จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จอดป้ายเทคโนฯ

หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่

นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ ร่วมกับ สภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ เทศบาลเมืองจังหวัดกระบี่ และ ปศุสัตว์จังหวัดกระบี่ จัดกิจกรรม หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ณ มูลนิธินายศรีผ่อง-นางกี่ ภูเก้าล้วน จังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นการสร้างสุขลักษณะที่ดีแก่สุนัขและแมว ที่อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากให้ดีขึ้น โดยจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว การทำหมัน การตรวจสุขภาพเบื้องต้น รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว รวมทั้งการฝึกปฏิบัติการผ่าตัดทำหมันของนักศึกษาสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างการเรียนการสอนและการบริการ เพื่อชุมชน

ยกระดับคุณภาพชีวิต

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมเดือน โพธิสุวรรณ รองอธิการบดี ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ “การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นอาเซียน” ครั้งที่ 2 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนัส คงศักดิ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร อาจารย์วิชริณี สวัสดี รองคณบดีคณะเทคโนโลยีสังคม ดร. ภทรพร ยุทธาภรณ์พินิจ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา นำคณะอาจารย์และตัวแทนชุมชน ร่วมจัดนิทรรศการโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของหมู่บ้านชุมชน 9 มทร. ระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน-3 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

บ้านปูฯ สานสัมพันธ์ ไทย-ลาว

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย จัดการแสดงคอนเสิร์ต วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (ทีพีโอ) เพื่อเฉลิมฉลอง 40 ปี แห่งวันสถาปนา สปป. ลาว หรือ วันชาติลาว ณ หอประชุมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ ในโอกาสนี้ นายทองลุน สีสุลิด (ที่ 4 จากขวา) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และภริยา นายบัวเงิน ซาพูวง (ที่ 3 จากซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง แถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว นายหลี บุนค้ำ (ที่ 2 จากซ้าย) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย และ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล (ซ้ายสุด) อัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์ ร่วมเป็นแขกกิตติมศักดิ์ โดยมี นายองอาจ เอื้ออภิญญกุล (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยภริยา และ นางสมฤดี ชัยมงคล (ขวาสุด) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมให้การต้อนรับ

ปีที่ 6

กรมหม่อนไหม จัดงาน วันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ปีที่ 6 โดย นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งมีการแสดงนิทรรศการผลงานเด่นด้านหม่อนไหม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ โครงการธนาคารเชื้อพันธุกรรมหม่อนไหม โมบายแอพพลิเคชั่นหม่อนไหม ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนและไหม เป็นต้น รวมทั้งร้านจำหน่ายผ้าไหม และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม จากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และผู้ประกอบการหม่อนไหมทั่วประเทศ

ส่งสุขปีใหม่ ด้วยกระเช้าสินค้าสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดตัวโครงการคืนความสุขให้ประชาด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2559 เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง วันที่ 15 มกราคม 2559 ผู้ที่สนใจ สามารถไปเลือกสินค้าเพื่อจัดลงกระเช้าได้ตามความต้องการ หรือจะสั่งซื้อกระเช้าปีใหม่สำเร็จรูปที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เรียบร้อยแล้ว ราคามีตั้งแต่หลักร้อย จนถึงกระเช้าขนาดใหญ่ ราคา 1,000-3,000 บาท เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค และพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า ตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป มีบริการพิเศษจัดส่งฟรีในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือลูกค้าในต่างจังหวัด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 628-5512, (02) 281-3095 ต่อ 121

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!

สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง) เขียน

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1449-6

จำนวน 176 หน้า/ราคา 200 บาท

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ไขปัญหาข้องใจของใครหลายคน ว่าทำไมถึงไม่ผอมสักที ทั้งที่พยายามลดน้ำหนักแล้ว แถมบางคนแทนที่น้ำหนักจะลดลง กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! หนังสือที่จะอธิบายเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และการเลือกกินอาหารที่เหมาะสม พร้อมข้อมูลต่างๆ ซึ่งหลายคนเคยเข้าใจผิด เช่น ออกกำลังกายแล้วนั่งทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ?, กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?, การกินคลีน คืออะไร? และเรื่องของวิตามินและอาหารเสริมโปรตีน โดย โค้ชเป้ง (สาธิก ธนะทักษ์) โค้ชเทรนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เจ้าของผลงาน “Easy to Fit ฟิตง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน”

แล้วการลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

วิจัย ลำไยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05016010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จอด

วิจัย ลำไยคุณภาพ

ผศ. พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำคณะวิจัย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่เพื่อวิจัยการทำลำไยคุณภาพ ณ บ้านต๊ำใน ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

บ้านปูฯ มอบทุน 1.5 ล้านบาท ให้ สพฐ.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย นายการุณ สกุลประดิษฐ์ (กลาง) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ นายนพพร มากคงแก้ว (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาการศึกษา เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจชายแดนภาคใต้ รับมอบเงิน จำนวน 1.5 ล้านบาท จาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย นำโดย นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนในเขตพื้นที่ในการฟื้นฟูพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการฟื้นฟูและพัฒนาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อความต่อเนื่องในการเรียนรู้ ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูและนักเรียนในพื้นที่

ข้าวตราฉัตร “ผู้นำธุรกิจข้าวถุงไทย” แตกไลน์ผลิต-ข้าวญี่ปุ่น

ข้าวถุงแบรนด์คนไทย “ข้าวตราฉัตร” หลังจากซุ่มทดลองโมเดลปลูกข้าวแบบใหม่ ส่ง “ข้าวญี่ปุ่นตราฉัตร” ข้าวระดับพรีเมี่ยม ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุด “อะกิตะโคมาชิ” ชูคอนเซ็ปต์ “ข้าวญี่ปุ่นตราฉัตร?เหนียว นุ่ม อร่อยแบบต้นตำรับ” เพราะอาหารญี่ปุ่น เสน่ห์ความอร่อยอยู่ที่ความพิถีพิถัน และหัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบ จึงตอบโจทย์ รับประกันคุณภาพความอร่อยแบบต้นฉบับ ตอบรับเทรนด์การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคที่ชอบรับประทานข้าวญี่ปุ่น วางยุทธศาสตร์เจาะตลาดช่องทางร้านอาหาร โรงแรม ทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก กว่า 50 ประเทศ ทั่วโลก เปิดแผน 5 ปี ตั้งเป้ายอดขายภายในประเทศ 100 ล้านบาท

เครือเบทาโกร ส่งแรงใจเชียร์ นักกีฬายิงปืนคนพิการ

เครือเบทาโกร โดย นายธานัท รักเพชร ผู้อำนวยการบริหารความผูกพัน องค์กรเครือเบทาโกร (แถวหลัง ที่ 5 จากขวา) เป็นตัวแทนร่วมส่งกำลังใจเชียร์ นักกีฬายิงปืนคนพิการทีมชาติไทย และในฐานะพนักงานเครือเบทาโกร โดยการนำของ โค้ชประกาศิต อุนาพิมพ์ (แถวหน้า กลาง) ก่อนออกเดินทางไปแข่งขัน อาเซียนพาราเกมส์ 2015 (Asian Para Games 2015) ที่ประเทศสิงคโปร์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

พฤกษากับเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ไม้ดอกไม้ประดับ

มานพ อำรุง

พฤกษากับเสียงเพลง

พฤกษาช่อใหญ่ สวัสดีปีใหม่ แทนใจอำนวยพร

นานาพันธุ์ บุปผา มารายล้อม

บ้างกลิ่นหอม สำรวย ด้วยเกสร

หลากสีสัน หนีพราก จากภมร

มารวมพร มัดห่อ ช่อมาลี

บ้างมีหนามแหลมคม แต่ชมชื่น

ใช่ดอกอื่น คือกุหลาบ ดังอาบสี

ผูกโบน้อย รัดรึง ตรึงฤดี

มอบแทนที่ เป็นสัญญา ภาษาดอกไม้

แทนคำพูด เอื้อนเอ่ย เผยจากจิต

แทนความคิด อวยพร ตอนมอบให้

แทนทุกสิ่ง จริงใจ ในความหมาย

แทนดอกไม้ ทุกดอก บอกความนัย

มวลดอกไม้ มีมาให้ ทั้งหลายนี้

ด้วยไมตรี ทั้งอุทยาน บานสดใส

จะเลือกดอก หรือทั้งช่อ ขอน้อมใจ

รวมช่อใหญ่ มอบด้วย คำอวยพร

บานจากนี้ ตลอดปี เป็นปีใหม่

เลือกตามใจ สอยตามจิต ประภัสสร

ฤๅจะร้อยมาลัย สวมคอ-กร

พร้อมคำกลอน พฤกษา มาสวัสดี

บทกลอนด้วยใจพิสุทธิ์ มอบคารวะบรรณาการสำหรับทุกท่าน เนื่องในศุภดิถีเวียนศุภวารวันปีใหม่ ส่งท้ายปลายปีด้วยมาลีช่อใหญ่หลากสีสัน และนานาพันธุ์ ซึ่งเรียงร้อยด้วยบทกลอนแทนช่อพฤกษา ดังที่พรรณนาไว้

ดอกไม้ทุกดอก เป็นตัวแทนความรู้สึกได้ สื่อความหมายได้ ซึ่งผู้มอบให้กับผู้รับได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เพราะเสน่ห์จากพฤติกรรมนี้ เกิดขึ้นในบทบาทของบรรยากาศที่มีความหมายของตัวเอง เป็นบริบทของความรู้สึกที่ไม่ต้องมีภาษาอธิบายประกอบ เนื่องจาก เป็น “ภาษาดอกไม้”

ดอกไม้ สามารถมอบให้ซึ่งกันได้ทุกโอกาส ทุกข์ สุข รัก โศก ยินดี ชื่นชม แม้แต่ดอกไม้ติดปลายกระบอกปืนก็ยังเคยเกิดขึ้น ดอกไม้ผลิบานได้ทุกบรรยากาศ ไม่ว่าผู้ให้ หรือผู้รับ จะเลือกฤดูกาลใดๆ ความหลากหลายแห่งพืชพรรณ ซุกซ่อนเสน่ห์ไว้ทั้งสีสันของรูปลักษณ์ และกลิ่นไอที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ ราก เปลือกต้น ถึงยอดใบ

ความในใจเผยบอกด้วยดอกไม้ จะเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อดอก หรือมัดช่อรวมดอก ก็เป็นตัวแทนบอกความรู้สึกได้ทุกชนิดพันธุ์ เพียงแต่อาจจะบอกความหมายที่ต่างออกไปตามบรรยากาศ และทีท่าทั้งผู้มอบและผู้รับ หากจะย้ำว่าพฤติกรรมภาษาดอกไม้นี้มีมานานเพียงใด หรือปัจจุบัน ทำไมต้องจัดเป็นมัดรวมเป็นช่อ ก็คงจะต้องค้นหาที่มา ศึกษาอ้างอิง แต่เชื่อว่า ผู้รับทุกรายคงจะไม่ต้องการทราบที่มาของการจัดช่อดอกไม้ เพราะว่าการชื่นชม ยินดี และภูมิใจที่เป็นผู้รับดอกไม้นี้ หรือดอกไม้ช่อนี้ก็สุดปลื้มเพียงพอแล้ว

ถ้าหากย้อนรำลึกถึงบรรพบุรุษเรา ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของจัดช่อดอกไม้แล้ว มีข้อคิดที่น่าจะเป็นไปได้จากการนำดอกไม้ ใบไม้ มาจัดรวมเพื่อบูชาพระ หรือนำมาประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ ทั่วไป หรือในพิธีกรรม พิธีสำคัญต่างๆ เพื่อให้มีบรรยากาศสดชื่น สวยงาม หรูหรา และตื่นตาด้วยสีสันของพรรณดอกไม้ ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นเกสรแห่งพฤกษา แต่ถ้าจะย้อนถึงประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย มีบันทึกไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนิพนธ์ไว้ โดยกล่าวถึงนางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ได้ตกแต่งโคมลอย พระราชพิธีการลอยพระประทีป ซึ่งได้ตกแต่งด้วยดอกไม้สด ผลไม้แกะสลัก มาตกแต่งโคมลอยให้สวยงามยิ่ง และทำกระทงประดิษฐ์เป็นรูปดอกบัว จึงถือว่าเป็นสตรีท่านแรกที่ริเริ่มนำดอกไม้สดมาใช้ในพิธีการ

ดอกไม้เป็นสื่อแสดงความรู้สึกของผู้ให้ บ่งบอกความนัยแก่ผู้รับ ความมีเสน่ห์ ให้ความหมายอยู่ในตัว หากการจัดดอกไม้นั้นให้เหมาะสมกับโอกาสอันควรแสดงออก การจัดดอกไม้สามารถนำทุกส่วนของต้นไม้ ตั้งแต่ ก้าน กิ่ง ดอก ใบ ลำต้น หน่อ มาจัดแต่งให้สวยงาม ปัจจุบัน นิยมผสมผสานด้วยสิ่งของอื่นๆ มาร่วมจัด เช่น กระดาษ โบว์ ริบบิ้น ผ้า พลาสติกสีสันต่างๆ เป็นองค์ประกอบ

ปัจจุบัน ธุรกิจการจัดดอกไม้มีมากมาย แพร่หลาย ทั้งสถานที่และรูปแบบการบริการ จึงอาศัยทั้งเชิงวิชาการและเชิงธุรกิจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆ กิจกรรม ฤดูกาล และทุกเทศกาล ตามแต่ประเภทกิจกรรมนั้นๆ เป็นประเภทของการจัดดอกไม้ เช่น ดอกไม้สีโทนร้อน ได้แก่ กลุ่มดอกสีแดง สีส้ม สีแสด สีเหลือง ซึ่งไปผูกสัมพันธ์กับความตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนาน กระฉับกระเฉง แสดงความมีพลัง

ส่วนการจัดดอกไม้สีโทนเย็น เช่น กลุ่มดอกสีน้ำเงิน ม่วง ฟ้า เขียวเหลือง เขียวแก่ ให้บรรยากาศผ่อนคลาย ความสงบเยือกเย็น อ่อนหวาน เลิศหรู คลาสสิก

สำหรับการจัดสีโทนอ่อนเย็นตา เช่น สีขาว ให้ความรู้สึกเรียบร้อย สะอาด มองดูรู้สึกบรรยากาศบริสุทธิ์ ให้เกิดความไว้วางใจ

นอกจากนั้น ยังมีการจัดแบบรวมโทนสี ซึ่งอาจจะต้องมีศิลปะที่จะให้สีสันของแต่ละดอก ส่งเสริม หรือสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หรือกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์

ยังมีศิลปะรูปลักษณ์ของช่อดอกไม้ ที่จะประดิษฐ์รวมช่อให้เป็นดอกไม้แบบช่อกลม หรือจัดแบบช่อยาวได้อีกตามศาสตร์และศิลป์ของผู้จัด

ไม่ว่าดอกไม้ที่จะมอบให้ใคร จะเป็นดอกเดี่ยว หรือช่อใหญ่ หากแต่จะบอกความหมายจากแต่ละดอกนั้นๆ ให้ความหมายใดๆ จากผู้ให้สู่ความรู้สึกของผู้รับจะตรงกันหรือไม่ ก็ยังมีความหมายในตัวของแต่ละดอกนั้นๆ ตามแต่ที่มาของแต่ละบริบท หรือกรอบแห่งความคิด ทั้งผู้ให้และผู้รับ ดังจะขอกล่าวเป็นข้อสังเกตของความหมายแต่ละดอก ซึ่งเชื่อกันมา

ดอกรัก ดอกไม้สีขาว หรือสีม่วงอ่อน รูปทรงแปลกตาคล้ายมงกุฎ สื่อถึงความรักโดยตรง เป็นสัญลักษณ์แทนสื่อระหว่างชาย-หญิง และร้อยมาลัยบูชาพระ ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน และจัดพานในพิธีมงคล

ดอกปักษาสวรรค์ ดอกไม้รูปทรงแปลก สีสดใส แปลกตาเหมือนนกพันธุ์ Bird of Paradise สื่อความหมายถึงความรื่นรมย์ ยินดี มอบให้แก่กันในโอกาสแสดงความยินดี ปราดเปรียวราวกับนกกำลังจะโผบิน

ดอกกุหลาบ ราชินีแห่งไม้บนบก แทนความรักที่เด็ดเดี่ยว ทรนง แม้จะหนามแหลมคม อาจจะเปรียบดังอุปสรรคขัดขวางความรักที่ต้องฟันฝ่า แต่เมื่อผ่านพ้นได้แล้วก็จะสุขสม หอมกรุ่น รู้สึกภาคภูมิและสดชื่น ดอกกุหลาบมีหลากสี แต่ละสีมีความหมายที่บ่งบอกความรู้สึก

กุหลาบแดง บอกรักแท้ ร้อนแรง บริสุทธิ์ นิยมมอบในวันแห่งความรัก

กุหลาบเหลือง ให้ความรู้สึกห่วงหาอาทร มีมิตรภาพและยินดี อาจจะมีแฝงความผิดหวัง แต่นิยมใช้เยี่ยมผู้ป่วย

กุหลาบขาว บอกถึงความบริสุทธิ์ ซื่อ ใสสะอาด แสดงความรักที่จริงใจ อ่อนน้อมถ่อมตน นิยมมอบให้ผู้ที่สูงศักดิ์กว่า

กุหลาบดำ เป็นการลาจาก เป็นการตาย หรือไปเกิดใหม่

กุหลาบชมพู ให้ความรู้สึกสง่างาม

กุหลาบม่วง เป็นรักแรกพบ

กุหลาบสีส้ม บอกถึงความเสน่หา ความปรารถนา และกระตุ้นเร้า

กุหลาบฟ้า-น้ำเงิน เป็นความลึกลับ

นอกจากนี้ ยังนิยมมอบกุหลาบที่เป็นคู่หลากสี เช่น

กุหลาบขาว-แดง บอกถึงความผูกพัน รวมหนึ่งเดียว

กุหลาบแดง-เหลือง แสดงความยินดี ร่วมมือ

กุหลาบชมพู-ขาว เหมือนจะกล่าวว่า “ผมรักคุณ และจะรักตลอดไป”

สำหรับบางกลุ่มผู้นิยมจำนวนดอกกุหลาบแทนความรู้สึก เช่น ดอกกุหลาบแดง 3 ดอก บอกว่า “ผมรักคุณ” หรือ เพลงกุหลาบแดง ที่ปลูกไว้เก็บดอกถึง 9999 ดอก เพื่อบอกยืนยันความรักที่มั่นคง

ดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา ในศาสนาพุทธแสดงความบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ความศรัทธา บรรลุธรรม เปรียบดังดอกบัวซึ่งโผล่พ้นน้ำรับแสงแดด รับลม

ดอกบัวมีสีต่างๆ หลากสี ให้ความหมายแตกต่างออกไปเช่นกัน

ดอกบัวขาว จิตใจสงบ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว สดใส

ดอกบัวม่วง เป็นความลึกลับที่ลึกซึ้ง ดังแปดกลีบดอกคือ มรรค 8

ดอกบัวแดง ให้ความหมายถึงความรัก ยินดีต่อผู้อื่น ความเห็นใจ

ดอกบัวชมพู เป็นดอกบัวประเสริฐ เป็นตัวแทนแห่งพุทธธรรม

ดอกบัวน้ำเงิน แทนชัยชนะ ที่จิตและปัญญาเหนือกิเลส

สำหรับ ดอกบัว ตามความหมายในศาสนาฮินดู จะหมายถึงดอกไม้ที่มีความงาม จิตวิญญาณ ความเป็นนิรันดร์ และปราดเปรื่อง หรือเรียนรู้เจริญเรื่อยๆ

ดอกมะลิ เป็นดอกไม้แสดงความบริสุทธิ์ และสูงส่ง สำหรับมอบให้แก่ผู้ควรเคารพบูชา หรือนำไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่นับถือเคารพรัก เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่

ดอกเบญจมาศ ดอกไม้สีสันสดใส มีความแข็งแรง ทนทาน นำไปประดับตกแต่ง ประดับรถบุปผชาติ ประดับในงานพิธี บ่งบอกความมั่นคง ถาวร

ดอกคาร์เนชั่น ดอกไม้สีสันคลาสสิก นิยมจัดทำเป็นช่อดอกไม้มือถือ ส่งมอบแทนใจ หรือทำเป็นเข็มกลัดดอกไม้ติดเสื้อ หรือติดหน้าอก

ดอกการ์ดิเนีย บางคนเรียกดอกพุดฝรั่ง เป็นดอกไม้แห่งความโชคดีมีชัย เหมาะสำหรับอวยพรให้ผู้รับประสบโชคดี แสดงความปรารถนาดี

ดอกทานตะวัน แสดงความรู้สึกหยิ่ง ทะนง แข็งกร้าว จึงไม่นิยมมอบให้ใคร

นอกจากนั้น ยังมีดอกไม้อีกมากมายที่มีความหมายที่จะมอบให้แก่กันด้วยความปรารถนาในสิ่งดีๆ ต่อกัน เช่น ดอกเยอร์บีร่า ดอกแกลดิโอลัส ดอกทิวลิป ดอกซ่อนกลิ่น ดอกหน้าวัว ดอกพุดตาน ดอกกาหลง ดอกนางแย้ม ที่กล่าวถึงทั้งหมด สำหรับเลือกมอบเป็นดอกเดี่ยว หรือจัดช่อดอกมัดใหญ่

ดอกไม้สดที่นิยมนำมาใช้จัดช่อดอกไม้ ส่วนใหญ่จะตัดในตอนเช้า แล้วนำมาแช่น้ำให้อิ่มตัว ถ้ามีการขนส่งจะต้องเพิ่มความยืดหยุ่น ถ้านำมามัดรวมกันควรห่อด้วยกระดาษหรือพลาสติกเพื่อนำส่งปลายทาง จึงมีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่มิใช่ตัดแล้วถึงมือผู้รับทันที จึงต้องมีการจัดการ ที่จะหลีกเลี่ยงความบอบช้ำของกิ่ง ก้าน กลีบดอก ซึ่งสามารถสังเกตได้ หรือจะเลือกที่ดีที่สุด เช่น ก้านจะต้องไม่เน่าเนื่องจากตัดมา หรือแช่น้ำนานจนมีกลิ่นเหม็น ใบไม่ควรจะช้ำ เหี่ยว ยับย่น กระเปาะดอกไม่ควรลีบหรือแห้ง บีบเบาๆ ยังพบว่าแน่น ส่วนสำคัญคือกลีบดอก ต้องไม่ช้ำ เหี่ยว หรือร่วงหล่นเน่าเสีย

การจัดดอกไม้ นิยมใช้วิธี แช่ Floral Foam โดยวางก้อน Foam ลงบนน้ำ ให้น้ำค่อยๆ ซึมผ่านขึ้นมา ไม่ควรกดให้จมน้ำ หรือราดน้ำบนก้อน Foam และควรแช่ Floral Foam อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้ดูดซึมน้ำเต็มที่ และให้เกลือที่ผสมไหลออกมา อาจจะแช่ค้างคืนก็ได้ เมื่อถึงเวลาใช้จริง ก็เทน้ำที่มีเกลือออกทิ้งแล้วเติมน้ำใหม่ ควรระวังไม่ให้ก้อน Foam แตกหักขณะเคลื่อนย้าย

เมื่อเอ่ยถึงดอกไม้ หรือช่อดอกไม้ กรณีใดๆ มักจะนึกถึง หรือนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าสตรี นารีหญิงงาม กุลสตรีเสน่ห์หญิง ดังบทกลอนที่ว่า

มวลมาลี มีหลากหลาย สายพันธุ์นัก

บานประจักษ์ สีสด งามงดยิ่ง

เปรียบสตรี หอมความดี มีทุกสิ่ง

เสน่ห์หญิง เปรียบได้ ดอกไม้งาม

สอดคล้องกับตอนหนึ่งของบทเพลง “แสงทิวา” ที่ว่า “…เปรียบลัดดากับกุลสตรี แรกสาวพรหมจารี ไร้มลทิน ยังสวยพริ้มเพรา…ฯลฯ”

ในโอกาสปีใหม่นี้ ก็ขอร้อยมาลีเป็นมาลัยช่อใหญ่ ด้วยพฤกษาภาษาดอกไม้ แทนคำอำนวยพร ส่งความสุข ความปรารถนาดีมายังทุกท่าน ด้วยบทกลอนน้อยๆ

เชิญบุหงา นำมา คารวะ

ขอพรพระ พรมสุข ทุกกระสวน

ยื่นดอกไม้ แทนอวยพร วอนเชิญชวน

ปีใหม่ล้วน มวลดอกไม้ ให้สุขโปรย

เพลง รำวงรื่นเริงเถลิงศก

ชาวคณะสุนทราภรณ์

วันนี้วันดีปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใสพาใจสุขสันต์ ยิ้มให้กันในวันปีใหม่ โกรธเคืองเรื่องใด จงอภัยให้กัน หมดสิ้นกันทีปีเก่า เรื่องทุกข์เรื่องเศร้าอย่าเขลาคิดมัน ตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ให้มันสดใส สุขใหม่ทั่วกัน

เฮ…สุขใหม่ทั่วกัน

รื่นเริงเถลิงศกใหม่ (ซ้ำ) ร่วมจิตร่วมใจ ทำบุญร่วมกัน ทำบุญกันตามประเพณี กุศลราศีจะบรรเจิดเฉิดฉันท์ พี่น้องร่วมชาติเดียวกัน (ซ้ำ) ขอให้สุขสันต์ทั่วกัน…เอย

นอย ทิงนองนอย น้อยหน่อยนอยน้อย หน่อยทิงนองนอย

รับช่อดอกไม้รื่นเริงเถลิงศกแล้ว มวลมาลีแทนใจ คำนับน้อมด้วยมาลัยอักษร เป็นช่อใหญ่ประสานพลังปีใหม่ เป็นคำอำนวยพรด้วยจริงใจ

ร้อยวาจาแทนมาลามาปีใหม่

ขอน้อมใจ คำนับกายให้พรนั้น

เปรียบมาลาวาจาค่าอนันต์

สพ สุขสันต์ สรรพสิ่งมิ่งมงคล

โน้มมาลี ด้วยวจี ที่มีพร้อม

คำนับน้อม มอบทุกท่าน ผ่านแห่งหน

ผกาวจี มีคำพร ซ้อนมงคล

เต็มเปี่ยมล้น พฤกษาพิสุทธิ์ เป็นพุทธคุณ

ประยูร พลอยพรหมมาศ รวยความสุข กับฟาแลนนอปซิส สุดสวย ที่ปทุมธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05035010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

ประยูร พลอยพรหมมาศ รวยความสุข กับฟาแลนนอปซิส สุดสวย ที่ปทุมธานี

กล้วยไม้สกุลฟาแลนนอปซิส มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ และกระจายตัวอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกล้วยไม้ที่มีลักษณะดอกเหมือนผีเสื้อกลางคืน ด้วยความสวยงามเฉพาะตัว จึงได้ถูกนำมาปรับปรุงพันธุ์เพื่อผลิตเป็นกล้วยไม้กระถาง ให้เป็นของขวัญที่มากคุณค่าในวันสำคัญต่างๆ

ฟาแลนนอปซิส เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตขึ้นทางยอด ลำต้นสั้น ใบกว้างมีลักษณะทรงรีหนาค่อนข้างอวบน้ำ ใบติดอยู่กับลำต้น 5-6 ใบ รากมีขนาดใหญ่ ช่อดอกมีลักษณะยาว จัดเรียงตัวเป็นระเบียบ 2 แถว ดอกมีสีสันที่สวยสดงดงาม ก้านช่อดอกตรงยาว ทำให้ดอกดูเด่นสง่า ปลายช่อดอกโค้งอ่อนช้อย ดอกของฟาแลนนอปซิสจะออกช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ดอกเมื่อบาน มีอายุอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์

ฟาแลนนอปซิส หากปลูกเลี้ยงเล่นๆ ที่บ้าน อาจรอเวลานับแรมปี แต่คุ้มค่าต่อการเฝ้ารอของผู้ที่ชื่นชอบ

ปัจจุบันในประเทศไทยมีสวนกล้วยไม้ที่สามารถเพาะเลี้ยงให้ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ทำให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ หาซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญ หรือมอบให้กันในวันสำคัญต่างๆ ได้อย่างไม่ขาดช่วง เรียกว่า สร้างเงินสร้างรายได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โดยหนึ่งในนั้นคือ สวนประยูร ออคิดส์ ตั้งอยู่เลขที่ 9 หมู่ที่ 11 คลองสิบเอ็ด ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมี คุณประยูร พลอยพรหมมาศ เป็นเจ้าของ

สืบสายเลือดนักเลี้ยงกล้วยไม้

“ผมอยู่กับกล้วยไม้มา 36 ปี เพราะครอบครัวทำสวนกล้วยไม้จำหน่าย ตั้งแต่ผมยังเล็กๆ เรียกได้ว่าเติบโตมากับกล้วยไม้ เลยมุ่งมั่นมาตั้งแต่เล็กๆ เลย พอมีโอกาสจึงลงมือทำ” คุณประยูรเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น

จากการเริ่มเรียนรู้และลองทำด้วยตนเอง คุณประยูรสะท้อนว่า ปัญหาในการปลูกเลี้ยงมีให้พบตลอดเวลา แต่ไม่เป็นอุปสรรค เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ในทุกปัญหา เพราะคุณประยูรได้เรียนรู้ถึงกระบวนการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานในห้องแล็บ จนถึงกระบวนการส่งออก ประสบการณ์อันโชกโชนในวงการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่มีแรงกดดัน เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เริ่มทำธุรกิจด้านนี้

การดำเนินธุรกิจในช่วงแรก คุณประยูร เล่าว่า เริ่มต้นจากซื้อมาขายไปเพียงอย่างเดียว ขายทุกชนิด จนเรียนรู้และมองการตลาดออก จึงเริ่มหันมาเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสด้วยตนเอง

“เริ่มแรกเลย ตอนที่ผมแยกตัวมาทำธุรกิจเองจากครอบครัว ที่มีคุณอาและคุณพ่อทำอยู่ก่อนแล้ว ผมเริ่มจากซื้อและขายก่อน ไม่ว่า คัทลียา หวาย แวนด้า รวมถึงกล้วยไม้ป่า ทำไปเราก็เรียนรู้ไปว่า ด้านการตลาดเป็นอย่างไร ความนิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร ทำให้เราเห็นมุมมองที่มากขึ้น เห็นถึงตลาด ถึงความนิยมที่มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

สำหรับตลาดกล้วยไม้ คุณประยูรจะเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลัก “ผมทำแต่ส่งเมืองนอกเพียงอย่างเดียว โดยดูความนิยม ดูสายพันธุ์ที่จำหน่ายในตลาดเมืองนอกว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร อย่างกล้วยไม้ ชนิดที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาคือ ฟาแลนนอปซิส” คุณประยูร กล่าว

ปลูก ดูแล ทำอย่างไรให้ดี

คุณประยูร เล่าว่า สายพันธุ์ของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่เพาะเลี้ยงและจำหน่ายในสวน เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาจากการทำเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าต่างประเทศในช่วงแรกๆ ที่เปิดตลาด โดยหลังจากที่ใช้วิธีการซื้อต้นกล้วยไม้จากสวนกล้วยไม้อื่น และส่งจำหน่ายให้กับลูกค้าได้ระยะหนึ่ง จึงเกิดความคิดว่า ควรที่จะผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายเองด้วย จึงได้เปิดห้องแล็บขึ้นเพื่อให้บริการด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่ลูกค้าโดยตรง ผลจากการให้บริการดังกล่าว ทำให้มีโอกาสได้ต้นพันธุ์กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่มีคุณภาพดีมาเก็บสะสม จนมีสายพันธุ์ที่หลากหลายดั่งในปัจจุบัน

สำหรับการปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส คุณประยูร อธิบายว่า การเลือกพื้นที่ปลูกนั้นสำคัญมาก หากผลิตเพื่อขายต้นเพียงอย่างเดียว สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ของประเทศ แต่ถ้าต้องการปลูกให้มีดอกต้องหาพื้นที่ปลูกที่มีอุณหภูมิต่ำ หากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย จำเป็นต้องปลูกภายในโรงเรือนที่สามารถควบคุมแสงและอุณหภูมิ ฟาแลนนอปซิสจึงมีดอกให้ส่งจำหน่ายได้

หลังจากที่ได้สายพันธุ์ฟาแลนนอปซิสที่ต้องการขยายพันธุ์ เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ระยะที่กำหนด นำไม้ออกจากขวด ล้างทำความสะอาด จากนั้นใส่ถาดดูแลในเนิร์สเซอรี่ ที่คลุมด้วยตาข่ายพรางแสง 80 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นต้องไม่มากเกินไป ในระยะนี้ใช้เวลาดูแล ประมาณ 3-5 เดือน

ส่วนวัสดุที่ใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส มีด้วยกัน 3 แบบ คือ เปลือกสน สแฟกนัมมอสส์ (Sphagnum moss) และกาบมะพร้าว คุณประยูร บอกว่า การเลือกใช้วัสดุปลูกดูตามตลาดที่ส่งจำหน่าย ถ้าผลิตเพื่อส่งออกจะใช้สแฟกนัมมอสส์ ส่วนเปลือกสนและกาบมะพร้าวใช้เป็นวัสดุปลูกได้ดีไม่แพ้กัน

คุณประยูร ใช้กาบมะพร้าวสับนำมาแช่น้ำ ประมาณ 2 คืน จากนั้นนำไปตากให้แห้ง ก่อนนำมาใช้ปลูก

รดน้ำช่วงเช้าเพียงครั้งเดียว น้ำที่ใช้รดต้องเป็นน้ำที่สะอาด เพราะกล้วยไม้จะไม่เกิดโรค

“น้ำที่เราใช้เป็นน้ำรีเวอร์สออสโมซิส เราไม่ใช้น้ำบาดาล น้ำคลองหรือน้ำประปา เราลงทุนเกี่ยวกับน้ำค่อนข้างมาก เพื่อฟาแลนนอปซิสจะไม่เกิดเชื้อรา ไม่มีเชื้อโรค เขาจะไม่ป่วยง่าย ตรงจุดนี้ ทำให้เราลดต้นทุนของการใช้ปุ๋ยใช้ยาได้มาก” คุณประยูร กล่าว

หลังจากย้ายจากเนิร์สเซอรี่ นำมาปลูกลงในวัสดุปลูกที่ต้องการ โดยครั้งแรกปลูกใส่กระถางที่มีขนาด 1.5 นิ้ว ประมาณ 4-6 เดือน จากนั้นย้ายปลูกอีก 2 ครั้ง ใส่กระถางขนาด 3.5 และ 4.5 นิ้ว ตามขนาดของต้นที่ขยายใหญ่ขึ้น เลี้ยงต่ออีกประมาณ 6 เดือน ฟาแลนนอปซิสจะออกดอก

“การดูแล เน้นตามที่ลูกค้าต้องการ ถ้าลูกค้าต้องการต้นเล็ก ปลูกต่ออีกประมาณ 6 เดือน เราจะส่งต้นเล็กให้ ถ้าต้นขนาดกลางจะปลูกต่อไปอีกประมาณ 1 ปี รวมแล้วเป็น 1 ปี 6 เดือน ถ้าต้นใหญ่ก็ใช้เวลาอีกเกือบ 2 ปี จึงพร้อมที่จะขายได้” คุณประยูร กล่าว

การให้ปุ๋ย ไม้ที่มีขนาดเล็ก ใช้ปุ๋ยสำหรับให้ไม้เล็ก แต่ถ้าเป็นไม้ใหญ่ จะใช้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ในอัตราส่วน ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร รดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รดน้ำในช่วงเช้าเช่นกัน

การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่สวนของคุณประยูรพบปัญหาในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย

“อย่างที่บอก ผมเน้นใช้น้ำที่บริสุทธิ์ ส่งผลทำให้วัสดุปลูกไม่เป็นเชื้อรา เมื่อไม่มีเชื้อรา ต้นจะสมบูรณ์ แข็งแรง รวมถึงการไม่มีแมลงศัตรูเข้ามารบกวน ถามว่าเราฉีดยาไหม บอกเลยฉีด แต่อัตราที่ใช้ เป็นในอัตราที่ต่ำมาก ใช้เพื่อป้องกัน ไม่ใช่เพื่อรักษา” คุณประยูร กล่าว

ตลาดญี่ปุ่นชอบสีขาว ยุโรป อเมริกาใต้ สีชมพู

คุณประยูร เล่าต่อไปว่า ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่เลือกเจาะจงว่าต้องการแบบไหน ซื้อหมดทุกขนาด ทุกสี

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณประยูรให้มุมมองว่า ถ้าเป็นฟาแลนนอปซิสดอกสีขาวใหญ่ เป็นที่นิยมมากในประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นดอกสีชมพูความนิยมอยู่ที่ยุโรป และอเมริกาใต้

“ไซซ์ส่วนใหญ่แล้ว ลูกค้าจะดูที่ระยะทางของประเทศ ถ้าเป็นประเทศที่อยู่ไกลมาก เขาต้องการลดต้นทุนค่าขนส่ง จะต้องการต้นไซซ์เล็ก แต่ถ้าเป็นประเทศที่ไม่ไกล อย่างญี่ปุ่น เขาต้องการต้นใหญ่มากที่สุด เพราะค่าขนส่งไม่แพง และไปทำให้ออกดอกได้ในระยะเวลาอันสั้น” คุณประยูร กล่าว

สำหรับตลาดในประเทศไทยมีความนิยมต้นพร้อมดอกที่มีดอกขนาดใหญ่ โดยราคาอยู่ที่กระถางละ 1,500-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนต้น และจำนวนของช่อดอกที่อยู่ในกระถาง แต่ถ้าจำหน่ายต้นเพียงอย่างเดียว ขนาดไซซ์เล็กขายส่งอยู่ที่ต้นละ 35 บาท ขนาดไซซ์กลาง 45 บาท และขนาดไซซ์ใหญ่ราคา 100 บาท ขึ้นไป

ด้านการพัฒนาพันธุ์ คุณประยูร บอกว่า ที่สวนยังไม่มีแผนงานที่จะพัฒนาพันธุ์ของฟาแลนนอปซิส เพราะอาจยังไม่มีความชำนาญมากพอ การพัฒนาพันธุ์ของกล้วยไม้สกุลนี้ ต้องยกให้ประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน

“2 ประเทศนี้ เขามีการพัฒนาพันธุ์ที่ดีมาก เวลาที่ประเทศเขามีงานแสดงกล้วยไม้จะมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมา เราไปซื้อมาเพาะเลี้ยงจำหน่ายได้เลย และหากพูดถึงของประเทศไทย ทำได้ไหม เราทำได้ แต่ความชำนาญยังสู้เขาไม่ได้ การทำธุรกิจมีความชำนาญของแต่ละด้านแตกต่างกัน ทำกันอย่างที่เราถนัดดีกว่า” คุณประยูร อธิบาย

มอบเป็นของขวัญได้ทุกโอกาส

“ฟาแลนนอปซิสในตลาดต่างประเทศ ถือว่ากล้วยไม้นี่เป็นหลักที่มอบให้กันเป็นของขวัญ เรียกว่า ตั้งแต่งานเกิดจนถึงงานตาย เขาใช้หมด และใช้ในจำนวนที่เยอะมาก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ใช้เป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ผมทำฟาแลนนอปซิสมา ตลาดนี่ไม่มีตก ทำให้เห็นว่าในต่างประเทศเป็นที่นิยมสูง แต่ในบ้านเรามีกล้วยไม้ที่หลากหลาย ทั้งแวนด้า คัทลียา สามารถมาเปรียบเทียบกับพวกนี้ได้ไหม เปรียบเทียบได้ แต่คนที่ได้รับไป ส่วนมากกังวลว่าปลูกไม่ได้ กลัวไม่ออกดอก บางครั้งจุดนั้นเขาอาจจะไม่เข้าใจ กลัวมากเกินไป”

“สำหรับคนที่ได้รับเป็นของขวัญ หรือซื้อเลี้ยงเองที่บ้าน ดอกอาจจะไม่ค่อยมี แนะนำเลยว่า อย่ารดน้ำเยอะ และกล้วยไม้จะออกดอกก็ต่อเมื่อเข้าหน้าหนาว จะปลูกที่ไหนก็สามารถปลูกได้ แต่อย่าเพิ่งไปคำนึงถึงความสวย ใช้น้ำอะไรรดก็ได้ กล้วยไม้ก็คือกล้วยไม้ อย่าไปดูแลเหมือนคนที่เขาส่งขาย ของเราปลูกแค่ไม่ตาย รดน้ำพอดีไม่ให้เน่า ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ พอถึงหน้าหนาวเดี๋ยวก็ออกดอกเองทุกปี” คุณประยูร กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม คุณประยูร แนะนำว่า

“อย่างที่ผมบอกนะครับ ฟาแลนนอปซิสปลูกได้ทุกที่ แต่ปลูกได้ในเพียงลักษณะขายต้น คือเราอาจจะไม่ต้องทำดอก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ตลาด เมื่อผลิตแล้วมีตลาดไหม ตลาดถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่สวน ผมทำตามตลาด เอาที่ตลาดต้องการจริงๆ ถ้าไม่ต้องการ เราไม่ทำ สำหรับใครที่สนใจเข้ามาสอบถามได้ ผมเปิดที่จะให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ตลอด” คุณประยูร กล่าวด้วยสีหน้าที่ปนรอยยิ้ม

ดังนั้น หากนึกถึงฟาแลนนอปซิส ต้องนึกถึง ประยูร ออคิดส์ เพราะที่นี่คือตัวอย่างการเริ่มต้นที่มาจากสิ่งที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ ริเริ่มดำเนินตามสิ่งที่คิดอยากทำ ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด สร้างแรงบันดาลใจ จนประสบความสำเร็จ กับบทบาทของผู้สร้างความสุขจากความงดงามของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสเพื่อคนทั้งโลก เช่นทุกวันนี้

หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 977-9774-5

รับลมหนาวกับไม้สวย ว่านสี่ทิศ ปทุมา และ แกลดิโอลัส ที่เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ไม้ดอกไม้ประดับ

กุณฑล เทพจิตรา

รับลมหนาวกับไม้สวย ว่านสี่ทิศ ปทุมา และ แกลดิโอลัส ที่เชียงราย

จากนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จะขยายผลการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงเน้นนโยบายในการขยายผลดังกล่าว

โดย คุณชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดของสำนักฯ ดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านไม้ดอก โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จัดทำแปลงผลิตและขยายพันธุ์ไม้ดอกประเภทไม้หัว ได้แก่ ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส

ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส นับเป็นไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม สามารถปลูกหมุนเวียนให้ออกดอกได้ตลอดปี มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย อีกทั้งการปลูกดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เกษตรกรสามารถศึกษาเรียนรู้และนำไปขายผลผลิตในพื้นที่ได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้

คุณชาตรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปี 2558/59 ได้ดำเนินการแล้ว และคาดว่าในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ จะออกดอกสวยสดงดงามในพื้นที่ 3 จุด ได้แก่ หนึ่ง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย สอง บ้านต้นง้าว หมู่ที่ 2 ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว และ สาม บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น

คุณสมถวิล ขัดสาร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านไม้ดอกนั้น ได้จัดทำแปลงเรียนรู้ แปลงผลิตและขยายพันธุ์ไม้ดอกประเภทไม้หัว ได้แก่ ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส ในพื้นที่ของศูนย์ จำนวน 1 งาน เพื่อให้เกษตรกรและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้การปลูกดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา

พร้อมกันนี้ ได้จัดฝึกอบรมเกษตรกรเป้าหมายของพื้นที่อำเภอแม่ลาวและอำเภอเวียงแก่น จำนวน 80 คน ระยะเวลา 4 วัน โดยเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้และการสนับสนุนหัวพันธุ์ เพื่อนำไปจัดทำแปลงผลิตและขยายในพื้นที่ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างงาน สร้างเงิน แก่ครอบครัวและชุมชนได้เป็นอย่างดี

อย่างเช่นที่ บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น ซึ่งเป็นบริเวณท่องเที่ยวแก่งผาได สุดเขตประเทศไทย ทางศูนย์ได้เข้าไปดำเนินการและได้รับการสนับสนุนจากทางอำเภอเวียงแก่น เทศบาลตำบลม่วงยาย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ซึ่งได้ร่วมกันบูรณาการ รวมทั้งได้จัดงาน “รักสุดเขตประเทศไทย” ในช่วงเทศกาลวันแห่งความรักวันวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทุกปี เพื่อบริการจดทะเบียนสมรสกลางแก่งผาได กลางลำน้ำโขง สุดเขตประเทศไทย

พร้อมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของดีเวียงแก่น และมหกรรมการแสดงศิลปะพื้นบ้านและชนเผ่า เป็นงานที่ชุมชนจัดขึ้นต้อนรับนักท่องเที่ยว และท่านจะได้สัมผัสกับความสวยงามของดอกไม้ ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส ที่ออกดอกสะพรั่งประดับริมลำน้ำโขงและแก่งผาได

“จึงขอประชาสัมพันธ์ทุกท่านได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่สวยงามของแก่งผาได กลางน้ำโขง สุดเขตประเทศไทย และการคมนาคมก็สะดวก ใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง-เชียงของ หรือเชียงราย-พญาเม็งราย-เชียงของ โดยก่อนถึงอำเภอเชียงของ ประมาณ 20 กิโลเมตร จะแยกขวาไปอำเภอเวียงแก่น 27 กิโลเมตร และจากอำเภอเวียงแก่น-แก่งผาได 14 กิโลเมตร ท่านสามารถเลือกใช้การเดินทางได้ทั้งทางบกและทางน้ำที่บ้านห้วยลึก โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อไปยังแก่งผาได”

ท้ายสุดเกษตรกรและบุคคลทั่วไปที่สนใจปลูกว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส สามารถติดต่อและศึกษาเรียนรู้ได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย เลขที่ 112 หมู่ที่ 7 ถนนเด่นห้า-ดงมะดะ ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โทร. (053) 170-104

ทิดโส โม้ระเบิด “พาเพื่อนไปเยือน สวนหม่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

“ตั้งวง … เล่า”

ทิดโส โม้ระเบิด “พาเพื่อนไปเยือน สวนหม่อน”

เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่เราต่างพากันตื่นแต่ไก่โห่ เพราะวันนี้มีนัดเพื่อนๆ สมาชิกไปเที่ยวชม สวนหม่อน หรือ “มัลเบอรี่” รถตู้ วีไอพี เจ้าประจำมารับเราตามนัด จากนั้นก็มุ่งหน้าเส้นทางกรุงเทพฯ-ปากช่อง เพราะวันนี้มีนัดที่ “สวนแม่หม่อน” แห่ง ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ณ ที่นี่ ครูไก่-นันทวัน โตอินทร์ และ พี่สุรพล สองสามีภรรยารอให้เราเข้าไปชิมอยู่แล้ว ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ รถจอดสนิท สมาชิกหลากหลายวัยก็รีบลงจากรถ เพราะภาพเบื้องหน้าของทุกคนทำเอานั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ จะอะไรล่ะ หากไม่ใช่ผลหม่อนทั้งเกือบสุกและสุก อวดสีแดง สีดำ ให้พราวไปทั้งต้น หลายร้อยต้น เป็นที่ละลานตายิ่งนัก

พื้นที่ 8 ไร่ ถูกจัดแบ่งโซนอย่างมีระเบียบ มีสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้ใช้รดหม่อนในแปลง มีบ้านพักและเรือนรับรอง เพราะช่วงวันหยุดที่นี่จะมีเพื่อนๆ ของเจ้าของสวนแวะเวียนมาเยือนเสมอ เรียกว่าแม้จะอยู่ในสวนก็ไม่มีโอกาสได้เหงากันเลยเชียว ทั้งลูกค้า ทั้งเพื่อนๆ สนุกสนานกัน

แรกเริ่มเดิมที พี่สุรพล เล่าว่า ได้กิ่งหม่อนมาลองปลูก ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นหม่อนกินผล น่าปลูกไว้กินหรือจำหน่ายบ้าง จึงได้ทดลองนำมาปลูกลงแปลง เมื่อเริ่มได้ผลผลิตก็จะดกมากและมีรสอร่อย จึงได้ขยายพันธุ์เพิ่มพื้นที่ปลูกจนเต็มพื้นที่ดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน การจัดแบ่งโซนในแปลง เป็นข้อดีสำหรับการทำให้ผลผลิตมีทั้งปีไม่ขาด โซนหนึ่งติดผลสุก โซนหนึ่งผลอ่อน โซนหนึ่งกำลังตัดแต่งกิ่ง อีกโซนปล่อยให้ต้นสะสมอาหาร ทำวนเวียนเช่นนี้ จึงทำให้มีหม่อนสดจำหน่ายได้ทั้งปี จะมีหยุดบ้างก็ช่วงฤดูฝน เพราะหากเจอฝนซัดผลหม่อนจะบอบช้ำได้ง่ายและไม่หวาน จึงไม่นิยมเก็บผลในช่วงฝนชุก จะเป็นการพักต้นให้สะสมอาหารมากกว่า การให้น้ำในแปลงก็เป็นเรื่องสำคัญในช่วงสะสมอาหารและติดผลเล็กๆ

ระบบน้ำจะต้องให้อย่างทั่วถึง ต่อเมื่อหม่อนใกล้สุกจึงเริ่มงดน้ำ ให้สะสมความหวาน ในช่วงนี้หากรดน้ำหรือฝนตก หม่อนจะมีรสจืดไปทันที ดังนั้น หากคิดจะปลูกหม่อนเพื่อเก็บผลสด จะต้องศึกษาเรื่องนี้ไว้ด้วย ในช่วงที่ผมหาความรู้อยู่กับพี่สุรพล เพื่อนๆ สมาชิกก็เดินเก็บกินผลสุกที่ต้น แว่วยินเสียง อู้ฮู! โอ้โฮ! โอ๊ ดกแท้น้อ ดังอยู่ไม่ขาดสาย เพราะความดกอลังการของหม่อนแต่ละต้น ที่นี่ไม่หวง ไม่ขี้เหนียวครับ ใครอยากเก็บอยากกินจัดได้เต็มที่ ถือตะกร้าเข้าสวนไปเก็บกินให้หนำใจกันเลย

หากจะซื้อกลับบ้านก็ค่อยเอามาชั่งกิโลกันอีกที ขายกันแบบเหมือนให้เปล่า กิโลกรัมละ 150 บาท เรียกว่าใครก็ตามที่ได้ชิมแล้ว ต่างซื้อกลับบ้านกันเป็นแถว ที่นี่นอกจากผลสดแล้วยังมีแบบแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัลเบอรี่ แยมมัลเบอรี่ มัลเบอรี่กวน ท็อฟฟี่มัลเบอรี่ และอีกเช่นเคยคือ ชิมได้ทุกอย่าง ไม่มีหวงกันเลยเชียว เพื่อนๆ สมาชิกต่างถูกใจกันจนทำให้ใช้เวลาอยู่ที่นี่เนิ่นนาน เพราะด้วยอัธยาศัยของความเป็นครูเก่า ทำให้เราได้รับความรู้และสนุกสนานกันอย่างมากมาย เรียกว่าหากไม่เรียกขึ้นรถเป็นไม่ลุกจากกันเลยเชียว

ที่นี่ปลูกสายพันธุ์เชียงใหม่ทั้งแปลง เพราะคุณสมบัติเด่นๆ คือ ลูกดก ขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว ทำนอกฤดูได้ กำหนดวันเก็บเกี่ยวล่วงหน้าได้ แปรรูปได้มากมายสารพัดเมนู มีอีกอย่างที่สวนยังไม่มีเวลาทำ คือ ชาใบหม่อน เพราะวัตถุดิบคือ ใบหม่อน มีเยอะมาก แต่ยังขาดแรงงานและการจัดการ ปัจจุบันโดยเฉพาะวันหยุดแทบไม่มีเวลาพัก เพราะลูกค้ามาหาถึงสวนตลอด

“สนุกดี ไม่เหงา ได้พูดคุยกับลูกค้า บางคนมาหลายรอบจนสนิทกัน” อาจารย์ไก่ เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

หม่อน จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร เป็นทั้งผลไม้และยา ที่ทั้งไทยและต่างประเทศยอมรับ ช่วยบำรุงสมอง ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสายตา ใช้เพื่อแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย หูอื้อ ผมหงอกก่อนวัย คอแห้งกระหายน้ำ ช่วยให้นอนหลับ ช่วยขับเสมหะ นอกจากกินผลสดแล้ว หม่อนยังสามารถนำมาแปรรูปได้มากมาย อย่างน้อยเพื่อลดความเสี่ยงด้านการตลาดผลสดได้ด้วย นอกจากนี้ หม่อน ยังเป็นพืชที่มีใบและผลที่สวยงาม ปลูกเป็นไม้ประดับได้อย่างดี

ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจอยากรู้ว่าอยู่ตรงไหน ไม่ยากเลยครับ ผมเองเริ่มต้นจากปากช่อง ผ่านแยกปากทางเขาใหญ่ไปทางหมูสี วิ่งมุ่งหน้าตรงไปวังน้ำเขียว ประมาณ 40 กิโลเมตร ถึงวัดสันกำแพงก็จะเห็นป้าย “สวนหม่อนแม่หม่อน” แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยครับ ความสนุกปนอร่อยสดๆ จากต้นกำลังรออยู่ หากไปไม่ถูก ก็โทร.หา ครูไก่ (081) 304-0980 ได้เลยครับ

กลเม็ดเคล็ดที่เปิดเผย การทำให้หม่อนติดผลทั้งปีไม่ใช่เรื่องยากสักนิด เริ่มตั้งแต่การปลูก ไม่ว่าจะเป็นกิ่งตอนหรือกิ่งชำ เราจะปลูกและดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ไม่น้อยกว่า 8 เดือน ให้ต้นได้บำรุงอย่างสมบูรณ์เต็มที่ ให้ตาดอกได้สะสมอาหารอย่างถึงที่สุด จากนั้นก็โน้มกิ่งทุกๆ กิ่ง เอาเชือกรั้งให้เอนลงพื้นให้มากที่สุด ลิดใบออกให้หมด ตัดยอดปลายทิ้ง เพื่องดส่งอาหารไปเลี้ยงยอด ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตามปกติ ประมาณไม่เกิน 10 วัน จะมีช่อใหม่พร้อมติดดอกผล จากนั้น ดูแลไปประมาณ 2 เดือน ก็จะได้ลิ้มรสความอร่อยจากต้นได้แล้ว เน้นเลยว่า ช่วงผลเริ่มแก่หากงดน้ำได้จะดีมาก เพราะจะทำให้หม่อนมีรสหวานมากขึ้น

ถามกันเบาๆ “วันนี้ คุณปลูกหม่อนไว้กินผลหรือยัง”

จากเกษตรเคมี สู่วิถีอินทรีย์ยั่งยืน “ประหยัด ปานเจริญ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีเกษตร

เบญจรัตน์

จากเกษตรเคมี สู่วิถีอินทรีย์ยั่งยืน “ประหยัด ปานเจริญ”

“กว่าจะก้าวข้ามเคมีได้ เราต้องฝ่าอุปสรรคกันมานานนับ 10 ปี วันนี้เราอยู่อย่างมีความสุข ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับสังคม ได้มีโอกาสสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการผลิตอาหารอินทรีย์ให้กับผู้บริโภค”

เสียงสะท้อนจากหัวใจของ “ประหยัด ปานเจริญ” เจ้าของสวนผลไม้กว่า 80 ไร่ ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่ครั้งหนึ่งเคยตกเป็นทาสการทำเกษตรแบบเคมี จนเป็นหนี้สินอีนุงตุงนัง ก่อนตัดสินใจหักดิบเคมีมาทำเกษตรอินทรีย์ ใช้เวลาลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วย “หัวใจ” ที่มุ่งมั่น และเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา ในที่สุดเธอพาครอบครัว “ปานเจริญ” หลุดพ้นจากวงจรเคมี หวนคืนสู่วิถีอินทรีย์ได้สำเร็จ และอยู่กันอย่างมีความสุข

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การมาถึงของยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี นอกจากจะเป็นการซ้ำเติมให้เกษตรกรไทยเป็นหนี้เป็นสิน และเจ็บป่วยมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เกษตรกรที่รู้ไม่เท่าทันส่วนใหญ่ ต้องสูญเสียที่ทำกินอีกด้วย เช่นเดียวกับ ป้าประหยัด หญิงร่างเล็ก ในวัย 52 ปี ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาในเกษตรวิถีอินทรีย์ หัวหน้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์บางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หนึ่งในสมาชิกของโครงการสามพรานโมเดล ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ป้าประหยัด เล่าจุดเริ่มต้นในวันที่เลือกเดินบนทางสายอาหารเคมีให้ฟังว่า หลังแต่งงาน ก็ตัดสินใจทำอาชีพเกษตรเคมีแบบเต็มตัว ด้วยคิดว่า ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จะช่วยทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และได้ราคาสูงขึ้น แต่เมื่อหันหน้าเข้าสู่เกษตรเคมี ทั้ง บริษัทยา บริษัทปุ๋ย ก็เข้ามาชวนเชื่อ อวดอ้างสรรพคุณข้อดีจากผลิตภัณฑ์กันครึกโครม หลายบริษัทเสนอเงื่อนไขพิเศษ ทั้งลดแหลกแจกแถม ทองคำเอย เครื่องใช้ไฟฟ้าเอย ทีวี วิทยุ รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ ที่ต่างหยิบยื่นให้ในฐานะลูกค้า แต่สิ่งตอบแทนเหล่านั้น แทนที่จะทำให้ครอบครัวเรากินอยู่อย่างสุขสบายมากขึ้น กลับยิ่งสร้างภาระทำให้เป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้นไปอีก

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ป้าประหยัด เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ทบทวน เปรียบเทียบวิถีเกษตร ที่เธอกำลังทำ กับการทำเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ ครั้งสมัยปู่ ย่า ทำนา ทำสวน ประกอบกับการแพ้สารเคมีของสามี และหนี้ธนาคาร 700,000 บาท ที่กู้มาซื้อยา ซื้อปุ๋ย ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะลด

เมื่อไตร่ตรองจนพบว่า ทุกข์ที่ตัวเธอและครอบครัวกำลังประสบ สาเหตุมาจากผลพวงการทำเกษตรเคมี ที่นับวันรายจ่ายเพิ่มทวีขึ้น เธอจึงหารือคู่ชีวิตเพื่อหาทางออกให้หลุดพ้นห้วงแห่งทุกข์นี้ แม้ผู้เป็นสามีจะไม่เห็นด้วย แต่ป้าประหยัดก็ตัดสินใจหักดิบ หยุดทำเกษตรเคมีทันที ทั้งที่ไม่รู้อนาคต

“ตอนนั้นไม่มีทางเลือกอื่น เพราะถ้าเรายังขืนทำเกษตรเคมีต่อไป วันนี้เราคงไม่มีที่ให้ทำกิน เพราะไม่มีเงินส่งดอกเบี้ยให้ธนาคาร แต่ละเดือนๆ ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมี ซื้อยาฆ่าแมลงจำนวนมาก หักลบแล้วแทนที่จะเหลือใช้หนี้ กลับต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก แถมสุขภาพย่ำแย่ จึงต้องตัดใจหักดิบ ไม่เอาละเกษตรเคมี” ป้าประหยัด เล่าถึงความรู้สึกหักดิบ

แม้อานิสงส์จากการหักดิบครั้งนั้น จะไม่ทำให้ร่ำรวยทันตาเห็น แต่ป้าประหยัดก็บอกว่า อย่างน้อยที่สุดการทำเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ทำให้เป็นหนี้มากขึ้น และกว่า 3 ปี ที่ลองผิดลองถูก ท่ามกลางการจับตามองและเสียงดูหมิ่นจากสังคมเกษตรเคมี หลายครั้งล้มลุกคลุกคลาน เพราะปัญหาเรื่องตลาด และผู้บริโภคเองยังขาดความรู้เรื่องประโยชน์จากผักอินทรีย์ แต่ก็ไม่เคยท้อใจ และไม่คิดจะหวนกลับไปทำเกษตรเคมีแบบเดิม กระทั่งมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ภายใต้การนำของ คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ

ป้าประหยัด ยอมรับว่า ก่อนจะพบกับโครงการสามพรานโมเดล ตนเองก็ทำเกษตรแบบคู่ขนาน คือทำอินทรีย์ควบกับเกษตรเคมีบางส่วน เพราะตลาดอินทรีย์ตอนนั้นอยู่ในวงแคบๆ ทุกอย่างไม่เอื้อให้ทำเกษตรอินทรีย์เลย กระทั่งทีมเจ้าหน้าที่โครงการสามพรานโมเดล ซึ่งเข้ามาช่วยเรื่องตลาดด้วยความจริงใจ และช่วยเป็นกระบอกเสียงสื่อถึงผู้บริโภคให้เข้าใจวิถีของเกษตรอินทรีย์ ทำให้เรามองเห็นโอกาส มีกำลังใจและเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์มากขึ้น

ปัจจุบัน ผลผลิตของป้าประหยัดและของสมาชิกในกลุ่ม ทั้ง มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ฝรั่ง ชมพู่ ถูกส่งเข้าห้องอาหารของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ เพื่อไว้บริการสำหรับลูกค้า ส่วนหนึ่งเอาไปวางจำหน่ายที่ตลาดสุขใจ (วันเสาร์-อาทิตย์) และออกตลาดสุขใจสัญจรทุกเดือน ไปตามย่านธุรกิจในเมือง อาทิ SCB สำนักงานใหญ่ SCG สำนักงานใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะฝรั่งจะขายดีมาก ทั้งแบบชั่งกิโลและคั้นน้ำสดๆ สร้างรายได้แต่ละครั้ง 20,000-30,000 บาท เลยทีเดียว

การได้ร่วมสัญจรไปกับตลาดสุขใจตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา เป็นช่องทางให้ป้าประหยัด ซึ่งถือเป็นเกษตรกรต้นน้ำ มีโอกาสได้สื่อสารกับผู้ซื้อ (ปลายน้ำ) โดยตรง

“ช่วงแรกๆ หลายคนพูดเหมือนๆ กันว่า ฝรั่งไม่สวยเลย แต่เมื่อลองได้ชิมแล้ว ทุกคนก็จะพูดเหมือนกันอีกว่า ฝรั่งอินทรีย์รสชาติหวาน กรอบ อร่อยกว่าฝรั่งที่เคยกิน ยิ่งผู้บริโภคเข้าใจ และสัมผัสวิถีอินทรีย์ หลายคนยิ่งเห็นคุณประโยชน์ของผัก ผลไม้อินทรีย์ และยินดีจ่ายโดยไม่ต่อรองราคาเลยสักคำ สิ่งที่เรากังวลตอนนี้คือ ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด”

อินทรีย์ไม่ได้เปลี่ยนชีวิต แต่วิถีอินทรีย์ให้ชีวิตป้าประหยัด ช่วยให้ครอบครัวไม่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น และยังมีที่ทำกิน ที่สำคัญทำให้สุขภาพของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วย สิ่งแวดล้อมก็ดี ทุกวันนี้ระบบนิเวศในสวนกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง สังเกตได้ว่าแมลงบางชนิดซึ่งหายไปนาน อย่าง หิ่งห้อย ก็เริ่มกลับมาอาศัยอยู่เหมือนเมื่อก่อน

จากประสบการณ์ และจำนวนปีที่ลองผิดลองถูก และความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ที่ได้จากโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ป้าประหยัด มีองค์ความรู้มากพอที่จะเปิดสวนของตัวเองเป็นศูนย์เรียนรู้ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ ให้ผู้ที่สนใจมาศึกษาด้วย เหนืออื่นใด “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านหัวอ่าว” หมู่ที่ 5 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แห่งนี้ ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความเชื่อมั่นในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรที่ได้มาสัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“อยากให้คนหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันเยอะๆ เพราะเกษตรอินทรีย์มีแต่คุณ ไม่มีโทษ ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนภายในครัวเรือน คืนความสุข และสุขภาพดีให้กับสังคมและชุมชน นอกจากนี้ การทำเกษตรอินทรีย์ช่วยทำให้วงจรสิ่งแวดล้อมกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม ที่สำคัญการทำเกษตรอินทรีย์เท่ากับเราได้ทำบุญ ได้ให้สิ่งดีๆ กับชีวิตคนมากมาย ต่างจากเคมีที่ฆ่าผู้ซื้อทางอ้อมด้วยการเอาสารเคมีให้เขากินวันละน้อย ซึ่งเป็นการทำบาปโดยไม่ตั้งใจ”

ปัจจุบัน พื้นที่ 80 ไร่ ของ “สวนปานเจริญ” เต็มไปด้วยผลไม้ ทั้งฝรั่ง มะพร้าว มะม่วง และชมพู่ ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) และที่สำคัญ “สวนปานเจริญ” กำลังจะได้รับเครื่องหมายการันตีอาหารปลอดภัย จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย (มกท.) ในเร็วๆ นี้

แม้วันนี้หนี้ก้อนโตยังไม่ถูกปลดเบ็ดเสร็จ แต่ ป้าประหยัด ปานเจริญ ก็เชื่อมั่นว่า ตราบใดที่ยังดำเนินชีวิตไปตามวิถีอินทรีย์ มีรายได้มั่นคง มีสุขภาพที่ดี มีที่ให้ทำกิน สุดท้าย ความสุขก็จะตามมา ซึ่งนับว่าเป็นเกษตรกรอินทรีย์ต้นแบบอีกคน ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรเคมีได้กลับมาสู่วิถีอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็กระตุ้นผู้บริโภคให้ตื่นตัวและหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นด้วย

ชาวสวนยางพารา หันมาปลูกกล้วย “หน่อ” มีเท่าไหร่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เกล็ดเกษตร

อัสวิน รายงาน

ชาวสวนยางพารา หันมาปลูกกล้วย “หน่อ” มีเท่าไหร่หมด

คุณวาฮับ ช่วยพริก เกษตรกรชาวสวนยางพารา หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพารา ได้หันมาปลูกกล้วยเป็นอาชีพเสริมให้เพิ่มพูนรายได้ มีทั้ง กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยหิน และกล้วยน้ำว้า

การปลูกกล้วยหอมทอง ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกก็ไม่มาก ระยะห่างระหว่างต้น 5 คูณ 5 เมตร ปุ๋ยที่ใส่คือ มูลวัว มูลไก่ ใส่เข้าไปบริเวณหลุมแล้วปลูก โดยไม่ต้องซื้อ สามารถหาเอาได้ภายในหมู่บ้าน เพราะมีการเลี้ยงวัว แพะ และเลี้ยงไก่ เพียงลงทุนซื้อหน่อพันธุ์เท่านั้น และจะให้ผลผลิตภายใน 12 เดือน จากนั้นก็จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี อีกทั้งสามารถขยายผลแตกหน่อได้ตลอด

“จะให้สวยต่อกอ ให้มีประมาณ 3 หน่อ หากเกินกว่านั้นควรจะตัดทิ้ง แล้วให้ผลปริมาณที่มากและลูกใหญ่สมบูรณ์”

คุณวาฮับ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้หน่อกล้วยหอมทองเพื่อนำไปปลูกจะขายดีมาก และมีไม่พอเพียง บางรายขายหน่อกล้วยหอมทอง ได้ไม่ต่ำกว่า 100 หน่อ ต่อคราว โดยราคามีตั้งแต่ 20 บาท และ 30 บาท ส่วนกล้วยพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหิน กล้วยไข่ ราคาประมาณ 10 บาท ต่อหน่อ

“สำหรับราคากล้วยหอมทอง ประมาณ 400 บาท ต่อเครือ ราคาหน้าสวน ถ้าขายเป็นกิโลกรัม ประมาณ 25-30-40 บาท ส่วน กล้วยไข่ กล้วยหิน ประมาณ 10-20 บาท ต่อหวี กล้วยน้ำว้า 15-20 บาท ต่อหวี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสวยงามและคุณภาพ โดยตลาดมีความต้องการ” คุณวาฮับ กล่าวในที่สุด

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

มีหลายคนบอกว่า อาชีพทำการเกษตรนั้นรวยยาก คุณชูมิตร เจริญชัย มองว่าน่าจะลบคำสบประมาทนี้ได้ว่า “อาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” หรือที่ใครๆ บอกด้วยความภาคภูมิว่า เขาคือ เกษตรกร ผู้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก แต่สุดโศกโชคไม่ช่วย ไม่รวยสักหน คำว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” ต้องมีความภูมิใจ คิดว่าจะทำให้เป็นอาชีพ “หลังสู้ฟ้า หน้าดูทีวีสี”

คุณชูมิตร เจริญชัย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านโคกชุมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นคนพื้นเพอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร สืบเชื้อสายมาจากชาวภูไท พ่อแม่ยึดอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ หลังจากเรียนจบภาคบังคับ ก็ออกมาเรียนต่อด้านการเกษตร และทำงานกับบริษัทเอกชนเรื่องเกษตรในหลายพื้นที่ ต่อมาสอบเข้าทำงานเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร และมาเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรรณานิคม

หลังจากนั้น มองว่าอาชีพข้าราชการไม่เหมาะกับตนเอง ประกอบกับแนวคิดที่ได้ประสบการณ์จากการทำงานคลุกคลีกับเกษตรกร เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซ้ำบางคนบอกว่า อาชีพเกษตรกรรมนั้นรวยยาก จึงมีความมุ่งมั่นทำการเกษตรเอง เขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ไปซื้อที่ไว้จำนวน 37 ไร่ และอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 5 ไร่ ติดริมทางสายสกลนคร-อุดรธานี ห่างจากตัวอำเภอพรรณานิคมราว 3 กิโลเมตร

จากเวลา 12 ปี ที่ลาออกจากการทำงาน ลงมาคลุกคลีทำการเกษตรเอง เขาประสบความสำเร็จไม่น้อย

อันดับแรก คุณชูมิตร เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวจำหน่าย เนื่องจากคิดว่าพื้นที่อากาศในจังหวัดสกลนคร น้ำก็มีพร้อม น่าจะได้ผล ลองผิดลองถูกหลายครั้ง เดินทางไปมาระหว่างจังหวัดเลยและศูนย์เพาะกล้าไม้เกษตรที่สูง จนสามารถเพาะกล้าได้สำเร็จ เป็นการเพาะไม้ดอกฤดูหนาวได้ น่าจะเป็นรายแรกรายเดียวในสกลนคร พร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ

ในแต่ละปีสามารถจำหน่ายดอกไม้นี้ได้กว่า ปีละ 1 ล้านบาท พร้อมกับเพาะต้นกล้า ส่งจำหน่ายที่เมืองเลย ไม้ดอกที่เพาะจำหน่าย ได้แก่ พีทูเนีย แพงพวย ฯลฯ

ขณะนี้ได้ค้นพบวิธีเพาะกล้าไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ ในสูตรของตนเอง และจะสามารถอยู่ได้นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป

คุณชูมิตร บอกอีกว่า หลังจากที่เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ วางจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนสามารถส่งลูกชายคนโตเรียนจบระดับปริญญา (แม่โจ้) และลูกสาว 2 คน กำลังศึกษาเช่นกัน

ปัจจุบัน คุณชูมิตร ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พร้อมหาพันธุ์พืช ปุ๋ยอินทรีย์ มาจำหน่ายด้วย และได้เริ่มหันไปใช้พื้นที่ จำนวน 37 ไร่ ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ 10 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง 10 ไร่ ปรับปรุงสร้างโรงเรือนแคนตาลูป 7 หลัง พร้อมแบ่งแปลงเพาะกล้าพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาว ตลอดจนจำหน่ายเองส่วนหนึ่ง

ในส่วนของแคนตาลูปนั้น ได้มีการนำมาทดลอง จำนวน 12 สายพันธุ์ ที่มีอยู่ โดยใช้วิธีตามความเข้าใจของตนเองที่เรียนมา มี คุณอรุณี เจริญชัย ภรรยา ช่วยกันอีกแรง

การปลูกแคนตาลูปได้เริ่มขึ้น โดยลองผิดลองถูก เพราะไม่ได้ปลูกง่ายๆ ประกอบกับมีโรคมากด้วย

ครั้งแรกลงทุนไป 400,000 บาท ทำโรงเรือนปลูกแคนตาลูป มีขนาด 6 คูณ 20 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ไม่เกิน 400 ต้น โรงเรือนมีเสากลาง ให้เหมาะในการติดตั้งพัดลม และเพื่อรักษาอุณหภูมิ

ระยะห่างระหว่างโรงเรือน ประมาณ 1.50 เซนติเมตร เพื่อให้เดินได้ ไม่ควรสร้างโรงเรือนติดกัน

เจ้าของปลูกแคนตาลูป โดยเพาะจากเมล็ด ซึ่งซื้อมาเพาะเอง จะตกเมล็ดละ 2-7 บาท

ในที่สุดก็ได้พันธุ์ที่เหมาะสมในพื้นที่ จำนวน 4 สายพันธุ์

อดีตข้าราชการเกษตรบอกอีกว่า แคนตาลูปนั้น อุณหภูมิที่เขาชอบจะอยู่ที่ 18-35 องศา ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เดือนที่เสี่ยง ปลูกลำบาก ได้แก่ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

สิ่งที่พบมากที่สุดหากไม่ชำนาญจริง จะพบกับปัญหาผสมไม่ติด ลายไม่สวย ผลเล็ก อ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ หากนำสารเคมีมาใช้จะส่งผลถึงแคนตาลูป ลูกค้าไม่ชอบ ไม่ต้องการ

เจ้าของมีการทดลองใช้ทั้งสารเคมีและไม่ใช้สารเคมี ปัญหาคือ การใช้สารเคมี อาจสวย แต่ราคาไม่ดี จึงงดใช้สารเคมี

เนื่องจากต่อมาได้มีการทดลองแก้ปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟ ได้นำพัดลมมาติดตั้งเพื่อดูดอากาศ โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุก ปรากฏว่า การใช้พัดลม ทำให้ไม่มีโรคราน้ำค้างเข้ามารบกวนแต่อย่างใด

การปลูกแคนตาลูป ปัจจุบันปลูกไม่ยาก ปีหนึ่งปลูกได้หลายรอบ ที่สำคัญคนทำต้องมีเวลา ไม่เหมือนการทำเกษตรอย่างอื่น

ปัจจุบัน คุณชูมิตร นำแคนตาลูปมาวางจำหน่ายเอง พร้อมกับแปรรูปเป็นไอศกรีม เพื่อให้ลูกค้าที่แวะเข้ามาเรียนรู้ และซื้อไปกิน ก่อนซื้อแคนตาลูป จะทำไอศกรีมให้กินฟรีทุกคน

แคนตาลูป ที่จำหน่าย กิโลกรัมละ 120 บาท หรือจะอยู่ที่ ผลละ 100-150 บาท

สำหรับไม้ฤดูหนาวทุกชนิด จะจำหน่ายอยู่ที่ กระถางละ 100-150 บาท ยกเว้นต้นกล้าเพาะเพื่อส่ง จะอยู่ที่ ต้นละ 2.50-3.00 บาท

ส่วน มะละกอ ส่งจำหน่ายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน มีออเดอร์ไม่อั้น ตันละ 21,000 บาท…กล้วยกำลังตัดส่งจำหน่าย มีผู้มารับซื้อถึงสวน

ในปีที่ผ่านมา เจ้าของทำบัญชีและพบว่า สร้างได้รายได้กว่า 3 ล้านบาท ต่อปี เฉพาะพืชหลักๆ เท่านั้น

คุณอรุณี ผู้เป็นภรรยาบอกว่า ตอนแรกก็ตกใจที่สามีลาออกจากราชการ เพราะหลายคนบอกว่า มั่นคงกว่า แต่เมื่อมาถึงวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาชีพเกษตรกรรมก็สามารถมีอยู่มีกินได้อย่างสบาย หากรู้จักทำ และประหยัด

สำหรับผู้สนใจ อยากศึกษาและดูงาน ที่นี่เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถดูงานได้ฟรี…โทรศัพท์สอบถามก่อนที่ คุณชูมิตร เจริญชัย โทร. (081) 871-6358

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะมาถึง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียง 3,619 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก ที่กล่าวต่ำกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 3,158 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำต้นทุนที่คาดการณ์จำเป็นต้องจัดสรรเพื่อการต่างๆ ที่สำคัญให้ได้ถึงฤดูฝน ปี 2559 คือใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค เพื่อการรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ เพื่อการเกษตรและสำรองไว้สำหรับอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยวางแผนจัดสรรปริมาณน้ำที่ใช้ไว้ วันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย หากจะปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรัง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผักต่างๆ ซึ่งใช้น้ำน้อย เพียง 300-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ ขณะที่การทำนาปรัง ใช้น้ำถึง 5 เท่า หรือประมาณ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่

พืชตระกูลถั่ว เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มราคาดี ทั้งถั่วลิสง ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่ปลูกถั่วเขียว 1 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 320-400 ลูกบาศก์เมตร มีอายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ถั่วเหลือง ใช้น้ำ 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยว 80-100 วัน และถั่วลิสง ใช้น้ำ 611 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 85-110 วัน

ในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแต่ละพื้นที่ เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกันมากๆ เพราะอาจมีปัญหาด้านการตลาด ราคาตกต่ำ และเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ ทั้งยังควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่และช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เช่น สภาพดินเหนียว ไม่ควรปลูกถั่วลิสง สำหรับถั่วเขียวไม่ควรปลูกในช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และเกษตรกรควรพิจารณาถึงภาวะตลาด ราคาผลผลิตและแหล่งรับซื้อด้วย

พืชตระกูลถั่ว ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีตัวอย่างในพื้นที่ที่ปลูกถั่วติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้ไปเก็บข้อมูลเป็นกรณีศึกษา ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองชุมชน บ้านหนองหมื่นชัย หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนแห่งนี้ ปลูกถั่วเหลืองเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่าย โดยฤดูฝนในเดือนสิงหาคม ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่ดอนสภาพไร่ และไปเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วเหลืองเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาปี นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่นา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีตั้งแต่เดือนธันวาคม เตรียมดิน โดยใช้รถไถไถ 1-2 ครั้ง แล้วเอาน้ำเข้าแปลง ทิ้งแปลงไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วใช้รถไถไถปั่นเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองคลุกเคล้ากับดิน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้ปุ๋ยเคมีทางดินของการปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่มีการใช้ และผลผลิตข้าวที่ปลูก ซึ่งเป็นสภาพนาน้ำฝน ผลผลิตข้าว เฉลี่ยต่อไร่ จะสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียงในตำบลเดียวกัน คือเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ปลูกถั่วเหลืองมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีการปลูกถั่วเหลือง จะได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย เพียง 500-600 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

กรณีศึกษาการปลูกถั่วเหลืองบ้านหนองหมื่นชัยข้างต้น สอดคล้องกับการศึกษาของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร โดย ธีรชัย อารยากูร และคณะ รายงานไว้ในปี 2558 ว่า เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่อำเภอวังเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ปลูกถั่วเหลือง เป็นพืชเศรษฐกิจทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ในฤดูแล้งปลูกเป็นรายได้เสริมหลังฤดูการทำนา เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย แล้วพืชตระกูลถั่วยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกทางหนึ่ง ผลในทางอ้อมของการปลูกถั่ว สามารถเสริมผลผลิตให้กับข้าวได้ โดยจากผลงานวิจัยนี้พบว่า เมื่อใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำ จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเพาะปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกพืชตระกูลถั่ว จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรปลูกทดแทนข้าวนาปรังในฤดูแล้งหลังการทำนา โดยเฉพาะในปีที่มีน้ำต้นทุนน้อย เช่น ฤดูแล้งที่จะถึงปีนี้ มีคำแนะนำของการปลูกถั่ว 3 ชนิด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง โดย นายธนันท์ หาญเกริกไกร กรมการข้าว ในเอกสารการผลิตพืชหลังนาภายใต้โครงการจัดระบบการปลูกข้าว ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 2 ปี 2556 ดังนี้

ถั่วเหลือง พันธุ์แนะนำ สจ. 4 สจ. 5 เชียงใหม่ 60 เชียงใหม่ 2 และสุโขทัย 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร), (40×50) x (10-20) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 3-4 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 32,000-48,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม 3-4 เมล็ด ต่อหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) ถั่วเหลือง 75-95 วัน ถั่วเหลืองฝักสด 65-68 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว เกี่ยวทั้งต้น เก็บเฉพาะฝัก เมื่อฝักแก่เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลเข้ม 95% การใส่ปุ๋ย ควรคลุกเมล็ดด้วยเชื้อไรโซเบียมทุกครั้ง และใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน พ่นสารเคมีเพื่อป้องกันหนอนแมลงวันเจาะลำต้น 7-10 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงหลังออกดอกถึงสร้างเมล็ด

ถั่วเขียว พันธุ์แนะนำ ชัยนาท 72 ชัยนาท 36 กำแพงแสน 1 และกำแพงแสน 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) 50×10 เซนติเมตร จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 64,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุมหรือโรยเป็นแถว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ วิธีเก็บเกี่ยว จะเก็บเกี่ยว 2 ครั้ง ฝักแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำ การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน หรือ 30-40 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ควรให้น้ำทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงระยะออกดอกและติดฝัก และหยุดให้น้ำเมื่อฝักแรกเปลี่ยนเป็นสีดำ

ถั่วลิสง พันธุ์แนะนำ พื้นเมืองเมล็ดแดง สช. 38 ขอนแก่น 60-2 ขอนแก่น 4 ไทนาน 9 ขอนแก่น 60-1 และขอนแก่น 5 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2-3 เมล็ด จำนวนประชากร (ต้น ต่อไร่) 32,000-40,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ กิโลกรัม ต่อไร่ 15-20 กิโลกรัม (ฝักแห้ง) วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) 90-110 วัน วิธีเก็บเกี่ยว ถอนต้น ปลิดฝักเมื่อเปลือกด้านในของฝักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ 60-80% การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย หลังจากถั่วลิสงงอกแล้ว พรวนดินแล้วกำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ในช่วงถั่วอายุ 30 วัน หลังจากนั้น ถั่วลิสงจะเริ่มลงเข็ม ไม่ควรพรวนดิน เพราะจะกระทบกระเทือนต่อการลงเข็มของถั่วลิสง การให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อความชื้นในดินลดลงหรือสังเกตต้นถั่วลิสง เมื่อใบเริ่มเหี่ยวในตอนกลางวัน ควรให้น้ำ มีช่วงระยะห่าง 10-15 วัน ต่อครั้ง

แหล่งเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ จากศูนย์ผลิตของทางราชการ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชน ซึ่งขณะนี้ทั้งประเทศจัดตั้งขึ้นแล้ว ตั้งแต่ ปี 2555 รวม 180 ศูนย์ถั่วชุมชน สำหรับในเขตส่งเสริมการเกษตร เขตที่ 9 จำนวน 9 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนขึ้นแล้ว จำนวน 40 ศูนย์ เป็นศูนย์ถั่วเหลือง จำนวน 11 ศูนย์ ศูนย์ถั่วเขียว จำนวน 25 ศูนย์ และศูนย์ถั่วลิสง จำนวน 4 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนทั้งหมดนี้ เป็นเครือข่ายระหว่างกัน หากเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการปลูกถั่ว สนใจสามารถติดต่อไปยังศูนย์ถั่วชุมชนเหล่านี้ได้โดยตรง ตามจังหวัดและชื่อกรรมการศูนย์ เบอร์โทรศัพท์ได้โดยตรง ดังนี้

ถั่วเหลือง

อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นายประภาส มีสี โทร. (090) 143-6786

อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นายวิจิตร มีไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นางสาวรด ยังใจ โทร. (086) 207-3569

นางถนมอศรี แสนหาญ โทร. (089) 639-8989

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นางยุพดี ยั่งยืน โทร. (086) 217-4271

นายจเร เพิ่มปีก โทร. (081) 680-3350

อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย นายสมศักดิ์ มีสะติ หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม

จังหวัดสุโขทัย

ถั่วเขียว

อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นายกุญชาญ ตาลี โทร. (089) 906-6584

นายบวรนันท์ ทองพนา โทร. (081) 952-2250

อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นางประสิทธิ์ สินประเสริฐ โทร. (086) 215-4307

อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี นายวฤทธิ์ แก้วมั่น โทร. (088) 422-5143

นายสมนึก พวงสมบัติ โทร. (089) 957-8584

นายบุญชู เลากสิกรรม โทร. (081) 283-6360

นายพงษ์ศักดิ์ จันทเกตุ โทร. (084) 820-9390

อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร นายนิทัศ แสงแก้ว โทร. (085) 606-2187

อำเภอนาราง จังหวัดพิจิตร นายวันชัย เนียรภาค โทร. (099) 270-8062

นายมณฑล เผือกฟัก โทร. (097) 926-3480

อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบุญสือ วันเอก โทร. (086) 119-6573

นางวีณา มาเลี้ยง โทร. (096) 194-9417

อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร นายสายัน ภูมิเขตร โทร. (094) 841-4428

อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นายเจต เดชมัด โทร. (086) 213-1566

จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบัวโรย ดำมุ้ย โทร. (086) 644-8623

นายวิจิตร อินทร์ไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอพบพระ จังหวัดตาก นางสาวบุญธรรม จ้อมแดงธรรม โทร. (089) 276-8698

อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก นางสาวจิรัฌชา ยอดคำ โทร. (089) 566-9139

อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย นางกอบกุล ทรัพย์เพชร โทร. (093) 161-9625

อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 845-2460

ถั่วลิสง

อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นางวันเพ็ญ ด่านแม่กลอง โทร. (089) 606-1711

นางวันดี คำวันนะ โทร. (087) 196-8521