีลา ความเคลื่อนไหว หยาบบ้างละเอียดบ้างไปตามลำดับ

แต่ที่ผู้ฝึกสมาธิพบคล้ายๆ กัน ยิ่งฝึกนานลมหายใจยิ่งละเอียด เวลาที่ลมหายใจละเอียด รู้สึกได้ถึงความสงบเยือกเย็นทั้งในส่วนกายและใจได้อย่างชัดเจน การทำสมาธิทำให้ใจสงบและกายก็จะสงบตามด้วยเพราะลมหายใจเกี่ยวเนื่องด้วยกายมีอิทธิพลต่อความสงบหรือความวุ่นวายฝ่ายกายด้วย

การฝึกสมาธิจนลมหายใจสงบและละเอียดอย่างรวดเร็ว นับเป็นวิธีพักผ่อนอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นฟื้นพลังงานต่างๆ ที่สูญเสียไปจากการตรากตรำทำงานหนักให้คืนมาอย่างรวดเร็ว

ความสดชื่นที่ได้จากการทำสมาธิจะได้ทั้งกายและใจพร้อมๆ กันไป ในขณะนั้นกล่าวได้ว่าเป็นขณะที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การฝึกจิต เป็นการทำความดีชนิดหนึ่งที่ลงทุนเงินทองทรัพย์สินน้อย แต่ได้ประโยชน์มากมายมหาศาล ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การฝึกจิตเป็นความดีนั่นแล

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นมาตรฐานบังคับฉบับแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศบังคับใช้ เพื่อควบคุมกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์สำหรับผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่” พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศออกกฎกระทรวงดังกล่าว

โดยหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จะเริ่มมีผลบังคับ ตั้งแต่ วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น

“ก่อนที่มาตรฐานบังคับฉบับแรกนี้จะมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทุกขนาดทั่วประเทศกว่า 110 แห่ง จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้มาตรฐานฯ โดยผู้ประกอบการ โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าวที่มีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะต้องยื่นขออนุญาตกับทาง มกอช. ในขณะเดียวกันโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต้องขอการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร หรือผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานที่ มกอช. กำหนดภายใน วันที่ 4 พฤษภาคม 2559” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวย้ำว่า ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าว โดยเฉพาะลำไย ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานฯ โดยเร่งปรับปรุงโรงรม ห้องรม ระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและหลักปฏิบัติ ในมาตรฐานฯ ที่สำคัญต้องมีกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะโรงรมลำไยสด ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จตามกฎหมาย เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในรอบกลางปี 2559 ซึ่งจะทำให้การส่งออกลำไยสดเกิดความคล่องตัว และไม่มีปัญหาตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้าปลายทางกำหนด

การรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในผลไม้สด มีโอกาสที่สารชนิดดังกล่าวจะตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมกระบวนการรมเพื่อไม่ให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ไทย และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าผลไม้ไทยในตลาดโลกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำไย

“ขณะนี้ ผู้ส่งออกลำไย ยังมีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสด เพื่อการส่งออก ทั้งลำไยในฤดูและนอกฤดู ซึ่งตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากตัวเลขตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2558 ไทยมีการส่งออกลำไยสดแล้วกว่า 251,042.54 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,697.48 ล้านบาท คาดการณ์ว่า ปีนี้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกลำไยสดจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อมีมาตรฐานกำหนดออกมาบังคับใช้ จึงคาดว่าการส่งออกผลผลิตลำไยจากประเทศไทยจะมีมาตรฐานมากขึ้น ทำให้ไม่เสียตลาดการส่งออก รวมถึงจะปลอดภัยกับผู้บริโภคอีกด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตออนไลน์ (online) ได้ที่ tas.acfs.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองควบคุมมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. (02) 579-4140, (02) 561-2277 ต่อ 1710 หรือ 1712

ตลาดฟิลิปปินส์ เหมือนไทยอย่างกับแกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เดินเล่น ตลาดต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

ตลาดฟิลิปปินส์ เหมือนไทยอย่างกับแกะ

คนฟิลิปปินส์กับคนไทยนี่ถ้านั่งใกล้กันแล้วไม่ต้องพูด ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ฉันยืนยัน หน้าตาผิวพรรณคล้ายกัน ถ้าจะว่าคนไทยมีคนเชื้อสายจีนที่ผิวพรรณขาวจัด คนฟิลิปปินส์เขาก็มีคนเชื้อสายจีนผิวขาวจัดเหมือนกัน หรือคนไทยทางตอนเหนือผิวออกเหลือง ฟิลิปปินส์ก็มีคนพื้นเมืองผิวออกเหลืองเหมือนกัน คือไปทางไหนก็เหมือนกันไปหมด

แต่คนไทยรู้อะไรเกี่ยวกับฟิลิปปินส์บ้าง นอกจากที่เรียกเขาว่าตากาล็อก ฉันว่าไม่รู้หรอก หรือไม่ก็รู้น้อยมาก ฟิลิปปินส์ใช่จะมีแต่ตากาล็อกนะคุณ เขามีภาษาท้องถิ่นอีกนับร้อยภาษา และที่ว่าตากาล็อกมีคนใช้มากที่สุดก็ไม่ใช่อีก เพียงแต่มันเป็นภาษาที่มีคนในกรุงมะนิลาใช้ และมันเป็นภาษาที่ผสมกันแล้วระหว่างภาษาท้องถิ่นกับภาษาสเปน รัฐบาลฟิลิปปินส์ยุคหลังอาณานิคมจึงพยายามให้ภาษานี้เป็นภาษาทางการ ปัจจุบันก็มีคนใช้เยอะอยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คนฟิลิปปินส์พูดภาษาตากาล็อกไม่ได้มีเยอะแยะนะคุณ

อันว่าสเปนนั่นก็อย่างที่เคยคุยไปแล้ว เขาปกครองฟิลิปปินส์อยู่หลายร้อยปี วัฒนธรรม ศาสนา อาคารบ้านเรือน ตลอดจนนิสัยใจคอ ยังอบอวลอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ และคนฟิลิปปินส์

คนฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นส่วนใหญ่แต่บัดนี้จำเนียรกาลผ่านไปก็กลายเป็นส่วนน้อยและเป็นคนมีอายุไปตามระเบียบ จะพูดภาษาสเปนได้ ส่วนกลางคนมาหน่อยราว 50 กว่าๆ จะพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะอเมริกันก็เคยมาเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่พักหนึ่ง

ถามว่าทำไมฟิลิปปินส์ถึงตกเป็นเมืองขึ้นยาวนานโดยหลายประเทศ ถ้าถามฉัน ฉันว่าภูมิประเทศเขาล่อเป้ามาก คือเป็นเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ใครแล่นเรือมาจากทางตะวันตกก็มาเจอเกาะสวยนี่ เป็นท่าเรือ เป็นฐานรบ ฐานการค้า ได้ดีที่สุด

ฟิลิปปินส์จึงเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่ตกเป็นเมืองขึ้น แล้วก็เป็นยาวนานหลายร้อยปี เพิ่งได้อิสรภาพแจ่มแจ้งแดงแจ๋เมื่อปี พ.ศ. 2489 นี่เอง

ในบรรดาประเทศในเอเชียด้วยกันนี่ ประเทศฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่ฉันว่าอุดมไปด้วยคนดีมีฝีมือ มีการศึกษา มีภาษาดี แต่ดันตกอยู่ในวงวังของคอร์รัปชั่น สงครามระหว่างชนกลุ่มน้อย กระทั่งสงครามสู้กับคอมมิวนิสต์ก็ยังมีอยู่ คนจึงยังยากจนเสียมากต่อมาก

การที่ประเทศเป็นหมู่เกาะมากมายกว่า 7,000 เกาะ ยังทำให้ต้นทุนในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันสูงกว่าปกติมาก จนถึงทุกวันนี้ฟิลิปปินส์ยังมีหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ และยังต้องเดินทางข้ามเกาะด้วยเรือโกโรโกโส

ข่าวเรื่องเรือล่มคนเสียชีวิตมากมาย ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

นั่นยังไม่เท่ากับที่ฟิลิปปินส์อยู่ในเขตที่พายุไต้ฝุ่นอาละวาดถี่ยิบ มาแต่ละทีเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ฉันว่าตรงนี้ก็ส่วนหนึ่งแหละที่ทำให้เขาเงยหน้าอ้าปากได้ยากเหลือเกิน

เพื่อนฉันเป็นนักข่าว เคยเห็นหล่อนรายงานเหตุการณ์พายุถล่ม หล่อนยืนหน้ากล้องด้านหลังเป็นต้นไม้ไหวระเอน ลมอื้ออึง ฉันเห็นแล้วตื่นตาตื่นใจ เพราะหล่อนดูมั่นคงมาก

จากนั้นก็เห็นหล่อนรายงานแบบนี้อีก พายุแล้วพายุเล่า หล่อนบอกมันเกิดขึ้นบ่อยจนฉันชินชาแล้ว แล้วรูปแบบการรายงานข่าวก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน เริ่มด้วยรายงานความรุนแรงของพายุ เอาแบบตื่นตาตื่นใจเห็นกันจะจะ เปียกกันมะลอกมะแลก เสร็จแล้วต่อด้วยรายงานความเสียหาย สภาพบ้านเรือนพังราบ ผู้คนล้มหาย เสียงร้องไห้ระงม อะไรประมาณนั้น

แล้วหล่อนก็บอกฉันว่าความช่วยเหลือไม่สามารถไปถึงมือทุกคนได้ เพราะรัฐบาลเองก็รับมือไม่ไหว ไหนจะเดินทางลำบากอีก กว่ารัฐบาลจะเข้าไปถึงทุกหมู่บ้าน มันนานแสนนาน

คนฟิลิปปินส์จึงเป็นคนที่ออกไปหาเงินนอกประเทศมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพราะความยากจน และเพราะพอรู้ภาษาอังกฤษกับภาษาสเปน ฉันเจอคนฟิลิปปินส์มาแล้วทุกมุมโลก เป็นนักดนตรีก็ฝีมือดีมาก ฉันเคยเจอที่คลับในกาตาร์ ได้ยินเสียงร้องเจื้อยแจ้วสำเนียงฝรั่งชัดเปรี๊ยะ ทายได้เลยว่าฟิลิปปินส์ ที่แอฟริกาก็เจอทำนองเดียวกัน ส่วนที่อเมริกาฉันเจอพยาบาลกับหมอฟิลิปปินส์เยอะมาก

ถ้าเป็นเมืองไทยเจอมาสอนภาษา เรียกเงินเดือนหมื่นกว่าบาทเอง พวกนี้ไม่ใช่ชั้นครู สำเนียงภาษาอะไรก็ไม่ดีนัก เข้าใจว่าถ้าดีกว่านี้คงไปไกลกว่าจะมาเตาะแตะแค่เอเชีย

คนฟิลิปปินส์ใช้ชีวิตสนุกสนานมาก เต้นระบำรำฟ้อน อย่างที่ฉันบอกว่าอาจมาจากอิทธิพลของสเปนที่ปกครองประเทศนี้อยู่เนิ่นนาน คนสเปนก็ชอบเต้นระบำรำฟ้อนเหมือนกัน

เมื่อชีวิตออกจะสนุกสนาน ตลาดของคนฟิลิปปินส์ก็สนุกสนานไปด้วยสีสัน อาหารฟิลิปปินส์เหมือนเมืองไทยมาก คนก็ดันเหมือนกัน เวลาเดินตลาดฟิลิปปินส์จึงให้รู้สึกว่าเป็นเมืองไทยเอามากๆ ไอ้พวกของทอดข้างถนน ใส่ถุงกระดาษกินกันนี่ใช่เลย ลูกชิ้นปลาทอดก็มี ที่จริงของพวกนี้กินกันหลายประเทศทั่วโลกนะ ไม่ใช่มีแต่เมืองไทย หรือฟิลิปปินส์

แล้วอารมณ์ยืนกินข้างถนน หรือเดินไปกินไปนี่ก็เหมือนเมืองไทยเลย ซึ่งก็ย้ำอีกทีว่าไม่ใช่เฉพาะแค่ไทยกับฟิลิปปินส์ เรื่องเดินกินมีค่อนโลก คนอังกฤษก็เดินกินนะ ใครที่กลัวชาวบ้านจะว่าไร้มารยาท จึงควรจะเลิกกลัว ใช้ชีวิตอย่างที่มันเหมาะกับตัวเองให้มากที่สุดแหละ เมื่อชีวิตมันเร่งรัด มันไม่มีเวลาให้อ้อยสร้อย ก็เดินไปกินไปเถอะคุณ อย่าได้แคร์

เดินตลาดฟิลิปปินส์แล้วดูเอาเถิด จะรู้ว่าเขากินไรเรากินนั้นเหมือนกันเดียะ