เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นงานสร้างเงิน ของ วิทยา สาเพิ่มทรัพย์ ที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นงานสร้างเงิน ของ วิทยา สาเพิ่มทรัพย์ ที่สุพรรณบุรี

หากเอ่ยถึงเมนูอาหารที่ทำจากเนื้อปลากราย สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น ทอดมันปลากราย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเนื้อปลากรายนั้นสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงป่า หรือแม้แต่แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ฯลฯ

การที่จะได้เนื้อปลากรายมาประกอบอาหารก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ผู้เขียนเคยเห็นในสมัยก่อนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ภาพของหญิงชราที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ก็คือย่าของผู้เขียนเอง ท่านกำลังนั่งใช้ช้อนค่อยๆ ขูดเนื้อปลากรายออกจากหนังทีละแผ่น ซึ่งใช้เวลาเอาเรื่องเหมือนกัน

เนื่องจาก ปลากราย เป็นปลาที่มีเนื้อค่อนข้างน้อย ต้องผ่านการชำแหละให้ออกมาเป็นแผ่นทั้งแถบพร้อมหนัง เมื่อได้เนื้อมาแล้วความอร่อยที่เหนียวหนึบนุ่มละมุนในลิ้น ต้องผ่านการนำเนื้อปลาไปโขลกลงในครกหินเสียก่อน พร้อมทั้งดูก้างปลาออกไปด้วยพร้อมๆ กัน ใช้เวลาสักพักเนื้อปลาจะเริ่มเหนียวมีความหนึบ เมื่อนำไปแกงตามเมนูต่างๆ รสชาติของเนื้อปลาที่ได้ลิ้มรสนั้น แหม่! ?พูดแล้วน้ำลายสอเลยทีเดียว

ปัจจุบัน ปลากราย เริ่มหาได้น้อยลงเต็มทีจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การที่จะได้ปลากรายมาขูดทำลูกชิ้นปลากรายหากินได้ยาก และที่สำคัญยิ่งมีราคาที่แพงขึ้นอีกด้วย ทำให้การกินลูกชิ้นปลากรายอาจกินได้ไม่บ่อยนัก

แต่ ณ เวลานี้ การหาเนื้อปลากรายที่ว่ายากไม่เป็นอุปสรรคเสียแล้ว เพราะได้มีการเลี้ยงเพื่อเป็นปลาเนื้อ และที่สำคัญสามารถเพาะพันธุ์ได้อีกด้วย จนทำให้จำนวนของปลากรายมีมากพอต่อความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบ

คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ชื่นชอบปลากรายมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สัตว์น้ำจืดชนิดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่อยากทดลองเพาะพันธุ์ด้วยสองมือของเขาเอง ซึ่งจากความพยายามไม่ได้นำมาแต่ความสำเร็จ แต่สามารถเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้อีกด้วย

ทำอาชีพนี้

เพราะความชอบ

คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีตนมีอาชีพทำงานเกี่ยวกับเครื่องกลอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ปี 2543 มีเหตุต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงยึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลาเพื่อเป็นอาชีพในขณะนั้นด้วย

“เหตุที่ต้องย้ายมาที่นี่ พอดีแม่ของภรรยาเสียชีวิต ก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่สุพรรณฯ ซึ่งเราเป็นคนที่ชอบปลากรายอยู่แล้วสมัยยังเด็ก ช่วงนั้นก็เลยลองเพาะพันธุ์ดู ก็ทดลองเพาะกับธรรมชาติก่อน คือใช้บ่อใช้คลองแบบธรรมชาติ เพราะช่วงนั้นเราไม่มีที่ ต่อมาเมื่ออะไรเข้าที่เข้าทางก็ขยับขยาย มาทำบ่อของตัวเอง ปรากฏว่าที่เพาะพันธุ์ทั้งหมดมันขายได้ เราก็เลยเริ่มมาทำบ่อเพาะอย่างจริงจัง เพราะว่าจะทำแบบธรรมชาติไม่ได้แล้ว ลูกปลามันได้จำนวนที่น้อยลง” คุณวิทยา เล่าถึงความเป็นมา

วิทยาการความรู้ของการเพาะพันธุ์ปลากรายนั้น คุณวิทยา เล่าว่า ได้ไปศึกษาที่สำนักงานประมงในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการเพาะพันธุ์ปลากรายโดยเฉพาะ จึงเป็นผลทำให้เขาประสบผลสำเร็จเป็นที่ภาคภูมิใจมาจนทุกวันนี้

เน้นพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติ

และจากเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นอาชีพ

ช่วงที่ปลากรายวางไข่เพื่อการขยายพันธุ์จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนตุลาคม ซึ่งการผสมพันธุ์ปลากรายให้ลูกปลามีความแข็งแรง คุณวิทยา บอกว่า ต้องหาสายพันธุ์จากแหล่งอื่นมาผสมด้วย ลูกปลาจึงจะมีความแข็งแรง เพื่อให้ภายในบ่อมีพ่อแม่พันธุ์มีความหลากหลาย

“ปลากรายที่มีก็จะซื้อจากคนที่เขาไปหามาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มาครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ช่วงหลังก็จะขอซื้อจากคนที่รู้จัก ที่เขาเลี้ยงสำหรับขาย ก็จะขอซื้อเขามาบ้างเพื่อไขว้สายพันธุ์ เพื่อให้ลูกปลากรายที่ได้แข็งแรงมากขึ้น ซึ่งการนำปลามาเลี้ยงภายในบ่อก็ต้องทำเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ให้เหมือนเขาอยู่ตามธรรมชาติ” คุณวิทยา เล่าถึงการได้มาของพ่อแม่พันธุ์

นำพ่อแม่พันธุ์ปลากรายมาใส่บ่อดิน ที่มีขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ที่มีความลึก ตั้งแต่ 120-170 เซนติเมตร โดยให้พื้นบ่อมีตื้นลึกสลับกัน

“ปลากราย ที่สามารถวางไข่ได้ต้องมีอายุอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ประมาณต้นเดือนมีนาคม ปลากรายก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงวางไข่ ซึ่งช่วงนั้นจะนำไม้ที่เป็นแผ่นๆ มีความยาว 80-90 เซนติเมตร ใช้ประมาณ 100 แผ่น ปักลงภายในพื้นบ่อ หมั่นลงไปเช็กทุก 5 วัน ว่าปลามาไข่ติดไว้ที่แผ่นไม้ไหม ถ้ามีก็เอาขึ้นมาฟักต่อ แต่ถ้าไม่มีก็ปักลงไปเหมือนเดิม” คุณวิทยา บอก

อาหารสำหรับใช้เลี้ยงปลากราย จะเป็นอาหารเม็ดที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ โดยให้สลับกับเหยื่อสด วันละ 1 ครั้ง เนื่องจากปลากรายไม่ได้ส่งจำหน่ายเป็นปลาเนื้อ แต่เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้น จะไม่เน้นให้ปลามีลักษณะที่อ้วนมากเกินไป

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเช็กแผ่นไม้ที่ปักในบ่อ ว่ามีปลามาวางไข่หรือไม่ คุณวิทยา บอกว่า จะปล่อยน้ำให้มีระดับลดลงประมาณ 50 เซนติเมตร เสียก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ปลากรายวางไข่อีกด้วย

“ช่วงแรกปลาจะให้ไข่ได้น้อยหน่อย ซึ่งช่วงที่เราไปงมดูแผ่นไม้ เราก็จะเอาน้ำในบ่อออกบ้าง พอเรางมไข่ขึ้นมาได้ ช่วงเย็นๆ จะปล่อยน้ำเข้ามาในบ่อให้เพิ่มขึ้นเท่าเดิม เพราะการทำแบบให้น้ำขึ้นน้ำลง มันก็เป็นการกระตุ้นให้ปลาไข่ได้ดีด้วย” คุณวิทยา อธิบาย

จากนั้นนำแผ่นไม้ที่มีไข่ปลากรายติดอยู่มาใส่ลงในบ่อปูน ขนาด 1.20×1.50 เมตร ความลึก 80 เซนติเมตร หรือถ้าใครมีภาชนะ เช่น โอ่งใหญ่ ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยต้องมีเครื่องทำออกซิเจนอยู่ภายในบ่อตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ ซึ่งระยะนี้ยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลากรายยังมีถุงไข่แดงติดอยู่ที่หน้าท้อง อยู่ได้ประมาณ 3 วัน เรียกปลาขนาดไซซ์นี้ว่า ไซซ์ตุ้ม ก็สามารถจำหน่ายได้

การเพาะพันธุ์ปลากรายให้ได้ผลดี พ่อแม่พันธุ์ถือว่ามีความสำคัญมาก ต้องมีความสมบูรณ์ ยิ่งมีแม่พันธุ์ที่มีน้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม ต่อตัว อัตราการให้ไข่ก็ยิ่งดีตามไปด้วย และที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือ สภาพแวดล้อมที่เลี้ยง ซึ่งหลังจากเก็บไข่ขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องจำลองภายในบ่อให้ปลาเหมือนอยู่กับธรรมชาติ เช่น การเปิดสปริงเกลอร์ช่วยให้คล้ายเหมือนฝนตกก็จะทำให้ปลายกรายวางไข่ได้เร็วขึ้น

คุณวิทยา ยังเล่าต่อไปถึงเรื่องอุปสรรคในการเพาะพันธุ์ปลากรายว่า น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหากได้น้ำที่ไม่สะอาด เมื่อนำมาใส่ลงในบ่อจะทำให้เวลาที่ปลาวางไข่ ไข่ของปลากรายจะเสียและไม่มีความแข็งแรง

จำหน่ายไซซ์ตุ้ม

เพื่อส่งต่อไปอนุบาล

จากความสำเร็จของการเพาะพันธุ์ปลากรายด้วยสองมือของคุณวิทยา เขาเล่าว่าเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กันก็คือ เรื่องการตลาด เพราะเขาเป็นเจ้าใหม่ๆ ในสมัยก่อน ที่เข้าสู่วงการนี้จึงต้องสู้รบปรบมือกับคู่แข่งค่อนข้างมาก

“ช่วงแรกที่เรามีลูกปลาพร้อมจำหน่ายแล้ว บอกเลยว่าตลาดนี่ยังไม่แน่นอน โดนกดราคาบ้าง อย่างสมมุติตกลงราคากันอยู่ที่ 30 สตางค์ พอเขามาซื้อเราจริงๆ ก็บอกปลาตอนนี้เหลือตัวละ 10 สตางค์นะ เขาขายไม่ค่อยได้ เราก็เลยต้องจำยอม เพราะตลาดเรายังไม่กว้างพอ” คุณวิทยา เล่าถึงอุปสรรคของตลาด

ต่อมาเมื่อเป็นที่รู้จักของคนที่สนใจอยากเลี้ยงปลากรายเป็นอาชีพมากขึ้น เรื่องตลาดจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขาอีกต่อไป จึงผลิตลูกปลากรายไซซ์ตุ้มเพื่อให้ลูกค้านำไปอนุบาลต่อ โดยจำหน่ายลูกปลากรายไซซ์ตุ้ม อยู่ที่ตัวละ 20-30 สตางค์ ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด ซึ่งต่อไปในอนาคตจะไม่ได้จำหน่ายแต่ปลาไซซ์ตุ้มอย่างเดียว แต่จะทำเป็นปลาไซซ์นิ้วอีกด้วย เพื่อตอบโจทย์กับลูกค้ามากขึ้น

สำหรับผู้ที่อยากเพาะพันธุ์ปลากรายเป็นอาชีพหรือเลี้ยง คุณวิทยา ให้คำแนะนำว่า

“ใครที่อยากทำเป็นอาชีพ มันมี 2 แบบ คืออย่างแรกเพาะพันธุ์แบบผม คือทำเป็นปลาไซซ์ตุ้ม ต้องบอกก่อนว่ามันทำไม่ยาก แต่ต้องมีตลาดที่แน่นอน อย่างช่วงที่ปลาขาดตลาด ถ้าเรามีปลายังไงก็ขายได้ ใครๆ ก็ซื้อ อีกอย่างการจะสำเร็จต้องมีใจรักที่จะทำด้วย เพราะไข่เราจะได้จากปลานี่ 7-8 เดือน ซึ่งช่วงที่ไม่ได้ให้ไข่เราก็ต้องดูแลเขาด้วย ก็ให้อาหารปกติเหมือนเดิม อย่าให้เขาอด”

“ส่วนคนที่อยากเลี้ยงเป็นปลาเนื้อ ปัจจัยที่สำคัญต้องมีทุนที่ดี และที่สำคัญใจต้องหนักแน่น เพราะว่าใช้เวลาเลี้ยงนานหน่อยกว่าจะได้ขาย ซึ่งตอนนี้การเลี้ยงก็ง่ายใช้อาหารเม็ด ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนสมัยก่อน ที่เป็นเหยื่อสด ทุกอย่างขอให้มีใจรักพอ และก็ชอบทำจริงๆ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินความพยายาม ใครที่สนใจก็สอบถามที่ผมได้ ยินดีให้คำปรึกษา” คุณวิทยา กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ หรือที่ลูกค้ารู้จักกันในชื่อ เอ๋ ปลากราย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 166-7873

คำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เกษตรกรดีเด่น

อำพน ศิริคำ

คำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

ท่านที่เคารพครับ ปี 2559 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1. คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง 2. คุณอัคระ ธิติถาวร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น 3. คุณอดิศร เหล่าสะพาน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2501 มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน เป็นชายทั้ง 3 คน คุณคำพันธ์ เป็นคนที่ 3 จบการศึกษาชั้น ปวช. และ ปวส. วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม

ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแดง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สมรสกับ คุณบรรจง เหล่าวงษี (อี้ด) มีบุตร 3 คน หญิง 2 คน ชาย 1 คน อาชีพเกษตรกรรม

วิสัยทัศน์ คือ พัฒนาตน พัฒนาคน ขยายผล พัฒนาสังคม ระดมแนวคิดสู่เศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญา คือ รู้ชาติตระกูลพงศ์เผ่า รู้เหล่าจักรวาลสรรค์สร้าง รู้คิดรู้ทำนำทาง รู้วางตนแต่พอดี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง คู่เคียงภูมิปัญญาท้องที่ นำสู่ชีวิตสุขขี เกษตรกรเรานี้พึ่งตนได้เอย…

คติ คือ ทำให้ดีวันนี้ ดีกว่าทำวันข้างหน้า ทำวันละนิด ละนิด ดีกว่าคิด คิดว่าจะทำ ผลิตอาหารเพื่อกินให้เป็นยาในวันนี้ ดีกว่าจะกินยาเป็นอาหารในวันข้างหน้า เศรษฐกิจพอเพียง คือ “แนวทางสร้างอนาคตให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

แรงบันดาลใจ จากการสรุปบทเรียนของตน ได้ศึกษาดูงานเกษตรกรรมยั่งยืน และศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จุดเด่น ใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เกษตรผสมผสาน 1 งาน 1 แสน)

สู้งานไม่เคยท้อ

ด้วยบรรพบุรุษเป็นเกษตรกร อาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน หนทางที่จะร่ำรวยหรือทำให้การดำรงชีพอย่างสุขสบายนั้นแทบไม่มีเลย จึงมีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนอาชีพให้ดีกว่านี้ จึงดิ้นรนใฝ่หาความรู้ใส่ตัว

หลังเรียนจบ ป.4 ได้บวชเรียนธรรมวินัยพร้อมกับเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ แล้วสิกขาเรียนต่อ พอเรียนอยู่ ม.ศ.1 พ่อเสียชีวิตจึงต้องช่วยตนเองหาเงินเรียนโดยการปลูกผักขายพอได้เงินใช้จ่ายในการเรียน (5-10 บาท/วัน)

จบ ม.ศ.3 ได้ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายคนโตเพื่อช่วยในการเรียน และเลือกเรียนสายอาชีพจะได้หางานทำง่าย

ได้เข้าเรียนที่ วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม (ยังปลูกผักขายเหมือนเดิม) จบ ปวส. แผนกช่างกลโลหะ แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อเนื่องจากแม่ก็แก่ชรา พี่ก็ป่วย และอีกต่อมาไม่นานก็เสียชีวิตทั้งแม่และพี่ชาย จึงหางานทำที่กรุงเทพฯ (2525-2538) เป็นผู้ช่วยช่างอยู่ 2 ปี ได้ค่าแรง วันละ 90-120 บาท ปีที่ 3-5 ได้ตำแหน่งช่าง ได้ค่าแรง วันละ 150-180 บาท ปีที่ 5-7 ได้เป็นหัวหน้าช่างได้ค่าแรง วันละ 200-300 บาท ปีที่ 7-13 เป็นผู้จัดการ ได้ค่าแรงเดือนละ 12,000-15,000 บาท แต่อยู่กรุงเทพฯ ภาระและเศรษฐกิจรัดตัว ค่าครองชีพสูง ลูกเรียน บ้านเช่า ข้าวซื้อ เงินที่ได้จากการทำงานไม่พอกับรายจ่าย จากปีแรกถึงปีที่ 4 เงินที่ได้กับรายจ่ายก็พอบ้างไม่พอบ้าง แต่ต่อมาเข้าปีที่ 5 เริ่มไม่พอจ่าย ภาระมากขึ้น ยิ่งลูกเรียน วันหนึ่งๆ ค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 500 บาท ค่าอาหาร ค่าขนมลูก เฉลี่ยวันละ 200 บาท ค่าน้ำ-ค่าไฟ เฉลี่ยเดือนละ 1,500 บาท ค่ารถรับ-ส่งลูกเรียน เดือนละ 1,800 บาท ค่าเทอมลูก เทอมละ 6,000 บาท/คน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉลี่ยวันละ 100 บาท เป็นทุกข์มาก จึงได้ปรึกษากับภรรยา ลำพังอยู่ไปวันๆ ก็ไม่หนักใจเท่าไร แต่เรามองอนาคตไม่มีเลย ตัดสินใจกลับบ้านทำธุรกิจของตัวเอง เปิดโรงกลึง (ปี 2538-2540)

เห็นเขารวย “อยากจะรวย เหมือนเขา”

ด้วยเหตุที่ทำงานเงินไม่เหลือเก็บ จึงหาเงินลงทุน โดยเอาที่นาที่พ่อแม่แบ่งให้ทำกินไปจำนองกับนายทุน เพื่อนำเงินมาลงทุนเปิดโรงกลึง 3 ปีผ่านไป กลับยิ่งซ้ำเติมเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 งานไม่ค่อย มีเงินไม่เหลือใช้ เลิกกิจการหันมารับเหมาก่อสร้างทั่วไปอยู่ 4 ปี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีสิทธิ์ส่งเงินคืนเจ้าหนี้ รวมเป็นหนี้ 200,000 บาท

การพัฒนาตนเอง และแรงบันดาลใจ

จากการสรุปบทเรียน การดำรงชีพที่ล้มเหลวที่ผ่านมา จากการศึกษาดูงานการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและจากการศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสรุปบทเรียน/วิเคราะห์ตัวเอง เพื่อหาแนวทางการดำเนินชีวิต

อดีต ที่บรรพบุรุษได้ดำเนินชีวิตมา ท่านไม่เคยมีหนี้ ท่านมีข้าวมีผักมีปลา-กบ เป็นอาหารกินอย่างพอเพียง มีบ้านอยู่มีเสื้อผ้าใส่ รู้จักหาพืชสมุนไพรใช้รักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย ใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยใส่พืชผัก และผลิตอาหารเองแทบจะไม่ต้องซื้อ ครอบครัวก็มีความสุขมีความอบอุ่นมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนบ้าน มีความสามัคคีเข้าใจกับทุกคน ถึงไม่รวยดูเหมือนว่าท่านไม่มีทุกข์ใดๆ ส่วนตัวเองพยายามจะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ แต่กลับจน เป็นหนี้ ไม่มีบ้านอยู่อาศัย ลูกไม่มีอนาคต หมดหนทางที่จะก้าวต่อไป “ตัดสินใจเลิกกิจการมาทำตามรอยของท่าน”

ในช่วงรับเหมา ปี 2541 กลับมาทำเกษตรตามรอยของท่านโดยได้เช่าที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำกินและได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งตนเอง จึงมีโอกาสได้อบรมเรียนรู้ ศึกษาดูงานในการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ได้ทั้งแนวคิด/ประสบการณ์และได้รับรู้จากการศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”จากโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัยได้คัดเลือกโครงการให้เกษตรกรในเขตตำบลศรีสุข จำนวน 2 แห่ง พร้อมกับจากหน่วยงานรัฐ ที่ได้ร่วมสนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาการเกษตรด้านวิชาการหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ นับว่าเป็นจุดหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจพร้อมที่จะนำพระราชดำริมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง

ปี 2544 เจ้าหนี้กดดัน ให้หาเงินคืน ถ้าไม่คืนจะยึดที่ ตัดสินใจขายที่นาใช้หนี้ให้หมด มีเงินคงเหลืออยู่ 30,000 บาท ขอเช่าซื้อที่แปลงนี้ มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน ราคา 200,000 บาท โดยวางเงินที่มีก่อนและขอผ่อนรายปี ไม่เกิน 10 ปี ปี 2545 จึงได้เริ่มดำเนินกิจกรรมทำการเกษตร โดยยึดตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

พื้นที่น้อยแต่ย่อตามส่วน

ดังนี้ 1. จัดเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ 2. ขุดสระ 3 บ่อ ไว้เก็บน้ำใช้ในการเกษตร 2.5 ไร่ 3. ปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้นตามคันคูและคันแดนรอบ 1.5 ไร่ 4. ผัก 2 งาน และ 5. นาข้าว 1 ไร่

เริ่มต้นที่ดำเนินการ ไม่มีทุนดำเนินการต้องกู้ ยอมเป็นหนี้อีก (50,000 บาท) ดินไม่ดี สภาพดินเค็ม เป็นที่ดอนไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือระบบชลประทานผ่าน ไม่มีไฟฟ้า-ประปาใช้ ไม่มีรายได้อื่นที่จะมาจุนเจือครอบครัว แนวทางสู่การพัฒนา จากที่ได้ศึกษาดูงาน อบรม ฝึกปฏิบัติจริง ค้นคว้า ลองผิดลองถูก จึงได้พยายามขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อต่ออุปสรรค สร้างเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ และสร้างการมีส่วนร่วมในครอบครัวประชุมครอบครัวเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างความสามัคคี เสนอความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกันสรุปบทเรียน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาจากอดีต-ปัจจุบันว่าอะไรเป็นอย่างไรวิเคราะห์ตนเอง/ครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าแต่ละคนมีอะไรดี อะไรไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีแก้ไขอย่างไร สิ่งที่ดีจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

สร้างโอกาส เพื่อหาช่องทางสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัว (เช่น ประชาชนส่วนใหญ่ซื้ออาหารกิน ก็ผลิตอาหารขายให้ประชาชน เกษตรกรส่วนมากซื้อพันธุ์พืช/พันธุ์ผักปลูก เป็นต้น) วางแผนชีวิต วางแผนการผลิต วางแผนการตลาด จะต้องทันเหตุการณ์ จัดหาแหล่งจำหน่าย และสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค สร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิต เปิดตลาดของกลุ่มเอง

ผลที่ได้จากการตัดสินใจสู่ความพอเพียง

จากปีแรก-ปีที่ 3 ครอบครัวพออยู่ พอกิน ยังไม่มีเงินเก็บใช้หนี้ (มีอาหารพอเพียง มีผู้เอาเงินมาให้ทุกวันจากการขายผลผลิต 50-200 บาท) หลังจากนั้น ก็เริ่มมีเหลือเก็บออม ถึงปีที่ 6 ก็นำเงินที่เก็บได้ใช้หนี้หมด พร้อมกับสร้างบ้านอยู่อาศัย อีกต่อมา 3 ปี ได้ซื้อที่นาอีกแปลง เนื้อที่ 7 ไร่ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ลูกได้มีโอกาสเรียนทุกคน มีงานทำ รายได้เฉลี่ยของครอบครัว 300,000 บาท/ปี และเป็นแบบอย่างเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานกับเกษตรกร/นักเรียน/นิสิต/นักศึกษาและผู้สนใจในการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้รับเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้อบรมถ่ายทอดองค์ความรู้จากนั้นเป็นต้นมา (2549-2550 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน 2551, ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน)

ปัจจุบันทำการเกษตรหลายอย่าง อาทิ การทำนาด้วยกล้ากลีบเดียว การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตพืชปลอดสารพิษ เพาะเห็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ สุกร การเกษตร 1 งาน 1 แสน (การเพาะกล้าผักขายโดยกรอกถุงดินเวลากลางคืน 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถทำเงิน 1,000-2,000 บาท) เป็นต้น

ท่านที่เคารพครับ นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติของปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน หากท่านใดสนใจอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ติดต่อได้ที่ โทร. (089) 618-4075, (061) 582-2235 และ E-mail : Khamphan1@hotmail.com

เปิดสูตรเด็ด 5 ร้านดัง ระดับตำนาน ตลอดเดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

เปิดสูตรเด็ด 5 ร้านดัง ระดับตำนาน ตลอดเดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) เตรียมกลับมาปลุกกระแสความอร่อยกันอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยการนำร้านอาหารชื่อดังระดับตำนาน ที่ได้รับความนิยมจากนักชิมทั่วสารทิศ มาเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยให้กับทุกท่านที่สนใจ พร้อมบอกเทคนิคการนำไปต่อยอดสร้างอาชีพทุกขั้นตอนแบบไม่มีกั๊ก พร้อมแนะนำการทำการตลาดแบบอาชีพ สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วงการพ่อค้า-แม่ขายในอนาคตอีกด้วย ว่าแล้วอย่ารอช้า…ตามไปดูกันดีกว่าว่ามีหลักสูตรอะไรบ้าง

ถ้าพูดถึงของกินอร่อยๆ ในย่านโชคชัย 4 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินของเหล่านักชิมหลายคน ที่ต้องแวะเวียนมาหาของกินอร่อยๆ ที่นี่อยู่เสมอ และถ้าให้พูดร้านดังระดับเชลล์ชวนชิม ที่โด่งดังมายาวนานกว่า 30 ปี เจ้าของต้นตำรับเมนูอร่อย อย่าง เป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ และขาหมู ที่นักชิมหลายคนรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึง ร้าน ตี่ โภชนา แห่งย่านโชคชัย 4 (ถนนลาดพร้าว 71) ของ คุณเกียรติก้อง จิรสุขานนท์ (เฮียตี่) เจ้าของร้านใจดีที่เราคุ้นเคยนั่นเอง หลังจากรอบที่แล้วมานำเสนอความอร่อยเด็ดในหลักสูตร ขาหมู-หมั่นโถว จนผู้เรียนหลายคนประทับใจในความอร่อยกันไปเรียบร้อยแล้ว ใน วันที่ 16 ตุลาคม นี้ เฮียตี่ จะกลับมาที่มติชนอคาเดมีอีกครั้ง พร้อมกับหลักสูตรใหม่ล่าสุด อย่าง ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส-ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ-ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง ซึ่งการันตีว่า อร่อยแรงส์…อย่างแน่นอน สำหรับในชั่วโมงเรียนครั้งนี้ผู้เรียนทุกคนจะได้เรียนรู้กันตั้งแต่เทคนิคการเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ, เทคนิคการปรุงน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่ไม่เหมือนใคร และพร้อมแถมสูตรเด็ดในการปรุงก๋วยเตี๋ยวทั้ง 3 เมนูตามแบบฉบับเฮียตี่ ส่วนเขาปรุงกันอย่างไร? อร่อยเด็ดแค่ไหน? เทคนิค-เคล็ดลับจากเฮียตี่มีอะไรบ้าง? เร็วๆ นี้มีคำตอบแน่นอนครับ

ส่วนใครที่อยากได้สูตรเด็ดการทำเมนู “ห่อหมกปลาช่อน” ก็ต้องไม่พลาดหลักสูตร ห่อหมกปลาช่อนหม้อดิน ตำรับพ่อบัว หลังจากการเปิดตัวที่ มติชนอคาเดมี ไปแล้ว ก็ได้รับการตอบรับจากผู้เรียนเป็นอย่างดี โดยใน วันที่ 22 ตุลาคม นี้ อาจารย์เจริญ กลิ่นหอม (พ่อโต้ง) เจ้าของร้าน ห่อหมกพ่อบัว บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ผู้สืบทอดตำนานความอร่อยของเมนูห่อหมกสูตรดั้งเดิมมาตั้งแต่รุ่นพ่อที่ขายดีมากว่า 80 ปี จะมาเปิดเผยเทคนิคความอร่อยของเมนูอีกครั้งหนึ่ง เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบ การตำน้ำพริกแกง การแล่ปลา และการปรุงห่อหมกทุกขั้นตอน พร้อมแนะแนวทางการทำธุรกิจแบบจัดเต็ม…ไม่มีกั๊กอย่างแน่นอน

ถ้าใครอยากลองชิม “กล้วยทอด” อร่อยๆ อาจจะนึกถึง ย่านวัดไร่ขิง นครปฐม เพราะที่นั่นเขามีร้านดังที่ใครเห็นจะต้องรู้จักและคุ้นหูกับ ร้านกล้วยทอด (ยอดอร่อย) เจ๊วันดี อย่างแน่นอน เพราะกล้วยทอดร้านนี้มีรสชาติอร่อยถูกปากนักชิมหลายๆ คนทีเดียว ด้วยเทคนิคการใช้สูตรการปรุงแป้งทอดแบบดั้งเดิม ที่โดดเด่นตรงส่วนผสมที่มาจากมะพร้าว แป้งข้าวเจ้า เกลือ น้ำตาล งา และปูนแดง (ที่คนแก่ใช้กินกับหมาก) ทำให้แป้งกรอบ เป็นสูตรที่ทำไม่เหมือนเจ้าอื่น เป็นสูตรแป้งที่เพิ่มความกรอบอร่อย จึงไม่มีความจำเป็นต้องเติมผงฟูเลย และใน วันที่ 29 ตุลาคม นี้ คุณวันดี ละมูลเจริญ (เจ๊วันดี) เจ้าของร้าน กล้วยทอด (ยอดอร่อย) “เจ๊วันดี” ที่เปิดขายบริเวณหน้าวัดไร่ขิงมานานกว่า 20 ปี จะมาเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการทำเมนูอร่อยประจำร้าน อย่าง กล้วยทอด, มันทอด, เผือกทอด, ข้าวเม่าทอด, ซาลาเปา, ไข่เต่า, ถั่ว, มันทิพย์, กลอย บอกทุกเทคนิค-เคล็ดลับการทำทุกขั้นตอน พร้อมสอนสูตรลับแป้งกรอบ สำหรับคนที่จะนำไปต่อยอดทำกิน หรือทำขายเป็นอาชีพ ก็ไม่ว่ากัน…พลาดไม่ได้โดยประการทั้งปวง

ถ้าพูดถึงเบเกอรี่แสนอร่อยจากย่านนนทบุรี หลายคนต้องนึกถึงชื่อของ นนท์เบเกอรี่ สุดยอดร้านเบเกอรี่ชื่อดัง แถวย่านท่าน้ำนนท์ ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 30 ปี สืบทอดความอร่อยของเมนูเบเกอรี่จากรุ่นสู่รุ่น มาจนถึงทายาทคนปัจจุบันอย่าง คุณสมพบ กาศยปนันท์ (คุณเบียร์) ที่ยังคงรังสรรค์สารพัดเมนูเบเกอรี่ให้นักชิมทุกท่านได้ลองลิ้มชิมรสมาจนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากมาถ่ายทอดวิชาในหลักสูตร เบเกอรี่-ร้านดัง กับเมนูเด็ด อย่าง ขนมปังหลากไส้นานาชนิด ไปในครั้งแรกที่มติชนอคาเดมีแล้ว ใน วันที่ 30 ตุลาคม นี้ คุณเบียร์ก็เตรียมเอาใจสาวกสายเบเกอรี่ด้วยการมาเปิดสูตรเด็ดอีกครั้ง ในหลักสูตร นนท์เบเกอรี่ 2 พร้อมกับเมนูเด็ดขายดีประจำร้าน อย่าง เอแคลร์วานิลลา, ฟรุตเค้ก และแยมโรล สำหรับคนที่สนใจอยากนำไปลองทำกิน หรือจะนำไปต่อยอดทำขายก็ยังได้ เพราะเขาบอกกันตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ, เทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการทำเบเกอรี่ และที่แน่ๆ มีการแนะแนวทางในการทำขายให้อีกด้วย…สายเบเกอรี่ ห้ามพลาด!!

อีกหนึ่งหลักสูตรเด็ดที่ฮ็อตฮิต จนหลายคนเรียกร้องให้กลับมาเปิดสอนอีกครั้ง เราคงต้องพูดถึงหลักสูตร ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น-ไก่ตุ๋น ของ ร้านรสดีเด็ด สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง แถวพระราม 4 ที่มีชื่อเสียงในวงการก๋วยเตี๋ยวมายาวนานกว่า 40 ปี เร็วๆ นี้ คุณสิทธิฉันท์ วุฒิพรกุล (คุณนพ รสดีเด็ด) จะมาเปิดเผยเทคนิคการทำ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเครื่องยาจีน และก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นสูตรเด็ด ที่มีความอร่อยแบบเข้มข้นไม่เหมือนใคร โดยเป็นสูตรที่ทางร้านได้พัฒนาขึ้นมากว่า 10 ปี จนได้รับความนิยมจากลูกค้านักชิมหลายๆ ท่าน ในชั่วโมงเรียนนี้ สอนกันตั้งแต่การทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น-ไก่ตุ๋น, การปรุงน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวสูตรเด็ด, พร้อมสอนหลักการทำธุรกิจก๋วยเตี๋ยว, การคิด-คำนวณต้นทุน, การเลือกทำเลที่ตั้งในการเปิดร้าน, การเลือกใช้วัตถุดิบต่างๆ รวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์จากเฮียนพ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างอาชีพอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนที่กล่าวมานั้น ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“กลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก” ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก” ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

“กลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก” ก่อตั้งขึ้นเมื่อคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเยี่ยมชาวบ้าน ที่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านที่รวมครอบครัวของทหารผ่านศึกจากหลายแห่งแล้วมอบที่ดินทำกิน พร้อมส่งเสริมอาชีพการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และด้วยความห่วงใยในเรื่องการทำกิน พระองค์ได้ทรงมอบงานทอผ้าให้แก่แม่บ้านของหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อสร้างเป็นรายได้เสริม

ภารกิจของกลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก คือการนำด้ายที่ถูกส่งมาจากศูนย์ศิลปาชีพมาทอเป็นผืน จากนั้นทางศูนย์จะรับซื้อกลับไปเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการตัดเย็บต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม่บ้านกลุ่มนี้ยังต่อยอดด้วยการทอผ้าขาวม้าพร้อมกับตัดเย็บย่ามใส่สิ่งของไว้จำหน่ายหารายได้เพิ่มอีกด้วย

คุณชะลอ เอี่ยมสะอาด ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มแม่บ้านนี้ว่า จากคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อปี 2537 โดยมีสมาชิกกลุ่มได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ พระองค์ทรงเป็นห่วงว่าแม่บ้านจะมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การครองชีพจึงให้มีการทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

ช่วงแรกของอาชีพนี้แม่บ้านแต่ละครอบครัวที่สนใจจะทอผ้าอยู่กับบ้านตัวเอง พอในปี 2546 ทาง อบจ. ได้มาสร้างโรงทอผ้าขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านมารวมตัวกันทอผ้า เพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ ระหว่างกัน สำหรับผ้าที่ใช้ทอเป็นผ้าฝ้ายที่ทางศูนย์ศิลปาชีพจัดส่งเป็นด้ายมาให้กับทางกลุ่มเพื่อให้สมาชิกทอขึ้นเป็นผืนแล้วซื้อกลับ

คุณชะลอ เป็นผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่ปี 2551 และมีบ้านพักอยู่เลขที่ 82 หมู่ที่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โทรศัพท์ (085) 734-4121 ได้ให้รายละเอียดต่ออีกว่า ชาวบ้านที่มารวมตัวกันเป็นครอบครัวของทหารผ่านศึกที่มาจาก 3 แห่ง ได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ จำนวน 40 ครอบครัว กับของนครสวรรค์ อุทัยธานี อีก 10 ครอบครัว และที่ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อีกจำนวน 50 ครอบครัว รวมทั้งสิ้น 100 ครอบครัว มาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อเข้าร่วมโครงการจัดสรรที่ดินทำกินของตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ชาวบ้านได้รับการจัดสรรที่ดินให้รายละ 20 ไร่ มีบ้าน 1 หลัง ที่อยู่ 2 งาน แล้วส่งเสริมอาชีพต่างๆ ให้ ได้แก่ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อต้องการให้เป็นหมู่บ้านมั่นคงแนวชายแดน ดังนั้น จึงอยู่ที่บ้านหมู่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา เพียงแห่งเดียว ส่วนงานเกษตรกรรมที่ชาวบ้านทำกันอยู่ ได้แก่ การปลูกข้าวโพด ถั่ว พริก และผักอื่นๆ ข้าวโพดที่ปลูกปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกปลูกเดือนพฤษภาคม ไปเก็บราวเดือนสิงหาคม ช่วงที่ 2 ปลูกประมาณเดือนกันยายน ไปเก็บเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป

คุณบุญโชย แสนสุภา ประธานกลุ่ม ให้รายละเอียดเพิ่มอีกว่า เมื่อคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้อาชีพงานทอผ้าแก่แม่บ้านที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าแต่อย่างใดเลย จึงต้องมีการจัดวิทยากรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาฝึก ใช้เวลา 1 เดือน

ส่วนอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ทอผ้าอยู่ในโรงทอนั้นสมาชิกจัดทำกันเอง ส่วนเส้นด้ายที่นำมาทอถูกส่งมาจากศูนย์ศิลปาชีพ สำหรับกลุ่มแม่บ้านนี้ตั้งเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2542 มีสมาชิกเริ่มต้นที่ 25 คน ปัจจุบันเหลือ 20 คน

“ชาวบ้านจะใช้ช่วงเวลาว่างจากงานประจำมาทอผ้า ไม่มีการบังคับหรือกำหนดว่าใครจะทอจำนวนเท่าไร แต่ในทุก 4 เดือน จะมีการมารับผ้าที่ทอกลับไป โดยแม่บ้านจะได้รับค่าตอบแทนเป็นอัตราค่าจ้างทอผ้าในราคาเมตรละ 50 บาท และทุกคนจะต้องทอผ้าเป็นลายลูกแก้วเท่านั้น”

ประธานกลุ่มชี้ว่า ถ้ามาทอผ้าเต็มที่ทั้งวันสามารถทอผ้าได้คนละ 5 เมตร ราคาค่าจ้างทอผ้าเมตรละ 50 บาท ถือเป็นรายได้เสริมที่ดีเพราะลงทุนเพียงแต่แรงเท่านั้น ทั้งนี้ เฉลี่ยรายได้ต่อคนต่อเดือนประมาณ 5,000 บาท และจะหักเงินเข้ากลุ่มม้วนละ 1 เมตร เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ยังมีแม่บ้านบางคนมีเครื่องทอผ้าติดตั้งไว้ที่บ้านอีกสำหรับไว้เพื่อทอผ้าขาวม้าขาย สร้างรายได้เพิ่มอีกทาง สำหรับผ้าขาวม้าที่ทอขายมีความยาว 2 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร เป็นผ้าฝ้ายชนิดเดียวกับผ้าที่ทอส่งศูนย์ ผ้าขาวม้าขายส่งผืนละ 150 บาท

นอกจากนั้นแล้ว สมาชิกกลุ่มบางคนที่มีฝีมือการตัดเย็บยังต่อยอดด้วยการรับผ้าขาวม้าไปตัดเป็นเป้หรือย่ามใส่ของ ซึ่งผ้าขาวม้า 1 ผืน สามารถตัดเป็นย่ามได้จำนวน 3-4 ใบ (ขึ้นอยู่กับขนาด) แล้วจำหน่ายราคาส่งใบละ 120 บาท จึงทำให้คนทอผ้าขาวม้ามีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ประธานกลุ่มระบุว่า จุดเด่นของงานผ้าทอผืนของกลุ่มแม่บ้านคือ ใช้ผ้าฝ้าย ทนทาน สีไม่ตก ดังนั้น ลูกค้าที่เคยซื้อไปใช้จะติดใจแล้วสั่งซื้ออีก สำหรับสินค้าของกลุ่มไม่เพียงมีวางขายให้แก่คณะที่เข้ามาเยี่ยมชมเท่านั้น ยังมีพ่อค้ามาซื้อไปขายต่อตามแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังรับงานตัดตามออเดอร์

ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าศิลปาชีพบ้านทหารผ่านศึก ไม่ว่าจะซื้อไปใช้เอง เป็นของฝาก ของขวัญในวาระสำคัญต่างๆ หรือสนใจจะนำไปขาย อีกทั้งยังรับผลิตงานตามออเดอร์ด้วย สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณบุญโชย แสนสุภา โทรศัพท์ (084) 437-9301

ค่าใช้จ่ายกิจการ กับ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ค่าใช้จ่ายกิจการ กับ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

กิจการเจ้าของคนเดียว มักมีปัญหาการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับค่าใช้จ่ายของกิจการ ด้วยความที่ไปคิดเอาเอง ทึกทักไปเองว่า เงินในบริษัท ก็คือเงินของเจ้าของ เหมือนกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา เวลาใดที่ไม่อยากใช้กระเป๋าส่วนตัว ก็ย่อมใช้กระเป๋าบริษัทได้โดยไม่เป็นการผิดกติกา

แต่หากเราคิดกันตามหลักการที่ถูกต้องแล้ว บริษัทเป็นหน่วยธุรกิจที่แยกออกจากส่วนตัวอย่างชัดเจน ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่จ่ายจากกิจการ ย่อมต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างแท้จริง หากเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปเพื่อประโยชน์โดยส่วนตัว แม้จะของเจ้าของกิจการก็ตาม ย่อมถือได้ว่า ไม่เหมาะสม และไม่ควรจ่ายจากบริษัท

ผมเชื่อว่า พูดแบบนี้คงจะกระทบถูกเจ้าของกิจการจำนวนมาก และคงจะมีคำอธิบายตามมาเพื่อสนับสนุนหรือให้เหตุผลว่า ค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปแล้วดูเหมือนเพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลที่เป็นเจ้าของนั้น อันที่จริงเป็นการอำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้นต่อเจ้าของกิจการในการดำเนินกิจการในฐานะฝ่ายบริหาร จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องอย่างที่คุณว่านั้นหาได้ไม่

ลองยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ดีกว่าครับ

– เจ้าของกิจการจะซื้อรถยนต์ อาจเลือกซื้อในนามบริษัท จะได้นำค่าเสื่อมราคาไปลงเป็นค่าใช้จ่าย

ซื้อรถในนามบริษัท จากนั้น จ่ายค่าน้ำมัน จ่ายค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ ก็เบิกจ่ายจากบริษัท แล้วไปลงเป็นค่าใช้จ่าย

– เจ้าของกิจการ (เป็นฝ่ายบริหารควบคู่ไปด้วย) ไปทานข้าว อาจจะนัดลูกค้าหรือเพื่อนไปทานด้วย นำบิลมาเบิกเป็นค่ารับรอง ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท

– บริษัทตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบ้านเจ้าของ ถมดิน ปรับปรุงสวนและสนามหญ้า จึงว่าจ้างคนทำสวนให้กับบริษัท ลงเป็นส่วนปรับปรุงที่ดิน หรือค่าใช้จ่าย

– เจ้าของซื้อไวน์ เบิกบิลบริษัท เอาไปลงเป็นค่าใช้จ่าย

– เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน คริสต์มาส ซื้อของขวัญให้กับผู้มีอุปการะ ซื้อในนามบริษัท

– เจ้าของเดินทางไปต่างประเทศ ซื้อตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักโรงแรม ในนามบริษัท และอื่นๆ อีกมากมาย…ฯลฯ

จะเห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่กล่าวมานี้ เอาเข้าจริงๆ มันก็ดูก้ำกึ่ง หรือพอถูไถ จะบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ฝ่ายบริหารต้องสร้างเครือข่าย คอนเนคชั่น ต้องเดินทางไปดูงาน ติดต่อสั่งซื้อสินค้า ไปดูโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบที่บริษัทต้องสั่งซื้อ ต้องเดินทางใช้รถในการไปประชุมพบปะคู่ค้าไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือซัพพลายเออร์ การซ่อมแซมปรับปรุงสถานที่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริเวณบริษัทดูสวยงาม เจริญหูเจริญตา น่าทำงานสำหรับพนักงาน

ในทางปฏิบัติ บริษัทคงต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่า อะไรเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท อะไรเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว วิธีการที่มักใช้ปฏิบัติกันให้เกิดความชัดเจน คือ เวลาเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องมีกำหนดการนัดหมาย รายชื่อบุคคล และบริษัทที่เดินทางไปพบ วาระหรือเรื่องที่นัดหมายพูดคุย ตารางการเดินทาง (itinerary) ผู้ร่วมเดินทาง (ซึ่งควรจะเป็นพนักงานบริษัท) ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความชัดเจน และตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

นอกจากเรื่องความถูกต้องเหมาะสม ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ ผู้คนส่วนมากมักจะละเลยไม่สนใจ (เนื่องจากนักบัญชีอาจจะขัดไม่ทำตามคำสั่งเจ้าของกิจการไม่ได้) แต่ประเด็นเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องซึ่งหน่วยงานจัดเก็บภาษีของรัฐทราบดี เพราะหากเราไปดูกฎหมายภาษีอากร จะมีเงื่อนไขการนำค่าใช้จ่ายมาบันทึกในบริษัท ในประเด็นข้างต้นแทบทุกเรื่อง ซึ่งเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดก็มีออกมาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กิจการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับค่าใช้จ่ายของกิจการนั่นเอง

บริษัทจ่ายเงินซื้อรถยนต์นั่งสำหรับผู้บริหาร

การปฏิบัติทางบัญชีโดยทั่วไปในความเป็นจริง ก็ค่อนข้างพูดยากว่าจะยอมให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ของกิจการหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ทั้งนักบัญชีและผู้สอบบัญชีก็มักจะไม่ขัดข้องที่กิจการจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรมีเงื่อนไขออกมาเป็นกฎหมายภาษีอากรว่า รถยนต์นั่งที่เรียกว่า รถเก๋ง กรมสรรพากรอนุญาตให้นำไปคำนวณค่าเสื่อมราคาได้จากราคาทุนของสินทรัพย์ในส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท

สมมติว่า ผู้บริหารซื้อรถยนต์ราคา 4,000,000 บาท ตามบัญชีคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานโดยประมาณ 5 ปี เท่ากับ กิจการจะมีค่าเสื่อมราคา ปีละ 800,000 บาท (ทางบัญชี) แต่ในการคำนวณภาษีเงินได้ จะถือว่ามีค่าเสื่อมราคาเพียง 200,000 บาท หากอัตราภาษี 20% เท่ากับว่าทางภาษีจะต้องเสียภาษีเพิ่มจากตัวเลขทางบัญชี 120,000 บาท ต่อปี (600,000 x 20%) กิจการจะบันทึกบัญชีก็บันทึกไป แต่เวลาคำนวณภาษีเงินได้ ต้องนำตัวเลขมาปรับปรุงที่เรียกกันว่า “บวกกลับทางภาษี”

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่ง

ประเด็นต่อเนื่องกันมา คือ เมื่อกิจการซื้อรถยนต์ จะเกิดค่าซ่อมแซม ค่าเปลี่ยนอะไหล่อุปกรณ์ต่างๆ คำถามตามมาก็คือ จะถือว่าค่าซ่อมแซมเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้หรือไม่

กรมสรรพากรก็คงมองแล้วว่า หากจะห้ามไปเสียทั้งหมดก็คงถูกผู้เสียภาษีบ่น เลยผ่อนๆ ให้ว่า หากเป็นค่าซ่อมรถยนต์ของบริษัทให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ ในจำนวนเงินตามสมควร กล่าวคือ ค่าซ่อมไม่เกินเลยและสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม ในค่าซ่อมนั้นหากมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ ภาษีซื้อจากการซ่อมรถ ไม่ให้นำมาถือเป็นภาษีซื้อที่จะนำไปหักกับภาษีขาย แต่ให้ถือรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย

ค่ารับรอง

การดำเนินธุรกิจ ในบางครั้งมีการนัดหมายลูกค้าเพื่อพูดคุย เพื่อให้เกิดข้อตกลงซื้อขายทางธุรกิจ หรือเจรจาต่อรองทางธุรกิจนอกสถานที่ ตามโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มีการจ่ายเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับธุรกิจ นำมาลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโดยลักษณะของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ มีลักษณะที่พิสูจน์ได้ยากว่า เป็นการเลี้ยงรับรองลูกค้า หรือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว จึงมีการกำหนดเพดานเอาไว้ชัดเจนว่า นำมาถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวม หรือทุนชำระแล้ว แล้วแต่ตัวใดจะมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น กิจการมีทุนชำระแล้ว 10 ล้านบาท รายได้รวม 100 ล้านบาท กิจการจะมีค่ารับรองได้ไม่เกิน 0.3% ของ 100 ล้านบาท = 300,000 บาท บริษัทจะบันทึกค่ารับรองได้ไม่เกิน 300,000 บาท แปลว่า หากค่ารับรองตามจริงเท่ากับ 250,000 บาท กิจการจะรับรู้ค่ารับรองทางภาษีได้ 250,000 บาท (ไม่ใช่เต็มเพดาน 300,000 บาท)

ในการปฏิบัติเรื่องเอกสารหลักฐานสำหรับค่ารับรองนี้ กิจการยังต้องจัดทำรายงานการจ่ายค่ารับรอง โดยต้องระบุว่า ให้การรับรองใคร เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจในเรื่องใด ผู้ได้รับการรับรองคือใคร (ควรจะเป็นลูกค้า) เป็นการเพิ่มเติมอีกด้วย

ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าเดินทาง

โดยวิธีปฏิบัติ กิจการจะกำหนดนโยบายการเบิกค่าเดินทางจากบริษัทว่า กรณีใดบ้างที่สามารถเบิกจากบริษัทได้ บางแห่งมีการให้ค่าน้ำมันโดยนำบิลน้ำมันมาเบิก ในเรื่องนี้ มีอยู่สองแนว คือ หนึ่ง เบิกตามบิลที่จ่ายจริง และสอง ให้เป็นลักษณะเบี้ยเลี้ยงค่าน้ำมัน ด้วยจำนวนเงินที่แน่นอนตายตัว เช่น 5,000 บาท เป็นต้น กรมสรรพากรจะดูจากการกำหนดนโยบายไว้ชัดเจนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม กรณีให้เป็นจำนวนเงินตายตัว พนักงานจะต้องถือเป็นเงินได้นำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีบุคคลด้วย ในความเป็นจริง จึงมีบริษัทที่ใช้วิธีให้เบิกตามบิล แต่ให้ไม่เกิน 5,000 บาท กลายเป็นลูกผสม ซึ่งถ้าถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อาจถูกตีความว่า บริษัทให้เป็นจำนวนเงินแน่นอน พนักงานต้องนำมาเสียภาษีอยู่ดี เรื่องนี้ในทางปฏิบัติจึงมีปัญหาพอสมควร

ค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ค่าใช้จ่ายที่โดยลักษณะแล้วโน้มเอียงไปในทางที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว กรมสรรพากรจะถือเป็น “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” แม้จะบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมาปรับปรุงทางภาษี

ค่าใช้จ่ายที่บริษัทไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีมีหลายตัว ไม่สามารถบรรยายได้หมดในบทความนี้ หากสนใจ สามารถหาอ่านในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เงื่อนไขในกฎหมายจะพูดถึงค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะก้ำกึ่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ครบเกือบทุกกรณี หากมีโอกาสจะนำมากล่าวถึงเพิ่มเติมให้ทราบ ถ้ามีผู้อ่านสนใจ (เขียนมาบอกว่าสนใจด้วยนะครับ)

คราดหอยตลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ของใช้ชาวบ้าน

สัจภูมิ ละออ

คราดหอยตลับ

หอยตลับ มีชุกชุมในอ่าว ก. ไก่ ชาวอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม และอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ไม่น้อยยึดอาชีพหาหอยตลับขาย

หอยตลับ เรียกชื่อต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น หอยหวาน หอยตลับลาย หอยตลับขาว ลักษณะของหอยตลับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รูปเหมือนตลับ เปลือกสีลาย พื้นสีขาว หน้าตาสวยงามไม่น้อย นำไปประกอบอาหารก็อร่อยไม่เบา

แต่ก่อนจะได้กินหอยตลับต้องเลี้ยง หรือไม่ก็ออกหาตามโคลนเลนริมทะเลก่อน

ริมทะเลที่มีหอยตลับ เช่น ริมทะเลในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตราด ชลบุรี ชุมพร เพชรบุรี ระยอง สมุทรสงคราม และจันทบุรี เป็นต้น

อาชีพหาหอยตลับต้องมีเครื่องมือ เรียกว่า คราดหอยตลับ รูปทรงคล้ายคราดของชาวบ้าน แต่รายละเอียดต่างกัน ด้ามมีทั้งสั้นและยาว ตัวคราดไม่ได้เป็นเงี่ยงเหมือนคราดทั่วไป แต่มีแผ่นโลหะคล้ายๆ ใบมีด สำหรับใช้ครูดแทน

เครื่องมือของใช้ใดๆ ก็ตาม ย่อมตอบสนองต่องาน การคิดค้นเครื่องมือมาใช้ ล้วนมีความประสงค์เพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น อย่างมนุษย์เราเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คิดทำล้อเลื่อนได้

แรกๆ คนที่คิดทำล้อเลื่อนได้นั้น ท่านคงไม่ได้นึกหรอกว่า จะต้องมาเป็นรถหรู ราคาแพง และคงยังคิดไม่ออกว่า ล้อเลื่อนที่ทำด้วยไม้ เพื่อใช้บรรทุกพืชผลการเกษตรหรือบรรทุกของเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น จะกลายมาเป็นนวัตกรรมยิ่งใหญ่ สามารถเชื่อมโลกให้เข้าหากันได้อย่างทุกวันนี้

เครื่องมือคราดหอยตลับ ทำมาจากเหล็กหรือไม่ก็อะลูมิเนียม ด้านหน้ามีเหล็กยื่นออกมา ลักษณะคล้ายไม้บรรทัด ไว้สำหรับครูดโคลนเลน ตัวครูดจะยื่นออกมาจากตัวคราด ประมาณ 4 นิ้ว ส่วนด้านหลังที่ตัวคราดยื่นออกมา มีความกว้างเท่ากัน และมีด้ามเชื่อมต่อสำหรับจับถือ ด้ามนี้มีสองขนาดคือ ขนาดยาวสำหรับเดินครูดหา และขนาดสั้นสำหรับนั่งยองๆ ครูดหา

การใช้งาน เราชาวบ้านเดินลงไปบริเวณโคลนเลนที่มีหอยตลับอยู่ เมื่อถึงถิ่นฐานแล้ว เราก็ใช้คราดครูดไปตามโคลนเลน ลักษณะการครูด เราดึงคราดเข้ามาหาตัว ทำไปเรื่อยๆ ไม่นานหอยตลับที่แฝงตัวอยู่ในโคลนเลนก็จะโผล่ออกมา คราวนี้เราก็จับตามอัธยาศัย

ชาวบ้านจับหอยตลับกันตอนไหน คำตอบคือ เมื่อน้ำทะเลลง ไม่ใช่ “น้ำลง น้ำลงเมื่อเดือนยี่ น้ำแห้งปีนี้…” อย่างเนื้อเพลงลูกทุ่ง แต่เป็นน้ำทะเลลงตามธรรมชาติในแต่ละวัน เมื่อน้ำทะเลขึ้นมา ประดากุ้ง หอย ปู ปลา ก็จะออกมาหากินตามริมฝั่ง เมื่อน้ำลดระดับลง บรรดาปลาเล็กปลาน้อยก็ว่ายลงทะเลตามน้ำไป แต่หอยไม่ได้ตามปลาลงไปด้วย คุณหอยเธอคุดอยู่ในโคลนเลน เพื่อรอให้น้ำทะเลขึ้นมาใหม่ จะได้ออกหากิน

แต่อนิจจา กว่าน้ำทะเลจะขึ้นมา เราชาวบ้านก็พากันคว้า คราดหอยตลับ ออกไปเดินตามโคลนเลน แล้วครูดหาเอามาประกอบอาหารกันอร่อยปาก ส่วนมืออาชีพก็หาเอาไปขาย

หอยตลับจะอยู่ในโคลนเลน มันอยู่นิ่งๆ ไม่ได้รอให้เราจับ แต่มันอยู่และหากินตามประสาของมัน

ชาวอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และบางอำเภอในจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากหาหอยตลับขายแล้ว บางครอบครัวยังยึดอาชีพเลี้ยงหอยตลับด้วย การเลี้ยงหอยตลับของชาวบ้าน ดูเหมือนไม่ต้องลงทุนมาก แต่เอาเข้าจริงก็ไม่น้อยเหมือนกัน

การลงหอยแต่ละครั้ง ไหนจะค่าพันธุ์ ค่าอาหาร ค่าเสียเวลาไปดูแล และอื่นๆ ตามมาอีกไม่น้อย บางคราวโชคไม่ดีหอยเป็นโรคขึ้นมา ทุนที่ลงไปก็อันตรธาน

การเลี้ยงหอยตลับ ต้องหาพันธุ์ตัวเล็กๆ มาก่อน จากนั้นหาที่เลี้ยง ก็ไม่ต้องอื่นไกล ทะเลไทยของเรานั่นเอง หย่อมย่านที่เพาะเลี้ยงได้สังเกตง่ายๆ ก็คือ แหล่งที่มีหอยตลับอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เพราะสภาพน้ำ ดิน ฟ้า อากาศเหมาะสม

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จังหวัดที่เลี้ยงหอยตลับเป็นจังหวัดในชายทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอ่าวไทย หรือบริเวณที่นักวิชาการไทยเรียกว่า อ่าว ก. ไก่ นั่นเอง

กว่าจะได้กินหอยหวาน ถ้าเราไม่เลี้ยงหอยเอง ก็ต้องใช้คราดหอยหามาปรุงอาหาร ชีวิตคนเราถ้าไม่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ทำหรือจะมีกิน

ต้นสำมะงา ขจัดผด ผื่น คัน ร่วมกันสัมมนา…เรื่องสำมะงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05117151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

แปลกที่ชื่อ แต่ฉันคือต้นไม้

“เมย์วิสาข์”

ต้นสำมะงา ขจัดผด ผื่น คัน ร่วมกันสัมมนา…เรื่องสำมะงา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Clerodendrum inerme (L.) Gaertn.

ชื่อวงศ์ Labiatae (Lamiaceae)

ชื่ออื่นๆ สำปันงา (สตูล) สัมเนรา (ระนอง) เขี้ยวงู (ประจวบคีรีขันธ์) สักขรีย่าน (ชุมพร) สำมะลีงา (ภาคกลาง) สำลีงา สามพันหวา (ฉะเชิงเทรา) คนจีนเรียก เช่าอึ้งเต็ง

หนูถูกเรียกหลายชื่อจนสับสนไปหมด แต่ก็มีความสุขทุกครั้งถ้าใครเรียกหนูว่า สำปันงา หรือ สำลีงา เพราะฟังดูเป็นสาวทอมๆ แก่นๆ ดี เหมือนเนื้อไม้เถาเลื้อยได้แต่แข็งแกร่ง แม้ว่าหนูเป็นพืชพื้นบ้าน แต่ก็พบหนูได้ยาก จนใครๆ เขาพูดว่าหนูเป็นพืชสมุนไพรหายาก ซ้ำยังเป็นไม้กึ่งรอเลื้อย มีญาติหนูที่อายุมาก เขาเลื้อยขึ้นนั่งร้าน แล้วยังพาดไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ตั้งหลายเมตร แต่ถ้าอยู่ตามป่าละเมาะริมทะเลจะพบหนูเป็นลักษณะไม้พุ่ม สูงได้ 2-3 เมตร

หนูมีใบเดี่ยวสีเขียวสด รูปไข่ หรือรูปหอก โคนใบมน เรียงตรงข้าม และแผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่มๆ แต่ก้านใบออกแดง หรืออมม่วง เคยมีหนุ่มๆ มาขยี้ใบหนูแล้วดมดู บอกว่าเหม็นเขียว จึงพากันรังเกียจกลิ่นใบตัวหนู สิ่งที่หนูคิดอยากจะอวดมากๆ คือดอก เพราะมั่นใจว่าสวย ตรงที่มีดอกเป็นช่อตามซอกใบ บานแล้วเห็นกลีบดอก 5 กลีบ สีขาวได้รูป ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป และตรงกลางดอกที่มีเกสรสีม่วงยื่นออกมาเกือบ 2 นิ้ว ม้วนยอดเกสรสวยงามเป็นจุดเด่นสุดๆ พลิ้วไกวตามลมเพราะก้านเกสรอ่อนๆ เล็กกว่าไม้จิ้มฟันซะอีก หนูออกลูกเป็นผลเดี่ยวตามเถา สีเขียวสด เล็กกว่าปลายนิ้วชี้ มีเปลือกหุ้มเป็น 4 พู มีเมล็ดข้างในแก่แล้วพูก็แตกปริ

สรรพคุณของหนูไม่อยากจะคุยให้หนุ่มๆ สะเทือนใจ เพราะทั้งราก ทั้งใบ เป็นยาขม เหมือนเพลง “รักเหมือนยาขม” โดยเฉพาะชายหนุ่มที่มักมีกลาก เกลื้อน ผด ผื่น คัน ตามร่างกาย ถ้าเอาใบสดขยี้ทาก็หาย แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นแล้วก็ตำใบสดผสมเหล้าลบกลิ่น ถู ทาแก้คัน แก้ฝี น้ำเหลือง ทนแสบเอาหน่อย หรือเอาต้มน้ำอาบก็ได้ รักษาได้ทั่วตัว หรือชอบแบบตากแห้ง ทำเป็นผงบดโรยแผลก็ดี แต่อย่าเคี้ยวใบของหนูนะ มีพิษมากกว่ารากเสียอีก ห้ามรับประทานน่ะ ขอบอก

สำหรับรากมีรสเย็น ขม แต่ต้มน้ำดื่มแก้หวัดได้ แก้ตับ ม้ามโตอักเสบ บางคนกินแก้ไข้ หรือต้มเคี่ยวน้ำมันพืชเป็นยาถูนวด แก้ปวดข้อกล้ามเนื้อ

หนูไม่เรื่องมาก อยู่ที่ชื้นแฉะได้แถมยังสู้แดดได้ดี อยากให้หนูอยู่ที่บ้านด้วยก็เพาะเมล็ดหรือตัดกิ่งปักชำ เพียงเดือนเดียวก็ใช้ให้หนู ถู ทา นวด ดูดหนอง ฝี ขยี้กลาก เกลื้อน หนูยินดีทำ ขออย่ารังเกียจว่าหนูเหม็นเขียวอย่างเดียวก็พอค่ะ!

ผักดอง ดองผัก ของดีที่ต้องบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633


ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต

ผักดอง ดองผัก ของดีที่ต้องบอก

ผักดองรสเค็มๆ เปรี้ยวๆ และเก็บไว้กินได้นานๆ ดูจะเป็นวัฒนธรรมการถนอมอาหารอย่างหนึ่งของคนทั่วโลก เพราะของดองนี่นับได้ว่ามีทุกชาติ ทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน แขก ฝรั่ง สำหรับคนไทยนับว่าเป็นชาติหนึ่งที่มีความหลากหลายมากที่สุดในการดองผัก โดยเฉพาะผักดองพื้นๆ ก็จะมีผักเสี้ยนดองที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีผักดอง เป็นสุดยอดผักดองของไทย ที่ใครๆ ก็มักจะพูดกันเสมอๆ ว่า อร่อยอย่าบอกใครเชียว (ในผักดองพื้นบ้านของไทยเรานั้น อุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ สายพันธุ์แบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะผักเสี้ยนดอง และต้นหอมดอง มีความหลากหลายมากที่สุด) ส่วนผักกาดดองทั้งอย่างดองเค็ม ดองเปรี้ยว แบบแห้ง จะมีมาจากเมืองจีนบ้าง สำรับฝรั่งเขาก็จะมีการดองแตงกวาเพื่อไว้กินคู่กับแซนด์วิชบ้าง!

ที่ทุกชาติทั่วโลกมีการดองผักหรือผักดอง นั้นนับว่าเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเมื่อมีผักมากจนเหลือกิน จึงต้องหาวิธีการถนอมอาหาร ซึ่งมีอยู่ไม่กี่วิธีที่จะหยุดยั้งเชื้อโรคไม่ให้เจริญเติบได้ เช่น การทำมีความเปรี้ยว ความเค็ม และความหวาน รวมทั้งการตากแดดด้วย

ตัวผักดองเมื่อผ่านการถนอมอาหารแล้วคุณค่าจะลดลง โดยเฉพาะวิตามินซี เอ จะเหลือแต่ ไฟเบอร์ ถ้าเป็นผักดองเปรี้ยวเราจะได้กรดมาช่วยย่อย ระบายท้องอ่อนๆ และเรียกน้ำลาย น้ำย่อยดี ตามโต๊ะจีนบางที่จะเสิร์ฟผักดองให้เคี้ยวเล่นยั่วน้ำลายไปพลางๆ ก่อนอาหารหลัก

ผักดองเค็ม เราจะได้เกลือมากเกินไป เวลานำมาทำอาหารควรแช่ ล้าง และบีบคั้นน้ำเอาเกลือออกซะก่อน แล้วค่อยนำไปประกอบอาหาร

คนโดยทั่วไปมักจะนิยมกินผักสดมากกว่า “ผักดอง” เพราะคิดว่ามีวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารมากกว่า แต่ตามจริงแล้ว ผักดอง นั้นก็มีคุณค่าและประโยชน์เช่นเดียวกับสลัดและโยเกิร์ตนั่นเอง

ผักดองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดูแลสุขภาพท้องไส้ เพราะว่าของหมักดองเหล่านี้เป็นอาหารอย่างดีของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ แบคทีเรียที่ว่านั้นถือว่าเป็นชนิดดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เรียกกันว่า โปรไบโอติกส์ มีหน้าที่ผลิตกรดอินทรีย์ช่วยในการขับถ่าย ทำให้กระดูกและเม็ดเลือดแข็งแรง ปรับสมดุลให้กับแบคทีเรียในร่างกาย ช่วยให้การเผาผลาญปกติ ช่วยกำจัดสารก่อมะเร็ง ลดการอักเสบ ท้องเสีย เรียกได้ว่าดีต่อระบบกระเพาะอาหาร หัวใจ ความดันโลหิต ว่างั้น

กระบวนการหมักดองนั้นเกิดจากแบคทีเรียซึ่งมีอยู่เป็นปกติตามเปลือกของผักกับน้ำตาลในตัวผัก อาหารหมักดองมีพลังเร้นลับช่วยการทำงานของลำไส้ใหญ่ ทำให้ดูดซึมอาหารและแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับลำไส้ได้เป็นอย่างดี

การดองผัก

ผักดองทำได้ง่ายๆ โดยโรยเกลือลงบนผักให้ทั่ว พักไว้สักครู่ ไม่ต้องนำไปต้มหรือปรุงด้วยความร้อนอีก วิตามินของผักจึงไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน ยิ่งไปกว่านั้น การหมักดองจะช่วยรักษาและเพิ่มวิตามิน เช่น วิตามินบี 1 ในหัวไชเท้าดองจะเพิ่มขึ้น 12 เท่า จากหัวไชเท้าสด และให้ใยอาหารมากกว่าผักสดถึง 4 เท่า (ในน้ำหนักที่เท่ากัน) เพราะเกลือทะเลทำให้ผักยุบตัวลง เราจึงกินได้มากขึ้น และได้ใยอาหารมากขึ้นด้วย

คนที่กลัวว่ากินผักดองแล้วปริมาณเกลือจะมากเกินไป ควรกินผักดองสดมากกว่าผักดองแห้งที่เก็บไว้นาน เวลานำมาทำอาหารต้องล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่เป็นส่วนผสมในอาหารจานต่างๆ เพื่อช่วยชูรส และทำให้รสชาติน่ากินขึ้นอีก

แต่ละชาติมักมีผักดองแตกต่างกันไป เช่น เกาหลี ได้ชื่อว่าเป็นนักดองผัก มี “กิมจิ” ผักดองใส่พริกรสเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว ผักที่นิยมดอง เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า ซึ่งถือว่า คนเกาหลี มีกิมจิผักเป็นร้อยชนิด แม้แต่พริกก็นำมาดองได้เช่นกัน

ชาวตะวันตก อย่างเช่น รัสเซีย ไม่มีผักดองโดดเด่น อาจเป็นเพราะหนาวจนแทบไม่มีผักจะนำมาดองก็ได้ ผักดองของชาวตะวันตกส่วนมากมักเป็นกะหล่ำปลีคล้ายๆ กับของเยอรมัน ที่เรียกว่า เซาเออเคร้าท์ กินกับขาหมูเยอรมันทอด ส่วนมากคนฝรั่งนิยมดองผักในน้ำส้มสายชูใส่น้ำตาล สำหรับชาวอินเดียก็มีผักหรือผลไม้ดอง เรียกว่า ชัทนีย์ ใส่เครื่องเทศด้วย และนิยมนำมาดอง รสหวานเปรี้ยว กินแก้เลี่ยนคู่กับอาหารประเภทเนื้อ

สำหรับคนไทยก็มีผักดองซึ่งดองกับน้ำซาวข้าว เช่น ผักเสี้ยน ผักหนาม ต้นหอม เป็นผักพื้นบ้านดองด้วยน้ำซาวข้าว ซึ่งคนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จักกันเลย แต่ผักดองที่รู้จักและนิยมกินกลับเป็นผักดองของจีน (ว่ากันว่ายอดฝีมือผักการดองต้องยกให้คนจีน มีรสเปรี้ยว เค็ม กลิ่นหอมเฉพาะ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีเคล็ดลับที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น ไม่บอกกันง่ายๆ) ซึ่งพอแบ่งแยกตามที่ขายในตลาดได้ดังนี้

1. ผักดองแห้ง ผักดองประเภทนี้เป็นผักดองที่แห้งสนิท หรือมีบางชนิดไม่แห้งมาก แต่มีเกลือเป็นเม็ดเกาะอยู่ ซึ่งเป็นผักดองของคนจีนแคะและคนกวางตุ้ง เรียกได้ว่าเป็นอาหารเฉพาะกลุ่มจริงๆ เพราะคนจีนทั่วไปก็อาจจะไม่รู้จัก ด้วยความที่ดองจนมีรสเค็ม เปรี้ยว มีกลิ่นเฉพาะ จึงนิยมนำมาต้มเป็นแกงจืดกับกระดูกหมู หรือหั่นต้มกับหมูสามชั้น น้ำขุลกขลิก รสเค็ม กินกับข้าวต้มหรือข้าวสวยก็ได้ ผักในกลุ่มนี้ที่นิยมและรู้จักกันทั่วไป เช่น

“หั่มช้อยกอน” ดองจากผักโขมจีน หรือชุงฉ่าย เป็นอาหารของคนจีนแคะ หลักการดองโดยทั่วไปคือ ขยำกับเกลือทิ้งไว้ให้น้ำเกลือดูดน้ำออกจากผักจนหมดแล้วนำไปแดดจนแห้งสนิท นิยมต้มกับหมูสามชั้น ก่อนทำต้องแช่น้ำและล้างให้สะอาดก่อน และต้องต้มให้นานจึงจะออกรส

“หมุ่ยซอย” ดองจากผักกวางตุ้งไต้หวันต้นสั้น ผักชนิดนี้จะดองเค็มจนมีเกลือเกาะ มีชนิดเค็มซึ่งไม่แห้งมาก และดูยังเปียกกว่าชนิดหวาน ก่อนทำอาหารต้องล้างเกลือออกให้สะอาดแล้วจึงผัดกับหมู เนื้อหมูที่อร่อยควรเป็นหมูสามชั้น เพราะมีมันมาก จะทำให้ผักไม่กระด้าง

ผักแห้งในกลุ่มนี้เท่าที่สอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ ส่วนใหญ่ทำจากผักที่เราเรียกกันว่า ผักกวางตุ้ง ซึ่งมีทั้งต้นยาว ต้นสั้น และพันธุ์ที่ปลูกในประเทศกับปลูกที่ประเทศจีน ขนาดใบและต้นไม่เหมือนกัน จึงทำให้ผักดองเหล่านี้แตกต่างกัน วิธีเลือกซื้อ พยายามดูใบไม่ขาดวิ่น ลำต้นอยู่ครบและแห้งสนิทดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จักและลองรับประทาน แนะนำว่าควรสอบถามจากผู้รู้ให้แน่ชัด และเมื่อไปซื้อให้ถามซ้ำจากคนขายอีกครั้งหนึ่ง ร้านที่ขายผักเหล่านี้มากที่สุด จะเป็นร้านหยั่นหว่อหยุ่น ร้านขายของชำของคนกวางตุ้ง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามโรบินสันบางรัก หน้าร้านขายน้ำขมและน้ำเก๊กฮวย มีกระบะไม้ใส่ผักเหล่านี้ค่อนข้างละลานตา และใส่ถุงพลาสติกให้เลือกซื้อหลายชนิด

ผักดองประเภทอื่นๆ ที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ ผักดองเค็ม (เกี้ยมไฉ่) ผักดองเปรี้ยว (ซึงฉ่าย) เป็นผักดองของคนแต้จิ๋วซึ่งเป็นคนจีนกลุ่มใหญ่มากในกรุงเทพฯ

2. ผักดองเค็มหรือเกี้ยมไฉ่ (ใจผัก) ผักดองสีเหลือง เนื้อหนา ไม่มีใบ ดองจากผักโสภณ (ผักกาดเขียวปลี) คล้ายผักกาดขาว แต่ก้านผักหนากว่า เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมาก คงเพราะรสเค็มๆ กำลังอร่อยพอดี เคี้ยวกรอบ นิยมนำมาดอง แล้วบรรจุกระป๋อง นำมายำกินกับข้าวต้ม เป็นเมนูที่มักจะขาดไม่ได้ในร้านข้าวต้มยามดึก เมนูยอดนิยมอีกเมนู คือ แกงจืดกับกระเพาะหมู ซึ่งบ้านคนจีนจะจักกันอย่างดี ผัดกับเนื้อหมูหรือกระเพาะหมู ต้มกับปลาจะละเม็ด เป็นต้น มีขายทั้งในตลาดสด และชนิดกระป๋องในซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะตลาดคนจีนแถวๆ สามย่าน เยาวราช และบางรัก

วิธีเลือกซื้อ ไม่ควรเลือกซื้อชนิดที่เหลืองจนเกินไป เพราะอาจใส่และสารช่วยให้กรอบ นอกจากทำให้รสชาติผิดเพี้ยนไปแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

3. ผักดองเปรี้ยวหรือซึงฉ่าย เป็นผักดองชนิดมีใบ สีเขียวเข้ม รสเปรี้ยวๆ เค็มๆ และกลายเป็นของนิยมที่คนไทยนำมาห่อเป็นข้าวตัง เมี่ยงลาว คนจีนนำมาต้มเครื่องในหมู หรือ ตือฮวน ต้มกับหัวปลา ต้มกับมะระใส่กระดูกหมู หั่นฝอยๆ ผัดกับหมูใส่ไข่ เป็นต้น ส่วนรสชาติจะออกเปรี้ยวๆ มากกว่าเกี้ยมไฉ่ เมื่อนำมาทำอาหารไม่ต้องล้างน้ำหลายๆ ครั้งหรือแช่น้ำเพราะกลิ่นและรสชาติอาจจะหายไปทำให้ไม่อร่อย โดยส่วนมากมักจะขายคู่กับเกี้ยมไฉ่ วิธีเลือกซื้อ ควรเลือกชนิดที่สีไม่เขียวเข้มจัดหรือซีดจนเกินไป

4. ผักดองเสฉวน ผักชนิดนี้เป็นผักหัวดองอยู่ในพริกตามสไตล์อาหารเสฉวน รสเค็ม เผ็ด เนื้อผักเหนียว มีรสชาติเฉพาะ คนไทยเราดองเองไม่ได้ ต้องส่งมาจากจีนเท่านั้น ผักชนิดนี้สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องชูรสอย่างดี ไม่ต้องใส่มาก เช่น ซอยผักชนิดนี้เล็กๆ ผัดรวมกับผักอื่นๆ จะช่วยให้รสชาติเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น เช่น ต้มจืดใส่กระดูกหมู ซอยใส่ก๋วยเตี๋ยวผัด เมนูยอดนิยมที่แม่ค้าชอบทำขาย คือ ผัดกับเห็ดหอมแห้งใส่พริกและขึ้นฉ่าย เหยาะน้ำมันงาลงไปหน่อย ก่อนจะนำมาประกอบอาหารต้องล้างให้สะอาด ผักดองชนิดนี้ซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายของชำในตลาดคนจีน แถวๆ สามย่าน และตลาดเยาวราช ส่วนทางใต้จะเห็นมีขายในตลาดกินหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพบในซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งที่ใส่ถุงพลาสติกสุญญากาศไว้เป็นอย่างดี

ความเค็ม และความเปรี้ยวของผักดองสามารถนำไปประกอบอาหารเฉพาะผักดองล้วนๆ ไม่ได้มากนัก แต่กับเป็นเครื่องชูรสอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย หรือกินคู่กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ช่วยแก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี ผักดองมีกลิ่น และรสที่เฉพาะตัว ว่าไปแล้วน่าจะเป็นอาหารที่ต้องอาศัยการคุ้นชินหรือกินกันมาก่อนในครอบครัวเท่านั้นไหม และคงไม่ใช่อาหารที่นิยมกันง่ายๆ ทั่วไปนัก นอกจากคนชอบทดลองหรือคนที่อยากกินเท่านั้น จะช่วยสร้างรสชาติแปลกใหม่ให้อาหารได้อย่างไม่จำเจได้เป็นอย่างดี

ยังไงขอให้พิจารณาถึงความปลอดภัยของการกิน ผักดอง ไว้บ้างก็ดี ก่อนเลือกซื้อควรสังเกตและเลือกซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้ และสำคัญที่สุด ไม่ควรกินบ่อยๆ เป็นประจำ อาจกินได้บ้างเป็นครั้งคราว และกินในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้น อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของท่านได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

เทศกาลเดือนสิบ ทำขนมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไปให้ตายาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เทศกาลเดือนสิบ ทำขนมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไปให้ตายาย

ขนมเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ตายาย ในความหมายตายายคือความยิ่งใหญ่ เป็นบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ขนมเสื้อผ้าถักทอด้วยแป้งเป็นเส้นเป็นสายให้เหลืองอร่ามเหมือนผ้าไหม เรียกว่า ขนมลา

ขนมสำหรับตายายมีหลายอย่าง ไม่ใช่แต่ขนมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น มีขนมแทนเงิน ขนมเครื่องประดับ ขนมการละเล่น ขนมเรือ ขนมไม้ถ่อหรือไม้พาย ทั้งหมดเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรือสำหรับเดินทาง เงินใช้จ่าย เครื่องประดับ และการละเล่น สังเกตว่าไม่มียารักษาโรคเข้าใจว่าบรรพบุรุษของเราเมื่อก่อนไม่ต้องใช้ยา พวกเขาอาจจะแข็งแรงหรือยาเป็นสิ่งที่หาได้ตามป่า ทุกคนปรุงยากินเองได้ โดยใช้สมุนไพรรักษาโรค แต่ต่อไปบรรพบุรุษยุคใหม่ลูกหลานอาจจะต้องมีขนมที่เป็นยาไปให้ด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใด สำหรับฉันคิดว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งแทนความรู้สึก ที่เป็นความรัก ที่ความตายไม่อาจพรากความผูกพันไปได้ ผู้คนจึงมีพิธีกรรมที่เชื่อว่าส่งผ่านไปได้

ขนมลาทำคนเดียวไม่ได้ต้องใช้ผู้ช่วยทำอย่างน้อยสองคน มีขั้นตอนการที่ละเอียดอ่อน ความพิถีพิถันสูงเรียกว่าเป็นงานที่ใช้ความเป็นศิลปะเลยแหละ

ขนมปัจจัยของตายายทำในช่วงเทศกาลเดือนสิบทุกปี ในปีนี้วันขึ้นสิบห้าค่ำ ปีนี้ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา บ้านพี่สาวคนโตทำขนมพอง สำหรับเป็นเรือ ขนมกรุ๊ป และขนมดีซำ กลมๆ เป็นรูปสำหรับแทนเงิน ขนมไข่ปลายาวๆ รีๆ สำหรับเป็นเครื่องประดับเหมือนตุ้มหู แต่ไม่ได้ทำขนมลา ปีนี้เธอสูงวัยแล้ว และไม่มีผู้ช่วย ดังนั้น ขนมลานั้นจะซื้อเอา

เพื่อนรุ่นพี่บอกว่า ที่หมู่บ้านทาบทอง ในอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเชียรใหญ่มีหมู่บ้านที่ทำขนมลาขายในช่วงเทศกาลเดือนสิบกันเกือบทุกหมู่บ้าน แต่มีการทำแบบโบราณอยู่ไม่มากนัก นั่นคือการหมักข้าวสารด้วยใบคุระ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน หมักด้วยใบคุระสองคืนจะได้ข้าวหมักอย่างดี เรียกว่าขึ้นกำลังดี คล้ายๆ กับการทำยีสต์ใส่แป้งหมัก แต่นี้หมักกับข้าวสารก่อนเอาไปโม่ และยังใช้แบบใส่ผ้าห้อยเอาไว้ให้สะเด็ดน้ำ

การทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือขนมลาแบบโบราณนั้นต้องพิถีพิถัน คุณเกษม คนทำแป้งบอกว่า เขาเริ่มจากเลือกข้าวสาร โดยใช้ข้าวเจ้าผสมข้าวเหนียว ข้าวสารสิบส่วน ข้าวเหนียวหนึ่งส่วน ล้างและหมักด้วยใบคุระสองคืนและก็เอาใบคุระออก ล้างให้สะอาดอีกครั้งและเอาไปโม่ กรอง แล้วเอาไปทำลูกแป้ง การเอาไปทำลูกคือเอาแป้งใส่ผ้าผูกห้อยให้สะเด็ดน้ำเหลือแต่แป้งแข็งๆ เมื่อได้แป้งแล้วเอามาผสมกับน้ำผึ้งจาก โดยไม่ใช้น้ำเลย ผสมให้เหนียวข้นแบบหนืดกำลังดี ไม่ข้นเกินหรือเหลวเกินไป

เครื่องมืออีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือ กระป๋องเจาะรูถี่ๆ แบบละเอียดยิบ เพื่อเอาแป้งใส่ลงไปสำหรับโรยลงไปในกระทะโรยแป้งเหมือนถักทอผ้า โรยบางๆ อย่างละเอียดลงในกระทะที่ทาน้ำมัน คนหนึ่งโรยอย่างเดียว อีกคนคอยเขี่ยขึ้นมาเป็นแผ่นๆ ใช้ไม้ยาวๆ จะได้ขนมผืนผ้าหนึ่งผืน กว่าจะได้หนึ่งกิโลก็เป็นร้อยผืนทีเดียว

บ้านนี้ทำเป็นงานของครอบครัว คุณเกษม ชูทอง สามีเป็นคนทำแป้ง ส่วน คุณวาสนา ภรรยาเป็นคนโรยแป้ง ลงในกระทะ ลูกสาวก็คอยดูไฟ

“ต้องทาไข่สลับด้วย กันติดกระทะ”

“มีวิธีการเยอะ เส้นสวยไม่สวยอยู่ที่รูที่เจาะก้นกระป๋องใช่ไหม”

“แป้งด้วย แป้งต้องพอดี น้ำผึ้งจากกับแป้งเท่ากัน ไม่เติมน้ำเลย” น้ำผึ้งจากก็คือ น้ำหวานจากต้นจากนั่นเอง

คุณวาสนา บอกว่า เธอทำตั้งแต่เด็ก ช่วยแม่ทำมาเรื่อยๆ จนอายุ 14 ปี ก็เริ่มทำเองได้ เมื่อถามลูกสาวของแกว่าทำเป็นไหม เธอบอกว่ายังไม่เคยทำ ช่วยอย่างอื่นแต่ยังไม่เคยโรยแป้ง ตอนนี้เธอช่วยดูไฟ

คุณเกษม บอกว่า ต้องสะอาด บ้านเขาไม่เลี้ยงแมว หมา และไก่ เพราะทำขนมลา ทุกพื้นที่ของบ้านต้องใช้ทำขนมหมด เครื่องโม่แป้งอยู่บนบ้านส่วนหน้า ลูกแป้งที่ห้อยอยู่บนคานที่บ้านเล็ก ขนมลาที่ทำแล้วเอาวางบนห้องโถง และรอจัดใส่ถุงให้ลูกค้า ดูจากสมุดสั่งจองยาวเหยียด

“ปีนี้ทำเท่าไร”

“ทำสิบสองกระสอบข้าวสาร ยังไม่พอคนสั่ง” คุณวาสนาบอก นับว่าน่าทำมาก ปีละครั้งทำขนมลาครั้งหนึ่ง ส่วนช่วงอื่นก็ปลูกพริก ปลูกผักไป

วันนี้พวกเราได้กินแต่หน้าเตาเท่านั้น ไม่ได้เอากลับมาเพราะมีเจ้าของจองหมดแล้ว เป็นขนมลาที่อร่อยจริงๆ นุ่มและหอมแป้งหมัก ปีหน้าต้องสั่งจองแต่เนิ่นๆ หรือไม่ก็ฝึกทำไปเลย ฉันลองฝึกโรยดูเส้นยังไม่สวยพอ ต้องฝึกอีกสักร้อยครั้ง ขนมลาของบ้านคุณวาสนาราคากิโลละ 160 บาท

เดี๋ยวนี้ขนมลาแป้งหมักแบบโบราณทำกันน้อย ส่วนใหญ่จะทำแป้งซื้อเป็นถุงๆ เอามาละลายน้ำตาล ซึ่งจะไม่นิ่มเท่าแป้งหมักและไม่มีกลิ่นรสชาติแบบเดิมๆ ซึ่งจะนุ่มหวานและออกเปรี้ยวปลายลิ้นนิดๆ จากแป้งหมักและน้ำผึ้งจาก

เมื่อได้ขนมสัญลักษณ์แล้วเราก็เอามาจัดวาง เรียกว่าการหมหรับหรือการจัดหรับ เอาขนมต่างๆ วางลงและเอาขนมลาคลุม ส่วนใหญ่จะเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลมหรือจะจัดเป็นรูปอะไรก็ได้ พร้อมกับพิธีบังสุกุลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้มารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลไป มีความเชื่อว่าพวกเขาจะมารับส่วนบุญส่วนกุศลไป ถ้าใครไม่ทำบุญบรรพบุรุษจะคอย

ทำบุญแล้วก็กินกัน นั่งกินข้าวกันที่ลานวัดร่วมกับพี่ๆ น้องๆ ญาติสนิท สมัยเมื่อฉันยังเยาว์ขนมเดือนสิบมีค่ามีความหมายมาก จะทำเยอะๆ เก็บใส่ปี๊บเอาไว้กินได้หลายเดือน โดยเฉพาะขนมพองกับขนมลา

ขนมพองนี้ต้องเก็บให้ดีให้กรอบนาน เป็นอาหารของเด็กๆ เลย เพราะเมื่อก่อนไม่มีขนมขบเคี้ยวขายเหมือนเดี๋ยวนี้ และหลังจากผ่านเดือนสิบก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ทางใต้ฝนจะตกชุกมาก ถึงฤดูน้ำหลากเดือนสิบสองการสัญจรไม่สะดวกต้องเตรียมอาหารเอาไว้กิน ขนมเดือนสิบก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งสำหรับไว้กินช่วงเดือนสิบสอง ซึ่งมาถึงวันนี้ทุกอย่างสะดวกสบายขึ้น มีร้านสะดวกซื้อตามหัวมุมถนน มีอาหารกินเล่นมากมาย เด็กๆ ไม่ได้สนใจขนมเดือนสิบ กินกันพอเป็นพิธีความเชื่อ ทำบุญเสร็จก็จบกันไป มีขนมลานั่นแหละที่ได้รับความนิยมอยู่บ้าง มีการทำเป็นขนมลาอับน้ำตาล ขนมลากรอบ ลาม้วน กินกันต่อ และเป็นของฝากได้ด้วย

ใครสนใจลองพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นของฝากได้นะคะ ลองฝึกโรยดู ทำแบบโบราณตามสูตรของคุณวาสนาเลยค่ะ

ประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

ประวัติศาสตร์

มีคนกล่าวว่า “รู้ประวัติศาสตร์ เพื่อรู้อดีต เพื่อเข้าใจอนาคต” เป็นประโยคที่ติดหูมานาน แต่ไม่รู้ว่าประโยคนี้มาจากปากของใคร และใครเป็นคนบอกต่อ

เมื่อได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ หลายๆ เล่ม ก็เห็นคล้อยไปกับประโยคนี้

หลายเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันหมุนย้อนกลับมาซ้ำๆ อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ต่างกัน ที่เวลา และผู้คน

จึงมีประโยคว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

นักประวัติศาสตร์ทุกท่าน ต่างสืบค้นอดีต เพื่อหาคำตอบที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากอดีตให้ได้ถูกต้องมากที่สุด จากหลักฐานที่ปรากฏ

แต่ในความเป็นจริง ไม่มีนักประวัติศาสตร์ท่านไหน สามารถบอกได้ว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องที่สุดคืออะไร

นักประวัติศาสตร์แต่ละท่าน ต่างท่านต่างมีกระบวนการการศึกษา และการใช้เหตุผลในการสืบค้นความจริง ความถูกต้องของหลักฐาน

ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่ตำนาน หรือเรื่องบอกเล่าต่อๆ กันมา ที่เลื่อนลอยแต่ประวัติศาสตร์ต้องมีหลักฐานอ้างอิง

ยังมีอยู่อีกประโยคหนึ่งว่า “ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์” ตามที่ได้อ่าน และเรียนรู้

คนเขียนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป

“ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์” ประโยคนี้ คนที่พูดน่าจะมีอคติกับประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ ไม่ได้บันทึกจากคนๆ เดียว ต้องอ่าน ต้องเรียนรู้ จากนักประวัติศาสตร์จากหลายๆ ท่าน หลายๆ สำนัก

ครั้งอยู่ชั้นประถมศึกษา ตอนสมัยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เล่มแรกๆ ในตำราเรียน ของกระทรวงศึกษาธิการ

ด้วยเทคนิคการสอนของคุณครู ที่ท่านสอนด้วยลีลาเหมือนการเล่านิทาน มีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาในวิชาที่ท่านสอน ทำให้กลายเป็นคนชอบอ่าน ชอบจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทั้งในตำราเรียนและนอกตำราเรียน มาจนถึงปัจจุบัน

ได้มาอ่าน…

กบฎบวรเดช : เบื้องแรกปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม 2475 เขียนโดย ณัพล ใจจริง พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน

จากการที่เคยได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อย แคบๆ ในบางช่วง บางตอน บางเหตุการณ์ ในเหตุการณ์ กบฎบวรเดช พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้ความรู้กว้างขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น จากหนังสือเล่มนี้ มีหลักฐาน ที่ใช้อ้างอิงใหม่ๆ น่าสนใจ

แม้เหตุการณ์ กบฎบวรเดช จะเกิดขึ้นมานานกว่า 80 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอะไรที่นักประวัติศาสตร์ต้องศึกษา และค้นหาความจริง กันต่อไปในอนาคต

กบฎบวรเดช : เบื้องแรกปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม 2475

หนังสือเล่มนี้ ยังมีความท้าทายการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์การเมืองไทยที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ตีความเหตุการณ์กบฎบวรเดชใหม่ เพื่อคนอ่านและสังคมได้ความรู้ใหม่ๆ และเรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตสู่อนาคต

เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติภาพ

กบฎบวรเดช : เบื้องแรกปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม 2475 จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ขายในราคา 230 บาท

จำหน่ายโดย บริษัท งานดี จำกัด (ในเครือมติชน) โทรศัพท์ (02) 580-0021 ต่อ 3350, 3351

หรือจะสอบถามโดยตรง ได้ที่ สำนักพิมพ์มติชน เบอร์โทรศัพท์ (02) 580-0021 ต่อ 1232, 1242, 1246

เรื่อง – ดอกเห็ด

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – จวน ชูส่งแสง

สูดดม ลมดี บริสุทธิ์

จากจุด ชมวิว หวิวหวิวไหว

เหนือลิบ พริบพราย สบายใจ

ต่ำไป แปลกตา ปู่ย่าเรา

ตาฉาย ยายฉิม เคยเก็บเห็ด

เพลิดเพลิน เดินเด็ด เห็ดตับเต่า

ต้มเกลือ เจือกัน มันไม่เบา

ชายเขา ดอกหนา ราคาดี

แต่ออก ดอกใหญ่ ใครปลูกผ่าน

ดอกบาน คล้ายเห็ด เด็ดรุกที่

ชายเขา โปร่งตา กว่าทุกปี

สวนสี แสงเสียง ร้านเรียงราย

วันวาร ผ่านป่วน สวนอาหาร

สวนยา โบราณ พานห่างหาย

พิษดอก เห็ดเมือง เฟื่องกำจาย

กลิ่นอาย ผัดฉ่า น่าห่วงใย

เสียดาย ยามฉิม เคยเก็บเห็ด

เคยเพลิน เดินเด็ด ดอกใหญ่ใหญ่

เรื่องเห็ด ตับเต่า เล่ากันไป

ภาพจำ ติดใจ ในนิทาน