เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

สมุนไพร อภัยภูเบศร

เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและผู้บริหารของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบการจัดการเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างครบวงจรของประเทศญี่ปุ่น จึงอยากนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังครับ

สำหรับยาสมุนไพรในประเทศญี่ปุ่น จะเรียกว่า Kampo จากหลักฐานพบว่า มีการใช้มามากกว่า 1,400 ปี โดยหากแยกดูในความหมายของคำแล้ว Kam ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า Kan หรือ Han (ราชวงศ์ฮั่นของประเทศจีน) ดังนั้น ความหมายก็จะสื่อถึงสิ่งที่มาจากจีน ส่วน po หมายถึง วิถีการรักษา ซึ่งความหมายโดยรวมคือ แบบแผนการรักษาที่มาจากประเทศจีน แต่ได้มีการพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของญี่ปุ่นเอง ทำให้ไม่แปลกใจว่า ตำรับยา Kampo จะประกอบไปด้วยสมุนไพรจากเมืองจีนทั้งนั้น โดยในหนึ่งตำรับจะมีสมุนไพรไม่เยอะ เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชนิด แต่ในบางครั้งส่วนประกอบของตำรับมาจากอวัยวะของสัตว์ก็มีเหมือนกัน

การสั่งใช้ตำรับยา Kampo ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นผู้สั่งใช้ ส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพร Kampo ด้วยเช่นกัน และบางท่านก็สามารถตรวจรักษาด้วยวิธีแบบแผนตะวันออกได้ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น umified system อธิบายอย่างง่ายคือ เหมาหมดทั้งแผนปัจจุบันและ Kampo นั่นเอง โดยตัวคนไข้นั้นสามารถเบิกค่ายาได้แต่ไม่ทั้งหมดตามระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต้องจ่ายค่ายาเอง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายจากบริษัทผลิตตำรับยา Kampo ที่มียอดการใช้สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตโดยบริษัทนี้ จะไม่ใช่สมุนไพรชิ้นแห้งนำมาบดผงรวมกันแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่จะถูกแปรรูปให้เป็นสารสกัดและผ่านเครื่องผลิตยาให้ออกมาในรูปแบบของ granule (สารสกัด) โดยในหนึ่งสูตรตำรับจะใช้หมายเลขกำกับแทนชื่อตำรับ เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายตำรับยา Kampo ก็เพียงแต่ระบุยี่ห้อและตัวเลขของสูตรตำรับก็เป็นอันเสร็จสิ้น คนไข้จะรับประทานเป็นซองต่อ 1 ครั้ง จะดื่มน้ำตามหรือสามารถรับประทานผงโดยตรงเลยก็ยังได้ ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตจากที่นี่มีถึง 129 ตำรับ ถือว่าครอบคลุมเกือบทุกชนิดของตำรับยาของ Kampo

ในส่วนของการวิจัยและพัฒนายา การควบคุมคุณภาพของตำรับยา การเก็บรักษาวัตถุดิบ รวมทั้งด้านการผลิต ก็เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีระดับสูง ใช้คนน้อยแต่ได้ปริมาณผลิตภัณฑ์มาก เหนือสิ่งอื่นใดคือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่คอยควบคุม คิดค้น และศึกษาวิจัยอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่เชื่อมั่นของทุกคน โดยในอนาคตอันใกล้เราอาจได้เห็นตำรับยา Kampo ของญี่ปุ่น ถูกใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดในการขึ้นทะเบียนยาใหม่มากที่สุด เนื่องจากในเวลานี้ตำรับยา Kampo กำลังถูกศึกษาวิจัยในมนุษย์และผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนยาในต่างประเทศได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับยาที่มาจากสมุนไพร

หลังจากที่ได้เดินทางไปยังบริษัทที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคือ มหาวิทยาลัยโทยาม่า และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งสถานที่ที่นำการแพทย์แผนตะวันออกผสมผสานกับการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้ในการรักษาคนไข้ได้อย่างลงตัว

จังหวัดโทยาม่า เป็นจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะญี่ปุ่น โดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตยา โดยมีบริษัทเล็กๆ ที่ผลิตยาสมุนไพรกว่า 80 บริษัท เลยมีฉายาของเมืองคือ Kusuri town หรือเมืองแห่งการผลิตยา

มหาวิทยาลัยโทยาม่า มีชื่อเสียงด้านการนำตำรับ Kampo medicine มาศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและศึกษาในมนุษย์ เช่น การศึกษากลไกการออกฤทธิ์จากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การคิดค้นหาสารใหม่ที่ได้จากพืชในการต้านเซลล์มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งการวิจัยลักษณะนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ทั้งความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีความทันสมัยมาก เช่นเดียวกับสถานการณ์ของสมุนไพรไทยที่ยังต้องการงานวิจัยที่มากขึ้น เพื่อนำมาสนับสนุนการใช้และยืนยันในประสิทธิภาพสำหรับการรักษาทางการแพทย์

นอกจากนี้บริเวณมหาวิทยาลัย มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของตำรับยา Kampo เก็บรวบรวมพันธุ์พืชจากทั่วโลก และชิ้นส่วนของสัตว์ที่นำมาทำเป็นยา ในลักษณะ Herbarium แบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ จุดเด่นของ Herbarium แห่งนี้ คือรวบรวมจำนวนตัวอย่างที่หลากหลายชนิด ที่เป็นชิ้นส่วนของพืชกว่า 26,000 ชิ้น ตำรับยา Kampo กว่า 200 ตำรับ รวมทั้งเก็บรักษาตำรายาโบราณ

ในอาคารที่ไม่ไกลกันนักคือ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโทยาม่า ส่วนที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปศึกษาดูงานคือ แผนก Kampo diagnostics โดยแพทย์แผนปัจจุบันของแผนกนี้ จะใช้การตรวจทฤษฎีแบบแผนตะวันออก เช่น Ki หรือที่เราคุ้นๆ หูคือ พลัง “ชี่” พลังลมปราณในร่างกายนั่นเอง อีกทฤษฎีหนึ่งคือ Yin-Yang หรือ หยิน-หยาง หลักแห่งความสมดุลของร่างกาย โดยอาการป่วยที่แสดงออกมาคือการร่างกายคนไข้ขาดสมดุลหรือถูกรบกวน จึงต้องทำให้คนไข้กลับเข้าสู่จุดสมดุล เพื่อทำให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้น

หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์จะสั่งยาตำรับยา Kampo ให้คนไข้ตามอาการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของห้องยาของโรงพยาบาล ภายในห้องจ่ายยานี้ จะมีทั้งยาแผนปัจจุบัน ตำรับ Kampo บรรจุเสร็จ และสมุนไพรแบบชิ้นแห่งสำหรับเตรียมผสมให้คนไข้เป็นรายๆ ไป โดยจะมีบริการต้มยาใส่ขวดบรรจุให้คนไข้ที่นอนโรงพยาบาล ระบบที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเหล่านี้ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นในโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรอีกไม่นานเกินรอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ภก. ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ผ่านอภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 157 และ ฉบับที่ 158

“เกลือ” เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

“เกลือ” เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้

เราบริโภคเกลือกันอยู่ทุกวัน แทบจะเรียกได้ว่าชีวิตนี้ไม่มีวันขาดเกลือได้ เพราะแม้ยามเจ็บป่วยเราก็ยังต้องพึ่ง “น้ำเกลือ” ให้มีชีวิตรอด

แต่มีใครเคยสนใจศึกษาเรื่องเกลือกันจริงๆ จังๆ ไหม?

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเกลือถึงได้เป็นเครื่องปรุงรสที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งที่เป็นของในครัวธรรมดาสามัญจะตายไป แถมราคาก็ถูกที่สุดในบรรดาเครื่องปรุงทั้งปวง

และทำไมชีวิตคนเราจึงจำเป็นต้องมีเกลือ ทั้งคนและสัตว์ต่างชอบกินเกลือ และขาดเกลือไม่ได้เลย

แม้แต่ในร่างกายเราเองการหลั่งเหงื่อและน้ำตาออกมาถ้าลองใช้ปลายลิ้นแตะดูจะรู้รสได้ในทันทีว่ามัน “เค็ม” เป็นรสเค็มของ “เกลือ”

นั่นหมายความว่าในร่างกายของเรานั้นมีเกลืออยู่!

ว่ากันว่าบรรพบุรุษของสัตว์บกแต่เดิมอาศัยอยู่ในทะเล ดังนั้น ของเหลวในร่างกายสัตว์บกจึงมีรสเค็มของเกลืออยู่เหมือนแต่ก่อนที่สัตว์เหล่านั้นจะขึ้นจากทะเลมาอยู่บนบก

อันนี้ก็ฟังคนอื่นเขาต่อมานะ จำได้ว่าอ่านเจอในบทความของนิตยสารทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้ายืนยันฟันธงชัดเจนลงไปว่าใช่ตามนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่

แต่ที่ถูกต้องที่สุดก็คือ เกลือเป็นสิ่งที่ร่างกายมนุษย์จะขาดเสียไม่ได้เลย ขาดเกลือขึ้นมาเมื่อไรก็หมายความว่ากระบวนการในร่างกายก็จะรวนเรทันที

เพราะเกลือเป็นธาตุพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ในการรักษาสมดุลของระดับน้ำในร่างกายและช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหาร เกลือกับมนุษย์จึงมีความสำคัญอย่างมิอาจแยกจากกันได้

มีตัวเลขเปรียบให้เห็นง่ายๆ ว่า ในคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม จะมีเกลืออยู่ในร่างกายประมาณ 150 กรัม ดังนั้น ในเลือดของทุกคนจะมีเกลือผสมอยู่ประมาณ 5 ใน 1,000 ส่วน

บริเวณที่มีเกลืออยู่มากก็คือแถวไขสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง และในสารคัดหลั่งที่เป็นเหงื่อซึ่งจะมีเกลือปนอยู่มากที่สุด

ในทางการแพทย์นั้นถ้าหัวใจขาดเลือดจะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อขาดเกลือจะทำให้เกิดอาการชัก ถ้าในกระเพาะอาหารขาดเกลือก็จะทำให้ระบบการย่อยไม่ดี

และหากใครขาดเกลือเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ไม่มีแรง ดังนั้น คนที่อ่อนเพลียก็เลยต้องได้รับน้ำเกลือเข้าไปหล่อเลี้ยง

แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทุกชีวิตที่เกิดมาจะขาดเกลือไม่ได้เลย เพราะเกลือเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำรงอยู่และการพัฒนาของชีวิตมนุษย์

คงเป็นเพราะทุกวันนี้เราใช้เกลือกันในชีวิตประจำวันจนเคยชิน กลายเป็นของธรรมดาที่มองข้ามไปโดยไม่ค่อยได้ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งที่เรื่องราวของเกลือนั้นมีผลต่อชีวิตและสุขภาพเราในระดับความเป็นความตายกันเลยทีเดียว

คงไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่าเกลือเป็นเครื่องปรุงรสชนิดแรกของโลกที่มนุษย์นำมาใช้ในการปรุงอาหารและสร้างรสชาติให้กับปุ่มรับรสในลิ้นของมนุษย์ เนื่องจากคุณสมบัติพื้นฐานของเกลือมีความเค็มจึงช่วยให้รสชาติอาหารเข้มข้นขึ้นจากรสธรรมชาติดั้งเดิมของมัน สามารถเปลี่ยนจากรสหนึ่งไปสู่อีกรสหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

นอกจากนี้ มนุษย์ยังได้ใช้เกลือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องมลทินและความบริสุทธิ์

เช่น ในพิธีกรรมของชาวยิวและชาวคริสต์ ที่เรียกว่า “ศีลล้างบาป” จะต้องมีการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ เพื่อเปลี่ยนผ่านสถานภาพ และทำให้บุคคลเหล่านั้นเป็นคริสต์ศาสนิกชนที่สมบูรณ์ จึงใช้เกลือแตะที่ริมฝีปากของเด็กเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพิธีนี้

หรือความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งในหลายชนชาติ คือการโยนเกลือเหนือไหล่เพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่อาจติดตามตัวมาเมื่อพบกับสิ่งที่เป็นอัปมงคล หรือการเข้าร่วมพิธีที่เกี่ยวข้องกับคนตายก็มักจะโยนเกลือเหนือไหล่เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย

ความหมายของเกลือในทางวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องของการชำระล้าง ความบริสุทธิ์ สะอาด

ถ้าใครเคยดูการแข่งขันกีฬาซูโม่ของญี่ปุ่นที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเข้าไปอยู่ในวงกลมที่โรยด้วยเกลือ และก่อนทำการแข่งขันก็จะมีการโยนเกลือเข้าไปในวงเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายออกไป ก็จะเห็นว่าพิธีกรรมนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่จะทำให้การแข่งขันเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด และยุติธรรม

ด้วยรสเค็มของเกลือนี่เอง การเปรียบเทียบคุณสมบัติของเกลือและคุณสมบัติของมนุษย์จึงถูกนำมาใช้เทียบกับสิ่งของที่หายากขาดแคลนเช่นเดียวกับคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวคน

ดังเช่นสุภาษิตที่บอกว่า “จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”

เหมือนร่างกายของทุกชีวิตที่ต้องมีเกลือเป็นส่วนประกอบ เป็นคุณธรรมสำคัญที่ควรติดตัวมนุษย์ทุกคนเพื่อให้เกิดสันติสุข

ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติและประวัติศาสตร์โลก เกลือจึงเป็นทั้งวัตถุที่มีความสำคัญในทางพิธีกรรมและความเชื่อในทางศาสนาและของอุปโภคบริโภคในระดับยุทธปัจจัยที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต เป็นที่ต้องการของผู้คนทุกชนชาติ

เกลือปรากฏในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางไสยศาสตร์มากมาย เช่น ในไอริช สกอตแลนด์ และอังกฤษ มีพิธีตักเกลือด้วยมือเทลงบนทรวงอกของคนตายเพื่อชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์และป้องกันจากปิศาจร้าย

ชาวเม็กซิโกเชื่อว่าเกลือบ้านใครหมดก็จะเกิดความชั่วร้ายขึ้นในบ้านนั้น

ชาวอินเดียนแดงในอเมริกาเชื่อว่าเทพแห่งเกลือเป็นเทพที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในจักรวาล ทำให้เกลือของชาวพื้นเมืองกลายเป็นเครื่องบรรณาการที่สำคัญสำหรับชาวตะวันตกผิวขาว

ในประเทศเยอรมนี ถ้าเด็กหญิงคนใดลืมวางขวดเกลือลงบนโต๊ะอาหาร นั่นหมายความว่าเป็นการสารภาพว่าได้สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว

คนหลายเผ่าพันธุ์ในอดีตที่บูชาดวงอาทิตย์ เชื่อว่าเกลือเป็นของขวัญอันมีค่าจากเทพเจ้าเพราะดวงอาทิตย์สามารถแผดเผาน้ำทะเลให้เหือดแห้งจนกลายเป็นเกลือได้ ทำให้เขาเชื่อว่าจะได้รับการคุ้มครองดูแลจากเทพให้อยู่เย็นเป็นสุข

ในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเกลือเป็นโอสถ ในสมัยพุทธกาลใช้เกลือเป็นยารักษาโรคภิกษุที่อาพาธ

เกลือที่ถือเป็นเภสัช ได้แก่ เกลือสมุทร เกลือดำ เกลือสินเธาว์ เกลือโป่ง และเกลือหุง เช่นเดียวกับอารยธรรมจีนที่ใช้เกลือเป็นยารักษาโรคมากว่าสี่พันปี

เกลือยังเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมายาวนานนับตั้งแต่มีนักวิชาการสรุปว่าอารยธรรมโลกเริ่มต้นขึ้นตามริมฝั่งทะเลทรายที่มีตะกอนเกลือทับถมกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ หลังจากนั้น ก็เกิดการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันใกล้เมืองโบราณของลุ่มน้ำจอร์แดนที่ตั้งอยู่บนแหล่งทรัพยากรอันมีค่าคือเกลือ

เวลานั้นผู้ใดครอบครองความอุดมสมบูรณ์ของเกลือได้ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจได้มากกว่าพื้นที่อื่น แม้กระทั่งปัจจุบันแหล่งเกลือใหญ่ของโลกก็กลายเป็นแหล่งแร่ธาตุที่มีมูลค่ามหาศาล

ในอดีตเกลือจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นของธรรมดาที่มีค่ามหาศาล ถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าแทนเงินตราในหลายพื้นที่ เช่น ในแอฟริกา ทิเบต และบอร์เนียว

ดังนั้น รากศัพท์ของคำว่า “Salary” ซึ่งหมายถึง เงินเดือน หรือค่าจ้าง นั้นจึงมาจากรากศัพท์ของคำที่มีความหมายว่าเกลือนี่เอง

ยุคโรมันมีการจ่ายเงินเดือนแก่ทหารเป็นเกลือ เรียกว่า “Salarium” และชาวกรีกโบราณใช้เกลือเป็นของเซ่นไหว้เทพเจ้าที่ขาดไม่ได้เลยเพื่อเป็นเครื่องแสดงความเคารพยำเกรง

ชาวยุโรปที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาก็นำเกลือติดตัวไปเป็นสินค้าในการแลกเปลี่ยนอาหาร ขนสัตว์ และที่ดินกับคนพื้นเมืองอินเดียนแดง

ในบางประเทศค่าของเกลือเทียบเท่าทองคำ โดยเฉพาะประเทศทางตอนเหนือของทะเลทรายซาฮาร่าซึ่งมีเกลืออุดมสมบูรณ์จะนำเกลือมาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับทองคำบริเวณเมืองท่า ทิมบักตู (Timbuktu) ซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าสำคัญในยุคกลางอันมีชื่อเสียง เป็นจุดขนถ่ายสินค้าลำเลียงทองคำด้วยกองคาราวานในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เคยมีการกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งราคาเกลือเทียบเท่ากับราคาของทองคำและราคาของมนุษย์ที่ถูกจับมาขายเป็นทาส ทำให้เกลือกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลที่คนทุกกลุ่มต้องการครอบครองและควบคุมแหล่งผลิตที่สำคัญ

ในประวัติศาสตร์โลกจึงมีสงครามแย่งชิงทรัพยากรเกลือหลายครั้ง ทำให้เกลือก็กลายเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญในการสงคราม เช่น การต่อสู้ของพวกคาธาจิเนียนกับกรีกและโรมันเพื่อควบคุมศูนย์กลางการผลิตและค้าเกลือในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของคาธาจิเนียน เนื่องจากทหารโรมันบุกเข้าไปโรยเกลือในพื้นที่ทำให้ผืนดินเมืองคาธาจแห้งแล้งไปทั่ว พืชผลเสียหาย ผู้คนอดอยากจนต้องยอมศิโรราบ

แม้แต่ในอินเดียสมัยที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ถูกขูดรีดทรัพยากรเกลือที่ผลิตจากน้ำทะเลและการเก็บภาษีในอัตราที่สูง ทำให้ประชาชนชาวอินเดียกว่าพันคน นำโดยมหาตมะ คานธี ได้เดินขบวนต่อต้านไปที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตเกลือในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เป็นชนวนสำคัญในการเรียกร้องเอกราชคืนจากอังกฤษของคนอินเดีย

ปัจจุบันเกลือสำหรับคนอินเดีย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในการเป็นของขวัญแห่งความทรงจำและอิสรภาพที่ชาวอินเดียใช้มอบให้แก่กัน

ในวัฒนธรรมจีนมีของเจ็ดสิ่งที่จะไม่มีวันขาดยอมให้ขาดไปจากบ้านเด็ดขาด เพราะถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ ไม้ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้ม และชา

ทางการจีนโบราณถึงขั้นตั้งหน่วยงานควบคุมการซื้อขายเกลือขึ้นโดยเฉพาะ ในบันทึกประวัติศาสตร์สมัยหมิงและชิง ระบุว่า ใครที่ต้องการได้อำนาจควบคุมเกลือนั้นต้องจ่ายเงินมากมายมหาศาลเพื่อซื้อตำแหน่งนี้มา

กษัตริย์ฝรั่งเศสในอดีตก็เคยเก็บภาษีจากเกลือในราคาสูงลิ่ว และราคาเกลือที่ซื้อขายกันนั้นแพงพอๆ กับรายได้ของคนๆ หนึ่งในรอบปี แถมยังมีการออกข้อกำหนดควบคุมการซื้อเกลือของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้มีการลักลอบกักตุน

สนุกไหมคะ? นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นของประวัติศาสตร์เกลือในอารยธรรมโลก

แต่เรื่องราวของเกลือยังจะมีต่อไป เพราะปัจจุบันนี้ผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ที่กินเกลือมาก อัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงก็จะเพิ่มขึ้น

และปัญหาความดันโลหิตสูงนี่เองที่นำพามนุษยโลกเดินหน้าไปหาความตายเร็วขึ้น

แพคโคลบิวทราโซล สารต้องห้ามสำหรับขนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

แพคโคลบิวทราโซล สารต้องห้ามสำหรับขนุน

หมอเกษตรทองกวาว

ถาม เรียนคุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความต้องการทำขนุนนอกฤดู เพื่อให้มีวางจำหน่ายในตลาดได้ยาวนานขึ้น เพราะว่าปกติขนุนมีวางจำหน่ายในตลาดเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น การทำนอกฤดูนั้น ผมจะใช้สารแพคโคลบิวทราโซลจะได้หรือไม่ และใช้อัตราเท่าไร และใช้ในช่วงเวลาใด ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุวิทย์ รัตน์พงษ์สกุล

เลขที่ 121/2 หมู่ที่ 3 ถนนพหลโยธิน ตำบลนครชุม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000

ตอบ คุณสุวิทย์ รัตน์พงษ์สกุล

ปีที่ผ่านมาพบว่า มีขนุนวางจำหน่ายในตลาดผลไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ปริมาณการผลิตลดน้อยตามไปด้วย อีกทั้งมีการส่งออกไปจีนและอินโดนีเซียอีกจำนวนหนึ่ง

แนวคิดของคุณสุวิทย์ ที่จะยืดเวลาการผลิตขนุนให้ยาวนานขึ้น ด้วยวิธีบังคับให้ออกนอกฤดูนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลกับขนุนนั้น เคยเกิดความเสียหายมาแล้ว ขอเล่าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้พบเห็นสิ่งที่แปลกน่าฉงน มีเกษตรกรท่านหนึ่ง ใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ราดให้กับต้นมะม่วงเพื่อบังคับให้ออกนอกฤดู แต่ในสวนดังกล่าวเกษตรกรปลูกแซมด้วยต้นขนุน ซึ่งมีผลกระทบเมื่อขนุนแตกใบอ่อนออกมาใหม่ ใบเกิดมีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับมือของมนุษย์ที่แบคว่ำลง ที่ใต้ใบมีผลขนุนขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือติดอยู่ตามแฉกของใบเต็มไปหมด ในที่สุดเกษตรกรต้องตัดต้นขนุนทิ้งไปหลายต้น

แพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่มีความสามารถในการยับยั้ง การผลิตฮอร์โมนจิบเบอร์เรลลิน ที่ทำหน้าที่ยืดความยาวของต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ชะงักการเจริญเติบโตทางลำต้น รวมทั้งกิ่งและใบ แต่กลับไปกระตุ้นให้ต้นไม้ออกดอกได้ในชั่วระยะหนึ่งกับต้นไม้บางชนิด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ต้นมะม่วง ปัจจุบัน มีการนำมาใช้กับมะนาวกันบ้างแล้ว แต่สำหรับขนุนเป็นสารต้องห้ามอย่างยิ่งยวด

เกษตรกรบางท่าน ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 0-52-34 ละลายน้ำ แล้วพ่นทั่วทรงพุ่ม นับว่าได้ผลดี แต่สำหรับความเข้มข้นและเวลาการฉีดพ่นนั้น ผมจะค้นคว้ามาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป โปรดติดตามครับ

ดาวกระจาย กับ ดาวเรือง

ล้วนมาจากเม็กซิโก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบปลูกต้นดาวกระจาย ทั้งสีชมพูและสีเหลือง เพราะปลูกง่าย ให้ดอกสวยงาม ดูแลรักษาก็ไม่ยาก ผมอยากทราบว่า ดาวกระจาย กับ ดาวเรือง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ที่สงสัยเพระมีชื่อขึ้นต้นด้วยดาวเหมือนกัน และไม้ทั้งสองเรานำเข้าจากที่ไหน ขอบคุณสำหรับคำตอบ

ขอแสดงความนับถือ

สุพจน์ วงศ์สุข

เลขที่ 138/7 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว 27160

ตอบ คุณสุพจน์ วงศ์สุข

ดาวกระจาย กับ ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน คือ คอมโพซิเต้ หรือ คอมโพซิเตอี้ (COMPOSITAE) ดาวกระจาย เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ใบสีเขียวแยกเป็นแฉก ออกดอกเดี่ยว มีก้านยาว ดอกมีหลายสี ตั้งแต่สีขาว เหลือง ชมพู และส้ม ดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ละดอกมี 8 กลีบ หรือ 8 แฉก ของปลายกลีบ เป็นรอยหยัก เจริญเติบโตดีในที่โล่งแจ้ง หากปลูกเป็นแถวเป็นแนว หรือเป็นกลุ่ม เมื่อออกดอกพร้อมกันแลดูสวยงามสะดุดตา ดาวกระจายชอบดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ดาวเรือง เป็นไม้ล้มลุกเช่นเดียวกับดาวกระจาย ต้นเป็นพุ่มเล็กๆ สูง 30-60 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับแต่ละพันธุ์ ใบเป็นฝอยสีเขียว ออกเรียงสลับกันเป็นคู่ ดาวเรืองมีหลากหลายสายพันธุ์ เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ ดอกมีทั้งชนิดกลีบซ้อน และไม่ซ้อน ดอกมีหลายสี เช่น สีเหลืองส้ม และแสด

ดาวเรืองออกดอกเก่ง และเป็นไม้ที่มีน้ำอดน้ำทนดี แม้ปลูกในเขตร้อน มีแดดจัดก็ยังให้ดอกได้ดี แต่ดินต้องอุดมสมบูรณ์ และไม่ต้องการน้ำมาก ปลูกง่าย การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดดีที่สุด แม้จะใช้วิธีปักชำได้ก็ตาม ทั้งดาวกระจายและดาวเรือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเม็กซิโกแหล่งเดียวกัน

ข้อคิด ก่อนร่วมปลูกไม้โตเร็ว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

มีเพื่อนของผมมาชักชวนให้ปลูกไม้ยูคาลิปตัส บอกว่าได้ผลดี มีบริษัทส่งเสริมการปลูกและรับซื้อคืน ได้เงินแน่นอน แต่ผมยังลังเลใจ เพราะไม่มีข้อมูล จึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจต่อไป ผมขอขอบคุณมาเป็นการล่วงหน้า

ขอแสดงความนับถือ

สุวัฒน์ กาญจนพงษ์

เลขที่ 325/3 ซอยลาดพร้าว 72 ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณสุวัฒน์ กาญจนพงษ์

ยูคาลิปตัส เป็นไม้โตเร็ว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปออสเตรเลีย ปัจจุบัน ภาคเอกชนของไทยได้พัฒนาพันธุ์ออกมาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป เช่น ทำเสาเข็ม นั่งร้านในการก่อสร้าง เพื่อผลิตเยื่อกระดาษ ทำโครงสร้างหลักของบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งเครื่องจักรและสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่สำคัญปรับปรุงพันธุ์สำหรับทำพื้นปาร์เก้ต์ของอาคารบ้านเรือนและสำนักงาน

ตัวชี้วัด ที่ช่วยในการตัดสินใจร่วมโครงการ อันดับแรก พื้นที่ใช้ปลูก ควรเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ และ

อันดับต่อไป เงื่อนไขที่ตกลงกัน ให้ศึกษาอย่างละเอียด ผมทราบมาว่า บริษัทจะจัดหาต้นพันธุ์ให้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำตลอดอายุการปลูก 1 รอบ เป็นเวลา 4 ปี จึงมีการตัดฟัน โดยบริษัทจะรับซื้อคืนทั้งหมด ในราคาที่ตกลงกันไว้ แล้วหักค่าใช้จ่ายทั้งราคาต้นกล้าและปัจจัยการผลิตอื่นๆ หากอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว ก็โอเค ได้เลยครับ

ต้นขนุนอายุ 4 ปี กำลังให้ผล

ขนาดผลขนุน น้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม

ต้นขนุนอายุ 2 ปี ยังไม่พร้อมให้ผลผลิต

ดาวกระจายสายพันธุ์ดอกสีชมพูกำลังบาน

ดาวกระจายออกดอกเก่ง และให้ดอกหลายรุ่น

ดาวเรืองสีเหลืองกำลังให้ดอก

ต้นยูคาลิปตัส หรือต้นกระดาษ ปลูกตามคันนา

แสดงลักษณะประจำพันธุ์ของต้นยูคาลิปตัส

แสดงความสวยงามของเนื้อไม้ยูคาลิปตัส

Sour and Spicy Siamese Mud Carp Soup

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Sour and Spicy Siamese Mud Carp Soup

In this fortnight issue, I”ll take you to a fresh market in Khanu Woralaksaburi District in Kamphaeng Phet Province. The name “Khanu et al” came later, to replace Saen Taw Minor District traceable to “Muang Saen Taw”, an ancient community of the same era as others in Kamphaeng Phet. Today, “Saen Taw” remains only the name of Sub-district.

Khanu fresh market”s official name is “Talad Thai Pitak”. It is small, but on every Friday there is farmers market where folks bring their fresh produce.

The other Friday, I got to see both markets; fresh and farmers. At six it was kind of late, but the vendors were still fresh. Most shoppers were housewives, not many chefs for their daily fares. Being a small town there are not many food shops.

However, I was not too late to have Lu, the Northern spicy minced pork, at the market entrance. It was well cooked, with crispy fried rice noodle aside. Too bad they already mixed in pickled garlic; not the way made by cousins at uncle”s house in Salok Bat on Songkran Day over twenty years ago.

Kamphaeng Pet has been a province of freshwater fishes frequently visited for the fresh, luscious fish and the local cooking. Alas, the river Ping, which flows nourishing the main district down to Saen Taw, is today clogged with sand islets. Big fishes are rare but smaller ones. The sizeable are farm fish in tubs of red Nile Tilapia and striped catfish; and in buckets, serpenthead fish and catfish – folk”s staples. Without the latter two, Thai community would surely perish.

Dredging the Ping River is a colossal task. Should we just leave it to the government?

Seeing no big fish, I found dried one at a farmer market vendor: Siamese mud carp, crispy in skewer, 10 to a skewer, at 40 Baht.

On a rainy day, nothing beats Sour & Spicy Siamese mud carp soup with steaming rice.

Sour & Spicy Soup Tom Khlong is a staple dish of the Central Plain; with recipe strict by great-great-grandma, for any simple but savoury meal fit for all seasons, to use only shallot, dried chili and tamarind juice; no shrimp paste, sugar, garlic; fingerroot, galangal, lemon grass, kaffir leave or fruit are forbidden; lest they divert it from the authentic flavour. In the olden days, they even used fresh tamarind pod, and young tamarind leaf.

Anyhow, Bilimbi just bloomed from rain is good enough, and I got a handful.

Set water to boil. While waiting, dissolve tamarind pulp, peel shallot and gently bash, splice dried chili to weed out seeds, lightly grill the dried fish over open flame until fragrant before de-skewer the fish. Bilimbi needs almost no work.

Into the boiling water, add shallot, chili, fish and tamarind juice. Flavour with salt for saltiness, fish sauce for aroma. Then, drop in bilimbi; until it softens is the fish also soft. Neither need for parsley nor green onion dressing, just ladle it in a bowl and go slurp the soup in avenge of the rain now.

ต้มโคล้งปลาสร้อย

ปักษ์นี้ จะพาไปตลาดสดแห่งหนึ่ง ในอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ชื่อ “ขาณุวรลักษบุรี” นั้นมาทีหลัง ตามวิสัยของหน่วยราชการ ที่ไม่ค่อยมีอะไรทำ เที่ยวไปตั้งชื่อชุมชนเอาตามอำเภอใจ เพราะที่ตรงนั้น เดิมมีสถานะและชื่อว่า กิ่งอำเภอแสนตอ และเก่ากว่านั้นเป็นชุมชนโบราณ เรียกว่า เมืองแสนตอ รุ่นเดียวกับเมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองคณฑี เมืองนครชุม เมืองชากังราว ในที่สุด แสนตอก็เหลือเป็นเพียงชื่อตำบล

ตลาดสดที่ขาณุฯ ชื่อทางการว่า “ตลาดไทยพิทักษ์” มีขนาดเล็ก แต่ที่พิเศษคือ ทุกวันศุกร์ จะติดตลาดนัด ให้ชาวบ้านเอาของสดจากสวนจากไร่มาขายเอง

วันศุกร์ก่อน ผมได้ไปดูทั้งตลาดสดและตลาดนัด หกโมงเช้าชักสายแล้ว แต่คนค้าคนขายยังคึกคัก คนจ่ายกับข้าวส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้าน ไม่ค่อยเห็นพ่อบ้านหรือพ่อครัวมาจับจ่ายไปทำอาหารขาย เพราะเป็นเมืองเล็ก มีร้านอาหารไม่กี่แห่ง

ถึงอย่างไร เช้านั้น ผมยังทันได้กินหลู้ หรือลาบเมืองเหนือ มีขายหน้าตลาดสด เขาทำสุกแล้ว มีเส้นหมี่กรอบให้ต่างหาก เสียดายกระเทียมดองกับน้ำ เขาผสมปรุงตอนคั่วหลู้ รสชาติทำให้นึกถึงที่พี่น้องบ้านลุงในสลกบาตรทำให้กินวันสงกรานต์ยี่สิบกว่าปีก่อน

กำแพงเพชร ได้ชื่อว่าเป็นเมืองปลาน้ำจืดที่คนมักขึ้นมากินอาหารทำจากปลาน้ำจืด ด้วยความสดอร่อยของเนื้อปลา และตำรับการปรุงเฉพาะถิ่น อนิจจา ลำน้ำปิงที่ทอดหล่อเลี้ยงผ่านอำเภอเมืองลงไปแสนตอนั้น ทุกวันนี้ตื้นเขิน มีเกาะแก่งเป็นหาดทรายทั่วไปหมด ปลาใหญ่ที่เคยชุกชุม เดี๋ยวนี้หายากเสียแล้ว เหลือแต่ปลาตัวเล็ก ที่โตหน่อยก็เป็นปลาเลี้ยง ในตลาดเห็นอ่างปลาทับทิมเต็มไปหมด คละกับปลาสวาย ที่ใส่ถังไว้ปลาตัวไม่ใหญ่เป็นปลาช่อน ปลาดุก กับข้าวหลักของชาวบ้าน ถ้าขาดทั้งสองปลานี่ ชุมชนคนไทยคงไม่เหลือ

งานขุดลอกลำน้ำปิง เป็นงานใหญ่ จะปล่อยให้บ้านเมืองเขาจัดการละหรือ

เมื่อไม่ได้ปลาใหญ่เลย ผมไปได้ปลาแห้งจากแม่ค้าบริเวณตลาดนัด เป็นปลาสร้อย ตัวเกือบคืบ ตากแห้งสนิท เสียบไม้มาเป็นตับ ตับละ 10 ตัว ราคา 40 บาทเท่านั้น

ฝนตกๆ อย่างนี้ ทำต้มโคล้งปลาสร้อยแห้ง ไว้ซดกับข้าวสวยร้อนๆ น่าจะดีกว่าอะไรหมด

ต้มโคล้ง เป็นกับข้าวพื้นบ้านภาคกลาง ตำรับตำราจากรุ่นย่าทวดท่านกำกับไว้ว่า อุตส่าห์ทำให้ง่ายแต่อร่อย กินได้ทุกมื้อทุกฤดูกาลแล้ว เครื่องปรุงก็น้อยอย่าง มีแค่ หอมแดง พริกแห้ง และน้ำมะขามเปียกเท่านั้น ไม่มี กะปิ น้ำตาล กระเทียม ห้ามใส่ กระชาย ข่า ตะไคร้ มะกรูดไม่ว่าใบหรือลูก เพราะมันจะไม่ได้รสต้มโคล้งของแท้ ของโบราณท่านใช้มะขามสดด้วยซ้ำ กับใบมะขามอ่อน

แต่เอาละ ตะลิงปลิงเพิ่งผลิรับฝนฉ่ำ ผมไปได้มากำมือใหญ่ เข้าครัวกันได้เลย

ตั้งน้ำ ขณะรอเดือด ก็ละลายน้ำมะขามเปียกไว้ ปอกหอมแดงเอามาบุบ พริกแห้งหั่นเคาะเม็ดออกเสียหน่อย ตับปลาแห้งลนไฟพอหอม รูดจากตับไม้ ตะลิงปลิงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

พอน้ำเดือดพล่านก็ลงหอมแดง พริกแห้ง ปลาแห้ง และน้ำส้มมะขาม ปรุงรสด้วยเกลือเอาเค็ม น้ำปลาเอากลิ่น ได้ที่แล้วค่อยหย่อนตะลิงปลิงลงไป พอช้ำก็ได้เวลาเนื้อปลาแห้งนุ่ม ไม่ต้องลอยผักชีต้นหอมอะไรทั้งสิ้น ตักใส่ชามไปซดประชดสายฝนเสียในบัดดล

5 ปี ที่รอคอย ข้าวฟูกุชิมะ สู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เกษตรต่างแดน

กรรณิกา เพชรแก้ว

5 ปี ที่รอคอย ข้าวฟูกุชิมะ สู่ตลาดโลก

หลังเกิดสึนามิแล้วต่อด้วยการรั่วไหลของโรงไฟฟ้าปฏิกรณ์ปรมาณู เมื่อ 11 มีนาคม 2554 ชีวิตคนฟูกุชิมะ และเมืองรอบข้างก็ล่มสลายไม่มีชิ้นดี

บางคนบอกว่า โชคดีที่ตายก่อน เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ต้องผจญกับทุกข์ยากสาหัส คนหลายหมื่นคนต้องทิ้งบ้าน ทิ้งอาชีพการงาน ทิ้งไร่นา และกลายเป็นคนที่มี “รังสีปนเปื้อน” ติดตัวไปตลอดชีวิต ยากจะมีใครคบหาอยากผูกสัมพันธ์

สารกัมมันตภาพรังสี ปนเปื้อนในอากาศและน้ำ และทุกอย่างที่พวกเขาผลิต รวมทั้งข้าว ผลผลิตสำคัญของเมือง

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามผลผลิตการเกษตรทุกอย่าง รวมทั้ง ข้าวของฟูกุชิมะ และเมืองใกล้เคียงออกสู่ตลาด หลังพบว่ามีสารซีเซียม ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปนเปื้อนสูงเกินกว่าที่กำหนด คือสูงกว่า 630 becquerels ต่อกิโลกรัม ขณะที่กฎหมายให้สูงได้ไม่เกิน 500

บริเวณที่ปนเปื้อนครอบคลุมกว่า 50 กิโลเมตร จากบริเวณที่เกิดระเบิด

ชาวนา 154 ครอบครัว ที่ผลิตข้าวรวมกันได้ ปีละ 192 ตัน ต้องยุติการผลิต เกษตรกรรายหนึ่งใช้เวลาตลอดปีผลิตข้าวได้ 840 กิโลกรัม ถูกนำไปทำลายหมด

คือพูดกันสั้นๆ ตรงๆ ไม่มีใครอยากกิน อยากแตะอะไรที่ไปจากฟูกุชิมะทั้งนั้น

ข้าวที่ผลิตแล้วรอลงเรือก็ถูกห้ามส่งออก

เป็นเรื่องยากแสนยาก ใครจะกล้าเสี่ยงกับสินค้าที่ปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี ของทุกอย่างต้องเอาเข้าปาก ใครจะเสี่ยง

ข้าว เป็นผลิตผลทางเกษตรกรรมที่เปรียบเหมือนหัวใจของญี่ปุ่น เป็นศักดิ์ศรี คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจในคุณภาพข้าวของตนว่าดีที่สุดในโลก

ข้าวญี่ปุ่นขายตลาดระดับบนเท่านั้น ด้วยราคาแพงระยับ

รัฐบาลญี่ปุ่นทุกรัฐบาลต้องปกป้องข้าวของประเทศ ด้วยมาตรการภาษีที่ทำให้ ไม่ว่าข้าวของประเทศใดก็ไม่เคยเข้าไปทำอะไรในตลาดข้าวญี่ปุ่นได้เลย

ข้าวมีบทบาทสำคัญในชีวิตคนญี่ปุ่น การทำนาเป็นอาชีพทรงเกียรติ ยามเฉลิมฉลองเขาใช้เหล้าข้าวคือ สาเก กับขนมโมจิ ซึ่งทำจากข้าวอีกเช่นกัน

การสั่งห้ามผลิตข้าวที่ต้องกินวันละ 3 มื้อ จึงเป็นเรื่องใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น ฟูกุชิมะเป็นพื้นที่เกษตรสำคัญของประเทศ งานแสดงสินค้าทางการเกษตรของเมืองที่เคยจัดเป็นประจำทุกปีที่นี่ เป็นงานระดับโลกที่ทุกคนต้องไปดู

คนญี่ปุ่นก็คือคนญี่ปุ่น พวกเขาไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ประสบการณ์การฟื้นจากผู้แพ้สงคราม เมื่อ 50 กว่าปีก่อนยืนยันได้ และตอนนี้คนฟูกุชิมะยืนหยัดด้วยตัวเองอีกครั้ง

สหกรณ์เกษตรกรฟูกุชิมะ ให้เวลาตนเองรันทดหดหู่ไม่นาน หลังจากนั้น พวกเขาเดินหน้าสู้ไม่ถอย เพื่อให้สินค้าของพวกเขาได้ออกสู่ตลาดอีกครั้ง พวกเขาขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ นักการเกษตร ทุกคนเท่าที่มีในประเทศ เพื่อช่วยเหลือให้ผลผลิตของพวกเขาปลอดจากสารปนเปื้อน

การผลิตแบบใหม่ชนิดที่แทบต้องกางมุ้งติดแอร์ให้แปลงข้าวทุกแปลงถูกนำมาใช้ พวกเขารู้ว่าหากไม่ทำ พวกเขาจะไม่มีอนาคตอีกต่อไป

พวกเขายืนยันทำนาต่อไป แม้ว่าช่วงแรกๆ จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของนักรังสีวิทยา ต้องสวมใส่ชุดป้องกันรังสีพร้อมรองเท้าเทอะทะ ต้องอาบน้ำสระผมและใช้ยาฆ่าเชื้อก่อนทุกครั้งที่จะแตะต้องต้นข้าว ต้องเจาะเลือดทุกสัปดาห์ ทุกอย่างไม่ง่าย แต่พวกเขายืนยันจะไม่ล้มเลิก

คนฟูกุชิมะกลับลงท้องนาอีกครั้ง เมื่อการทดลองปลูกข้าวโดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า ผลผลิตไม่มีสารตกค้างอีกต่อไป มันเป็น 4 ปีเต็มๆ หลังจากพวกเขาต้องทิ้งนาให้ร้าง

ในอีกทาง ตลอดหลายปีที่รายได้จากการขายผลผลิตเป็นศูนย์ สหกรณ์เกษตรกรของเมืองกัดฟันส่งตัวแทนไปประจำอยู่ในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยเป็นลูกค้า เพื่อเจรจาเรื่องการนำเข้าสินค้าเข้าไปขายอีก

ตัวอย่าง เช่น ที่ ลอนดอน มี นาย Yoshio Mitsuyama อยู่ประจำ เขาพยายามเจรจากับผู้นำเข้าให้ทยอยสั่งสินค้าจากฟูกุชิมะ เริ่มด้วยจำนวนน้อยๆ เริ่มด้วยผลไม้ อย่าง พีช หรือน้ำแอปเปิ้ลก็ยังดี เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองเพื่อความมั่นใจ

นาย Yoshio นี่จะหอบเอาตัวอย่างสินค้าวิ่งเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไม่หยุดหย่อน ในงานเทศกาลดอกซากุระที่ Trafalgar Square. ใจกลางกรุงลอนดอน เขาก็ไปเปิดบู๊ธให้ชิมฟรี

5 ปี ผ่านไป ผลของการทำงานหนักของสหกรณ์เกษตรกร ของ นาย Yoshio และอีกหลายนายในหลายเมืองทั่วโลกก็เริ่มส่งผล

สิงคโปร์กับมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศแรก ที่ยอมสั่งข้าวของญี่ปุ่นไปกินเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนตลาดยุโรปที่โหดหินหนักหนานั้น ก็เริ่มสั่งผลไม้จากฟูกุชิมะเข้าไปขายแล้ว เมื่อมกราคมที่ผ่านมา

ส่วนข้าวที่ใช้เวลาในการตรวจสอบมากกว่าเลยช้าหน่อยนั้น ก็ประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อคำสั่งซื้อข้าวล็อตแรก 9 ตัน จากอังกฤษ มาถึงเมืองฟูกุชิมะเมื่อ 2 เดือนก่อน และจะส่งมอบในเดือนตุลาคมที่จะถึง

ข้าวของฟูกุชิมะ ที่มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะว่า Ten no Tsubu พร้อมจะผ่านการตรวจสอบรังสีตกค้างก่อนเข้าไปขายในตลาดได้ ข้าวเหล่านี้จะวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับบน รวมทั้งร้านอาหารไฮเอนด์ อย่างร้าน Tokimeite บนถนนบอนด์

ข้าวญี่ปุ่น ยังเป็นสินค้าระดับบนต่อไป หลายปีที่เผชิญชะตากรรมร้ายแรงมันไม่ได้สูญเสียสถานะผู้นำในใจผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย ไม่มีความวิตกกังวลหลงเหลืออยู่ เมื่อสหกรณ์เกษตรกรยืนยันด้วยเสียงอันดังว่า พวกเขาพร้อมแล้ว

ประธานสหกรณ์เกษตรกรฟูกุชิมะบอกว่า เขาควบคุมและตรวจสอบเรื่องรังสีตกค้างมาอย่างดีเลิศ และนับจากนี้ข้าวจากฟูกุชิมะจะส่งไปทั่วโลก เพื่อพิสูจน์ข้าวญี่ปุ่นจะยังเป็นหนึ่งเสมอ

นำมาฝากชาวนาไทย สำหรับช่วงเวลาที่ทุกข์ยากและอยากท้อ

ตะลุย โพธิสัต… UNSEEN กำปงลุง หมู่บ้านโฟลติ้งริมทะเลสาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ท่องเที่ยวเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ตะลุย โพธิสัต… UNSEEN กำปงลุง หมู่บ้านโฟลติ้งริมทะเลสาบ

เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และ คุณประสิทธิ์ นาคดี พาณิชย์จังหวัดตราด ได้นำทีมตัวแทนภาครัฐ เอกชน เดินทางไปพบปะเจรจากับ ดร. เมา ทานิน (Dr. MAU THAKNIN) ผู้ว่าราชการจังหวัดโพธิสัต (Pursat) ราชอาณาจักรกัมพูชา

วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์พัฒนาทางการค้า การท่องเที่ยว ร่วมกัน รวมถึงการยกระดับช่องทางข้ามแดนธรรมชาติให้เป็นจุดผ่อนปรนทางการค้า ระหว่างบ้านท่าเส้น อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และบ้านทมอดา อำเภอเวียลเวียง จังหวัดโพธิสัต ด้วยตราดและโพธิสัตเป็นจังหวัดชายแดนที่ติดกันและสามารถเชื่อมโยงไปเมืองสำคัญอีกหลายเมืองทั้งในฝั่งไทยและกัมพูชา

เลียบเส้นทาง…ไพลิน พระตะบอง

จาก “จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด” อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เข้าสู่จังหวัดไพลิน ภูมิประเทศ 2 ข้างทาง คล้ายกับอยู่ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน โดยป่าไม้บริเวณเนินเขาถูกปรับสภาพเป็นไร่มันสำปะหลัง ข้าวโพดแดง สวนลำไย รวมถึงโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ข้าวโพดแดง ขนาดใหญ่ของนายทุนไทยและจีนเข้าไปตั้งอยู่หลายแห่ง

ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ในช่วงที่ผ่านจังหวัดพระตะบอง จะพบเห็นสัญลักษณ์รูปพญาโคตรตะบองขยุง องค์สีดำได้โดยทั่วไป ทั้งนี้การมุ่งสู่โพธิสัตจะไปตามเส้นทางหมายเลข 5 ระยะทางอีกประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ และเส้นทางนี้จะเชื่อมถึงพนมเปญอีกเพียง 187 กิโลเมตร

ขอบอกว่า เส้นทางนี้ถนนดี เรียบ และบางแห่งมีป้ายสโลดาวน์ ขับได้ไม่เกิน 40 และ 60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จึงต้องใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมงเศษทีเดียว

ที่น่าสังเกตอีกอย่าง โพธิสัต ในพื้นที่นั้นจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า PURSAT จริงๆ น่าอ่าน ภูสัส

โพธิสัต…เมืองเกษตร

แหล่งท่องเที่ยว อีโคทัวร์

ดร. เมา ทานิน ผู้ว่าราชการจังหวัดโพธิสัต ได้ให้ข้อมูลสรุปในภาพรวมของจังหวัดโพธิสัตว่า เป็นเมืองเกษตรกรรมและเมืองท่องเที่ยว อยู่ห่างพนมเปญ 187 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดเกาะกง 86 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนไทยบ้านทมอดา อำเภอเวียลเวียง 182 กิโลเมตร

จังหวัดโพธิสัต มีพื้นที่ 12,692 ตารางกิโลเมตร ประชากร 473,294 คน ลักษณะพื้นที่ มีที่ราบ 10.16% เนินเขา 12.54% ภูเขา 67.48% และพื้นที่ในทะเลสาบ (Tonle Sap) 9.82%

ประชากร 85% ทำการเกษตรกรรม ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง ส้มเช้ง ยางพารา มะม่วงหิมพานต์

ผลผลิตที่ส่งออกได้ คือ ข้าวดอกลำดวน ข้าวโพด ถั่ว มันสำปะหลัง

ด้วยสภาพธรรมชาติพืชผลให้ผลผลิตดีมากและเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะอำเภอเวียลเวียงที่มีชายแดนติดกับไทยทางด้านบ้านทมอดา จึงทำให้เป็นแหล่งทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่

“ผลผลิต มันสำปะหลัง ข้าวโพดแดง ที่เวียลเวียงมีจำนวนมาก ซึ่งพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากให้ผลผลิตสูง เช่น มันสำปะหลัง จะให้ผลผลิต 30-35 ตัน/เฮกตาร์ (6 ไร่ 1 งาน) และเป็นเกษตรอินทรีย์ หากจังหวัดตราดผ่อนปรนให้เข้ามาทำการค้าได้ 3 หรือ 7 วัน จะทำให้การค้าระหว่างกันเพิ่มปริมาณสูงขึ้นและเชื่อมกับการท่องเที่ยวได้ เพราะนิยมสินค้าไทย และการค้าขายแถบทมอดา อำเภอเวียลเวียง อยู่ใกล้กับชายแดนไทยมากกว่าจังหวัดโพธิสัต” ผู้ว่าราชการจังหวัดโพธิสัต กล่าว

ส่วนการท่องเที่ยว โพธิสัต เป็นเมืองท่องเที่ยว อีโคทัวริสต์ (Eco Tourism) ปี 2558 มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 409,634 คน เพิ่มจาก ปี 2557 มีจำนวน 299,600 คน หรือ 36% เป็นชาวต่างประเทศ 8,690 คน เพิ่มขึ้นจาก 6,291 คน หรือ 38%

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น น้ำตก ทะเลสาบใหญ่ ป่าไม้ และแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างประเทศชื่นชอบมากคือ หมู่บ้านบนน้ำที่ทะเลสาบ ที่เรียกว่า หมู่บ้านกำปงลุง (Kampong Luong floating village) ตั้งติดอยู่กับทะเลสาบใหญ่ โตนเลสาบ (Tonle Sap Great Lake) ด้วย มีธรรมชาติของป่าไม้ แม่น้ำ เกาะแก่งที่สวยงามและเป็นแหล่งทำการประมงปลาน้ำจืดขนาดใหญ่

กำปงลุง ไฮไลต์…โตนเลสาบ

“หมู่บ้านกำปงลุง” อยู่ใน อำเภอกระกรอ (Krakor) อยู่ห่างจากจังหวัดโพธิสัต 37 กิโลเมตร เป็นชุมชนของชาวเวียดนามที่อพยพหนีสงครามมาอาศัยอยู่ที่ริมทะเลสาบใหญ่ มีประชากร 5,816 คน 1,123 ครอบครัว

ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ นิยมมานั่งเรือชมธรรมชาติบริเวณริมทะเลสาบรวมถึงวิถีชีวิตชาวเรือที่มีความเป็นอยู่เหมือนชุมชนขนาดใหญ่ อยู่บนเรือ มีหลายร้อยลำ ทั้งบ้านอยู่อาศัย ค้าขายสินค้าของกินของใช้ทุกอย่าง แม้กระทั่ง เรือ ซ่อมเครื่องยนต์ โรงงานทำน้ำแข็ง โฮมสเตย์ โบสถ์ โรงเรียน ห้องประชุมทำพิธีต่างๆ

หมู่บ้านกำปงลุงนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาท่องเที่ยวได้ในฤดูแล้ง ประมาณปีละ 6 เดือน เท่านั้น เพราะฤดูฝนระดับน้ำในทะเลสาบจะเอ่อล้นสูงขึ้น 4-5 เมตร ท่วมถนนทางเข้าที่เป็นถนนลูกรัง

คุณพอลล่า หรือ Mr. Orn Sophalla เจ้าหน้าที่สำนักงานจังหวัดโพธิสัต วัย 36 ปี พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และเคยได้ทุนมาเรียนที่เมืองไทย มีอัธยาศัยเป็นเจ้าบ้านที่ดี เล่าว่า พื้นที่ทางแยกเข้าทะเลสาบ ประมาณ 10 กิโลเมตร ที่ดินจะเป็นของรัฐบาล ให้ชาวกัมพูชาสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่เน้นการใช้โซลาร์เซลล์ เพราะไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แต่ละบ้านเก็บน้ำไว้ใช้ถังขนาดใหญ่

ส่วนตัวบ้าน เสาบ้าน จะวางกับพื้นดิน ไม่ขุดฝังลงไป เพราะฤดูฝนน้ำท่วมต้องย้ายไปอยู่ที่สูง ถึงฤดูแล้งจะกลับมาใหม่ ใครจะตั้งบ้านอยู่ตรงไหนก็ได้ เพราะเป็นที่สาธารณะ เพื่อนบ้านจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกปี

ชาวบ้านเหล่านี้ทำอาชีพประมง หาปลาจากโตนเลสาบ ดังนั้น เส้นทางผ่านเข้าหมู่บ้านกำปงลุงจะมีร้านขายปลาน้ำจืด ขายปลาแห้ง ที่จับได้จากทะเลสาบ

ปัจจุบัน หมู่บ้านกัมปงลุงลอยน้ำ รัฐบาลได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านจึงมีรายได้จากการให้บริการเช่าเรือนำนักท่องเที่ยวนั่งเรือเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวเรือ และธรรมชาติป่าไม้ริมทะเลสาบ อัตราค่าเช่าเรือ เช่าเหมาขนาดเล็ก 1-6 คน ค่าบริการ ชั่วโมงละ 13 เหรียญดอลลาร์ ขนาดใหญ่ ใหญ่นั่งได้ 7-10 คน ชั่วโมงละ 20 เหรียญดอลลาร์ และมากกว่า 11 คน ลำใหญ่จุได้ 30-40 คน ราคา 2 เหรียญดอลลาร์ ต่อคน

“นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศชอบเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่มาเอง แวะเที่ยวตามที่ต่างๆ และมานั่งเรือเที่ยว ซึ่งจะให้บริการตั้งแต่เช้าถึงประมาณ 5 โมงเย็น จนดวงอาทิตย์ตก บางช่วงจะมีเทศกาลแข่งเรือ บางครั้งจะเห็นฝูงนกขนาดใหญ่ ใกล้ๆ กันจะมีป่าไม้ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ส่วนในบ้านเรือจะเป็นเสมือนหมู่บ้านในชุมชนทั่วไปคือ มีทั้งที่อยู่อาศัย ร้านขายของทุกอย่าง ที่พักแบบโฮมสเตย์ โรงเรียน สถานที่จัดเลี้ยงงานพิธี เช่น งานแต่งงาน มีโบสถ์ โรงเรียน กลางคืนมองเห็นแสงไฟของหมู่บ้านขนาดใหญ่บนน้ำสวยงามมาก” คุณพอลล่า กล่าว

“พะเติล เมืองอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำ”

ขากลับเข้าเมืองโพธิสัต คุณวิยะดา ซวง อุปนายกสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดตราด ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว ไทย-กัมพูชา ของจังหวัดตราด ได้พาแวะทางแยกหมู่บ้านโอสดาว (Osdao) พร้อมเล่าให้ฟังว่า จุดน่าสนใจของที่นี่ อยู่บริเวณที่เป็นแลนด์มาร์คซึ่งมีรูปคล้ายขันเงิน กัมพูชา เรียกว่า “พะเติล” ลักษณะคล้ายพาน ขันเงิน มีลวดลายแกะสลักสวยงาม มีฝาปิด ต่างจากของไทยคือ มีขาตั้งมารอง มีความหมายว่า จังหวัดโพธิสัต อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำ หิน ที่นำมาแกะสลัก คือ “หินแก้ว” เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคล นำมาขัดสีจะนวลฉีดน้ำพรมจะใสออกสีเขียว คล้ายหยก เป็นทรัพยากรที่มีค่าของเมืองโพธิสัตอีกอย่างหนึ่ง นิยมมอบให้เป็นของที่ระลึกในระดับผู้ใหญ่ที่มาเยือน

ฝีมือการแกะสลักลวดลาย เทวรูป พระพุทธรูป อย่างสวยงาม สามารถชมและซื้อเป็นของที่ระลึกรูปพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ราคา 600-700 บาท ขนาดใหญ่ น่าจะหลัก 10,000-100,000 บาท เพราะขั้นตอนการทำยาก ชิ้นเล็กๆ ใช้ทำมือ ชิ้นใหญ่ใช้เครื่อง ใช้เวลาทำนาน บางชิ้นเป็นเดือนและหินต้องได้รับสัมปทาน

ก่อนอำลา โพธิสัต…คุณวิยะดา ซวง ให้ความเห็นว่า โอกาสของการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดตราดกับจังหวัดโพธิสัตเป็นไปได้สูง หากถนนหมายเลข 56 จากจังหวัดโพธิสัตเสร็จ สามารถเชื่อมต่อเสียมเรียบด้วยการเดินทางจากโตนเลสาบเพียง 40 นาที นอกจากนี้ โพธิสัต ยังมีความน่าสนใจทางธรรมชาติอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ หลังการประชุมต่อไปช่องทางนี้อาจจะพัฒนาเป็นจุดผ่อนปรนทางการค้า การท่องเที่ยวมีโอกาสที่จะพัฒนาร่วมกัน เพราะภาคเอกชนเตรียมจะทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว ด้วยโอกาส “ความใกล้และความสัมพันธ์ที่ดี”

…และนี่คือ โพธิสัต เมืองน่ารักๆ ที่รอให้ท่านไปสัมผัสด้วยเอง

…ทริปนี้ลืมไม่ได้ที่ต้องขอบคุณ คุณนิจตวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ “คุณป๊อป” นักวิชาการพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ผู้ประสานงานที่ช่วยให้ทริปนี้มีคุณค่าทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยว

เยี่ยมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีการประมง

ทวีลาภ การะเกด

เยี่ยมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ชุมพร

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานจังหวัดชุมพร ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร ได้นำสื่อมวลชนทั้งในพื้นที่จังหวัดชุมพร และจากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 30 คน เดินทางไปเยี่ยมชมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ของชุมชนชาวประมง หมู่ที่ 7 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมกันจัดขึ้น

การเดินทางไปยังธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองชุมพร ประมาณ 90 กิโลเมตร ต้องใช้ถนนเลียบชายฝั่งทะเลของกรมทางหลวงชนบท ผ่านตำบลสะพลี ตำบลชุมโค และตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง เมื่อไปถึงบ้านเกาะเตียบ จะได้พบกับธรรมชาติที่สวยงามและวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่มีประมาณ 90 ครอบครัว ซึ่งก่อสร้างบ้านพักอยู่ตามแนวชายหาดที่ขาวสะอาด ส่วนในท้องทะเลเมื่อมองจากชายหาด ก็จะเห็นความสวยงามของเกาะแก่งน้อยใหญ่ เช่น เกาะเวียง และเกาะรัง ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับสัมปทานในการเก็บรังนกอีแอ่นเกาะพระ และเกาะเตียบ โดยมีเรือประมงพื้นบ้านจอดเต็มไปหมดนับร้อยลำ

คุณดำ ชัยวิสิทธิ์ หนุ่มวัย 36 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบ (ธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ) ซึ่งทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นคือชื่อเดียวกัน เล่าให้สื่อมวลชนฟังว่า คำว่า “เกาะเตียบ” นั้น หมายถึง เกาะเล็กๆ ที่ลักษณะคล้ายตะปูเสียบลงไปในทะเล เดิมจึงเรียกว่า “เกาะเสียบ” จากนั้นจึงค่อยๆ เพี้ยนกลายเป็น “เกาะเตียบ” และกลายมาเป็นชื่อของชุมชนบ้านเกาะเตียบในที่สุด โดยเชื่อกันว่าเกาะเตียบดังกล่าวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ช่วงที่น้ำขึ้นเต็มฝั่งชาวประมงจะนำเรือไปเทียบเกาะเตียบก่อนออกเรือ และเมื่อนำเรือกลับเข้าฝั่ง

ประธานดำ เล่าต่อไปว่า เมื่อประมาณ 10 ปี ที่แล้ว ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง (ปัจจุบัน เสียชีวิตไปแล้ว) ที่ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านของชุมชนบ้านเกาะเตียบ เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งธนาคารปูม้าขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อต้องการให้ปูม้ามีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น โดยจะมีการคัดกรองปูม้าที่ถูกจับขึ้นมา เอาเฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น หากเป็นปูเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดก็จะปล่อยกลับคืนสู่ท้องทะเลไป ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จับขึ้นมาหมด ไม่ว่าปูขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ส่วนปูม้าขนาดใหญ่ที่จับขึ้นมาหากเป็นปูแม่พันธุ์ก็จะนำไปไว้ในธนาคารปูม้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกระชังปลาในทะเล เพื่อให้มีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกๆ 3 วัน จะมีการตรวจสอบว่าปูม้าที่เพาะเลี้ยงไว้เพิ่มจำนวนขึ้นมากน้อยเพียงใด โดยสมาชิกของกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบ ที่มีประมาณ 60 คน จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกไปตรวจสอบ

“นับตั้งแต่มีการจัดตั้งธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบขึ้นมา ชาวประมงสามารถจับปูม้าได้ทุกวัน เพราะเมื่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปูม้าที่อยู่ในธนาคารมีการขยายพันธุ์ เราก็จะนำปูที่เกิดใหม่เหล่านั้นไปปล่อยลงสู่ทะเลเพื่อให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งปูม้าที่ชุมชนชาวประมงบ้านเกาะเตียบจับได้ จะมีขนาดใหญ่ ประมาณ 3 ตัว 1 กิโลกรัม หากนำไปขาย ก็อยู่ที่กิโลกรัมละ ประมาณ 100 บาท” คุณดำ กล่าว

ประธานดำ กล่าวว่า หลังมีการรวมกลุ่มตั้งธนาคารปูม้าได้ประมาณ 4 ปี กรมประมง และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จึงเข้ามาให้การสนับสนุนเรื่องกระชังที่ใช้เพาะพันธุ์ปูม้าและด้านวิชาการ และเนื่องจากอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างเดียวอาจไม่มั่นคงมากนัก จึงเริ่มมีการนำเอาเรื่องท่องเที่ยวเข้ามา เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชนด้วย โดยจะมีกิจกรรมพานักท่องเที่ยวลงเรือประมงพื้นบ้านล่องทะเลชมเกาะแก่งที่สวยงาม แล้วไปแวะ “กินปูม้านั่งห้อยขา” บนที่ทำการธนาคารปูม้า ซึ่งมีการจัดทำเป็นโต๊ะกระจก มองเห็นน้ำทะเลด้านล่าง โดยนักท่องเที่ยวจะต้องนั่งที่พื้น ซึ่งเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยม เพื่อให้ผู้ที่นั่งกินปูม้ารอบๆ โต๊ะสามารถห้อยขาลงไป

“นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมธนาคารปูขณะนี้ยังมาในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ ที่มาเช้า เย็นกลับ เพราะเรายังไม่มีที่พักไว้รองรับ แต่ในเร็วๆ นี้ องค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง ร่วมกับชุมชนบ้านเกาะเตียบ จะมีการทำที่พักในลักษณะโฮมสเตย์ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักค้างคืนด้วย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไป รีบร้อนไม่ได้ สิ่งที่อยากฝากนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเยี่ยมชมธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบก็คือ ขอให้หลีกเลี่ยงการนำอาหารบรรจุกล่องโฟมและน้ำดื่มบรรจุขวดแก้วเข้ามา เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมด้วย” คุณดำ กล่าวทิ้งท้าย

ลุงประสงค์ ขาวสอาด อายุ 54 ปี รองประธานกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบ เปิดเผยว่า การทำธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบได้แนวคิดมาจากการไปดูงานโครงการหยุดร้อยคอยจับล้าน ซึ่งเป็นธนาคารปูแสม ที่จังหวัดตราด หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการทำธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ ดูแลโดยชุมชน แรกๆ ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเหมือนในปัจจุบัน จนกระทั่ง ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง ปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ ได้เข้ามาดูแลและบริหารธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบจนประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ แต่เมื่อลุงจางเสียชีวิต เมื่อ ปี 2558 จึงมีการเริ่มต้นธนาคารปูม้าด้วยการบริหารจัดการใหม่ โดยทำควบคู่กันไประหว่างบ้านปลา กับธนาคารปู เมื่อธนาคารปูประสบผลสำเร็จ จึงมีการต่อยอดด้วยการนำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนเข้ามา เพื่อให้เป็นรายได้เสริมของชุมชน ซึ่งได้มีการหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก่อนมีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบขึ้นมา

“เมื่อก่อน การจับปูจะใช้เครื่องมือในลักษณะการทำลายล้าง ที่เรียกว่า ลอบปู ที่พื้นลอบมีตาถี่มาก ทำให้ทั้งปูเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดและปูใหญ่ถูกจับขึ้นมาหมด ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนพื้นลอบให้มีตาห่าง 2.5 เซนติเมตร เพื่อให้จับได้เฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนปูที่ขนาดเล็กจะไม่ติดขึ้นมาด้วย ซึ่งหลังมีการเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้มีปูม้าให้ชาวประมงจับได้ทุกวัน จนกล้าพูดได้ว่า ทะเลแถบนี้มีปูม้ามากที่สุดในประเทศไทย” ลุงประสงค์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ นอกจากจะถือเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนบ้านเกาะเตียบและชาวชุมพรแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านในการนำเอาสิ่งที่ได้รับจากการเดินทางไปศึกษาดูงานมาประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสงวนรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอาไว้ให้เป็นแหล่งทำมาหากินที่ยั่งยืนของชุมชนไปชั่วลูกชั่วหลาน

ผู้ที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อล่วงหน้าไปก่อนทางโทรศัพท์ (090) 257-3513 และ (096) 061-5540 เพื่อให้กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบได้จัดเตรียมเรือและปูม้าทะเลสดๆ ไว้รองรับ

รักเดียว ของค็อกกะเทล ขี้อ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

รักเดียว ของค็อกกะเทล ขี้อ้อน

ส่วนใหญ่คนรักนก เมื่อได้เลี้ยงนกก็มักจะไม่เลี้ยงนกเพียงชนิดเดียว แต่จะเลี้ยงหลายชนิดที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อการดูแล เช่น กลุ่มคนรักนกปากขอ ก็จะมีนกเลิฟเบิร์ดเลี้ยงให้เห็น ตามมาด้วยนกค็อกกะเทล หรือ ซันคอร์นัว เลี้ยงร่วมอยู่ด้วย และอาจจะมีชนิดนกที่มากกว่านั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด ขึ้นอยู่กับความชอบความรักของแต่ละบุคคล

เช่น คุณวิโรจน์ ไปล่ปลดทุกข์ ที่หลงใหลในสัตว์ปีกหลากสีสันมากตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก็ซื้อมาเลี้ยงด้วยความรัก เริ่มต้นจาก 3 คู่ และคุณวิโรจน์เลือกนกเลิฟเบิร์ดทั้ง 3 คู่ เพราะรู้สึกรักในสีสันของเลิฟเบิร์ด คุณวิโรจน์ บอกว่า เขารู้สึกว่า นกเลิฟเบิร์ดมีหลายแบบหลายสี มีรายละเอียดในสีสันมากมายให้ได้สะสม หลังจากเลี้ยงได้สักระยะก็เริ่มผสมและได้ลูกนก ความชอบความรักเพิ่มขึ้นเป็นความใฝ่รู้ในเรื่องของการผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้นกสีต่างๆ ได้ลุ้น ได้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ลูกนกออกมา

ลูกนกแต่ละคอกที่ฟักออกมา คุณวิโรจน์ เต็มใจดูแลอย่างดี แต่ด้วยจำนวนที่เริ่มเยอะมากขึ้น ประกอบกับมีคนเริ่มรู้ว่าคุณวิโรจน์เลี้ยงนก จึงมาขอซื้อ ส่งผลให้คนรู้จักคุณวิโรจน์แบบปากต่อปาก ในฐานะคนเลี้ยงนกและมีนกเพาะขายพันธุ์แบ่งจำหน่าย

แม้จะเริ่มต้นจากนกเลิฟเบิร์ด แต่ปัจจุบันนี้ คุณวิโรจน์มีนกที่ดูแลอยู่ 5 ชนิด ได้แก่ เลิฟเบิร์ด ค็อกกะเทล ซันคอร์นัว บลูกรีนชีคคอร์นัว พายแอปเปิ้ลคอร์นัว ที่จำกัดไว้เพียงเท่านี้ เพราะคุณวิโรจน์ ต้องการให้เวลากับนกทุกชนิดอย่างเต็มที่ หากจำนวนมากเกินจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง นกอาจไม่มีคุณภาพ ซึ่งคุณวิโรจน์ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

“เมื่อก่อนตลาดนกดีมาก เช่น นกบลูกรีนชีคคอร์นัว เมื่อ 5 ปีก่อน ราคาคู่ละ 30,000-40,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาตกเหลือเพียงคู่ละ 3,000-4,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ราคานกในตลาดจะตกลงจนไม่น่าเลี้ยงหรือทำเป็นอาชีพ แต่เพราะมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บางโอกาสที่นกให้ลูกน้อย หรือออกสู่สายตาคนรักนกน้อย ก็จะทำให้ราคาซื้อขายนกขึ้นตามความต้องการ”

หลังจากนกเลิฟเบิร์ดเปิดตลาดให้คนรู้จักคุณวิโรจน์ นกอื่นๆ ก็เข้ามาสร้างเรื่องราวให้คนรู้จักคุณวิโรจน์ด้วยเช่นกัน และ “ค็อกกะเทล” ก็เป็นนกที่คุณวิโรจน์ เลือกมาให้ได้ทำความรู้จักเพิ่มขึ้นในวันนี้

คุณวิโรจน์ บอกว่า นกค็อกกะเทลเป็นนกขนาดกลาง หางยาว มีหงอน สีสันไม่มากนัก แต่มีความน่ารัก ซึ่งจุดเด่นของนกค็อกกะเทลอยู่ที่ มีความเชื่อง ขี้อ้อน เรียนรู้ได้เร็ว ฉลาด ไม่ร้องเสียงดัง สามารถผสมพันธุ์และให้ไข่ได้ตลอดปี หากต้องการให้นกค็อกกะเทลมีความเชื่อง ควรเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นนกลูกป้อน เพื่อให้คุ้นเคยกับผู้เลี้ยง หานำมาเลี้ยงตอนโต ก็ควรมีเวลาเล่นกับนกบ่อยๆ เพื่อให้นกคุ้นชินและติดผู้เลี้ยง ก็จะกลายเป็นนกเชื่อง ขี้อ้อน ติดเจ้าของในที่สุด

นกค็อกกะเทล เริ่มจับคู่เมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน แต่หากต้องการผสมให้ได้ลูกนก ควรให้นกมีความสมบูรณ์ จึงควรรอให้นกมีอายุ 1 ปีขึ้นไปจึงให้ผสมได้ การผสมพันธุ์หรือการจับคู่ ควรรอให้นกจับคู่กันเองก่อน โดยนกรุ่นให้ปล่อยกรงรวม นกจะจับคู่กันเอง หลังจากสังเกตเห็นว่านกจับคู่กันแล้ว โดยมีพฤติกรรมไซซ์ขนให้กันและกัน บินตามคลอเคลีย แสดงว่านกจับคู่แล้ว ควรแยกนกคู่ดังกล่าวออกไว้กรงต่างหาก และนำรังมาไว้ให้นก นำขี้เลื่อยรองพื้นรังหนาประมาณ 1 เซนติเมตร สำหรับให้นกผสมพันธุ์และฟักไข่

กรณีที่ผู้เลี้ยงซื้อนกลูกป้อนไปเพียงตัวเดียว หลังจากนกโตอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ต้องการให้นกได้รับการผสม ควรหาคู่มาให้นก ซึ่งผู้เลี้ยงควรรู้ก่อนว่านกลูกป้อนของตนเองเป็นเพศใด จากนั้นจึงจะซื้อเพศตรงข้ามมาจับคู่ให้

วิธีดูว่านกเป็นเพศใด คุณวิโรจน์ แนะนำว่า ในนกอายุ 4 เดือน จะแสดงพฤติกรรมให้เห็นชัด นกเพศผู้จะส่งเสียงร้องหรือผิวปากบ่อยครั้ง ส่วนนกเพศเมียจะเงียบ หรือผิวปากนานๆ ครั้ง ซึ่งวิธีสังเกตนี้ได้ผลค่อนข้างแน่นอนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นผู้ที่ไม่แน่ใจ ควรใช้ประสบการณ์ตรวจบริเวณกระดูกเชิงกรานของนก หรือที่เรียกว่า ตะเกียบที่ก้นนก ซึ่งหากเป็นนกเพศผู้ตะเกียบที่ก้นจะชิดและปลายตะเกียบแหลม ส่วนเพศเมียลักษณะตะเกียบนิ่มและห่าง แต่สำหรับผู้เลี้ยงที่ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่ควรตรวจสอบเพศด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้นกบาดเจ็บได้

หลังจากนกผสมพันธุ์ไม่นาน แม่นกจะออกไข่ นกค็อกกะเทลให้ไข่ครั้งละ 4-8 ฟอง ขึ้นกับความสมบูรณ์ของแม่นก การกกไข่เป็นหน้าที่ของทั้งพ่อนกและแม่นก พ่อนกกกไข่ในเวลากลางวัน แม่นกกกไข่ในเวลากลางคืน หลังจากไข่ใบแรกเริ่มฟักเป็นตัว จะเว้นวันฟักไข่ใบต่อไป บางครั้งอาจเว้นนานถึง 2 วัน ทำให้ลูกนกจากไข่ที่ฟักใบแรกมีอายุมากกว่าลูกนกที่ฟักจากไข่ใบสุดท้ายหลายวัน

“เพราะเหตุนี้ หากฟักเป็นลูกนกออกมาแล้ว ผู้เลี้ยงควรดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าไข่ครอกนั้นมี 1-4 ตัว ก็ปล่อยให้แม่นกและพ่อนกเลี้ยงลูกเองได้ แต่ถ้าลูกนกที่ฟักออกมามีจำนวนมากกว่า 4 ตัว ต้องเข้าไปช่วยเลี้ยง ด้วยการนำลูกนกที่โตกว่าออกมาเลี้ยงเป็นลูกป้อน หรือหากไม่นำออกมาเลี้ยงเป็นลูกป้อน ก็ควรหมั่นเข้าช่วยแม่นกหรือพ่อนกให้อาหารลูกนก โดยสังเกตกระเพาะว่าเต็มหรือไม่ หากผิวบริเวณกระเพาะอาหารเหี่ยวแสดงว่าไม่มีอาหารหลงเหลืออยู่ ควรหาอาหารป้อนให้กับลูกนก มิฉะนั้น อาจเกิดการสูญเสียลูกนกได้”

อาหารของนกค็อกกะเทล สำหรับคุณวิโรจน์ เห็นว่าอาหารนกก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรมีติดไว้และให้นกกินทุกวัน แต่อาหารเสริมที่ควรมีคือ ข้าวโพดสีเหลืองดิบ ขนมปังแผ่น ใบกะเพราทั้งก้าน และตะไคร้ ข้าวโพดสีเหลืองดิบและขนมปังแผ่น เป็นของชอบของนกค็อกกะเทลอยู่แล้ว ส่วนกะเพราเป็นพืชที่เมื่อนกกินเข้าไปแล้วจะช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหารและช่วยเรื่องของการรักษาร่างกายหากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัด ส่วนตะไคร้นั้น เป็นเสมือนสมุนไพรชนิดหนึ่ง เมื่อนกจิกกินไปแล้ว ส่วนที่เหลือของตะไคร้ก็จะตกตามรังของนก ช่วยไล่มดหรือแมลงที่มารบกวนในรังได้เป็นอย่างดี

หากพบว่านกป่วย โดยสังเกตพฤติกรรมของนกที่แสดงอาการพองขน ยืนหลบมุม ไม่เกาะคอน ควรใช้ยาผงลดไข้ละลายน้ำให้นกกิน แล้วพานกไปตากแดดอ่อนๆ ตอนเช้า เพื่อให้นกได้รับความอบอุ่น ซึ่งส่วนใหญ่หากนกป่วยนกจะต้องการความอบอุ่น ควรพาตากแดดในตอนเช้าช่วยได้มากทีเดียว

นกค็อกกะเทล เป็นนกผลัดขน มีระยะเวลาการผลัดขนตั้งแต่อายุ 4 เดือน 6 เดือน 9 เดือน หลังจากเจริญเติบโตเป็นนกในวัยเจริญพันธุ์แล้ว นกค็อกกะเทลจะผลัดขนปีละครั้งเท่านั้น

ในการผลัดขนแต่ละครั้ง ขนจะทยอยขึ้นใหม่ตามจำนวนขนที่หลุดไป ยกเว้นขนหัก กรณีขนหักไม่ได้หลุดจากโคน ไม่ควรดึงขนนกออก จำเป็นต้องปล่อยให้ขนเส้นนั้นหลุดออกเอง จากนั้นขนจะขึ้นใหม่ตามธรรมชาติ

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงนกค็อกกะเทล และเลี้ยงปล่อย เพราะนกเชื่อง ควรระวังสัตว์เลี้ยงภายในบ้านชนิดอื่น เช่น แมว สุนัข เป็นต้น

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนกค็อกกะเทลคือ ปัญหาเรื่องความไม่สะอาดของกรงและอาหาร อาจทำให้นกถ่ายเหลว ถ่ายติดก้น ซึ่งจะส่งผลให้นกป่วย และเป็นอาการที่หายยาก อาจสูญเสียนกได้ ดังนั้น ควรทำความสะอาดกรงนกให้บ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของนกค็อกกะเทล จะไม่ขี้ในรังนอน ฉะนั้น การทำความสะอาดกรงก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากมากอย่างแน่นอน

การเลือกซื้อนกค็อกกะเทล คุณวิโรจน์ แนะนำว่า ควรเลือกนกที่มีความสมบูรณ์ ดูรูปร่างของนก ความหนาแน่นของขน ความเรียบและมันของขน นิ้วเท้าครบ ดวงตาใส ไม่มีน้ำตาคลอเบ้า หากนกตัวดังกล่าวสภาพขนไม่สมบูรณ์ ก็ควรพิจารณาดูว่านกอยู่ในช่วงผลัดขนหรือไม่ หากอยู่ในช่วงผลัดขน ให้สังเกตดูขนใหม่ที่เริ่มแทงให้เห็น ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่านกอยู่ในช่วงผลัดขนจริง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยอื่น ก็สามารถเลือกนกตัวนั้นๆ ได้

“สีของนกค็อกกะเทล มีไม่มาก แต่ลูกเล่นในสีพื้นของตัวนกมีหลายแบบ เช่น ลายหยดน้ำ ลายกั๊กเล็ก ลายกั๊กใหญ่ สีซิลเวอร์ก็เป็นสีออกเทาเงินที่ไม่ขาวเสียทีเดียว หรือสีมุก ก็เป็นสีที่บางคนเข้าใจว่า ไม่ค่อยมี แต่จริงๆ แล้ว ทุกสีมีทั่วไป อยู่ที่ผู้เลี้ยงว่าเคยเห็นหรือไม่ หากไม่เคยเห็นก็ต้องอยากได้เป็นธรรมดา สำหรับราคาซื้อขายนกของผม ราคาตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป”

ปัจจุบัน คุณวิโรจน์มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นกที่จับคู่แล้วจำนวนมาก ทั้งเลิฟเบิร์ด ซันคอร์นัว ค็อกกะเทล บลูกรีนชีคคอร์นัว พายแอปเปิ้ลคอร์นัว หากท่านใดสนใจขอคำแนะนำในการเลี้ยง คุณวิโรจน์ก็ยินดี หรือจะแวะเข้าไปดูที่ฟาร์มก็ทำได้ที่ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขอเพียงแต่ติดต่อมาล่วงหน้าก่อน ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 783-4992 หรือติดตามดูทางเฟซบุ๊ก : สถานีเลี้ยงนก บ้านสัตหีบ

วิฟ เอเชีย 2017 สุดยอดงานนิทรรศการปศุสัตว์ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนฯ ปศุสัตว์

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

วิฟ เอเชีย 2017 สุดยอดงานนิทรรศการปศุสัตว์ครบวงจร

“เส้นทางสายไหม” (Silk Road) ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในอดีต เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาคตะวันออกกับตะวันตก ทว่ายุคสมัยนี้ อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibitions) นับเป็นสะพานเชื่อมโยงการค้าที่สำคัญของทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน เพราะเป็นด่านแรกในการเปิดประตูการค้าและการลงทุน ทำให้ผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้ขายในแต่ละอุตสาหกรรมมาพบกัน รวมทั้งเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) สร้างโอกาสทางการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าทางการค้า ช่วยส่งเสริมให้เกิดห่วงโซ่มูลค่า (Global Value Chain) ทางการค้าและการลงทุนในระยะยาว

ชมเทคโนโลยีปศุสัตว์ระดับโลก ที่งาน “วิฟ ไชน่า 2016”

งานแสดงเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ “วิฟ ไชน่า 2016” (VIV CHINA 2016) จัดโดยบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ ยุโรป จำกัด จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2559 ณ ศูนย์แสดงสินค้า ไชน่า อินเตอร์เนชันแนล เอ็กซิบิชั่นส์ เซ็นเตอร์ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับเป็นสะพานที่เชื่อมโยงการค้าของโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกได้อย่างลงตัว

“วิฟ ไชน่า 2016” จัดเป็นประจำทุกๆ 2 ปี ในปี 2014 มีผู้เข้าร่วมงาน 140 ประเทศ แต่ปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานหลากเชื้อชาติมากขึ้น โดยกลุ่มใหญ่ 33% เป็นกลุ่มผู้ค้าจากสหรัฐอเมริกา ตลอด 3 วันของการจัดงาน นับเป็นช่วงเวลาที่เยี่ยมยอดสำหรับการเรียนรู้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ครบวงจร

ภายในงานมีผู้ประกอบการจีนและต่างชาติ ประมาณ 500 ราย นำสินค้าปศุสัตว์นานาชนิดมาเปิดการขายในตลาดจีน ประเภทพันธุ์สัตว์ ยาสัตว์ อาหารสัตว์ อุปกรณ์เครื่องมือประเภทโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ เครื่องฟักไข่ และกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ เช่น ธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืนของจีน การจัดการอาหารและการควบคุมสุขภาพสัตว์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะหลังภาคปศุสัตว์ของจีนขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสัตว์ปีก สังเกตได้จากวันแรกของการเปิดงาน วิฟ ไชน่า 2016 HatchTech, HuaYu และบริษัท ไฮ-ไลน์ จำกัด (Hy-Line) ได้ร่วมการเซ็นสัญญาความร่วมมือก่อสร้างโรงเพาะฟักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่มณฑลเหอเป่ของจีน โดยมีกำลังการผลิตรวม 55 ล้านตัน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในอนาคต

คุณโทมัส ดิซอน ผู้จัดการด้านการตลาด บริษัท ไฮ-ไลน์ จำกัด ผู้พัฒนาสายพันธุ์ไก่ไข่รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้นำเสนอสายพันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. สายพันธุ์ ไฮ-ไลน์ ซิลเวอร์ บราวน์ ไข่เปลือกสีน้ำตาลเข้ม 2. สายพันธุ์ไฮ-ไลน์ โซเนีย เปลือกไข่สีน้ำตาลอ่อน 3. ไฮ-ไลน์ W-36 เปลือกไข่สีขาว 4. ไก่ไข่พันธุ์ไก่ไฮ-ไลน์ บราวน์ เปลือกไข่สีน้ำตาล ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดจีนและไทย และ 5. ไก่ไข่สายพันธุ์ ไฮ-ไลน์ W-80 ลักษณะเปลือกไข่สีขาว ที่มีลักษณะเด่นคือ เลี้ยงได้ในระบบโรงเรือนและเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ เนื่องจากไก่ไข่สายพันธุ์นี้ เลี้ยงง่าย เติบโตเร็ว สามารถประหยัดต้นทุนการผลิตได้ต่ำกว่าไก่ไข่พันธุ์ทั่วไปถึง 10% โดยจะนำสินค้าออกจัดแสดงในงานวิฟ เอเชีย 2017 ที่กรุงเทพฯ ในปีหน้าด้วย

เตรียมพบ “วิฟ เอเชีย 2017” ต้นปีหน้า

การเยี่ยมชมงานแสดงสินค้า “วิฟ ไชน่า 2016” ในครั้งนี้ ถือเป็นการชิมลางบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีด้านวงการปศุสัตว์ของจีน ก่อนพบกับงานแสดงสินค้า “วิฟ เอเชีย 2017” สุดยอดงานนิทรรศการด้านปศุสัตว์และประมงครบวงจรของภูมิภาคเอเชีย กำหนดจัดงาน ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

“วิฟ เอเชีย 2017” จัดขึ้นโดย บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ ยุโรป จำกัด จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และ บริษัท ทีซีซี เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้นำตลาดการจัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทย

คุณปนัดดา อรรถโกวิท ผู้จัดการโครงการวิฟ เอเชีย กล่าวว่า งานวิฟ เอเชีย ถูกจัดขึ้นทุก 2 ปี เป็นงานนิทรรศการระดับเอเชียที่วงการปศุสัตว์ทั่วโลกต่างรู้จักและให้ความสำคัญในมาเยี่ยมชมงานเพิ่มขึ้นทุกปี ในครั้งนี้ผู้จัดมุ่งเน้นให้มีทุกธุรกิจและบริการเพื่อครอบคลุมตั้งแต่การเพาะเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งถึงการแปรรูปเพื่อใช้บริโภค (From Feed to Food) ภายในงานจะเป็นแหล่งพบปะของนักธุรกิจชั้นแนวหน้าระดับโลก ทั้งในเอเชียและยุโรปที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต การแปรรูปสัตว์ปีก เนื้อหมู ผลิตภัณฑ์จากนม และสัตว์น้ำครอบคลุมสินค้าปศุสัตว์และประมงครบทุกมิติ ถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

“วิฟ เอเชีย 2017 กลับมาอีกครั้ง โดยเน้นสร้างภาพลักษณ์และกิจกรรมภายในงานให้ตอบโจทย์ผู้เข้าชมงานจากนานาชาติมากกว่าเดิม คาดว่าจะมีผู้ประกอบไทย-ต่างชาติสนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 40,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าต่างชาติ 60% และคนไทย 40% เมื่อ 2 ปีก่อนมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าภายในงานวิฟ เอเชีย ประมาณ 13,616 ล้านบาท คาดว่า ปีหน้าจะมียอดซื้อขายภายในงานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% เนื่องจากมีฐานกลุ่มลูกค้าใหม่จำนวนมากจากภูมิภาคเอเชีย ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปแอฟริกา” คุณปนัดดา กล่าว

ด้าน คุณเซนยา แอนโทชิน ผู้จัดการงานแสดงนิทรรศการ วิฟ เอเชีย กล่าวว่า งานวิฟ เอเชีย เป็นนิทรรศการธุรกิจปศุสัตว์ที่ได้รับความนิยมจากบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 บริษัททั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย คาดว่า 5 ประเทศแรกที่จะมีบริษัทเข้าร่วมจัดงานมากที่สุดคือ ประเทศจีน เนเธอร์แลนด์ ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และประเทศฝรั่งเศส จุดเด่นพิเศษของการจัดงาน วิฟ เอเชีย ในครั้งนี้ ผู้จัดงานได้ขยายพื้นที่การจัดงานใหญ่ที่สุด จัดสรรพื้นที่โดยรวม 4 ห้องโถงใหญ่เข้าด้วยกัน ทำให้ค้นหาที่ตั้งจุดแสดงของสินค้าได้ง่ายขึ้น และเพิ่มกลุ่มธุรกิจสุขภาพและโภชนาการของสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก ประเภทสุนัข แมว ฯลฯ ภายใต้ชื่อ VIV Asia of Pet Health and Nutrition ไว้ในพาวิลเลี่ยนและจัดการประชุม PETSConnect Asia

มาครั้งเดียว เที่ยวชมได้ 3 งาน

ช่วงการจัดงาน ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม พ.ศ. 2560 เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์ธุรกิจของคนในวงการเกษตรและปศุสัตว์อย่างแท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะจัดงานแสดงสินค้าเกษตร 3 งาน ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ งาน วิฟ เอเชีย และ “ฮอร์ติ เอเชีย 2017” (Horti ASIA 2017) ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้ ระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ลูกค้ายังมีโอกาสชม “อะกริเทคนิก้า เอเชีย” ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของโลก จัดโดยสมาคมเกษตรแห่งเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเปิดตลาดเอเชียเป็นครั้งแรก สาเหตุที่เลือกจัดงานที่ประเทศไทยซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการค้าของทวีปเอเชียนั่นเอง โดยคัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรของตลาดเอเชีย ซึ่งมีบริษัทชั้นนำระดับโลกร่วมสนับสนุนการจัดงานอย่างเป็นทางการ ได้แก่ AGCO/Massey Ferguson, CLAAS, Fliegl, LOVOL, Maschio Gaspardo และ POTTINGER ล้วนเป็นบริษัทที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีการเกษตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ปัจจุบันเกษตรกรจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต นำไปสู่การปรับใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก การจัดงานครั้งนี้จึงเน้นนำเสนอเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านวิศวกรรมการเกษตรจากจีน เดนมาร์ก ฯลฯ มาช่วย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดิน เพาะปลูก ระบบน้ำ เก็บเกี่ยวผลผลิต ตลอดจนการเก็บรักษา ขนส่ง และการผลิตพลังงานทดแทน นอกจากนั้น ยังมีพาวิลเลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทน ที่นำชีวมวลมาเปลี่ยนเป็นแก๊สเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร

ด้านสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ยังสนับสนุนการเชิญผู้ซื้อรายใหญ่ทั่วภูมิภาคเอเชียมาร่วมงาน ภายใต้แคมเปญ Hosted Buyer Program เพื่อรองรับผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำมากกว่า 150 คนทั่วเอเชีย โดยมอบอภินันทการห้องพักรับรองตลอดระยะเวลาการเข้าชมงานที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับธุรกิจการเกษตรแห่งอาเชียให้เป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจระดับโลก ผู้สนใจสามารถส่งใบสมัครเพื่อร่วมโครงการได้ที่ buyer@agritechnica-asia.com หรือติดต่อทีมจัดงานได้ที่ http://www.agritechnica-asia.com/visiting เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 ธันวาคม 2559

เปิดให้ชมงานฟรี แต่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

คุณปนัดดา กล่าวว่า ในปีหน้าได้กำหนดกติกาเข้าชมงานใหม่ โดยกำหนดให้ลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีล่วงหน้า ผ่านเว็บไซต์ WWW.VIV.NET ตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึง 17 มีนาคม 2560 (ไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าร่วมชมงาน เพราะภายในงานมีการจัดแสดงอุปกรณ์เครื่องจักร) หากใครมาลงทะเบียนหน้างานจะถูกเรียกเก็บค่าเข้าชมคนละ 500 บาท เพื่อนำเงินรายได้ดังกล่าวไปบริจาคเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนต่อไป เหตุผลที่ต้องการตั้งกติกาดังกล่าวเพื่อประหยัดเวลาในการลงทะเบียนและต้องการประวัติลูกค้าและวัตถุประสงค์การเข้าชมงานเพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ปรับปรุงการจัดงานครั้งต่อไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“ทางคณะผู้จัดงานขอเรียนเชิญเกษตรกรทุกท่านเข้าร่วมงานครั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเกษตรกรรายเล็กหรือรายใหญ่ ทุกท่านมีบทบาทเป็นนักธุรกิจเหมือนกัน เพียงลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าครั้งเดียวสามารถเดินเที่ยวชมได้ทั้ง 3 งาน คุณสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำธุรกิจ และติดตามความเคลื่อนไหวนวัตกรรมเทคโนโลยีของวงการปศุสัตว์ พืชไร่ พืชสวน ได้อย่างเต็มที่” คุณปนัดดา กล่าวในที่สุด

แกะเนื้อ อนาคตสดใส สัตว์เศรษฐกิจที่ใช้พื้นที่น้อย จับขายได้เร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

แกะเนื้อ อนาคตสดใส สัตว์เศรษฐกิจที่ใช้พื้นที่น้อย จับขายได้เร็ว

สวัสดีครับ ผมระหกระเหเร่ร่อนสัญจรไปพบพี่น้องเกษตรกรมาทั่วประเทศ และอีกหลายประเทศก็เคยไป ผมพบว่าผืนแผ่นดินสำหรับทำการเกษตรมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินจำกัดเหลือเกิน ยิ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนายิ่งไปใหญ่ ปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยิ่งรุนแรง เกษตรกรมีที่ดินน้อยลง เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหามาตลอด ไม่ว่าสมัยไหนรัฐบาลใดก็ไม่สามารถแก้ไขให้เกษตรกรตาดำๆ พ้นบ่วงกรรมนี้ไปได้ ในมุมมองของผม พี่น้องเกษตรกรรายย่อยควรตื่นตัวมองหาช่องทางทำกินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ดินน้อยก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะกับการใช้พื้นที่น้อย ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่สามารถขายได้เร็ว ผลผลิตสูง ราคาดี มีตลาดรองรับ ในด้านปศุสัตว์ผมเคยนำเสนอแพะและแกะให้เป็นสัตว์ที่เกษตรกรรายย่อยน่าจับตาและควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน มาฉบับนี้ผมนำเรื่องแกะเนื้อมารายงานอีกครั้งเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้พี่น้องเกษตรกรคนจำนวนมากแต่เสียงแผ่วเบา ให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ

เลิกปลูกอ้อย หันมาเลี้ยงแพะ

พาท่านมาพบกับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ที่ ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คุณฐษณพร เริ่มเล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ที่มีอยู่ใช้ในการปลูกอ้อยมาก่อน แต่เห็นว่าในพื้นที่มีกระถินขึ้นอยู่เยอะ คิดว่าน่าจะเหมาะกับการเลี้ยงแพะ จึงไปซื้อแพะเนื้อมา 18 ตัว เมื่อ ปี พ.ศ. 2551 โดยใช้พื้นที่ที่เคยเป็นไร่อ้อย ประมาณ 30 ไร่ เปลี่ยนมาเลี้ยงแพะ โดยเริ่มต้นเลี้ยงแพะพันธุ์ลูกผสมพื้นเมืองกับแองโกลนูเบียน จากแพะจำนวน 18 ตัว เมื่อเริ่มต้นขยายจำนวนมาเป็น 100 กว่าตัวในเวลาปีกว่าๆ “เราเห็นว่าแพะน่าจะเหมาะกับการเลี้ยงในพื้นที่ของเรา และตอนนั้นตลาดมีความต้องการแพะเนื้อเพิ่มมากขึ้น เราจึงตัดสินใจขยายฝูงออกไปอีกจาก 100 เป็น 200 กว่าตัว ในเวลา 2-3 ปี” คุณฐษณพร เล่าให้ฟัง

ลดจำนวนแพะ เพิ่มจำนวนแกะ

คุณฐษณพร เล่าต่อไปว่า “ช่วงประมาณปี 2552 มีพ่อค้ามาขายแกะพันธุ์ลูกผสมพม่าหางยาวให้ จำนวน 9 ตัว เราก็เลี้ยงรวมๆ กับแพะที่มีอยู่ 200 กว่าตัว” แกะพันธุ์พม่า หรือที่นิยมเรียกว่า พันธุ์พม่าหางยาว นี้มีขนสีน้ำตาลหรือน้ำตาลไหม้ หน้าโหนกไม่แหลม มีหางยาว โคนหางใหญ่ แกะพันธุ์นี้มีน้ำหนักมากกว่าพันธุ์พื้นเมืองของไทย ประมาณ 10-20 กิโลกรัม นิยมใช้เป็นพ่อพันธุ์ ผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมืองของไทยเพื่อให้ได้ลูกผสมที่โตเร็วและน้ำหนักสูงขึ้น หลังจากเลี้ยงแพะและแกะรวมกันมาได้สักระยะ คุณฐษณพร ก็พบว่า แกะเลี้ยงง่ายกว่า กินน้อยกว่า และใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าแพะ จึงเพิ่มจำนวนแกะขึ้นไปถึง 200 กว่าตัว “หลังจากเลี้ยงแกะมาได้สักระยะก็พบกับตัวเองว่าแกะมีนิสัยขี้ขลาดกว่าแพะ ดื้อซนน้อยกว่าแพะ ในขณะที่แกะเลี้ยงง่ายกว่า ใช้คนดูแลน้อยกว่า จากเดิมเลี้ยงแพะ 200 กว่าตัว ใช้คนเลี้ยง 3 คน แต่เลี้ยงแกะ 200 กว่าตัวเท่ากัน ใช้คนเลี้ยงแค่คนเดียว นอกจากนั้น แกะยังกินง่ายกว่าแพะ แถมยังโตเร็วกว่า ใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่าแพะ สามารถจับขายได้เมื่ออายุเพียง 4 เดือนเท่านั้น เราจึงเริ่มลดจำนวนแพะลงแล้วเพิ่มจำนวนแกะให้มากขึ้น” คุณฐษณพร เล่า

ข้อดีของการเลี้ยงแกะเนื้อ

คุณฐษณพร เล่าต่อไปว่า “หลังจากพบว่าแกะเลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย สามารถทำกำไรให้ได้มากกว่าแพะ เราจึงหันมาจริงจังกับการเลี้ยงแกะเนื้อโดยซื้อแกะพ่อพันธุ์แท้เลือด 100% เข้ามาคุมฝูง ใช้ผสมกับแกะแม่พันธุ์ที่เรามีเพื่อสร้างฝูงแกะลูกผสมของเราเอง” จากข้อมูลของคุณฐษณพร สามารถสรุปข้อดี ข้อได้เปรียบของการเลี้ยงแกะเนื้อได้ว่า

– แกะเนื้อไม่ดื้อ ไม่ซน จึงใช้คนเลี้ยงน้อยกว่าแพะ

– แกะกินอาหารได้หลากหลายกว่า เช่น กินฟางได้ซึ่งแพะไม่กิน ในสภาพเลี้ยงปล่อยแกะชอบเล็มกินหญ้าสั้นๆ ติดพื้นที่เหลือจากการกินของแพะได้

– แกะโตเร็ว สามารถจับขายตลาดเนื้อได้เร็วกว่าแพะ แกะขายได้เมื่ออายุ 4-6 เดือน ซึ่งเนื้อแกะอายุขนาดนี้เป็นที่ต้องการของตลาด

– แกะตัวเมียสามารถเป็นสัดพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุเพียง 10 เดือน ตั้งท้องเพียง 4 เดือน 1 ปีจึงสามารถได้ลูกแกะ 2-3 ตัว ต่อแม่แกะ 1 ตัว

– แกะมีตลาดที่หลากหลายกว่าแพะ เช่น ตลาดเนื้อ ตลาดรีสอร์ต ตลาดโชว์ตัวอย่างลูกแกะป้อนนม ตลาดแกะขุน เป็นต้น

พันธุ์/อาหาร/แกะเนื้อ

ตอนนี้คุณฐษณพรใช้แกะเนื้อพันธุ์แท้เป็นพ่อพันธุ์คุมฝูงโดยใช้พ่อพันธุ์แกะพันธุ์ดอร์เปอร์เลือด 100% ซึ่งเป็นแกะเนื้อที่ให้เนื้อคุณภาพสูง ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี ทนแล้ง ลำตัวสีขาว หัวสีดำ ไม่มีเขา และพ่อพันธุ์ซานตาอิเนส เลือด 100% ซึ่งเป็นแกะขนาดใหญ่ ใบหูยาวปรก หน้าโค้งนูน มีหลายสี เข้ามาเป็นพ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์ทั้งหมดซื้อมาในช่วงที่ยังอายุน้อย ซื้อมาราคาตัวละ 35,000 บาท จากรักษ์ฟาร์ม จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อนำมาผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์พม่าหางยาวที่มี ในอัตราพ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 50 ตัว เพื่อให้ได้แกะเนื้อลูกผสมที่มีเนื้อมาก โตเร็ว กินง่าย และทนทานต่อสภาพแวดล้อม ส่วนเรื่องอาหารแกะนั้น คุณฐษณพร บอกว่า “ตอนเช้าก่อนจะปล่อยแกะออกจากคอก เราจะให้อาหาร อย่าง ฟาง ผิวถั่วเหลือง และมันหมักยีสต์ ที่ได้จากการโม่มันสำปะหลัง บรรจุใส่ถัง 200 ลิตร เติมยีสต์เข้าไปหมักซึ่งสามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้นานเป็นปี แกะจะกินอาหารทั้ง 3 อย่างนี้ประมาณตัวละครึ่งกิโลกรัม ซึ่งเคยคิดเป็นราคาต้นทุนอาหารอยู่ที่ 1 บาท ต่อแกะ 1 ตัว หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อยเราก็จะปล่อยแกะลงทุ่งให้หาหญ้าธรรมชาติ ใบไม้ต่างๆ กินตั้งแต่ 09.00-12.00 น. หลังจากนั้น จะต้อนกลับเข้าคอกเพราะอากาศร้อน ธรรมชาติของแกะมักจะนอนหลบแดด ไม่หากิน ต้อนกลับมาที่คอก 2-3 ชั่วโมง ตอนบ่าย 3 เราก็ปล่อยลงทุ่งอีกจนถึงประมาณ 6 โมงเย็น แกะจะกลับมาเข้าคอก เราจะให้อาหารเย็นเป็นผิวถั่วเหลืองกับมันหมักยีสต์อีกรอบ”

ราคาขายแกะเนื้อ

ในเรื่องราคาขาย คุณฐษณพร บอกว่า “แกะเนื้อตัวผู้จับขายตลาดเนื้อได้เมื่ออายุ 4 เดือน ราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 100 บาท 1 ปีจะจับแกะขายออกไปได้ 2 รอบ โดยตลาดอยู่ที่คอกขุนที่ซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และตลาดที่เป็นเขียงเนื้อสำหรับเนื้อชั้นดี ส่วนตลาดเพื่อการท่องเที่ยวการโชว์ตัวก็จะขายลูกแกะสำหรับนำไปหัดป้อนนมจากขวด ราคาขายลูกแกะยังไม่หย่านมตัวละ 1,500 บาท แต่หากเป็นลูกแกะที่ฝึกจนกินนมจากขวดเป็นแล้วเราขายราคาตัวละ 4,000 บาท อีกตลาดของแกะก็คือ ตลาดพันธุ์สำหรับคนที่จะซื้อไปเลี้ยงขยายฝูงขยายพันธุ์ต่อไป เราขายเป็นคู่แม่ ลูก ราคาคู่ละ 5,000 บาท”

คุณฐษณพร บอกว่า “ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาเรื่องโรคของแกะในพื้นที่ และในความเห็นส่วนตัวมองว่าแกะเป็นสัตว์มีอนาคตเพราะเนื้อราคาแพงกว่า คุณภาพดีกว่าเนื้อแพะ โตเร็วได้เงินเร็ว เรื่องอาหารก็ไม่มีปัญหา ในพื้นที่ฟาร์มของเราช่วงหน้าแล้งหญ้าน้อยก็ไม่มีปัญหากับแกะเพราะแกะชอบเล็มกินหญ้าสั้นๆ แต่จะให้ดีก็ควรสร้างแปลงหญ้าพันธุ์ดีเอาไว้ให้ด้วย”

นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มองหาอาชีพสร้างรายได้ ใครสนใจอยากได้ข้อมูล อยากพูดคุย ติดต่อ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ได้ที่ โทร. (085) 226-6741 ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ