แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตา’ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย’ แม่ทัพใหญ่นำถก ‘เจบีซี ไทย-เขมร’

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตา'ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย' แม่ทัพใหญ่นำถก 'เจบีซี ไทย-เขมร'

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตา’ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย’ แม่ทัพใหญ่นำถก ‘เจบีซี ไทย-เขมร’

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

                 หลังเกิดการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานีเมื่อ 28 พฤษภาคม  เหตุจากทหารกัมพูชาเข้ามาขุดคูเลตในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ฝ่ายทหารไทยจัดชุดเข้าไปเจรจา แต่ไม่เป็นผล ทหารกัมพูชาเริ่มใช้อาวุธ ทำให้ทหารไทยต้องตอบโต้ กลายเป็นข้อพิพาทบานปลายยาวถึงปัจจุบัน เพราะหลังจากเหตุดังกล่าว ฝ่ายกองทัพและรัฐบาลกัมพูชาแสดงท่าทีแข็งกร้าวประกาศปกป้องอาณาเขตตัวเอง  พร้อมประณามไทย  และถึงแม้มีการพูดคุยระดับ “ผู้บัญชาการทหารบก” (ผบ.ทบ.) ไทย-กัมพูชา ได้ข้อสรุป 2 ข้อหลักคือ ให้แก้ปัญหาผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาหรือเจบีซี และบรรลุข้อตกลงในการถอนกำลังออกจากจุดปะทะ  และคงกำลังอยู่ในที่ตั้งเดิมรอผลประชุม JBC

                แต่ห่างกันเพียงวันเดียว อดีตนายกฯ “ฮุน เซน” กลับออกมาโพสต์เฟซบุ๊กยืนยันพื้นที่ “สามเหลี่ยนมรกต” เป็นดินแดนของกัมพูชา มีทหารประจำการมาตลอด ยืนยันไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่  และระบุด้วยว่า ถ้ายังไม่ได้ข้อยุติ จะไปยื่นเรื่องให้ศาลโลกตัดสิน

                เวลาไล่เลี่ยกัน  “ฮุน  มาเนต” นายกฯกัมพูชาโพสต์ข้อความเรียกร้อง ให้กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมเจบีซีกับไทยเป็นการด่วน  แต่ก็ผุดประเด็นใหม่ โดยเพิ่มวาระเรื่องการนำพื้นที่พิพาทอีก 4 จุดคือ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาเมือนโต๊ด  ปราสาทตาควาย กับพื้นที่มอมเบย หรือพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต  ยื่นฟ้องศาลโลกตัดสินชี้ขาดเรื่องความเป็นเจ้าของ   และจะให้คุยในเวทีเจบีซีด้วย!!

                ท่าทีของผู้นำและอดีตผู้นำกัมพูชาที่แข็งกร้าว เพิ่มดีกรีความตึงเครียด ปลุกเร้ากระแสรักชาติของประชาชนสองประเทศ  ถึงแม้จะมีการถอนกำลังทหารห่างพื้นที่ปะทะ โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่ยอมถอย จากเดิมที่ประกาศกร้าวไม่ยอม  ลดระดับความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าลงเล็กน้อย แต่ยังมีความอึมครึมในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทำให้ไม่สามารถไว้วางใจได้

                การถอยทหารของกัมพูชา เป็นไปได้อย่างที่มองกันว่า “เป็นการถอยทางยุทธวิธี” เพราะผู้นำฯอย่างฮุน  มาเนต และฮุนเซน ยังเดินหน้าเกมรุกเร็ว  ตั้งคณะทำงาน นำโดย“ปรัก สุคน” รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศเป็นประธานเตรียมการยื่นฟ้องศาลโลก  ขณะที่ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา และอดีตนายกฯออกมาเรียกร้องชาวเขมรร่วมบริจาคเงินให้กองทุน สนับสนุนกองทัพกัมพูชาต่อสู้กับการรุกรานของไทยผ่านวิธีการทางทหาร การเมือง การทูต และกฎหมาย ที่ต้องดำเนินไปในกลยุทธ์ระยะยาว  โดยฮุน เซนและภรรยาประเดิมบริจาคเงิน 300 ล้านเรียล หรือประมาณ  2.4 ล้านบาทให้กองทุนนี้ด้วย

                เป็นที่น่าสังเกต  รัฐบาลกัมพูชาไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจาทวิภาคี เจบีซี ที่กำลังจะเกิดขึ้น 14 มิถุนายนนี้เลย ทั้งที่เป็นคนชงให้จัดขึ้นโดยเร็ว แต่กลับพูดถึงน้อยมาก เปลี่ยนท่าทีไปมา เดี๋ยวจะร่วมเจรจาไม่เจรจา   ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันยืนกรานมาตลอด ยึดเวทีถกเจบีซีแก้ปัญหา ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก  ไม่ต้องการให้ประเทศที่สาม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศใดๆเข้ามายุ่งเกี่ยว  พร้อมนำความขัดแย้งครั้งนี้ขึ้นโต๊ะเจรจาเจบีซี โดยต้องไม่มีประเด็นอื่น ที่ไม่ใช่การพิพาทที่ช่องบกมาคุย และต้องยุติปัญหาบนโต๊ะนี้เท่านั้น  หลักสำคัญคือ ไทยต้องยืนหยัดในอธิปไตยของประเทศ ไม่ยอมเสียดินแดนเด็ดขาด!!!

                ทำให้การประชุมเจบีซี 14 มิถุนายน ถูกจับตามองเขม็ง!!!  จะราบรื่นชื่นมื่น บรรลุผลที่ไทยหวังใช้ลดอุณหภูมิข้อพิพาทระหว่างประเทศได้หรือไม่  หรือจะเกิดเหตุฉุกเฉินใดๆ ทำให้การเจรจาไม่เกิดขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ฝ่ายไทยออกมาแล้วมีชื่อ

“ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย” นำทีม  ทำให้การจรจาครั้งนี้ถูกจับตามองแบบไม่กระพริบ โดยเฉพาะจากภาคประชาชน ภายใต้การนำของอดีตแกนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย “สนธิ ลิ้มทองกุล” และ “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประเทศ ที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะเจรจา “เจบีซี”ฝ่ายไทยผู้นี้ โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ครั้งนี้หรือไม่

                ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

“นิกรเดช พลางกูร”ชี้แจงเหตุผลที่เลือก “ประศาสน์  ประศาสน์วินิจฉัย”  เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านเขตแดนดีที่สุดคนหนึ่ง  ที่ผ่านมาทำงานอยู่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายมาตลอด อีกทั้ง ยังเป็นผู้อำนวยการกองเขตแดน  เป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ก่อนจะออกไปเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ  ดังนั้น  จึงเป็นผู้ที่มีความรู้ทั้งด้านพื้นที่ และเชิงเทคนิคในฐานะเป็นนักกฎหมาย  ที่สำคัญมีความคุ้นเคย และได้รับการยอมรับจากข้าราชการในกรมสนธิสัญญาฯ ในการนำทีม

                ย้อนทำความรู้จักกับ “ประศาสน์  ประศาสน์วินิจฉัย”คือ  อดีตเอกอัครราชทูตผู้มากประสบการณ์ ผ่านการเป็นเอกอัครราชทูตประจำการมาหลายประเทศ  ทั้งย่างกุ้ง เมียนมา  พนมเปญ กัมพูชา  มะนิลา ฟิลิปินส์ และคูเวต

ชื่อของ “ประศาสน์” ถูกพูดถึงมากช่วงรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียดในปี 2552 ถึงขั้นถูกเรียกตัวกลับจากกรุงพนมเปญตอบโต้รัฐบาลกัมพูชา ซึ่งแต่งตั้งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวฮุนเซน นายกฯขณะนั้น  ก่อนฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตส่งตัว “ประศาสน์”กลับไปประจำกรุงพนมเปญเหมือนเดิม หลังนายทักษิณลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว  ต่อมาในปี 2554  นายประศาสน์ยังได้แสดงบทบาทอีกครั้ง กรณีนักสิทธิมนุษยชน “วีระ สมความคิด” และ “ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์” ถูกจับในกัมพูชา

                งานนี้ “ประศาสน์”คงต้องแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ ให้สมกับการได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากรัฐบาล รวมถึงลบข้อกังขาจากภาคประชาชน ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนตัวพ้นจากหน้าที่นี้

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตารุมทึ้ง‘งบปี69กับงบ1.57แสนล้าน’ หวั่นซ้ำซ้อน เอื้อการเมือง ปูทางเลือกตั้ง

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตารุมทึ้ง‘งบปี69กับงบ1.57แสนล้าน’ หวั่นซ้ำซ้อน เอื้อการเมือง ปูทางเลือกตั้ง

แนวหน้าวิเคราะห์ : จับตารุมทึ้ง‘งบปี69กับงบ1.57แสนล้าน’ หวั่นซ้ำซ้อน เอื้อการเมือง ปูทางเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

            เจอหลากหลายปัญหารุมเร้ารอบด้านในการบริหารประเทศของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร สถานการณ์ทุกอย่างต่างบีบเข้ามาอย่างมากมาย แต่สิ่งที่จะต้องไม่ลืม ช่วงนี้เป็นการเริ่มต้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 ที่รัฐบาลชุดนี้เสนอตั้งงบรายจ่ายไว้สูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท

            โดยมี นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯชุดนี้ พร้อมกรรมาธิการอีก73คน ที่จะต้องพิจารณาแปรญัตติ ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน จากนี้ต้องจับตาการพิจารณาปรับลดเป็นอย่างไร ก่อนนำร่างกลับเข้าสู่วาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพื่อผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯต่อไป

            ที่น่าใจหาย พบว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีได้เพียง 2.88 ล้านล้านบาทโดยรัฐบาลชุดนี้ยังต้องตั้ง”กู้เพิ่ม”อีก 865,000ล้านบาท ส่งผลทำให้หนี้สาธารณะพุ่งพรวดทะลุ 13 ล้านล้านบาทไปแล้ว

            และที่น่าห่วงที่สุดคืองบกลาง วงเงินสูงถึง 632,968 ล้านบาท อยู่ในมือ นายกฯแพทองธาร นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เป็นผู้มีอำนาจที่ใช้นำงบส่วนนี้ ไปใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพียงอ้างว่า”จำเป็น-เร่งด่วน”ก็ใช้ได้ทันที โดยไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนหรือใครตรวจสอบได้เลย

อยากให้ใช้งบฉุกเฉินนำไปช่วยเหลือประชาชนและเกิดประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง โปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ใช่เอื้อผู้มีอำนาจเฉพาะในพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น

ถึงเวลาที่คนไทย ควรจะลุกขึ้นช่วยกันตรวจสอบทุกเม็ดเงินงบประมาณต้องโปร่งใส เพราะนี่คือเงินภาษีพวกเราคนไทยทุกคน ไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง

            สิ่งสำคัญที่ต้องจับตา คือ การที่รัฐบาลโยกงบ 1.57 แสนล้านบาท จาก”แจกเงินหมื่น”นำไปใช้ใน4โครงการ ที่รัฐบาลชี้แจงว่า จะนำงบประมาณก้อนนี้ไปใช้ในโครงการที่คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร,ขยายโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม,ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน,พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่มีเสียงวิจารณ์กันว่า ทำไมเร่งรีบให้เวลาแค่ 3 วันในการทำแผน

            ความไม่ชัดเจนในรายละเอียดของแต่ละโครงการ รวมถึงเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิดคำถาม จากทั้งนักวิชาการ นักการเมืองฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคม

            สิ่งที่น่าเป็นห่วงกังวลอย่างยิ่ง  คือ”ความซ้ำซ้อน”ระหว่างงบ 1.57แสนล้านบาท กับ งบประมาณประจำปี 2569 ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯและโครงการใน 4 ด้าน ล้วนเป็นหมวดที่มีการจัดสรรงบอยู่แล้วภายในงบประมาณหลัก

อย่างเช่น กระทรวงเกษตรฯได้งบพัฒนาแหล่งน้ำเป็นประจำทุกปีกระทรวงคมนาคม ก็ได้รับงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าแสนล้านบาท และกระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวฯก็มีแผนงานคล้ายคลึงกันอยู่ในงบประจำอยู่แล้ว

            อาจเกิดกรณี”งบซ้อนงบ”เปิดช่องให้เกิดการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน ไร้ประสิทธิภาพและอาจนำไปสู่การใช้เม็ดเงินงบประมาณไปเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มการเมือง สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง คือข้อครหาว่าการกันงบก้อนนี้ เป็นการเตรียม“งบล่วงหน้า”เพื่อตุนสร้างคะแนนนิยมในพื้นที่ก่อนจะมีการเลือกตั้งที่วาระรัฐบาลชุดนี้จะครบเทอม หรือ เตรียมพร้อมหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองมียุบสภาก่อน

            การใช้งบผ่านโครงการที่ลงพื้นที่ รัฐบาลมักอ้างเสมอเพื่อ“กระตุ้นเศรษฐกิจ”แต่ไม่มีตัวชี้วัดชัดเจนและไม่มีระบบติดตามประเมินผลการใช้จ่ายอย่างเข้มแข็ง สุดท้ายก็อาจนำไปสู่การทุจริตจากใช้งบเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

            ขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้สรุปโครงการงบลงทุนเพื่อขอรับการจัดสรรงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจของทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวฯรวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย รวมทั้งสิ้น 184 โครงการ รวมวงเงิน 13,381 ล้านบาท  คาดว่าจะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวมูลค่า 267,000 ล้านบาท

ล่าสุด โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ได้สรุปข้อมูลของส่วนราชการระดับกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัด กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดทำโครงการและขอรับจัดสรรงบประมาณ ตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท รวมจำนวนทั้งสิ้น 21,259 โครงการ รวมวงเงิน 79,960,372,305 บาท

            1. ด้านการท่องเที่ยว จำนวน 1,609 โครงการ งบประมาณ 14,794,288,344 บาท

            2. ด้านเศรษฐกิจชุมชน จำนวน 778 โครงการ งบประมาณ 9,592,033,990 บาท

            3. ด้านการลดผลกระทบภาคการส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ จำนวน 543 โครงการ งบประมาณ  2,437,550,110 บาท

            4. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 18,329 โครงการ งบประมาณ 53,136,499,861 บาท

            ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็นการเสนอรับงบประมาณ ประกอบด้วย 1) ส่วนราชการระดับกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ​ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย​  กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา จำนวน 657 โครงการ งบประมาณ 16,884,843,808 บาท

2) จังหวัด จำนวน 5,221 โครงการ งบประมาณ 25,647,395,897 บาท  3) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 15,381 โครงการ งบประมาณ 37,428,132,600 บาท  

            นี่เพียงแค่เห็นตัวเลขการขอจัดสรรงบประมาณ1.57แสนล้าน 2-3 กระทรวงเท่านั้น วงเงินสูงมากๆ

            ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรงบ1.57แสนล้านบาทแต่ละโครงการอย่างโปร่งใสระบุชัดว่าใช้กับโครงการใด หน่วยงานใด และผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร อยากเรียกร้องภาคประชาชนร่วมกันตรวจสอบการใช้งบก้อนนี้ เพื่อป้องกันการทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน และติดตามความคืบหน้าตรวจสอบความคุ้มค่าได้

เพราะยุคนี้สมัยนี้ ทุกคนย่อมมีสิทธิ์มีส่วนร่วมตรวจสอบเม็ดเงินงบแผ่นดินทุกบาทอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างระบบงบประมาณที่”โปร่งใส เป็นธรรมและตอบโจทย์ชีวิตคนไทย”…เพราะนี่คือเงินภาษีของพวกเราทุกคน ไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง

            เนื่องจากไม่อยากให้เกิดการผลาญเงินงบแผ่นดินจากรัฐบาล‘แพทองธาร’ชุดนี้ จนเกิดการทุจริตมโหฬารซ้ำรอยกับในอดีต ทุกวันนี้ภาพรวมสภาพเศรษฐกิจยังย่ำแย่  ไม่มีสัญญาณดีแต่อย่างใด ในภาวะที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ หนี้สิน ราคาพืชผลตกต่ำ ค่าครองชีพพุ่งอย่างนี้

เพราะไม่รู้ว่าเม็ดเงินงบประมาณก้อนนี้ จะตกไปถึงมือประชาชนคนรากหญ้าตัวเล็กได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ เกรงจะกลายเป็นงบที่สุ่มเสี่ยงต่อการ”ฟาสต์แทร็กทุจริต”เหมือนที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ตั้งข้อสังเกตและแสดงความเป็นห่วงเอาไว้  หากเป็นจริงก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ไปอีก เพราะรัฐบาลบริหารประเทศผ่านมาจนถึงวันนี้ ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย สุดท้ายจะกลายเป็นตราบาปรัฐบาลชุดนี้ไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน

แนวหน้าวิเคราะห์: รัฐบาล‘เพื่อไทย’ล้มเหลว แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน

แนวหน้าวิเคราะห์: รัฐบาล‘เพื่อไทย’ล้มเหลว แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน

แนวหน้าวิเคราะห์: รัฐบาล‘เพื่อไทย’ล้มเหลว แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 พรรคเพื่อไทยกลับเข้าสู่อำนาจพร้อมความคาดหวังมหาศาลจากประชาชน โดยเฉพาะในด้าน“เศรษฐกิจ”และ“ปากท้อง”ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยในการหาเสียงด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่ดูหวือหวา เช่น“แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท,”“พักหนี้ 3 ปี,” “ค่าแรงขั้นต่ำ 600บาท”ซึ่งสร้างความหวังอย่างแรงกล้าในหมู่ชนชั้นแรงงาน เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย

เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 2 ปี ความเป็นจริงกลับเผยให้เห็น“ความล้มเหลวเชิงระบบ”การเปลี่ยนนโยบายเป็นการปฏิบัติ ทำให้เกิดคำถามถึงขีดความสามารถทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยว่า หมดความน่าเชื่อถือ และความศรัทธาในการแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก

นโยบายไม่มีกลไกและไม่มีความชัดเจน อย่าง“เงินดิจิทัล 10,000บาท”ถูกมองว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงมหภาค เกิดความล่าช้า โดยมีคัดค้านจากหลายฝ่าย แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าทำได้ สามารถแจกเงินหมื่นไปถึง2เฟส แต่ไม่ได้สร้างให้เกิดพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่อะไรไปกระตุ้นเศรษฐกิจ…และสุดท้ายรัฐบาล‘แพทองธาร’ได้ชะลอโครงการเฟส3 ไปก่อน อ้างรอโอกาสที่เหมาะสมอีกที โดยเอางบ 1.57 แสนล้านบาทปรับไปกระตุ้นเศรษฐกิจใน 4 โครงการแทน จากนี้ไปจะต้องจับตาตรวจสอบการใช้งบส่วนนี้ให้ดีๆ เป็นห่วงการจัดสรรมีความโปร่งใสหรือไม่ 

ขณะที่นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำ ได้ทันที เช่นการช่วยเหลือราคาพืชผลทางการเกษตร ค่าแรงหรือ การลดต้นทุนชีวิต กลับถูกทอดทิ้ง หรือทำแบบเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

จุดนี้สะท้อนถึง“ความไม่พร้อม”ของทีมเศรษฐกิจของพรรคและรัฐบาล‘แพทองธาร’ที่ไม่สามารถสร้างกลไกเชิงบริหาร เพื่อรองรับนโยบายได้ทันการณ์ อีกทั้งยังติดกับดัก“นโยบายประชานิยมเชิงวาทกรรม”มากกว่าการออกแบบเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่นำไปสู่ผลอย่างเป็นรูปธรรม ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมของพรรคเพื่อไทยกับพรรคคู่แข่ง อย่าง พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องยอมกลืนเลือดแลกนโยบายหลายประการ เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง นำไปสู่การแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไม่ตอบโจทย์ ความเชี่ยวชาญ  ยอมประนีประนอมกับโควตาพรรคร่วม และแม้ในโควตาตนเอง ก็ยังมีการแบ่งขั้วอำนาจระหว่าง “กลุ่มบ้านใหญ่” กับ“กลุ่มเพื่อไทยใหม่”ซึ่งส่งผลต่อการประสานเชิงนโยบาย และผลประโยชน์กันอย่างชัดเจน จนมีกระแสการปรับ ครม.ภายในพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่องตามวงรอบพรรคซึ่งเป็นปกติ เพื่อสลับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

ความไม่เป็นเอกภาพนี้ส่งผลทำให้หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปากท้องเช่นกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงแรงงาน ยังขาดเอกภาพในการทำงานและไม่สามารถออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลจริงต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนและภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงโดยรวมได้

ในอดีตจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยในยุคพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนคือ“ความเชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจแบบรากหญ้า”ที่แม้จะถูกวิจารณ์ว่าเป็น”ประชานิยม”แต่ก็“ใช้ได้จริง”ในทางปฏิบัติไม่ว่าจะเป็น 30บาทรักษาทุกโรค ที่ปรับมาเป็น 30บาทรักษาทุกที่ กองทุนหมู่บ้านหรือสินเชื่อ OTOP ทุกอย่างเหมือนกินบุญเก่า ที่นำมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง ไม่มีนโยบายใหม่อะไรที่ประชาชนจดจำแล้ว

ในยุครัฐบาล‘แพทองธาร’จุดแข็งนี้กลับเลือนรางลงไปอย่างมาก แม้พรรคเพื่อไทยพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เป็น“พรรคของคนรุ่นใหม่”และคนในเมือง โดยเดินหน้าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคให้มากขึ้น แต่ ณ วันนี้กลับเสียได้ฐานรากในชนบทที่เคยเป็นหัวใจหลักไปแล้ว เพราะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสหรือจับต้องได้ ทั้งในเรื่องรายได้ ตรงกันข้าม ค่าครองชีพกลับพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเงินในกระเป๋าแทบไม่มีจ่าย ทุกวันนี้สภาพคล่องเงินหมุนเวียนในตลาดหายไปหมด เพราะคนไม่กล้าที่จะจับจ่ายซื้อของกันแล้ว

จนถึงขณะนี้หากเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ก็ยังไม่ดีขึ้นภายในปี 2568 พรรคเพื่อไทยจะยิ่งเผชิญกับแรงเสียดทานจากประชาชนที่เคยสนับสนุนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า กลุ่มเกษตรกรทุกภาคส่วนและคนทำงานนอกระบบ ที่กำลังรู้สึกว่าความหวังที่พวกเขาเคยมอบให้ถูก“เปลี่ยนเป็นความผิดหวัง”เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรทุกประเภทยังตกต่ำต่อเนื่อง รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้ชัดเจนได้

หากยังบริหารประเทศในลักษณะ“พ่อคิด ลูกทำ”กลายเป็นแค่“รัฐบาลหุ่นเชิด”นับเวลายิ่งเสื่อมถอยลงไปต่อเนื่อง เนื่องจากยังไม่มีนโยบายอะไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชนได้ ขณะที่ปัญหาวิกฤติความเดือดร้อนต่างๆก็เพิ่มขึ้น ใกล้เข้าสู่การ‘เผาจริง’แล้ว หากจะรอเม็ดเงินก้อนใหญ่จากงบประมาณปี 69 รวมถึงงบ 1.57แสนล้าน ที่จะอัดลงไป หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแค่ปูพรมหวังผลแค่ทางการเมืองอย่างเดียว ซึ่งทุกอย่างอาจสายเกินไปไม่ทันการณ์ ความเดือดร้อนยิ่งลุกลามผลกระทบไปทั่ว

และถ้าพรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถเร่งปรับครม.ทีมเศรษฐกิจและจัดการโครงสร้างภายในรัฐบาลชุดนี้ให้ทำงานแบบ“มืออาชีพ”ได้ทันเวลาแล้ว ก็ถือว่า หมดปัญญาในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและปากท้องได้ ก็ควรพิจารณาตัวเอง อย่าให้คนไทยต้องเดือดร้อนลำบากมากไปกว่านี้เลย หรือจะรอให้คนทนไม่ไหวออกมาขับไล่  

เพราะความล้มเหลวของรัฐบาลเพื่อไทย ในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจและปากท้องแล้วจะสูญเสียความนิยมกระทบในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว      

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เล็งยึด‘มท.-เกษตรฯ’ ทำจริงก็ได้/แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เล็งยึด‘มท.-เกษตรฯ’ ทำจริงก็ได้/แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘เพื่อไทย’เล็งยึด‘มท.-เกษตรฯ’ ทำจริงก็ได้/แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

“การนำนโยบายไปถึงประชาชน กระทรวงหลักคือกระทรวงมหาดไทย วันนี้มันไม่ค่อยถึง เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยยังไม่ค่อยทำเต็มที่ เวลามันเหลือ 2 ปีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาดไทยต้องทำงานให้เต็มที่”

คำพูดของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สวมบท บก.คนที่ 4 ที่ให้สัมภาษณ์กับ 3 บก.เครือเนชั่น วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นประโยคที่ทำให้การเมืองไทยร้อนระอุอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่ว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลจะกล้ายึดกระทรวงมหาดไทยจริงหรือไม่ว่า ตนยังไม่ได้ถามหัวหน้าพรรค ถ้าให้วิเคราะห์ก็เป็นเรื่องที่คงต้องพูดกันว่าให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปทำบ้าง จะได้ทำนโยบายถึงเพื่อประชาชนได้สักที เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว อีก 2 ปีจะเลือกตั้งแล้ว

“มันเป็นเรื่องการทำงานเพื่อประชาชน ถ้าอยากทำงานให้ได้ผล พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเพื่อให้นโยบายถึงประชาชนจริงๆ ก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย นี่คือหลักการ”

ส่วนคำถามที่ว่า นอกจากกระทรวงมหาดไทย ยังต้องมีกระทรวงไหนอีกที่สามารถทำให้รัฐบาลทำงานกระฉับกระเฉง และสามารถชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป นายทักษิณตอบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม

คำพูดดังกล่าว ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังพรรคร่วมรัฐบาลที่คุมกระทรวงเหล่านี้อยู่ แล้วจะส่งผลกระทบรุนแรงแค่ไหนกับรัฐบาล จะอยู่ด้วยกันต่อไปได้หรือเปล่า โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่ดูแลกระทรวงมหาดไทย

นายทักษิณบอกว่า “คิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คงไม่ถอนมั้ง เราไม่อยากให้เขาถอนอ่ะ ก็อยู่ด้วยกันมา”

ถามต่อเนื่องว่า แต่ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ นายทักษิณ ตอบว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของแต่ละพรรคได้

บ่งบอกว่า “อยากให้อยู่ด้วยกันต่อ แต่ถ้าจะไปก็ไม่ง้อนะ”

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง มาดูท่าทีของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กัน

ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ถูกพาดพิงแบบเต็มๆ งานนี้ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ออกมายืนยันว่า ที่ผ่านมาก็ทำงานทั้งจับบุหรี่เถื่อน และเรื่องงานอื่น​ๆ ด้วย ไม่เชื่อไปดูข่าวต่างๆ ได้​

ส่วนการพูดของนายทักษิณ จะเป็นเหตุให้ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า มันยังไม่มีอะไร​ ยังไม่มีการพูดคุยกันเลย และว่าเรื่องนี้คงต้องมีการคุยกับนายกรัฐมนตรี

ทางด้าน “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส. หลายสมัย  บิดาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 รวมถึง นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์แสดงจุดยืนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เขาคือใครอย่างนี้ก็ได้หรือ

มาตรา 28 แห่ง พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคการเมือง กระทำการครอบงำ หรือชี้นำพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม…”

มาตรา 29 ห้ามผู้ใดที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจการของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรค หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

ประเด็นครอบงำพรรคหรือไม่ นี่ก็น่าสนุกนะ

ส่วนพรรคกล้าธรรม ซึ่งดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีการให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ประกาศชัดเจนว่า “ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ผมไม่ทราบ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเป็นพรรคกล้าธรรมดูแล” และว่า ที่ผ่านมาในช่วงที่ตนเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตนทำดีที่สุด ช่วงเป็นรัฐมนตรีช่วยก็ได้ดูเรื่องที่ดินทำกินให้เกษตรกร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตร อย่าไปกังวล เรื่องพวกนี้ ไม่มีใครมาแตะกล้าธรรมหรอก

พร้อมทั้งยืนยันว่าในส่วนของกล้าธรรมยังเหมือนเดิม ส่วนกระทรวงอื่นตนไม่ทราบ “เรื่องการปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ผมคงพูดไม่ได้”

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ไม่มี ยังไม่มีอะไรเลย” และเมื่อถูกถามว่า ตอนนี้ถูกมองว่านายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยไปแล้ว นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ครอบๆ”

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยจะเขี่ยพรรคร่วมรัฐบาลออกจากการดูแลกระทรวงต่างๆ เพื่อเอามาควบคุมเอง ตามที่นั้นทักษิณพูดนั้น ก็มีความเป็นไปได้ ถ้าจะหักหาญเอากันจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ

เหตุผลคือ เรื่องของเสียง สส.ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยมีอยู่ 69 เสียง พรรคกล้าธรรม 26 เสียง และเห็นว่าจะเอามาเพิ่มอีกราว 10 เสียง สองพรรคนี้รวมกันก็จะมี สส.ร่วม 100 เสียงเข้าไปแล้ว รัฐบาลจะยอมเสียไปได้หรือ

อีกอย่าง การที่จะยึดกระทรวงจากพรรคการเมืองที่ดูแลอยู่นั้น ก็ต้องมีเหตุผลความชอบธรรม เช่น พบการทุจริตในกระทรวง หรือมีปัญหาในการทำงานในกระทรวงอย่างหนัก ไม่เช่นนั้น หากทำแบบหักดิบไปเลย ก็อาจถูกมองว่าใช้เหตุผลทางการเมืองมากเกินไปก็ได้

ทิศทางความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาลต่อจากนี้น่าจับตาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป จะถึงขั้นแตกหักต้องแยกออกไปอยู่กันคนละฝ่าย หรือจับมือกันทำงานต่อไป โดยทำเป็นลืมๆ รอยร้าวลึกที่เกิดขึ้น ไม่ต้องคิดต้องพูดถึงมันอีก ตรงนี้มีโอกาสเป็นไปได้หมด เพราะนี่คือการเมืองที่ไร้มิตรแท้และศัตรูถาวร

ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘กล้าธรรม’ยุทธศาสตร์เจาะตัดฐานเสียงแทน‘เพื่อไทย’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘กล้าธรรม’ยุทธศาสตร์เจาะตัดฐานเสียงแทน‘เพื่อไทย’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘กล้าธรรม’ยุทธศาสตร์เจาะตัดฐานเสียงแทน‘เพื่อไทย’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

แม้ในขณะที่วงการเมืองไทยกำลังไหลวนอยู่ในกระแสของรัฐบาลผสมและการจัดวางอำนาจใหม่ พรรคการเมืองที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง‘พรรคกล้าธรรม’กลับเป็นจุดสนใจขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด จากการที่มีส.ส.จากหลายพรรคหลายภูมิภาค ทยอยเข้าสังกัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่พรรคยังไม่มีฐานเสียงชัดเจนไม่มีผลงานในสภา และเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน

ภายใต้แกนนำคนสำคัญ‘ผู้กองธรรมนัส’ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยมี ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นั่งเป็นหัวหน้าพรรคฯ

สังคมแวดวงทางการเมือง มองการตั้งขึ้นคือ“กล้าธรรม”เป็นพรรคเกิดใหม่จริง หรือ เป็นพรรคสาขาในเงาของเพื่อไทย เป็นการรวมตัว เน้นทำพรรคเชิงจุดยุทธศาสตร์โดยตรง โดยพรรคกล้าธรรม สามารถดึง ส.ส.และอดีตส.ส.เข้าร่วมสังกัดพรรคได้จำนวนมากทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวของพรรคเพื่อไทยที่ไม่เคยปักธงส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ได้

จึงเป็นเรื่องน่าจับตา ปกติพรรคการเมืองใหม่มักเริ่มจากการตั้งฐานในท้องถิ่นก่อนแต่พรรคกล้าธรรมเลือกเดินทางลัดโดยใช้“ทุนทางเครือข่าย”เพื่อดึงบุคลากรและส.ส.นั่นชี้ให้เห็นถึงการมี“กลไกสนับสนุนเบื้องหลัง”ที่แข็งแรงพอสมควร

บุคคลที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่ใช่ใครอื่นร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรี และนักการเมือง ที่ถูกเชื่อมโยงกับทุกขั้วอำนาจ โดยเฉพาะกับตระกูล‘ชินวัตร’และกลุ่มการเมืองสายทักษิณ เพราะเคยมีบทบาทเป็น“มือจัดการในภาคเหนือ”ให้พรรคเพื่อไทยมาก่อน

แม้ตลอดที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทยทุกระดับต่างยืนยันหนักแน่นว่า“พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคสาขา”และไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผู้สังเกตการณ์การเมืองต่างมองเห็นภาพซ้อนที่เชื่อมโยงชัดเจนผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง‘นายใหญ่’ทักษิณ ชินวัตร กับ ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเคยลูกน้องเก่ากันมาก่อน ยังมีความสัมพันธ์เหนียวแน่นให้ความเคารพมาตลอด

ทั้งสองมีประวัติการทำงานทางการเมืองร่วมกัน มีภาพการพบปะและมีแนวโน้มทางนโยบายที่ใกล้เคียงกันโดยเฉพาะตัว ร.อ.ธรรมนัสเอง ก็เป็นบุคคลที่มีความสามารถ เรียกว่า“เดินได้ทุกขั้ว”หรือ“มือประสานสิบทิศ”และมักถูกใช้เป็น“ตัวแทนเจรจาเงา”ในหลายโอกาสสำคัญลงนำไปช่วยในบางพื้นที่

 สิ่งสำคัญ หากพรรคเพื่อไทยต้องการเจาะฐานใน“พื้นที่ภาคใต้”ซึ่งเป็นภารกิจที่เพื่อไทยทำเองไม่ได้

มีข้อจำกัดในการลงพื้นที่อย่างเปิดเผย ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และภาพลักษณ์ทางอุดมการณ์ที่ยังฝังใจคนปักษ์ใต้กับการเลือกปฏิบัติในการจัดสรรงบประมาณลงไปพัฒนาภาคใต้

พรรคเพื่อไทยจึงมักใช้ยุทธศาสตร์“พันธมิตรเงา”หรือ“พรรคพันธมิตรจำเป็น”เพื่อเจาะพื้นที่เหมือนเช่นการส่งเสริมให้“พรรคประชาชาติ”ตรึงปักหลักพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อเจาะกลุ่มมุสลิม โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนฯ อดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นแกนนำ กลุ่มวาดะห์ซึ่งในอดีตเคยสังกัดไทยรักไทย แม้วันนี้ลาออกพ้นหัวหน้าพรรคฯ เปิดทางให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นั่งหัวหน้าพรรคประชาชาติ แทนและนั่งคุม รมว.ยุติธรรม มีบทบทโดดเด่นช่วยงานรัฐบาลชุดนี้

พรรคกล้าธรรมอยู่ในบริบทเดียวกันซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ยังเป็น“พรรคพันธมิตร”เจาะพื้นที่ภาคใต้ลุยขยายฐานการเมืองแทนเพื่อไทยที่ไม่สามารถเติบโตขยายฐานมานานกว่า 20 ปี  

โดยพรรคกล้าธรรม มีเป้าหมายชัดเจน คือ เจาะขยายฐานการเมืองทุกระดับ“แย่งคะแนน”ทั้งประชาธิปัตย์รวมถึงเดินหน้าตัดทอนฐานเสียงภูมิใจไทย ที่กำลังครองอิทธิพลในท้องถิ่นภาคใต้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะเห็นได้ชัดจากผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 นครศรีธรรมราช ที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคกล้าธรรมก็คว้าชัยชนะด้วยคะแนนท่วมท้น เหนือผู้สมัครทั้งภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ เห็นจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นส่งสัญญาณในอนาคต 

และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 พรรคกล้าธรรม ได้เปิดตัวน.ต.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายการุณ โหสกุล อดีต สส.กทม.เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร นายทะเบียนพรรคและนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรค ให้การต้อนรับ

 โดยนายอรรถกร ยืนยันว่านี่คือการเสริมทัพที่“ตรงจุด”พร้อมได้รับมอบหมายจากนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค ให้เร่งแต่งตั้ง น.อ.อนุดิษฐ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อวางยุทธศาสตร์ใหญ่ในการขับเคลื่อนการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญยังปูทางขยายฐานหวังปักธงส.ส.พื้นที่ในกทม.

ยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมยังเดินหน้าขยายฐานทั่วประเทศ หวังผลทางการเมืองในระยะยาว หากพรรคกล้าธรรมสามารถรักษาทิศทางกับพรรคเพื่อไทยได้โดยไม่เปิดเผยมากจนเกินไปก็อาจเป็นเหมือนยุทธศาสตร์“แตกแบงค์พัน”ที่ได้ผล โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียวคะแนนของพรรคใหม่ อาจช่วยตัดคะแนนฝ่ายตรงข้ามและดึงเสียงบัญชีรายชื่อให้กับกลุ่มพันธมิตรทางอ้อมได้มากกว่าที่คาดด้วย

ในแง่นี้พรรคกล้าธรรมก็กลายเป็น“ฟันเฟืองเงียบ”แผนสร้างอำนาจทางการเมืองรอบใหม่ โดยไม่ต้องให้พรรคเพื่อไทยออกหน้าทำเอง ในฐานเสียงเดิมในพื้นที่อื่น

แม้จะไม่สามารถฟันธงได้อย่างเป็นทางการว่าพรรคกล้าธรรม คือ“พรรคสาขาเพื่อไทย”แต่เมื่อพิจารณาจากบริบททางบุคคล เส้นทางการเคลื่อนไหวของส.ส.และยุทธศาสตร์ในพื้นที่แล้ว บทบาทของพรรคกล้าธรรมมีลักษณะคล้าย“หน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์”ที่ได้รับไฟเขียวให้เคลื่อนไหวในพื้นที่เฉพาะที่เพื่อไทยไม่สามารถไปเองได้เต็มที่

พรรคกล้าธรรมคือ พรรคใหม่ในโครงสร้างเดิม หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็น “หมากสำคัญ”ในเกมการเมืองรอบหน้า และหากไม่สำเร็จเพื่อไทยก็ไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองใดๆแต่ได้พรรคใหม่ไปเจาะฐานเสียงคู่แข่ง การันตีล่วงหน้า ยังเป็นพันธมิตรพร้อมร่วมจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน ไม่แปลกใจที่จะสามารถดึงสส.เข้าร่วมงานอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีใครไม่อยากอยู่ซีกรัฐบาล เพื่อหวังเติมต้นทุนงบลงไปพัฒนาพื้นที่

ล่าสุด นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกพูดการันตีว่า เสียงเดิมที่พรรคฯมี 25 เสียง น่าจะมีบวก11เสียง พร้อมยกมือหนุนร่างพ.ร.บ.งบฯแน่ และบอกว่าขอให้รอดูมีเพิ่มหรือไม่  ถึงตอนนี้เท่าที่เห็นชัดกล้าธรรมมีเสียงส.ส.ในมือถึง 36 เสียง และเป็นไปได้อาจมากมะลุถึง 40 เสียง

พรรคกล้าธรรมจึงกล้าเปิดหน้าทำการเมืองแบบใจถึงๆ จึงขอให้จับตาการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี69ให้ดีๆ ซึ่งจะเห็นภาพชัดๆจาก‘สส.งูเห่า’ฝากเลี้ยงในพรรคฝ่ายค้านที่กล้าธรรมคุมเอาไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในมือโหวตเสียงสนับสนุนรัฐบาลเพียงพอ รองรับอุบัติเหตุทางการเมืองในสภา

แต่ในสถานการณ์ทางการเมืองไทยช่วงนี้ อย่ากระพริบตาเด็ดขาด มีประเด็นร้อนแรง รุมเร้ารัฐบาลรอบด้าน  ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้หรือมีตัวแปรใหม่ๆอาจทำให้เกมการเมืองพลิกเปลี่ยนแปลงได้เสมอทันที 

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ‘สนธิ’จับมือ‘จตุพร’ อดีตคนสองขั้วรวมตัวเพื่อเป้าหมายเดียว

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ‘สนธิ’จับมือ‘จตุพร’ อดีตคนสองขั้วรวมตัวเพื่อเป้าหมายเดียว

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ‘สนธิ’จับมือ‘จตุพร’ อดีตคนสองขั้วรวมตัวเพื่อเป้าหมายเดียว

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

เป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง

ภาพของผู้ชายสองคนที่เคยอยู่กันคนละขั้วการเมือง มายืนกอดกันบนเวที พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน

หนึ่งคือ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการและเจ้าของรายการสนธิทอล์ค อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

อีกหนึ่งคือ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ทั้งคู่เคยห้ำหั่น เชือดเฉือนกันมาอย่างยาวนานเมื่อครั้งอดีต ยุคที่มีความคิดเห็นและเคลื่อนไหวต่อ ทักษิณ ชินวัตร แตกต่างกัน คนหนึ่งขับไล่ อีกคนสนับสนุน

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ภาพนี้เกิดขึ้นบนเวทีเสวนาในงาน “ความจริงมีหนึ่งเดียว” ครั้งที่ 2/2568 ที่หอประชุมเล็ก (ศรีบูรพา)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568

สรุปคำพูดบางช่วงบางตอนของทั้งสองคน

สนธิ บอกว่า รู้จักจตุพร พรหมพันธุ์ มาตั้งแต่สมัยเค้ายังเป็นศัตรูกัน ตอนนั้นตนลุกขึ้นมาเพื่อสู้กับทักษิณ ส่วนจตุพรยืนข้างทักษิณ ชินวัตร เราปะทะกันมากมายหลายยก จากนั้น วิถีชีวิตของแต่ละคนก็ต้องจากกันไปจากกันมา จนกระทั่งเรามาพบกันอีกทีหนึ่งที่ศาลอาญา แล้วก็ในเรือนจํา หลังจากนั้น จตุพร ประกาศว่าจะสู้กับทักษิณทั้งๆ ที่เคยทำงานให้แบบถวายหัว ตนก็เลยติดตามจตุพรมาโดยตลอด ซึ่งก็สงสัยว่าที่เขาทํางานแล้วออกมาต่อต้านทักษิณนั้น มันเป็นของจริงหรือของปลอม ติดตามดูประมาณ 2-3 ปี แล้วก็ในช่วงที่เค้าไปประท้วงร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่มี นิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา เขาได้มีโอกาสมาขอเข้าพบตนกับนิติธร ชักชวนให้ตนออกมานําประชาชน

สนธิ บอกว่า สัมผัสจตุพรแล้ว มีความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดิมจริงๆ นะ เค้าเป็นคนที่มุ่งมั่น เขาไม่ใช่คนที่จะทําลายทักษิณเพียงอย่างเดียว เขาเป็นคนที่พร้อมที่จะทํางานเพื่อส่วนรวม เขาไม่มีสี และยังบอกว่า เขาเจ็บปวดกับการเมืองมามาก เจอของปลอมมามาก ทุกวันนี้ผมยืนหยัดขึ้นมาเพื่อเปิดโปงของปลอมพวกนี้ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบ

สนธิ ยังขอให้ผู้ที่มาร่วมในงานเสวนา เปิดใจให้กว้าง คนที่เคยหลงผิดแล้วเขาเข้าใจอะไรผิดแล้วเขาไปเจอความเลวความชั่วร้ายของจริง เราต้องให้โอกาส จตุพร ขอให้พ่อแม่พี่น้องให้โอกาสกับเขา เพราะการที่เขากล้ามาขึ้นเวทีนี้ แสดงว่าเขามีความกล้าหาญในใจแล้ว เราต้องให้โอกาสเขา การที่เขาต่อสู้เรื่องโรงพยาบาลตํารวจชั้น 14 มาตลอดเวลา โดยไม่หยุด มันก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งพิสูจน์ว่าจตุพร พรหมพันธุ์ วันนี้ไม่ใช่จตุพร พรหมพันธุ์ คนเก่า “ตอนนี้ผมรับเขาเป็นน้องแล้ว”

ขณะที่ จตุพร บอกว่า ตนเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีมานี้ ภาพที่ท่านทั้งหลายได้เห็นขณะนี้ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะคำว่าทวงความถูกต้องให้กับคนไทยเป็นหัวใจหลักนำพาให้ตนมาพบกับนายสนธิ  ในวันนี้ ซึ่งนายสนธิได้ชวนตนในขณะที่พบกันที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ว่าเราจะได้มีโอกาสถ้อยแถลงพร้อมกัน โดยผ่านมา 7 ปีเพิ่งประสบความสำเร็จในวันนี้ วันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าประเทศไทย เรื่องใหญ่ของบ้านเมืองในวันนี้คือจะนำพาให้ประเทศไทยเดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้อง และพลิกฟื้นประเทศชาติขึ้นมาได้อย่างไร

“ผมผ่านมาหลายเหตุการณ์  มารู้ตัวอีกทีก็อายุ 60 ปี แต่ทันทีที่ผมประกาศรบกับนายทักษิณ ทุกคนก็กลับมาญาติดีกับผมเหมือนเดิม ทั้งนี้วันที่นายทักษิณ กลับมาประเทศไทยและยื่นถวายฎีกา ยอมรับว่ากระทำความผิดตามคำพิพากษา มองว่าไม่ใช่ผลพวงการยึดอำนาจหรือตุลาการภิวัฒน์ แต่เขายอมรับว่าทุจริตจริง ไม่ว่าระบอบการเมืองใดทุจริตคือทุจริต โกงก็คือโกง ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย”

จตุพร กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่นายทักษิณกลับมาประเทศไทย และทำให้แต่ละฝ่ายสามัคคีกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรื่องราวของบ้านเมืองจากนี้ไปภาคประชาชนต้องให้กำลังใจกัน เราเจอการบริหารประเทศแบ่งแยกและปกครอง รัฐบาลทั้งโลกและประเทศไทยล้วนแต่ชั่วทั้งสิ้น วิธีจัดการรัฐบาลนี้คือประชาชนต้องสามัคคีเท่านั้น

จตุพร ระบุว่า หลังวันที่ 13 มิถุนายนนี้ บ้านเมืองนี้คงเจริญและรวดเร็วขึ้นทุกกระบวนการ เพราะผลนั้นจะเป็นน้ำมันหล่อลื่น เรื่องที่หนืดใน กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. จะมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะทุกขบวนการทำหน้าที่จะเริ่มต้นในการคิดใหม่ แต่ถ้าทุกคนรอคนใหม่มาทำหน้าที่จะทำให้บ้านเมืองจะย่อยยับ ตนมองว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยน แต่ปัญหาคือจะเปลี่ยนไปเป็นแบบเดิมได้หรือไม่ขออย่าหนีจิ้งจกมาเจอตุ๊กแก

“วันนี้ถึงเวลาของประชาชนที่เห็นบ้านเมืองไม่ถูกต้อง ผิดทำนองคลองธรรม ประเทศนี้เป็นของเรา ต้องมีสิทธิ์กำหนดอนาคต ไม่ใช่ให้นายทักษิณคิดคนเดียว แต่ประชาชนสามารถคิดในแผ่นดินนี้ได้เหมือนกัน และสุดท้ายเวลาที่ต้องการความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจมาถึงแล้ว”

การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของบุคคลที่ในอดีตเคยยืนกันอยู่คนละขั้วมาสู่การจับมือต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกันครั้งนี้ถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากทั้งคู่มีประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน จึงต้องคอยดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นในแวดวงการเมืองไทยนับจากนี้

ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ฤาแจกเงินหมื่น จะทำรัฐบาล‘อิ๊งค์’พัง ล้มทั้งกระดาน แค่ชะลอก็ไม่ช่วยอะไร

แนวหน้าวิเคราะห์ : ฤาแจกเงินหมื่น จะทำรัฐบาล‘อิ๊งค์’พัง ล้มทั้งกระดาน แค่ชะลอก็ไม่ช่วยอะไร

แนวหน้าวิเคราะห์ : ฤาแจกเงินหมื่น จะทำรัฐบาล‘อิ๊งค์’พัง ล้มทั้งกระดาน แค่ชะลอก็ไม่ช่วยอะไร

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ถึงวันนี้ ต้องยอมรับนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพื่อไทย นโยบาย“โครงการเติมเงินดิจิทัลให้ประชาชนคนละ10,000บาท ผ่านระบบดิจิทัลวอลเล็ต”ตั้งแต่ยุครัฐบาล นายกฯ“เศรษฐา ทวีสิน”ต้องผจญปัญหารุมคัดค้านมากมาย จนต้องปรับรูปแบบออกมาก็ไม่ตรงปก แถมเลื่อนการแจกเงินหมื่นเฟส1แจกเป็นเงินสด ให้กลุ่มเปราะบาง 14ล้านคน ไม่ใช่ดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ตรงปก ตามที่ประกาศไว้ช่วงประโคมหาเสียงเลือกตั้งและที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

จนถึงมารัฐบาล“นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร”ลุยแจกเงินหมื่นเฟส2ให้ผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ยอด3.02ล้านคน ก็เจอโรคเลื่อน ตั้งใจให้เกิดขึ้นภายในปี2567 สุดท้ายกดแจกได้จริงเมื่อวันที่29 ม.ค.2568 โดยยอดแจกเงินหมื่นทั้ง 2 เฟส อัดเงิน รวมแล้วกว่า152,000 ล้านบาท แต่ยังไร้วี่แววเกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจก่อตัวให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแต่อย่างใด

รัฐบาล‘อิ๊งค์’ยังเดินหน้าจะแจกเงินหมื่นเฟส3ให้เยาวชน อายุ 16-20ปี อีกกว่า2.7ล้านคน ผ่านระบบดิจิทัลวอลเล็ต ใช้วงเงินกว่า 27,000 ล้านบาท ทั้งๆที่โครงการแจกเงินหมื่นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากกมายทั้งหลายๆฝ่าย เพราะตั้งแต่ที่รัฐบาล“เพื่อไทย”ที่เป็นแกนนำเริ่มตั้งต้นเดินเครื่องแจกเฟสแรกก็ไม่สามารถก่อให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้แค่ลมเป่าหวิวๆ และเมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าลุยแจกเฟส3 ก็เกิดปัญหามาตรการภาษีทรัมป์ของสหรัฐฯรุมเจ้าเข้าซ้ำเติมอีก

ก่อนหน้านี้  แจกเงินหมื่นเฟส3 เจอโรคเลื่อน“นายกฯอิ๊งค์”แถลงหลังประชุมครม.เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ว่าเรื่องแจกเงินหมื่นเฟส3 ยังไม่เข้าที่ประชุมครม. เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปจึงต้องรวบรวมความคิดเห็นจากทุกหน่วยงานก่อน แต่ยังย้ำว่ารัฐบาลยังไม่ยกเลิกนโยบายนี้

ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ที่มีนายกฯแพทองธารเป็นประธานโดยระบุว่าที่ประชุมชะลอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต1.57 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม โดยยืนยันอีกครั้งว่า ยังไม่ยกเลิกนโยบายนี้ ขอชะลอไปก่อน จนกว่าสถานการณ์เหมาะสม

สิ่งสำคัญ นายกฯแพทองธารให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆยอมรับว่า ทบทวน ชะลอแจกเงินหมื่นเฟส 3

ไม่ว่าจะเลื่อน หรือ ทบทวนการแจกเงินหมื่น รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะนับวันความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลงไปอย่างมาก จากปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมแย่อย่างมาก ถึงวันนี้แม้รัฐบาล จะชะลอแจกเงินหมื่นเฟส3 เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่รอด แต่คงหนีไม่พ้น เนื่องจากการแจกเงินหมื่น เฟส1และเฟส2 ได้กระทำไปแล้ว กลายเป็นเหมือนความผิดสำเร็จแล้ว

เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 เมษายน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม นายสมชาย  แสวงการ อดีต สว. นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา นักเคลื่อนไหว เข้ายื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบการกระทำผิดฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา144 ซึ่งต้องห้าม ไม่ให้ไปตัดงบประมาณ เกี่ยวกับเรื่องของการให้เงินกู้ที่กฎหมายบังคับเอาไว้

โดยนายชาญชัย ระบุว่าที่มายื่นเรื่อง เพราะพบการกระทำความผิดของคณะรัฐมนตรีและกรรมาธิการงบประมาณของ สส.และสว. ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ประเด็นแรกพบว่าเมื่อผ่านวาระ1ไปแล้ว แต่ครม.ได้มีมติตัดงบประมาณ 35,000 ล้านบาท ที่มีการให้ไปกู้ตามมาตรา 28 ซึ่งเอามาใช้ในกิจกรรมและต้องชดใช้ดอกเบี้ยพร้อมเงินกู้ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าห้ามมิให้แตะต้องเงินงบประมาณดังกล่าว

ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าให้สส.และ สว.ถอดถอนงบประมาณนี้และยังเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี60ระบุไว้ว่าแม้แต่ครม.รู้ว่ามีการกระทำ แต่ไม่ยับยั้ง ก็ให้ถอดถอนครม.ทั้งคณะและยังเป็นครั้งแรกที่ให้อำนาจป.ป.ช.ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอนครม. สส.และสว. หากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล อีกทั้งให้เรียกเก็บเงินทั้งหมดที่เอาไปทำเสียหายคืนแก่แผ่นดินภายใน 20 ปี ทั้งหมดนี้ จึงมายื่นให้ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการต่อไป

อดีต สว.สมชาย ระบุว่า เรื่องนี้เห็นแล้วว่าการใช้งบประมาณผิดประเภท เป็นเรื่องผิดและเคยตักเตือนมาแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญ จึงมั่นใจว่า จะสามารถเอาผิดได้ แต่ต้องให้ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย คิดว่าเรื่องนี้ จะช่วยแก้ปัญหาประเทศเพื่อไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กำลังใกล้จะเข้าสู่การพิจารณางบประมาณปี2569 และการแจกเงินดิจิตอลวอลเล็ต ก็จะมีขึ้นอีก หวังว่าจะทำให้เรื่องนี้หยุดและทำให้ถูกต้อง ส่วนที่ทำผิดไปแล้ว ก็ต้องรับผิดแค่นั้น

นายเจษฎ์ย้ำว่า”ความผิดนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ครม.ชุดของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีและการกระทำดังกล่าว ยังผลต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯแยกเป็น 2 ประเด็น1.การใช้งบประมาณที่ผิด 2.ได้มีโอกาสเข้าไปใช้งบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ส่วนสส.ชุดปัจจุบันรวมถึงสว.ชุดปัจจุบันด้วย”

และเรื่องนี้ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่ามีมูล ก็ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัย าระของป.ป.ช.ไม่ถึงต้องตัดสินเรื่องนี้เลย ถ้าเรื่องนี้มีมูลก็ต้องดำเนินการโดยพลัน ซึ่งการดำเนินการของป.ป.ช.คาดว่าไม่เกิน 1 เดือน ส่วนถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลมีเวลา 15วัน

ทุกอย่าง ต้องจับตา ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ซึ่งจุดเกิดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่จะเดินเครื่องทันที จะกลายเป็นบรรทัดฐานในการเชือดเอาผิดกับนักการเมืองที่กระทำผิดฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญไม่เพียงครม.รัฐบาล‘อิ๊งค์’ที่โดน แต่ย้อนไปถึง ครม.เศรษฐา ทวีสิน พร้อมยังส่งผลกระทบสส.ทั้งสภา และสว.ชุดปัจจุบันที่จะโดนไปด้วย  เรียกว่าม.144 สะเทือนไปทั้งหมด เหมือนสึนามิการเมือง อาจล้มไปทั้งกระดาน

ทีมข่าวแนวหน้า

แนวหน้าวิเคราะห์ : ตำนาน’งูเห่า’หนังชีวิตในการเมืองไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ตำนาน'งูเห่า'หนังชีวิตในการเมืองไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ตำนาน’งูเห่า’หนังชีวิตในการเมืองไทย

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ยามที่อุณหภูมิการเมืองไทยร้อนฉ่า  เกิดประเด็นหักเหลี่ยมเฉือนคม  ต้องการขับเคี่ยววัดขุมกำลังระดมคนระหว่างพรรคระหว่างขั้วหรือจะขั้วเดียวกัน  เพื่อเตรียมปฎิบัติการอะไรบางอย่าง “งูเห่า” ในนิทานอีสป  ก็จะโผล่มาให้ได้เห็น   

อย่างที่ตอนนี้กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันหนักเหลือเกิน หลังความเคลื่อนไหวของพรรค  “กล้าธรรม” เต็มสูบตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ถึงการโชว์วิทยายุทธ์  “ดูด”  พรรคสีส้ม  “ประชาชน”  รวมถึงอีกหลายพรรคเข้าสังกัด  ท่ามกลางกระแสสะพัดหวังคว้าตำแหน่ง “เก้าอี้รัฐมนตรี”  เพราะถ้าพรรคกล้าธรรมได้จำนวนสส.เพิ่มขึ้น  ก็จะขยับฐานะเป็นพรรคขนาดใหญ่ขึ้น  อำนาจต่อรองทางการเมืองจะมากขึ้น

คำว่า “งูเห่า” คอการเมืองทราบดีว่าเป็นศัพท์แสง ใช้เรียก สส.ที่ลงมติขัดแย้งมติของพรรคต้นสังกัด ตามที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ จากฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอให้   หรือการโยกย้ายทิ้งพรรคไปตามข้อเสนอจากสังกัดใหม่ในรูปแบบต่างๆ  สรุปคือ เป็นผู้ที่ไม่ปฎิบัติตามหรือเห็นต่างจากมติใดๆของพรรค   

ย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย   โอกาสเกิดกลุ่มงูเห่ามากที่สุด  เป็นช่วงรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีเสียงในสภาฯไม่ห่างกันมาก  หรือที่เรียกว่า “เสียงปริ่มน้ำ”    แต่ยุคการเมือง 5G  บริบทหรือเงื่อนไขการเกิด “งูเห่า” น่าเปิดช่องทำได้ง่ายขึ้นหรือไม่  ถึงเห็นการ “ย้ายพรรค” กันอุตลุตฝุ่นตลบ

ที่มาของ “งูเห่า”เกิดขึ้นครั้งแรกโดย  “นายสมัคร   สุนทรเวช”  อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย  ใช้เรียก “ส.ส.กลุ่มปากน้ำ”  นำโดย “นายวัฒนา อัศวเหม”  ที่สังกัดพรรคประชากรไทย แต่กลับยกมือโหวตให้นายชวน  หลีกภัย  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ  ทั้งที่พรรคประชากรไทยมีมติสนับสนุนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ส่งผลให้ “พรรคประชากรไทย” ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านในสภา   “นายสมัคร”  หัวหน้าพรรคประชากรไทย ถึงกับโอดครวญเปรียบตัวเองเป็นเหมือนชาวนาที่ช่วยงูเห่าพ้นลำบาก  แต่กลับถูกงูเห่าแว้งกัด

นับจากวันนั้น  แวดวงการเมืองไทยมีปรากฎการณ์ “งูเห่า”เกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง อาทิ  ใน

ปี 2562  คำเรียก “งูเห่า” ถูกพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง ชัดที่สุด เป็นกรณีส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ 4 คน  ลงมติผ่านพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์  ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์  พ.ศ.2562   สวนทางกับมติพรรคที่ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างกฎหมายดังกล่าว  รวมถึงการลงมติอีกหลายครั้งในสภา ที่สวนมติพรรค สวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน จนถูกขับพ้นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ในที่สุด  จนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้นปี 2564   เกิดส.ส.งูเห่าขึ้นอีกครั้ง ในพรรคก้าวไกล  เมื่อ  4 ส.ส.ของพรรค  นำโดย นายคารม  พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ โหวตสวนมติฝ่ายค้าน “ไว้วางใจ” นายอนุทิน   ชาญวีรกูล  รมว.สาธารณสุข และโหวตสวนมติพรรคอีกหลายครั้ง   ซึ่งพรรคก้าวไกลมีมาตรการ “แช่แข็ง” 4 สส.ให้อยู่ในพรรคต่อ แต่ไม่ส่งลงสมัครหรือให้ทำกิจกรรมการเมืองอีก เพื่อกดดันให้ทั้งหมดลาออกเอง  จะได้หมดสถานภาพการเป็นสส.

หรืออย่างในพรรคเพื่อไทยกับการเกิดขึ้นของ 7 งูเห่า  ที่ถูกคณะกรรมการจริยธรรมพรรคฯ ลงโทษ เหตุจากโหวตสวนมติพรรค  มี 2 รายลงโทษด้วยยาแรงด้วยการขับออกจากพรรคคือ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และนางพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี  ส่วนส.ส. 5 คนที่เหลือ มีทั้งถูกภาคทัณฑ์และถูกตักเตือน

ล่าสุด ที่น่าเป็นกระแสปลุก “งูเห่า”มาเป็นประเด็นพูดถึงอีกครั้งคือ การขอยุติบทบาททางการเมืองกับพรรคประชาชน ของ “กฤษฎิ์  ชีวะธรรมานนท์” สส.ชลบุรี  และจะย้ายไปร่วมงานกับ “พรรคกล้าธรรม”  สาเหตุจากทีมงานในพื้นที่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าการทำงาน   และขอให้พรรคขับออกแทนการลาออก แต่ทางหัวหน้าพรรคประชาชนก็บอกชัดเจนว่า เตรียมใช้มาตรการลงโทษโดยการ “ดองงูเห่า”ไว้   ทำให้นอกจากย้ายไปซบพรรคกล้าธรรมไม่ได้แล้ว   ยังจะนำเข้ากรรมการวินัยของพรรค เพื่อตัดสิทธิพึงมีในสถานะสมาชิกพรรคทั้งหมด

ปรากฎการณ์ “งูเห่า”  เป็นหนังชีวิต  ตราบที่การเมืองไทยยังไม่เข้มแข็ง เรื่องการตั้งพรรค การสรรหาตัวบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ “ตัวแทนประชาชน”ถูกตั้งคำถามในเรื่อง“คุณภาพ”มากกว่า“ปริมาณ”  และยังมองเห็นประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งใหญ่กว่าการทำหน้าที่เพื่อประชาชน

แนวหน้าวิเคราะห์ : งบประมาณ’69บททดสอบ‘อิ๊งค์’ นำรัฐนาวาไปต่อหรือถูกคว่ำ?

แนวหน้าวิเคราะห์ : งบประมาณ’69บททดสอบ‘อิ๊งค์’ นำรัฐนาวาไปต่อหรือถูกคว่ำ?

แนวหน้าวิเคราะห์ : งบประมาณ’69บททดสอบ‘อิ๊งค์’ นำรัฐนาวาไปต่อหรือถูกคว่ำ?

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

อีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้ เป็นจุดใหญ่ที่จะต้องจับตา ไม่ใช่เพียงแค่มิติด้านตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องทดสอบ“เสถียรภาพทางการเมือง”ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯแพทองธาร ชินวัตร อีกด้วย

แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่การมีเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร เสียง ส.ส.314 จาก 500 แต่เป็นเสียงของรัฐบาลจริง ราว 250 กว่าเสียง ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยความร่วมมือจากพรรคร่วมอย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลผสมชุดนี้ มีเสียงสนับสนุนอย่างไม่มั่นคงโดยมีเสียงในสภาที่พอเพียงต่อการผ่านร่างกฎหมายสำคัญแบบ“เฉียดฉิว”เท่านั้น ดังนั้นในการจะผ่านร่างงบประมาณวาระแรกจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเหนียวแน่น

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณความระหองระแหงลึกๆภายใน อย่างเช่นพรรคภูมิใจไทยแสดงความไม่พอใจเรื่องคดีฮั้วเลือก ส.ว. และเชื่อว่าได้รับแรงกระทบจากกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาลบางส่วน อาจไม่พอใจการบริหารของแกนนำรุ่นใหม่ ซึ่งอาจทำให้พรรคนี้แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการอภิปรายงบประมาณ หรือ แม้กระทั่งใช้เป็นเวที“ต่อรองทางการเมือง”กับแกนนำรัฐบาล

หากเกิดกรณี”วอล์คเอาต์”หรือ”งดออกเสียง”จากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคหรือหากฝ่ายค้านเลือกเล่นเกมตีรวนในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 69ก็อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะ“ถูกคว่ำร่าง”เป็นทางเลือกหนึ่งแม้จะเป็นโอกาสที่ไม่สูงนัก แต่มีความเป็นไปได้เชิงกลยุทธ์เกมต่อรองทางการเมืองในสถานการณ์ที่ผู้นำอ่อนแอ

เพราะฉะนั้น ประเด็นร้อนต้องเกาะติด ปมคดีฮั้วเลือก ส.ว.ถูกบี้หนักกับ สว.ชุดปัจจุบันโดยพุ่งเป้า สว.สีน้ำเงิน แล้ว อาจลามถึงกระทบเสถียรภาพการบริหารงานของรัฐบาลไปด้วย

จุดแตกหัก ที่น่าจับตามองที่สุด คือ ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

แม้ตลอดที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทยต่างยืนยัน โดยเฉพาะนายประเสริฐ จันทรวงทอง รองนายกฯและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย จะไม่โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ69ว่าเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็บอกมาตลอดว่าพร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาลจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมาขวางร่างพ.ร.บ.งบฯที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

นายประเสริฐยังมองว่า“คนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมามีเจตนาทำให้คนในรัฐบาลระแวงกันเอง ส่วนตัวที่ได้ประชุมครม.ได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีแต่ละพรรค ยังไม่เห็นประเด็นขัดแย้งในการทำงาน ทุกคนยังพร้อมให้ความร่วมมือการเดินหน้าภารกิจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯจึงมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะสามารถทำงานแก้วิกฤติต่างๆที่เจอในขณะนี้ได้จนอยู่ครบวาระและเชื่อว่าด้วยความเป็นผู้นำของน.ส.แพทองธาร ที่ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกระดับอย่างดี ทำให้การทำงานราบรื่น”

แม้กระแสความขัดแย้งระหว่าง เพื่อไทย–ภูมิใจไทย อาจไม่ถึงขั้นถอนตัว แต่มีแนวโน้มร้าวลึกแม้ภูมิใจไทยยังอยู่ในรัฐบาลแต่ความรู้สึก“ไม่ไว้ใจ”เริ่มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะปมคดีฮั้วเลือกส.ว.ที่ทั้งกกต.และดีเอสไอ เดินหน้ารุกหนักอย่างต่อเนื่อง อาจยิ่งบานปลายสร้างแผลร้าวลึกกับวุฒิสภาจึงต้องจับตาท่าทีภูมิใจไทยและสว.สีน้ำเงินซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

หากพรรคเพื่อไทยไม่มีการเคลียร์ใจกันอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้ความร่วมมือทางการเมืองสั่นคลอน โดยเฉพาะช่วงอภิปรายงบประมาณ ซึ่งภูมิใจไทย อาจใช้เป็นเวทีแสดงจุดยืนหรือต่อรองทางการเมืองได้

เพราะฉะนั้นต้องจับตาการถกงบประมาณปี 69ครั้งนี้จะถือเป็นบททดสอบแรกของ“แพทองธาร”บนเวทีสภาในการพิจารณาร่างงบประมาณปี2569จะไม่ใช่แค่การตรวจสอบตัวเลขวงเงินงบรายจ่ายงบประมาณของแผ่นดินเท่านั้น  แต่เป็นเวทีที่สาธารณชนจะได้ประเมินศักยภาพของ น.ส.แพทองธาร ทั้งในการบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาล การประคองเสียงในสภาและการรับมือกับความขัดแย้งภายในอย่างเป็นรูปธรรม

หากผ่านพ้นไปได้อย่างมั่นคง ราบรื่นก็จะเป็นการส่งสัญญาณถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว และอย่างไรเสีย เชื่อว่าทุกพรรคยังไม่พร้อมที่ไปสู่สนามเลือกตั้งจึงหวังประโยชน์จากเม็ดเงินงบประมาณลงไปเพิ่มศักยภาพในพื้นที่ หวังตุนคะแนนเสียงเอาไว้ให้มาก  แต่หากสะดุดเกิดรอยร้าวหรือ“ถูกคว่ำงบกลางสภา”ก็อาจเป็นสัญญาณความล้มเหลวที่ส่งผลรัฐบาล แพทองธาร อายุสั้นทันที…,,มีทางเลือก ต้องยุบสภา หรือลาออก เท่านั้น

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ประชามติ’…ทางออกข้อถกเถียง‘กาสิโน’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ประชามติ’...ทางออกข้อถกเถียง‘กาสิโน’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ประชามติ’…ทางออกข้อถกเถียง‘กาสิโน’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เป็นประเด็นที่สังคมไทยยังคงถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับนโยบายผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือ สถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งรวมธุรกิจบันเทิงและกาสิโนถูกกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน

โดยฝ่ายที่ให้การสนับสนุน ยกข้อดีคือ นโยบายดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงบวก ได้แก่ การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ คาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท, เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง, สร้างงาน ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับคนไทย และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลจากภาษีกาสิโน-ภาษีมูลค่าเพิ่ม-ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมในการเข้าใช้บริการ

อีกทั้งเชื่อว่า กาสิโนถูกกฎหมายจะช่วยลดปัญหาการพนันผิดกฎหมายและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้

พร้อมกันนี้ ยังชี้แจงถึงสัดส่วนของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ว่า 90% จะเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สวนน้ำ สนามกีฬา ฮอลล์คอนเสิร์ตระดับโลก สถานที่จัดแสดง OTOP ศิลปะและวัฒนธรรม ส่วนกาสิโน มีไม่เกิน 10%

ขณะที่ฝ่ายคัดค้านการพนันถูกกฎหมาย แสดงถึงความกังวลที่จะส่งผลเสียต่อสังคม หลายประการ อาทิ ธุรกิจการพนันเป็นเพียงการโยกย้ายเงินจากส่วนหนึ่งของสังคมไปยังอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้สร้างรายได้ใหม่ให้กับเศรษฐกิจ และอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจรายย่อยในพื้นที่ใกล้เคียง, เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น เนื่องจากรายได้จากธุรกิจการพนันจะมาจากคนจนมากกว่าคนรวย, อาจทำให้รัฐบาลเกิดการเสพติดรายได้จากธุรกิจการพนันถูกกฎหมาย มีการขยายธุรกิจออกไปเรื่อยๆ, ทำให้ผู้คนเข้าถึงการพนันได้ง่ายและมีโอกาสติดการพนันได้ง่ายขึ้น ผลที่อาจจะตามมาก็คือการกระทำผิดกฎหมายและศีลธรรม อาทิ การลักขโมยเงินทอง ทรัพย์สินมาเล่นการพนัน รวมทั้งอาจเป็นการเปิดช่องให้ทุนสีเทาเข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างสบายใจด้วย

และยังมองว่า แม้จะมีกาสิโนถูกกฎหมายเกิดขึ้นมาได้สำเร็จ ก็ไม่อาจทำให้บ่อนเถื่อนหมดไป เนื่องจากผู้ที่มีเงินไม่เพียงพอก็จะเข้าไปเล่นพนันในกาสิโนถูกกฎหมาย ก็จะหันไปใช้บริการบ่อนเถื่อนอยู่ดี

จะเห็นได้ว่าแรงต้านกาสิโนถูกกฎหมายเป็นกระแสที่แรงมาก หลายองค์กรออกมาเปิดหน้าคัดค้านอย่างชัดเจน รวมทั้งกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านอย่างเต็มที่ จนพรรคแกนนำรัฐบาลต้องยอมแตะเบรกโครงการนี้เอาไว้ก่อน

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อ นายกฯ ผลักดันแล้วในฐานะนโยบายรัฐบาล ถ้าคุณเป็น ครม. แล้วมันเป็นไปตามกฎหมาย ต้องช่วยกันสนับสนุน แต่ว่ามันไม่ได้จบตรงนี้ จะเข้าไปที่สภา ก็ต้องพิจารณาตามขั้นตอน วาระต่างๆ มีการอภิปราย มีการตั้ง กมธ. และไปแปรญัตติ ซึ่งต้องใช้ข้อมูล ความเห็น สรุปว่ายังมีอีกหลายขั้น และที่สำคัญที่สุด คือ ฟังเสียงประชาชน ถ้าดีที่สุดควรทำประชามติ ให้ประชาชนตัดสินใจ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ฟังแล้วดี ก็ถามประชาชนเลย พรรคภูมิใจไทย สนับสนุนทางนี้ เคยเสนอท่านนายกฯ ไปแล้ว และท่านก็รับฟัง ถ้ามีประชามติ ทุกคนสบายใจ

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้มีท่าทีเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนเองไม่ติดขัดในประเด็นนี้ แต่ต้องพิจารณาช่องทางตามกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และอย่างไร เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการหารือกันอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ แล้วจะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที จะต้องพิจารณากลไกทางกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาในการร่างกฎหมายหรือเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ รัฐบาลได้ดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลนั้น คงต้องมีการพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า หากจะทำประชามติ ครม.จะต้องมีมติ เพราะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ซึ่งทำครั้งหนึ่งประมาณ 3 – 4 พันล้านบาท และยืนยันว่า จากการที่ สส.เพื่อไทยลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ก็มีเสียงตอบรับที่โอเค เพียงแต่ว่ามันมีความเข้าใจผิดในเชิงว่า เป็นเรื่องของกาสิโนเพียงอย่างเดียว แต่พออธิบายแล้วเขาก็เข้าใจ เราก็ไปฟังกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว ถ้าจะทำประชามติโดยคิดว่าทำแล้วมันจะจบ แต่สมมติว่าประชาชน 70% เห็นด้วยแล้วคุณคิดว่า ประชาชนอีก 30% เขายังโวยอยู่หรือไม่ เขาก็ยังปั่นอยู่

ส่วน นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แสดงความไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติในเรื่องนี้ โดยระบุว่า ต่อไปหากใครเสนอกฎหมายอะไร แล้วมีการเรียกร้องให้ทำประชามติ รอบละ 3,000 ล้านบาทไหวหรือไม่ เดือนนึงถ้าออกกฎหมาย 3 ฉบับ และทำประชามติทั้ง 3 ฉบับมันก็ไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้น สส.คือตัวแทน ถ้ารัฐธรรมนูญทำประชามติอันนั้นเห็นด้วย แต่เรื่องอื่นให้อธิบายความกันก่อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และเมื่อเข้าใจแล้วเราค่อยมาว่ากัน ซึ่งมีเวลาอีกตั้ง 60 วัน ก็ไม่เร่งด่วนอะไรเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องทำไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศ ในเมื่อมีประเด็นขัดแย้ง ซึ่งยังหาทางออกหรือบทสรุปไม่ได้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแสวงหาข้อยุติได้ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าสุดท้ายจะเลือกทางนี้กันหรือไม่

ทีมข่าวแนวหน้า