แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เลือดไหล อดีตขุนพลหนีซบ‘พลังประชารัฐ’ จุดเปลี่ยนเกม

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เลือดไหล อดีตขุนพลหนีซบ‘พลังประชารัฐ’ จุดเปลี่ยนเกม

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เลือดไหล อดีตขุนพลหนีซบ‘พลังประชารัฐ’ จุดเปลี่ยนเกม

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เลือดไหล อดีตขุนพลหนีซบ‘พลังประชารัฐ’ จุดเปลี่ยนเกม

ต้องเกาะติดสถานการณ์กับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล เผชิญวิกฤตความนิยมตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยุทธศาสตร์หาเสียงแบบอาศัยกระแสใช้ไม่ได้ผล เหมือนในอดีตอีกแล้ว ส่งผลให้บรรดานักการเมืองคนสำคัญหรือ “อดีตขุนพล” ที่เคยอยู่กับพรรคมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอดีต สส.และอดีตผู้สมัครสส.ต่างตบเท้าทยอยหนีลาออกจากพรรคเพื่อไทยไปหาโอกาสทางการเมืองกับพรรคใหม่

ปัจจุบันฐานเสียง‘ขุนพลเพื่อไทย’ลดน้อยลงมาก เนื่องจาก‘ขุนพลหลัก’กระจัดกระจายออกไปแตกพรรค แตกสาขา ไปสร้างอาณาจักรของตัวเองโดยเฉพาะ“เพื่อไทย”กลับมีคำถามถึงความแข็งแรงฐานเสียงในพื้นที่ของตัวเอง หากไร้กระแสให้พึ่งพาในอนาคตจะเอาชนะคู่แข่งได้หรือไม่

ที่สำคัญ การเมืองแบบ“บ้านใหญ่” จำเป็นต้องอาศัย“เครือข่าย”ในทุกระดับถึงจะสามารถควบคุมคะแนนเสียงได้ แต่วันนี้พรรคเพื่อไทย กลับมีแต่“อดีตขุนพล”ต่างตบเท้าโบกมือลาพรรคทั้งๆที่เป็นรัฐบาล 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพ่ายแพ้เลือกตั้ง “สส.สอบตก” หรืออดีตผู้สมัครส.ส.เท่าที่ทราบวงในมาว่าไม่มี“แกนนำเพื่อไทย”เข้ามาดูแลเลย ไม่สนใจ ไม่แคร์ เรียกว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ต้องเร่งหาพรรคใหม่สังกัดเพื่อเปิดพื้นที่ทำพื้นที่ตัวเอง เพราะหากยังอยู่กับเพื่อไทยโอกาสจะไม่ถูกเลือกมีสูงมาก

ไม่แปลกใจ เพียงแค่ 2 สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม เกิดปรากฎการณ์ อดีตส.ส.และอดีตผู้สมัครสส.จำนวนมากในภาคอีสาน ภาคเหนือและทุกภาค ตัดสินใจย้ายเข้าสังกัดกับพรรคพลังประชารัฐ ที่มี“ลุงป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคฯ โดยยอดทะลุครึ่งร้อยคนไปแล้ว

จะเห็นจากเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค พปชร.แถลงที่พรรคพลังประชารัฐได้ เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรค จำนวน 21 คน ทั้งหมดเป็นอดีต ส.ส.อดีตรัฐมนตรี และอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย อย่างเช่น นายศักดา คงเพชร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย และอดีตรมช.ศึกษาธิการ,นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย และอดีตรมช.ต่างประเทศ,นายชูศักดิ์ แอกทอง อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ,นายอนันต์ ศรีพันธุ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ,พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย

นายมานะศักดิ์  จันทร์ประสงค์ อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย, นายไตรรงค์ ติธรรม อดีต ส.ส.บึงกาฬ พรรคเพื่อไทย ,นายสมนึก เฮงวานิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย,นายสุรศักดิ์ นาคดี อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย นายธนกร ไชยกุล อดีต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย เป็นต้น

อีกทั้งเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ‘ลุงป้อม’พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนำทีมพร้อมไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค แถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.อีก 32 คน ส่วนใหญ่เป็นอดีตส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.จากพรรคเพื่อไทย จากภาคเหนือและทุกภาค ในเป็นล็อตที่สอง

ไม่ว่าจะเป็นนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงรายและอดีตรองประธานสภาฯเชียงราย  นายถาวร เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่,นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่,นพ.ไกร ดาบธรรม อดีต ส.ส.เชียงใหม่, นายพรชัย  อรรถปรียางกูร อดีต ส.ส.เชียงใหม่, นายวิเชียร ภักดี จ.พิษณุโลก,นายธวัชชัย กันนะพันธุ์ จ.พิษณุโลก เป็นต้น

อย่างน้อยๆการที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ครั้งใหญ่ เตรียมพร้อมเลือกตั้ง รับอุบัติเหตุทางการเมือง นับเป็นสัญญาณสำคัญ จุดเปลี่ยนสมการทางการเมือง และสกัดเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ของเพื่อไทยในอนาคต

เพราะไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวน ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรค พปชร.แต่คือการตัดฐานคะแนนเสียงระดับพื้นที่ของเพื่อไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ที่เป็นฐานเสียงสำคัญ จึงเป็นสัญญาณอันตรายต่อเพื่อไทย ไม่มั่นใจในทิศทางพรรค ความขัดแย้งเชิงอำนาจ หรือความกังวลต่อโอกาสได้รับการส่งลงสมัครครั้งต่อไป

แกนนำระดับท้องถิ่นที่ย้ายออกมักพาเครือข่ายหัวคะแนนระดับหมู่บ้าน อปท.และทีมงานออกมาด้วยทำให้พรรคเพื่อไทยเสียโครงสร้างในพื้นที่และหากไม่มีคนใหม่ที่แข็งพอมาแทนอาจสูญเสียฐานเสียงคะแนนในเขตเดิม

ถือเป็นสัญญาณการแย่งชิงฐานเสียงอย่างจริงจัง และจะทำให้สมัยหน้า เพื่อไทยเผชิญความยากลำบากในการรักษาฐานเสียงเดิม ครั้งที่แล้ว ก็พ่ายแพ้ “พรรคส้ม” มาแล้ว

แม้มีโอกาสเข้าบริหารประเทศผ่านมา 2 ปีกว่าแล้ว แต่ผลงานล้มเหลวที่เข้าตาประชาชนได้โดยเฉพาะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมและปัญหาปากท้องที่ย่ำแย่ต่อเนื่องได้

โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกวาดส.ส.เป็นอันดับหนึ่ง ยังมี แต่ความเป็นไปได้ที่จะ “ชนะอย่างเด็ดขาด” กำลังริบหรี่ลงทุกที เพราะเกมการเมืองไทย ไม่ได้วัดกันที่กระแสเพียงอย่างเดียวแต่โครงสร้างพื้นที่ และเครือข่ายยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งสมัยหน้า พร้อมจะต้องเผชิญกระแสพรรคด้อมส้ม พรรคประชาชน กับพรรคสีน้ำเงิน อย่างภูมิใจไทย ที่เข้มแข็งในทุกพื้นที่

ปรากฎการณ์ เลือดไหลออก“เพื่อไทย”ยังจะมีให้เห็นอีกแน่ๆเนื่องจากการดูแลอดีตสส.อดีตผู้สมัครไม่มีระบบที่ชัดเจน ทั้งที่“อดีตขุนพล”หลายคน ยังมีศักยภาพในพื้นที่อีกทั้งยุคนี้ต้องยอมรับ“เพื่อไทย”ขาลง ไม่ใช่พรรคกระแสดีอีกต่อไป

จึงไม่แปลกใจที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ สทร. จะมีกิจกรรมและออกมาพูดอย่างต่อเนื่อง ในช่วง แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่นายกฯซึ่งล่าสุดสทร.ก็ได้เข้าร่วมงานดินเนอร์กับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่สนไม่แคร์อะไรแล้ว ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เหมือนเป็นบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต เพื่อหวังจะใช้บารมีที่สะสมในการประคับประคองพรรค เพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลให้เดินหน้าอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด

ความคาดหวังของ “เพื่อไทย” ที่จะกอบโกยกวาดที่นั่งสส.เข้าสภากลับมาคว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งนับยิ่งริบหรี่ เพราะวันนี้แทบไม่มีจุดขายอะไรอีกแล้ว หมดยุคที่หวังกระแส “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่สิ้นมนต์ขลัง

จากนี้จะต้องจับตาหลังคดี “พ่อลูกตระกูลชินวัตร” เสร็จสิ้น อาจมีสส.กระโดดหนีพรรคเพื่อไทยครั้งใหญ่ ตกอยู่ในสภาพ…

แพแตก!!!

#ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘สทร.’พอทีเถอะ ยิ่งโชว์เก่งเท่าไหร่ คนรอบกายยิ่งดูแย่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘สทร.’พอทีเถอะ ยิ่งโชว์เก่งเท่าไหร่ คนรอบกายยิ่งดูแย่

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘สทร.’พอทีเถอะ ยิ่งโชว์เก่งเท่าไหร่ คนรอบกายยิ่งดูแย่

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

“ผมต้องทำงานให้บ้านเมือง เศรษฐกิจวันนี้ ถ้าผมไม่เสือก แล้วใครจะเสือก”

ถ้อยคำที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีกลางทางความคิด “Exclusive Talk : ผ่าทางตันประเทศไทย” พื้นที่กลางแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ กับ 3 ผู้นำทางความคิด เพื่อสะท้อนปัญหาและแสวงหาแนวทางร่วมกันในการพาประเทศพ้นวิกฤต เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ซึ่งฟังดูแล้วคนพูดมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง แต่บาดหัวใจคนฟังเหลือเกิน (ยกเว้นคนที่ยังยกย่องเชิดชูนายทักษิณอยู่นะ)

จากนั้น 11 กรกฎาคม 2568 นายทักษิณ โผล่ที่บ้านพิษณุโลก ในการประชุมทีมไทยแลนด์ รับมือภาษีทรัมป์ หลังไทยถูกเรียกเก็บ 36% ร่วมกับนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

งานนี้ ขุนคลังได้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมไทย โดยยอมรับว่า เป็นผู้เชิญนายทักษิณให้เข้ามาประชุมด้วยตนเอง เนื่องจากเห็นว่า เป็นคนที่มีประสบการณ์ สามารถให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ได้

ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า นายทักษิณเป็นผู้เชี่ยวชาญผู้รู้หลายเรื่อง การรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปแก้ไขปัญหา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

“ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณ เก่งเรื่องล็อบบี้ยิสต์ เพราะงั้นเทคนิคการดำเนินการต่างๆ การฟังจากท่านก็เป็นประโยชน์” และว่า กรณีการเจรจากับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อดีตนายกฯ ทักษิณ เคยทำธุรกิจด้วยกัน รู้จักกัน การได้ฟังแง่มุมต่างๆ ถือเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ไม่ควรจะต้องมาคอยจับผิดกัน

บิ๊กอ้วนมองว่าสังคมจ้องจับผิดทักษิณไปซะอย่างงั้น

ถัดมา 17 กรกฎาคม 2568 นายทักษิณ พร้อมคนในครอบครัว รวมทั้งบรรดารัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางไปร่วมงานเสวนา “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก”(Unlocking Thailand’s Future) จัดโดย อสมท. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนายทักษิณได้ขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลกและพลิกเกมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต”

นายทักษิณใช้เวลาบนเวทีกว่า 1 ชั่วโมง การบรรยายสารพัดเรื่องที่สะท้อนความห่วงใยต่อทิศทางของประเทศ พร้อมเสนอแผนฟื้นฟูประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งการคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้า และการออกแบบระบบใหม่ระยะยาวเพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้อีกครั้งในเวทีโลก ประเทศไทยวันนี้สะดุดอยู่กับที่ หลายเรื่องถอยหลังลงคลอง และว่า ได้ติดตามสถานการณ์ของประเทศไทยมาตลอด นับตั้งแต่พ้นตำแหน่งนายกฯ และรู้สึกเป็นห่วงว่า โครงสร้างรัฐไทยไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป

ด้านเศรษฐกิจ เขามองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่ไม่สามารถดึงมาใช้ได้เต็มที่ GDP ของไทยในปัจจุบัน เติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 22–75% โดยเฉพาะภาค SMEs และเกษตรกรรมที่ถูกนโยบายไม่ทันยุคซ้ำเติมอย่างหนัก

นอกจากนี้ เขายังพูดถึงอีกหลายเรื่อง อาทิ เรื่องการซื้อหนี้ของประชาชนมาบริหารอย่างมีมนุษยธรรม, เรื่องโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, การเตรียมเปิด “Sandbox คริปโตเคอร์เรนซี” ทั่วประเทศ, เรื่องการ เสนอแนวคิดให้ “มหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยทำแผนปฏิรูปราชการ” แทนการให้กลุ่มนักการเมืองเข้าไปควบคุม, เรื่อง“ต้องคืนผู้ว่า CEO – คืนเจ้าภาพให้ทุกจังหวัด”, เรื่อง “ความมั่นคงต้องมาพร้อมความปลอดภัย-สมาร์ทซิตี้ไม่ใช่แค่กล้อง แต่คือความไว้วางใจ” รวมทั้งเรื่อง Soft Power ที่รัฐต้องส่งเสริมอย่างจริงจัง เป็นต้น

“ผมไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง” แต่ยินดีเป็น “เสมียนประเทศ” ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล กลั่นกรองข้อเสนอ และส่งต่อให้รัฐบาล” นี่คือคำที่ทักษิณ กล่าวอ้าง และยืนยันว่า “ไม่มีใครเปลี่ยนนายกฯ ได้หรอก เพราะวันนี้ ประเทศไทยต้องการความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา ไม่ใช่ความวุ่นวายอีก” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่าย “หันหน้าเข้าหากัน ยุติความขัดแย้งไร้สาระ แล้วร่วมมือกันพาประเทศไปข้างหน้า”

มุมมองหลากหลายเรื่องสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของนายทักษิณ แต่ไม่ได้สะท้อนว่าเขามองตนเองเป็นใคร อยู่ในสถานะไหน มีหน้าที่เกี่ยวข้องอย่างไร จึงกล้าออกหน้าออกตามาเสนอสิ่งต่างๆ ต่อรัฐบาลอย่างนี้

ทั้งนี้ การปรากฏตัวออกงานถี่ๆ ของนายทักษิณ สามารถแย่งชิงพื้นสื่อได้เป็นอย่างดี ทุกการเคลื่อนไหว คำพูดต่างๆ กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนในสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนถูกมองว่า เขาคือผู้นำรัฐบาลตัวจริง ซึ่ง ณ วันนี้ มันชัดเจนมาก สวนทางกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่บทบาทลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ

อย่างไรก็ตาม การที่นายทักษิณพยายามแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้งให้กับประเทศอาจทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองยังคงเป็นที่นิยมไม่ต่างจากสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีคนจำนวนมากนับหน้าถือตา และน้อมรับในสิ่งที่เขาพูด เพราะเชื่อมั่นในตัวเขา เชื่อว่าความรู้และประสบการณ์ของเขาจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญได้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัวก็คือ ยิ่งนายทักษิณโชว์ความเก่งกาจ และพยายามให้คำชี้แนะรัฐบาลในการบริหารประเทศมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการบริหารประเทศยิ่งดูแย่ลงไปเรื่อยๆ เพราะจะถูกมองว่า ไม่มีความสามารถในการทำงานกันเลยหรือ จึงต้องพึ่งพาบุคคลภายนอกคอยชี้ทางให้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีตัวจริง

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึก’แดง-น้ำเงิน’เดือดพลั่ก ชิงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 รักษาเก้าอี้‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึก'แดง-น้ำเงิน'เดือดพลั่ก ชิงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 รักษาเก้าอี้‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’?

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึก’แดง-น้ำเงิน’เดือดพลั่ก ชิงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 รักษาเก้าอี้‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’?

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ท่ามกลางการเมืองในสภากับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำยังร้อนระอุทุกสัปดาห์หลังเปิดประชุมสภา ซึ่งทำให้สนามเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 (อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์) แทนตำแหน่งที่ว่างหลัง นายอมรเทพ สมหมาย สส.เขต 5 พรรคเพื่อไทย ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านม กลายเป็นที่จับตาทางการเมืองทันที ในการประลองกำลังของสองพรรคการเมืองใหญ่ ในการเปิดรับสมัครวันแรก

ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเร่งจัดการเลือกตั้งซ่อมภายใน 45 วัน  โดยเปิดรับสมัครระหว่าง 14-18 กรกฎาคม พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งกาบัตร ในวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568 ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ ซึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรวม 127,770 คน จาก 236 หน่วยเลือกตั้ง

สิ่งที่ต้องจับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เพราะทั้งสองพรรคใหญ่ ส่ง”ทายาทนักการเมือง”ลงชิงชัยสนามเลือกตั้ง เผชิญหน้าสองขั้วในพื้นที่อย่างแท้จริง

โดยพรรคเพื่อไทย ได้ส่ง น.ส.ภูริกา สมหมาย “น้องกุ้ง”ลูกสาวของ นายอมรเทพ สมหมาย อดีต สส.ผู้ล่วงลับ ลงชิงหวังป้องกันแชมป์รักษาเก้าอี้เขตนี้ โดย”น้องกุ้ง”เป็นที่รู้จักในพื้นที่จากการร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับบิดามาโดยตลอด คาดการณ์ว่า เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่แข็งแกร่ง

ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย ส่ง น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรือ”อาจารย์อีฟ”บุตรสาวของนายธีระ ไตรสรณกุล อดีตสส.ศรีสะเกษ หลายสมัย โดย”อาจารย์อีฟ”มีประสบการณ์ด้านการเมืองและงานสาธารณะไม่น้อย ทั้งเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวศรีสะเกษและผู้ชำนาญการประจำตัว สส.ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตา

แค่วันสมัครวันแรก จับสลากเบอร์ หมายเลข สุดคึกคัก มีผู้สมัครเพียง2 คนคือ น.ส.ภูริกา และ น.ส.จินณ์ตวรรณ ต่างมาถึงก่อนเวลา 08.30น.จึงต้องมีการจับสลากลำดับผู้ยื่นสมัครและจับเบอร์ผู้สมัคร ผลจับสลากเบอร์ น.ส.ภูริกา  พรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 1 ส่วน น.ส.จินณ์ตวรรณ  พรรคภูมิใจไทย ได้หมายเลข 2

หลังจับสลากเสร็จสิ้น แกนนำทั้งสองพรรคใหญ่เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัครถึงที่ทำการอำเภออย่างคึกคัก

โดย พรรคเพื่อไทย นายสรวงศ์  เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยกทีมงานมาให้กำลังใจ น.ส.ภูริกา ด้วยตัวเอง ประกาศว่า พรรคจะงัดไม้เด็ดเรื่องความมุ่งมั่นในการทำงานและความสามารถของ น.ส.ภูริกา มาใช้ในการหาเสียง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเกษตรในพื้นที่ชายแดน พร้อมเปรยๆว่านายทักษิณ ชินวัตร อาจพิจารณา ลงมาช่วยหาเสียงด้วย หากมีเวลาและความจำเป็น

ในขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์และเลขาธิการพรรค นำทัพพร้อม สส.เดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล อย่างอบอุ่น

.           น.ส.ภูริกา สมหมาย พรรคเพื่อไทย เบอร์ 1ประกาศว่า พร้อมเสมอที่จะรับไม้ต่อจากบิดาในการรับใช้ประชาชนโดยจะเน้นนโยบายของพรรคที่เน้น”ประชาชนเป็นหลัก”หัวใจคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเกษตร และปราบปรามยาเสพติด แม้จะกังวลคู่แข่งบ้าง แต่เชื่อมั่นในผลงานของคุณพ่อที่สร้างมาตลอด

แกนนำคนสำคัญอย่าง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย  ให้สัมภาษณ์มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะรักษาเก้าอี้ ส.ส.อยู่กับพรรคเพื่อไทยแน่นอน

.ในส่วนน.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล พรรคภูมิใจไทย เบอร์2ประกาศว่าจะเน้นนโยบายเดิมของพรรคที่หาเสียงไว้เมื่อปี 2566 และจะโฟกัสที่การนำเสนอ”ตัวตนและประสบการณ์ 5 ปีที่คลุกคลีกับชาวบ้าน”รวมถึงตำแหน่งหน้าที่ที่เคยทำมา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาหาเสียงที่สั้นเพียง 26 วัน

หลังจากจับเบอร์และให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นผู้สมัครทั้งสองคนต่างลงพื้นที่เดินสายหาเสียงทันที น.ส.ภูริกา เริ่มเดินตลาดและขึ้นรถแห่รอบอำเภอขุนหาญ ขณะที่น.ส.จินณ์ตวรรณ ลุยหาเสียงในเขตอำเภอขุนหาญเช่นกัน

โดยนายอนุทิญ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มั่นใจจะได้รับความไว้วางใจจากชาวศรีสะเกษให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมเหน็บพรรคเพื่อไทยที่จ.ศรีสะเกษได้สส.7คนแต่ไร้ตำแหน่งใดๆ

“เราทำการเมืองสร้างสรรค์ มาแข่งขัน เพื่อเสนอสิ่งที่ดีให้กับประชาชนชาวศรีสะเกษ ไม่ได้มาห้ำหั่น หรือสู้รบปรบมือกับใคร ผมให้คำยืนยันในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่าเราจะแข่งขันเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจ และความมั่นใจจากประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมใสสะอาด รักษากติกา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ”นายอนุทินย้ำ

จากนั้น พรรคภูมิใจไทย เวทีปราศรัยใหญ่ ที่เทศบาลโพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นปราศรัยอย่างดุเดือด โดยถามชาวบ้านที่มาฟังการปราศรัยว่า อยู่ดีมีแฮงบ่ มีกินมีใช้บ่ มีเกียรติมีศักดิ์ศรีบ่ คนที่เคยให้สัญญากับเราว่าถ้าเลือกเขาจะมีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เขาไม่ได้ทำอย่างที่พูด

“ที่ใครบอกว่าขี้ข้าเป็นคำไม่ดี ขี้ข้าคนโกงนั่นแหละเป็นสิ่งไม่ดี ขี้ข้าคนเอาเปรียบไม่ดี ขี้ข้าคนขายชาติไม่ดี แต่ขี้ข้าประชาชนเป็นวาสนาสูงสุดของพวกเรา” นายอนุทิน กล่าว

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปราศรัยทิ้งท้ายว่า หากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยได้สส.จะสะท้อนให้เห็นว่าหมดเวลาสำหรับรัฐบาลชุดนี้แล้ว หมดเวลาของพรรคเพื่อไทยในจ.ศรีสะเกษแล้ว เราจะได้มีกินมีใช้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นี่เพียงแค่เริ่มต้น ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ครั้งนี้ก็เดือดพลั่กแล้ว ก่อนจะจึงวันเลือกตั้งรับรองการหาเสียง จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญทั้งสองพรรคใหญ่ และน่าจับตาดูว่าทายาทนักการเมืองคนไหนจะสามารถคว้าชัยชนะที่นั่ง ส.ส.ไปครองได้สำเร็จ ไม่รู้จะชนะด้วยกระแส หรือ กระสุน

ที่แน่นอนผลการเลือกตั้งซ่อมวันอาทิตย์ที่ 10  สิงหาคมนี้  จะเป็นตัวชี้ว่าพรรคเพื่อไทยจะรักษาเก้าอี้แชมป์ได้หรือไม่ หากทำไม่สำเร็จ ย่อมสะท้อนถึงจุดเสื่อม หมดศรัทธา ซึ่งกระทบเสียงรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแน่นอน ศึกเลือกซ่อมสนานนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่ ‘แดงกับน้ำเงิน’ จึงต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดแน่นอน เรียกว่าแบบไม่มีใครยอมใคร และไม่มีใครอยากพ่ายแพ้…สุดท้ายก็อยู่ที่เสียงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขต 5 ศรีสะเกษเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าให้ใครเข้าไปทำหน้าที่ สส.ในสภา

แนวหน้าวิเคราะห์ : ครม.วงศาคณาญาติ บทพิสูจน์‘รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ครม.วงศาคณาญาติ บทพิสูจน์‘รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ครม.วงศาคณาญาติ บทพิสูจน์‘รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ไม่รู้ว่าบทความนี้จะเร็วหรือช้าเกินไป กับประเด็นคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

ที่ว่าเร็วก็เพราะ “ครม.อุ๊งอิ๊งค์2” เพิ่งจะได้เข้ามาทำงาน การวิเคราะห์ก็อาจเป็นเหมือน“ติเรือทั้งโกลน” คือยังไม่ได้ทำอะไรก็รีบตำหนิติติงกันแล้ว

ส่วนที่ว่าช้าก็เพราะว่า ครม.ชุดนี้ต้องเร่งพิสูจน์ผลงานอย่างเร่งด่วน ไม่มีเวลาอุ่นเครื่องหรือลองผิดลองถูกอะไรอีกแล้ว ต้องกระโดดลงมาลุยงานทันที

มาดูกันอีกรอบว่า หน้าตาของ ครม.ชุดนี้เป็นอย่างไร บ้างก็เห็นว่ายังไม่เข้าตานัก และยังมีผู้มองในประเด็นเรื่องของ “นามสกุล” ของแต่ละท่าน ว่าใครมีสายสัมพันธ์ทางวงศาคณาญาติกับใครกันบ้าง

เริ่มที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ไม่ต้องแนะนำอะไรมาก เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหลานสาวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทางการคลัง ลูกชายของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายสมัย ปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เท่ากับว่า ขณะนี้ ทั้งพ่อและลูกยังคงอยู่ในแวดวงการเมืองเหมือนกัน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ลูกชาย นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี  เขาอยู่ในรัฐบาลเพื่อไทยยุคนี้มาตั้งแต่ต้น

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เขาเป็นน้องชายของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้องชายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แต่นายอัครา เป็นรัฐมนตรีที่อยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เธอเป็นลูกสาวของ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือกำนันป้อ อดีต สส. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีต

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ถือเป็นหน้าใหม่ถอดด้าม เขาคนนี้เป็นหลานชายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจมีรัฐมนตรีใน ครม.ชุดนี้ถึง 2 คน นอกจากนี้เขายังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อีกด้วย

นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อายุ 35 ปี ซึ่งน้อยที่สุดใน ครม.ชุดนี้ ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเรื่องอายุของรัฐมนตรีขั้นต่ำไปเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ เป็นลูกชายของ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.พรรคไทยสร้างไทย ซึ่งพรรคอยู่กับฝ่ายค้าน แต่ฉันทวิชญ์ย้ายมาพึ่งพาร่มเงาของพรรคกล้าธรรมมาสักระยะแล้ว ก่อนจะได้โควตารัฐมนตรีดังกล่าว

ทั้งนี้ บุคคลที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตระกูลการเมืองยังมีอีกหลายราย อาทิ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ลูกชายของ นายเสนาะ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย รวมทั้ง นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลูกสาวของนายนิสิต สินธุไพร อดีต สส.ร้อยเอ็ด และ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลูกสาวของนายวิบูล สำเร็จวาณิชย์ อดีต ส.ก.ลาดกระบัง

ขณะที่ ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ของสวนดุสิตโพล “ครม.ชุดใหม่และภาษีทรัมป์” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 พบว่า ประชาชนต้องการให้ ครม.ชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจ ร้อยละ 65.41  ส่วนเรื่องที่กังวลเกี่ยวกับ ครม.ชุดใหม่คือ  อาจมีบุคคลที่ประวัติไม่โปร่งใส ความสามารถไม่ตรงกับงาน ร้อยละ 62.97   ทั้งนี้  เมื่อเทียบกับ ครม.ชุดที่ผ่านมาคิดว่าการทำงานของ ครม.ชุดใหม่อาจจะแย่กว่า ร้อยละ 41.56

ส่วนความเห็นเกี่ยวกับกรณี โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 36% คาดว่าจะกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ร้อยละ 50.04 สุดท้ายมองว่ารัฐบาลไทย ไม่น่าจะเจรจาแก้ไขปัญหานี้ได้ร้อยละ 50.63

ที่ยกมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่จะรีบด่วนสรุปว่า ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง แต่อยากจะสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

ทั้งนี้ การที่ท่านเป็นลูกหลาน ญาติพี่น้องกับคนใหญ่คนโต คนที่มีชื่อเสียง ในแวดวงการเมืองแล้วได้มาทำหน้าที่รัฐมนตรีนั้นไม่ได้เป็นสาระแก่นสารอะไรให้ต้องคิดถึงเลย หากท่านยึดถือในสิ่งสำคัญของการทำงานการเมือง คือทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ ทำอย่างสุจริต ชอบธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ และประชาชนจะยกย่องเชิดชูเกียรติของท่านเอง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าเส้นทางของท่านที่ได้มานั่งในตำแหน่งดังกล่าวมีสายสัมพันธ์กับใคร

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตา!!!ก้าวย่างของ‘เขมร’ หลังเปิดตัวทนายมือ 1 อดีตทีมพระวิหาร

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตา!!!ก้าวย่างของ‘เขมร’ หลังเปิดตัวทนายมือ 1 อดีตทีมพระวิหาร

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตา!!!ก้าวย่างของ‘เขมร’ หลังเปิดตัวทนายมือ 1 อดีตทีมพระวิหาร

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.07 น.

รุกคืบโจมตีไทยต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะชายแดนบริเวณช่องบก นายกรัฐมนตรี “ฮุน มาเนต” ของกัมพูชา ใช้ทั้งสื่อโซเชียล และทุกเวทีที่ไปปฎิบัติภารกิจกล่าวพาดพิง ติติงไทย ยิ่งรัฐบาล โดยกองทัพยกระดับมาตรการขยับเวลาเปิด – ปิดด่าน

“ฮุน มาเนต” สวมวิญญาณเกรียนคีย์บอร์ดโพสต์เฟซบุ๊ก รัวๆ สลับกับ “ฮุน เซน” ผู้พ่อ

ปมพิพาทชายแดน เป็นประเด็นร้อนระหว่างสองประเทศ ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามคลี่คลายสถานการณ์ แต่ยังอึมครึม มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์  เมื่อ “ฮุน มาเนต” ดึงข้อพิพาทชายแดนไปให้ “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” หรือ “ศาลโลก”ตัดสิน และไม่เฉพาะปมขัดแย้งช่องบกเท่านั้น แต่ขยายพื้นที่พิพาทเป็น 3 ปราสาท 1 ดินแดน “ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และสามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก)” ชงให้ศาลโลกพิจารณาด้วย!!! ทำให้โจทย์ยากขึ้น

ท่าทีของนายกฯ “ฮุน มาเนต” หลังนายกรัฐมนตรีไทย “แพทองธาร  ชินวัตร” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ชั่วคราว เหตุจากปมคลิปเสียงสนทนากับอังเคิล “ฮุน เซน” ทำสังคมไทยวิจารณ์กันสนั่นเมือง น่าสนใจ เหมือนไปซดยาชูกำลังจากไหนมาหรือไม่ แข็งกร้าว ดุดัน วิจารณ์ชนิดเก็บทุกเม็ด แม้จะเป็นเรื่องภายในของไทย ก็ไม่เว้น  โพสต์แบบไม่มีพัก!!!

ยกตัวอย่างจากการรายงานข่าวของ Khmer Times นายกฯ ฮุน มาเนต ไปร่วมงานวันประมงแห่งชาติที่จังหวัดตาแก้ว กล่าวย้ำจุดยืนเดิม ไม่ยอมเจรจากับไทย ตราบใดที่ไทยยังไม่ยอมเปิดด่านตามปกติ การแก้ไขสถานการณ์ขึ้นกับฝ่ายไทย เพราะไทยเป็นฝ่ายปิดด่านก่อน กัมพูชาจึงต้องตอบโต้แบบเดียวกัน ถ้าไทยปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็ไม่สามารถบรรลุความไว้วางใจระหว่างกันได้

อีกทั้ง จะรอหารือกับผู้มีอำนาจตัดสินใจของไทย ผู้นำไทยที่มีอำนาจตามกฎหมายอย่างแท้จริง ในการกลับมาเปิดจุดผ่านแดนทุกแห่งตามแนวชายแดน เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติ เหมือนก่อน 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ยืนยันเมื่อใดก็ตามที่ไทยกลับมาเปิดด่านตามปกติ กัมพูชาจะดำเนินการตามภายใน 5 ชั่วโมง

ฮุน มาเนต ประกาศกร้าวอีกว่า “ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และสามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก)” เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการตัดสินสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายเดียว จัดการให้ประชาชนเข้าและออกพื้นที่ การดำเนินการที่เป็นการกีดกันไม่ให้พลเมืองกัมพูชาเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ ถือเป็นการข้ามเส้นแดงและไทยจะได้รับผลกระทบ

ไม่เพียงทำสงครามสาดโคลนผ่านโซเชียล แต่เขมรเปิดฉากสงครามไซเบอร์ “ย้ายหมุดปราสาทตาเมือนธม” ใน Google Map ไปอยู่ฝั่งกัมพูชา เรื่องนี้ ถูกเปิดเผยโดย เพจ “Army Military Force – สำรอง” มีภาพกัมพูชาปักหมุด “ปราสาทตาเมือนธม” ไปอยู่ชายแดนตัวเองเรียบร้อย หวังสร้างหลักฐานเท็จฟ้องสื่อต่างชาติและศาลโลกรวมทั้งหลอกชาวเขมรด้วยกัน ให้เข้าใจผิดว่าปราสาทตาเมือนธมอยู่ในดินแดนกัมพูชามานาน และไทยต้องการรุกราน เพื่อต้องการยึดปราสาทตาเมือนธมดังกล่าว

ถึงวันนี้ นายกฯกัมพูชาเดินเกมกดดันไทยมากขึ้นไปอีกขั้น กับการโพสต์ภาพจับมือกับ “ศ.ฌอง มาร์ก โซเรล” ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส 1 ทั้งยังควบตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านกฎหมายระหว่างประเทศและยุโรปแห่งซอร์บอนน์ (IREDIES) ซึ่งย้อนไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ศ.โซเรล มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้กัมพูชาชนะคดีตีความคำพิพากษาปี 2505 กรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งกลับมาพิจารณาในช่วงปี 2554 – 2556

โดย ศ.โซเรล ทนายความฝ่ายกัมพูชา สู้คดีขณะนั้นว่า รัฐไทยตีความคำพิพากษาเข้าข้างตนเอง ใช้ท่าทีไม่เป็นมิตร ด้วยภาษาและคำพูดที่เสียดสี บิดเบือน เพื่อทำให้เห็นว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของไทย ทั้งพยายามนำเรื่องเขตแดนและการพิพากษามารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง

ย้อนปูมหลังของ ศ.โซเรล ไม่ธรรมดา นอกจากเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับระดับโลก เป็นทนายความ ที่ปรึกษาด้านคดีต่างๆ ในศาลโลก ยังเชี่ยวชาญกฎหมายองค์กรระหว่างประเทศ และ “กฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” ซึ่ง “ฮุน มาเนต”อาจมองว่าจะเชื่อมโยงเรื่องการเปิดด่านปิดด่านกระทบเศรษฐกิจกัมพูชาได้หรือไม่

การเปิดตัว ศ.โซเรล หนึ่งในทีมที่ปรึกษากฎหมายของกัมพูชาครั้งนี้ ล้านเปอร์เซนต์ ที่ฮุน มาเนต จงใจส่งสัญญาณให้ไทยรู้ว่า กัมพูชามุ่งมั่นผลักดันกระบวนการสู้คดี 4 พื้นที่พิพาท ที่ยื่นฟ้องศาลโลกไปแล้ว และสะท้อนอีกว่า กัมพูชาเตรียมตัวมานาน เตรียมการเรื่องนี้มาอย่างดี หวังจะทำ 4 ดินแดนพิพาทล่าสุดนี้ให้สำเร็จ เฉกเช่นคดีเขาพระวิหารหรือไม่

หันมามองรัฐบาลไทย คงต้องปรับแนวทางรับมือข้อพิพาทกับกัมพูชาเสียใหม่หรือไม่ อย่างไร

การที่เราท่องย้ำซ้ำๆจะดึงปัญหามาไว้บนโต๊ะเจรจาทวิภาคีในภูมิภาค แต่การเคลื่อนไหวของเขมรตอนนี้ บอกได้ชัดว่า “ไม่เอาด้วยแล้ว” แน่นอน ตั้งเป้าไปศาลโลกอย่างเดียว

แล้วเราจะยังมานั่งกอดโต๊ะเจรจา “เจบีซี – จีบีซี – อาร์บีซี” อยู่หรือ

พึงระลึกถึงกรณี “เขาพระวิหาร” ไว้ให้มั่น

จะได้ไม่เดินไปซ้ำรอยอีก!!!

– ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : รัฐบาล‘เพื่อไทย’ถอย‘กาสิโน’ ดัน‘นิรโทษกรรม’แค่ถอยอำพราง รอเวลาลุยต่อ

แนวหน้าวิเคราะห์ : รัฐบาล‘เพื่อไทย’ถอย‘กาสิโน’ ดัน‘นิรโทษกรรม’แค่ถอยอำพราง รอเวลาลุยต่อ

แนวหน้าวิเคราะห์ : รัฐบาล‘เพื่อไทย’ถอย‘กาสิโน’ ดัน‘นิรโทษกรรม’แค่ถอยอำพราง รอเวลาลุยต่อ

วันพุธ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ยังร้อนแรงต่อเนื่องส่งผลถึงการทำงานในสภาที่เปิดสมัยประชุมในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จับตาเกมการเมือง รัฐบาล แพททองธาร ชินวัตร ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยหลังประชุมวิปรัฐบาล ตัดสินใจถอย เลื่อน ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. หรือ ร่างกฎหมายเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่พ่วงกาสิโน ที่มีสาระสำคัญคือ การเปิดทางให้มีกาสิโนถูกกฎหมาย ซึ่งบรรจุเป็นเรื่องแรกออกไปก่อน แล้วดัน กลุ่มร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ขึ้นมาพิจารณาก่อน เป็นสัญญาณทางการเมืองที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการคำนวณผลกระทบทางการเมืองในระดับเชิงลึก

ดังนั้น หากเปิดสมัยประชุมสภา แล้วรัฐบาลยังดันทุรังเดินหน้าเร่งพิจารณาร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร เอาให้ได้ตามที่เคยประกาศเอาไว้ อาจจะเป็นการเติมเชื้อไฟให้“กลุ่มมวลชนม็อบหลากสี”จุดกระแสติดอีกทั้งกลายเป็นเงื่อนไขปลุกยกระดับเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลขึ้นทั่วประเทศทุกพื้นที่ทุกจังหวัด

เพราะจะเจอแรงต้านจาก“พรรคฝ่ายค้าน”ทั้ง“พรรคประชาชน”และ“พรรคภูมิใจไทย”ที่ประกาศไม่สนับสนุนร่างกฎหมายการประกอบสถานบันเทิงครบวงจร ที่พ่วงกาสิโน รวมจาก“ม็อบต้านกาสิโน”ที่ขณะนี้กลายเป็นมวลชนร้อยสาย ไหลรวมไปเป็น“คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย”

เป็นไปได้ว่าเกิดจากรัฐบาลประเมินสถานการณ์ว่ากระแสต้านจากกลุ่มศาสนา กลุ่มแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม กำลังร้อนแรงและมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น หากปล่อยให้กลายเป็นม็อบขนาดใหญ่กดดันรัฐบาล โดยเฉพาะการปิดล้อมทำเนียบฯหรือชุมนุมยืดเยื้อ จุดชนวนการเมืองศีลธรรมก็อาจนำไปสู่“วิกฤตรัฐบาล”ได้เร็วอย่างไม่คาดคิด

เรื่องนี้“วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาล” ระบุว่า จะเลื่อนร่างกฎหมายเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ออกไปก่อน เพราะต้องรอให้รัฐบาลชี้แจงกับประชาชนถึงรายละเอียดของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นกาสิโนที่บัญญัติไว้ในร่างกฎหมายที่มีเพียงส่วนน้อย แต่ถูกตีรวนจากผู้เห็นต่าง

เหมือนอย่าง“มนพร เจริญศรี”รมช.คมนาคม”เป็นตัวแทนวิปของคณะรัฐมนตรีบอกว่าเมื่อเลื่อนร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจรออกไปก่อน จะถึงคิวร่างกฎหมายกลุ่มว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือนิรโทษกรรม ที่ได้สิทธิพิจารณาทันที

นี่เป็นภาพความชัดเจนของวิปรัฐบาลปรับกลยุทธ์เกมในสภา หวังลดกระแสต่อต้าน และไม่ต้องการสร้างประเด็นปัญหาเพิ่มให้รัฐบาลโดยตรง ในขณะที่ปัจจุบัน รัฐบาล แพทองธาร กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าทั้งภายนอสภา  มวลชนเคลื่อนไหวและภายในสภา  

ถือเป็นกลยุทธ์ที่รัฐบาลวางหมากไว้ เพื่อเปลี่ยน“ศัตรู”มาเป็นแนวร่วม ผ่านการสมประโยชน์ในสภา

เพราะกลุ่มร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ถือเป็นกฎหมายการเมืองที่“แกนนำม็อบ-มวลชน”ที่ล้วนมีคดีติดตัวจากการชุมนุม ต้องการถอนชนักปักหลังไว้  

ล้วนจะได้จากผลพวงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง เสนอโดย“สส.พรรคประชาชน”เมื่อครั้งยังเป็น“พรรคก้าวไกล”และร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน เสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง36,723คน ซึ่งกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ เน้นไปที่มวลชนที่ต้องคดีมาตรา 112 อาจเอื้อประโยชน์ต่ออดีตผู้นำบางรายที่ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอย่างเช่นทักษิณ ชินวัตร

แต่เกมสภายังอาจมีปัจจัยแทรกซ้อนได้เสมอ หากรัฐบาลเพลี้ยงพล้ำได้ทุกเมื่อ เพราะยังมีกฎหมายสำคัญรอพิจารณาอยู่ อาจถูกพรรคฝ่ายค้าน ยืมพลังแฝง มารุมถล่มในสภา

รัฐบาลต้องทำทุกอย่างเพื่อลดแรงเสียดทาน ประคองเสถียรภาพรัฐบาลในระยะสั้น เพราะรัฐบาลยังต้องรับมือกับปัญหาอื่นๆที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ความขัดแย้งภายในพรรคร่วม

แม้จะถอยในระยะสั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลจะถอนร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ออกจากสารบบโดยสิ้นเชิง รัฐบาลหลายคนยังยืนยันว่าร่างนี้“ยังอยู่ในวาระการผลักดัน”เพียงแค่รอโอกาสและจังหวะที่เหมาะสมมากกว่า เช่นหลังการเปลี่ยนแปลงครม.ที่จะปรับภาพลักษณ์รัฐบาลหรือหลังสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย เพื่อให้ประชาชนยอมรับข้อเสนอเชิงธุรกิจใหม่ๆได้ง่ายขึ้น

ความเคลื่อนไหวรัฐบาลครั้งนี้ อาจไม่ใช่การถอยถาวร แต่เป็นการวางหมากระยะยาวภายใต้กลยุทธ์ลดแรงต่อต้านชั่วคราว เพื่อเดินเกมต่อ เมื่อจังหวะโอกาสพร้อม สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ยอมแพ้ต่อเป้าหมายใหญ่ที่วางไว้ เพียงแค่กำลังรอจังหวะให้เหมาะสมเท่านั้น

ดังนั้น ประชาชน จึงไม่ควรวางใจ เพราะ “การถอยวันนี้ อาจเป็นเพียงจังหวะเพื่อบุกวันหน้า” และร่างกฎหมายคาสิโน อาจกลับมาทันทีที่ประชาชนเผลอ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

แนวหน้าวิเคราะห์ : หลอน‘รัฐประหาร’ รบ.ยันฝ่ายค้านกับอาการหลังชุมนุมใหญ่

แนวหน้าวิเคราะห์ : หลอน‘รัฐประหาร’ รบ.ยันฝ่ายค้านกับอาการหลังชุมนุมใหญ่

แนวหน้าวิเคราะห์ : หลอน‘รัฐประหาร’ รบ.ยันฝ่ายค้านกับอาการหลังชุมนุมใหญ่

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.12 น.

การชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยไทย ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมาได้มีการประกาศ 3 ข้อเรียกร้องหลัก ที่สั้นๆ ได้ใจความ แต่อาจไม่ง่ายสำหรับผู้ที่ถูกเรียกร้องบางคน

1. ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งทันที

2. ขอให้พรรคร่วมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลทันที

3. การแสดงจุดยืนของมวลชนเพื่อแสดงพลังปกป้องอธิปไตยไทย

การปราศรัยบนเวทีจากหลากหลายแกนนำ ได้มีเนื้อหาโจมตี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงพูดคุยกับ สมเด็จฮุน เซน และมีการพาดพิงไปถึงกองทัพ ซึ่งมองว่า ได้ทำให้นายกฯ หมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศไปแล้ว

ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมครั้งนี้ มีจำนวนมากมายมหาศาลจริง ถือเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีฝนตกลงมา แต่ผู้ชุมนุมก็สู้กันอย่างสุดใจ ลบคำปรามาสก่อนหน้าการชุมนุมว่า จะมีคนเข้าร่วมชุมนุมน้อย แค่เพียงหลักพันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเวทีคู่ขนานจัดกิจกรรมในหลายจังหวัดควบคู่กันไปอีกด้วย

การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นการรวมกันของแกนนำระดับหัวกะทิที่มีประสบการณ์สูง และมีผู้สนับสนุนมากมาย จะเห็นได้ว่า มีประชาชนออกมาร่วมแสดงพลังกันอย่างล้นหลาม

เป็นการชุมนุมที่ปักหลักอยู่กับที่ แต่หากเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยแล้วละก็ น่าจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลได้มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในครั้งนี้ ก็ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังรัฐบาลได้ไม่น้อย

เห็นได้จาก นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าการชุมนุมเป็นการแสดงออกเป็นสิทธิตามกฎหมาย และเป็นการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย โดยปราศจากความรุนแรง ปราศจากอาวุธและชอบด้วยกฎหมาย แต่สิ่งที่พรรคเป็นห่วงคือเนื้อหาการปลุกระดมของแกนนำบางท่านที่มีการพูดถึงการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่อาจจะรับได้

เช่นเดียวกับ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า การชุมนุมที่ผ่านมา เป็นสิทธิในการแสดงออกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้  แต่ในส่วนของเนื้อหาการปลุกระดมและปราศรัยของแกนนำผู้ชุมนุมนั้น มีหลายคนที่ เรียกร้องหารถถังบนเวที เป็นสิ่งที่คนไทยและประเทศไทย ไม่อาจยอมรับได้ แกนนำหลายคน ในอดีตปากเคยบอกว่าขอต่อสู้กับการปฏิวัติรัฐประหารจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่การขึ้นเวทีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าเป็นอย่างไร จึงขอเรียกร้องให้คนไทยทั้งประเทศ ร่วมกันต่อต้านแนวทางดังกล่าว และรู้ทันบุคคลเหล่านี้

เป็นธรรมดาที่พรรคการเมืองฝั่งรัฐบาลจะต้องสะดุ้งสะเทือนกับการชุมนุมเรียกร้องให้”นายกฯ ลาออก – พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว” แต่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนก็กลับอยู่นิ่งเฉยไม่ได้เช่นกัน โดยได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นโดยสรุปได้ว่า แม้ผู้ชุมนุมจะมีข้อเรียกร้องที่เป็นไปตามปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่การปราศรัยของแกนนำบนเวทีบางคนกลับมีเนื้อหาที่เปิดทางให้กับการรัฐประหาร รวมถึงมีการปลุกปั่นกระแสชาตินิยมที่เกินเลยขอบเขต

พรรคประชาชนจึงขอประณามการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนถอนตัวจากการสนับสนุนคณะรวมพลังแผ่นดินที่มีแกนนำบางคนมีเจตนาสนับสนุนการรัฐประหารและการแทรกแซงการเมืองด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตย

พรรคประชาชนทิ้งท้ายเช่นเดิมว่า ทางออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ที่ดีที่สุด คือการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้แก่ประชาชน เพื่อให้อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นผู้กำหนดอนาคตของบ้านเมืองด้วยตนเองว่าต้องการผู้นำและรัฐบาลใหม่แบบไหน

แน่นอนว่า พวกเขามองถึงโอกาสในการชนะการเลือกตั้งหากยุบสภาในเร็ววันนี้

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม บอกว่าการชุมนุมครั้งนี้ เป็นสิทธิในการแสดงออกของประชาชนที่สามารถทำได้ รัฐบาลยินดีรับฟัง และการชุมนุมยังไม่ได้มีอะไรที่เป็นปัญหาร้ายแรง ส่วนกรณีที่พรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ไม่ยินยอมให้ใครฉวยโอกาสเอาความผิดพลาดล้มเหลวของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมาเปิดทางให้กับการรัฐประหาร หรือการแก้ปัญหาการเมืองด้วยวิถีทางที่ขัดต่อประชาธิปไตยอีก อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน แต่เชื่อว่าทุกคนไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร

“ทหารเข้าใจอยู่แล้ว เพราะเป็นทหารอาชีพ เป็นทหารภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เขาปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กติการัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เท่าที่ได้อยู่กับทหาร ทหารก็เป็นทหารสมัยใหม่ ที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ขณะที่เรื่องอธิปไตยทหารยอมไม่ได้ รัฐบาลก็ยอมไม่ได้เช่นเดียวกัน”

ดูแล้วพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยยังมีความกังวลในเรื่องนี้น้อยกว่าพรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเสียอีก

ส่วน เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้ออกมาแถลงการณ์ชี้แจงว่า พรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลกำลังกล่าวหาประชาชนที่ออกมาชุมนุมว่าสนับสนุนรัฐประหาร โดยยืนยันว่าแนวทางของ คปท.ไม่เคยเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหารจากกองทัพใดๆ ทั้งสิ้น แต่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อคำพูด และให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว และการที่ คปท.ยืนเคียงข้างกองทัพปกป้องอธิปไตยของชาติ ก็ไม่ได้มีความหมายถึงการรัฐประหารแต่อย่างใด

สุดท้ายก็ไม่รู้ว่ามีบางคนกลัวคำว่า“รัฐประหาร”มากเกินไปจนเกิดอาการหลอนขึ้นมาหรือเปล่า

ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ’ผู้นำ’ไร้สำนึก ‘รักบ้านเกิดเมืองนอน????’ ‘รั้วของชาติ-ประชาชน’จึงต้องรับบทหนัก

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ'ผู้นำ'ไร้สำนึก 'รักบ้านเกิดเมืองนอน????' 'รั้วของชาติ-ประชาชน'จึงต้องรับบทหนัก

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ’ผู้นำ’ไร้สำนึก ‘รักบ้านเกิดเมืองนอน????’ ‘รั้วของชาติ-ประชาชน’จึงต้องรับบทหนัก

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เกาะติดข่าวเด่นประเด็นร้อน จากกรณีเหตุปะทะ “ช่องบก” ชายแดนไทย-กัมพูชา ยาวมาจนถึงกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย “แพทองธาร  ชินวัตร” กับอดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภาของกัมพูชา “สมเด็จฮุน เซน”  เมื่อถูกเผยแพร่แชร์ให้ว่อนโซเชียลและสื่อหลักมาหลายสัปดาห์ บอกได้คำเดียวว่า  เป็นการสาดน้ำมันลงกองไฟชัดๆ  สถานการณ์ชายแดนไทย-เขมรที่อึมครึมอยู่แล้ว ยิ่งตึงเครียดเขม็งเกลียว บานปลาย 

ปลุกกระแสรักชาติ คนไทยทุกหมู่เหล่าลุกขึ้นมาปกป้องแผ่นดินแม่ดั่งไฟลามทุ่ง  เพราะใครได้ฟังคลิป “อังเคิลฮุน” กับ “หลานอิ๊งค์” แล้ว ก็มีอันต้องร้อง  เฮ้ย!!!  มันขนาดนี้เลยหรือ  พูดภาษาที่ชาวบ้านเขาวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบตั้งคำถามกันสนั่นเมืองคือ เสนอแผ่นดินให้เขาเลยรึ?  

ยิ่งในเวลาไม่นานหลังคลิปสะพัด นายกฯอิ๊งค์มาแถลงยอมรับว่า คลิปเสียงสนทนา 9 นาที ระหว่างตัวเธอกับฮุน เซน เมื่อ 15 มิถุนายนเป็น “คลิปจริง”  มีคนกลางที่น.ส.แพทองธาร เรียกว่า “พี่ฮวด” เป็นล่ามแปลภาษาระหว่างการสนทนาของนายกฯแพทองธารพูด กับฮุน เซน

ถัดมา 24 มิถุนายน นายกฯหญิงของไทย ยังให้สัมภาษณ์แบบเชื่อมั่นในตัวเองอยู่ ถึงแม้จะมีกลุ่ม สว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาคำร้องเอาผิดประเด็นดังกล่าว   “ดิฉันเองก็ไม่ได้อะไร และไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหายอะไร”  กลายเป็นการเรียกทัวร์มาจอดไม่พัก หนักขึ้นไปอีก

แถมยังประกาศว่า เดินหน้านำพารัฐบาลไปต่อ ไม่ลาออก-ไม่ยุบสภาใดๆ  จะทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ครบวาระ!!!

สถานการณ์ไทย-เขมรอึมครึมต่อเนื่อง แม้จะดึงปัญหาพิพาทขึ้นมาถกบนโต๊ะเจรจา “เจบีซี”แล้ว แต่ไม่เป็นผล  นายกฯกัมพูชา “ฮุน มาเนต”  ผู้ลูก กับ “ฮุน เซน” อดีตนายกฯ ผู้พ่อ ประกาศลั่นรุกไล่ไทยทุกวัน ย้ำจุดยืนลากข้อพิพาทไปให้ถึง “ศาลโลก”  ขยายพื้นที่อ้างสิทธิ์เป็น  “3 ปราสาท  1 ดินแดน”  ขณะที่นายกฯอิ๊งค์ ผู้นำรัฐบาลถูกตั้งคำถามมากมายจากทั่วสารทิศว่า ทำไมไม่แข็งข้อ แถลงตอบโต้เขมรไปบ้าง มีแต่ท่องคำย้ำซ้ำๆยึด “สันติภาพ”

ทำเอากลุ่มประชาชน อดีตนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวสุดทน เปิดตัวจับมือตั้งกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน” นัดชุมนุมขับไล่ผู้นำจากตระกูลชินวัตร รุ่น 3 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 28 มิถุนายน   พร้อมเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ขณะที่นายกฯอิ๊งค์เลี่ยงตอบประเด็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน หรือท่าทีของอังเคิล “ฮุน”ที่ไม่มีวี่แววจะหยุดทำสงครามจิตวิทยาเขย่าไทยรายวัน  มีเพียงรอยยิ้มเป็นคำตอบ

อีกด้านความเคลื่อนไหวของแม่ทัพภาคที่ 2   “บิ๊กกุ้ง – พล.ท.บุญสิน พาดกลาง”  ที่ทำหน้าที่รั้วของชาติเฝ้าชายแดนอย่างเข้มงวด พร้อมกับเดินสายทำบุญไปมอบพระบูชาองค์ใหญ่ให้วัดต่างๆในจังหวัดชายแดนอีสานต่อเนื่อง  ไปแต่ละงานแต่ละวัด จะมีชาวบ้านรอให้กำลังใจเนืองแน่น มอบดอกกุหลาบสีแดง ผูกผ้าขาวม้า ขอถ่ายรูปเซลฟี่ ส่งเสียงให้กำลังใจทั้งมทภ.2 และทหารในแนวหน้ากระหึ่ม

ซึ่งทุกครั้งที่ “บิ๊กกุ้ง” ปรากฏตัวท่ามกลางชาวบ้าน บางช่วงบางตอน แม่ทัพภาคที่ 2 จะกล่าวกับผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านที่มารอต้อนรับด้วยภาษาอีสาน แบบนุ่มลุ่มลึกตามสไตล์สุภาพบุรุษชาตินักรบว่า  ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลเป็นห่วงเรื่องชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 จะดูแลเอง ขอให้คนไทยทุกคนมั่นใจว่า ประเทศชาติเรามั่นคงแน่นอน แนวชายแดนไทยจะไม่เสียดินแดนให้ใคร และยืนยันว่า สถานการณ์ชายแดนตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วง ไม่ได้ตึงเครียด  แต่กำลังพลชายแดนเตรียมพร้อมเต็มที่  ขอย้ำให้ประชาชนมั่นใจ ประเทศไทยของเราปลอดภัยไม่เสียดินแดนแน่นอน ตอนนี้ขวัญกำลังใจของทหารแนวหน้าดีมาก ขอบคุณคนไทยทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้….

ใครที่เสพข่าวพิพาทไทย-เขมรมาถึงตอนนี้ คงเข้าใจได้ไม่ยากถึงการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน” และคนไทยอีกจำนวนมาก  รวมถึงเหตุที่นายกฯแพทองธารถูกกระแสสังคม โลกโซเชียลโจมตีไม่มีพัก   ขณะที่กำลังใจหลั่งไหลไม่ขาดสายถึงทหารแนวหน้า ภายใต้การนำของ “มทภ.2”  ที่แสดงจุดยืนสำนึก “รักบ้านเกิดเมืองนอน” เข้มแข็งขันมาตลอด   ภายใต้ความสุภาพอ่อนน้อม แต่แฝงความแข็งกร้าวไม่ยอมใครมารุกราน ช่วงชิง หรือหลู่เกียรติภูมิศักดิ์ศรีแผ่นดินไทย แผ่นดินเกิดได้   ถ้าจำเป็นต้องรบก็รบ!!!

อย่างว่า เมื่อ “ผู้นำ” ไม่ได้แสดงจุดยืนท่าทีที่ชัดเจน “รั้วของชาติ” จึงต้องเหนื่อยหนักเครียด ทำหน้าที่ให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม…  

แนวหน้าวิเคราะห์ : ไม่ลาออก-ไม่ยุบสภา ยังดื้อเดินหน้าท้าวิกฤต

แนวหน้าวิเคราะห์ : ไม่ลาออก-ไม่ยุบสภา ยังดื้อเดินหน้าท้าวิกฤต

แนวหน้าวิเคราะห์ : ไม่ลาออก-ไม่ยุบสภา ยังดื้อเดินหน้าท้าวิกฤต

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เรียกได้ว่า ในช่วงแรกออกอาการเจ็บหนักถึงขั้นสะบักสะบอมไปเลยทีเดียว สำหรับ “อุ๊งอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย หลังจากที่มีการปล่อยคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา และอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ออกมาให้สังคมได้รับรู้โดยทั่วกัน

สิ่งที่ควรจะเป็นความลับหลังไมค์ กลายเป็นเรื่องที่ใครก็รู้ ซึ่งมันชัดแจ้งถึงท่าทีที่อ่อนน้อมของนายกฯไทย ที่มีต่อผู้ยิ่งใหญ่ในฝั่งกัมพูชา ที่เรียกได้ว่า ยอมทุกอย่าง อยากได้อะไรก็ขอให้บอก ในช่วงที่ไทยและกัมพูชามีประเด็นขัดแย้งกัน

คลิปเสียงที่หลุดออกมานั้นได้สร้างกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในสังคมไทย มีเสียงเรียกร้องจากหลายๆ ฝ่ายให้นายกฯ เจนวาย แสดงความรับผิดชอบจากคำพูดของตนเอง

บางฝ่ายต้องการให้ลาออก แล้วเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาเป็นนายกฯ แทน บางฝ่ายก็ขอให้ยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเฟ้นหาผู้นำคนใหม่

บ้างก็เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกมาจากการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี

เรียกว่าตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ ฝั่งนายกฯอิ๊งค์และทีมงานตั้งตัวกันแทบไม่ทัน ได้แต่คอยตั้งรับปัดป้องกระแสโจมตีที่ถาโถมเข้าใส่ จนถูกมองว่า ไม่น่าไปต่อได้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งอาจมีผลกระทบสั่นสะเทือนไปถึงความมั่นคงของรัฐบาลชุดนี้อีกด้วย

ก็คิดกันว่า นายกฯ แพทองธาร อาจเลือกทางที่เจ็บน้อยที่สุด ด้วยการเสียสละตัวเองออกจากตำแหน่งเพื่อให้พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนการยุบสภาฯ ก็ดูจะเสี่ยงเกินไป เพราะในขณะที่กระแสความนิยมของเพื่อไทยลดลง แต่ของค่ายอื่นๆ กลับขยับขึ้นสวนทางกัน อันเนื่องมาจากกรณีคลิปเสียงดังกล่าว

สุดท้าย แพทองธาร เลือกที่จะสู้ต่อ

ดังนั้น สิ่งที่ทำอย่างเร่งด่วนก็คือ การแก้ไขสถานการณ์ในส่วนที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยให้ทุเลาลง

โดยนายกฯ ได้แถลงข่าวขออภัยประชาชนในกรณีที่มีคลิปเสียงที่คุยกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และทำให้เกิดความไม่สบายใจ และได้คุยกับกองทัพและ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว และกองทัพก็รับฟัง วันนี้ไม่มีเวลามาทะเลาะกันเอง เราต้องร่วมปกป้องอธิปไตยของเราไว้ รัฐบาลยินดีสนับสนุนกองทัพทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำร่วมกัน

ต่อมา นายกฯ ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจเยี่ยมให้กำลังใจ กำลังพลกองกำลังสุรนารี และมอบสิ่งของบำรุงขวัญ ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งในครั้งนี้ นายกฯ ได้กล่าวขอโทษแม่ทัพภาคที่ 2 อย่างเป็นทางการหลัง หลังกล่าวพาดพิงในคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ทำให้สถานการณ์ที่ดูตึงเครียดได้บรรเทาเบาบางลง

ในส่วนของการเมือง หลังพรรคภูมิใจไทยประกาศแยกทางกับเพื่อไทย จากพรรคร่วมรัฐบาลออกไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็ทำให้เพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลต้องปรับกระบวนทัพกันใหม่ เพราะอยู่ในสถานการณ์เสียง สส.เกินระดับปริ่มน้ำไปไม่มาก ดังนั้นจึงต้องเร่งเติมเสียงให้ขึ้นมาอยู่ในโซนปลอดภัยให้อุ่นใจเสียก่อน

จะตกรางวัลกันอย่างไรก็เป็นรายละเอียดของแต่ละพรรค แต่ละก๊วนที่จะตกลงกัน ก็อาจเป็นทีของพรรคเล็กๆ บ้าง

โดยพรรคเพื่อไทยระบุถึงเหตุผลที่นายกฯ และรัฐบาลต้องอยู่ต่อ ก็เพื่อเร่งเดินหน้ายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.สถาบันบันเทิงครบวงจร รวมทั้งกฎหมายเพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทยอีกหลายประการ

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขเฉพาะหน้าจนผ่านพ้นไปได้ พรรคเพื่อไทยนำรัฐบาลเดินหน้าต่อ แต่จะไปได้อีกนานเท่าไหร่ ก็ยังต้องรอดูคำตอบกัน เพราะตอนนี้สถานการณ์ต้านรัฐบาลก็ยังไม่นิ่ง ยังคงมีท่าทีที่แข็งกร้าวจากกลุ่มที่ไม่พอใจการบริหารงานของนายกฯ ที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่พร้อมเดินหน้าขับไล่ และการยื่นถอดถอนนายกฯ ออกจากตำแหน่งเพราะเห็นว่าไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว รวมทั้งยังมีสิ่งที่สะท้อนถึงความเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาลชุดนี้ของประชาชนที่แสดงออกมาในโลกออนไลน์

ประเด็นเรื่องคลิปเสียงในครั้งนี้ถือเป็นแผลลึกเลยก็ว่าได้ ซึ่งผู้คนจะจดจำเรื่องนี้ไปอีกยาวนาน ดังนั้น จะเป็นสิ่งที่คอยเตือนให้นายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ต้องทำงานให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ว่า สิ่งที่พร่ำพูดว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาตินั้นเป็นเรื่องจริง

แต่สุดท้ายนั้น ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง

ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ปรับ ครม.นั้นดีแน่ ถ้าปรับแก้เพื่อประชาชน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ปรับ ครม.นั้นดีแน่ ถ้าปรับแก้เพื่อประชาชน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ปรับ ครม.นั้นดีแน่ ถ้าปรับแก้เพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 09.52 น.

เป็นที่คาดกันว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องให้ติดตามกันเป็นระยะว่า จะปรับอย่างไร ใครจะไปอยู่ตรงไหน มีหน้าใหม่เข้ามาเป็นใครบ้าง รวมทั้งท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลว่าคิดเห็นเช่นไร พอใจหรือไม่

แน่นอนว่า กระทรวงใหญ่จะต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งในนาทีนี้ก็คือ กระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลโดยพรรคภูมิใจไทย ของ เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่พรรคเพื่อไทย ก็ต้องการที่จะดึงกระทรวงนี้ไปดูแลเอง จนกลายเป็นข่าวดังที่สังคมให้ความสนใจอย่างยิ่ง

ที่ชัดเจนก็คือ การประกาศของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ว่า พรรคเพื่อไทยควรได้คุมกระทรวงมหาดไทย เพราะถือเป็นกระทรวงหลักในการนำนโยบายไปถึงประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำงานให้เต็มที่ จนเกิดเป็นประเด็นข่าวใหญ่ของสองพรรคการเมือง

มีข่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยเร่งจัดการเรื่องปรับ ครม.เต็มที่ โดยหวังจะคลอดโผ ครม.ใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้

อย่างไรก็ตาม ทักษิณเองก็ออกอาวุธได้ไม่ถนัดถนี่เท่าไรนัก เนื่องจากตนเองยังมีเรื่องที่ยังคาราคาซังอยู่ คือปมชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่มีคำตอบชี้ขาด โดยได้อนุญาตให้ นายทักษิณ ขยายเวลาส่งเอกสารประกอบการไต่สวนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2568 พร้อมเรียกสอบพยานเพิ่มอีก 20 ปาก มีทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ

แม้จะยังไม่พ้นจากสถานการณ์ลุ้นระทึก แต่นั่นก็ทำให้นายใหญ่ยังพอมีเวลาเพิ่ม ที่จะเดินหน้าชิงความได้เปรียบเหนือพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นในช่วงที่ยังคงมีแต้มต่อทางการเมือง จึงคาดกันว่า จะเห็นความชัดเจนในการปรับ ครม. เร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นช่วงสัปดาห์นี้เลยก็เป็นได้

เพราะเวลามีจำกัด จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ ก่อนที่จะมีคำตัดสินในคดีป่วยทิพย์ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้วิธีหักกันแบบซึ่งหน้า กระชากกระทรวงมหาดไทยออกมาจากอกพรรคภูมิใจไทย เพราะทางนั้นเขาก็มีความชัดเจนว่าไม่ยอมง่ายๆ อยู่แล้ว ถึงขั้นที่ เสี่ยหนูประกาศชัดเจนว่า หากถูกปรับออกจากตำแหน่ง ก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

เพื่อไทยจึงต้องชั่งใจว่าจะเอายังไงดี จะกล้าลุยแบบแตกหักไปเลย หรือว่าจะเลือกมองข้ามรอยร้าว ทำเหมือนไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน แล้วประคองร่างพรรคร่วมรัฐบาลไปให้ถึงฝั่งก่อน เรื่องปรับ ครม.ก็อาจจะเป็นแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ไม่ให้มีปัญหาภายในวงพรรคร่วมรัฐบาล

เรื่องของสองพรรคใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ในรัฐบาลชุดนี้ เอาเข้าจริงทั้งคู่ก็คงไม่อยากแตกหักกันหรอก ถ้ามีทางเลือกที่ละมุนละม่อมกว่านั้น เพราะก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่

แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายจะคุยกันลงตัวหรือไม่ และจะเลือกทางไหน

เรื่องการปรับ ครม.ในส่วนของฝ่ายการเมือง ก็มีเหตุผลทางการเมือง ทีนี้มาดูความคิดเห็นของประชาชนกันบ้าง

ข้อมูลจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็น “คนไทยต้องการปรับ ครม.หรือไม่” ของ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.6 ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยน ครม. ซึ่งได้สะท้อนถึงความไม่พอใจในประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง การขาดภาวะผู้นำ และความชัดเจนในการบริหาร การไม่ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ รวมถึงปัญหาด้านการทุจริต ความไม่โปร่งใส และการไม่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการและคุณภาพชีวิต รวมทั้งปัญหาเฉพาะพื้นที่ อย่างปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นต้น

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ คำถามที่ว่า กระทรวงใดที่ประชาชนต้องการให้มีการปรับ ครม.มากที่สุด 5 อันดับ พบว่า กระทรวงกลาโหม มาเป็นอันดับ 1 จากการโหวตของผู้ตอบแบบสำรวจมากถึงร้อยละ 46.75 ตามมาด้วยอันดับที่ 2 กระทรวงการคลัง ร้อยละ 41.86 อันดับที่ 3 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร้อยละ 38.26 อับดับที่ 4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 28.93 อันดับที่ 5 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 27.89 ซึ่งใกล้เคียงกันมากกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 27.88

ส่วนกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ท่ามกลางการแย่งชิงของสองพรรคใหญ่ มาในอันดับที่ 12 จากผลโหวตร้อยละ 18.03

เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับมุมมองของ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เกี่ยวกับผลของมหิดลโพลเรื่องการปรับ ครม. ที่มีคำแนะนำว่าหากต้องการทำเพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงก็ให้นำโพลล่าสุดไปประเมิน เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง โพลที่ออกมาเป็นตัวช่วยชั้นเลิศ รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรแล้ว แค่ฟังเสียงประชาชนและอ่านโพลให้เป็นเท่านั้น

ถ้าจะปรับ ครม. ก็ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนไม่ใช่ปรับ เพื่อตอบสนองทางการเมือง เล่นเกมอำนาจโดยไม่เห็นหัวพี่น้องคนไทย อย่าใช้โอกาสในการปรับ ครม. เพื่อสนอง ผลประโยชน์ของตัวเอง ทั้งในเรื่องของการเลือกตั้งและเรื่องนโยบายกาสิโน ต้องใช้โอกาสในครั้งนี้ ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ผลโพลที่ออกมาบอกปัญหาของรัฐบาลไปหมดแล้วว่ากระทรวงไหนต้องรีบแก้ไข

“สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงและปัญหาชายแดนในตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับกระทรวงที่อยู่ในข่ายซึ่งประชาชนต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด จำเป็นแล้วที่ผู้มีอำนาจจะต้องฟังเสียงประชาชน และเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องคนไทย อย่าเล่นการเมืองจนทั้งประเทศต้องเสียผลประโยชน์”

สรุปว่าชัดเจนตามนั้น