อากาศเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลสุขภาพสัตว์อย่างไรดี ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุรเดช สดคมขำ

อากาศเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลสุขภาพสัตว์อย่างไรดี ?

ช่วงฤดูกาลที่อากาศแปรปรวนเช่นนี้ อาจส่งผลให้สัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยง เกิดความเครียด และภูมิคุ้มกันต่อโรคลดลง ทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทาง ซีพีเอฟ ได้มีข้อแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สุกร และสัตว์น้ำ

สัตว์ปีก ต้องดูแลเป็นพิเศษ

โดย น.สพ. นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกต้องใส่ใจดูแลสัตว์เป็นพิเศษ ด้วยการปรับสภาพในโรงเรือนให้ดี และต้องเน้นการให้ความอบอุ่นแก่ตัวสัตว์ โดยเฉพาะลูกสัตว์ อาทิ การใช้ผ้าม่านหรือกระสอบสำหรับบังลมรอบโรงเรือน โดยต้องมีการระบายอากาศ

ส่วนในโรงเรือนปิดแบบอีแว้ปก็ควรกั้นผ้าหรือกระสอบเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้มีลมโกรก และอาจเพิ่มไฟกกให้กับสัตว์ที่อายุยังน้อยเพื่อไม่ให้นอนสุมที่จะเสี่ยงต่อความเสียหายได้ ทั้งนี้ ย้ำว่าไม่ควรสุมไฟให้ไก่เพราะอาจเกิดอันตรายได้

สำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อหรือไก่กระทงที่ใช้แกลบรองพื้นในการเลี้ยง ต้องหมั่นกลับแกลบอย่างน้อย 1-2 วัน ต่อครั้ง เพื่อป้องกันการเก็บความชื้น

ส่วนไก่ไข่ต้องจัดการกับมูลไก่ใต้กรงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดผลกระทบจากแก๊สแอมโมเนีย

พร้อมกันนี้ แนะนำให้เพิ่มการให้อาหารมากขึ้น เพราะไก่จะนำพลังงานจากอาหารไปต่อสู้กับความหนาวเย็น

นอกจากนี้ ต้องเข้มงวดกับการทำวัคซีนป้องกันโรคตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด และสามารถเพิ่มให้วิตามินละลายน้ำให้ไก่กินได้ตามสมควร

น.สพ. นรินทร์ กล่าวอีกว่า ช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงการอพยพย้ายถิ่นของฝูงนกจากฤดูกาลของเขตหนาวในซีกโลกเหนือมายังประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ประเทศไทย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ปีก จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้มาตรการ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และการเลี้ยงด้วยวิธีที่ถูกต้อง

โดยข้อควรปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกแบบปล่อย เช่น เป็ดไร่ทุ่ง และไก่บ้าน ในช่วงนี้ว่า ควรนำสัตว์ปีกเข้าไปเลี้ยงภายในโรงเรือนที่มีตาข่ายปิดมิดชิดและมีหลังคาคลุม เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกจากฝูงนกอพยพ ควบคู่กับการให้น้ำของสัตว์ปีกจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 ppm หรือปริมาณน้ำ 1,000 ลิตร ใช้คลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 กรัม รวมไปถึงการพ่นยาฆ่าเชื้อในกลุ่มกลูตาราลดีไฮด์เป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญควรมีรองเท้าบู๊ตสำหรับใส่ภายในโรงเรือนโดยเฉพาะ

“สำหรับเกษตรกรที่สงสัยว่าสัตว์ของตนเองเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค โดยสังเกตจากการตายผิดปกติเกินร้อยละ 1 ของสัตว์ทั้งฟาร์ม ต่อวัน สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ของ ซีพีเอฟ เพื่อลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสัตว์ และนำมาส่งตรวจที่สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก โดยจะทราบผลภายใน 1-2 วัน” น.สพ. นรินทร์ กล่าว

การจัดการในสุกร

ด้าน น.สพ. ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายธุรกิจสุกร ให้คำแนะนำด้านการจัดการสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรว่า ต้องควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนเลี้ยงสุกรให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่หนาวจนเกินไป โดยสังเกตง่ายๆ จากการนอนของสุกร ถ้าอุณหภูมิเหมาะสม สุกรจะนอนสบาย ใช้ด้านข้างตัวนอนราบกับพื้น หากอุณหภูมิต่ำเกินไปสุกรมักจะนอนบนขาตัวเอง มีอาการหนาวสั่น หรือนอนสุมกันเป็นกอง

นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมอย่าให้ภายในโรงเรือนเปียกชื้นหรือแฉะมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้อุณหภูมิภายในลดต่ำลง ในกรณีที่อุณหภูมิในโรงเรือนต่ำลงมาก อาจใช้ผ้าม่านกั้นแนวลมที่จะเข้าโรงเรือนเพื่อไม่ให้ลมหนาวพัดผ่านตัวสุกรโดยตรง กรณีลูกสุกรอายุน้อยอาจทำกล่องกกและเพิ่มหลอดไฟกก หรือใช้วัสดุรองพื้น เช่น ไม้รองนอน แกลบ ขี้กก เป็นต้น แต่ต้องมั่นใจว่าวัสดุรองนอนเหล่านั้นปลอดจากเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมการให้อาหารให้เหมาะสม ด้วยการแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นการกินอาหารของสุกร

สำหรับสัตว์กีบคู่ อาทิ โค กระบือ สุกร ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังเรื่องโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) การป้องกันโรคนี้ทำได้โดยการทำวัคซีนตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำ และต้องป้องกันสัตว์พาหะจากภายนอกที่อาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงไม่อนุญาตให้คนภายนอกที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากฟาร์มอื่นเข้าฟาร์ม ที่สำคัญต้องไม่อนุญาตให้รถขนส่งสัตว์กีบคู่จากฟาร์มอื่นๆ ที่มีสัตว์อยู่บนรถขนส่งเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และในสุกรควรระวัง โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) เป็นพิเศษ

สำหรับการป้องกันโรคควรมุ่งเน้นการควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนที่เหมาะสม กรณีเกิดโรคขึ้นในฟาร์มให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพสัตว์และขอคำแนะนำอย่างครบวงจรได้ที่ สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โทร. (02) 988-0670 ในเวลาทำการตั้งแต่ 08.30-18.00 น.

เลี้ยงปลา ควรทำอย่างไรดี?

ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงนี้ คุณอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำของ ซีพีเอฟ ได้ให้ข้อแนะนำว่า ปัจจุบันที่หลายพื้นที่มีสภาพอากาศแปรปรวนโดยอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงเช้าและค่ำ สลับกับร้อนขึ้นในช่วงกลางวัน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของปลา เนื่องจากปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นจึงมีอุณหภูมิร่างกายเท่ากับสภาพแวดล้อม

โดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมอยู่ที่ประมาณ 26-30 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงจะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายของปลาผิดปกติ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันก็จะลดต่ำลงด้วย ที่สำคัญแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงปลาบางแห่งปริมาณน้ำก็ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภาวะแล้ง ทำให้ปลากระชังที่เลี้ยงในแม่น้ำสายต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณอดิศร์ แนะนำวิธีการเลี้ยงปลาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังว่า ควรวางแผนการเลี้ยงอย่างรอบคอบ ไม่เลี้ยงปลาหนาแน่นจนเกินไป และควรปล่อยลูกปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยอนุบาลลูกปลาก่อนปล่อยเลี้ยงประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ปลาโตขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีภูมิต้านทานที่เหมาะสม

ที่สำคัญควรสังเกตการกินอาหารที่อาจลดลงเนื่องจากอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งควรยึดหลักการ การให้อาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ด้วยการแบ่งจำนวนมื้ออาหารมากขึ้นเป็นวันละ 5-6 มื้อ และในแต่ละครั้งจะต้องให้ทีละน้อยเท่าที่ปลากินหมดเพื่อกระตุ้นการกิน และต้องหมั่นสังเกตปริมาณอาหารที่เหลือลอยบนผิวน้ำ หากเหลือมากควรปรับลดอาหารให้พอเหมาะ โดยหลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงเช้าที่มีอุณหภูมิต่ำ เพราะปลาจะกินอาหารได้น้อย

ทั้งนี้ ในช่วงอากาศหนาวจัดเกษตรกรควรผสมวิตามินซีและสารกระตุ้นภูมิต้านทานในอาหารให้ปลากินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพปลาด้วยการสุ่มตรวจพาราไซต์ทุกๆ สัปดาห์ และควรวัดคุณภาพน้ำเป็นประจำ โดยค่าของแอมโมเนียรวมที่ละลายน้ำไม่ควรเกิน 0.5 ppm นอกจากนี้ แนะนำให้ติดตั้งเครื่องให้อากาศและในช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงขึ้นควรเปิดตลอดเวลา เพื่อให้น้ำมีการผสมกันตลอดตามแนวลึกของบ่อ ไม่เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ และเกิดการผสมของอากาศกับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำอยู่ไม่น้อยกว่า 4 ppm

สำหรับการเลี้ยงในรูปแบบบ่อดิน ซึ่งถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันเนื่องจากสามารถควบคุมคุณภาพน้ำและอุณหภูมิน้ำได้ง่ายกว่าการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ และแนะนำให้เกษตรกรนำนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบ “โปร-ไบโอติก” (Pro-Biotic Farming) เข้ามาใช้ร่วมด้วย โดยการใช้แบคทีเรียที่เป็นมิตรกับปลาและสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยปรับสมดุลสิ่งแวดล้อมในบ่อ จึงไม่มีการใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะใดๆ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและควบคุมคุณภาพน้ำ ทำให้ปลาที่เลี้ยงมีสุขภาพดี แข็งแรง ได้ผลผลิตปลาเนื้อคุณภาพสูง

“นอกจากนี้ หากอากาศเย็นลงก็สามารถทำแนวบังลมในทิศทางที่ลมหนาวพัดมาคือ ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดผลกระทบของลมเย็นที่กระทำต่อพื้นผิวน้ำในบ่อ” คุณอดิศร์ กล่าวในที่สุด

ยืนยัน หมู-ไก่ ผลิตได้มาตรฐาน ปราศจากเชื้อดื้อยา

น.สพ. ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย ยืนยันว่า กระบวนการผลิตเนื้อหมูของประเทศไทยตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสุกรจนถึงกระบวนการแปรรูป โดยเฉพาะการควบคุมการใช้ยาและเวชภัณฑ์จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและมาตรฐานกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด ได้มาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ปัจจุบัน ผู้ผลิตเนื้อสุกรมุ่งเน้นการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย (food safety) โดยพัฒนาระบบป้องกันโรค เพื่อป้องกันสัตว์ป่วย และการจัดการโรงเรือนตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เพื่อให้สัตว์อยู่สบาย เมื่อไม่ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

กรณีที่มีปัญหาสุขภาพ การใช้ยาเพื่อรักษาจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสารตกค้างก่อนชำแหละ ณ โรงชำแหละมาตรฐาน ตลอดจนป้องกันการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียระหว่างการขนส่งชิ้นเนื้อและผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ด้าน น.สพ. สุเมธ ทรัพย์ชูกุล นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย มีการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทย ที่สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปยังต่างประเทศ โดยมีคู่ค้าที่สำคัญ ทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งยอมรับในมาตรฐานการผลิตของไทยที่สะอาดปลอดภัย ตั้งแต่การเลี้ยงในระบบโรงเรือนที่ดี ทำให้สัตว์อยู่สบาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง สามารถตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ตลอดจนมีกระบวนการและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ปัจจุบันมีฟาร์มสุกรและฟาร์มสัตว์ปีกเข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม ที่ได้รับการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ผลิตปศุสัตว์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และหมูที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมมีความปลอดภัย ปราศจากเชื้อดื้อยาเป็นสำคัญ

ภาคปศุสัตว์มีความชัดเจนสูงมากต่อการรณรงค์เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เนื่องจากภาคปศุสัตว์มีเงื่อนไขทางต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศคู่ค้าของไทยที่มีความเข้มงวดสูง และมีข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะอย่างมาก ทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทยได้ร่วมมือกับภาครัฐดำเนินการผลิตเนื้อสัตว์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะระบบป้องกันยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ของไทยได้มีประสิทธิภาพสูง ดำเนินการตามข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐาน Food Safety สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต และตอบสนองความต้องการของประเทศคู่ค้าได้

ปศุสัตว์อุตรดิตถ์ จับมือ อบต. คอรุม หนุน…เลี้ยงไก่ “เขียวพาลี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปศุสัตว์อุตรดิตถ์ จับมือ อบต. คอรุม หนุน…เลี้ยงไก่ “เขียวพาลี”

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ สำหรับในทางประวัติศาสตร์แล้ว ถือเป็นเมืองสำคัญ เพราะเคยเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัย ตลอดจนยังถูกกำหนดให้เป็นเมืองหน้าด่านในสมัยกรุงศรีอยุธยา และที่นี่จึงเป็นสมรภูมิทำศึกสงคราม กระทั่งเกิดวีรบุรุษหาญกล้าที่มีชื่อว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”

ไก่เขียวพาลี หรือ ไก่เขียวหางดำ เป็นไก่ชนพื้นเมือง ถูกพัฒนามาจากไก่บ้านพันธุ์ “กะตังอู” หรือ ไก่อู สืบค้นไปได้ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เจ้าเขียวหางดำนี้เป็นไก่พันธุ์หนึ่งที่มีชั้นเชิงดี ลำหักลำโค่นดี มีลักษณะเด่นตรงลำตัวมีสีเขียว ขนพื้นทั้งตัวเป็นสีดำ ขนปีกทั้งนอกและในมีสีดำสนิท

ตลอดจนมีขนหางทั้งพุ่มคือ หางพัดกระรวยมีสีดำสนิท ไม่มีสีอื่นเจือปน แข้งสีเขียว ตาสีเขียว จึงถูกตั้งชื่อว่า “พาลี” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพันธุ์ไก่ที่พระยาพิชัยดาบหักชื่นชอบอย่างมาก เพราะลงสนามคราวใด แห่งไหน จะตีชนคู่ต่อสู้ทุกตัวได้อย่างราบคาบ

ถึงแม้จะจัดให้เขียวพาลีเป็นไก่ประจำถิ่น แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านมักเลี้ยงกันไว้ทั่วไป และมักนำไปผสมกับไก่อื่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เน้นเรื่องกีฬาไก่ชน มักจะนำไก่เขียวพาลีไปผสมกับไก่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง อดทน และตีเก่ง อย่าง ไก่พม่า ไก่ป่าก๋อย จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น และจะเหลือไก่พันธุ์เขียวพาลีแท้อยู่ไม่มาก

หลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสความต้องการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีจากหลายฝ่ายในจังหวัด เพราะทุกคนต่างมองตรงกันว่า ไก่พันธุ์นี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่นำความภาคภูมิใจมาสู่จังหวัดของตน

“คอรุม” เป็น 1 ใน 11 ตำบลของอำเภอพิชัย ชาวบ้านในตำบลคอรุมทุกครัวเรือนนิยมเลี้ยงไก่พันธุ์เขียวพาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำท้องถิ่น อย่างนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม คือ คุณผจญ พูลด้วง ที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเพื่อต้องการให้ชาวบ้านหันมาสนใจเลี้ยงไก่เขียวพาลีกันมากยิ่งขึ้น พร้อมไปกับความร่วมมือของทางปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาสายพันธุ์เขียวพาลีให้กลับมามีลักษณะพันธุ์ดั้งเดิมอย่างเช่นในอดีต

นายก อบต. คอรุม เผยว่า ทางสำนักงานได้สร้างต้นแบบศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชื่อ “ศูนย์ถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อบต. คอรุม” ขึ้นภายในบางส่วนของบริเวณสำนักงานที่ทำการขององค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม มีพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามาศึกษาดูงาน มีการจัดแบ่งไว้เป็นฐานการเรียนรู้ ในแต่ละฐานกำหนดเป็นเกษตรกรรมแต่ละด้าน เช่น การเลี้ยงหมูบ่อแก๊ส โรงสีข้าวชุมชน การเพาะพันธุ์ไก่หลายสายพันธุ์

แต่ที่ดูจะเน้นและให้ความสำคัญมากคือ ไก่เขียวพาลี ทั้งนี้ เป็นไก่ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คู่กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เพราะเป็นไก่ชนที่นักรบอย่างพระยาพิชัยดาบหักชื่นชอบมาก อีกทั้งตำบลคอรุมในประวัติศาสตร์ถือเป็นสมรภูมิการสู้รบไทยกับพม่า

ทั้งนี้ ชาวบ้านต้องการเลี้ยงไก่ประเภทไหน และต้องการเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ใดก็นำตัวเมียมาจับผสมกับพ่อพันธุ์ เพื่อใช้ขยายพันธุ์ในระดับครัวเรือน ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัดต่อไป

“โดยมากจะแนะนำให้เลี้ยงไก่เขียวพาลี เพราะถือเป็นไก่คู่จังหวัดที่มีความสำคัญ อีกทั้งยังต้องการเผยแพร่ขยายจำนวนไก่พันธุ์นี้ให้มีจำนวนมาก เพื่อให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเช่นเดียวกับไก่พันธุ์อื่น”

ประเภทพันธุ์ไก่ที่ศูนย์เลี้ยงไว้เพื่อผสมพันธุ์หลักๆ ได้แก่ ไก่เขียวพาลี ประดู่หางดำ เหลืองหางขาว นอกจากนั้น เป็นพันธุ์ทั่วไปที่เป็นไก่เนื้อและไก่ไข่

ส่วนงานเกษตรประเภทอื่นภายในบริเวณศูนย์ยังมีแปลงผักปลอดสาร มีการปลูกมะนาว และแปลงปลูกพันธุ์ข้าวไว้ จำนวน 5 ไร่ ตลอดจนยังขุดสระล้อมรอบแล้วเลี้ยงปลาในนาข้าวด้วย

จากเรื่องราวจึงทำให้มีคำถามว่า…

…เป็นไปได้แค่ไหน กับการจะผลักดันให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงไก่เขียวพาลีเพื่อการอนุรักษ์??

คุณวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ทางปศุสัตว์จังหวัดมีแผนและแนวคิดไว้แล้ว และกำลังหารือกับทางจังหวัดถึงความเป็นไปได้ในการทำงานตามแผน ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบันไก่เขียวพาลีได้ถูกขึ้นทะเบียนไว้กับทางปศุสัตว์แล้ว เพียงแค่มีการต่อยอดแนวทางการเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์จากผู้เลี้ยงรายเดิมที่มีอยู่น้อยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

อย่างที่ อาจารย์พิชัย มีจำนวนผู้เลี้ยง 50 ราย แต่มีไม่กี่รายที่เลี้ยงแบบจริงจัง อย่างกรณีท่านนายก อบต. คอรุม เป็นอีกผู้หนึ่งที่ใส่ใจและทุ่มเทการเลี้ยงไก่เขียวพาลีอย่างมาก และพร้อมที่ให้การสนับสนุนทุกกิจกรรม อย่างที่มีการจัดประกวดไก่เป็นประจำทุกปี

“อย่างไรก็ตาม ไก่เขียวพาลีเป็นพันธุ์ไก่ที่มีประวัติและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้าน และเห็นว่าควรมีการจัดทำแผนอนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน ถือเป็นพันธุ์ไก่เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และตั้งใจว่าจะทำให้เป็นเช่นเดียวกับไก่นเรศวรที่พิษณุโลก”

…ขณะเดียวกัน ในส่วนของปศุสัตว์อำเภอพิชัย ที่บัดนี้ได้เริ่มต้นจุดประกายนำร่องการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลี

โดยมี คุณสุธี ใจหวัง ปศุสัตว์อำเภอพิชัย เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีของอำเภอพิชัย กล่าวถึงแนวทางการอนุรักษ์ไก่พันธุ์นี้ว่า ในขั้นตอนแรกอยู่ระหว่างรวบรวมจำนวนผู้ที่เลี้ยงไก่เขียวพาลีทั้งหมดในจังหวัด จากนั้นจึงจัดเป็นชมรมอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีขึ้น โดยจะคัดเลือกผู้ที่สนใจในแต่ละตำบล แล้วจะกระจายพันธุ์ไก่ออกไปยังทุกพื้นที่ทั่วจังหวัด

จากนั้นแล้วจะจัดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้อง แนะนำวิธีคัดสายพันธุ์ เพื่อต้องการให้ผู้เลี้ยงแต่ละรายสามารถเพาะพันธุ์ไก่เขียวพาลีได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะประจำพันธุ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไก่เขียวพาลี จึงได้มีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดสนามชนที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายแล้ว จำนวน 4 แห่ง เพื่อให้สมาชิกสามารถนำไก่ที่ตนเลี้ยงไปซ้อมหรือแข่งขันกัน

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่อยากได้คำตอบคือ…จะมั่นใจได้อย่างไรว่าชาวบ้านแต่ละแห่งที่เลี้ยงไก่เขียวพาลีจะมีคุณลักษณะที่ตรงตามพันธุ์เดิมทุกประการ??

คุณสุธี ชี้ว่า ก่อนอื่นมีการตั้งเป็นเกณฑ์ของพันธุ์ดั้งเดิมไว้ก่อนคือ ขนาดน้ำหนักตัวต้องไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม และจะต้องมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เช่น รูปร่างเพรียวยาว ไหล่ยก กระเบนหางรัด ก้านหางแข็ง ปั้นขาใหญ่กลม ที่เรียกเป็นแบบลำหวาย ใบหน้ากลม ที่หางพัดและหางกระสวยสีดำสนิท ฯลฯ เป็นต้น

แล้วจะนำมาผสมกับแม่พันธุ์ที่มีลักษณะตรงกัน แล้วต้องแยกสถานที่เลี้ยงไว้เฉพาะเพื่อไม่ให้ปะปนกับไก่พันธุ์อื่น ให้ชาวบ้านจัดการเพาะและผสมพันธุ์เอง โดยทางปศุสัตว์ทำหน้าที่เพียงให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้ความรู้ อำนวยความสะดวก

คุณสุธี บอกว่า สมัยก่อนที่จะเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงไก่เขียวพาลีนั้น ชาวบ้านได้เลี้ยงกันไว้ทั่วไป แต่มักนำไปผสมกับไก่อื่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เน้นเรื่องกีฬาไก่ชนมักจะนำไก่เขียวพาลีไปผสมกับไก่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง อดทน และตีเก่ง อย่าง ไก่พม่า ไก่ป่าก๋อย จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น และจะเหลือพันธุ์แท้อยู่ไม่มาก

ดังนั้น จากนี้ไปจึงต้องนำพันธุ์ดั้งเดิมที่ยังคงมีเหลือมาชี้แจงให้กับชาวบ้านได้ทราบว่าต้องช่วยกันอนุรักษ์ไก่พันธุ์นี้ได้แล้วเพราะเป็นไก่ประจำถิ่น แล้วในอดีตยังเป็นไก่โปรดของพระยาพิชัยดาบหักด้วย

“แนวคิดที่จะอนุรักษ์นี้ ทางปศุสัตว์ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานที่จุดประกายขึ้นมาเท่านั้น แล้วต้องการให้หน่วยงานท้องถิ่นร่วมมือกับชาวบ้านทำงานในครั้งนี้ด้วยกัน และที่ผ่านมามีหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม ซึ่งออกมาแสดงจุดยืนในการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูไก่สายพันธุ์เขียวพาลีอย่างชัดเจน”

คิดว่าจะสมประสงค์มาก/น้อยเท่าไร??…มีคำตอบจากปศุสัตว์อำเภอพิชัย ว่า

“ขณะนี้ทุกอย่างเดินไปตามแผน แล้วมีการจัดให้ไก่เขียวพาลีเป็นสายพันธุ์ไก่ที่ติดอันดับหนึ่งในไก่พันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศ ดังนั้น จึงพยายามหากิจกรรมหลายชนิดให้ชาวบ้านนำไก่มาร่วมกิจกรรม อย่างที่จัดเป็นประจำทุกปีคือ การจัดประกวดไก่เขียวพาลีขึ้น เพราะต้องการให้ผู้เลี้ยงไก่พันธุ์นี้ที่มีความตั้งใจจริงเกิดความตื่นตัวและไม่หมดกำลังใจที่จะพยายามคัดสายพันธุ์แท้ของไก่เขียวพาลีให้มีลักษณะประจำพันธุ์ทุกอย่างเหมือนอย่างในอดีต”

“แล้วถ้าทุกคนต่างมีความทุ่มเทให้ความสนใจและให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น คิดว่าอีกไม่นานไก่สายพันธุ์เขียวพาลีจะต้องเป็นไก่ที่คนทั้งประเทศต้องรู้จักกันดีอีกสายพันธุ์หนึ่ง” คุณสุธี กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดพันธุ์ไก่เขียวพาลีได้ที่ คุณผจญ พูลด้วง นายก อบต. คอรุม โทร. (085) 730-2325 หรือ คุณสุธี ใจหวัง ปศุสัตว์อำเภอพิชัย โทร. (081) 475-2436

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ประสานงานในครั้งนี้

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

พระยาตาก (สิน) ลุกขึ้นหัวเราะพอใจ พลางกล่าวว่า “เจ้าของไก่รึก็มีฝีมือหมัดมวยและเชิงดาบ เก่งกาจดั่งเทวดา ซ้ำยังมีไก่ที่ฝีแข้งเป็นเลิศ ดั่งไก่เทวดาน่าพิศวงนึกเชียว”

เป็นประโยคหนึ่งที่พระยาตาก (สิน) กล่าวขึ้นระหว่างการแข่งขันตีไก่ ระหว่างหลวงพิชัยอาสา ที่นำไก่ชื่อ “เขียวพาลี” มาตีชนกับไก่ของหลวงเมืองตาก ที่ใช้ไก่ชื่อ “โทนเฒ่า” กระทั่งเสร็จสิ้นการตี ปรากฏว่าเขียวพาลีได้รับชัยชนะ

ลักษณะประจำตัวที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของไก่เขียวพาลีคือ สร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีก มีสีเขียวอมดำเป็นมัน แล้วเมื่อกระทบกับแสงแดดจะสะท้อนแสงเลื่อมเขียวเหมือนปีกแมลงภู่หรือแมลงทับ สีของปาก แข้ง เล็บและเดือย มีสีเขียวอมดำ สอดรับกับสีของตาที่ต้องเขียวอมดำเช่นกัน

ไก่เขียวพาลี หรือไก่เขียวหางดำ มีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย ไก่เขียวมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ในภาคเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ เรียก “เขียวพาลี” ส่วนภาคกลาง เรียก “เขียวพระยาพิชัยดาบหัก” และภาคใต้ เรียก “เขียวมรกต” และยังมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น เขียวไข่กา เขียวพระอินทร์ เขียวนิลสาลิกา ไก่พันธุ์เขียวหางดำ ปัจจุบันค่อนข้างหายาก กำลังอนุรักษ์และพัฒนากันต่อไป

ชื่อท้องถิ่น : ไก่พระยาพิชัยดาบหัก ไก่เขียวพาลี

ชื่อสามัญ : ไก่เขียวพาลี (Kai Keawparee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gallus gallus

ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนของปศุสัตว์อุตรดิตถ์ เป็นพันธุ์สัตว์พื้นเมืองประจำถิ่น น้ำหนักตัวเพศผู้ ประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป น้ำหนักเพศเมีย ประมาณ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป

การใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อและไข่ สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัว เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร และเพื่อความบันเทิง

ไก่เขียวพาลีของพระยาพิชัยดาบหัก ถือว่าเป็นพันธุ์ไก่พื้นเมืองดั้งเดิม มีคุณลักษณะรูปร่างเฉพาะที่สวยงาม ฉะนั้น ชาวอำเภอพิชัย หรือชาวอุตรดิตถ์ ควรนำมาเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ อีกทั้งเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณของพระยาพิชัยดาบหัก ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับคนอุตรดิตถ์

ฉะนั้น ไก่เขียวพาลีของพระยาพิชัยดาบหัก จึงนับเป็นไก่เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ชาวอุตรดิตถ์ทุกคนควรเกิดความภาคภูมิใจ แล้วช่วยกันรักษาอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไปเพื่อชาวอุตรดิตถ์ทุกรุ่น และเพื่อประเทศชาติตลอดไป

บอร์พันธุ์แท้ สุดยอดแพะ ที่ “สุดรอดฟาร์ม” ปราณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

บอร์พันธุ์แท้ สุดยอดแพะ ที่ “สุดรอดฟาร์ม” ปราณบุรี

สวัสดีครับ ทุกวันที่ต้องไปทำงาน ผมขับรถไปกลับเกือบ 100 กิโลเมตร วันไหนมีเวลาผมขับรถกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมก็สังเกตเห็นว่าร้านกาแฟที่มีมากมายสองข้างทาง มีป้ายติดประกาศขายร้านบ้าง ปิดถาวรบ้าง ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ ตัวผมเองไม่ดื่มกาแฟ แต่คนที่นั่งข้างๆ นั่นติดงอมแงม ก็เลยทำให้คนนั่งข้างๆ บ่นว่า หาร้านถูกใจยากขึ้นไปอีก

การที่ทำธุรกิจตามกระแส ทำตามคนอื่น โดยไม่ดูความพร้อมและไม่ใช้ทักษะหลายด้านมาช่วย จึงทำให้ธุรกิจไปไม่รอด ซึ่งต่างจากสาวร่างเล็กแต่มากความสามารถที่ผมจะพาไปพบในฉบับนี้ เธอมุ่งมั่นกับงานปศุสัตว์ และพัฒนาชื่อเสียงให้ตนเองและจังหวัดจากงานที่เธอทำ ตามผมไปพบกับเธอเลยครับ

ลาออกจากงาน มาเลี้ยงแพะ

คุณณัฐิกา บัวขยาย หรือ คุณเจี๊ยบ อยู่ที่บ้านเลขที่ 157/28 หมู่ที่ 6 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ได้รับช่วงธุรกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์แพะมาจากพ่อ จนถึงวันนี้ก็เป็นปีที่ 9 แล้วกับอาชีพนี้

“ตอนเริ่มต้นตัดสินใจออกจากงานบริษัทมารับช่วงเลี้ยงแพะ ก็ได้ประสบการณ์มาเยอะมาก ทั้งโดนหลอกให้ซื้อแพะป่วย ซื้อเข้ามา 200 ตัว ตายไป 70 กว่าตัว โดนหลอกเรื่องพันธุ์แพะ เราก็ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจ แต่ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเลิก และก็พยายามหาความรู้เพิ่มประสบการณ์จนมาถึงวันนี้ วันที่เรายึดการเลี้ยงแพะเป็นอาชีพหลัก เราใช้แรงงานคือตัวเราเองในครอบครัวเป็นหลัก ทำมาจนวันนี้มีกิน มีรถก็เพราะแพะให้เรามา” คุณเจี๊ยบ เล่า

แพะบอร์พันธุ์แท้ เลี้ยงน้อย ได้เงินมาก

คุณเจี๊ยบ เลี้ยงแพะสายพันธุ์บอร์พันธุ์แท้เกือบ 100 ตัว ที่ใช้วิธีการเลี้ยงง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

“ตอนนี้มีแม่พันธุ์บอร์แท้ 100% อยู่ 90 ตัว ใช้พ่อพันธุ์บอร์พันธุ์แท้คุมฝูง 3 ตัว ที่เลือกเลี้ยงแพะพันธุ์บอร์ เนื่องจากประสบการณ์ที่ทดลองเลี้ยงมาสอนเราว่า การเลี้ยงแพะพันธุ์แท้นั้น เลี้ยงจำนวนน้อยแต่ขายได้ในราคาแพง เลี้ยงน้อย ได้เงินมาก ต่างจากแพะพันธุ์ลูกผสมที่เลี้ยงมาก แต่ราคาไม่สูง”

“อีกอย่างการเลี้ยงแพะบอร์พันธุ์แท้ก็ไม่ได้เลี้ยงยากกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ เจี๊ยบสั่งแม่พันธุ์บอร์พันธุ์แท้มาจากออสเตรเลีย ขนลงเรือมาในราคาตัวละ 17,000 บาท เราก็เอามาเลี้ยงแบบไล่ต้อนไปหาหญ้าข้างทางกิน สลับกับเลี้ยงปล่อยให้กินหญ้าในแปลงปลูกของเราเอง ที่มีพื้นที่ 30 กว่าไร่ มันก็อยู่ได้สบายๆ อ้วนท้วน แข็งแรง ให้ลูกได้ดี”

“หลายคนอาจจะมองว่า แพะบอร์พันธุ์แท้ต้องเลี้ยงยืนโรง ไม่ลงดิน เจี๊ยบทดลองดูแล้วก็พบว่า จะทำให้แพะเป็นไข้ขาอ่อน ไม่แข็งแรง ให้ลูกไม่ดี เราก็เลยเลี้ยงแบบธรรมชาติที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร” คุณเจี๊ยบ ให้ข้อมูล

ใช้พ่อพันธุ์สายนอก

ในส่วนของพ่อพันธุ์แพะบอร์พันธุ์แท้ของสุดรอดฟาร์มนั้น คุณเจี๊ยบ เล่าให้ฟังว่า

“เมื่อก่อนเราใช้พ่อพันธุ์แพะบอร์พันธุ์แท้ชื่อ “เสือ” ที่ซื้อมาจากออสเตรเลีย ซึ่งคนที่มีความรู้ด้านวิชาการเคยบอกไว้ว่า เป็นบอร์สายเก่าของออสเตรเลีย มีลักษณะเตี้ย ล่ำสัน เนื้อเยอะ ให้ลูกที่มีลักษณะดีมาก ไม่ว่าจะผสมกับแม่พันธุ์แพะพันธุ์ไหนก็ตาม เจ้าเสือให้ลูกกับสุดรอดฟาร์มเอาไว้มากมาย”

“แต่สุดท้ายเราก็จำต้องขายเจ้าเสือออกไปเพื่อเปลี่ยนสายพ่อพันธุ์ เราขายเจ้าเสือออกไปตอนที่มันอายุ 2 ปี 7 เดือน ในราคา 125,000 บาท ให้กับชาวออสเตรเลียที่นิยมบอร์สายเก่าของออสเตรเลีย”

คุณเจี๊ยบ บอกอีกว่า ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใช้พ่อพันธุ์สายแอฟริกาของซีพี ที่ซื้อเข้ามาตั้งแต่เป็นลูกแพะ ในราคาตัวละ 15,000 บาท ซึ่งพ่อพันธุ์รุ่นใหม่ก็ให้ลูกที่มีลักษณะดีทั้งพันธุ์แท้และลูกผสม

ช้อนซื้อแพะลูกผสม เน้นทำบัญชีคุมต้นทุน

วัฏจักรราคาสินค้าเกษตรในบ้านเราเป็นเรื่องที่คาดการณ์กันได้สำหรับคนที่อยู่ในวงการมายาวนาน มีประสบการณ์มาก แต่สำหรับมือใหม่หัดทำการเกษตร เรื่องราคาที่ผันผวนชวนให้เลิกอาชีพเกษตรกันมานักต่อนัก ราคาแพะก็เช่นกัน ในบางช่วงที่แพะราคาดีก็มีเกษตรกรรายใหม่แห่มาเลี้ยงแพะกันมาก บางรายไปได้ดี บางรายไม่ถึงปีก็ต้องเลิก

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ช่วงที่ราคาแพะตกต่ำจะมีคนเทขายแพะออกมามากมายในราคาต่ำ ช่วงนั้นจะเข้าไปช้อนซื้อแพะเข้ามา แพะตัวไหนหุ่นดี สายเลือดดี ให้ลูกดี จะเก็บไว้ทำแม่พันธุ์สำหรับสร้างแพะลูกผสมป้อนตลาด ส่วนตัวผู้ ตัวเมียที่คัดออก ก็ขุนส่งตลาดต่อไป หมุนวนอยู่อย่างนี้ตลอด

“ดังนั้น นอกจากเราจะมีแพะบอร์พันธุ์แท้สำหรับขายแล้ว เรายังมีแพะลูกผสม อย่างลูกผสมบอร์กับซาแนน ไว้ขายสนองความต้องการของลูกค้าด้วย” การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม การควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้คุณเจี๊ยบ เน้นว่า “เราจดทุกอย่างที่ทำ ทำบัญชีต้นทุนเอาไว้ครบถ้วน เพื่อจะได้รู้ว่าเราลงทุนอะไรไป แล้วสุดท้ายมันจะคุ้มค่าแค่ไหน มีอะไรต้องปรับลดหรือเพิ่มเติมเพื่อให้ฟาร์มของเรามีผลกำไร เราอยู่ได้ แพะอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้”

กระถิน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป

การเลี้ยงแพะของสุดรอดฟาร์มนั้น เน้นการปล่อยให้แพะหากินในแปลงหญ้าธรรมชาติและหากินหญ้าข้างคลองชลประทานเป็นหลัก กระถินไม่ใช่อาหารหลัก ซึ่งแตกต่างจากฟาร์มแพะทั่วไป

“ช่วงแรกที่เราซื้อแม่พันธุ์บอร์พันธุ์แท้จากต่างประเทศเข้ามา ก็ตัดกระถินมาให้กิน แต่มีปัญหาคือ แพะไม่ยอมกิน เราเลยเปลี่ยนเป็นการปล่อยให้หาหญ้ากินเองในพื้นที่ของเรา โดยที่ไม่ต้องใช้อาหารข้นเลย ในส่วนของกากถั่วเหลือง เราเคยทดลองแล้วพบว่ามันมีต้นทุนสูงเกินไป ไม่คุ้มค่า”

“เราเลยเลี้ยงแพะโดยใช้หญ้าธรรมชาติเป็นหลัก และมีการเสริมหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกเอาไว้มาโม่ ตัดกระถินมาโม่ให้บ้างในวันที่เราติดธุระอื่นๆ จนไม่มีเวลามาเฝ้าฝูงแพะให้ออกหาหญ้ากินได้ พูดได้ว่า สุดรอดฟาร์มเลี้ยงแพะแบบธรรมชาติ ใช้หญ้าธรรมชาติเป็นหลักอย่างแท้จริง”

“ส่วนการที่คนเลี้ยงแพะทั่วไปบอกว่า แพะต้องกินกระถินเป็นหลัก ตรงนี้เรามองว่าเป็นการเพิ่มงาน เพิ่มต้นทุนในการออกไปหากระถิน ตัดฟัน ขนส่งมาให้แพะ ถามว่าตรงนี้เป็นต้นทุนหรือไม่ คนเลี้ยงแพะบางคนบอกไม่ใช่ต้นทุน แต่สำหรับสุดรอดฟาร์มนั่นคือต้นทุน ทั้งเวลา แรงงาน และเงินที่เราต้องเสียไป ดังนั้น การตัดกระถินมาเลี้ยงแพะอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไปค่ะ” คุณเจี๊ยบ บอก

ลูกค้ามาจากทั่วประเทศ ต้องควบคุมโรคให้ดี

เพราะแพะของสุดรอดฟาร์มมีคุณภาพดีและมีพันธุ์ให้เลือกหลากหลาย จึงมีคนสนใจมาเลือกซื้อจากทั่วประเทศ

คุณเจี๊ยบ เล่าว่า ลูกค้ามีทั่วประเทศ ทุกจังหวัด กาญจนบุรี โคราช บุรีรัมย์ ก็มาซื้อไปเลี้ยง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ได้ขายแพะออกไป 17 ครั้ง ทุกครั้งทำอย่างถูกต้องตามระเบียบกรมปศุสัตว์ ไม่มีการเคลื่อนย้ายเถื่อนเด็ดขาด เพราะเรารักษาคุณภาพและอยากจะช่วยรักษาวงการแพะเอาไว้

ปัจจุบัน สุดรอดฟาร์ม เป็นฟาร์มปลอดโรคระดับ B ของกรมปศุสัตว์

“เจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี จะเข้ามาตรวจสอบดูแล ทำวัคซีนให้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ความรู้และแนะนำเรื่องการขนย้ายแพะให้กับลูกค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ”

“ในเรื่องวัคซีนและยาบำรุง เราจะให้แพะที่ซื้อเข้ามาใหม่ ให้ยาถ่ายพยาธิแพะทุกตัว ทุกๆ 15 วัน แม่แพะที่ท้องก็ทำได้ ไม่ส่งผลเสียกับลูกในท้อง ลูกแพะที่เกิดมาให้วิตามิน B12 ธาตุเหล็ก แม่แพะให้ยาแก้ไข้ เท่านี้ก็ทำให้แพะมีสุขภาพดี ปราศจากโรค ซึ่งดีมากต่อฟาร์มของเรา และดีต่อลูกค้าที่ซื้อแพะของเราไปด้วย จะได้ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคแพะให้วงการเราถูกทำลาย” คุณเจี๊ยบ เล่า

ล่าสุดมีคนของทางการพม่าขอเข้ามาดูงานที่สุดรอดฟาร์ม และต้องการจะซื้อแพะบอร์พันธุ์แท้กลับไปเลี้ยงด้วย ในตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างติดต่อซื้อขายกัน อันเป็นสิ่งรับประกันมาตรฐานของสุดรอดฟาร์มได้เป็นอย่างดี

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ตอนนี้รับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ชมรมผู้เลี้ยงแพะ-แกะ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วย ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับคุณเจี๊ยบ กริ๊งกร๊างกันไปได้ที่ โทร. (061) 426-0778 ครับ

…ฉบับนี้ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

คนสุโขทัย เลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ราคาแจ่มมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

คนสุโขทัย เลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ราคาแจ่มมาก

ไก่ดำ ถือว่าเป็นพันธุกรรมสัตว์ที่มีคุณค่า ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงได้ปรับปรุงและคัดพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง

ไก่ดำพันธุ์แท้นั้นจะต้องมีสิ่งเหล่านี้เป็นสีดำคือ เนื้อ หนัง ปาก ลิ้น หน้า หงอน เล็บ แข้ง ขา และกระดูกนั้นจะต้องดำสนิท

ไก่ดำอินโดนีเซีย มีคุณสมบัติที่กล่าวมา ไก่สายพันธุ์นี้พบมากทางฝั่งชวาฯ ประเทศอินโดนีเซีย ชนเผ่าพื้นเมืองจะนิยมเลี้ยงและนำไก่มาประกอบพิธีกรรมหรือบูชาเทพฯ ตามความเชื่อ เป็นไก่พื้นเมืองที่มีขนาดกลาง

ในเมืองไทยมีเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซียไม่มากนัก

คุณสุธน สังข์จันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 62/2 หมู่ที่ 14 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นผู้เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในปัจจุบัน

คุณสุธน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย เรียนจบปริญญาตรีทางด้านพืชสวน จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ปัจจุบัน คุณสุธน ทำงานที่ บริษัท เจเนอรัลด์ การ์ด กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด งานเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย เป็นอาชีพเสริม ซึ่งมีพ่อและแม่คอยช่วย

เริ่มเลี้ยงเพราะใจรัก

เนื่องจากเรียนจบมาทางด้านการเกษตร คุณสุธนชอบปลูกต้นไม้และเลี้ยงสัตว์

กรณีไก่ดำอินโดนีเซีย คุณสุธนชอบมาก จึงเริ่มต้นเลี้ยง ถึงแม้จะเรียนจบทางด้านพืชสวน ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

คุณสุธน เล่าว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย เขาเคยทำงานอยู่ที่สนามบินสุโขทัย หัวหน้าของเขานำไก่ดำมาเลี้ยง เขาอยากได้ จึงขอหัวหน้า แต่หัวหน้าไม่ให้ เนื่องจากเพิ่งจะนำมาเลี้ยงได้ไม่นาน เขาจึงตัดสินใจไปหาซื้อไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย ซื้อครั้งแรก จำนวน 3 ตัว โดยการนำเข้ามาในราคาคู่ละ 30,000 บาท เป็นไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศผู้ 1 ตัว ไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศเมีย 2 ตัว

การซื้อ ครั้งที่ 2 ซื้อมาจากภาคอีสาน จำนวน 3 ตัว เป็นไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศผู้ 1 ตัว ไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศเมีย 2 ตัว ซื้อเพื่อนำมาผสมพันธุ์ ป้องกันการเลือดชิดของไก่

จากนั้นได้เลี้ยงไก่ดำสายพันธุ์นี้เป็นต้นมา เริ่มเลี้ยงเมื่อ ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ดำอินโดนีเซียทั้งหมด 13 ตัว เป็นพ่อพันธุ์ 2 ตัว แม่พันธุ์ 11 ตัว

พื้นที่เลี้ยง ประมาณ 1 งาน

ลักษณะไก่เพศผู้ หงอนจะสูงและใหญ่กว่าเพศเมีย น้ำหนัก เพศผู้ 2-2.8 กิโลกรัม

เพศเมีย 1.5-2 กิโลกรัม ออกไข่ 80 ฟอง ต่อปี

วิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก

ในส่วนของโรงเรือนไก่…คุณสุธน อธิบายว่า โรงเรือนเป็นโรงเรือนแบบเพิงหมาแหงนกลาย ลักษณะการเลี้ยงเป็นแบบขังเล้า โดยจะแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ส่วนสำหรับอนุบาลลูกไก่ ส่วนของไก่รุ่น และส่วนสำหรับพ่อแม่พันธุ์ พื้นของเล้าจะรองด้วยทราย เพื่อช่วยให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย เนื่องจากทรายจะช่วยทำให้มูลไก่แห้งเร็วและไม่เป็นที่สะสมโรค เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี

อัตราการเลี้ยง…คุณสุธน บอกว่า จะเลี้ยงไก่ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 โดยใน 1 เล้า จะมีพ่อพันธุ์ไก่ดำ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ไก่ดำ 5-6 ตัว อายุของไก่ดำที่สามารถผสมพันธุ์ได้ เพศผู้ อายุประมาณ 6 เดือน ถึง 6 เดือนครึ่ง เพศเมีย อายุ 5 เดือนครึ่งถึง 6 เดือน

การให้ไข่ของเพศเมีย ถ้าเป็นแม่ไก่ดำสาว จะให้ไข่ประมาณ 20 ฟอง ต่อครั้ง และจำนวนไข่จะลดลงเรื่อยๆ อัตราการให้ไข่ของแม่ไก่ดำใน 1 ปี จะให้ไข่ประมาณ 70-80 ฟอง

การฟักไข่…คุณสุธน จะให้แม่ไก่ดำฟักเอง เนื่องจากมีอัตราการรอดมากกว่าการฟักด้วยเครื่องฟักไข่

การให้อาหาร…ไก่ดำอินโดนีเซียจะให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับไก่แต่ละช่วงอายุ ให้ร่วมกับอาหารที่ผสมขึ้นเอง เสริมด้วยโปรตีนจากไข่แดง ที่ช่วยในด้านการเจริญเติบโต รวมทั้งอาหารสุนัข ที่ช่วยในเรื่องการสร้างขนและโครงสร้างของกระดูกให้มีความแข็งแรง ให้ 2 ครั้ง ต่อวัน ช่วงเช้าและเย็น และให้กล้าข้าวที่เพาะไว้ในถาดทุกวัน

วิธีการดูแลสุขภาพไก่ดำ…คุณสุธน บอกว่า การให้วัคซีนจะมีการเข้าไปปรึกษากับปศุสัตว์อำเภอ ดังนี้

วัคซีนนิวคาสเซิล ให้ไก่ อายุ 1 และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 14 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)

วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 1 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

ปัญหาที่พบ…ในการเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ส่วนมากจะเป็นเรื่องสภาพอากาศในแต่ละวัน ถ้าช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย จะส่งผลทำให้ไก่ดำมีน้ำมูก และในช่วงฤดูร้อน ไข่ของไก่ดำจะเกิดการฟักออกเป็นตัวยากเนื่องจากอากาศที่ร้อนจะทำให้เปลือกไข่แห้ง จนทำให้ลูกไก่ไม่สามารถใช้จมูกดันเปลือกไข่ออกมาได้ จึงต้องคอยสังเกตและช่วยเจาะเปลือกไข่ เพื่อให้ลูกไก่ฟักออกมาจากไข่ได้

ตลาดแจ่มมาก

ด้านการตลาด…คุณสุธน ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ และการบอกต่อกันปากต่อปากสำหรับลูกค้าที่เคยซื้อไก่ดำอินโดนีเซียจากคุณสุธน ราคาของการจำหน่ายไก่ดำสายพันธุ์อินโดนีเซีย มีดังนี้

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 1 เดือน ราคา ตัวละ 1,500 บาท

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 2 เดือน ราคา ตัวละ 3,000 บาท

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 3 เดือน ราคา ตัวละ 4,500 บาท

อายุมากกว่านี้ คิดเพิ่มอีก เดือนละ 1,500 บาท (ราคาไม่รวมค่าจัดส่ง)

พ่อแม่พันธุ์ไก่ดำอินโดฯ ราคา คู่ละ 30,000 บาท

นอกจากเลี้ยงไก่ดำอินโดฯ แล้ว ทางบ้านของคุณสุธนยังเลี้ยงไก่ต๊อก ไก่ดำญี่ปุ่น ผลิตกิ่งพันธุ์ไม้จำหน่าย

“ไก่ต๊อก เหมาะที่จะเลี้ยงไว้กินไข่ เพราะไข่ดกมาก ดกกว่าไก่แจ้ ที่สำคัญทนทานต่อโรค ข้อเสียที่พบคือ ชอบบินขึ้นหลังคาบ้าน ไข่ไก่ต๊อกอร่อยมาก ยิ่งทำไข่เค็ม มีรสมันอย่างเห็นได้ชัดเจน” คุณสุธน บอก

ราคาจำหน่ายผลผลิตอื่นๆ

ไก่ต๊อก จำหน่าย ราคา ตัวละ 100 บาท อายุ 1 เดือน

ไก่ดำญี่ปุ่น ราคา ตัวละ 100 บาท อายุ 1 เดือน

จำหน่ายไข่ไก่ต๊อก ราคา ฟองละ 30 บาท

จำหน่ายไข่ไก่ดำญี่ปุ่น ราคา ฟองละ 80 บาท

กิ่งพันธุ์ไม้…มีกิ่งพันธุ์มะม่วง มะนาว และกิ่งพันธุ์ของพืชชนิดอื่นๆ อีก ราคาย่อมเยา

สำหรับผู้ที่สนใจอยากได้ไก่ดำสายพันธุ์อินโดนีเซีย ติดต่อได้ที่ เลขที่ 62/2 หมู่ที่ 14 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โทรศัพท์ (082) 392-5656, FB : สุธน สังข์จันทร์

ขอบพระคุณ อาจารย์จักรกฤษณ์ ทัพบำรุง อาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย ที่แจ้งเบาะแสการเลี้ยงไก่ดำของ คุณสุธน สังจันทร์ พร้อมทั้งพาเข้าไปยังแหล่งเลี้ยงไก่

ไก่ดำหัวหวาย นครสวรรค์ มาแรงมากๆ มีเท่าไหร่ไม่พอขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

ไก่ดำหัวหวาย นครสวรรค์ มาแรงมากๆ มีเท่าไหร่ไม่พอขาย

ไก่ดำ จัดเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วย คนชรา คนท้องและหลังคลอดบุตร หรือผู้ที่ต้องการบำรุงสุขภาพ เชื่อกันว่า ไก่ดำ ถ้าบริโภคสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ทำให้สมองแจ่มใส กระชุ่มกระชวย เสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย

จากความเชื่อนี้ จึงทำให้ไก่ดำเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งการบริโภคโดยตรง หรือการทำเป็นซุปไก่สกัดที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป

ด้วยความนิยมในการบริโภค ทำให้ไก่ดำมีราคาที่สูงกว่าไก่พื้นเมืองหรือไก่เนื้อทั่วไป

ไก่ดำ มีลักษณะต่างจากไก่บ้านธรรมดาคือ มีเนื้อดำ กระดูกดำ อวัยวะภายในสีดำ ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสารที่เรียกว่า “ไมอานิน” เป็นสารสีดำที่มีประโยชน์ เนื้อไก่ดำมีโปรตีนสำคัญที่ร่างกายต้องการ คือ แอนโดร และอะมิโนแอซิด อีกทั้งเนื้อไก่มีปริมาณไขมัน หรือคอเลสเตอรอลต่ำ จึงให้คุณค่าทางอาหารแก่ร่างกายโดยสมบูรณ์

ไก่ดำลูกผสม ที่นครสวรรค์

คุณบุญยืน ผ่องจะบก (ก๊อบ) อาศัยอยู่ที่ เลขที่ 263/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงไก่ดำ และเป็นเกษตรกรที่สามารถผสมพันธุ์ไก่ดำขึ้นเองได้ โดยให้ชื่อไก่ดำสายพันธุ์นี้ว่า “ไก่ดำหัวหวาย”

คุณบุญยืน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท คุณบุญยืนร่วมงานกับกรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผสมเทียมสัตว์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และบริเวณใกล้เคียง

คุณบุญยืน เล่าถึงความเป็นมาของไก่ดำหัวหวายว่า แต่เดิมคุณบุญยืนไม่รู้จักไก่ดำ เคยแต่ได้ยินข่าวทางสื่อต่างๆ ว่ามีไก่ดำชนิดใดบ้าง ครั้งที่คุณบุญยืนได้ออกพื้นที่ทำงาน ได้ไปเจอไก่คู่หนึ่งที่มีลักษณะขนสีขาว แต่ผิวหนังเป็นสีดำ คือไก่ดำสายพันธุ์ญี่ปุ่น จึงได้ซื้อกลับมาเลี้ยงที่บ้าน

อยู่มาวันหนึ่ง ไก่ดำญี่ปุ่นที่ซื้อมานั้นได้ผสมพันธุ์กับไก่ชนของที่บ้าน จึงได้นำลูกที่ได้จากการผสมพันธุ์ครั้งนั้นมาเลี้ยง และเมื่อไก่ที่นำมาเลี้ยงนั้นอายุได้ประมาณ 4-5 เดือน (ไก่รุ่น) ได้นำมาประกอบอาหาร และพบว่าไก่มีกระดูกสีดำ จึงเกิดความสนใจ และคิดริเริ่มที่จะพัฒนาไก่สายพันธุ์นี้ขึ้นมา โดยการนำไก่ดำญี่ปุ่นผสมกับไก่เนื้อสามสายเลือด แล้วนำรุ่นลูกไปผสมกับไก่ดำยูนนาน ที่ซื้อมาจากเชียงใหม่

ผสมคัดเลือกจนได้ลูกชั่วที่ 5 จึงได้ชื่อว่า “ไก่ดำหัวหวาย” ซึ่งตั้งชื่อตามท้องถิ่น เพราะได้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเอง ที่ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

เลี้ยงง่าย ขายคล่อง

ไก่ดำหัวหวาย ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การเจริญเติบโต การเลี้ยงดูที่เหมาะสมกับเกษตรกร

คุณบุญยืน เพาะเลี้ยงไก่ดำหัวหวายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 มาจนถึงปัจจุบัน ลักษณะเด่นของไก่ดำหัวหวายคือ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง เลี้ยงง่าย โตไว ให้ลูกดก เลี้ยงลูกดี ขนจะมีสีขาว สีดำ และสีทอง ผิวหนังดำ และเครื่องในดำ

การเลี้ยงไก่ดำของคุณบุญยืน จะเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย คือการสร้างเล้าไก่ที่มีขนาดกว้างขึ้น มีรั้วล้อมรอบกั้น กันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้แก่ไก่ เหตุที่ใช้รูปแบบการเลี้ยงแบบนี้ เพราะป้องกันการผสมข้ามสายพันธุ์กับไก่สายพันธุ์อื่น ป้องกันศัตรูของไก่ดำ เช่น สุนัข พังพอน เป็นต้น

วิธีการเลี้ยง จะแบ่งพื้นที่ภายในเล้าเป็นสัดส่วนดังนี้ เล้าพ่อแม่พันธุ์ ภายใน 1 เล้า จะมี พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 4-5 ตัว เล้าอนุบาล เล้าไก่รุ่น

การให้อาหาร คุณบุญยืนจะให้อาหารที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงดูไก่ดำ ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้า และช่วงเย็น อาหารที่ทำขึ้นเอง มีสูตรดังนี้

– ต้นกล้วยสับ 2-3 ส่วน

– หัวอาหารไก่ 1 ส่วน

– ข้าวโพดแตก 1 ส่วน

– กากถั่วเหลือง 2 ส่วน

อาหารสูตรนี้ ไก่จะได้รับโปรตีนที่ช่วยในการเจริญเติบโตจากหัวอาหาร และกากถั่วเหลืองในปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของไก่

ด้านการผสมพันธุ์ พ่อพันธุ์ที่จะสามารถนำมาผสมพันธุ์ได้จะต้องมีอายุ ประมาณ 8-9 เดือน แม่พันธุ์จะต้องมีอายุ ประมาณ 8-9 เดือน เช่นกัน การให้ไข่ของแม่ไก่ในแต่ละครั้งที่ผสม จะสามารถให้ไข่เฉลี่ยอยู่ที่ 14-18 ฟอง ต่อครั้ง ใน 1 ปี แม่ไก่สามารถให้ไข่ เฉลี่ย 4-5 ครั้ง คิดเป็นจำนวนไข่ เฉลี่ย 40-60 ฟอง ต่อปี โดยอัตราการฟักเป็นตัวของไข่ในแต่ละครั้งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 ตัว ขึ้นไป

การฟักไข่จะมี 2 แบบ ฟักโดยแม่ไก่ดำ และฟักโดยใช้เครื่องฟักไข่ไก่

ดูแลดี ไก่สุขภาพดี

ด้านการดูแลสุขภาพไก่ดำสายพันธุ์นี้ จะทำคล้ายๆ กับการเลี้ยงไก่ทั่วไป โดยจะให้วัคซีน ดังนี้

วัคซีนนิวคาสเซิล ให้ไก่อายุ 7 วัน และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 45 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)

วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 2 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

ปัญหาที่พบในช่วงแรก จะพบปัญหาไก่ตายยกเล้า เนื่องจากโรคอหิวาต์ เหตุเกิดจากช่วงแรกยังไม่ได้ให้วัคซีนกับไก่ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ไก่ดำที่เลี้ยงไว้นั้นตายไม่หมด ยังมีเหลือรอดอยู่ จึงเลี้ยงและผสมพันธุ์อีกครั้งและดูแลสุขภาพของไก่

จำหน่ายได้ดี

ปัจจุบัน คุณบุญยืน เพาะเลี้ยงไก่ดำหัวหวาย ในพื้นที่ 2 งาน มีพ่อพันธุ์ไก่ดำ จำนวน 5 ตัว แม่พันธุ์ไก่ดำ 20 ตัว อัตราการให้ลูกไก่ดำ เฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 ตัว ต่อปี ในด้านของการตลาด ปัจจุบันมีความต้องการสูง ทั้งทางด้านการบริโภคและการเพาะเลี้ยง การจำหน่าย จะจำหน่ายไก่ได้ตั้งแต่ ไก่อายุ 1 เดือน ราคาตัวละ 150 บาท พ่อแม่พันธุ์ไก่ดำ ราคาคู่ละ 2,000 บาท นอกจากไก่ดำหัวหวาย และยังเลี้ยงไก่ดำญี่ปุ่น ไก่พื้นเมือง และไก่สายพันธุ์ต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจ ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 263/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (084) 818-7485 คุณบุญยืน ผ่องจะบก (ก๊อบ) facebook : หน่วยผสมเทียมอำเภอแม่วงก์ กอล์ฟ ตาคลี