แนวหน้าวิเคราะห์ : 4 เดือนเพื่ออีก 4 ปี ‘รัฐบาลอนุทิน’ต้องเร่งทำผลงาน

แนวหน้าวิเคราะห์ : 4 เดือนเพื่ออีก 4 ปี ‘รัฐบาลอนุทิน’ต้องเร่งทำผลงาน

แนวหน้าวิเคราะห์ : 4 เดือนเพื่ออีก 4 ปี ‘รัฐบาลอนุทิน’ต้องเร่งทำผลงาน

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เริ่มต้นนับหนึ่งไปแล้ว สำหรับการทำงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา พร้อมกับคำประกาศว่าจะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 ตามกำหนดระยะเวลา 4 เดือน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งตามไทม์ไลน์กว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ก็จะใช้เวลาอีกประมาณ 10 เดือน

จากนี้ไปรัฐบาลที่มีแกนหลักคือพรรคภูมิใจไทยจึงต้องทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ และทุกอย่างต้องเห็นภาพอย่างรวดเร็วและชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจุดมุ่งหมายคือคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่ผ่านมาไม่กี่วัน จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างน่าชื่นใจ ซึ่งมาจากการทำงานของรัฐมนตรีคนนอกที่เป็นมืออาชีพที่เชี่ยวชาญในสายงานของแต่ละท่าน ทำให้งานรวดเร็ว คมชัด ฉับไว ตอบโจทก์คนไทยที่เบื่อหน่ายกับการแต่งตั้งนักการเมือง หรือกลุ่มทุนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ตามโควต้าเก้าอี้ตำแหน่งต่างๆ

ยกตัวอย่างผลงานของรัฐบาลอนุทินที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด และเข้าตาประชาชนแบบจังๆ ก็คือ “คนละครึ่งพลัส” ที่กำกับดูและโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะเริ่มส่งเงินเข้ากระเป๋าประชาชนในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 และใช้จับจ่ายใช้สอยยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยมีการเพิ่มจำนวนเงินเข้าไปในวงเงินจากเดิม 150 บาท ขึ้นไปเป็น 200 บาทต่อวัน

พร้อมกันนี้ยังให้สิทธิ์ร้านค้านิติบุคคลรายย่อยเข้าร่วมได้ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดา และ“แพ็กเกจพลัส” ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับสิทธิ์รวมมากกว่า 2,400 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจ และทำให้เห็นประโยชน์จากการเสียภาษี

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากเดิม 300 บาท ก็มีการเติมเงินเข้าไปอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2000บาท ให้ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน ให้ 2 เดือนปลายปีด้วย

ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก ตั้งแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนางศุภจีชี้แจงเรื่องต่างๆ ได้อย่างแจ่มชัด โดยมีเป้าหมายการทำงานอยู่ที่พัฒนาเศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้นเป็นที่ตั้ง แตกต่างจากนักการเมืองน้ำเน่า ทำให้นางศุภจี ทำให้เป็นที่ยอมรับในสภาฯ และสังคมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

ทั้งนี้ นางศุภจี ได้มอบนโยบายการทำงาน แก่ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ โดยกำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่เน้นความร่วมมือกับทุกฝ่าย โดยทำสั้น ให้ได้ผล และกระจายตัวให้ทุกคนได้ประโยชน์ และมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในระยะยาว

โดยนโยบายที่นางศุภจีมอบให้กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ 1.ภาษีสหรัฐ และการเจรจาการค้า 2.การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา 3. FTA และบุกตลาดใหม่ 4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน 5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร 6.เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย 7.ปรับกฎระเบียบ และใช้เทคโนโลยีเร่งปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ

รัฐมนตรีคนนอกอีกท่านหนึ่งที่เริ่มงานในตำแหน่งใหม่ได้น่าประทับใจก็คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้กล่าวถ้อยแถลงบนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก ตอบโต้กัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชาได้อย่างหมดจด โดยได้ชี้แจงว่าคนไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบชายแดนที่แท้จริง ไม่ใช่กัมพูชาที่ยังคงแสดงบทเหยื่ออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังยั่วยุไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ ยังได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “ประเทศไทยขอเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ เพราะเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนของทั้งสองประเทศสมควรได้รับ แต่เราก็มีข้อสงสัยว่ากัมพูชา ตั้งใจที่จะร่วมมือกับเราในการมุ่งสู่สันติภาพหรือไม่”

การชี้แจงต่อหน้าตัวแทนนานาอารยประเทศบนเวทีดังกล่าว ได้รับเสียงปรบมือ และคำชื่นชมอย่างล้นหลาม

อาจไม่ได้ยกการทำงานของรัฐมนตรีอีกหลายท่าน แต่นี่คือตัวอย่างของผู้ที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นให้รัฐบาลได้เต็มๆ ตั้งแต่เพิ่งเริ่มงาน

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าภาพรวมของรัฐบาลอนุทินจะผ่านฉลุยไปได้ทั้งหมด เพราะอีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองก็ยังสลัดภาพความจำเจ อารมณ์ยี้ของประชาชนไม่หลุด ยังมีคำถาม ข้อสงสัยเรื่องของตัวบุคคล จริยธรรม โควตา การสืบทอดตำแหน่ง ซึ่งตรงอาจจะเป็นส่วนที่ฉุดดึงคะแนนนิยมของรัฐบาลอนุทินก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาที่เหลือจากนี้ ทางเดียวที่รัฐบาลอนุทินจะเรียกศรัทธา เก็บคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสมัยหน้าให้ได้เป็นกอบเป็นกำก็คือทุกคนในรัฐบาลต้องทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : เลิกเป็นพี่ใหญ่ใจดี! คนไทยรอดู‘รบ.หนู’หวด‘เขมร’ม้วนเดียวเข็ด

แนวหน้าวิเคราะห์ : เลิกเป็นพี่ใหญ่ใจดี! คนไทยรอดู‘รบ.หนู’หวด‘เขมร’ม้วนเดียวเข็ด

แนวหน้าวิเคราะห์ : เลิกเป็นพี่ใหญ่ใจดี! คนไทยรอดู‘รบ.หนู’หวด‘เขมร’ม้วนเดียวเข็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

ฟังแถลงชี้แจงของ พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกองทัพบก ถึงเหตุต้องเลื่อนประชุม “คณะกรรมการส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา” (RBC) ในส่วนกองทัพภาคที่ 1 เพราะมีการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งภายในกองทัพบก โดยเฉพาะระดับแม่ทัพภาค ต้องมีการรับส่งหน้าที่ ซึ่งจะมีผลภายใน 1 ต.ค.

อีกประการ เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ ยังปฏิบัติไม่ได้ตามกรอบที่ตกลงกันไว้ อย่างที่ “บ้านหนองจาน – บ้านหนองหญ้าแก้ว” อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว คงมีความขัดแย้งเรื่องมวลชนกัมพูชา การใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ยังไม่ชัดเจนเรื่องการกำหนดหัวข้อการพูดคุย อีกทั้ง การให้ข่าวสารทางฝ่ายเขมรยังบิดเบือน ส่งผลให้บรรยากาศการเจรจาไม่ราบรื่น!!!

สำหรับสถานการณ์ภาพรวมพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 หลังทหารกัมพูชายิงปืนเล็ก ที่ช่องภูผี จ.ศรีสะเกษ ยังไม่มีท่าทีจะคุกคามด้วยอาวุธจริงจัง เขมรชี้แจงว่า เป็นปืนลั่น ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ด้านยุทธวิธี อาจมองได้ว่าเป็นการตรวจเช็ค ความพร้อม การวางกำลังฝ่ายไทย ก็เป็นได้ จึงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นการยั่วยุ

ขณะที่ ผบ.ทบ.กำชับเตรียมความพร้อมไว้เสมอ ดูแลกำลังพลให้ดี อาจต้องยืนระยะยาว ก็ต้องอยู่ให้ได้ เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง เพราะวันนี้ไม่มีหลักประกันชัดเจน สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องพิจารณา เหตุการณ์ระดับพื้นที่ระดับบุคคล ตามที่แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุหากมีการรุกล้ำก็ให้ใช้อาวุธได้ทันที!!!

พลตรีวินธัย ย้ำด้วยว่า การกำหนดไทม์ไลน์แก้ปัญหาชายแดนไทย-เขมร ให้ยุติโดยเร็ว ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไปกว่านี้ ขึ้นอยู่กับกรอบเจรจาทวิภาคี ที่ผ่านมากองทัพบกดำเนินการตามกรอบการเจรจามาตลอด แต่ก็ลำบากใจเช่นกัน เพราะเขมรไม่ให้ความร่วมมือ เท่าที่ควร นับว่าถึงเวลาแล้วต้องดำเนินการ ยกระดับให้เข้มข้นมากขึ้น ส่วนที่มองว่าเป็นการพายเรืออยู่ในอ่าง คงไม่ใช่ เพราะฝ่ายไทยมีความคืบหน้า แต่ฝ่ายกัมพูชา ไม่ให้ความร่วมมือ

ถ้อยแถลงโฆษกกองทัพบกบ่งชัดว่า ทหารก็ไม่สบายใจ ขณะที่คนไทยทั้งประเทศตั้งคำถาม ปัญหาพิพาทไทย-เขมร จะจบได้อย่างไร เพราะทุกวันนี้ ไทยยึดจุดยืนความเป็นสุภาพบุรุษ ย้ำใช้การเจรจาทวิภาคี ยุติปัญหาสองประเทศ แต่ “เขมร” ไม่เคยตอบสนอง หรือให้ความสำคัญกับผลเจรจาเวทีทวิภาคีแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเวทีกรรมการชายแดน จีบีซี-อาร์บีซี เขมรก็รับปากส่งๆไป ฉากหลังก็ยั่วยุ แสดงท่าทีปรปักษ์ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง ทั้งลอบโจมตี วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล บินโดรนสอดแนม ปล่อยข่าวบิดเบือน หนักเข้าก็เกณฑ์กลุ่มเปราะบาง นักเลงหัวไม้ มาก่อหวอด ป่วนชายแดนด้านจ.สระแก้วที่ “บ้านหนองจาน – บ้านหนองหญ้าแก้ว” ถ้าทหารไทยหลุดทำอะไรไปสักดอก เขมรที่จ้องอยู่จะคาบไปฟ้องโลก ดิสเครดิตไทยทันที

สอดคล้องกับ แม่ทัพภาคที่ 1 “พล.ท.อมฤต บุญสุยา” ย้ำภารกิจสำคัญเร่งด่วนของกองทัพภาคที่ 1 คือ “จัดระเบียบพื้นที่ชายแดน” ส่วนสถานการณ์พื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว การปฏิบัติให้ยึดมาตรฐานสากลจากเบาไปหาหนัก เมื่อเขมรใช้มวลชนยั่วยุ ต้องทำเป็นขั้นตอน รอบคอบ ไม่ให้เขมรเอาไปบิดเบือนได้  และไม่ให้เราตกอยู่ในเกมเขมร แต่ต้องดึงเขมรมาอยู่ในเกมของเรา!!!

ส่วนกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ขีดเส้นหลังวันที่ 10 ตุลาคม จะบังคับใช้กฎหมายกับคนเขมร แม่ทัพภาคที่ 1 บอกเลยว่า ก็เป็นไปตามที่ผู้ว่าฯสระแก้วชี้แจงคือ ให้เขมรส่งแผนการอพยพคนกลับไป หากไม่ส่ง จะรายงานหน่วยเหนือ เพื่อหาแนวทางปฎิบัติที่เหมาะสมต่อไป จะไม่คุยอะไรอีกแล้ว

เพราะก่อนหน้านั้น ที่ทหารเขมรระดมมวลชนมาป่วนชายแดน ทำร้ายทหารไทย ผู้ว่าฯสระแก้วมีหนังสือประท้วง พร้อมเสนอข้อตกลงที่ควรปฎิบัติไป ถึงเวลาผู้ว่าราชการบ็อนเตียย์เมียนเจ็ย กลับไปให้ท้ายม็อบเขมร แล้วจะคุยกันรู้เรื่องอย่างไร

ยิ่งตอนนี้เหมือน “เขมร” สะกดคำว่า “แผ่ว”ไม่เป็น ทำทุกอย่างข้างต้น หนักข้อไปอีกคือ เข้ามาป่วนแถวแนวลวดหนาม ทำเป็นยิงปืนเล็ก เช็คความพร้อมทหารไทยด้านภูผี จ.ศรีสะเกษ เสริมเพิ่มเติมกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ต่อเนื่อง

สถานการณ์ชายแดนจึงยังอึมครึม การเจรจาแก้ปัญหาที่มองไม่เห็นปลายทาง ถ้ายังยืดเยื้อ ก็น่าห่วงจะสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การปะทะอีกระลอกหรือไม่

ขณะที่กระแสสังคมไทยตอนนี้แรงไม่ตก เรียกร้องให้ “ปิดด่าน” ต่อ แม้กระทั่งพี่น้อง 7 จังหวัดชายแดน ก็พร้อมหนุนถ้าจะ “ปิดถาวร” หรือถ้าต้องเลิกคบค้าสมาคมด้วยก็ไม่เดือดร้อน นอกจากนั้น เสียงเรียกร้องที่ดังชัดขึ้น การเสนอให้สร้าง “รั้วกั้นชายแดน”ถาวร กระหึ่มไปทุกหย่อมหญ้า

มั่นใจได้เลยว่า ถ้ารัฐบาลกับกองทัพทุบเปรี้ยง “สร้างรั้วกั้นชายแดน” รับรองคนไทยประสานเสียงรับเซ็งแซ่ แถมยังออกมาระดมสรรพกำลัง เนรมิต “รั้วชายแดน” เกิดขึ้นมาในเวลาไม่นานแน่

ขนาดที่ประชุมคณะผู้บัญชาการทางทหาร นำโดย ผบ.ทสส.และ ผบ.ทุกเหล่าทัพ เห็นชอบ “ปิดด่าน” จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือเขมรไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป – เห็นควรสร้าง “รั้วชายแดน” ในพื้นที่ที่ตกลงเส้นเขตแดนกันได้แล้ว และไฟเขียวจัดการกับผู้ที่มาละเมิดอธิปไตยไทยอย่างเด็ดขาด โดยยกระดับมาตรการตอบโต้ตามสถานการณ์ ยังได้คะแนนได้ใจคนไทยไปเกินร้อย!!!

ความพยายามใช้เวทีทวิภาคีมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา น่าจะมากพอแล้ว ประชาคมโลกที่ไม่ได้แกล้งหลับ เปิดรับข้อมูลข่าวสารจากหลายสื่อทั่วโลก คงเข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าไทยจะตัดสินใจยกระดับจัดการ “เขมรอันธพาล” ขั้นเด็ดขาด

เพราะสุดท้าย ถ้าการเจรจาทวิภาคี ที่รัฐบาลและกองทัพ ชูเป็นธงนำแก้ปัญหาชายแดนมาตลอดไม่คืบหน้า คงต้องถึงเวลา “ล้มโต๊ะ” ได้แล้วหรือไม่

สำหรับพี่น้องชายแดนไทย – เขมร ก็หาแนวทางดูแลยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจการค้า เชื่อว่าแค่ไม่คบ – ค้าขายกับเขมร ผลกระทบคงไม่หนักถึงขั้น หาตลาดสินค้าไม่ได้

ลองประเมินดูที่ผ่านมา คบเขมร “ไทย” เป็นพี่ใหญ่ใจดีที่มีแต่ให้ มีแต่จ่าย มีแต่ช่วย เขมรยังไม่สำนึกบุญคุณเลย แล้วจะยังยึดแนวทางนั้นไปเพื่ออะไร แถมต้องมานั่งระวังหลัง ไม่ให้โดนลอบกัดอีก

ก็ได้แต่ตั้งความหวังรอดู รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะยุติบทบาทเป็นพี่ใหญ่ใจดี จัดการดัดนิสัยถาวรของ “เขมร” จังๆ ตามสถานการณ์อย่างไร แบบม้วนเดียวเข็ด!!!

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : บทบาท‘ฝ่ายค้าน’ที่ไม่เคยเห็น ‘ประชาชน-เพื่อไทย’ต่างลีลา ชิงเกม ตั้งแง่ ??

แนวหน้าวิเคราะห์ : บทบาท‘ฝ่ายค้าน’ที่ไม่เคยเห็น ‘ประชาชน-เพื่อไทย’ต่างลีลา ชิงเกม ตั้งแง่ ??

แนวหน้าวิเคราะห์ : บทบาท‘ฝ่ายค้าน’ที่ไม่เคยเห็น ‘ประชาชน-เพื่อไทย’ต่างลีลา ชิงเกม ตั้งแง่ ??

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

สิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเกิดขึ้นในทางการเมืองประเทศไทยก็ได้เห็นกันแล้ว และทุกอย่างจะกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะกับสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโหวตเลือกให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยเสียงท่วมท้น 311ต่อ 152 จากเสียง 146 สส.พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล”เสียงข้างน้อย”พร้อมด้วย 143 เสียงสนับสนุน ส.ส.พรรคประชาชน โดยไม่มีแตกแถว นอกจากนี้พบ สส.นอกกลุ่ม เทคะแนนโหวตให้อีก 25 เสียง

จากวันเลือกนายกฯเมื่อวันที่ 5 กันยายน จนถึงวันที่ 19 กันยายน ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เป็นที่เรียบร้อย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 24 กันยายนนี้ จากนี้ไปก็รอนายกฯอนุทิน นำรัฐบาลชุดนี้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็ได้เวลาบริหารประเทศอย่างเต็มทางการต่อไป ซึ่งจะเริ่มนับถอยหลังตามกรอบเวลา 4 เดือนทันที

แต่ขอย้อนไปในวันนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอภิปรายปิดท้ายในการสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯคนที่ 32 โดยพูดถึงเป้าหมายชัดเจนว่า เราไม่ได้เลือกนายอนุทินบริหารประเทศ เราเลือกนายอนุทิน เพื่อให้มายุบสภา ภายใต้กรอบที่ตกลงกัน 4 เดือน และเปิดทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ยืนยันว่าการตัดสินใจนี้ เป็นไปเพื่อหาทางออกให้ประเทศและผ่าทางตันทางการเมือง ไม่ใช่การสนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมและพรรคประชาชน จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านโดยไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี

สิ่งสำคัญ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ประกาศเชิญชวนพรรคเพื่อไทยให้มาร่วมมือทำหน้าที่เป็น”ฝ่ายค้านข้างมาก”

ในช่วงเวลา 4-6 เดือนต่อจากนี้ สภาฯชุดนี้จะเป็นชุดในประวัติศาสตร์การเมือง ที่ฝ่ายค้านเข้มแข็งมากที่สุด ตราบที่ ปชน.และเพื่อไทย ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรงไปตรงมา เรามี 280 กว่าเสียง ทำไมเดินหน้าทางออกของประเทศยุบสภาฯ แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เพื่อตรวจสอบรัฐบาล และผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ

“เรากำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แก้รัฐธรรมนูญ พวกเรามีแค่ 143 เสียงทำเองไม่ได้ ผมต้องทำร่วมกับท่าน คือพรรคเพื่อไทย ที่เราต้องทำร่วมกันจริงๆนายณัฐพงษ์ ระบุ

ยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจของพรรคปชน.หาทางออกให้การเมืองไทย เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ตนคาดหวังว่า รัฐบาลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เปิดประตูสู่การเลือกตั้งใหม่ พิจารณาตามความเหมาะสมที่จะมีการยุบสภาฯโดยเร็ว

ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรผู้แทนราษฎร(วิปฝ่ายค้าน)ให้ความเห็นถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะไม่ร่วมเป็นฝ่ายค้านว่า ขอให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยวางอัตตาลงสักนิดนั้น

ต่อมา กลับมีท่าทีระดับแกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาตอบโต้ทันควัน อย่าง นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้วและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ว่า เขาอาจจะคุยกับบางคน ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยว ไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนในรุ่นเดียวกัน ที่มีความคิดเห็นคล้ายกัน

โดยยืนยันว่า สส.ในพรรคมีการพูดคุยกันและมีมติว่าจะไม่ตั้งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน  และย้ำอีกว่า“ไม่อยากร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน แต่การทำงานในสภาฯอะไรที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเราพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ในการที่จะไปร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านนั้นเราไม่สามารถทำได้ เพราะเจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน”

แล้วนายสรวงศ์ยังออกตัวด้วยว่าหากมีกฎหมายสำคัญเข้าก็พร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนแน่นอน ที่ผ่านมาเราก็เป็นองค์ประชุม และโหวตผ่านให้ตลอด อะไรที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์และอะไรที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล เราทำงานเต็มที่ ไม่ต้องห่วง ขอย้ำว่า สิ่งที่พรรคพูดคุยกัน คือ เราไม่สามารถส่งใครเข้าไปร่วมงานในการเป็นวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการได้

เมื่อถูกถามว่าในอนาคตหากมีการจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีปัญหาในการประสานงานกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ในการประสานงานและประชุมกัน เราสามารถทำได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหา เพราะเรามีตัวแทนของพรรคเพื่อไทยที่จะไปคุยกับตัวแทนพรรคปชน.แต่การที่เราจะไปทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เราต้องดูจุดยืนของเราด้วย

“จุดยืนของเราชัดเจนคือไม่สนับสนุนในการที่จะให้เขาเป็นรัฐบาลแต่เมื่อพรรคประชาชนในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้านไปทำเช่นนั้น เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ยืนยันว่าเราจะทำงานในฐานะฝ่ายค้านเต็มตัว ไม่ได้งอแงอะไร”

สิ่งสำคัญพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศชัดๆคือ ขอเป็น“ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา”และไม่ยอมเป็น“พรรคร่วมฝ่ายค้าน MOA” ซึ่งเกิดมาไม่เคยเห็นการเมืองไทย จะไปไกลถึงขนาดนี้ ต่างตั้งแง่ ชิงเล่นเกมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านกันอย่างนี้ นึกภาพไม่ออกว่าในเวทีสภา 2 พรรคฝ่ายค้านใหญ่ จะทำหน้าที่กันอย่างไร ให้เข้าตาประชาชน

และล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นไม่สนใจกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศไม่เข้าร่วมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)  ยืนยัน พรรคพร้อมเดินหน้าทำงานเป็นฝ่ายค้านเข้มแข็ง ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้สรรพกำลังของฝ่ายค้านลดลง แต่อาจทำให้กลไกในการตรวจสอบ อาจไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร กลไกฝ่ายค้านเน้นวิปเป็นหลัก แต่ยืนยัน เราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมากอยู่ พรรคประชาชน จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่

อย่างไรก็ดี ไม่น่าเชื่อว่าการเมืองไทย มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แข่งกันกันทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดยไม่ร่วมเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน แยกบทบาทในการทำงานชัดเจน ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล จากนี้ไปก็จะต้องโฟกัสการทำหน้าที่ในสภาของทั้งสองพรรคฝ่ายค้านใหญ่จะเป็นอย่างไร แน่นอนทั้งสองพรรคคงต้องสร้างผลงานแข่งกันอย่างเต็มที่

และเมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อย ภายใต้การนำของ นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น เริ่มบริหารประเทศ มีอำนาจเต็มรูปแบบหลัง ทุกพรรคเร่งทำงานและเดินหน้าเตรียมจัดทัพคัดผู้สมัครลงเลือกตั้ง เริ่มนับถอยหลังไปเวลา 120วัน เมื่อครบ 4 เดือน จะมีการยุบสภา จะต้องพร้อมลงสนามเลือกตั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2569

หากพรรคการเมืองไหนที่สร้างผลงานเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นกับประชาชนได้มากก็จะได้เปรียบมากที่สุด ถึงวันกาบัตรเลือกตั้ง ก็มีโอกาสได้รับความไว้วางใจ จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศ จะเป็นผู้ชี้ขาดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้แทนประชาชนอีกครั้ง ไม่มีอะไร แน่นอน 4 เดือน หรือ ต่ออีก4 ปีก็ต้องวัดใจประชาชนเท่านั้น

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อนักการเมือง คิดลุยไฟ แก้ไข รธน.60‘ฉบับปราบโกง’เคยถามประชาชนจะยอมไหม???

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อนักการเมือง คิดลุยไฟ แก้ไข รธน.60‘ฉบับปราบโกง’เคยถามประชาชนจะยอมไหม???

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อนักการเมือง คิดลุยไฟ แก้ไข รธน.60‘ฉบับปราบโกง’เคยถามประชาชนจะยอมไหม???

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ต้องยอมรับนักการเมืองยุคนี้ หนีไม่พอสาละวนกับทางแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 มาตลอด ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้มีผลกระทบหรือเดือดร้อนแต่อย่างใด มีเฉพาะนักการเมือง นักเลือกตั้ง ที่ดิ้นรนจะหาทางแก้ไขมาทุกครั้ง มักจะโทษและโยนความผิดไปให้คณะที่มาทำรัฐประหารยึดอำนาจอ้างเป็นผลไม้พิษจากเผด็จการโดยไม่มองในมุมมองที่ดีของรัฐธรรมนูญ‘ฉบับปราบโกง’

ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข้อตกลงร่วม ระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคประชาชน  ในการที่พรรคประชาชนโหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล”หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ภายใต้ ข้อตกลง คือ ให้แก้หมวด 15ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดช่องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)แก้ไขเสร็จ ยุบสภาและเดินกระบวนการเลือกตั้งส.ส.ร.ไปพร้อมกับการเลือกตั้งใหม่ซึ่งพรรคประชาชน ให้เวลารัฐบาล 4 เดือน แล้วยุบสภา 

ในที่สุด เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ประเด็นที่สอง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติกี่ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติโดยเสียงข้างมาก(6 ต่อ 1)วินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร และครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้

เมื่อในเรื่องประชามติชัดเจน พรรคประชาชน ก็เร่งเครื่องทันที “เท้ง”ณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ รีบส่งสัญญาณทันที

“เราควรเดินหน้าสู่การจัดทําประชามติ รอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม.ใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ซึ่งจะกระทำการได้ หลังจากที่รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนํารัฐบาลควรรวบรวมเสียงสส.รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขด้วย”

มองอีกว่าควรมีเนื้อหาที่เป็นการเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อตกลง แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เราเห็นว่าคําวินิจฉัยดังกล่าว อาจยังไม่ได้ปิดประตู ในการจะมีส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภาสามารถออกแบบกลไกให้ส.ส.ร.ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ส.ส.ร.จัดทํา มาที่รัฐสภาก่อนส่งไปทําประชามติกับประชาชนได้

ข้อเรียกร้องนี้ เหมือนพรรคประชาชนต้องให้พรรคภูมิใจไทยเป็นหน่วยกล้าตาย ในนามรัฐบาลเสนอร่างแก้ไขหมวด 15 ที่มีเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ตามข้อตกลง ด้วยวิธีที่คาดหวังว่าสภาคงจะสามารถออกแบบกลไกให้มีส.ส.ร.ได้พร้อมใช้เสียงสส.พรรคประชาชนในการกำกับ

เรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังไม่อยากรับปากอะไรได้ แต่ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมการพิจารณาการจัดทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มี ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นั่งประธานฯพิจารณาไปก่อน อาจต้องคุยกับพรรคประชาชนด้วย จะให้ทำอย่างไร เมื่อไม่ให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ถึงมีดีลกัน แต่อย่าบีบให้ถึงตายภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ใครจะกล้าแหยมกับศาลรัฐธรรมนูญ อาจโดนยุบพรรค ตัดสิทธิ์การเมืองได้

ขณะเดียวกันประโยค“รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง”ไม่ได้บอกว่าไม่ให้มีส.ส.ร. แต่อาจต้องเป็นการได้มาแบบเล่นแร่แปรธาตุอะไรหลายชั้น อาจคล้ายเลือกสว.ซึ่งจะก่อให้เกิดความหวาดระแวงว่า“จะสีน้ำเงินซ้ำรอยหรือไม่”

เมื่อพรรคประชาชนได้ประกาศยืนหยัดเป็นฝ่ายค้านจะ“ทำหน้าที่เข้มแข็งในการตรวจสอบ”แต่ลึกๆในเกม“ภูมิใจไทย”คงไม่ยอมง่ายๆเช่นกัน เพราะยังมีอีกหลายขั้นตอน และสิ่งสำคัญการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องผ่านด่านของวุฒิสภา ซึ่งจำเป็นต้องได้เสียงสนับสนุน จึงจะเปิดประตูแก้ได้ ถ้าไม่ผ่านก็จบเช่นกัน

ขณะที่พรรคเพื่อไทย”ชูศักดิ์ ศิรินิล”รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นัดทีมกฎหมายชุดเล็กเป็นฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อหารือถึงการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย้ำ”เรื่องนี้จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และตามหมวด 15 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ที่จะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นการกำหนดวิธีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า จะทำอย่างไร ก่อนจะนำเสนอสู่รัฐสภา ให้พิจารณาครบทั้ง 3 วาระซึ่งวาระที่ 1และวาระ3 จะต้องมีเสียงของสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วย 1ใน 3 และต้องได้เสียงจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านร้อยละ20 เห็นชอบด้วย ซึ่งหากไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จบกระดาน ม้วนเสื่อกลับบ้าน”

ศาลฯชี้ว่าห้ามเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.โดยตรงซึ่งแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ มีแนวทางในการเลือกส.ส.ร.โดยอ้อม เช่นแนวคิดที่ว่าให้รัฐสภาเลือก ส.ส.ร.หรือให้รัฐสภา ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแนะดึงตัวแทนทุกภาคส่วนร่วมทำหน้าที่แทน ส.ส.ร.

“หากจะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จทั้ง3วาระ ภายในระยะเวลา 4 เดือนไม่ต้องเป็นอันกินอันนอนกัน หลังต.ค.ปิดสมัยประชุมสภาฯก็ไม่ต้องไปไหนกัน ประชุมการจัดทำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต้องทุ่มเทกันถึงขนาดทั้งวัน ทั้งคืนไม่เช่นนั้นก็ไม่ทัน พี่น้องสื่อมวลชน ก็ถามกันว่า ปวดหัวไหม ยอมรับว่าปวดหัว ปัญหาไม่ใช่ง่ายๆ พอไปประชุมมีเรื่องที่ต้องให้คิดสลับซับซ้อนเช่นกรรมาธิการกับสภาร่างฯจะเอาอย่างไรเถียงกันได้ทั้งวันทั้งคืน“นายชูศักดิ์ ย้ำ

ขณะที่ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กChaiyan Chaiyapornระบุว่า“ก่อนจะทำประชามติ ขอให้พรรคการเมืองต่างๆบอกมาก่อนว่าจะแก้ประเด็นหรือมาตราอะไรบ้าง?”

ในความจริงแล้ว ทุกพรรคการเมือง เคยถามประชาชนกันบ้างไหมว่าจะยอมหรืออยากให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่  และทำไมถึงไม่จัดทำประชามติ ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพื่อให้เกิดชัดเจนไปเลย จะได้รู้คำตอบ หากเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศไม่เห็นด้วยให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกอย่างจะได้จบทีเดียว และควรเอาเวลาไปทำงานแก้ปัญหาบ้านเมืองต่างๆและที่สำคัญจะได้นำเอาเงินงบประมาณที่จะจัดทำประชามตินำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้องและอื่นๆที่มีความสำคัญมากกว่าจะมัววุ่นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้

 เพราะเชื่อปัญหา ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่นักการเมืองมากกว่า หากมั่นใจอาสามาเป็นตัวแทนประชาชน ไม่มีประวัติด่างพร้อย ก็ไม่ต้องกลัวกับข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อย่ามองรัฐธรรมนูญจะไปขัดขวางเพียงอย่างเดียว อยากถามว่า ถ้าไม่มีแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีนักการเมืองเดือดร้อนจนไม่สามารถทำงานทางการเมืองได้สักกี่คน 

หรือจะเป็นอาถรรพ์ทางการเมือง ทุกครั้งที่จะแตะจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60 มักจะไปไม่รอด แก้ไม่สำเร็จ หากเสียงของประชาชนต้องการให้มีรัฐธรรมนูญปี60ฉบับปราบโกงอยู่ต่อไป ซึ่งนักการเมืองก็ต้องยอมรับและเคารพเสียงของประชาชนด้วย

เพราะสุดท้ายเราจะเห็นธาตุแท้นักการเมือง ที่อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อเฉพาะประโยชน์กับนักการเมืองเท่านั้น โดยที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย จากการแก้ไขที่จะเกิดขึ้น   

แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เป็นปัญหาใหญ่ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วมาสู่รัฐบาลปัจจุบัน สำหรับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

ซึ่งรัฐบาลชุดที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เสียคะแนนนิยมไปอย่างมหาศาล จากกรณีคลิปเสียงคุยกับ “อังเคิล” ที่ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องเกี่ยวกับกัมพูชา ซึ่งก็มาท่าทีสนับสนุนให้เปิดด่าน จนเกิดคำถามจากประชาชนว่า เป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศชาติจริงหรือไม่

กระทั่งมาถึงยุคที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้ก็ยังรอการแก้ไข

เกิดเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา  เมื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ โดนถล่มยับ หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี สมัยพิเศษ ที่จังหวัดเกาะกง ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมี “เปิดด่าน” ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเริ่มจากการขนส่งสินค้า และจะเริ่มเปิดในพื้นที่ที่เรียกว่าระดับสาม (พื้นที่ที่ไม่มีความตึงเครียด คือแถวจันทบุรี และตราด) โดยยังไม่มีการพิจารณาอนุญาตให้บุคคลข้ามแดน อ้างว่าเป็นเพราะแรงกดดันมาจากประเทศที่ 3 ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการส่งออกสินค้าผ่านประเทศไทยไม่ได้ ทำให้ต้องมีการชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวในวันถัดมา

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า การผ่อนปรนการผ่านแดน ยังไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าว เป็นเพียงการหารือเชิงหลักการ โดยหากมีการดำเนินการในอนาคต จะผ่อนปรนเฉพาะรถขนส่งสินค้า ไม่ใช่บุคคล และต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องจำนวนเที่ยวหรือรายกรณี ขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมและความตึงเครียดในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล ได้ย้ำว่า “การปกป้องอธิปไตยของชาติต้องเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการดูแลปากท้องประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศ”

ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษ หัวข้อ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เพื่อการรักษาอธิปไตยของชาติ”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา โดยช่วงหนึ่ง ได้มีประชาชนรายสอบถาม ความคิดเห็นเรื่องข้อตกลงของจีบีซี ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ตอบอย่างชัดเจนว่า เป็นคำถามที่คนไทยอยากทราบ ตนมองว่าคนไทยทำไมต้องมาเถียงเรื่องเปิด-ปิดด่าน เพราะเรื่องนี้สำคัญ เพราะการเปิด-ปิดด่านส่งผลต่อเศรษฐกิจของเขมร เพราะทรัพยากรสินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย ซึ่งการปิดด่านทำให้คนไทยไม่สามารถไปเล่นการพนันได้ และทำให้คนข้ามไปเป็นสแกมเมอร์ไม่ได้

“ฝั่งนั้นมีทั้งบ่อนคาสิโน และที่หลอกลวงทางโซเชียลมีเดียตลอดแนวชายแดน สินค้าบางส่วน เช่นปูนซีเมนต์ น้ำมัน จะกลับมาทำร้ายทหารไทย การทำให้เขาไม่เดือดร้อนรบกับประเทศไทยก็อยู่ได้ เพราะเขามีกินตลอด นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องปิดด่าน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่าผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตน พี่น้องที่ค้าขายกระทบ ก็ต้องยอมรับว่ากระทบ แต่พี่น้องที่ค้าขายบางคนให้สัมภาษณ์ว่าบางท่านยอมให้ปิดด่านขอให้ประเทศไทยรบชนะเท่านั้น การเปิดด่านทำให้เขาเข้มแข็ง น้ำมันและปูนซีเมนต์ รวมถึงเครื่องอุปโภค บริโภคก็จะเข้าไป ซึ่งมาจากประเทศไทยทั้งนั้น แม้กระทั่งเรื่องการเปิดด่านมีประชาชน ถูกมอมเมาจากบ่อนการพนัน หมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้สิน อันนี้ก็มาจากเรื่องการเปิดด่านจึงไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์ของใคร”

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ไม่ใช่รัฐบาลของตน เท่าที่ทราบไม่ได้อยู่ดีๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะเพื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน

ถัดมา นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เรายังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เรารอฟังเสียงพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งคำว่าเปิดด่านจะต้องมีการทำข้อตกลงต่างๆ มากมาย ทั้งการเจรจา และทางการทหาร โดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อน คือ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งจะต้องไม่มีการยิงกัน หรือมีอาวุธมาจ่อกัน เมื่อเราเข้าไปบริหารประเทศแล้ว ตนเองก็จะให้ข้อสั่งการหรือนโยบายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดใหม่ได้ไปดำเนินการ ทั้งการถอนอาวุธ และกับระเบิด เพื่อการสร้างความมั่นใจว่าเกิดความปลอดภัยกับผู้คนทั้งสองประเทศ ฉะนั้นกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นยังอีกไกล แต่เราก็ต้องไปถึงจุดนั้น

ทีนี้มาดูความคิดเห็นของคนไทยกันบ้าง โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ  ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด

ลำดับแรก การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

ในมิติความมั่นคง ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

ผศ.ดร.นพดล ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงภาพรวมของผลสำรวจดังกล่าวว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า คนไทยยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเปิดด่าน เนื่องจากไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีความเด็ดขาด ชัดเจน แก้ปัญหาได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : เรื่อง‘อธิปไตย’ลดราวาศอกไม่ได้!!! คำมั่น‘นายกฯคนที่ 32’ ดัดนิสัย‘เขมรสับปลับ’

แนวหน้าวิเคราะห์ : เรื่อง‘อธิปไตย’ลดราวาศอกไม่ได้!!! คำมั่น‘นายกฯคนที่ 32’ ดัดนิสัย‘เขมรสับปลับ’

แนวหน้าวิเคราะห์ : เรื่อง‘อธิปไตย’ลดราวาศอกไม่ได้!!! คำมั่น‘นายกฯคนที่ 32’ ดัดนิสัย‘เขมรสับปลับ’

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ฝุ่นควันการเมืองจางลง หลังเกมช่วงชิงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี คนที่ 32” ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทย จบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับเสียงจากสภาฯ เลือกให้นั่งเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี คนที่ 32” เรียบร้อย

คนไทยพอได้หายใจหายคอคล่องขึ้นมาบ้าง จากที่เคยอึดอัดคับข้องใจ ไม่รู้การบ้านการเมืองจะไปออกรูปไหน เพราะปัญหารุมเร้าประเทศไทย คนไทยมากมายเหลือเกิน ทั้งชายแดนไทย-เขมร – เศรษฐกิจเงินทองปากท้อง – เศรษฐกิจระหว่างประเทศ – ภัยสังคม – ภัยธรรมชาติ และอีก ฯลฯ

โดยเฉพาะประเด็นพิพาทไทย-เขมร ที่คาราคาซัง ถึงจะหยุดยิงชั่วคราว แต่มีกระทบกระทั่ง จากเขมรลอบกัด มุดรั้ววางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตไทย ทำทหารไทยเสียขา บาดเจ็บหลายร้อยนาย หรือการบินโดรนสอดแนม ปล่อยเฟคนิวส์ การยั่วยุต่างๆ จนถึงงัดไม้ตายสุดท้าย ใช้ ‘พลเมืองตัวเอง’ เป็นโล่มนุษย์ เล่นบท “เหยื่อ” มุ่งร้ายหวังดิสเครดิตไทยต่อประชาคมโลก

ถึงรัฐบาลยุค “แพทองธาร ชินวัตร” จะบอกว่า เจรจาแล้วเจรจาอยู่ ประท้วงแล้วประณามแล้ว ประจานนานาชาติแล้ว  ให้ทหาร-คนไทยอดทน แต่เหมือนเขมรจะฮึกเหิม ป่วนไทยรายวัน เจรจากรรมการชายแดนระดับใด เขมรจะเล่นแง่ รับบางข้อ   ปัดบางเงื่อนไข ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญควรต้องจัดการเร็วที่สุด อย่าง “การเก็บกู้ทุ่นระเบิด – ปราบแก็งสแกมเมอร์”

พูดชัดๆ “เขมร” ไม่จริงใจกับไทยมาตลอด ไว้ใจไม่ได้ ‘พูดอย่างทำอย่าง’ เรื่องจริงที่ไม่ได้กล่าวหา แต่คนทั้งโลกก็เห็น!!!!

ได้ฟังที่นายอนุทินแถลงเปิดใจหนักแน่น ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ในฐานะนายกฯและทั้งครม.จะมุ่งมั่นทุ่มเททำงาน ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ทั้งกำลังกาย กำลังสมอง ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆเร็วที่สุด!!!

ในข้อพิพาทไทย – เขมร นายกฯอนุทินย้ำชัด

“ประเทศไทยต้องยึดหลักการ ที่เราต้องไม่มีวันเสียดินแดนแผ่นดินของเรา แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว!!! คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ ต้องดำเนินชีวิตด้วยความเป็นปกติสุข รวมถึงจะเร่งดำเนินการชดเชยให้ผู้ประสบภัยจากเหตุปะทะชายแดนช่วงก่อนหน้านั้น  ให้รวดเร็วครอบคลุมทุกหลังหลังคาเรือน”

ยิ่งนายกฯอนุทินทาบทาม “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ยุครัฐบาลแพทองธาร มานั่ง “รมว.กลาโหม” ด้วยเห็นว่า “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก” พร้อม “ทลายข้อจำกัด” หลายเรื่องที่มีมาก่อนหน้านั้น ให้ทำงานสะดวกขึ้น มอบอำนาจเต็มให้ไปทำหน้าที่เจรจาคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่เกาะกง กัมพูชา เมื่อ 10 กันยายนที่ผ่านมา  ย้ำนโยบายชัดเจน เน้นรักษาอธิปไตย แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ประชาชนต้องปลอดภัย ทำทุกวิถีทางให้เศรษฐกิจสองประเทศกลับมาเป็นเหมือนเดิม การทหารว่าอย่างไรก็ว่ากันไป

“จะไม่มีลดราวาศอก เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ ส่วนการทูตการเจรจาหาข้อยุติให้ได้ เราก็ใช้กระทรวงการต่างประเทศ ใช้องคาพยพทุกด้านที่จะทำให้ความสัมพันธ์2ประเทศสู่จุดที่เป็นปกติ เหมือนก่อนที่จะมีปัญหาความขัดแย้ง”

ทั้งหมดทั้งมวล ให้ดำเนินการเร็วและรอบคอบที่สุด เพราะรัฐบาลนี้มีเวลาทำงาน 4 เดือน!!!

คำประกาศชัดๆของนายกฯคนที่ 32 ของไทย เรียกความมั่นใจจากคนไทยมาระดับหนึ่ง หลังอยู่กันอย่างหวั่นวิตก ตึงเครียด คับแค้นใจต่อสถานการณ์ชายแดน จากท่าทีรัฐบาลก่อน ที่ไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นกับคนไทยเลยว่า จะรักษาอธิปไตยไว้ได้อย่างไร

ล่าสุดผลประชุม “จีบีซี” ที่เกาะกง นำโดย “บิ๊กเล็ก – พล.อ.ณัฐพล” บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น ไทย – เขมรเห็นชอบ 5 ข้อตกลงแก้ปัญหาชายแดน ที่สำคัญ เขมรยอมเห็นชอบกับข้อตกลงสำคัญคือ “ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด – ปราบปราบแก๊งสแกมเมอร์” รวมถึงจัดระเบียบชุมชนสะสางข้อพิพาท บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยเฉพาะเรื่องร่วมมือกู้ทุ่นระเบิดจะทำทันทีภายใน 1 เดือน  หลังฝ่ายเลขานุการ GBC และศูนย์ทุ่นระเบิดของไทย-เขมรทำแผนเก็บกู้ทุ่นระเบิด กำหนดพื้นที่นำร่องตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาแล้วเสร็จ

นับเป็นนิมิตรหมายอันดี สำหรับการยุติข้อพิพาทชายแดน

แต่ก็ต้องรอดู “ความจริงใจ ตั้งใจจริง” ของเขมร ที่มีผลทำให้ข้อตกลงต่างๆบรรลุเป้าหมาย

เพราะก่อนหน้านี้ หลังเจรจาทุกครั้ง มักมีเหตุไม่คาดฝันตามมาเสมอ เขมรไม่เคยยึดถือข้อตกลงที่ผ่านการเจรจาทวิภาคีเลย

หน้าฉากความชื่นมื่น สารแสดงความยินดีจากนายกฯ ฮุน มาเนต ถึงนายอนุทิน นายกฯไทยคนที่ 32 น่าจะมีการตั้งคำถามจากคนไทยไม่น้อย เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมา จะให้ไว้วางใจ “เขมร” เสียทีเดียวเลยคงยาก

หลังตั้งครม.สำเร็จ แถลงนโยบายต่อสภาฯแล้ว ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯคนที่ 32 จะแก้ปมพิพาทชายแดนจริงจังแบบ “ไม่ลดราวาศอก”อย่างไร?

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าที่คนไทยเกือบทั้งประเทศเป็นห่วงและอยากเตือนเหมือนกัน ไม่พ้น “อย่าไปหลงคารม” ไว้วางใจกับท่าทีอ่อนละมุนยิ้มแย้มของ “เขมร” แค่รับข้อตกลงปากเปล่า ไม่พอ ต้องลงมือทำอย่างที่พูดให้ได้ด้วย

คราวนี้ถ้า “เขมร” ไม่ทำตาม 5 ข้อตกลงจีบีซี ที่เกาะกงเมื่อ 10 กันยายนอีก รัฐบาล “อนุทิน” ต้องใช้ไม้แข็ง เด็ดขาด

อย่าไปเจรจาต่อรอง หรืออนุโลมเพื่อมนุษยธรรมใดๆ โดยเฉพาะเรื่อง “เปิดด่าน” เลิกพูดไปได้เลย

ต้องดัด “นิสัยสับปลับ”ของเขมรให้หายก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน!!!

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผลศาลฯสั่ง‘ทักษิณ’กลับจำคุก 1 ปี คดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เขย่า‘เพื่อไทย’รอวันแตก?!

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผลศาลฯสั่ง‘ทักษิณ’กลับจำคุก 1 ปี คดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เขย่า‘เพื่อไทย’รอวันแตก?!

แนวหน้าวิเคราะห์ : ผลศาลฯสั่ง‘ทักษิณ’กลับจำคุก 1 ปี คดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เขย่า‘เพื่อไทย’รอวันแตก?!

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

และแล้ววันที่ 9 กันยายน กลายเป็นอีกวันประวัติศาสตร์การเมืองไทยและจุดเปลี่ยนทางการเมือง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  1 ปี นับจากวันที่ 31 สิงหาคม 2566ซึ่งมีการพระราชทานอภัยลดโทษลงมา โดยไม่ถือว่าการรักษาตัวอยู่ที่ชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ เป็นระยะเวลาในการคุมขัง

คำสั่งศาลระบุตอนหนึ่งว่าการที่นายทักษิณได้พักอยู่ในห้องพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2566 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2567 โดยไม่ถูกนำตัวกลับไปคุมขังอีก ฟังได้ว่าการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง จำเลยทราบและรู้ข้อเท็จจริงว่าตนเองไม่ได้ป่วยด้วยอาการฉุกเฉินแต่เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาภายนอกรพ.ได้

เมื่อศาลคำสั่งบังคับโทษของทักษิณให้กลับเข้าจำคุก 1 ปี เพราะการบังคับโทษ ไม่เป็นไปตามคำพิพากษา  ซึ่งนายทักษิณต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต หลังนายทักษิณกลับมาประเทศไทย 22สิงหาคม 2566 มีการพระราชทานอภัยลดโทษลงมาเหลือ 1 ปี แต่ยังไม่นอนคุกแม้แต่วันเดียว หลังศาลมีคำสั่งกรมราชทัณฑ์นำตัวนายทักษิณเข้าในเรือนจำทันที

ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นายทักษิณซึ่งเป็นอดีตนายกฯคนแรกถูกจำคุกในเรือนจำ ซึ่งนายทักษิณ ถือเป็น“ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยมาตลอด

แน่นอนเมื่อศาลมีคำสั่งครั้งนี้ ย่อมกระทบพรรคเพื่อไทย ยิ่งถูกตอกย้ำว่า เป็นพรรคที่ตั้งอยู่บนเงาของผู้นำ ที่มีคดีทุจริต  ในเชิงสัญลักษณ์ยังไม่สามารถลบข้อกังขาสังคมได้ เพราะทักษิณพักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ถูกโจมตีมาตลอดว่า‘ป่วยทิพย์’เป็นการใช้สิทธิพิเศษเหนือกฎหมาย

บทบาทฝ่ายค้าน  พลังฮึดสู้หรือถดถอย

อีกทั้งสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน พรรคเพื่อไทยกลับเป็นฝ่ายค้าน หลัง แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากเก้าอี้นายกฯส่งผลให้พรรคถดถอยและสูญเสียฐานเสียงสนับสนุน พรรคต้องรีบปรับตัวจัดทัพเพื่อรองรับการเมืองในอนาคตคือการเลือกตั้งสมัยหน้า

ความท้าทาย ในการเป็นฝ่ายค้าน จำเป็นต้องเร่งเครื่องใช้กลยุทธ์ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง เข้มข้น สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคเพื่อประชาชน” ไม่ใช่พรรคเพื่อทักษิณ

ความจริง แต่ระบบของพรรค และแกนนำพรรคหลายคน ยังไม่หลุดจากการเมืองแบบเครือญาติและผลประโยชน์ ทำให้พรรคถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจและความศรัทธาหลังมีอำนาจบริหารประเทศกลับดึงเฉพาะคนหน้าใหม่ๆและคนใกล้ตัวเท่านั้น ทำให้ส.ส.หลายสมัยในพรรค กลับไม่ได้รับโอกาสและบทบาทอย่างแท้จริง

อนาคต พรรคแตกหรือเดินหน้าสู้ต่อไป?

สิ่งที่น่าจับตา คือความเป็นเอกภาพภายในพรรคเพื่อไทย แต่จากที่พรรคเผชิญ 2 เหตุการณ์ใหญ่ ในห้วงะเวลาสั้นๆ อย่างรวดเร็ว  โดยวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ต้องพ้นจากตำแหน่งเก้าอี้นายกฯจะต้องผล ครม.หลุดทั้งคณะ จนทำให้อำนาจเปลี่ยนมือให้พรรคภูมิใจไทย แล้วสภาเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯคนที่ 32

และวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับโทษถึงที่สุดของทักษิณ ชินวัตร ให้กลับเข้าจำคุก 1ปี ก่อนกรมราชทัณฑ์นำตัวเข้าเรือนจำทันทีเพื่อบังคับโทษต่อไป

เป็น2เหตุการณ์ยิ่งตอกย้ำและกระทบขวัญกำลังใจต่อพรรคเพื่อไทยรวมถึงมวลชนคนเสื้อแดงอย่างแรง

ปัจจัยหลักส่งผลให้พรรคแตกในอนาคต

หากผ่าในพรรคแล้ว จะมี กลุ่มการเมืองรุ่นเก่าสายบ้านจันทร์ส่องหล้า ที่ยังภักดีต่อทักษิณ ‘กลุ่มการเมืองรุ่นใหม่’ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์แยกตัวออกจากเงาของทักษิณ เพื่อความอยู่รอดระยะยาว

แรงกดดันจากภายนอก พรรคคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคก้าวไกล หรือ แม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ที่มีอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย และฐานเสียงท้องถิ่น กระโดดหนีย้ายพรรคไปเรื่อยๆ หากพรรคเพื่อไทยไม่สร้างความแตกต่างที่ชัดเจน ก็อาจกลายเป็นพรรคที่รอวันถอยหลัง

ตลอดกว่า20ปี ทั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนเป็นพรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยในสายตาประชาชน ฐานเสียงเดิมที่มีอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ได้เริ่มสั่นคลอน เพราะฐานคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคก้าวไกล นอกจากนั้นคนชั้นกลาง ก็มองพรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคที่ผูกติดกับครอบครัว‘ชินวัตร’เกินไปซึ่งเป็นความจริงที่มีการสืบทอดอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง

ถึงวันนี้ประชาชนทั่วไปก็ยังตั้งคำถามว่าเพื่อไทย ยังเหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวเมื่อทักษิณเอง ก็ยังไม่สามารถกลับสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มตัว  และวันเวลาผ่านไปและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากๆ ดังนั้น แนวคิดแบบทักษิณยังใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แทบจะเรียกว่า‘ทักษิณสิ้นมนต์ขลัง’อย่างแท้จริง ตกกระแสตกยุคไปแล้ว

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดสุดท้ายของรัฐบาลเพื่อไทยเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายนนายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯนำ ครม.ลงมาทานอาหารมื้อเที่ยงกับสื่อทำเนียบฯโดยได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า รู้สึกเสียดายที่อาจจะเร็วไปนิดนึง ที่จะต้องจากกันไปแต่ไม่เป็นไร พวกเราเริ่มที่จะเก็บของเพราะนายกฯใกล้ที่จะจัดตั้งรัฐบาลใกล้เสร็จแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เรามีหน้าที่ เมื่อเรามีปัญหาเรื่องการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ส่วนรัฐมนตรี ที่ยังเป็นสส.ก็กลับไปทำหน้าที่ ส่วนตนไม่ได้เป็น สส.ก็กลับไปทำงานกับพรรคเพื่อไทย

“เมื่อได้พูดคุยกันทั้งหมดแล้ว พวกเราพร้อมที่จะทำพรรคต่อไป โดยยังยึดมั่นในอุดมการณ์ พรรคเพื่อไทยยังมีต้นทุนอยู่ อย่างน้อยประชาชน 10,000,000 คน ยังรักและผูกพัน เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำงานต่อไปและคนในพรรคเพื่อไทย เข้มแข็ง พร้อมที่จะสู้ ส่วนใครจะทำอะไรต่อไป ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์นายภูมิธรรม ย้ำ

ฤาเพื่อไทย จะกลายผึ้งแตกรังหรือรังใหม่?

สุดท้ายแล้ว พรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญจุดหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งใหญ่ หากยังยึดติดกับเงาทักษิณ พรรคอาจแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือน ผึ้งแตกรัง เมื่อแรงดึงดูดหมดไป พลังเงินซื้อใจไม่ได้แล้ว แต่การเมืองโมเดลแบบบ้านใหญ่ พัฒนายกจังหวัด มีความแข็งแกร่ง เป็นปึกแผ่นมากในการทำงานการเมืองยุคใหม่

แต่หากสามารถสร้างผู้นำใหม่ ที่มีความน่าเชื่อถือ ปรับบทบาทฝ่ายค้าน ให้เข้มแข็งและยืนบนขาของตัวเองได้ พรรคอาจสร้าง“รังใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม ซึ่งพิเคราะห์แล้วโอกาสที่ผลักดัน คนรุ่นใหม่ หรือเลือดใหม่ จะต้องใช้เวลา เพราะจะสร้างให้เกิดความศรัทธากับประชาชนไม่ใช่ทำได้ง่าย

อนาคตพรรคเพื่อไทย จะแตกมีโอกาสสูง พรรคเพื่อไทยยังไม่ก้าวข้ามระหว่าง“จะเป็นพรรคของครอบครัวหรือจะเป็นพรรคของประชาชนจริงๆ

หากอยู่สภาพเช่นนี้ สนามเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต หากมีการยุบสภาหลังครบ 4 เดือน วันนั้นพรรคเพื่อไทยจะแตกครั้งใหญ่ อีกรอบ แล้วจะเหลือ ส.ส.อยู่อีกเท่าไหร่ แล้วเอาอะไรไปหาเสียง เพราะบรรดานักการเมืองหรือนักเลือกตั้งย่อมจะรู้ทิศทางดีว่า จะไปอยู่พรรคไหน ถึงกระแสดีมีอนาคตจะได้กลับมามีเสียงข้างมาก ก็ตัดสินใจเลือกย้ายไปสังกัดแน่นอน สุดท้ายก็วัดใจอยู่ที่ประชาชนผู้มีอำนาจในการเลือก จะเป็นผู้ตัดสินในวันเลือกตั้งเท่านั้น

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดฝีมือ‘รบ.ภูมิใจไทย’ อยู่หรือไปหลัง 4 เดือน

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดฝีมือ‘รบ.ภูมิใจไทย’ อยู่หรือไปหลัง 4 เดือน

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดฝีมือ‘รบ.ภูมิใจไทย’ อยู่หรือไปหลัง 4 เดือน

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติ 311 ต่อ 152 เสียง เห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมดที่มีอยู่ 492 คน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลภูมิใจไทย ก็ยังเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย”  เพราะในจำนวน 146 เสียง ไม่มีพรรคประชาชนเข้าร่วมด้วย โดยจะยังคงเป็นฝ่ายค้านต่อไป และจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทำให้รัฐบาลนี้ จะไม่สามารถผ่านกฎหมาย หรือผลักดันนโยบายใด ๆ ได้ หากไม่ทำตามข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน และคงอยู่ได้แค่ 4 เดือนตามข้อตกลง ก่อนจะยุบสภา

หลังจากนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทินจึงแทบไม่มีเวลาพัก ต้องเร่งเดินหน้าทำงานพิสูจน์ตนเองอย่างเต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด

มาดูตัวอย่างความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่าต้องการอะไรกันบ้าง โดย “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวัง ต่อนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” สรุปผลได้ ดังนี้ ประชาชนคิดว่า “ภารกิจเร่งด่วน” ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อันดับ 1 คือ แก้ปัญหาค่าครองชีพและปากท้อง 68.26% อันดับ 2 แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา 49.03% อันดับ 3 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน 44.58% อันดับ 4 ปราบปรามคอร์รัปชัน 33.59% อันดับ 5 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม 33.08%

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นว่านายกฯ คนที่ 32 จะสามารถ“แก้ปัญหาของประเทศได้”มากน้อยเพียงใด อันดับ 1 เชื่อมั่นปานกลาง 56.09% อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อย 25.94% อันดับ 3 ไม่เชื่อมั่นเลย 13.27% อันดับ 4 เชื่อมั่นมาก 4.70%

ส่วนคำถามว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่หากรัฐบาลใหม่ประกาศ “ยุบสภาภายใน 4 เดือน” เพื่อเลือกตั้งใหม่ อันดับ 1 เห็นด้วย เพราะอยากให้คืนอำนาจให้ประชาชน 76.66% อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้รัฐบาลทำงานต่อ เร่งแก้ปัญหาต่างๆ 13.01% อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 10.33%

และเมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผลที่ออกมาคือ อันดับ 1 ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 53.81% อันดับ 2 ลดค่าครองชีพ สร้างงาน แก้ความยากจน 44.09% อันดับ 3 บริหารบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่คอร์รัปชัน 37.01% อันดับ 4 ทำตามสัญญา ยึดประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก 35.70% และอันดับ 5 แก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเด็ดขาด 22.05%

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันหนักแน่นกับพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ตนเองและคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทุกคนจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานด้วยความไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังสมอง เพื่อให้ประเทศไทยของเราได้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ที่ได้ให้การสนับสนุนให้ตนเองได้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า เพื่อให้ประเทศไทยมีทางออก

นายอนุทิน กล่าวว่า จะเร่งแก้ไขปัญหา 4 ด้าน ที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย ได้แก่ เรื่องที่ 1 ปัญหาเศรษฐกิจ เราจะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการทั้งหลาย และจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย หามาตรการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชน ตลอดจนทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 ความมั่นคง รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อให้เกิดการลดความสูญเสียของประชาชนของทั้งสองประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม “ประเทศไทยจะต้องยึดหลักการที่เราจะต้องไม่มีวันเสียดินแดนแผ่นดินเราแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยจะต้องไม่เสียประโยชน์คนไทยจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความเป็นปกติสุข” และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ด้วยความรวดเร็ว ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน

เรื่องที่ 3 ปัญหาภัยธรรมชาติ ต้องเร่งต่อยอดในเรื่องการจัดทำระบบเตือนภัย ซึ่งได้ทำมาแล้วในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย หวังว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เราได้เคยประชุมหารือกันอยู่ คงไม่ได้หยุดในการที่จะจัดหาระบบเตือนภัยระบบป้องกันภัย ระบบการเยียวยาฟื้นฟู และระบบการแจ้งเตือนภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน เราจะต้องเร่งให้มีการชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที สมเหตุสมผล และมีความเป็นธรรม

และเรื่องที่ 4 ปัญหาเรื่องภัยสังคม รัฐบาลจะเร่งปราบปรามกระบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและการพนันออนไลน์ทั้งหลายอย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านและมิตรประเทศเพื่อกำจัดภัยสังคมทุกรูปแบบ

“ขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าผมมาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยบุญคุณของใคร ยกเว้นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทยโดยผ่านผู้แทนราษฎรของท่าน เพราะฉะนั้นผมมีผู้ที่ผมจะต้องตอบแทนพระคุณอยู่เพียงกลุ่มเดียวก็คือพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของผม”

ในท้ายที่สุด คำประกาศของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย จะสัมฤทธิ์ผลและสร้างความประทับใจให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้มากน้อยเพียงใดนั้น บทสรุปอยู่ที่เวลา 4 เดือน หลังจากนี้

แนวหน้าวิเคราะห์ : ฤา‘ทักษิณ-เพื่อไทย’สิ้นมนต์ขลัง พรรคส่อแตก ‘อิ๊งค์’หลุดนายกฯ แต่วิบากกรรมยังไม่จบสิ้น

แนวหน้าวิเคราะห์ : ฤา‘ทักษิณ-เพื่อไทย’สิ้นมนต์ขลัง พรรคส่อแตก ‘อิ๊งค์’หลุดนายกฯ แต่วิบากกรรมยังไม่จบสิ้น

แนวหน้าวิเคราะห์ : ฤา‘ทักษิณ-เพื่อไทย’สิ้นมนต์ขลัง พรรคส่อแตก ‘อิ๊งค์’หลุดนายกฯ แต่วิบากกรรมยังไม่จบสิ้น

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ จากคดีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา เป็นการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568

การหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ แพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่เพียง แค่การสูญเสียตำแหน่ง ผู้นำประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูไปสู่วิบากกรรมทางกฎหมายและการเมืองที่รออยู่เบื้องหน้าซึ่งอาจส่งแรงสั่นสะเทือนถึงพรรคเพื่อไทย และตระกูลชินวัตร อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา หนึ่งใน36 ผู้ร้องในคดีดังกล่าว กล่าวว่าคำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งศาลพูดถึง2ครั้งว่า ย่อมรู้ด้วยวิญญูชน เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่ตามความความรับผิดชอบ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของผู้ดำรงแหน่งนายกรัฐมนตรีและจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า เรื่องนี้ชัดเจน คือเป็นการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง การที่นายกฯ แถลงไต่สวนหรือกล่าวอ้างใดๆก็ได้                

“ปรากฏชัดแล้วตามคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วน ซึ่งตนคิดว่าเป็นคำแถลงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะคำร้องนี้ มีการร้อง 2 ประเด็น ถือร้องตาม (4)ไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศ มีส่วนได้เสีย ตามที่พวกเราได้รับทราบ และพวกตนก็ยืนยันมาตลอดว่านายกรัฐมนตรี มีความคิดในส่วนนี้”

คำวินิจฉัยชัดเจนส่งให้ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญาดาบสอง

นายสมชาย กล่าวว่า มันมีตั้งแต่กรณีคดีของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ชัดเจน และศาลบรรยายพฤติการณ์ทั้งหลาย ในกรณีที่โทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรี มีส่วนได้เสียปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ในเรื่องของคะแนนนิยม เรื่องการถูกไล่ไปเป็นนายกฯเขมรอยู่แล้ว อันนี้ก็ชัด ในเนื้อหาการเจรจาเราก็เห็นว่า เป็นการยอมรับข้อเสนอของ ฮุน เซน ทั้งนั้น ไม่ได้มีข้อเสนอของฝ่ายไทยเลย

ดังนั้น ศาลวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะผูกพันทุกองค์กรซึ่งคดีที่ค้างอยู่ก็มีเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ที่สว.ปัจจุบัน ไปร้องผิดจริยธรรมและมีเรื่องที่ตนเองและคณะที่ไปร้องและมีประชาชนอื่นไปร้องตนเชื่อว่าคำวินิจฉัยก็เข้าในประเด็นที่ร้องอยู่แล้วป.ป.ช.ก็คงจะเร่งดำเนินการเรื่องคดีอาญาต่อไป

เมื่อถามว่า หลังเสร็จสิ้นคดีนี้แล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะกลุ่มรวมพลังแผ่นดินอย่างไรหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้ เพราะเขามีการประชุมช่วงเที่ยง ซึ่งตนมาฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

วิบากกรรมทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีคลิปเสียง ถือเป็นคำตัดสินที่ผูกพันทุกองค์กรและหากมีการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป.ป.ช.ที่กำลังไต่สวนอยู่ จะยิ่งทำให้กรณีนี้ มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายอาญา หาก ป.ป.ช.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง โทษที่จะตามมาอาจรุนแรงยิ่งกว่าการพ้นตำแหน่งทางการเมือง เพราะเกี่ยวพันถึงคุกตะราง และการถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งยาวนาน

จุดนี้ทำให้ แพทองธาร แตกต่างจาก เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ที่แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองแต่ยังไม่ถึงขั้นคดีอาญาหนักหน่วง การพัวพันคดีลักษณะนี้ ทำให้อนาคตทางการเมืองของ แพทองธาร แทบปิดประตูโดยสมบูรณ์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตวุฒิสภา ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568  ที่ให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากนายกรัฐมนตรีนั้น ในคำวินิจฉัยมีประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำของน.ส.แพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง2560 มาตรา 92 (2) รวมอยู่ด้วย

โดยนำมาถือเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุข อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (2) หรือไม่ ทั้งนี้ กกต.สามารถอ้างสรรพเอกสารในคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลได้ ไม่จำต้องให้นายทะเบียนดำเนินการตามมาตรา 93แต่อย่างใด

“เมื่อศาลได้อ่านคำวินิจฉัยแล้ว ย่อมเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันต่อกกต.แต่ศาลมิอาจสั่งยุบพรรคการเมืองได้ เนื่องจากคำร้องไม่ได้มาจากกกต.ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงต้องร้องขอให้กกต.เป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามมาว่าพรรคเพื่อไทยมีเหตุต้องถูกยุบเพราะกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 (2) หรือไม่”กรณีดังกล่าวเทียบเคียงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ”

ผลสะเทือนต่อพรรคเพื่อไทย

เมื่อผู้นำพรรคและแคนดิเดตนายกฯหลักหลุดจากตำแหน่งทันที พรรคเพื่อไทยเผชิญวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่  

ฐานมวลชนสั่นคลอน จากที่เคยเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรค “แบรนด์ชินวัตร” ที่ชนะการเลือกตั้งได้เสมอ กลับถูกตั้งคำถามว่ามีอนาคตหรือไม่

กระแสพรรคตกวูบ การเสียตำแหน่งนายกฯทันทีอาจทำให้คะแนนนิยมไหลไปยังพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคขั้วที่สามอย่างก้าวไกล หรือแม้แต่เปิดทางให้พรรคฝ่ายขวากลับมาทวงพื้นที่

เสี่ยงต้องพลิกเป็นฝ่ายค้าน หากสถานการณ์การเมืองไม่เอื้อ หรือพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มลังเล การสูญเสียผู้นำอาจทำให้เพื่อไทยถูกผลักไปอยู่ฝ่ายค้านเร็วกว่าที่คาด

ปมซ้ำเติมจากคดีทักษิณ

อีกปัจจัยที่ทำให้วิกฤตพรรคเพื่อไทยหนักหน่วงขึ้น คือคดี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากการรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ กรณีนี้หากผลออกมาเป็นลบในสายตาสังคม จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลชินวัตร เสื่อมมนต์ขลัง และตอกย้ำข้อครหาว่าใช้ความเป็น“อภิสิทธิ์ชน”หลบเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อทักษิณซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยเองยังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ประกอบกับแพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิดจริยธรรม พรรคเพื่อไทยจึงเผชิญวิกฤตศรัทธาครั้งร้ายแรงที่สุด อาจส่งผลทำให้ ส.ส.ในพรรคกระโดดหนีย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ เพราะกระแสของพรรคตกลงวูบ ทำให้หาเสียงลำบาก

จุดเปลี่ยนของเพื่อไทยและตระกูลชินวัตร

สถานการณ์นี้สะท้อนว่า เพื่อไทยและตระกูลชินวัตรอาจถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากการถูกตัดสิทธิ์ผู้นำรุ่นใหม่ และการสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของผู้นำรุ่นเก่าหากพรรคไม่สามารถสร้างผู้นำคนใหม่ที่ก้าวพ้นเงาทักษิณและแพทองธารได้ทันเวลา พรรคอาจเผชิญกับการถดถอยอย่างต่อเนื่อง และเปิดทางให้พรรคการเมืองอื่นขึ้นมาแทนที่

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเสียเก้าอี้นายกฯของแพทองธาร แต่เป็นสัญญาณเตือนว่ายุคสมัยแห่ง“มนต์ขลังชินวัตร”อาจกำลังจบสิ้นลงจริงๆ แม้จะออกมาขู่ไพ่ใบสุดท้ายในการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจประชาชนเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสกลับมามีอำนาจได้อีกครั้ง และสุดท้ายพรรคเพื่อไทยอาจจะแตกยับครั้งใหญ่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘อิ๊งค์’ไป-ใครจะมา นายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘อิ๊งค์’ไป-ใครจะมา นายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘อิ๊งค์’ไป-ใครจะมา นายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทย

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.44 น.

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘อิ๊งค์’ไป-ใครจะมา นายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทย

ภายหลังจากที่ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากคดีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นั้น

คำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้ต้องมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะเป็นคนที่ 32 ของประเทศไทย ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหนังสือเรื่อง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาระบุว่า ด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 2 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เป็นพิเศษ ในวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 ครั้งที่ 19 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 และครั้งที่ 20 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เป็นพิเศษ ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

วาระการประชุมดังกล่าวเป็นการออกวาระตามปกติ ที่วิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างวาระการประชุม ไม่ได้ออกวาระเพื่อรองรับการโหวตนายกรัฐมนตรี แต่หากทางวิป 2 ฝ่าย ตกลงกันได้ในการกำหนดวัน ก็สามารถแจ้งมายังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อประสานไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรในการออกวาระเพิ่มเติม วาระการโหวต บุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

วิป 2 ฝ่าย ต้องสรุปวันและแจ้งมาภายในวัน ที่ 1-2 กันยายนนี้ ซึ่งจะต้องเว้นไป 1 วันหลังจากการแจ้งเข้ามาและออกวาระการประชุม ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสามารถบรรจุวาระเพิ่มเติมในการโหวตนายกรัฐมนตรีได้

สำหรับกระบวนการเริ่มต้นจากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องมาจากบัญชีของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 โดยผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องได้รับการรับรองจาก สส. อย่างน้อย 50 คน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติในรัฐสภา

ส่วนขั้นตอนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จะเป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผย ด้วยวิธีการขานชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร โดยให้ออกเสียงเป็นรายบุคคล ซึ่งบุคคลที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือคิดเป็น 247 เสียง จากจำนวน สส. ปัจจุบัน 492 คน เมื่อได้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ในส่วนของรายชื่อบุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีอยู่ 5 ราย ได้แก่ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ดี จากกระแสสังคมตามสื่อในช่องทางต่างๆ พบว่าเท่าที่เห็นจากรายชื่อแคนดิเดตทั้งหมดแล้ว ยังไม่ค่อยโดนใจชาวไทยส่วนใหญ่สักเท่าไหร่ เรื่องการวิ่งเต้นฝุ่นตลบจับขั้วรวมเสียงเพื่อให้ได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลจึงถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องการทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นเหตุผลหลัก ทั้งยังมองว่ามีบุคคลที่อยู่นอกแคนดิเดตอีกหลายรายที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ในทางกฎหมายนั้น ก็เป็นไปไม่ได้

ลองดูคุณสมบัติคร่าวๆ ที่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่อยากให้เข้ามาบริหารประเทศ ที่ส่วนหนึ่งที่นำมาจากศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่”

กลุ่มตัวอย่างได้ระบุถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

ส่วนเรื่องช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 65.57 ระบุว่าต้องการคน Gen X (อายุ 45-60 ปี) ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุ 29-44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุ 61-79 ปี) ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุ 80-100 ปี)

สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส.ระบบเขตเลือกตั้งจากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาฯ  หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 31.76 เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอนร้อยละ 17.48 ไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน

ขณะที่แนวโน้มในการเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาฯ  หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 32.06 ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน

ถึงตรงนี้ แม้จะไม่ได้ชี้ชัดว่าใครจะได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย แต่ก็เป็นที่รู้และเข้าใจตรงกันว่า ประชาชนต้องการคนเก่ง คนดี ซื่อสัตย์สุจริต มีหัวใจมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ

#ทีมข่าวแนวหน้า