แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เร่งเพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เกมการเมือง-กฎหมาย เสี่ยงเป็น‘ระเบิดเวลา’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เร่งเพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เกมการเมือง-กฎหมาย เสี่ยงเป็น‘ระเบิดเวลา’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เร่งเพิกถอน‘ที่ดินเขากระโดง’ เกมการเมือง-กฎหมาย เสี่ยงเป็น‘ระเบิดเวลา’?

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ต้องยอมรับ กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นข้อพิพาทยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)กับประชาชนผู้ครอบครองและออกโฉนดที่ดินไปแล้วหลายพันไร่ สาระสำคัญอยู่ที่ว่า พื้นที่ดังกล่าวตามกฎหมาย ถือเป็นที่ดินของรัฐที่เวนคืน เพื่อกิจการรถไฟ ต่อมามีการออกโฉนดครอบครองจำนวนมาก เมื่อ ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย มาคุมกระทรวงมหาดไทย สั่งเดินหน้าเพิกถอนโฉนดกว่า5,000 ไร่รวม 995 แปลงทันที พร้อมผลักดันให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจสอบในมิติการฟอกเงินและจัดให้เป็น“คดีพิเศษ”

เรื่องดังกล่าว พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)พร้อมคณะพนักงานสืบสวนคดีที่ 97/2568 ได้ลงพื้นที่แขวงการทางรถไฟลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ตามคำสั่งศาลปกครอง

จากการตรวจสอบ พบว่าแผนที่การรถไฟที่จัดทำร่วมกับสำนักงานที่ดินบุรีรัมย์ แสดงพื้นที่เดิม 5,083 ไร่ แต่ผลการวัดระบบใหม่เมื่อ ก.ค. 2567 เหลือเพียง 4,414 ไร่ นอกจากนี้ ยังพบสิ่งปลูกสร้างบางส่วนทับทางสาธารณะ และการออกโฉนดน่าสงสัยหลายแปลง รวมถึงมีหน่วยงานรัฐ 12 หน่วยงาน ตั้งอยู่ในพื้นที่รถไฟ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง

ทั้งนี้ ยังพบการทำนิติกรรมโฉนดจำนวน 513 ไร่ ที่ได้รับการรับรองแนวเขตจากเจ้าหน้าที่การรถไฟ แต่ยังอยู่ในเขตที่ดินรถไฟ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่ทับทางสาธารณะ เป็นอำนาจของฝ่ายปกครองท้องถิ่นในการดำเนินการตามกฎหมาย โดยจากข้อมูลสำนักงานที่ดินตั้งแต่ปี 2513–2539 มีทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับการรับรองจากการรถไฟ

ดีเอสไอมองว่า หลักฐานทั้งหมดที่เก็บได้จากการลงพื้นที่3วัน จะถูกนำมาวิเคราะห์และมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับเป็นคดีพิเศษ หากพบมูลความผิดชัดเจน

มิติการเมือง: เกมเจาะยางพรรคภูมิใจไทย?

แกนนำพรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะกลุ่มการเมืองในบุรีรัมย์ถูกจับตามองว่าเป็น“เป้าหมายทางการเมือง” ของคดีนี้เพราะพื้นที่เขากระโดงเชื่อมโยงกับฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในจังหวัด

การสั่งให้เปลี่ยน อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ก็ถูกมองว่าเป็นการจัดวาง“มือทำงาน”ให้เดินหน้าเพิกถอนโฉนดอย่างจริงจังตามที่‘มท.1’กำหนดเป้าหมาย  ไม่ใช่เพียงคืนที่ดินให้รัฐ แต่ยังสะเทือนต่อเครือข่ายทางการเมืองของภูมิใจไทย

การพยายามโยงเข้ากับมิติ ฟอกเงิน และคดีพิเศษ ทำให้เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทปกติ แต่เป็นการยกระดับให้มีนัยการเอาผิดทางอาญาซึ่งหากมีการดำเนินคดีจะกระทบภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแกนนำภูมิใจไทยโดยตรง

มิติกฎหมาย : ข้อท้าทายกับดักจ่ายเงินชดเชย

ฝ่ายกฎหมายที่ได้รับผลกระทบย้ำว่า หากจะเพิกถอนโฉนด ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตาม มาตรา 61 พ.ร.บ.ที่ดิน มิใช่อาศัยเพียงคำสั่งฝ่ายบริหาร

หากเพิกถอนโดยไม่รอบคอบ รัฐบาลอาจเผชิญการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย“หลักหมื่นล้านบาท”เพราะประชาชนบางส่วนเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต ได้รับโฉนดจากรัฐเอง

คำถามใหญ่ คือ“กรมที่ดิน”จะนำงบประมาณจากที่ใดมาจ่ายชดเชย หากศาลสั่งให้ต้องชำระจริง นั่นหมายถึงภาระการคลังและแรงกดดันต่อรัฐบาลโดยตรง

ที่สำคัญ เมื่อเพิกถอนไปแล้วที่ดินกว่า 5,000ไร่จะถูกนำไปจัดการอย่างไร?หากไม่มีแผนรองรับชัดเจนก็อาจกลายเป็นข้อครหาว่า“ใช้กฎหมายเล่นงานการเมือง”มากกว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ

มิติของ รฟท. และคำถามเชิงนโยบาย

ทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงจึงไม่ดำเนินการปกป้องสิทธิในที่ดินตั้งแต่ต้น แต่กลับปล่อยให้มีการออกโฉนดและประชาชนอยู่อาศัย จนกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่

เมื่อรฟท.ขอออกโฉนด“ตามหลังประชาชน”ยิ่งทำให้ข้อพิพาทซับซ้อน และอาจกลายเป็นจุดอ่อนทางกฎหมาย หากศาลเห็นว่าประชาชนครอบครองโดยสุจริต และมีหลักฐานสิทธิชัดเจน

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความคดีเขากระโดง กล่าวถึงการทำงานของชุดสืบสวนสอบสวนคดีที่ดินเขากระโดงที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อรวบรวมหลักฐานพิจารณาจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ว่าดีเอสไอกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ เรื่องเขากระโดง ไม่ใช่คดีพิเศษอะไร เป็นเพียงข้อพิพาทสิทธิในที่ดินที่กฎหมายกำหนดช่องทางไว้ชัดเจน คือ ให้พิจารณาตาม มาตรา 61แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และศาลปกครองชี้แล้วว่า อำนาจเพิกถอนโฉนด เป็นของอธิบดีกรมที่ดิน ไม่ใช่ของดีเอสไอ แต่กลับเห็นความพยายามเร่งเรื่องให้เป็นคดีพิเศษ ทั้งที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เพียงเพราะต้องการสร้างแรงกดดันทางการเมือง

การนำเอกสารอย่างร.ว.9หรือส.ค.1มาโบกเป็นธง ทั้งที่รู้กันดีว่า ไม่ใช่เอกสารกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงแจ้งการครอบครองแบบเดียวกับประชาชนทั่วไปแถมยังมีปัญหามาตราส่วนผิดเพี้ยนในแผนที่ก็สะท้อนเจตนาชัดว่าไม่ได้ทำเพื่อหาความจริงทางกฎหมาย แต่ทำเพื่อสร้างเรื่องให้สังคม เชื่อว่าประชาชนคือผู้บุกรุกทั้งที่ประชาชนถือโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย

ทนายเขากระโดงยังมองว่า“สิ่งที่น่ากังวลคือการเร่งทำคดีนี้ให้กลายเป็นคดีพิเศษเกิดขึ้นหลังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกกดดันให้เร่งปิดเกม ทั้งที่ความจริงปัญหาคาราคาซังมาหลายสิบปี ทำไมเพิ่งจะเร่งเอาตอนนี้ คำตอบมีเพียงข้อเดียวนี่คือการเมือง ไม่ใช่ความยุติธรรม”

และย้ำว่าหลักกฎหมายชัดเจนว่า ถ้ารัฐต้องการเพิกถอนโฉนด ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการสอบสวนตาม มาตรา 61ให้ครบถ้วน ให้ประชาชนมีสิทธิโต้แย้ง ไม่ใช่ใช้ดีเอสไอมาย่ำยีสิทธิของประชาชน โดยไม่มีเหตุอันควร การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การปกครองโดยกฎหมาย แต่เป็นการปกครองโดยอำนาจทางการเมืองที่พยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

‘ภูมิธรรม’ไม่แทรกแซง-สั่งเพิกถอนเร็วสุด

และล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการแต่งตั้ง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี เป็นอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงจะเป็นอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการได้ทันที หรือจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เป็นเรื่องที่อธิบดีกรมที่ดินต้องไปดำเนินการ มันชัดเจนอยู่แล้วในคำสั่งต่างๆของข้อสรุป ที่คณะทำงานดำเนินการแล้ว โดยไม่มีกรอบเวลาอะไร ให้เขาทำตามหน้าที่

เมื่อถามว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ประเมินหรือไม่ว่าขั้นตอนหรือเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จะใช้เวลานานหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า“ผมเคยพูดไปแล้วว่า ให้เร็วที่สุด ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้เต็มที่ ให้ศาลรู้ว่าเราได้มาปฏิบัติ ไม่เช่นนั้น จะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน เดี๋ยวเขาก็ทำเอง ผมไม่แทรกแซง”

เมื่อถามว่าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ จะเซ็นเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ทันก่อนวันที่ 29 ส.ค.หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า“ทำได้ทันทีเร็วที่สุด”

ฉากทัศน์ ความเป็นไปได้

ทางที่หนึ่ง : เพิกถอนได้จริง หากกรมที่ดินและ DSI สามารถพิสูจน์ว่าการออกโฉนดไม่ชอบด้วยกฎหมายและประชาชนไม่สุจริตในการครอบครอง อาจมีการเพิกถอนจริง  แต่รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันเรื่องการจ่ายค่าชดเชยจำนวนมหาศาล

ทางที่สอง : ชะลอหรือยื้อเวลา คดีอาจยืดเยื้อเพราะการฟ้องร้องในชั้นศาลปกครองและศาลยุติธรรม ทำให้รัฐบาลใช้เป็น“แรงกดดันทางการเมือง” ต่อภูมิใจไทย  แต่ไม่สามารถเพิกถอนได้จริงในเร็ววัน

ทางที่สาม : ดีลการเมือง กรณีนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองกับภูมิใจไทย  หากรัฐบาลเพื่อไทยต้องการ“ควบคุมเสียง” หรือจัดสมดุลในสภา

สุดท้ายมองแล้ว ปมปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่ใช่แค่ข้อพิพาทที่ดินธรรมดา แต่เป็น“ระเบิดเวลา”ที่ผสมทั้งกฎหมาย เศรษฐกิจ และ การเมืองเข้าด้วยกัน การที่ ภูมิธรรม เวชยชัย ยังเดินหน้าชนเต็มตัวทำให้เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นเกมเจาะยาง พรรคภูมิใจไทย อย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการเพิกถอนไม่รอบคอบ รัฐบาล อาจต้องจ่าย“ค่าโง่”เป็นหลักหมื่นล้าน และเสียศรัทธาประชาชน ในฐานะที่ใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือทางการเมือง สุดท้ายกรณีนี้จึงอาจไม่ใช่การปิดเกมภูมิใจไทย แต่กลายเป็นการเปิด“แผลใหม่”ให้รัฐบาลเอง

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.23 น.

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

22 สิงหาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร ในคดีอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวของเกาหลีใต้ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2558 ส่อในทางพาดพิงสถาบัน

คำวินิจฉัยของศาลอาญาสรุปได้ว่า คลิปวิดีโอที่นำมาเป็นหลักฐานปรากฏว่าเป็นเพียง บางส่วนของคำสัมภาษณ์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการตัดต่อหรือไม่ อีกทั้งคำพูดของทักษิณ ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงองค์บุคคลใด ใช้เพียงคำว่า “เขา”

ซึ่งตามหลักไวยากรณ์และพจนานุกรมไม่สามารถตีความว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ได้ รวมทั้ง ศาลอาญายังได้ตั้งข้อสังเกตถึง “ความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์” ที่มีลักษณะอคติ และไม่เป็นกลาง จึงตัดสินใจยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา

จากนั้น ทักษิณได้เดินออกจากศาลอาญา ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และพูดกับสื่อว่า “ยกฟ้อง ยกฟ้อง” ก่อนเดินขึ้นรถยนต์ออกไป

“ต่อจากนี้จะได้ทำคุณประโยชน์ และก็จะทำงานเพื่อประเทศชาติเต็มที่”

นี่คือคำพูดของนายทักษิณ หลังศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112  ที่ได้รับการถ่ายทอดโดย นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทีมทนายของเขา

สั้นๆ แต่ก็สะท้อนถึงความโล่งใจในระดับหนึ่ง

นายวิญญัติ กล่าวถึงเรื่องการเดินทางออกนอกประเทศของนายทักษิณ ว่า ตอนนี้ข้อหามาตรา 112 ยกฟ้องแล้ว ถือว่านายเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยทีมทนายความจะยื่นคำร้องเพิกถอนในคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน แต่นายทักษิณคงไม่เดินทางไปในเร็ววันนี้

มีรายงานว่า นายทักษิณ มีแผนจะเดินทางไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนัดเจรจากับกับกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ให้เข้าร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ท่าเรือ จ.ระนอง ในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษายกฟ้องของศาลอาญาในครั้งนี้ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเส้นทางยังทอดยาวไปสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา

นายศักดิ์เกษม นิไทรโยคโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า หลังจากนี้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะต้องไปขอคัดถ่ายคำพิพากษาพร้อมคำเบิกความมาเพื่อพิจารณาทำความเห็นว่าควรยื่นอุทธรณ์หรือไม่ไปยังสำนักงานคดีอัยการสูงสุดพิจารณากลั่นกรอง และทำความเห็นต่อไปยังรองอัยการสูงสุดที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้

รองอัยการสูงสุดก็จะทำความเห็นส่งไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาลำดับสุดท้ายว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ภายใน 30 วัน หากครบกำหนดแล้วอัยการสูงสุดยัง พิจารณายังไม่แล้วเสร็จก็ อาจจะมีการขยายระยะเวลาก็ได้ โดยปกติก็จะขอขยายครั้งละ 30 วัน โดยคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักรผู้ที่มีอำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์จะเป็นอำนาจอัยการสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งคดีใหญ่ของนายทักษิณที่รอการพิพากษา คือ คดีบังคับโทษชั้น 14 ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำสั่งในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งดูแล้วคดีดังกล่าว น่าหนักใจมากกว่าคดีมาตรา 112 เสียด้วยซ้ำ ทำให้นายทักษิณยังอยู่ไม่สามารถที่จะอยู่ในอารมณ์สบายอกสบายใจอย่างเต็มที่ได้

มีการวิเคราะห์กันด้วยว่า ในวันนั้น นายทักษิณอาจหลบหนีออกนอกประเทศ

แต่นายวิญญัติ ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่า นายทักษิณ จะไปฟังคำสั่งด้วยตัวเอง พร้อมบอกว่าไม่ให้ค่ากับพวกที่ตั้งข้อสังเกตว่า นายทักษิณจะหลบหนีคดี

อีกไม่กี่วันก็จะได้รู้ว่า นายทักษิณจะไปฟังคำพิพากษาด้วยตัวเองหรือไม่ และคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร

หาก ทักษิณ ผ่าน “พายุใหญ่” ลูกนี้ไปได้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีของเขาและวงศ์ตระกูล แต่ประเทศไทยนั้น ถือว่าภาพรวมจะดีขึ้นหรือไม่

เพราะตอนนี้มีสารพัดปัญหาที่ยังรุมเร้า ทั้งเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ประชาชนเทความเชื่อมั่นให้กองทัพมากกว่ารัฐบาล, ปัญหาของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ ซึ่งรัฐบาลจะรับศึกหนักในสภาได้นานเพียงใด เพราะที่เห็นก็คือ เกิดเหตุ “สภาล่ม” จนต้องสั่งปิดประชุมมาหลายครั้ง

ทั้งยังมีข่าวว่า บางพรรคเริ่มมองหาทางหนีทีไล่เพื่อรับศึกเลือกตั้งสมัยหน้ากันแล้ว

ส่วนปัญหาใหญ่ที่ประชาชนทุกยุคสมัยต้องการให้ดูแลแก้ไขก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง ซึ่งพรรคเพื่อไทยประกาศว่า จะทำให้คนไทย “มีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”

ก็ดูยังไม่ใกล้เคียงกับที่ลั่นวาจาเอาไว้เลย

#ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ภูมิธรรม’เซ็น‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย’ อุ้ม ‘แรงงานเขมร’ มันยิ่งกว่าทุบบาดแผลหัวใจคนไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ภูมิธรรม’เซ็น‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย’ อุ้ม ‘แรงงานเขมร’ มันยิ่งกว่าทุบบาดแผลหัวใจคนไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ภูมิธรรม’เซ็น‘ประกาศกระทรวงมหาดไทย’ อุ้ม ‘แรงงานเขมร’ มันยิ่งกว่าทุบบาดแผลหัวใจคนไทย

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา จนถึงวันนี้ ยังไม่มีความไว้วางใจ กำลังพลทหารไทยยังคงตรึงกำลังเตรียมตลอดแนวชายแดนเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยด้วยความไม่ประมาท ในขณะที่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยยังหวาดผวากับการยิงถล่มจากกัมพูชา ในวันที่กลิ่นกระสุนปืนชายแดน ยังคละคลุ้งอยู่ แถมทุกวันนี้ยังมีโดรนบินเข้ามาป่วนอย่างต่อเนื่อง แทบไม่ได้หลับได้นอน ทุกพื้นที่ต้องช่วยกันเฝ้าระวัง

แต่เหนือความคาดหมาย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม2568 ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับหนึ่ง ที่ทำให้ผู้คนทั้งประเทศต้องชะงักกับสิ่งที่ได้เห็นขณะประเทศไทยเรายังมีข้อพิพากกับกัมพูชาที่ไม่มีท่าทีที่จะจบลงได้ง่ายๆเลย 

โดยเฉพาะ”ประกาศกระทรวงมหาดไทย”ที่เซ็นต์โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2568

ใน เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ มีสาระสำคัญ คือ การผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักร ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 พำนักและทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน

โดยอ้างอิงตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ด้วยเหตุผล“ด้านมนุษยธรรม”เหตุผลที่รัฐบาลให้ คือ มาตรการควบคุมการผ่านแดนของทั้งสองประเทศ ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานแบบไป-กลับ หรือทำงานเป็นฤดูกาลในเขตชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ เมื่อสิทธิพำนัก หรือสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาพค้างคาในไทย จึงเปิดทางให้แรงงานกลุ่มนี้อยู่ต่อไปได้

แต่ทว่าภาพที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้เห็น กลับไม่ใช่การ“ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน”แต่เป็นการยื่นบัตรผ่านให้ประเทศที่เพิ่งทำร้ายประชาชนคนไทยเราบริเวณชายแดน ทั้งที่คราบเลือดของคนไทยบางคนและทหารกล้ายังไม่ทันจาง

จากประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ ปรากฎว่าในโลกออนไลน์โลกโซเซียลมีเสียงสะท้อนออกมาอย่างรุนแรงมีทั้งถ้อยคำประชดว่า“มนุษยธรรมคงหมดสต็อกในประเทศนี้ เลยต้องส่งไปให้เพื่อนบ้าน”บ้างก็ได้กระแซะอีกว่า“ถ้ายิงมาอีกครั้ง คราวหน้าก็ให้สิทธิอยู่ถาวรเลยดีไหม”

อีกหลายคนมองว่า”นี่คือการตบหน้าผู้สูญเสียในแนวหน้า” ในขณะที่บางโพสต์สั้น กระชับได้ใจมากๆเพียงคำว่า#มนุษยธรรมขายชาติ แต่กลับไหลขึ้นเทรนด์ราวกับไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมอะไรเลย

ในประกาศฯ ยังลงรายละเอียดเงื่อนไขอย่างครบถ้วน ให้แรงงานกัมพูชา ตั้งแต่การอนุญาตให้อยู่ต่อ 6 เดือน การรายงานตัวภายใน 15 วัน และทุก 30 วัน หลังจากนั้น การให้เวลาอีก 7 วัน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ไปจนถึงเหตุแห่งการสิ้นสุดสิทธิ์ เช่นถูกพิพากษาจำคุก มาตรการชายแดนกลับสู่ภาวะปกติ ฝ่าฝืนข้อกำหนด เดินออกนอกพื้นที่ หรือ ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ

ทั้งหมดนี้ อาจดูรัดกุมบนกระดาษ แต่สำหรับคนที่เฝ้าแนวชายแดนในแนวหน้านั้น มันไม่ต่างจากการแขวนป้าย“เชิญชวน”ให้ประเทศที่เพิ่งปล่อยกระสุนยิงกระหน่ำถล่มใส่ประชาชนคนไทยในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนจนต้องอพยพออกจากบ้านหนีตายกันเกือบ2แสนคน เป็นเรื่องที่ทุกคน ยังขวัญผวาอยู่ไม่ไว้วางใจ และไม่รู้จะเกิดยิงถล่มกันอีกเมื่อไหร่

เรื่องนี้ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงลำพังของผู้ลงนาม นายภูมิธรรม เวชยชัย เท่านั้น แต่เป็นผลของมติคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ตามหลักความรับผิดร่วมที่ทุกคน ต้องแบ่งปันภาระและผลจากการตัดสินใจในครั้งนี้ จะกลายเป็นตราบาป ติดไปตลอดกับรัฐบาล ครม.ชุดนี้

หากภายหลังพบว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคง ความผิดย่อมไม่หยุดอยู่ แค่ปลายปากกาของนายภูมิธรรม

แต่สุดท้ายจะลามไปถึงทุกรัฐมนตรีที่ในครม. เพราะทุกเสียงเห็นชอบ คือ ห่วงโซ่เดียวกัน นั่งในเรือลำเดียวกัน

แม้ผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทย อาจรีบยืนยันว่า นี่เป็นการช่วย“ประชาชนผู้บริสุทธิ์”ของกัมพูชาซึ่งดูแล้วเหมือนรัฐบาลจะเป็นห่วงใยแรงงานกัมพูชามากกว่าประชาชนคนไทยและทหารกล้าในแนวหน้า เพราะในสายตาคนไทยทุกคน ต่างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของคนในชาติ

การใช้คำว่า”มนุษยธรรม”ในห้วงเวลาที่คนไทย ยังโศกเศร้ากับร่องรอยกระสุนปืนที่ถูกยิงถล่มโจมตีพลเรือน จนมีคนสูญเสีย บาดเจ็บ จนต้องอพยพจากบ้านเรือนหนีตาย เรื่องนี้จึงถูกมองว่าเป็นเพียงผ้าคลุมที่พยายามบังความจริงว่า เรากำลังเปิดแขนอ้ารับคนจากประเทศที่เพิ่งรุกรานทำให้เลือดคนไทยไหลหลั่งบนแผ่นดินไทยได้อย่างไร

ปฏิกิริยาในสื่อสังคมออนไลน์ จึงไม่เพียงแค่คัดค้านแต่กลายเป็นการประณามอย่างเปิดเผยคำว่า”มนุษยธรรม”ที่หลุดออกมาจากครม.ชุดนี้ จะถูกตีความกลับเป็นสัญลักษณ์ของ“จริยธรรมที่สูญสิ้น”

ในความทรงจำของสังคมไทย หวังว่าไม่มีใครจะลืมไปได้ จะเป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์นี้ จะไม่เพียงถูกจดจำเพียงว่า เป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยแต่เป็นหลักฐานของรัฐบาลชุดนี้ที่ทำให้ความชอบธรรมของทั้งคณะรัฐบาล เหมือนเป็นการทุบซ้ำบนบาดแผลของคนไทยทั้งชาติ ที่ยังไม่ทันจางหายจากเหตุการณ์สถานการณ์กัมพูชายิงถล่มโจมตีบริเวณชายแดนครั้งนี้

แน่นอนเรื่องดังกล่าว สิ่งที่รัฐบาลทำก็จะถูกฝังตรึงในใจไปตลอด รวมถึงผลกระทบลึกไปถึงความรู้สึกหวาดผวาที่ไม่อาจจะลืมไปได้ง่ายๆอีกทั้งความสัมพันธ์ของคนทั้งสองประเทศจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ชิงลาออก’หรือ‘รอศาลตัดสิน’ ‘นายกฯอิ๊งค์’จะเลือกทางไหน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ชิงลาออก’หรือ‘รอศาลตัดสิน’  ‘นายกฯอิ๊งค์’จะเลือกทางไหน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ชิงลาออก’หรือ‘รอศาลตัดสิน’ ‘นายกฯอิ๊งค์’จะเลือกทางไหน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.25 น.

ใกล้งวดเข้ามาทุกที สำหรับคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ 36 สมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82, มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.

ก็จะได้รู้กันว่าเส้นทางสายการเมืองของ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป

                ซึ่งขณะนี้ น.ส.แพทองธาร มีทางเลือกให้ตัดสินใจอยู่ 2 แนวทาง คือ ลาออกก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรือรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

                หาก น.ส.แพทองธาร เลือกที่จะลาออกก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย จะทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลง ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่  จากรายชื่อผู้ที่เป็นแคนดิเดตเดิมที่เสนอไว้ต่อรัฐสภา

โดยรายชื่อผู้ที่มีสิทธิถูกเสนอชื่อโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาฯ ประกอบด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์

ตรงนี้พรรคเพื่อไทยถือยังว่ายังมีข้อได้เปรียบพรรคอื่น เพราะยังถือเสียงข้างมากร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล สามารถผลักดันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของตัวเองได้โดยไม่สูญเสียอำนาจบริหาร

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูเกมภายในพรรคตัวเองด้วย เนื่องจากการหาตัวแทนนายกรัฐมนตรี อาจเป็นการเปิดเวทีให้กลุ่มอำนาจภายในพรรคใช้ต่อรองตำแหน่งสำคัญ โดยมีความเสี่ยงต่อการแตกคอกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีข้อเรียกร้องทางการเมือง

                อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหาก น.ส.แพทองธาร ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ คดีที่ศาลกำลังจะมีคำวินิจฉัยก็จะสิ้นสุดลง จากนั้น ศาลก็จะจำหน่ายคดี โดยไม่ต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้เพิกถอนตามที่มีการยื่นร้องเข้ามาแล้ว เท่ากับว่าผู้ถูกร้องไม่มีความผิดติดตัว ตรงนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของคำพิพากษา ที่จะเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป

                ส่วนกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ตัดสินใจไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอรอฟังคำวินิจฉัยให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ก็ต้องดูความเป็นไปได้ที่แยกไปอีก 2 ทางก็คือ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ และพ้นจากตำแหน่ง จะทำให้สถานะนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ  และจะกลายเป็นสารตั้งต้นให้เอาผิดเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งมีคดีกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงรออยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว 

                นอกจากนี้ ยังจะส่งผลกระทบไปถึงพรรคเพื่อไทยในเรื่องของภาพลักษณ์ผู้นำประเทศที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านอาจใช้โอกาสนี้เดินหน้าบีบให้ยุบสภา หรือกดดันให้เปลี่ยนขั้วรัฐบาลก็ได้

                อีกมุมหนึ่ง หากคำวินิจฉัยของศาลออกมาว่า น.ส.แพทองธารไม่มีความผิดตามที่ถูกร้อง ก็จะทำให้ได้กลับมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง และการผ่านมรสุมใหญ่ไปได้ก็จะทำให้มีความแข็งแกร่งและมีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันนัดอ่านคำวินิฉัยในคดีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้กําหนดนัด ไต่สวนพยานบุคคลจํานวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. หากไม่มาตามกําหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกําหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น

                ทั้งนี้ กำหนดนัดไต่สวนพยานในวันที่ 21 สิงหาคมนั้น เป็นที่จับตามองกันว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปศาลด้วยตนเองหรือไม่ โดยในวันนั้น ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเจ้าตัวด้วย ขณะที่คนใกล้ชิดพากันยืนยันว่า ท่านนายกฯ จะเดินทางไปศาลด้วยตนเองแน่นอน

                ท่าทีต่อจากนี้ไป น่าจะบ่งบอกอะไรๆ ในเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร

            เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันต่อจากนี้ก็จะได้คำตอบกันแล้ว ก็อยู่ที่ว่า น.ส.แพทองธาร จะชั่งน้ำหนักว่าทางเลือกใดจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาในทางใดก็ตาม ก็จะมีแรงสั่นสะเทือนส่งผลต่อการเมืองไทยโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

เหมือนจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

สำหรับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา หลังดึงปัญหาขัดแย้งขึ้นโต๊ะประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่มาเลเซีย 

ผลสรุปออกมาสองฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน หลักใหญ่ใจความคือ

1.หยุดยิงอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมอาวุธทุกประเภท

2.ทั้ง 2 ฝ่ายคงกำลังในที่ตั้งเดิมและไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปเพิ่มเติม 

3.ให้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ประกอบด้วย ทูตฝ่ายทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและกัมพูชา นำโดยทูตทหารจากมาเลเซีย เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่สม่ำเสมอ โดยไม่มีการข้ามแดน 

4.หลีกเลี่ยงการกระทำยั่วยุ ทั้งทางทหาร รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวเท็จ  

5.จะปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหน้าจะเก็บร่างผู้เสียชีวิตคืนประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี ส่งกลับเชลยศึกทันทีที่ยุติการใช้กำลังระหว่างกันอย่างสมบูรณ์

ทั้งสองฝ่ายจะรักษาช่องทางการพูดคุย และใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แก้ปัญหา จากนั้นจะนัดประชุม RBC และ GBC ตามลำดับ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามที่ได้ประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม มีอีก 2 ประเด็นสำคัญที่ไทยเสนอ แต่กัมพูชาไม่ตอบรับ ขอนำไปหารือรัฐบาลก่อน แล้วจะกลับมาพูดคุยในการประชุม GBC ครั้งต่อไป ได้แก่ ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่การใช้กำลังระหว่างกัน และความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกมเมอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศในภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง

การเห็นชอบ 13 ข้อตกลงหยุดยิง หยุดเคลื่อนกำลัง แรกฟังก็ดูเข้าท่า

ทว่า…เมื่อ “กัมพูชา” มี “แต่” กับ 2 ประเด็น” ที่ว่า

จากที่ดูเผินๆเหมือนไทยจะได้เปรียบ กลายเป็นเสมอตัวไปหรือไม่ เพราะนับแต่นั้น  “เขมร” ไม่ได้แยแส 13 ข้อตกลง “หยุดยิง-หยุดยั่วยุ” แต่อย่างไร แค่เปลี่ยนจากไม่ยิง มาเป็นแอบมุดรูมาฝัง “ทุ่นระเบิด” ส่ง “โดรน” มาสอดแนมแทบทุกคืน

ชัดเจนเมื่อเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดซ้ำอีกนาย ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นปัญหาซ้ำซากที่สะท้อนว่าเวทีเจรจาทวิภาคีสองประเทศไม่ได้ช่วย!!! 

ยิ่งเข้าใจได้ว่า ทำไมเขมรถึงไม่รับเงื่อนไข “ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด” 

เพราะฝ่ายตัวเองแอบซุกซ่อนหมกเม็ดอะไรไว้หรือไม่ ขืนโอเคไป เดี๋ยวจะเข้าตัว แต่สุดท้ายทุ่นระเบิดก็ทำหน้าที่ “ประจาน” เจ้าของมันเอง ที่แอบมาฝังทิ้งไว้ในเขตประเทศไทย  ชนิดที่ฝังเอง ก็ยังจำไม่ได้ว่า ฝังไว้ตรงไหนบ้าง 

ตอกย้ำ “กัมพูชาไม่จริงใจที่จะสร้างสันติภาพ เจตนาร้ายมุ่งทำลายชีวิตของคนไทยตลอดเวลา”

เป็นเช่นนี้แล้ว  “13 ข้อตกลง” ไทย-เขมรในเวทีประชุมจีบีซี ควรยกเลิกหรือไม่ เพราะดูไร้ประโยชน์ ไม่ได้ช่วยคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียดให้ดีขึ้น เพราะกำลังทหารทั้งสองประเทศก็ยังเตรียมพร้อมในที่ตั้ง ทั้งอาวุธและกำลังพล แล้วการเจรจาทวิภาคีเวทีถัดไป สมควรไปต่อหรือไม่ 

หนักกว่านั้น เขมรเปิดสมรภูมิใหม่ เล่น “สงครามน้ำลาย”  ปล่อยเฟกนิวส์ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ นำทัพโดย “พลโทหญิง มาลี  โสเจียตา”

หรือ “มาลี เฟกนิวส์” รายวัน

เลียนแบบศบ.ทก.ไทย นั่งโต๊ะแถลงเสียงแข็ง เล่นเกมบิดเบือนข้อเท็จจริง  ยืนยันเขมรไม่ใช้-ไม่มีทุ่นระเบิดใหม่  และพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตอธิปไตยของกัมพูชา

ขณะที่ฝ่ายไทยก็ไล่ตามแก้เกม ยืนหยัดด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง เดินหน้าประท้วงเขมรอย่างรุนแรง  ประณาม  ฟ้ององค์กรระหว่างประเทศ ตั้งแต่ยูเอ็น  รัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา จนถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ 

แผนนี้ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ “ภูมิธรรม เวชยชัย”  ย้ำขึงขังว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยนะ  สั่งหน่วยความมั่นคง ฝ่ายกฎหมาย ยกร่างคำฟ้อง เอาผิดเขมร โดยเฉพาะ “ผู้สั่งการ” ต้องมารับผิด ชดใช้ความเสียหายที่ทำให้เกิดขึ้นกับไทย 

การแอคชั่นประท้วงโลก ณ ตอนนี้ ยังบอกผลลัพธ์อะไรไม่ได้ เพราะแต่ละช่องทาง มีขั้นตอนต้องใช้เวลา  จึงน่าห่วง เหตุการณ์ทหารเขมรแอบมาซุกระเบิดในเขตไทย หรือการบินโดรนล้ำแดนไทยแทบทุกคืน ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเผชิญความเสี่ยงสูงทุกวัน  พลาดก็เจ็บ  เบาะๆก็สาหัส  ถ้าหนักอาจเสียอวัยวะหรือถึงแก่ชีวิต 

รัฐบาลคิดจะงัดมาตรการปกป้องชีวิตทหารไทย ดินแดนไทย จาก “เขมรอันธพาล” แบบเป็นรูปธรรมได้มากกว่านี้หรือไม่  เพราะที่ผ่านมา ไทยประท้วง – ประณาม – ประจานโลก เขมรไม่รู้สึกรู้สา

ถ้าคิดจะเช็คบิล “เขมร” ลาก “คนสั่งการ” ให้มารับผิดชอบความเสียหาย ทั้งชีวิตทหาร-พลเรือนผู้บริสุทธิ์ บ้านเรือนที่พังยับ แล้วหยุดระรานแบบสนิท น่าจะต้องใช้ยาแรงกว่านี้

ลองไป “ทุบหม้อข้าว” เขมรดูบ้างดีหรือไม่

อย่าไปเสียเวลากับ “สงครามน้ำลาย”  วิ่งไล่แก้เกม พวกตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่เลย

#ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึกงบประมาณฯ 69 วาระ2-3 บททดสอบใหญ่‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’จะผ่านไปรอดไหม??

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึกงบประมาณฯ 69 วาระ2-3 บททดสอบใหญ่‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’จะผ่านไปรอดไหม??

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึกงบประมาณฯ 69 วาระ2-3 บททดสอบใหญ่‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’จะผ่านไปรอดไหม??

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.23 น.

สถานการณ์การเมืองในสภาผู้แทนราษฎรช่วงนี้ของรัฐบาล “แพทองธาร” อยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก หลังถูกฝ่ายค้านใช้กลยุทธ์“เช็คองค์ประชุม”อย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งประธานที่ประชุมต้องชิงสั่งปิดประชุมเพื่อหลีกเลี่ยง “สภาล่ม”เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อยหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทน สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เพียงสะท้อนปัญหาวินัยของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงเสถียรภาพของ“รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”ที่ต้องเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญในสภา

โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ระหว่างวันที่ 13–15 สิงหาคม จะเป็นศึกชี้ชะตาในสภาของรัฐบาล‘แพทองธาร’ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี2569วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพื่อพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้พิจารณาเสร็จสิ้น โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การปรับลดงบฯบางส่วนของหน่วยงานต่างๆไปเพิ่มในส่วนของงบกลางฯกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดูแลผลกระทบจากภาษีสหรัฐ

ในปีนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 ได้สรุปรายการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี2569 โดยทุกกระทรวงและส่วนราชการถูกปรับลดงบประมาณ ทั้งสิ้น 8,920,781,300 บาท  โดยกรรมาธิการ ได้จัดสรรให้ 7 หน่วยงาน ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น

แต่ทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจากพรรคปชน.เห็นว่ากรรมาธิการงบประมาณ 69ได้ทำน้อยไปในการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณใหม่เพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดจากข้อตกลงกับสหรัฐเรื่องภาษีตอบโต้

ที่ประชุมสภาฯจะเริ่มตั้งแต่เวลา09.00-23.30 น.ตลอด 3 วัน มีทั้งหมด 41มาตรา จะพิจารณาไปทีละมาตรา  

โดยเฉพาะในปีนี้ พรรคร่วมรัฐบาล ต่างวิตกกังวลว่า การลงมติจะสะดุด หากเกิดเหตุองค์ประชุมเสียงไม่ครบ หรือสภาล่ม ดังนั้นแกนนำจึงต้องกำชับส.ส.อย่างเข้มงวด ห้ามขาดประชุมหรือเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ ร่าพ.ร.บ.งบประมาณ ถือเป็นหัวใจของรัฐบาล เพราะเป็นทั้งเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายและตัวชี้วัดความสามารถในการบริหารเสียงในสภา หากไม่สามารถผ่านได้อย่างราบรื่น ความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศอาจสั่นคลอนทันที

งานหนักจะตกไปที่“วิปรัฐบาล”จะต้องทำงานหนัก ประสานงานเพื่อควบคุมเสียงให้แน่นหนา พร้อมในการโหวตลงมติแต่ละมาตราให้ผ่านพ้นราบรื่น เพื่อป้องกันเกมการเมืองของฝ่ายค้านที่พร้อมโจมตีจุดอ่อนด้านเสถียรภาพ เพราะจะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เรียกว่า การประชุมถกงบประมาณปีนี้ ตึงเครียดสุดๆ แทบจะต้องนั่งเกาะติดอยู่เฝ้าในห้องประชุม แบบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามป่วย เด็ดขาด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า รัฐบาลมีความพร้อมในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 วาระ 2-3 วันที่ 13-15 ส.ค.นี้ ในส่วนพรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมพรรค ช่วงเช้า วันที่ 13 ส.ค. เบื้องต้น มั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไร  โดย สส.ที่สงวนคำแปรญัตติไว้จะได้เวลาในการอภิปรายคนละ7นาที ส่วนคนที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ ได้เวลาคนละไม่เกิน 5 นาทีโดยวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลได้หารือกันไว้เรียบร้อย เชื่อว่าเวลาอภิปรายไม่เกินวันที่13-15 ส.ค.น่าจะเพียงพอ

“เพราะงบประมาณเป็นวาระของประเทศ ไม่ใช่วาระของฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่างบประมาณ69จะผ่าน”นายอนุสรณ์ พร้อมย้ำว่าในส่วนพรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหาและทุกพรรคได้เห็นอยู่แล้วว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานรออยู่ ทุกคนต้องเต็มที่ในการประชุม เชื่อว่าใน 3 วันนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

            “ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลให้ความร่วมมือทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ทุกครั้งที่เข้าประชุมก็เห็นถึงความมั่นใจที่ทุกพรรคได้ร่วมกันทำงาน”นายอนุสรณ์ ย้ำ

ขณะที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันว่ามั่นใจงบประมาณฯ69ผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์  เชื่อองค์ประชุมครบ พร้อมกำชับ รมต.ที่เป็นสส.ให้อยู่ประชุมตลอดทั้ง 3 วัน ส่วน‘ฝ่ายค้าน’ไม่โหวตให้ ก็ไม่เป็นอะไร เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ รู้กติกาอยู่แล้ว

            พรรคร่วมฯจำเป็นช่วยกันคุมเสียงส.ส.อย่างเหนียวแน่น เพื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯในวาระที่ 3ให้เรียบร้อยตามเป้าหมาย ก่อนส่งร่างฯให้วุฒิสภาในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ให้ความเห็นชอบเพื่อมีผลบังคับใช้ให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ รัฐบาลมีปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาแล้ว ยังแรงกดดันจากสนามเลือกตั้งซ่อม เพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีก เนื่องจากในวันที่ 13 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 วาระ 2-3 ตรงกับวันเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 เชียงราย แทน“พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน”ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปีซึ่งทางพรรคเพื่อไทยจะต้องส่งผู้สมัครลงรักษาเก้าอี้ให้ได้ โดยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การชิงเก้าอี้ในพื้นที่ แต่เป็น “บทพิสูจน์ทางการเมือง”ว่าพรรคเพื่อไทย ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมได้หรือไม่ หรือ จะต้องเสียที่นั่งให้พรรคฝ่ายค้าน  ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากคู่แข่งในสนามเลือกตั้งและจากเกมในสภา ขณะที่การเลือกตั้งซ่อมแทนนายพิเชษฐ์จะเป็นตัวชี้วัดและสะท้อนความนิยมในพื้นที่ฐานเสียงเดิมและอาจส่งสัญญาณไปยังสนามเลือกตั้งใหญ่ในอนาคตกระทบไปด้วย

ฉะนั้น ในสองสนาม‘สภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งซ่อม’กำลังทดสอบทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลและภาวะผู้นำของแพทองธารอย่างชัดเจน

หากรัฐบาลสามารถประคองเสียงผ่านการพิจารณางบประมาณได้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อพรรคร่วมและฐานสนับสนุน แต่หากล้มเหลว หรือเกิดปัญหา สภาล่มซ้ำซากจนงานสภาสะดุด จะเป็นเชื้อไฟให้ฝ่ายค้านและกระแสวิจารณ์ภายนอกโหมกระหน่ำแรงขึ้น

ช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ยังมีปมร้อนคดีสำคัญรอจับตาด้วย รัฐบาล‘แพทองธาร’ต้องเดินบนเส้นด้าย ทั้งการรักษาเสียงในสภาและป้องกันฐานเสียงในพื้นที่เลือกตั้งซ่อม ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจถูกขยายเป็นวิกฤตทางการเมืองใหญ่ สุดท้ายขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างเหนียวแน่นของพรรคร่วมและความเข้มแข็งของผู้นำจะเป็นปัจจัยตัดสินว่ารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะยืนระยะต่อไปได้ หรือ จะถูกบีบให้ถอยหลังเร็วกว่าที่คาด

+++++++++++++++++++++++++++++++++

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ผิด ม.144 เขย่า‘รัฐบาล-รัฐสภา’เสียวล้มทั้งกระดาน

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ผิด ม.144 เขย่า‘รัฐบาล-รัฐสภา’เสียวล้มทั้งกระดาน

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ผิด ม.144 เขย่า‘รัฐบาล-รัฐสภา’เสียวล้มทั้งกระดาน

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีมติคำวินิจฉัยให้ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.เชียงราย ส่งผลให้หลุดจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทันที และตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา10 ปี จากกรณี ใช้อำนาจในฐานะกรรมาธิการแปรญัตติโยกงบประมาณลงพื้นที่ตนเองโดยมิชอบ อันเข้าข่าย กระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144  ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย โดยไม่เพียงทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเสียหนึ่งในกำลังหลักในสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายแห่งการตีกรอบอำนาจนักการเมือง”ซึ่งอาจขยายผลไปไกลกว่านั้น

บรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมาย : มาตรา144 ที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ

มาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นบทบัญญัติ ที่ห้ามมิให้ สมาชิกสภาฯ คณะกรรมาธิการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดใช้อำนาจในการแปรญัตติงบประมาณ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยงานหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยมิชอบ ซึ่งแม้ที่ผ่านมาเคยมีการร้องเรียนกันบ้าง แต่ยังไม่เคยมีกรณีใดที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอย่างชัดเจนและเด็ดขาดเช่นนี้

คำวินิจฉัยในครั้งนี้ของกรณี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’จึงไม่ใช่แค่ลงโทษเฉพาะบุคคล แต่เป็นการส่ง สัญญาณเตือน ไปถึง ส.ส. และคณะกรรมาธิการทั้งหลายว่า“ยุคเล่นกับงบอย่างเสรีจบลงแล้ว”โดยเฉพาะการโยกงบลงพื้นที่เพื่อหวังผลทางการเมืองส่วนตัวหรือของพรรค

สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล‘เศรษฐา-แพทองธาร’เสี่ยงโดนหมด

แม้กรณีของนายพิเชษฐ์จะเป็นการกระทำส่วนบุคคล ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ แต่ก็ไม่อาจแยกขาดจาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์โยกกระทบไปถึง ตั้งแต่ รัฐบาล‘ครม.เศรษฐา’จนถึง รัฐบาล‘ครม.แพทองธาร’ที่มีความพยายามผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย“โครงการแจกเงินดิจิทัล 1หมื่นบาท”โดยอาศัยการโยกงบประมาณปี 2568 เพื่อใช้ในโครงการดังกล่าว

ฝ่ายค้านและภาคประชาชนหลายกลุ่ม  ได้ยื่นเรื่องถึง ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ารัฐบาลอาจมีพฤติกรรมละเมิดมาตรา144 เช่นเดียวกัน หากคำร้องเหล่านี้เดินหน้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญจนกระทั่งมีการวินิจฉัย และหากพบว่ารัฐบาลมีการกระทำที่เข้าข่ายผิดจริง อาจนำไปสู่การล้มทั้งกระดานของนโยบายหลักเรือธงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

เขย่าสภาทั้งระบบ นักการเมืองต้อง“กลัวกฎหมาย ไม่ใช่แค่กลัวคะแนนนิยม”

สิ่งสำคัญที่สุดที่ตามมาจากคำวินิจฉัยในครั้งนี้คือ บรรทัดฐานใหม่ของการใช้อำนาจในสภา โดยเฉพาะในยุคที่งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง พรรคการเมืองจำนวนมากใช้กลไกงบประมาณเป็นเครื่องมือตอบแทนฐานเสียง หรือจูงใจในเขตเลือกตั้ง

แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการแปรญัตติโยกงบลงพื้นที่ตนเองเป็นความผิดร้ายแรง ส.ส. ทั้งหลายอาจต้องกลับมาทบทวนว่า อำนาจในมือของตน ไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่เป็นหน้าที่ที่มีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทางการเมืองไทยครั้งใหญ่หรือไม่?

กรณี“พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน”เป็นมากกว่าการสูญเสียตำแหน่งของบุคคลคนหนึ่ง แต่คือการส่งเสียงดังๆจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปยังนักการเมืองทั้งระบบถูกเขย่าว่า“กฎหมายมีเขี้ยวเล็บจริง”

หากกรณีนี้ถูกใช้เป็นแบบอย่างในการตรวจสอบและลงโทษนักการเมืองรายอื่นที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่แท้จริง แต่หากถูกปล่อยให้กลายเป็นเพียงแค่ “ข่าวประเด็นร้อนชั่วคราว”โดยไม่มีการไล่ตรวจสอบเชิงโครงสร้างต่อไป บรรทัดฐานที่ดีนี้ ก็อาจสลายไปกับกระแสการเมืองเช่นเดิม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิฏารวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์EMSถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อขอให้ป.ป.ช.รีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2569 จะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 หรือไม่ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 121 คน(ผู้ร้อง)หรือสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปตามผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1สิงหาคม ที่ผ่านมา แล้ว สส.และสว.ที่ทราบผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม เพื่อให้ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหรือ เพื่อให้สส.322คน สิ้นสุดสมาชิกภาพ ด้วยหรือไม่นั้น ผู้ร้องหรือ สว.จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่ ดังนั้นตนเห็นว่าจึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสี่ ต่อไป

การเมืองไทยหลังจากนี้จะต้องจับตากระบวนการอย่างใกล้ชิดอย่างไม่กระพริบตาอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย เมื่อผู้แทนของประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาและมีอำนาจในการออกฎหมาย มากระทำผิดเสียเอง ก็ย่อมจะต้องได้รับโทษจากการกระทำ เพื่อเป็นบรรทัดฐานกับนักการเมืองต่อไป

รัฐบาลแพทองธารและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง คงต้องเตรียมรับมือกับแรงกระเพื่อม ที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจากนี้ไป คำว่า“มาตรา 144”จะไม่ใช่แค่บรรทัดในรัฐธรรมนูญ แต่จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดทางการเมืองของ ทั้งรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภา สุดท้าย อาจโค่นล้มกันทั้งกระดาน ส่งผลให้การเมืองไทยต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่.

แนวหน้าวิเคราะห์ : สู้ด้วย‘ความจริง’ หักล้างเฟคนิวส์เขมรจอมบิดเบือน

แนวหน้าวิเคราะห์ : สู้ด้วย‘ความจริง’ หักล้างเฟคนิวส์เขมรจอมบิดเบือน

แนวหน้าวิเคราะห์ : สู้ด้วย‘ความจริง’ หักล้างเฟคนิวส์เขมรจอมบิดเบือน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายใช้ปืนใหญ่ยิงโจมตีใส่ประเทศไทยก่อน

ทั้งๆ ที่เป็นการโจมตีใส่ประเทศไทยในเขตชุมชน จนทำให้โรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ บ้านเรีอนพังพินาศ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งเด็กน้อยต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ

แต่กัมพูชายังกลับมีหน้ามาประกาศว่า พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกกระทำโดยน้ำมือของไทย เล่นบทผู้ถูกกระทำอย่างหน้าตาเฉย

เรียกว่าลงมือเปิดก่อน แล้วก็ฟ้องก่อนซะเลย แบบไม่ต้องสนใจ หรือละอายต่ออะไรทั้งนั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ชนิดกลับตาลปัตรกันเลยทีเดียว

ทั้งยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศไทย ได้โพสต์ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งบิดเบือนและดิสเครดิตประเทศไทย ให้มีภาพลักษณ์ที่เสียหายในสายตาชาวโลก อีกทั้งจงใจสร้างความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจผิด ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ซึ่งก็มีหลากหลายประเด็นที่ปั้นน้ำกันขึ้นมาสารพัดเรื่อง แต่ในท้ายที่สุดทุกข้อบิดเบือนก็ถูกหักล้างด้วยความจริงทั้งหมด

จะเห็นได้ว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามใส่ความไทยเราขนาดไหน ก็ขนาดผู้มีตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ควรจะต้องวางตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถืออย่างประธานสภากัมพูชา คือ สมเด็จมหารัฐสภาธิการธิบดี ควน โซะดารี ก็ยังละทิ้งเกียรติของตน ด้วยการกล่าวอ้างในการประชุมสุดยอดประธานรัฐสภาสตรี ครั้งที่ 15 ในห้วงการประชุมสหภาพรัฐสภา (IPU)  ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้แนวคิดภาวะผู้นําเพื่อสันติภาพร่วมกัน และยั่งยืน

โดย ควน โซะดารี แสดงความเห็นทั้งน้ำตาแสดงความเห็นอกเห็นใจชาวกัมพูชา  อ้างว่าได้รับผลกระทบจากการโจมตีของไทย ทำให้สตรีและเด็ก เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการบุกรุกครั้งนี้ พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้ทหารไทยหยุดการบุกรุกกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกติกาสหประชาชาติ และละเมิดอำนาจอธิปไตย และอาณาเขตของรัฐ

มิเพียงเท่านั้น ประธานสภากัมพูชา ยังแอบอ้างกล่าวหากองทัพไทยใช้ระเบิดคลัสเตอร์บอมบ์ อาวุธเคมี เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจํานวนมาก ซึ่งสังหารผู้บริสุทธิ์ ทำให้มีชาวกัมพูชาหลายคนเสียชีวิต รวมทั้งทำให้ที่พักพิงและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบไฟฟ้าและประปา ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงอีกด้วย

ตรงนี้ทำให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงกับทนไม่ได้ โดยกล่าวถ้อยแถลงประธานรัฐสภาแห่งราชอาณาจักรไทย ในฐานะประธานหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา (IPU) ว่า รู้สึกเสียใจ และผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาโดยปราศจากมูลความจริง รัฐสภาไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอประณามอย่างรุนแรงต่อถ้อยแถลงอันเป็นเท็จ และไม่มีมูลความจริง ปราศจากความถูกต้อง ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงตามที่กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา รัฐบาลไทยได้ฟ้องไปยังประธานอาเซียน ผู้นำสหรัฐอเมริกา และผู้นำจีนแล้ว

พร้อมกันนี้ ยังขอเรียกร้องให้ประเทศกัมพูชาหยุดการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิด และซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง เพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักมนุษยธรรมสากล และการคุ้มครองชีวิตพลเรือน และข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

แรกทีเดียวก็เหมือนกัมพูชาที่ออกตัวก่อนก็ดูเหมือนว่าจะได้เปรียบเราไปหลายช่วงตัว แต่ตอนหลังไทยเรายึดเอาความจริงเป็นที่ตั้ง มีหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจน ใช้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เราดำเนินการตามกรอบ ไม่ได้ละเมิดกติกาสากลใดๆ อย่างที่ถูกกัมพูชากล่าวอ้างเลย ทำให้เรากลับมาได้เปรียบกัมพูชาอยู่ไม่น้อย

และที่เข้าเป้าอย่างจังเลยก็คือ การที่ศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์ ได้นำคณะเอกอัครราชทูต อุปทูต ทูตทหารจาก 23 ประเทศ พร้อมสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติ รวมกว่า 150 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โดยไทยเราได้ยืนยันว่าเหตุปะทะครั้งนี้เกิดจากการโจมตีก่อนของฝ่ายกัมพูชา โดยใช้อาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากจรวด BM-21 (Grad) ยิงมาจากฝ่ายกัมพูชา รวมทั้งพื้นที่ที่ถูกโจมตีอีกหลายต่อหลายจุด

พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้แจงกับคณะฯที่มาลงพื้นที่ในครั้งนี้ อีกหลายประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นการชี้แจงตามข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ในครั้งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ฮือฮาที่น่าชื่นชมขึ้น จากกรณีหญิงไทย 2 คน ได้เล่าเหตุการณ์กัมพูชาโจมตีไทยให้ทูตทหารเนเธอร์แลนด์ฟังเป็นภาษาดัตช์ ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ที่เป็นจุดแรกที่คณะฯ มาตรวจสอบเป็นจุดแรก โดยได้เล่าเหตุการณ์กัมพูชาโจมตีไทยให้ทูตทหารเนเธอร์แลนด์ฟัง จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ และได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก โดยผู้คนมองว่า คณะฯที่มาตรวจสอบครั้งนี้จะได้รับข้อมูลตรงจากปากคนที่อยู่ในพื้นที่

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดแคมเปญ #TruthFromThailand เพื่อใช้ความจริงสู้กับเฟคนิวส์ที่ฝั่งกัมพูชาพยายามปลุกปั่น บิดเบือน ใส่ร้ายประเทศไทยให้ดูเป็นผู้ร้าย

น่าชื่นใจตรงที่มีคนไทยผู้รักชาติที่ไม่ยอมนิ่งเฉยหลายๆ คน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก พยายามอัดคลิปชี้แจงเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้สังคมโลกได้เข้าใจความเป็นจริงในสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ให้รู้ว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็นเรื่องลวงโลก

เป็นการต่อสู้เพื่อประเทศชาติอีกทางหนึ่ง ที่ไม่ใช่ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ต่อสู้ด้วยสติปัญญา ต่อสู้ด้วยความจริง ให้เกิดความกระจ่างแก่ชาวโลก ปกป้องชื่อเสียงของประเทศไทย

สำหรับบุคคลที่ได้กระทำการดังกล่าว ถือว่าท่านได้ทำเพื่อประเทศชาติคู่ขนานไปกับทหารไทยที่ต่อสู้อย่างยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องอธิปไตย

ขอคารวะทุกท่านที่ต่อสู้เพื่อชาติไทยด้วยใจจริง

ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ’ เล่ห์‘เขมร’พลิกบทเป็นเหยื่อเจาะยางไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ’ เล่ห์‘เขมร’พลิกบทเป็นเหยื่อเจาะยางไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ’ เล่ห์‘เขมร’พลิกบทเป็นเหยื่อเจาะยางไทย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ผ่านมากว่าสัปดาห์กับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

ก็จู่ๆกลุ่มทหารเขมรพร้อมอาวุธครบมือ เดินลาก RPG เข้ามาประจันหน้ากับทหารไทย ไม่พูดไม่จาเปิดฉากยิงใส่ฐานกำลังทหารไทย  หน่วยเฉพาะกิจดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมเฉย  แม้กำลังฝ่ายไทยพยายามตะโกนเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ทหารเขมรไม่สน ไทยจึงต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตัว และปกป้องอธิปไตย

จากวันนั้นสถานการณ์ชายแดนสองประเทศตรึงเครียดมาต่อเนื่อง ทหารกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยรายวัน ปฎิบัติการยั่วยุ-ตอแย-ลอบกัด ใช้ทั้งอาวุธเล็กอาวุธหนักโจมตีชายแดนไทย ยิงมั่วซั่ว จะเพราะยุทโธปกรณ์ไร้ประสิทธิภาพหรือจงใจก็ตาม  สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนไทยชายแดน 4 จังหวัด  “สุรินทร์ – ศรีสะเกษ – บุรีรัมย์ – อุบลราชธานี” บาดเจ็บล้มตาย ต้องทิ้งบ้านไปพักในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย

แม้เขมรจะถูกกองทัพไทยตอบโต้กลับด้วยอาวุธที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่า ทั้งเอฟ-16 และกริพเพนออกปฎิบัติการทุกครั้งไม่พลาดเป้า สร้างความเสียหายให้พื้นที่การทหารของเขมรหนักหนาสาหัสอยู่ แต่เขมรก็ไม่มีท่าทีเข็ดหลาบ ระดมกองกำลังหมายยึดดินแดนไทยให้ได้ โดยเฉพาะ 3 ปราสาท “ตาเมือนธม – ตาควาย – ตาเมือนโต๊ด”

นับวันเขมรกลายเป็น “อันธพาลเฒ่า” แม้จะผ่านการเจรจาบนโต๊ะที่มาเลเซียเป็นตัวกลาง ได้ข้อสรุปหยุดยิงไม่มีเงื่อนไข มีประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐ-จีน- เป็นพยาน แต่วันรุ่งขึ้นเขมรก็ยังเปิดฉากยิงใส่ไทยอีก ก่อนถึงเส้นตายหยุดยิงที่กำหนด

หนักไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เขมรยิงใส่ไทย โฆษกกลาโหมกัมพูชาจะออกมานั่งแถลงประท้วงฟ้องโลกทันทีว่า มีการยิงปะทะกัน และโทษกองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่กัมพูชาก่อน กัมพูชาจึงต้องใช้สิทธิปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจากการรุกราน เปิดฉากโจมตีตอบโต้ทหารไทย!!!

หลังเข้าเงื่อนไขหยุดยิง เพื่อรอเจรจาทวิภาคี “จีบีซี” 4 สิงหาคม  รัฐบาลเขมรปรับแผนช่วงชิงความได้เปรียบที่จะงัดข้อกับไทย  เพราะรู้ว่าถึง “สู้” กันด้วยกำลังทหาร อาวุธ ไม่มีทางจะข่มไทยลง!!!

เขมรเดินเกมเร็ว ใช้การเจรจา แถลงชี้แจงต่อประชาคมโลกในทุกช่องทาง ประมาณสวมบท “ตกเป็นเหยื่อ” ทั้งที่เป็น “คนเริ่ม” เชิญผู้บัญชาการทหารมาเลย์ ทูตทหารนานาชาติ ลงพื้นที่ดูความเสียหายทันที  ซึ่งแน่นอนเขมรต้องโยนบาปให้ไทยว่า ยิงโจมตีสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้พลเรือนเขมรอย่างหนัก

ขณะที่กองทัพไทยส่งเทียบเชิญ “ทูต-ผู้ช่วยทูตทหาร-สื่อต่างประเทศ” 23 ประเทศเหมือนกัน  แต่ถูกตั้งข้อสังเกต “เหมือนไทยจะช้ากว่าเขมรหนึ่งก้าวหรือไม่?”  โดยกำหนดการพาคณะทูตฯไปศรีสะเกษ ดูพื้นที่ที่เสียหายจากการยิง BM -21 กระสุนตกใส่ชุมชนหมู่บ้าน  โรงเรียน ปั้มน้ำมัน ร้านค้า โดยเฉพาะโรงพยาบาลพังยับอย่างน้อย 20 แห่ง  มีคนบริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บล้มตาย

ย้อนไปก่อนหน้า  เขมรใช้การแถลงการณ์ประท้วง การโพสต์ผ่านโซเชียล รวมถึงการกล่าวโจมตีไทยบนเวทีการประชุมสำคัญๆของโลกมาตลอดเหมือนกัน แบบ “ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ” บิดเบือนข้อเท็จจริง สวมบทเหยื่อ ชนิดที่คนไทยฟังแล้วขึ้น!!!

รวมถึงการโพสต์ผ่านโซเชียล ของสองพ่อลุกตระกูล “ฮุน” นับครั้งไม่ถ้วน หลักใหญ่ใจความไม่พ้นการสาดโคลนใส่ไทย เป็นคนเริ่มต้นยิง ปลุกชนวนปะทะ ยั่วยุ  ประดิษฐ์เหตุผลสารพัด

แต่หลังจากนี้ เขมรน่าจะใช้แผนแสดงบทนี้มากขึ้น

สดๆร้อนๆ ที่ประธานสภากัมพูชา “สมเด็จมหารัฐสภาธิการธิบดี ควน โซะดารี” กล่าวในการประชุมสุดยอดประธานรัฐสภาสตรี ครั้งที่ 15  ที่สวิตเซอร์แลนด์ หลั่งน้ำตาแสดงความเห็นใจชาวเขมร ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีบุกรุกของไทย และกล่าวหากองทัพไทยใช้อาวุธเคมี สังหารผู้บริสุทธิ์

หรือความเคลื่อนไหวของ “บุน รานี” ภริยาของ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ ร่ำไห้แสดงความเสียใจต่อทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดน  พร้อมกล่าวโทษว่า ทหารไทยเป็นต้นเหตุ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันมาตลอดถึงตอนนี้ว่า ยึดการสื่อสารผ่านช่องทางการทูตเท่านั้น  จึงเป็นเหตุให้ถูกมองว่า การตอบโต้เขมรช้าเกินไป อาจจะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำหรือไม่

ทุกการเคลื่อนไหวของเขมรนับจากนี้ ประมาทไม่ได้ เพราะเขมรเล่นบท “เหยื่อ” ไทยก็ต้องตั้งรับให้ดี ข้อมูลหลักฐานที่รัฐบาลแจงว่า สั่งเจ้าหน้าที่เก็บทุกเม็ด จึงทำให้ช้า  แต่มั่นใจว่าข้อมูลปึ๊ก!  ก็ต้องงัดมาใช้ตอบโต้ให้เห็นผลอย่างที่คุยว่า  หลักฐานแน่นจริง  “เขมรไม่ใช่เหยื่อ” เขมรยิงก่อน ระรานไทยก่อน เราจึงต้องตอบโต้

งานนี้  ไทยต้องงัดชั้นเชิงทางการทูตขั้นสุดยอดมาใช้รับมือ และรุกกลับเต็มที่

ที่ผ่านมาก็พอเข้าใจได้ ไทยเข้มกับจุดยืน “จริงใจ ยึดเจรจาทางการ ยึดข้อตกลง”  เลยอาจดูเชื่องช้ากว่า “เขมร” ที่มีคุณสมบัติพิเศษ “ลิ้นสองแฉก” เลยพูดคล่อง!!!!

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : รัฐบาล‘แพทองธาร’เผชิญ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ 3 ปัญหารุมเร้าหนัก ใกล้จุดเสื่อมศรัทธา?

แนวหน้าวิเคราะห์ : รัฐบาล‘แพทองธาร’เผชิญ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ 3 ปัญหารุมเร้าหนัก ใกล้จุดเสื่อมศรัทธา?

แนวหน้าวิเคราะห์ : รัฐบาล‘แพทองธาร’เผชิญ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ 3 ปัญหารุมเร้าหนัก ใกล้จุดเสื่อมศรัทธา?

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ต้องยอมรับว่ารัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กำลังเผชิญสถานการณ์รุมเร้าหลายด้านในช่วงเวลาเดียวกัน จนกลายเป็น วิกฤตซ้อนวิกฤต  ทั้งภัยความมั่นคงปัญหาชายแดนไทย กัมพูชา ปัญหาภัยธรรมชาติจากพายุฝนหนักเกิดน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ต่อเนื่อง และโจทย์ทางเศรษฐกิจรอบด้านทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องรวมถึงกรณีภาษีสหรัฐที่ขีดเส้นตายภายใน 1 สิงหาคมนี้

วิกฤตความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ บริเวณรอบ 3 ปราสาทพระวิหาร จนมีผู้เสียชีวิต 9 ราย และทหารไทยถูกกับระเบิดจนพิการเพิ่มอีกหลายราย เป็นสัญญาณบานปลายของข้อพิพาทพรมแดนที่เคยคุกรุ่นยาวนาน โดยรัฐบาลสั่งปิด 3 ปราสาทหลักและ 4 ด่านชายแดนชั่วคราวเพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม

รัฐบาลถูกจับตาว่าทั้งในมิติการทหาร การทูต และความร่วมมือกับอาเซียนเพื่อระงับเหตุโดยเฉพาะเมื่อเกิดความไม่ไว้วางใจว่ากัมพูชากำลังใช้สถานการณ์ในไทยเพื่อประโยชน์เชิงต่อรอง โดยรัฐบาลยังคงยืนยันการใช้แนวทางเจรจาผ่านช่องทางทวิภาคีและอาเซียน แต่แรงกดดันในประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความเด็ดขาดและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

และหลังยิงปะทะเดือดต่อเนื่องมา เป็นวันที่ 5 ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม การประชุมเจรจาของทั้งสองประเทศไทยและกัมพูชา ตามคำเชิญของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเชียในฐานะประธานอาเซียน ณ ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในเมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย โดยมีตัวแทนสองชาติมหาอำนาจใหญ่ ทั้งสหรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยมีข้อตกลงให้หยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข มีผลหลังเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคมนั้น เบื้องต้นทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง  ก่อนถึงเส้นตายเที่ยงคืนปรากฏว่าได้เกิดเหตุยิงถล่มกันอย่างหนักส่งท้าย ต่างฝ่ายได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

และวันที่ 29 กรกฎาคม โดยทางกองทัพภาคที่2ได้สรุปพบว่าแนวชายแดนได้มียิงปะทะหลายจุดฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พบการก่อกวนและการใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในหลายพื้นที่ ฝ่ายไทยตอบโต้กลับตามสถานการณ์ จึงทำให้”รัฐบาลไทย”ได้ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พร้อมย้ำปกป้องอธิปไตยทุกตารางนี้

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกัมพูชายังคงมีการยิงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาละเมิดข้อตกลงให้หยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขว่าได้มีหนังสือประท้วงไปที่ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และส่งหนังสือให้สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ได้มีการประชุมหารือระหว่างพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กับ ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ได้ข้อสรุป 7 ข้อ หยุดยิง,ห้ามใช้กำลังต่อประชาชนคนไทย,หยุดเพิ่มเติมกำลัง,ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง, ฝ่ายไทยจะอำนวยความสะดวกในการนำทหารกัมพูชาที่ได้รับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตออกจากพื้นที่การรบ,จัดตั้งชุดประสานงานเพื่อแก้ปัญหาตลอดแนวชายแดน,ให้กำลังทุกส่วนลดการเผชิญหน้าทุกรูปแบบ

จากนี้ไปต้องจับตาและเฝ้าระวังต่อไป เพราะหลายฝ่ายต่างเห็นว่าสถานการณ์โดยรวมยังไม่น่าไว้วางใจกับทางกัมพูชา แต่ในส่วนกำลังทหารไทยในพื้นที่อธิปไตยบริเวณชายแดน ยังคงกำลังต่อไป ส่วนประชาชนที่อพยพอยู่ศูนย์พักพิงก็ยังไม่สามารถกลับเข้าภูมิลำเนาได้ทันที ต้องดูสถานการณ์ก่อน

สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การเยียวยา ฟื้นฟูกับผู้ประสบภัยจากปัญหาสงครามชายแดน ที่ต้องสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งบ้านเรือน โรงพยาบาล ที่พังเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่กัมพูชา และต้องไม่ลืมเหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ ได้มีทหารกล้าของไทย ต้องพลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทยหลายนายจะต้องดูแลครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าเหล่านั้นด้วย

ภัยธรรมชาติ ฝนถล่ม น้ำท่วมซ้ำเติมภาคเหนือ

ในปีนี้ประเทศไทยยังไม่ถูกพายุลูกใหญ่ถล่มเต็มๆ เพิ่งเจอพายุแค่ลูกเดียว คือพายุ“วิภา”ซึ่งเป็นเพียงหางพายุฟาดพัดถล่มในพื้นที่ภาคเหนือส่งผลกระทบทำให้จังหวัดในภาคเหนือตอนบน ต้องเผชิญน้ำท่วมฉับพลันหลายอำเภอ ถนนถูกตัดขาด พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายวงกว้างเข้าพื้นที่ชุมนุมเขตเทศบาลเมือง อย่างเช่น จ.น่าน พะเยา  แพร่  สุโขทัย โดยเฉพาะที่อ.แม่สาย จ.เชียงราย เจอมวลลำน้ำแม่สายไหลทะลักท่วมซ้ำซากไหลเข้าในเขตชุมนุมหลายชุมชน

เรื่องนี้เกิดเสียงวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องแผนรับมือภัยพิบัติที่ยังไม่ทันการณ์และศักยภาพระบบเตือนภัยที่ไม่เข้าถึงประชาชนในหลายพื้นที่ แม้รัฐบาลเร่งส่งกำลังทหารและอาสาสมัครเข้าช่วย แต่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรกรรม อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมด้านเศรษฐกิจฐานรากทันที

วิกฤตเศรษฐกิจ: จับตาเส้นตายดีลภาษีกับสหรัฐ

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ คือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐ ที่กำหนดเส้นตายปรับอัตราภาษี 1 สิงหาคมนี้ จับตาให้ดีว่าประเทศไทยจะได้ปรับอัตราภาษีเท่าประเทศในภูมิภาคนี้ไม่เกินร้อยละ20 หรือไม่ เนื่องจากสหรัฐมีท่าทีเพิ่มภาษีสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนจากไทย หากไทยไม่ยอมลดมาตรการบางอย่างที่สหรัฐ มองว่าละเมิดกติกาการค้าโลก หากเจรจาล้มเหลว จะกระทบการส่งออกที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ และอาจกระทบห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมในประเทศทันที ท่ามกลางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

โดยล่าสุดนายพิชัย  ชุณหวชิร  รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หัวหน้าทีมไทยแลนด์ ระบุถึงการเจรจามาตรการภาษีสหรัฐฯหลังไทย-กัมพูชา มีการเจรจาหยุดยิงว่า วันนี้สหรัฐฯได้เปิดทางให้เจรจาต่อแล้วซึ่งจะมีการพูดคุยต่อเนื่อง เชื่อว่าทำทันแน่ ส่วนผลสรุปข้อตกลง เราจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่จะไม่มีการยื่นข้อเสนอไปใหม่แล้ว

“ขณะนี้เหลือเวลา 3 วัน ซึ่งอาจประกาศก่อนวันที่ 1 สิงหาคมก็ได้ อยู่ประมาณนี้ และคิดว่าเราไม่ควรจะโดน 36% แน่นอน”รมว.คลัง ย้ำ

เรื่องนี้เหลือเวลาอีกไม่มาก รัฐบาลต้องเดินเกมระมัดระวังให้เสร็จสิ้นก่อนขีดเส้นตาย โดยเตรียมมาตรการรองรับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการ SMEs พร้อมหาแนวทางยืดหยุ่นเงื่อนไขกับสหรัฐเพื่อรักษาตลาดส่งออกสำคัญ

ถึงวันนี้ รัฐบาลเจอความท้าทาย ความซับซ้อนของปัญหาหลายด้านพร้อมกัน หากรัฐบาลตอบสนองล่าช้า หรือผิดพลาด จะเกิดความไม่พอใจสะสม ภัยความมั่นคงชายแดนอาจบานปลาย หากเกิดการยั่วยุ ความไม่จริงใจของกัมพูชา อาจเหตุปะทะรุนแรงซ้ำ รัฐบาลเร่งสื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนรับรู้ต่อเนื่องและสร้างความมั่นใจ

ส่วนความเสียหายจากน้ำท่วม รัฐบาลเร่งเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภายใน 7-14 วัน พร้อมใช้จังหวะนี้ผลักดันแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานน้ำอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐ จะกดดันเศรษฐกิจและรายได้ภาครัฐ เร่งเจรจาสหรัฐ พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมในประเทศกรณีเลวร้าย  รักษาเสถียรภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้เกิดการแตกแถว

สถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลยังมีเสถียรภาพเสียงในสภาระดับหนึ่งแม้จะเสียงปริ่มน้ำ แต่ยังไม่มีแรงสั่นคลอนบีบให้ถึงขั้นยุบสภา  มีฐานเสียงประชาชนยังรอการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมจากรัฐบาล จะต้องวัดใจกับทีมเศรษฐกิจและทีมความมั่นคง จะประคับประคองสถานการณ์

รัฐบาล‘แพทองธารที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติและโจทย์เศรษฐกิจสำคัญภาษีทรัมป์ การตอบสนองเชิงรุก รวดเร็วและสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส จะเป็นตัวแปรสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่น หากจัดการได้ดี รัฐบาลจะอยู่รอดและใช้โอกาสนี้เสริมความชอบธรรมในการบริหาร แต่หากจัดการล่าช้า ขาดความชัดเจน และ บกพร่องในการแก้ปัญหา อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นความเสื่อมศรัทธา”และนำไปสู่แรงกดดันทางการเมืองในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว

– ทีมข่าวแนวหน้า