แนวหน้าวิเคราะห์ : พฤติกรรมใหม่ เมื่อ‘แคนดิเดตนายกฯ’เป็นตัวแปรสำคัญ พลิกเกมเลือกตั้งครั้งนี้

แนวหน้าวิเคราะห์ : พฤติกรรมใหม่ เมื่อ‘แคนดิเดตนายกฯ’เป็นตัวแปรสำคัญ พลิกเกมเลือกตั้งครั้งนี้

แนวหน้าวิเคราะห์ : พฤติกรรมใหม่ เมื่อ‘แคนดิเดตนายกฯ’เป็นตัวแปรสำคัญ พลิกเกมเลือกตั้งครั้งนี้

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

จากผลสำรวจของ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ครั้งล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสะท้อนอารมณ์ทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น หากแต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่าพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างความคิดอย่างมีนัยยะ จากการเลือก“พรรค”ไปสู่การเลือก“ตัวบุคคล”โดยเฉพาะผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเมืองที่ “แย่ลง” กับความคาดหวังที่สูงขึ้น

ตัวเลขประชาชนร้อยละ 45.7 ที่มองว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง บวกกับอีกกว่า 41% ที่รู้สึกว่า “เหมือนเดิม” สะท้อนภาวะ ความอิ่มตัวทางการเมือง และความรู้สึกว่าระบบการเมืองยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้อง

นี่คือบริบทสำคัญที่ทำให้ประชาชน ไม่ยึดติดกับพรรคใดพรรคหนึ่งแบบเดิม หากพรรคที่เคยเลือก ไม่สามารถเสนอ “ความหวังใหม่” ที่จับต้องได้

นายกฯ ในสายตาประชาชน: ผลลัพธ์มากกว่าวาทกรรม

ผลโพลชี้ชัดว่า คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีในสายตาประชาชน ไม่ใช่อุดมการณ์หรือสำนวนการเมือง แต่คือ“ความสามารถเชิงปฏิบัติ”

แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง (36.2%) มีความซื่อตรง (17.8%) รับฟังเสียงประชาชน (9.2%)

ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า ประชาชนกำลัง ประเมินผู้นำแบบผู้บริโภคการเมือง คือดู “ผลลัพธ์” มากกว่า “ภาพลักษณ์” และพร้อมตัดสินใจใหม่หากไม่เห็นศักยภาพจริง

แคนดิเดตนายกฯกลับมาเป็น“ตัวแปรชี้ขาด

กว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าการประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เคยลดทอนความหมายของตัวบุคคลลง

วันนี้ รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่เพียง“สัญลักษณ์เชิงพิธีกรรม” แต่กลายเป็นปัจจัยเชิงพฤติกรรมการเลือกตั้ง ที่สามารถดึง หรือผลักคะแนนเสียงได้จริง

คนไทย พร้อม“เปลี่ยนใจมากกว่ายึดมั่น

ผลโพลที่น่าจับตาที่สุด คือ ร้อยละ 41.6 ระบุว่า อาจจะเปลี่ยนใจ และร้อยละ 17.6 ระบุว่า เปลี่ยนแน่นอน หากพรรคที่ตนชอบเสนอแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

นี่สะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า ยุคการเมืองแบบฐานเสียงแข็ง (solid base) กำลังสั่นคลอน ประชาชนจำนวนมากกลายเป็น swing voter ที่พร้อมเคลื่อนไหวตามคุณภาพของผู้สมัคร มากกว่าประวัติหรือแบรนด์พรรค

สัญญาณเตือน ถึง“พรรคการเมืองใหญ่

สำหรับพรรคการเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็น

พรรคเพื่อไทย เปิดตัว 3 แคนดิเดต นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เบอร์ 1,นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่พรรคชู“ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้”

พรรคภูมิใจไทย แน่นอน อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯเบอร์ 1 หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่ต้องจับตาว่า จะเปิดตัวอีก 2 แคนดิเดต ตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่ ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตรองนายกฯและรมว.การคลัง และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ ทั้งคู่โดดเด่นในการทำงานอย่างชัดเจนในช่วงเวลาสั้นๆ

พรรคประชาชน เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรคคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฯ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค

พรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯเบอร์1 คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  หลังกลับมาฟื้นฟูพรรคอีกครั้ง พร้อมคณะทำงานผู้บริหารชุดใหม่ผสมผสานคนรุ่นใหม่ จับตาอีก 2 แคนดิเดต ทั้ง กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง ที่โลกยอมรับ สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ และเชี่ยวชาญ พร้อมคนรุ่นใหม่ วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคที่เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย

พรรคกล้าธรรม เบื้องต้น แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและส หกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม

พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัว พลโทภราดร พัฒนถาบุตร จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯของพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ และยังมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคฯ จะเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกคน

พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวพน้าพรรคฯตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรคฯอดีตรมว.แรงงาน และ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฯ อดีตรมว.คลัง

ผลโพลนี้ คือ คำเตือนเชิงโครงสร้าง ว่า

“การคัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ ผิดคน อาจแพ้ทั้งกระดาน”

โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานเสียงเดิม แต่เสนอชื่อบุคคลที่ถูกมองว่า แก้เศรษฐกิจไม่เป็น ขาดความน่าเชื่อถือ

ไม่สะท้อนความหวังใหม่

ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียคะแนนให้พรรคคู่แข่ง แม้ในพื้นที่ที่เคยได้เปรียบก็ตาม

เวทีดีเบต = เวทีชี้ชะตา

รายชื่อบุคคลที่ประชาชนอยากฟังดีเบตมากที่สุด สะท้อนว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค“พิสูจน์ฝีมือสด”ไม่ใช่แค่ป้ายหาเสียง หรือโฆษณา

ผู้ที่ตอบคำถามเศรษฐกิจ ปากท้อง และอนาคตประเทศได้ชัด มีโอกาสขยายฐานเสียงข้ามพรรค ขณะที่ ผู้ที่พลาด อาจฉุดคะแนนพรรคตัวเองลง โดยไม่รู้ตัว

ภาพการเลือกตั้งครั้งหน้านี้  ไม่มีพื้นที่ให้“ส่งใครมาก็ได้

จากผลสำรวจของ KPI Poll ครั้งนี้ ชี้ชัดสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนไทยไม่เลือกตั้ง ด้วยความเคยชินอีกต่อไป แต่กำลังเลือกด้วยเหตุผล ความคาดหวังและการเปรียบเทียบแบบตรงไปตรงมา

สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่คำถามว่า พรรคไหนใหญ่ที่สุด แต่คือใครเหมาะสมพอจะเป็นนายกฯในวันที่ประเทศกำลังติดหล่ม

และในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ อาจเป็นตัวแปรที่พลิกเกม ทั้งระบบการเมือง มากกว่าที่หลายพรรคคาดคิด

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดใจทุกพรรคการเมือง! สัปดาห์ชี้ชะตา’แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 จะจบได้ไหม’

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดใจทุกพรรคการเมือง! สัปดาห์ชี้ชะตา'แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 จะจบได้ไหม'

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดใจทุกพรรคการเมือง! สัปดาห์ชี้ชะตา’แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 จะจบได้ไหม’

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาระอุอีกครั้ง ช่วงเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในสัปดาห์นี้ (10–11ธันวาคม 2568) กลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทยอย่างแท้จริง เมื่อถึงการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินทางเข้าสู่ วาระที่ 2 ซึ่งเป็นจุดที่ทุกพรรคการเมืองต้องเผยจุดยืนอย่างชัดเจน และพร้อมจะประนีประนอมเพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปถึงวาระที่ 3 ให้ได้ก่อนที่สถานการณ์การเมืองอาจสุกงอมไปสู่ การยุบสภา

ล่าสุด การเพิ่มวันประชุม – สัญญาณว่ารบ.ต้องการให้จบ

มติวิปรัฐบาล ตัดสินใจ เพิ่มวันประชุมพิเศษ หากการพิจารณาวันที่ 10–11 ธ.ค. ไม่เสร็จสิ้นจะขยายเวลาลากยาวไปถึง 12 ธ.ค. นี่คือสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลต้องการปิดจบวาระ 2 ให้ได้ ก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรค 15 วัน เพื่อกลับมาลงมติวาระที่ 3 อย่างเป็นทางการ

การขยายเวลาเป็น “การการันตี” จากรัฐบาลว่า จะไม่ปล่อยให้ค้างคา จนถูกลากไปเป็นเกมการเมืองในปีใหม่

การพิจารณาวาระ 2 – ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นสนามประกาศจุดยืน

สาระสำคัญของวาระ 2 คือ การพิจารณาแบบรายมาตรา โดยเฉพาะในหมวดที่อ่อนไหวอย่าง หมวด 1-2 ที่เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบรัฐและสถาบัน ซึ่งแม้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างประกาศชัดว่า ไม่แตะต้อง แต่การอภิปรายย่อมเป็นพื้นที่ให้แต่ละพรรคแสดงเจตนารมณ์

วิปรัฐบาลมีมติให้ลงมติ “เห็นด้วย” ในวาระ 2 เพื่อให้เรื่องเดินหน้า

ถ้าพรรคใดโหวตสวน ก็จะกลายเป็นสัญญาณทางการเมืองทันที

จุดเปราะบางที่สุด:ที่มาของ สสร.และสูตร “20 หยิบ 1”

หัวใจของการประชุมสัปดาห์นี้คือ ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

ฝ่ายข้างมากเสนอสูตร “20 หยิบ 1” หมายถึง คัดเลือกตัวแทนจากสภาเดิม 20 คน เลือกมา 1 คน

ไม่ต้องมีการเลือกตั้งตรงของประชาชน เรื่องนี้เป็นประเด็นทดสอบความร่วมมือของทุกพรรค

จุดแข็ง ของสูตรนี้ เดินเครื่องได้เร็ว ลดความเสี่ยงการเมืองบนท้องถนนมีเสถียรภาพจากพรรคในสภา

จุดอ่อน ถูกวิจารณ์ว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยพอ ไม่ได้ให้ประชาชนเลือกสสร.โดยตรงหลายพรรค “ยอมรับเพื่อให้เดินหน้า” แต่ฐานเสียงภายนอกอาจไม่ปลื้ม

จุดยืนของ 3 พรรคการเมืองใหญ่

พรรคประชาชน – อยากจบเร็ว

ผลักดันสูตร 20 หยิบ 1 เต็มตัว ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญผ่านอย่างรวดเร็ว

เพื่อเป็นผลงานทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย – ระหว่างหลักการกับความเป็นจริง

ยืนยันว่าต้องมี สสร. แต่ยังสงวนท่าทีเรื่องสูตร มีทั้งแรงกดดันจากฐานเสียง รวมทั้งความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพรัฐบาล เพื่อไทยอยู่ในจุดที่ ไม่อยากเป็นผู้ถ่วงร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่พร้อมให้ภาพว่า ทอดทิ้งประชาชน

พรรคภูมิใจไทย – เส้นเลือดใหญ่รัฐบาล

อยู่ในฐานะแกนนำรัฐบาล ผลักดันให้เรื่องเดินหน้า ยิ่งรื้อช้า ยิ่งเสี่ยงเสียเสถียรภาพ ภูมิใจไทยต้องการปิดเกมนี้ เพื่อไม่ให้ แก้รธน. กลายเป็นชนวนยุบสภา

เกมการเมืองในห้องประชุม VS เกมนอกสภา

แม้ในสภาอาจตกลงกันได้ แต่สัปดาห์นี้ยังต้องจับตา แรงกดดันจากนอกสภา โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองและภาคประชาชนที่ต้องการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง

หากการอภิปรายปรากฏว่าทุกพรรคคือฝ่ายกำหนดใจแทนประชาชน อาจทำให้ความชอบธรรมของกระบวนการถูกตั้งคำถาม และอาจเป็นเชื้อไฟเปิดประเด็นนอกสภาอีกครั้ง

โหวตวาระ 3 รออยู่  ถ้าวาระ 2 ไม่จบ  ทุกอย่างล่ม

แกนกลางของสัปดาห์นี้คือ ต้องผ่านวาระ 2 ให้ได้ เพราะหากติดขัด จะส่งผลเป็นโดมิโน:วาระ 3 ขยับช้า กระบวนการยืดเยื้อ การเมืองเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความไม่แน่นอน กระทั่งอาจนำไปสู่การยุบสภา

รัฐบาลรู้ดีว่าการเมืองต้องมีทางออก รธน.ใหม่ คือ คำตอบ ไม่ใช่การเลือกตั้งใหม่ขณะไร้ความชัดเจน

ในช่วงบทสรุป สัปดาห์ชี้ชะตาวัดใจนักการเมือง

การประชุมวาระ 2 อาจไม่ใช่ช่วงแห่งความขัดแย้งรุนแรงในห้องประชุม แต่เป็นช่วงที่ทุกพรรคต้องเปิดหน้าไพ่ จะเลือก ความสมบูรณ์แบบทางหลักการ หรือจะเลือก ความเป็นไปได้ทางการเมือง

คำถามสำคัญคือทุกพรรคพร้อมจะประนีประนอมเพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้า หรือไม่?

ถ้าตอบว่า “ใช่” วาระ 2จะผ่านได้ตามแผน และเปิดทางไปสู่การลงมติในวาระ 3

แต่ถ้าเริ่มมีเสียงแตกในสภา การเมืองไทยอาจกลับไปสู่วงจรเดิม – ความไม่แน่นอน เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และความเสี่ยงต่อเกมยุบสภาที่ไม่มีใครอยากเจอ

สัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่การประชุมธรรมดา แต่เป็นการทดสอบวัดใจความร่วมมือ ความจริงใจ และ ความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองของทุกพรรค ใครเดินหน้า ใครถ่วงเวลาใครพร้อมประนีประนอม จะถูกพิสูจน์ในวาระนี้

ก่อนเดินหน้าการเมืองบทต่อไป ในการโหวดวาระ 3 ตัดสินชี้ขาด จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทยครั้งใหญ่อีกครั้ง

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผ่าปม‘พรรคส้ม’พลิกเกมกล่อม‘เพื่อไทย’เบรกซักฟอก ผวายุบสภา ดับฝันแก้ รธน.

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผ่าปม‘พรรคส้ม’พลิกเกมกล่อม‘เพื่อไทย’เบรกซักฟอก ผวายุบสภา ดับฝันแก้ รธน.

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผ่าปม‘พรรคส้ม’พลิกเกมกล่อม‘เพื่อไทย’เบรกซักฟอก ผวายุบสภา ดับฝันแก้ รธน.

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยช่วงนี้สั่นสะเทือนสมการอำนาจอย่างที่ไม่เคยได้เห็นในทางการเมือง เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พยายาม“กล่อม”พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้ชะลอการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยขอให้รอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาผ่านวาระ 3 เสียก่อน

โดยนายณัฐพงษ์ ยอมรับได้เข้าไปคุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจว่า เซ็นMOAเพราะอยากให้ประเทศเดินหน้า อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่การตัดสินใจ เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย ถ้ายื่นไปก็พร้อมทำหน้าที่เต็มที่ แต่ก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่านายณัฐพงษ์หัวหน้าพรรคประชาชนได้มาขอให้เพื่อไทยชะลอยื่นซักฟอกจริงหลังผ่านวาระ3ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอกว่าการหารือไม่ได้ข้อสรุป

“พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องของจุดยืนว่าเราจะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่นายณัฐพงษ์และพรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อให้รอการลงมติวาระ3 ซึ่งยังไม่มีข้อตัดสินใจ หรือข้อสรุป หลังจากนี้ไม่เกินก่อนเปิดสมัยประชุมคงจะได้ติดต่อประสานงานและพูดคุยกันกับนายณัฐพงษ์และทีม เพื่อสรุปในเรื่องของทิศทาง”

สถานการณ์นี้ จึงไม่ใช่แค่การต่อรองระหว่างสองพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นการชี้ชะตาเส้นทางแก้ไขรธน. และอาจกำหนดอนาคตการยุบสภาของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยที่เคยประกาศไว้ว่าถ้ารอไม่ไหว อาจจะประกาศยุบสภา วันที่ 12 ธันวาคมนี้

ล่าสุด ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ได้เห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกสมัยประชุมวิสามัญ รัฐสภา ในวันที่ 10-11 ธันวาคม เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ วาระ 3 เมื่อเปิดสมัยวิสามัญในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 เสร็จสิ้นแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 2560 กำหนดให้ต้องรอไว้ 15 วัน เพื่อให้รัฐสภาได้ลงมติในวาระ 3 ในวันที่ 29 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เสร็จทันปีนี้

ที่น่าสนใจ ทำไม ปชน. ต้องเร่งให้แก้รัฐธรรมนูญผ่านก่อนซักฟอก?

พรรคประชาชนได้วางยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ภารกิจสูงสุด คือ“ดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จในชั้นวาระ 3”ซึ่งถือเป็นเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าการซักฟอกรัฐบาลในรอบนี้

แรงจูงใจหลักของ ปชน.ได้แก่

กลัวรัฐบาลยุบสภาก่อนวาระ 3 เพราะหากสภาถูกยุบก่อนการลงมติวาระ 3แล้ว การแก้รธน.จะ ตกไปทันที ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดในสภาชุดหน้า นี่คือ สิ่งที่ปชน.มองว่าเป็น“ฝันร้ายที่สุด”

การยื่นซักฟอกอาจเป็นชนวนเร่งยุบสภา

หากเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเดินหน้าเต็มที่ รัฐบาลอาจตีความว่าเป็นแรงกดดันและใช้เป็นเหตุยุบสภาเพื่อหนีการปะทะการซักฟอก จึงเป็น“ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น”ในมุมปชน.อาจจะสูญเปล่าไม่ได้อะไรเลย

เป้าหมายสำคัญ แก้รธน.คือผลงานทางการเมืองที่จับต้องได้

หากวาระ 3 ผ่าน นั่น คือ เครดิตสูงสุดของพรรคปชน. ในฐานะ“พรรคแก้รัฐธรรมนูญ”โดยไม่ว่าต่อไปจะเป็นฝ่ายค้าน หรือ รัฐบาล ก็ยังกลายเป็นมีผลงานชิ้นใหญ่ติดตัวไปเพื่อนำหาเสียงในการเลือกตั้ง

ทำไม เพื่อไทย ไม่ให้คำตอบชัดเจน?

แม้พรรคเพื่อไทยยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อปชน.แต่ก็มีเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้“ยังไม่ปิดดีล”ได้แก่

เพื่อไทยต้องรักษาภาพผู้นำฝ่ายค้าน

เพื่อไทยถูกคาดหวังจากสังคมว่า ต้องใช้เครื่องมือการซักฟอกเพื่อถ่วงดุลในการตรวจสอบรัฐบาลหวังปุกหมุดติดชนักปักหลังพรรคภูมิใจไทย เพื่อเรียกคะแนนนิยมก่อนยุบสภาเพื่อไปการเลือกตั้ง หากยอมถอยตามแรงกดดันมากเกินไป ท่ามกลางกระแสตกขณะนี้ อาจยิ่งทำให้เสียฐานเสียง

เพื่อไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งในสนามเลือกตั้งล่วงหน้า  การยื่นซักฟอกเป็นเวทีสำคัญที่พรรคใช้ขยายบทบาท อาจไม่อยากปล่อยโอกาสจังหวะนั้นไปได้

เพื่อไทยไม่อยากถูกมองว่าผูกพันตนเองกับปชน.มากเกินไป เพราะสถานะของ ปชน.ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น“ฝ่ายค้าน–ฝ่ายค้ำ–หรือฝ่ายค้านแท้” ในอนาคต

 สรุปจริงๆแล้ว พรรคปชน.อยากเป็นอะไร? ฝ่ายค้าน? ฝ่ายค้ำ? หรือ แค่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ?

จากท่าทีอย่างต่อเนื่อง สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ปชน. ไม่ได้ตั้งใจเป็นฝ่ายค้านแท้แบบแข็งกร้าวแต่ก็ไม่ต้องการถูกตีตราว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ จึงเกิดภาพว่าเป็น ฝ่ายค้าน แบบ“ค้ำเชิงเงื่อนไข”

โดยมี“เงื่อนไขใหญ่ เพียงหนึ่งเดียว”คือ แก้รัฐธรรมนูญต้องผ่าน

หลังจากนั้น พรรคปชน.มีแนวโน้มกลับไปท่าที “ฝ่ายค้านมากขึ้น” โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน กล่าวง่าย ๆ คือ ปชน.ยอมค้ำรัฐบาลเฉพาะช่วงแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ยอมค้ำตลอดไป นี่คือเหตุผลที่ช่วงนี้ ต้องกล่อม พรรคเพื่อไทย หวังไม่ให้ยื่นซักฟอกก่อนวาระ 3

หากยุบสภาก่อนวาระ 3 กลายดับฝันแก้รัฐธรรมนูญไปทันที?

ถ้ายุบสภาจริง ผลกระทบใหญ่หลวง  ร่างแก้ไข รธน.จะตกไปทันที ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดในสภาชุดใหม่และนั่นหมายถึงโอกาสต่ำมากที่ร่างจะแก้ “ทันปี 2570” ตามเป้าหมายหลายฝ่าย

ขณะที่สภาใหม่หลังการเลือกตั้ง อาจมีสมการพรรคการเมืองเปลี่ยนไป ไม่มีใครการันตีว่า ปชน. หรือพรรคที่สนับสนุนแก้รธน.จะมีเสียงมากพออีกครั้ง ส่วนฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้รธน.ปี2560 จะได้เปรียบทันที เพราะยุบสภา คือ กดปุ่มรีเซ็ต กระบวนการทั้งหมด

สรุปคือถ้ายุบสภาก่อนลงมติวาระ 3 จะดับฝันแก้รธน.ดับทันที นี่คือสิ่งที่ พรรค ปชน.กังวลอย่างยิ่ง และเป็นที่มาของท่าทีเชิงประนีประนอมในช่วงนี้ สรุปภาพรวมทิศทางการเมือง พรรคประชาชนกำลังเดินเกมแบบ“ยอมชะลอการตรวจสอบเพื่อแลกผลประโยชน์ทางโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่กว่า” คือรัฐธรรมนูญใหม่ ในอีกด้านหนึ่ง

เพื่อไทย ต้องหาสมดุลระหว่างภาพผู้นำฝ่ายค้าน vs. การไม่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญล้มเหลว

สมการที่น่าจับตา คือ หากเพื่อไทย“ยอมชะลอ”การยื่นซักฟอก โอกาสแก้ รธน.วาระ 3 ผ่านสูงขึ้น หากเพื่อไทย“เดินหน้า”ยื่นซักฟอกเต็มรูปแบบ เสี่ยงถูกใช้เป็นชนวนเหตุยุบสภา หากยุบสภาก่อนเดตไลน์  การแก้รัฐธรรมนูญ จะจบสิ้นลงทันที ดังนั้น ทิศทางต่อไปขึ้นกับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่า จะให้ความสำคัญกับ‘ยุทธศาสตร์พรรค” หรือ “ยุทธศาสตร์โครงสร้างประเทศ”มากกว่ากัน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ปชน.’งัด 3 เงื่อนไข ปักหมุดทางการเมือง เร่งบีบ’รัฐบาลอนุทิน’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : 'ปชน.'งัด 3 เงื่อนไข ปักหมุดทางการเมือง เร่งบีบ'รัฐบาลอนุทิน'?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ปชน.’งัด 3 เงื่อนไข ปักหมุดทางการเมือง เร่งบีบ’รัฐบาลอนุทิน’?

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ออกมาแถลงจุดยืนอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568ว่า พรรคประชาชนพร้อมใช้กลไกในสภาทุกช่องทางตรวจสอบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะกลไก“การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วสุดภายในสิ้นปีนี้ หากรัฐบาล ไม่ปฏิบัติตาม 3 เงื่อนไขสำคัญ อย่างต่ำ

เงื่อนไข 3 ข้อ ที่สะท้อน“เส้นตายทางการเมือง

1.อยู่เกิน 4 เดือน – ต้องยุบสภาตาม MOA

พรรคประชาชน ระบุชัด หากรัฐบาลยังอยู่เกินวันที่ 31 มกราคม 2569 ซึ่งครบ 120 วัน ตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ถือว่า ผิดข้อตกลง และจะยื่นอเปิดภิปรายไม่ไว้วางใจทันที  เงื่อนไขนี้สะท้อนถึงความพยายาม“เร่งรัด”ให้รัฐบาลทำตามข้อตกลงเดิมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เห็นพ้องกันว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไป

2.ไม่เปิดสมัยวิสามัญ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ-ถือว่าไม่จริงใจ

เงื่อนไขนี้ อาจถือเป็น “หัวใจ” ของจุดยืนพรรคประชาชน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เพื่อปลดล็อกเปิดประตูให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้  ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของฝ่ายค้านทั้งหมด พรรคประชาชน มองว่า หากรัฐบาลไม่เปิดปรชุมสมัยวิสามัญในเดือนธันวาคม เพื่อให้กระบวนการพิจารณาทันภายในสิ้นปี2568นี้  แสดงให้เห็นถึง“การถ่วงเวลา”และ“ไม่มีความจริงใจ” ต่อการปฏิรูปกติกาทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ประกาศเอาไว้

3.หากรัฐบาลทำให้ประเทศเสียหาย หรือ แทรกแซงยุติธรรม – พร้อมยื่นซักฟอกทันที

ข้อนี้เป็น“ช่องเปิด”ที่เปิดทางให้พรรคสามารถยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ตลอดเวลา หากเห็นว่ารัฐบาลทำสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล  หรือ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนและประเทศชาติ

“เงื่อนไขหรือแรงกดดัน

แม้พรรคประชาชนจะอธิบายว่า 3 เงื่อนไขนี้ เป็นเพียง “กรอบการตรวจสอบตามกลไกสภา” แต่ในทางการเมือง นี่คือ“แรงกดดันเชิงระบบ”ต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างชัดเจน

เงื่อนไขแรก คือ การวาง“เส้นตายทางเวลา” ให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยุบสภา  หากยังอยู่เกินกรอบ 4 เดือน

เงื่อนไขที่สอง คือ การบีบให้รัฐบาลแสดงความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็จะถูกตีความว่า “ไม่จริงใจต่อคำมั่นทางการเมือง

เงื่อนไขที่สาม เปิดพื้นที่ให้พรรคประชาชนใช้“เหตุผลทางศีลธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อเปิดอภิปรายได้ทุกเมื่อ

ด้วยเหตุนี้ เงื่อนไขทั้งสาม จึงเปรียบเสมือน“เครื่องมือทางยุทธศาสตร์”ที่พรรคประชาชนใช้วัดระดับความจริงใจของรัฐบาล และในขณะเดียวกัน ก็เป็น“ตัวเร่งทางการเมือง”ที่สามารถกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งเดินหมากอย่างรอบคอบ

ความสัมพันธ์ฝ่ายค้าน-เพื่อไทย : ร่วมมือ หรือ ชิงการนำ?

เป็นที่น่าสังเกตว่านายพริษฐ์ยังกล่าวถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้มี ส.ส.เกิน 100 คน สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เอง แต่พรรคประชาชนก็เปิดทางให้มีการ“หารือร่วม” เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านเดินคนละทิศทาง

อย่างไรก็ตาม ในเชิงทางการเมืองแล้ว การประกาศ “ยก3 เงื่อนไข”ของพรรคประชาชน ย่อมทำให้พรรคดูโดดเด่นกว่าในบทบาท“ผู้นำฝ่ายค้านเชิงรุก” และ สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อพรรคเพื่อไทย ให้ต้องตัดสินใจว่าจะ“ร่วมมือซักฟอก” หรือ“รักษาระยะทางยุทธศาสตร์”

เกมเร่งนาฬิกา กับความเสี่ยงของรัฐบาล‘อนุทิน’

สถานการณ์หลังคำประกาศของนายพริษฐ์จึงเท่ากับเริ่มนับถอยหลังทางการเมืองของรัฐบาลอนุทินอย่างเป็นทางการ ระหว่างนี้ไปถึงสิ้นเดือนมกราคม 2569 คือ“ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่า

จะจริงใจต่อการยุบสภา และคืนอำนาจให้ประชาชนตาม MOA หรือไม่

จะเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่รับปากไว้หรือเปล่า

หากรัฐบาล‘อนุทิน’เลือกนิ่งเฉย หรือ เลื่อนเกมไปเรื่อยๆ เงื่อนไขทั้ง 3 ของพรรคประชาชน อาจกลายเป็น ชนวนเปิดศึกซักฟอกครั้งใหญ่ ที่ไม่เพียงทดสอบความมั่นคงของรัฐบาล แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ความเป็นเอกภาพของฝ่ายค้านในยุคใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ‘ฝ่ายค้าน’หรือ‘ฝ่ายค้ำ’

“3 เงื่อนไขของพรรคประชาชน ไม่ใช่เพียงกรอบตรวจสอบเชิงเทคนิค แต่คือยุทธวิธีทางการเมืองเพื่อ เร่งเวลา กำหนดจังหวะและบีบให้รัฐบาล แสดงความจริงใจ หากรัฐบาลอนุทิน ไม่ตอบสนองทันเวลา การซักฟอกอาจกลายเป็นเวทีเปิดศึกระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายค้านในการตรวจสอบในไม่ช้า

ต้องไม่ลืมว่า ทั้งสามพรรคการเมืองใหญ่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิไจไทย ต่างเป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างปฎิเสธไม่ได้ จึงจะต้องหาโอกาส ช่วงชิงคะแนนนิยม และ ความได้เปรียบทางการเมือง จนวินาทีสุดท้าย ก่อนจะมีการยุบสภาอย่างแน่นอน

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : แหล่งแร่’แรร์เอิร์ธ’-สหรัฐสนใจ อยู่ในโซนไหนของประเทศไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : แหล่งแร่’แรร์เอิร์ธ’-สหรัฐสนใจ อยู่ในโซนไหนของประเทศไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : แหล่งแร่’แรร์เอิร์ธ’-สหรัฐสนใจ อยู่ในโซนไหนของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ร่วมลงนาม“บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลก และการส่งเสริมการลงทุน”หรือMOU แร่แรร์เอิร์ธ โดยเว็บไชต์ทำเนียบขาวของสหรัฐ ได้เปิดเผยรายละเอียดฉบับเต็มของ“บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน”

ดังนั้นจะพาไปทำความรู้จัก แร่แรร์เอิร์ธ จากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า แรร์เอิร์ธคือธาตุหายาก ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญยิ่งยวดในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงหลากประเภทของโลกปัจจุบันและอนาคต อาทิ ด้านโลหะผสม (metal alloy) ตัวเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมยานยนต์และปิโตรเคมี (catalyst&chemical process) อุตสาหกรรมเซรามิก/แก้ว (ceramics&glass) สารเรืองแสง (phosphors) เช่น หลอดแอลอีดี, หลอดฟลูออเรสเซนต์, การแสดงผลจอแบน เลเซอร์ แบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบชาร์จไฟได้ (Ni-MH) ไฟเบอร์ออปติกและอื่นๆ นอกจากนี้ ธาตุหายากยังเป็นองค์ประกอบสําคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เช่น เซลล์เชื้อเพลิงโซลิดสเตต (solid state fuel) ตัวนํายิ่งยวด (superconductors) การระบายความร้อนด้วยแม่เหล็ก (magnetic cooling) การกักเก็บไฮโดรเจน (hydrogen storage) และแม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง (high performance permanent magnets) ซึ่งมีความสําคัญอย่างมากสำหรับเทคโนโลยีชั้นสูงต่างๆ เช่น กังหันลม (wind turbines) รถยนต์ไฮบริด (hybrid cars) ไปจนถึงไดรฟ์บันทึกข้อมูล (HD drives) ลําโพง และไมโครโฟนโทรศัพท์มือถือ โดยธาตุหายากแต่ละตัวมีการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป

แม้จะเรียกธาตุหายาก (rare earth elements) แต่สามารถพบได้ในเนื้อหินเกือบทุกชนิดที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลก แหล่งแร่ที่ให้ธาตุหายากพบกระจายตัวทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ เช่น จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ อุทัยธานี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงาและสุราษฎร์ธานี

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีทรัพยากรแร่ที่นำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อีกมากมายในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ผสมอยู่ในยาสีฟัน โถสุขภัณฑ์ จานชามเซรามิก โทรศัพท์มือถือ ยานยนต์ จนถึงโครงสร้างถนนหนทางและตึกสูงระฟ้า จากข้อมูลบัญชีทรัพยากรแร่ของไทย ปี พ.ศ.2566 ร้อยละ19 ของพื้นที่ประเทศไทยมีทรัพยากรแร่มากกว่า 40 ชนิด โดยชนิดทรัพยากรแร่ที่พบในปริมาณมากที่สุดเกือบร้อยละ60 ของทั้งประเทศ คือ เกลือหิน ที่กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย การสำรวจจุดค้นพบทรัพยากรแร่ที่สำคัญสามารถต่อยอดนำข้อมูลวิชาการเพื่อพัฒนาการสำรวจศึกษาทรัพยากรธรณีที่สำคัญอื่นๆ ในอนาคต

 ทั้งนี้ ข้อมูลประเทศผลิตแรร์เอิร์ธในโลกพบข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุว่า ในปี2024 มีการผลิตแร่แรร์เอิร์ธราว 390,000 ตัน REO (Tons of Rare Earth Oxides) ดังนี้ อันดับประเทศผลิตแรร์เอิร์ธ (ปี 2024) สำหรับในระดับโลก“ประเทศจีน” เป็นเจ้าตลาดแรร์เอิร์ธในระดับเกือบผูกขาด (near monopoly) โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า จีนครองสัดส่วนการผลิตแรร์เอิร์ธราว 61% ของทั้งโลก และ 92% ของการแปรรูป

จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุว่า ในปี 2024 มีการผลิตแร่แรร์เอิร์ธราว 390,000 ตัน REO (Tons of Rare Earth Oxides) ดังนี้ อันดับประเทศผลิตแรร์เอิร์ธ (ปี 2024) จีน 270,000 ตันREO สหรัฐ 45,000 ตันREO เมียนมา 31,000ตันREO ไทย, ออสเตรเลีย, ไนจีเรีย เท่ากันที่ 13,000 ตัน REO อินเดีย 2,900 ตันREO ขณะที่ปริมาณแร่แรร์เอิร์ธสำรองของทั้งโลก อยู่ที่มากกว่า 90 ล้านตัน REO โดยประเทศไทยอยู่อันดับ 12 ที่ 4,500 ตัน REO โดย 5อันดับแรกคือ จีน 44,000,000 ตันREO บราซิล 21,000,000ตันREO อินเดีย 6,900,000 ตัน REO ออสเตรเลีย 5,700,000 ตันREO รัสเซีย 3,800,000ตันREO

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘คนละครึ่ง’ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

แนวหน้าวิเคราะห์ : 'คนละครึ่ง'ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘คนละครึ่ง’ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“คนละครึ่ง”ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

จากผลสำรวจจาก“สวนดุสิตโพล”เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม ที่มีการเผยแพร่ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความรู้สึกและความคาดหวังของคนไทยต่อรัฐ ในยุคค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะพบว่า มีมากกว่าร้อยละ76.43 ของประชาชน เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่ง”และพบอีกว่า มีถึงร้อยละ 69.31ระบุว่า ชื่นชอบมากที่สุด เมื่อเทียบกับ โครงการลดภาระค่าครองชีพอื่นๆ ตลอดช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

โดยเฉพาะโครงการ‘คนละครึ่ง’ที่ได้มีการริเริ่มในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผล และ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

ความนิยมที่“คนละครึ่ง”ยังคงครองใจคนไทยได้ แม้เปลี่ยนรัฐบาล สะท้อนว่า นโยบายนี้“เข้าถึงได้จริง” และ“เห็นผลทันตา” เพราะประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์โดยตรง มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม กินได้ ซื้อได้ เดินตลาดได้ เป็นนโยบายที่จับต้องได้ทางอารมณ์ เพราะสร้างความรู้สึกว่า“รัฐยังไม่ทอดทิ้ง”ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจรากหญ้าและร้านค้ารายย่อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น มีสภาพคล่องจริง เงินหมุนในระบบฐานราก ไม่หยุดอยู่ในเมืองใหญ่

มุมเศรษฐกิจ : ยาช่วยระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่การรักษาโรค

แม้“คนละครึ่ง”จะช่วยให้ เศรษฐกิจฐานรากขยับตัวได้ในช่วงสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเช่น รศ.ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ชี้ให้เห็นว่า“นี่เป็นเพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง”

เพราะในขณะที่ประชาชนพอใจที่รัฐช่วยแบ่งครึ่งค่าใช้จ่าย แต่ปัญหาต้นเหตุของค่าครองชีพสูง ยังไม่ถูกแก้ได้แก่ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะระดับประวัติการณ์

ดังนั้น หากไม่มีการ“ควบคุมราคาสินค้าและต้นทุนหลัก” อย่างที่ประชาชน 61.9% เรียกร้อง ผลของ “คนละครึ่ง”หรือ“คนละครึ่งพลัส”ก็จะเป็นเพียง“การต่ออายุลมหายใจเศรษฐกิจ”ชั่วคราว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนทางรายได้ หรือ กำลังซื้อในระยะยาว

 มิติทางการเมือง :“ประชานิยม” ยังครองใจคนส่วนใหญ่

ผลสำรวจที่พบว่าร้อยละ 67.4 ของคนไทย เชื่อว่า พรรคที่มีนโยบายประชานิยม จะได้เปรียบในการเลือกตั้ง นี่คือสัญญาณชัดว่า“เศรษฐกิจปากท้อง”ยังคงเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่งทางการเมือง

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลชุดปัจจุบันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต่อยอดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”จึงถูกจับตาอย่างมากว่าจะสามารถสร้าง“โมเมนตัมทางเศรษฐกิจ”ได้จริงหรือไม่ หลังจากเริ่มโครงการดังกล่าวในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

หากโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีผลเชิงบวกต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568โดยเฉพาในช่วงจับจ่ายปลายไตรมาส 4/2568 ก็อาจเป็น“จุดเปลี่ยนทางความนิยม”ของรัฐบาลชุดนี้ได้

ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568  

ระยะสั้น ภายใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าการใช้จ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้น 5–7%ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ธุรกิจค้าปลีก ตลาดสด ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยจะได้รับผลบวกโดยตรง สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะในภูมิภาค

ระยะกลาง ช่วงต้นปี 2569 ผลของโครงการจะเริ่มชะลอตัว หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง หากรัฐไม่เร่งแก้ราคาพลังงานและค่าขนส่ง ผลของ“คนละครึ่งพลัส”จะถูกกลบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

ระยะยาว  การพึ่งนโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี“การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”เช่นการเพิ่มรายได้ การลดภาษีผู้มีรายได้น้อยและการพัฒนาทักษะแรงงาน

“สวนดุสิตโพล”ครั้งนี้ เป็น เสียงเตือนจากประชาชนว่า รัฐบาลไม่สามารถละเลย เรื่องปากท้องได้ แม้วันเดียว“ประชาชนต้องการให้รัฐที่ลงมือเร็ว แต่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน” แม้“คนละครึ่ง”อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหวัง แต่ความยั่งยืนต้องมาจากการ“ควบคุมต้นทุนสินค้า-พลังงาน”และ“เพิ่มรายได้ประชาชน” ไปพร้อมกัน

และท้ายนี้ สิ่งสำคัญ คนไทยทุกๆคน อย่าลืมเติมเงินใน‘เป๋าตัง’แล้ว ไปใช้สิทธิ์ของท่านในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 นี้

เพราะ“เสียงของประชาชน”คือ พลังสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศต่อไป

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘แพทองธาร’วิบากกรรม…ยังไม่จบ!!!

แนวหน้าวิเคราะห์ : 'แพทองธาร'วิบากกรรม...ยังไม่จบ!!!

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘แพทองธาร’วิบากกรรม…ยังไม่จบ!!!

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“แพทองธาร”วิบากกรรม…ยังไม่จบ!!! คดี ม.144 โยกงบทำ“ดิจิทัลวอลเล็ต”แจกเงิน 1 หมื่น วิกฤตซ้อน“ระเบิดลูกใหญ่”การเมืองไทย อาจล้มทั้งกระดาน?

จุดเริ่มต้นคดีปม“โยกงบทำดิจิทัลวอลเล็ต” คดีนี้มีต้นเหตุจากการที่รัฐบาล‘แพทองธาร ชินวัตร’เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000บาทซึ่งถูกมองว่าเป็นการโยกงบประมาณข้ามหมวดและแปรญัตติในลักษณะที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา144 ซึ่งเป็นมาตราที่ห้ามสมาชิกสภา รัฐมนตรี หรือบุคคลใด แทรกแซงการจัดทำงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

โดย ป.ป.ช.จึงตั้งคณะไต่สวนต่อเนื่องมาหลายเดือน จนล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า การไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ป.ป.ช.พิจารณาชี้ขาด จุดนี้ ถือเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมเขย่าระบบการเมืองไทยทั้งระบบล้มทั้งกระดาน

มาตรา144:จุดเปราะบางนักการเมืองไทย

รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถือเป็นหนึ่งในมาตราที่ มีโทษทางการเมืองร้ายแรงที่สุด เพราะหาก ป.ป.ช.ชี้มูลว่า มีการฝ่าฝืนจริง

จะนำไปสู่การส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากศาลวินิจฉัยว่าฝ่าฝืน รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งทันที และหากเป็น ส.ส. หรือส.ว. ที่ร่วมลงมติในลักษณะที่รู้เห็นเป็นใจ ก็อาจ พ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

ดังนั้น หากมีการชี้มูลในระดับ“คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ” รวมถึง “คณะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภาที่เห็นชอบร่างงบ”  นั่นหมายถึง อาจเกิดการล้มทั้งกระดานของรัฐบาลและรัฐสภาไทยในคราวเดียว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ศาลรธน.ฟัน‘พิเชษฐ์’พ้นส.ส.ฝ่าฝืน ม.144 โยกงบ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย เขต 7พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี จากกรณีเห็นชอบงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3 โครงการ โดยมีรูปแบบการดำเนินการโครงการซึ่งมีลักษณะประโยชน์ในการหาเสียง หรือสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144ที่ห้าม สส.สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือกรรมาธิการ เสนอแปรญัตติ หรือทำการใดๆที่จะมีผลให้ สส. สว.กรรมาธิการ มีส่วนในการใช้งบประมาณไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

ถือเป็นคดีนำร่องของการที่ทำให้บรรดานักการเมืองหลายคนหนาวๆร้อนๆไปตามๆกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้กรณีฝ่าฝืน ม.144 ให้เห็นมาแล้ว

ผลสะเทือนหาก ป.ป.ช.“ชี้มูลความผิด

หากป.ป.ช.มีมติ“ชี้มูลความผิด”แพทองธารและคณะรัฐมนตรีในคดีนี้จะเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญคือ:

การเมือง“รัฐบาลอนุทินเสี่ยงเข้าสู่สุญญากาศใหม่

ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพทั้งคณะ อำนาจบริหารจะตกอยู่ในมือ รักษาการนายกรัฐมนตรี (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล)ซึ่งจะเผชิญแรงกดดันให้ ยุบสภาทันที เพราะสังคมจะมองว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาไทย อาจต้อง“รีเซ็ต

หากมีการพิจารณาว่า ส.ส. หรือ ส.ว.ที่ลงมติรับร่างงบฯโดยรู้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบร่วม ก็เท่ากับต้อง ปลดล็อกสภาใหม่ ทั้งสองฝ่าย ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ และ“พรรคเพื่อไทย”อาจสูญเสียอำนาจทางการเมืองครั้งใหญ่

เศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น ตลาดผันผวนทันที

ตลาดการเงินจะสะท้อนแรงสั่นสะเทือนจากความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างฉับพลัน ค่าเงินบาทอ่อนตัว ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติถดถอย เพราะการเมืองไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะ “สุญญากาศทางอำนาจ” อีกครั้ง

มิติกลับกัน หาก ป.ป.ช.“ไม่ชี้มูล

หากที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิด จะเป็น ชัยชนะสำคัญทางการเมืองของ แพทองธาร ที่ช่วยฟื้นภาพลักษณ์จากคดีต่างๆในอดีต พรรคเพื่อไทย จะสามารถกลับมาใช้“ดิจิทัลวอลเล็ต”เป็นนโยบายธงหลักได้อีกครั้ง แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีว่า ป.ป.ช.ทำงาน “สองมาตรฐาน” และอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือบนท้องถนนกล่าวได้ว่า“ไม่ว่าผลจะออกทางไหน”ความขัดแย้งและแรงกระเพื่อมจะเกิดขึ้นแน่นอน

บทพิสูจน์องค์กรอิสระ : ความเป็นกลางของป.ป.ช.

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ“แพทองธาร”เท่านั้น แต่ยังเป็น บทพิสูจน์ศรัทธาในองค์กรอิสระของประเทศ โดยเฉพาะ ป.ป.ช.หากตัดสินอย่างโปร่งใส มีเหตุผลและสังคมยอมรับได้ จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล  แต่หากถูกมองว่า“มีแรงจูงใจทางการเมือง”ไม่ว่ากับฝ่ายใด ย่อมกลายเป็นเชื้อไฟแห่งความแตกแยกใหม่

บทสรุปของคดี แพทองธาร คดี ม.144”จึงไม่ใช่เพียงคดีทุจริตงบประมาณธรรมดา แต่เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ทางการเมือง ที่อาจเขย่าทั้ง รัฐบาล รัฐสภาและระบบการเมืองไทยโดยรวม  หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด จะเป็นเหตุการณ์ล้มทั้งกระดานครั้งประวัติศาสตร์ของการเมืองประเทศไทย แต่หากไม่ชี้มูลจะเป็นเกมฟื้นพลัง”ให้พรรคเพื่อไทย และครอบครัว‘ชินวัตร’

ช่วงส่งท้ายปี 68 ทุกสายตาต้องเกาะติดจับจ้องไปที่“ที่ประชุมใหญ่ป.ป.ช.ซึ่งกำลัง ถือชะตาการเมืองไทยไว้ในมือเหมือน “ระเบิดเวลาลูกใหญ่”ที่อาจจะเขย่าก่อนเกิดยุบสภาและการเลือกตั้งใหญ่ต้นปีหน้า 69 จะต้องไม่กระพริบตาอย่างเด็ดขาด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ กับ 2-3 คดีใหญ่ๆทางการเมือง

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’กัดฟันทน! ภาวะ‘เลือดไหลออก’รุมเร้าก่อนเลือกตั้ง

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’กัดฟันทน! ภาวะ‘เลือดไหลออก’รุมเร้าก่อนเลือกตั้ง

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’กัดฟันทน! ภาวะ‘เลือดไหลออก’รุมเร้าก่อนเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“พรรคเพื่อไทย”กำลังเผชิญกับสถานการณ์“เลือดไหลออก” ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะล่าสุด ที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตนได้ตัดสินใจลาออกการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อด้วย

นายสมพงษ์ยืนยันว่า การตัดสินใจนี้ไม่เกี่ยวกับที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านหรือกระแสตก แต่เหตุผลมาการบริหารจัดการภายในที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เชื่อ​ว่า สส.ส่วนใหญ่​ก็อึดอัดกับสถานการณ์ในพรรคกับการจัดลำดับความสำคัญที่มีปัญหาค่อนข้างมาก แต่ผู้บริหารพรรคมองไม่เห็น ทั้งที่การเลือกตั้งทั้งในระดับ สส.หรือท้องถิ่น ก็ฟ้องอยู่ว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่ตนมีส่วนในการบริหารจัดการมาโดยตลอด ก่อนจะถูกลดบทบาท กระทั่งไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลย

ผู้อาวุโสของพรรควัย 84 ปี ผู้นี้ระบุว่า จุดแตกหักสุดท้ายกรณีที่พรรคมอบหมายให้เฟ้นหาผู้ที่มีศักยภาพ เพื่อเสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.ที่เขต 1 จ.ลำพูน เมื่อได้คนที่มีความเหมาะสม และเริ่มให้ทำพื้นที่ก็ได้กระแสดี แต่พรรคตัดสินใจเลือกคนอื่นโดยไม่แม้แต่จะนำชื่อคนที่ตนไปชักชวน เข้าไปเป็นตัวเลือกในการพิจารณาด้วยซ้ำ เพราะผู้มากบารมีในพรรคบางคนเข้ามาล้วงลูก สั่งการจะเอาคนนั้นคนนี้ลงโดยไม่ทำโพล เมื่อกระแสพรรคเป็นแบบนี้ การวางตัวผู้สมัคร สส.ย่อมต้องละเอียดมากที่สุด จะทำกันแบบเดิมๆ ไม่ได้

การตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจเพียงลำพัง ไม่ได้หารือหรือแจ้งให้นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นบุตรชาย ทราบแต่อย่างใด ไม่อยากให้มองว่าตนทิ้งพรรคในวันที่พรรคตกต่ำ เพราะที่ผ่านมาทุ่มเทเต็มที่ให้กับพรรคและกับครอบครัวชินวัตรมาโดยตลอด​ ยอมรับว่าใจหาย​เเละเสียใจอย่างยิ่ง เพราะได้ร่วมบุกเบิกมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย

นายสมพงษ์ ทิ้งท้ายว่า หากมีใครเห็นความสำคัญ เห็นความรู้ประสบการณ์ของตน ที่อาจไปช่วยเสริมในบางมิติให้นักการเมืองร่นลูกรุ่นหลานในลักษณะที่ปรึกษา ก็พร้อม​และยินดี แต่ยืนยันว่าไม่ได้ถูกพรรคไหนดูด เพราะแม้จะมีคนรู้จัก และสนิทสนมคุ้นเคยกับหลายพรรคการเมือง แต่คงไม่มีพรรคไหนกล้ามาดูดตนแน่นอน

ก่อนหน้านั้น นายโกศล ปัทมะ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ก็ได้ไปเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า และได้ตอบโต้กรณีที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีการใช้เงินดูด ส.ส.ออกไปว่า ส่วนตัวไม่มีเรื่องเงินใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น การออกจากพรรคเป็นเรื่องของความรู้สึก เหมือนกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ให้เหตุผลในการลาออกจากพรรคเพื่อไทย เพราะ สส.รู้สึกอึดอัดในการบริหารจัดการพรรค

นายโกศลยังได้ฝากไปถึงผู้บริหารของพรรคเพื่อไทยว่า ควรดูแล สส.ให้ดี รับฟังเขา เพราะยังมี สส.ที่รู้สึกไม่อบอุ่น แล้วอนาคตอาจไม่ไปต่อกับพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ อดีต สส. หลายสมัยของพรรคเพื่อไทย อย่าง นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนสมาชิกพรรคเพื่อไทย แจ้งขอลาออก จากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 เป็นต้นไป หลังจากได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทยในปี 2544 ต่อด้วยพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ตามลำดับ

ทั้งนี้ เป็นที่น่าจับตาว่า เมื่อถึงการยุบสภาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จะมี สส.ของพรรคเพื่อไทยทยอยลาออกมากยิ่งขึ้นหรือไม่ แล้วสถานการณ์โดยรวมของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเก่าไป ก็ต้องมีใหม่มา

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พรรคเพื่อไทย ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เพิ่มเติมอีก 22 ราย โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยเราตั้งเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งหน้าจำนวน 200 คน เราได้เปิดตัวไปแล้ว 183 คน ดังนั้นเพื่อเป็นไปตามเป้าหมายจึงได้เปิดตัวเพิ่มอีก 22 ท่านใน 12 จังหวัด หน้าตาแต่ละคนมีความผ่องใส ราศีจับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความตั้งใจที่จะนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยซึ่งในอดีตประสบความสำเร็จต่อเนื่องมาตลอด ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบสนองจากพี่น้องประชาชน

และยังบอกด้วยว่า สส.ที่อยู่กับพรรค ตนเชื่อมั่นว่าเราจะชนะ ส่วนที่เคยย้ายไปในอดีต มีเรื่องที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเมื่อย้ายออกจากพรรคไปแล้วก็สอบตกไปหลายท่าน พี่น้องประชาชนคงจะเข้าใจในสิ่งที่ตนพยายามสื่อสาร

การเลือกตั้ง สส. ครั้งหน้า สู้กันดุเดือดแน่นอน ซึ่งบรรดาคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยต่างระดมความพร้อมที่จะโกยคะแนนกันอย่างเต็มที่ โดยพรรคภูมิใจไทยในบทบาทพรรคแกนนำรัฐบาล กำลังเร่งทำผลงานแบบเน้นๆ เพื่อให้เข้าตาประชาชนอย่างที่สุด ส่วนพรรคประชาชน แม้ตอนนี้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่ผลสำรวจโพลหลายสำนักชี้ว่า คะแนนนิยมมาแรง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนเก่า กลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่ประกาศฟื้นฟูอุดมการณ์ 10 ข้อ ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2489 ก็น่าจะปลุกกระแสของพรรคได้มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจึงถือเป็นศึกหนักที่พรรคเพื่อไทย ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ หากหวังจะทำให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ซึ่งดูแล้วก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘คดี44ส.ส.ก้าวไกล’เกมชี้ชะตา ก่อนเลือกตั้ง อาจเปลี่ยนทิศลมการเมือง?

แนวหน้าวิเคราะห์ : 'คดี44ส.ส.ก้าวไกล'เกมชี้ชะตา ก่อนเลือกตั้ง อาจเปลี่ยนทิศลมการเมือง?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘คดี44ส.ส.ก้าวไกล’เกมชี้ชะตา ก่อนเลือกตั้ง อาจเปลี่ยนทิศลมการเมือง?

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

หลังจากเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ  นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.ออกมาเปิดเผยความคืบหน้า“คดี 44 อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล”ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ขณะนี้กระบวนการไต่สวนพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว  เหลือเพียงขั้นตอนพิจารณาเชิงลึกขององค์คณะไต่สวนก่อนชงเข้าที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.

“ยืนยันว่าการทำงานของ ป.ป.ช.อยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ได้ดูไทม์ไลน์การเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในการพิสูจน์ความผิด โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาคดีนี้รายคนเริ่มตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.นี้ จากนั้นคาดว่าเร็วสุดคือเสร็จภายใน พ.ย. อย่างช้าไม่น่าจะเกินธันวาคม 2568 ก่อนการเลือกตั้ง ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งทางการเมือง”นายสุรพงษ์ กล่าวย้ำ

สัญญาณจากสนามบินน้ำ  คดีที่อาจเปลี่ยนทิศลมการเมือง

คำแถลงนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานความคืบหน้าทางเทคนิค แต่เป็น“สัญญาณทางการเมือง”ที่อาจสั่นสะเทือนสมรภูมิการเลือกตั้งใหญ่ ที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคดีนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับอุดมการณ์และแก่นทางการเมืองของพรรคก้าวไกล ซึ่งคดีที่อาจเปลี่ยนทิศลมการเมืองในอนาคตครั้งสำคัญ

จากสิทธิทางนิติบัญญัติ สู่ข้อกล่าวหาทางจริยธรรม

แก่นของคดี คือ ข้อกล่าวหาว่า ส.ส.ทั้ง44 คน ได้ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งอาจขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 6 ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ และอาจถือเป็นการ“ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอดีต ส.ส.ก้าวไกล โต้แย้งว่า การเสนอร่างกฎหมาย เป็นสิทธิและหน้าที่ตามระบบรัฐสภาภายใต้หลักการประชาธิปไตย ซึ่งเปิดโอกาสให้ ส.ส.มีสิทธิร่างกฎหมายใดๆได้ หากเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น แก่นของการไต่สวน จึงไม่ใช่เพียงการ“ตรวจข้อเท็จจริง”แต่เป็นการตีความเชิงหลักการว่า

“สิทธิทางนิติบัญญัติของ ส.ส.จะถูกจำกัดได้เพียงใด ภายใต้กรอบความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลัก?”

นี่คือ ประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางที่สุดของคดี

ป.ป.ช.แยกพิจารณา“รายบุคคล”กลเกมลดแรงกระแทก?

สิ่งสำคัญ ทาง ป.ป.ช.ระบุชัดว่าจะ ไม่พิจารณาแบบเหมารวม แต่จะพิจารณาเป็นรายบุคคล แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ริเริ่มร่างกฎหมาย กับ กลุ่มผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุน

การแบ่งเช่นนี้ สะท้อนแนวทาง“ลดแรงปะทะทางการเมือง” เพราะหาก ป.ป.ช.ชี้มูลแบบรวมกลุ่ม อาจถูกมองว่าเป็นการ“ล้างบางทางการเมือง” ทั้งพรรคในคราวเดียว ซึ่งจะสร้างแรงต้านรุนแรงจากสังคมและกลุ่มเยาวชน

แต่หากชี้มูลเฉพาะ“ผู้ริเริ่มร่าง”ก็ยังถือเป็น“ทางลงที่ไม่ทำให้ประเทศสั่นสะเทือนเกินจำเป็น”

จังหวะเวลา คำชี้ขาดก่อนเลือกตั้ง : บังเอิญ หรือจงใจ?

ในเรื่องนี้ ป.ป.ช.ยืนยันหนักแน่นว่า“ไม่ได้ดูไทม์ไลน์เลือกตั้ง”แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ หาก ป.ป.ช.ชี้มูลคดีนี้ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม 2568 จะเกิดแรงกระเพื่อมใหญ่ในสนามเลือกตั้งทันที เพราะพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน ซึ่งมีฐานคะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาจถูกตัดสิทธิ์แกนนำจำนวนมาก ไม่ให้ลงสมัครส.ส.อีกครั้งที่จะเกิดขึ้นหลังยุบสภา

ขณะเดียวกัน หากผลออกมาว่า“ไม่ชี้มูล”ก็จะกลายเป็น“แรงบวก”มหาศาลต่อพรรค ทำให้สามารถฟื้นความเชื่อมั่น และตอกย้ำ ภาพพรรคที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่องที่จะนำไปใช้หาเสียงเรียกคะแนนความสงสาร

ดังนั้น จังหวะของคดีนี้ จึงอยู่ในตำแหน่งเหมือน“ระเบิดเวลา”ที่พร้อมเขย่าการเลือกตั้ง ไม่ว่าผลจะออกทางใดไม่ว่าทางบวกหรือลบ

ผลสะเทือนเชิงการเมือง : ชี้ชะตาอนาคตพรรคปชน.

กรณีนี้อาจส่งผลลึกใน 3 มิติหลัก

(1) ผลต่อแกนนำและโครงสร้างพรรค  หากมีการชี้มูลความผิดและศาลวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน จะสูญเสียบุคลากรสำคัญเกือบครึ่งหนึ่งของทีมเดิม และต้องเร่งสร้าง “รุ่นใหม่ในรุ่นใหม่” มาทดแทนก่อนศึกเลือกตั้ง อาจจะไม่ทันการณ์

(2) ผลต่อภาพลักษณ์ทางอุดมการณ์ คดีนี้อาจถูกตีความได้สองทาง  ฝ่ายสนับสนุนจะเห็นว่าเป็น “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางนิติบัญญัติ”แต่ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าเป็น “การจาบจ้วงหลักความมั่นคงของรัฐ”จึงอาจทำให้สังคมกลับมาสองขั้วเข้มข้นอีกครั้ง

(3) ผลต่อเกมเลือกตั้งใหญ่ หากคำวินิจฉัยออกก่อนปลายปี พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน จะต้องลงสนามเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขใหม่ ขาดแกนนำสำคัญ แต่มีพลังเห็นใจ จากมวลชน หรือ ในทางกลับกัน หากรอดทุกคนก็จะกลายเป็น“พรรคพระเอก”ที่ชูประเด็นถูกกลั่นแกล้ง เป็นทุนทางการเมืองมหาศาล

ป.ป.ช.กับบททดสอบความเป็นกลาง

ไม่ว่าผลคดีนี้จะออกมาอย่างไร สิ่งที่เดิมพันสูงสุดคือ “ความเชื่อมั่นของสังคมต่อองค์กรอิสระ”

เพราะป.ป.ช. อยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ว่า “องค์กรตรวจสอบสามารถยืนอยู่เหนือการเมืองได้จริงหรือไม่”

หากกระบวนการชี้มูลโปร่งใส มีเหตุผล และสังคมยอมรับได้

ป.ป.ช. จะได้ศรัทธากลับคืนในฐานะกลไกคานอำนาจของประชาธิปไตย

แต่หากสังคมมองว่าการชี้ขาด “มีแรงจูงใจทางการเมือง” ไม่ว่าจะต่อก้าวไกลหรือฝ่ายใดก็ตาม

แรงสะเทือนจะย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบทั้งหมด

 คดีที่อาจเปลี่ยนทิศทางการเมืองไทยปลายปี2568

คดี “44 ส.ส.ก้าวไกล” คือสมรภูมิที่วัดกันทั้งในมิติ กฎหมาย – อุดมการณ์ – และอำนาจ

เป็นบทพิสูจน์ว่าประชาธิปไตยไทยจะเปิดพื้นที่ให้ “การคิดต่าง” ได้มากเพียงใด

และเป็นเครื่องวัดความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบในยุคที่ “กฎหมายกลายเป็นอาวุธทางการเมือง”

หาก ป.ป.ช. ชี้มูลก่อนสิ้นปี  ผลสะเทือนจะสั่นสะเทือนทุกพรรค ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ

แต่หากรอหลังเลือกตั้ง   จะยิ่งเพิ่มข้อครหาว่าการเมืองไทยไม่เคยพ้นวังวน “คดีการเมือง”

ในที่สุด คดีนี้อาจกลายเป็น จุดเปลี่ยนที่นิยามอนาคตประชาธิปไตยไทย ระหว่าง“การปกป้องสถาบัน” กับ “การปกป้องสิทธินิติบัญญัติ”ว่า ฝ่ายใดจะยืนอยู่ได้ในสมรภูมิการเลือกตั้งปี2569ที่กำลังจะมาถึง ประเด็นนี้จะเขย่าการเลือกตั้งใหญ่หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’โหมโรง ยกเครื่องสกัดเลือดไหล ‘อิ๊งค์’ปลุกสู้ศึกเลือกตั้ง ฝันกลับมายิ่งใหญ่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’โหมโรง ยกเครื่องสกัดเลือดไหล ‘อิ๊งค์’ปลุกสู้ศึกเลือกตั้ง ฝันกลับมายิ่งใหญ่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’โหมโรง ยกเครื่องสกัดเลือดไหล ‘อิ๊งค์’ปลุกสู้ศึกเลือกตั้ง ฝันกลับมายิ่งใหญ่

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

พรรคเพื่อไทย โหมโรง ในการจัดกิจกรรมใหญ่”ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อแสดงความพร้อมและจัดทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยเฉพาะวัตถุประสงค์หลัก คือการตรวจสอบรายชื่อ สส.ที่ยังอยู่กับพรรค เพื่อป้องกัน เลือดไหลออก ย้ายพรรค ในช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่

เพราะฉะนั้น การที่ อดีตนายกฯแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โหมโรงโชว์ผลงานและได้โชว์วิสัยทัศน์ รวมถึงการเปิดตัวโชว์ว่าที่ผู้สมัคร สส. กันตั้งแต่เนิ่นๆนั้น พรรคเพื่อไทย มุ่งหวังเป้าใหญ่ เพื่อไทยจะกลับมา”ยิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมด้วยการยกเครื่องเพื่อไทย”รีแบรนด์ จำเป็นต้องจัดอีเวนต์สำคัญคนหัวใจสีแดง” หัวใจเพื่อไทยคือประชาชน เป็นครั้งแรก โชว์ศักยภาพ โชว์พลัง หลังสูญเสียอำนาจรัฐให้พรรคภูมิใจไทย“ค่ายสีน้ำเงิน”มาแรมเดือน แถมยังเสียเก้าอี้ ส.ส.ไปจากสนามเลือกตั้งซ่อม เขต5 ศรีสะเกษ และต้องจับตา เลือกตั้งซ่อมสส.กาญจนบุรีวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทยก็น่าจะรักษาเก้าอี้ได้หรือไม่

ต้องยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมา ทั้งตระกูลชินวัตร-บิ๊กแกนนำเพื่อไทยยังพลิกตำรา แก้เกม ตั้งรับไม่ทันการ ส่งผลให้หัวใจ“สส.เพื่อไทย”ออกอาการหวั่นไหว หวาดผวา ที่ถูกทั้ง“พรรคภูมิใจไทย–พรรคกล้าธรรมทาบทามให้ย้ายพรรค-ย้ายสังกัด ย้ายขั้วจนกระทั่ง“สส.”บางคนกระโดดไปทั้งตัว ไปทั้งใจ บางคนตัวยังอยู่ แต่ใจโหยหารู้ถึงกระแสในพื้นที่ว่า ศึกเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นหากอยู่พรรคเดิมเจองานหนัก หากไม่มีกระแสพรรคช่วย

เมื่อ“ตระกูลชินวัตรส่งสัญญาณชัดๆและประกาศจะเดินหน้างานการเมืองต่อ สัญญาณชัดๆมาจาก โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ หญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยานายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางเข้า ที่ทำการพรรคเพื่อไทยก่อนพบปะบรรดา สส.พร้อมปลุกขวัญสส.เพื่อไทยว่าสู้ๆ นะคะ

สิ้นเสียง“นายหญิง”ทำเอาบรรดา สส.เพื่อไทย เหมือนได้ น้ำทิพย์ชโลมใจ ปลุกพลังพร้อมใจตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พร้อมสู้ไปกับพรรคเพื่อไทยแม้จะมี สส. และอดีตผู้สมัคร สส.บางส่วน แอบปันใจให้ คู่แข่ง – คู่แค้น ไปแล้วก็ตาม จะต้องรีบหยุดเลือดไหลในพรรคให้ได้

สิ่งสำคัญ งานวันที่ 7 ตุลาคมยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทยเพื่อแสดงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งสนามใหญ่ทั่วประเทศ ที่จะเกิดขึ้น ตามกรอบเวลาที่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล’ประกาศไว้ว่าจะมีการยุบสภาอย่างช้าวันที่ 31 มกราคม 2569

โดยพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวว่า ที่ผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. ในลอตแรก 185 คน พร้อมจัดทัพจัดทีมยุทธศาสตร์เพื่อคัดเลือกผู้เสนอตัวในแต่ละโซนเพื่อคัดคนที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพและมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ

ในงานนี้“แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ช่วงหนึ่งว่า หลายคนประเมินว่าพรรคเพื่อไทยมาถึงทางตันแล้ว เลือดกำลังไหลจนหมดสิ้น แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีทางเป็นแบบนั้น เลือดเพื่อไทย จะไม่มีวันเหือดแห้ง พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์แน่นอน ดิฉันไม่คิดอย่างนั้นเลย เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ไปนานแล้ว เราเป็นพรรคการเมืองที่มีผลงานมากที่สุด

เราทุกคนอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ แต่เพราะเราเชื่อเหมือนกัน เราคือพรรคเพื่อไทย เราเป็นพรรคการเมืองที่มีผลงานมากที่สุด และพรรคนี้โดนรัฐประหารไปแล้ว 2 ครั้ง ถูกยุบพรรคไปแล้ว 2 ครั้ง ปลดนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง 6 คน โดยที่ผู้ก่อรัฐประหาร ไม่ต้องคดี แต่ผู้ก่อตั้งพรรคถูกจองจำ

“จิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย คือนโยบายที่ทำได้จริง การเอานโยบายดีๆถึงมือประชาชน เราชื่อว่าการผลักดันนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ เราเชื่อว่าทุกคนต้องร่วมมือกัน ดิฉันพร้อมสู้และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสู้ ประเทศไทยยังคงต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ ต้องการการเมืองที่เป็นความหวังของประชาชน”

ขณะเดียวกัน แพทองธารยังเผยว่า พรรคพร้อมเปิดชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้งสามราย และจะเปิดตัวพร้อมกันในเวลาที่เหมาะสม มั่นใจว่าจะถูกใจพี่น้องประชาชนทุกระดับ

ขอบคุณทุกคนที่อยู่กับเรา ที่นี่เป็นมากกว่าบ้าน ที่นี่จะไม่มีวันทิ้งไปไหน ในฐานะหัวหน้าพรรค ดิฉันมั่นใจว่าถ้าทุกท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจ ชัยชนะจะเป็นของเราและได้จะโอกาสเข้าไปทำเพื่อประชาชน”

ในช่วงท้ายของการปราศรัย แพทองธารได้ประกาศแต่งตั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรค และยืนยันความพร้อมเต็มที่ สำหรับศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือน พร้อมประกาศว่า“ไม่ว่าจะอีก 2 เดือน หรือ 4 เดือน พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้ว”

ประกาศปลุกขวัญทิ้งท้ายว่า“การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นความหวังของประชาชนได้หรือไม่ ดิฉันสัญญาว่าจะทุ่มเทอย่างถึงที่สุด เพื่อให้พรรคของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

จากนั้น ทางพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศเปิดผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัครสส.จากทั่วประเทศล็อตแรกจำนวน185 คนบนเวทีในงานครั้งนี้ด้วย

เป้าใหญ่ของงานคือการโชว์ตัว สส.ที่ยังอยู่กับตระกูชินวัตร – เพื่อไทยหากใครยังหัวใจสีแดงเดียวกัน ต้องการลงชิงเก้าอี้สส.สมัยหน้า ในนาม“พรรคเพื่อไทยจะต้องมาแสดงตัว  ไม่เช่นนั้นถูกตัดชื่อทิ้งไป

เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีระยะเวลาให้เตรียมตัวเพียง 4 เดือนเท่านั้น หากสส.คนใด ยังไม่มีความชัดเจน แล้วมาลาออก ในช่วงโค้งสุดท้ายอาจทำให้“เพื่อไทย”หาตัวผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ สส.ไม่ทัน

ในอดีต สส.ในหลายพื้นที่มักจะใช้เทคนิคดังกล่าว ย้ายค่าย- ย้ายพรรค-ย้ายขั้ว ช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อไม่ให้คู่แข่ง มีโอกาสตั้งตัวได้ เพราะเวลาจำกัดในการลงพื้นที่ทำคะแนนตุนไว้ ปกติแล้ว สส.ที่ย้ายพรรคมักจะมีฐานเสียงที่ค่อนข้างเข้มแข็งอยู่แล้ว จึงย่อมมีความได้เปรียบผู้สมัครหน้าใหม่ เพราะฉะนั้นแกนนำบิ๊กเพื่อไทยต้องวางเกมหวังเช็คชื่อในเบื้องต้น ใครไม่มา ใครปันใจ อาจจะต้องคัดชื่อออก ส่วนใครที่ยังอยู่อาจจะต้องเติมเต็มทรัพยากร เพื่อให้ขับเคลื่อนงานพื้นที่อย่างเร่งด่วนรับศึกเลือกตั้งใหญ่

ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยประเมินด้วยว่าจากที่กระแสพรรคประชาชนตกลง เราก็จะได้สส.เพิ่มเติมขึ้น ตนเชื่อมั่นในเรื่องนี้และตั้งเป้าสส.พรรคเพื่อไทย จะได้ไม่น้อยกว่า200 คน บวกลบ10% แล้วคอยพิสูจน์กันตอนเลือกตั้ง ขอความเชื่อมั่นรอดูพิสูจน์คำพูดของตนว่าจะจริงหรือไม่จริง อย่างไรคาดการณ์ว่ากระแสของพรรคประชาชนที่ตกลงไป ประเมินว่าจะได้ สส.ไม่เกิน 100 ที่นั่ง ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่มี สส.เดิม 70 ที่นั่ง เมื่อรวมกับ สส.ที่ดึงมาจากพรรคอื่น น่าจะมี สส. ประมาณ 120 ที่นั่ง

นับจากนี้ คนไทยจะต้องเกาะติดการทำงานของพรรคเพื่อไทยที่จะสามารถพลิกบทบาทการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านเต็มตัวแล้วเข้าตาแค่ไหนกับพรรคประชาชน และน่าจะเหลือเวทีให้โชว์ฟอร์มการเมืองอีก 1 นัดสำคัญ ก็คือการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ‘รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย’ ถ้าไม่ยื่นญัตติภายในสิ้นเดือน ต.ค.ที่จะปิดสมัยประชุมนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสยื่นซักฟอกส่งท้ายได้ภายในเดือนธันวาคม แต่นั่นจะต้องไม่ไปขวางทางการประกาศยุบสภาของรัฐบาลในสิ้นเดือนมกราคม 2569

และต้องจับตาความเคลื่อนไหวของ“ตระกูลชินวัตร-เพื่อไทยจะวางเกมในการสู้ศึกเลือกตั้ง2569 เอาไว้อย่างไร เพราะเป็นการเดิมพันใหญ่ครั้งสุดท้ายว่า พรรคเพื่อไทยจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือไม่ หากชนะมีโอกาสควบคุมเกม แต่หากพ่ายแพ้หมดรูป อาจจะโดนไล่ต้อนจนกระดานอย่างแน่นอน แต่เรื่องการเมืองไม่มีอะไรแน่นอนจนกว่าถึงในวันกาบัตรเลือกตั้ง อำนาจอยู่ที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์จะเป็นผู้ชี้ขาดใครจะได้เป็นผู้ชนะ

– ทีมข่าวแนวหน้า