แนวหน้า Talk : ‘ครูนกเล็ก’จีรภัทร สุกางโฮง แม่พิมพ์‘ยูทูบเบอร์’ยอดดูหลักล้าน คลิปวีดีโอสื่อการสอนโดนใจนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787635

แนวหน้า Talk : ‘ครูนกเล็ก’จีรภัทร สุกางโฮง  แม่พิมพ์‘ยูทูบเบอร์’ยอดดูหลักล้าน  คลิปวีดีโอสื่อการสอนโดนใจนักเรียน

แนวหน้า Talk : ‘ครูนกเล็ก’จีรภัทร สุกางโฮง แม่พิมพ์‘ยูทูบเบอร์’ยอดดูหลักล้าน คลิปวีดีโอสื่อการสอนโดนใจนักเรียน

วันเสาร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“นี่คือสระโอะ (เอา ก ไก่ มาใส่) อ่านว่า ก-โอะ-โกะ, นี่คือสระโอะ (เอา จ จาน มาใส่) อ่านว่าจ-โอะ-โจะ”

คลิปวีดีโอ “นี่คือสระ โอะ เอา .. มาใส่ | ครูนกเล็ก” ความยาว 1.40 นาที บนเว็บไซต์ยูทูบ ผลงานของ “ครูนกเล็ก” จีรภัทร สุกางโฮงครูประจำโรงเรียนบางมด(ตันเปาว์วิทยาคาร) ชวนลูกสาว “น้องพอใจ” มาสอนการสะกดคำ ซึ่งนอกจากคลิปนี้ที่ว่าด้วย “สระโอะ”แล้วยังมีคลิปสอนสะกดคำด้วยสระอื่นๆ โดยทุกคลิปมีการทำดนตรีให้มีจังหวะสนุกสนาน เด็กๆ สามารถฟังแล้วจดจำได้ง่าย

และต้องบอกว่า “น่าทึ่ง” อย่างมาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ครูนกเล็ก เป็นครูภาษาไทยและทำคลิปวีดีโอเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนภาษาไทย มานานกว่า 10 ปีแต่จริงๆ แล้ว “แม่พิมพ์สายยูทูบเบอร์” ผู้นี้ไม่ได้จบเอกภาษาไทย หากแต่จบเอกดนตรีศึกษา (ดนตรีไทย) ซึ่งปัจจุบันช่องยูทูบ ครูนกเล็ก มียอดการติดตามกว่า 9.5 ล้าน แถมยอดคนดูในแต่ละคลิปเฉลี่ยหลักหมื่นถึงหลักแสนเลยทีเดียว

รายการ “แนวหน้า Talk” ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567 ครูนกเล็ก-จีรภัทร พาน้องพอใจ มาบอกเล่าที่มาที่ของการทำคลิปวีดีโอจนกลายเป็นยูทูบเบอร์คนดังโดย ครูนกเล็ก เล่าว่า ทำช่องยูทูบมาแล้ว 12 ปี ส่วนจุดเริ่มต้นของการเป็นครูภาษาไทยทั้งที่ไม่ได้จบมาทางด้านนี้เนื่องจากครูภาษาไทยท่านเดิมเกษียณอายุราชการไปและไม่มีครูภาษาไทยท่านใหม่มาแทน จึงได้รับมอบหมายให้มาช่วยสอน และเอาจริงๆ จุดประสงค์เดิมของการทำคลิปวีดีโอคือไว้ดูกันเองในครอบครัว โดยใช้กล้องวีดีโอของสามีที่เป็นคนชอบถ่ายภาพ-ถ่ายวีดีโออยู่แล้ว

กระทั่งเมื่อได้โอนย้ายจากโรงเรียนเดิมที่บรรจุเป็นครูครั้งแรก มายัง รร.บางมด ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากขึ้น คราวนี้ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และมีระเบียบให้ต้องส่งสื่อการสอน ซึ่งสื่อวีดิทัศน์ดิจิทัลถือเป็นของใหม่ในสมัยนั้น จึงหยิบสถานการณ์มาวางเป็นบทละครแล้วชวนนักเรียนมาร่วมแสดง โดยให้สามีเป็นคนตัดต่อ แล้วนำคลิปไปอัปโหลดฝากไว้บนเว็บไซต์ยูทูบ เผื่อที่จะใช้เมื่อใดก็ใช้ได้ทันที ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องเล่น VCD, DVD

“คลิปโฆษณาขายสารส้ม ตอนนั้นล้อเลียนละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ แล้วมันตลก แล้วเอาไปแชร์กันมาเป็นภาษาไทยตอนเราทำมาเรื่อยๆ ก็สอนวิชาภาษาไทยเริ่มมาประจำชั้น ป.1 แล้ว เราก็รู้สึกว่าอยากให้เด็กเขาสนุกและมีส่วนร่วมกับภาษาไทย แล้วเราก็เอามาทำเป็นเพลงครูสอนภาษาไทย เพลงเด็กในตำนานหรืออะไรอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมาเราก็จับคอนเทนต์เรื่องสอนภาษาไทยมาตลอด” ครูนกเล็ก เล่าย้อนจุดเริ่มต้นของการทำคลิปวีดีโอ

นอกจากจะมีลูกสาวอย่างน้องพอใจมาร่วมทำคลิปวีดีโอแล้ว ในบางคลิปครูนกเล็กยังไปชวนคุณแม่มาร่วมสนุกด้วย โดยแม่จะไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด เช่น เมื่อแม่เข้ากรุงเทพฯ มาหาหมอ ก็จะมาเยี่ยมหลานและพักที่บ้าน “กิจกรรมนี้ยังเป็นการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวและลดช่องว่างระหว่างวัย” ซึ่งจะเห็นคุณแม่แต่งตัวเป็นนักเรียน ออกท่าออกทางในคลิปวีดีโอด้วย และผู้สูงอายุก็น่าจะชอบที่ลูกหลานให้ความสำคัญ

ส่วนคลิปวีดีโอสอนการสะกดคำ ครูนกเล็ก ระบุว่า เพิ่งทำได้เพียงไม่กี่เดือน แต่แยกทำเป็นคลิปสั้นๆ คลิปละ 1 สระ เพราะต้องยอมรับว่าการทำให้จดจ่อดูอะไรนานๆ นั้นไม่ค่อยได้ จึงทำเป็นคลิปสั้น สื่อสารอย่างตรงประเด็นและดูสนุก ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการทำคลิปวีดีโอเผยแพร่ อย่างแรกต้องวางเป้าหมายก่อน คลิปที่เราทำต้องการสื่อสารเรื่องอะไร สื่อสารกับใคร เนื้อหาก็ต้องให้ตรงประเด็น และต้องเริ่มต้นจากความชอบของตัวเราก่อนว่าอยากนำเสนอเรื่องใด ส่วนความยาวของคลิป ตนมองว่า 1-2 นาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็ก แล้วค่อยมีเนื้อหาของเราขยายเข้าไป

“ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้คนกล้าแสดงออกมากขึ้นคนชอบที่จะถ่ายวีดีโอ ถ่ายคลิปมากขึ้น แต่ก็ต้องดูด้วยว่าคุณชอบแบบไหน บางคนอาจจะถนัดชอบถ่ายนำเสนอเรื่องราวของตัวเอง ก็ต้องดูว่าคุณต้องการนำเสนอเรื่องอะไร อยากจะให้คนดูเป็นแบบไหน เป้าหมายของเราเป็นใคร อย่างถ้าถามในมุมมองของครูนกเล็ก ก็มองคอนเทนต์เรื่องการศึกษา ก็เป็นส่วนหนึ่งเป็นหลัก สองเด็กดูแล้วก็ต้องสนุก สามก็ต้องปลอดภัยสำหรับเด็กด้วย”ครูนกเล็ก กล่าว

ครูนกเล็ก กล่าวต่อไปว่า ส่วนคำถามเรื่องจะสังเกตอย่างไรว่าเนื้อหาที่เราทำไปแล้วโดนใจหรือไม่ มีอะไรต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง ตนยอมรับว่าทุกวันนี้ก็ยังต้องเดาทางอยู่เพราะเด็กหรือคนดูเปลี่ยนไปตลอดเวลา ดังนั้น จึงไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นการทดลองทำ ซึ่งการศึกษาก็คือการเรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย แต่อย่างในปัจจุบัน หากเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก ที่ได้รับความนิยมคือคลิปการสอนภาษาไทย ว่าด้วยการผสมสระให้เป็นจังหวะ เพราะดูสนุก เข้าใจง่าย เด็กสามารถร้องตามได้

สำหรับประสบการณ์ที่ได้รับหลังเป็นครูสายยูทูบเบอร์มา 10 ปี สิ่งที่ได้สำหรับตนเองคือ 1.ฝึกทักษะการสื่อสารมากขึ้น 2.ฝึกการคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น 3.ฝึกการไตร่ตรองคิดล่วงหน้าก่อนลงมือทำมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบที่อาจตามมาให้น้อยที่สุด ขณะที่การชวนลูกสาวมาช่วยทำคลิป ตนก็ได้เห็นพัฒนาการของลูก ซึ่งลูกเป็นคนที่กล้าแสดงออกและมีความคิดสร้างสรรค์ และที่ประสบความสำเร็จคือทำให้ลูกมีใจใฝ่เรียนรู้ตามตนไปด้วย ซึ่งปัจจุบันลูกสาวถ่ายวีดีโอและตัดต่อเป็นแล้ว ตนไม่ต้องยัดเยียดอะไรให้ เขาอยากรู้อะไรก็ไปหาแหล่งเรียนรู้เองได้

“ประโยชน์เพื่อสังคม ครูนกเล็กมองว่าการทำคลิปของครูนกเล็ก แต่ละคลิปครูนกเล็กมีความตั้งใจแล้วก็อยากจะให้เกิดประโยชน์กับนักเรียน เกิดประโยชน์กับผู้ปกครอง โรงเรียนอื่นๆ ที่สามารถนำคลิปของเราไปใช้ประโยชน์ได้ อยากให้เด็กนักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้ สนใจกลับมาเรียนหนังสือ” ครูนกเล็ก กล่าว

กล่าวถึงตรงนี้ ครูนกเล็ก ย้ำว่า “แม้ในยุคปัจจุบันก็ยังมีเด็กไทยที่อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้” อย่างลูกศิษย์ของตนก็มีเด็กที่ผสมคำไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะความพร้อมแต่ละคนไม่เหมือนกัน อีก 1-2 ปีผ่านไปอาจพร้อมมากขึ้นก็ได้ อาจต้องใช้วิธีย้ำๆ ซ้ำๆ กันบ่อยๆ ส่วนคำถามที่ว่า “วิธีการสอนสะกดคำนักเรียนรุ่นหลังๆที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้นใช้การได้หรือไม่?” เช่น คำว่า “เรียน” ในอดีตจะสอนว่า “รอ-เอีย-นอ” แต่ปัจจุบันสอนว่า “เอ-รอ-อี-ยอ-นอ” ตนมองว่าก็ไม่ผิดอะไร เพราะคนเราสามารถเรียนรู้ได้หลายวิธี แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือเด็กอ่านหนังสือออก

สำหรับโรงเรียนบางมด (ตันเปาว์วิทยาคาร) เป็นโรงเรียนของรัฐ สังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งอยู่ที่แขวางบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนประถมศึกษาสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ป.6 ซึ่งครูนกเล็กเล่าว่า ทำงานที่นี่มาตั้งแต่ปี 2555 สอนวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์เป็นหลัก มีไปช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษและสังคมศึกษาบ้าง ปัจจุบันครูที่ รร.บางมด มีทั้งหมด 22 คน

จากเรื่องการทำคลิปวีดีโอสื่อการเรียนการสอนจนกลายเป็นยูทูบเบอร์ยอดผู้ติดตามหลักล้าน ในช่วงท้ายของรายการยังมีการพูดคุยกับครูนกเล็กในหลายประเด็นเกี่ยวกับ “ชีวิตความเป็นครู” ไล่ตั้งแต่ 1.ครูเวร ซึ่งหลังจากเกิดกรณีครูถูกทำร้ายร่างกายขณะอยู่เวรในโรงเรียน ที่ จ.เชียงราย รัฐบาลได้ออกประกาศยกเลิกการทำหน้าที่ครูเวรประจำโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ครูนกเล็ก กล่าวว่าในวันหยุดหากเป็นเวลากลางวันก็ยังมีครูเวรอยู่ แต่จุดมุ่งหมายคือให้มีครูอยู่ประจำไว้หากมีกรณีผู้มาติดต่องาน แต่ในช่วงกลางคืนได้ยกเลิกการทำหน้าที่ครูเวรแล้ว

“อันนี้เข้าใจมุมมองผู้บริหาร เข้าใจคุณครูด้วย เพราะว่าวันเสาร์-อาทิตย์คุณครูก็อยากจะหยุดอยู่บ้าน พักผ่อนกับครอบครัว ก็เข้าใจ แต่ด้วยบริบทก็เข้าใจในทางผู้บริหาร ก็กลัวว่าเดี๋ยวมีคนมาติดต่อทางราชการ ก็จะไม่มีคนอยู่เพื่อติดต่อประสานงาน ใน 1 เดือนก็จะเวียนๆ กัน ก็ตกประมาณครู 1 คน ถ้าเป็นช่วงเปิดเทอมจะอยู่ที่เดือนละ 1 วัน อันนี้เฉพาะตอนกลางวันอย่างเดียวตอนกลางคืนตอนนี้ยกเลิกแล้วเพราะว่ามี รปภ. เพิ่งสั่งยกเลิก แต่ก่อนหน้านี้ก็น่าสงสาร อันนี้ครู กทม. ต่างจังหวัดไม่ทราบนะ แต่ใน กทม. ก็คือครูผู้ชายจะอยู่เวรกลางคืน ถ้ามีครูผู้ชายแค่ 2 คน ก็ต้องสลับทุกวัน” ครูนกเล็ก ระบุ

ประการต่อมา 2.การพัฒนาศักยภาพของครูครูนกเล็ก ให้ความเห็นว่า การจัดอบรมยังมีอยู่ แต่มองว่ายังไม่ได้ตามจุดประสงค์ของครูที่ต้องการไปอบรม 3.ภาระหนี้สินครู เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะการทำสื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ครูออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไมโครโฟน ปรินเตอร์ กระดาษ หมึก ฯลฯ บางอย่างเบิกได้แต่บางอย่างก็เบิกไม่ได้ หรือแม้เบิกได้ก็ได้เพียงบางส่วน เช่น กระดาษ

4.การสนับสนุนครัวเรือนที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งระยะหลังๆ พบครัวเรือนมีลักษณะเป็นพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้นเนื่องจากการหย่าร้าง โดยครูนกเล็ก คาดการณ์ว่า ในกรุงเทพฯ น่าจะมีครัวเรือนประเภทนี้มากถึงร้อยละ 70 ขณะที่สถานการณ์ในกรุงเทพฯ นักเรียนในโรงเรียนจะเป็นเด็กในพื้นที่จริงๆ เพียงร้อยละ 20-30 ที่เหลือจะเป็นเด็กที่ย้ายตามผู้ปกครองที่เป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือเด็กบางส่วนอยู่กับปู่ย่าตายายไม่ใช่พ่อแม่แต่ก็จะมีระบบช่วยเหลือ เช่น การเยี่ยมบ้าน ให้ทุนการศึกษาและประสานกับฝ่ายพัฒนาชุมชนของสำนักงานเขต

5.แรงกดดันทางเศรษฐกิจกับข้อจำกัดของผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน ประเด็นนี้ครูนกเล็ก กล่าวว่า เข้าใจเรื่องที่ทุกคนต้องทำงานหาเงินทำให้ไม่มีเวลาให้ลูก เด็กหลายคนมาโรงเรียน เลิกเรียนกลับบ้านไปยังไม่เจอพ่อแม่ด้วยซ้ำเพราะกว่าพ่อแม่จะกลับมาลูกก็หลับแล้ว “แต่การอบรมเลี้ยงดูเด็กต้องเชื่อมโยงกันระหว่างโรงเรียนกับบ้าน” ไม่ใช่ผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือครูเพียงฝ่ายเดียว

“วินัยเริ่มจากที่บ้าน” ครูนกเล็ก-จีรภัทร ฝากทิ้งท้าย

หมายเหตุ :สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

แนวหน้า Talk : ‘ชยงการ ภมรมาศ’ มองอนาคตประเทศไทย และคำถาม‘เศรษฐกิจ’วิกฤตหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784745

แนวหน้า Talk : ‘ชยงการ ภมรมาศ’  มองอนาคตประเทศไทย และคำถาม‘เศรษฐกิจ’วิกฤตหรือไม่?

แนวหน้า Talk : ‘ชยงการ ภมรมาศ’ มองอนาคตประเทศไทย และคำถาม‘เศรษฐกิจ’วิกฤตหรือไม่?

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.58 น.

“เศรษฐกิจ” เรื่องใกล้ตัวของทุกคนตั้งแต่ผู้ประกอบการนายทุนรายใหญ่ลงไปจนถึงชนชั้นรากหญ้าคนตัวเล็กตัวน้อย และเป็นเรื่องที่ผูกกับ “การเมือง” อย่างแยกไม่ออกทุกยุคสมัยในห้วงประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะหากคำว่า “ข้าวยากหมากแพง-ปากท้องไม่อิ่ม” ดังขึ้นเมื่อใด ผู้ปกครองรัฐขณะนั้นก็มีโอกาสถูกโค่นล้มได้ เช่นเดียวกันรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองแบบประชาธิปไตย เศรษฐกิจ-ปากท้อง ก็เป็นเรื่องที่มีผลต่อความนิยมของรัฐบาลในการได้รับการเลือกตั้งในครั้งถัดไป หรือแม้แต่อาจอยู่ไม่รอดครบสมัย ต้องยุบสภาหรือลาออกเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว

แต่คำถามที่ว่า “เศรษฐกิจ ณ เวลานั้นดีหรือไม่?” ก็เป็นสิ่งที่ “ตอบยาก” อีก อย่างในประเทศไทย ในขณะที่รัฐบาลมักยกตัวเลข “ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP)” มาใช้อ้างอิง และหลายครั้งรัฐบาล (รวมถึงผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดนั้น) ก็บอกว่าเศรษฐกิจไม่มีปัญหา แต่ในทางกลับกัน ในการสำรวจความคิดเห็นจากสำนักโพลล์ต่างๆ รวมถึงการออกไปเดินถนน-เข้าตลาดสอบถามประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ ก็มักจะได้ยินเสียงบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีเสมอ

รายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์”ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2567 ชยงการ ภมรมาศ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร อธิบายปรากฏการณ์ “ความเห็นที่ไปกันคนละทาง” เช่นนี้ ว่า หากดูค่า GDP หรือมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดในประเทศ หากจะให้ทุกคนยอมรับร่วมกันว่าเศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤต ก็ต้องให้ GDP ถดถอย หมายถึงมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดถดถอย ง่ายๆ คือเราจนลง ยกตัวอย่างคือวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540

ในขณะที่ ณ ปัจจุบันคือปี 2566-2567 แม้ GDP ยังไม่ถึงขั้นถดถอย แต่ก็โตไม่เต็มศักยภาพ หรือโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น หากตอบด้วยภาษาวิชาการ ขณะนี้อาจไม่วิกฤตในภาพรวมแต่เมื่อดูทีละภาคส่วนของสังคมก็มีทั้งคนที่รู้สึกว่าวิกฤตและไม่วิกฤต อย่างบางธุรกิจเล่าว่าตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการมา เพิ่งมาโตเป็นประวัติการณ์ในปี 2566-2567 เช่น นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งก็ตามที่เห็นในข่าวคือมีนักธุรกิจจำนวนมากสนใจลงทุนทำให้นิคมฯขายพื้นที่ได้มาก

แต่ในทางกลับกัน หากไปดูธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยในบางอุตสาหกรรม เขาก็บอกว่าแย่แล้ว สายป่านจะหมด โดยสรุปคือ “เศรษฐกิจไทยขณะนี้ภาพรวมไม่วิกฤต แต่บางจุดมีปัญหา” ก็ขึ้นอยู่กับว่าไปถามใคร เช่น หากถามแรงงานถูกลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) เพราะทำงานในอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าได้น้อยลงก็จะบอกว่าวิกฤต แต่หากไปถามชาวไร่อ้อยที่ปีนี้ราคาน้ำตาลแพงเป็นประวัติการณ์ เขาอาจบอกว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสุขที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ได้

“ไปถามคนขายบ้าน อาจจะบอกว่าปีนี้ขายยาก ดอกเบี้ยแพงแบงก์ไม่ค่อยอนุมัติสินเชื่อ ปีนี้ถามคนขายบ้านบอกว่าเป็นปีที่เหนื่อย แต่ในทางกลับกัน ถ้าขายบ้านที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ขายแถวๆ โรงเรียนอินเตอร์ เขาอาจจะบอกว่าเขาขายไวนะ เปิดโครงการปิดเร็ว แต่คนขายบ้านหลังละ 1-2 ล้าน อาจจะบอกว่าลูกค้าไปกู้แบงก์ไม่ผ่านอีก แม้จะเป็นธุรกิจบ้านเหมือนกัน แต่อยู่ตรงไหน ราคาเท่าไร” ชยงการ กล่าว

ชยงการ ให้ข้อสรุปว่า เมื่อถามว่าวิกฤติหรือไม่ เป็นเรื่องยากมากหากจะตอบโดยใช้ความรู้สึก โดยตนมองว่า หากวันนี้เราโยงเรื่องวิกฤต หากถามตนก็คงให้ดูก่อนว่าตรงไหนเป็นวิกฤตแล้วตรงนั้นแก้ไขอย่างไร ตนไม่ได้มองว่าหากบอกว่าเป็นวิกฤตแล้วทั้งประเทศต้องแย่ทั้งหมด เพราะมีบางกลุ่มที่ไม่เป็นอะไร แต่สำหรับกลุ่มที่มีปัญหาก็ต้องมุ่งเน้นไปแก้ตรงนั้น

คำถามต่อมา “ดอกเบี้ยธนาคารควรจะเป็นอย่างไร?” หลังจากที่เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวบรรดาธนาคารพาณิชย์ในไทยได้กำไรสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่ง ชยงการ อธิบายว่า “ดอกเบี้ยนโยบาย” คือดอกเบี้ยระหว่าง ธปท. กับธนาคารพาณิชย์ในขณะที่ประชาชนคนทั่วไปจะเจอดอกเบี้ยอีกแบบหนึ่ง เช่น เมื่อคนคนหนึ่งเดินทางไปกู้เงินที่ธนาคาร จะเจอคำว่า “MLR” หมายถึงดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี หรือหากเป็นลูกค้ารายย่อยจะเป็นคำว่า “MRR” อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงกว่า MLR ขึ้นมา
ระดับหนึ่ง

แต่ดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นการ “ส่งสัญญาณ” จาก ธปท. (หรือแบงก์ชาติ-ธนาคารกลางของประเทศ) ว่าจะมีนโยบายดอกเบี้ยในทางปรับขึ้นหรือลง อย่างในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 รุนแรง เวลานั้น ธปท. ก็ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 เป็นการส่งสัญญาณจากธนาคารกลางถึงธนาคารพาณิชย์ว่า ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น จากนั้นธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งก็จะไปปรับดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ของตนเอง

ส่วนคำถามที่ว่า “ธนาคารมีรายได้จากอะไร?” หลักๆ คือ “ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้” และโดยทั่วไป “ดอกเบี้ยเงินฝากจะต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้” เช่น ธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 2 แต่เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 8 ส่วนต่างคือร้อยละ 6 และนี่คือรายได้ของธนาคาร ถึงกระนั้น “รายได้นี้ยังไม่อาจเรียกว่ากำไรได้เสียทีเดียว เพราะธนาคารเองก็มีต้นทุน” เช่น การวางระบบการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ (Internet Banking หรือ Digital Banking) การตั้งสำนักงาน การจ้างพนักงาน ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ฯลฯ

รวมถึง “หนี้เสีย” เป็นสิ่งที่ธนาคารทุกแห่งในโลกล้วนต้องเคยเจอ ไม่มีธนาคารใดที่สามารถเก็บหนี้จากผู้ขอกู้ได้ครบถ้วนทุกคน และไม่ใช่เฉพาะดอกเบี้ย ในบางครั้งแม้แต่เงินต้นที่ให้กู้ไปก็ไม่ได้กลับคืนมาอย่างครบถ้วน “รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ได้มาถูกนำไปใช้เป็นต้นทุนเหล่านี้ก่อน เหลือเท่าใดจึงค่อยถือเป็นกำไร” อย่างไรก็ตาม “ปัจจุบันธนาคารก็ไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะการให้กู้เงิน” แต่ยังมีด้านอื่นๆ เช่น ขายกรมธรรม์ประกันภัย เป็นต้น

“ถามว่ามีกำไรไหม? มี! แล้วแบงก์ไทยสุขภาพค่อนข้างแข็งแรง เราต้องยอมรับว่าหลังจากปี 2540 ยังไม่เคยเห็นภาพของวิกฤตการเงินใหญ่ๆ ฉะนั้นผมเองก็มองว่าธนาคารเขาก็ทำธุรกิจตามปกติของเขา ก็ต้องแสวงหากำไร หาความมั่นคง กำไรมาก-น้อย ในทางกลับกันถ้าไปมองเรื่องของภาษานักการเงิน ก็คือเอาเงินของเจ้าของมาลงทุนแล้วสร้างผลตอบแทน ของไทยไม่ได้สูงจนน่ากังวล ต้องใช้คำนี้ ธุรกิจเขามีความเสี่ยงนะ หมายถึงมาทำธุรกิจธนาคาร ทีนี้ถ้าวิเคราะห์ต่อว่าแล้วดอกเบี้ยตอนนี้ควรจะขึ้นหรือลง จะได้ยินนักเศรษฐศาสตร์หลายคนพูดคำว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง

คำว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง ง่ายๆ ดอกเบี้ยลบเงินเฟ้อ เงินเฟ้อคือการเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยของราคาสินค้าและบริการ สมมุติฝากเงินแบงก์ได้ดอกเบี้ย 2% เงินเฟ้อ 1% เท่ากับเหลือ 1% นั่นคือดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 2% ลบเงินเฟ้อ 1% นั่นคือหักเรื่องเงินเฟ้อออก บังเอิญประเทศไทยตอนนี้ถ้าติดตามข่าว เงินเฟ้อมันลดลงต่อเนื่อง จริงๆ บางช่วงเงินเฟ้อติดลบ ผมก็ยังไม่เรียกเงินฝืดอีก หลายคนงงอีกว่าเงินเฟ้อติดลบดีหรือไม่ดี ต้องบอกก่อนว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ชอบเงินเฟ้อติดลบ ถ้าเงินเฟ้อติดลบมาจากการลดลงของกำลังซื้อ” ชยงการ ระบุ

นักวิชาการผู้นี้ ขยยายความเพิ่มเติมในประเด็นดอกเบี้ย เงินเฟ้อและกำลังซื้อ ว่า เงินเฟ้อหรือที่หมายถึงราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น มาจาก 2 ปัจจัย คือ 1.คนมีเงินมากขึ้น เท่ากับคนมีกำลังซื้อสูงส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น 2.ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น ช่วงที่ราคาน้ำมันแพง ผู้ประกอบการก็ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ “ปัจจุบันเงินเฟ้อติดลบไม่ได้มาจากการที่คนจนลงหรือกำลังซื้อถดถอย แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพ” เช่น ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ช่วยอุดหนุนค่าไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนส่วนนี้ลดลง เงินเฟ้อบางส่วนจึงทยอยปรับลดลง

ดังนั้นการที่มีนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งบอกว่าเวลานี้ดอกเบี้ยสูงเกินไป ก็มาจากการคำนวณโดยใช้สูตรดอกเบี้ยลบเงินเฟ้อ เช่น ดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อยู่ที่ร้อยละ 2.5 สมมุติเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ -0.5 เท่ากับดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 3 จึงเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา แต่จริงๆ แล้ว ดอกเบี้ยของไทยที่เป็นตัวเงินยังต่ำกว่าอีกหลายประเทศ แต่บังเอิญว่าเงินเฟ้อไทยก็ต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นด้วย

ต่อคำถามที่ว่า “หากดอกเบี้ยที่แท้จริงลดต่ำลง ธนาคารจะได้ลดต้นทุนลงหรือไม่” เช่น ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ลบด้วยเงินเฟ้อร้อยละ 1 ทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ที่เพียงร้อยละ 1 ชยงการ กล่าวว่า “ไม่เชิงเป็นแบบนั้น” ธนาคารพาณิชย์มีธุรกรรมกับธนาคารกลาง แต่แหล่งระดมทุนหลักๆ ของธนาคารคือการรับฝากเงินที่อิงกับดอกเบี้ยเงินฝาก อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางลดดอกเบี้ยนโยบายให้ ดอกเบี้ยเงินฝากก็จะค่อยๆ ปรับลดลง นั่นก็หมายถึงต้นทุนของธนาคารในส่วนของเงินฝากจะลดลง

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือพอแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบายสักพักหนึ่ง ธนาคารก็จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก อาจจะต้องดูว่าสภาวะการแข่งขันแย่งเชิงเงินฝากขณะนั้นเป็นอย่างไร แต่ทิศทางหลังจากแบงก์ชาติลดก็เป็นสัญญาณว่าก็คงทยอยลด มันไม่ได้เป็นอัตโนมัติว่าพอแบงก์ชาติลดปุ๊บพรุ่งนี้มะรืนนี้ทุกแบงก์ต้องลง แล้วก็อาจจะปรับลดลงไม่เท่ากับที่แบงก์ชาติลดให้ก็ได้ เหมือนรอบนี้แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย แต่การส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติไปที่ดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ก็ไม่ได้ไปแบบในอัตราที่เท่าเทียมกัน อย่างรอบนี้ดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยขึ้นน้อยกว่ารายใหญ่ด้วยซ้ำในการส่งผ่าน” ชยงการ กล่าว

ยังมีคำถามที่เกี่ยวข้องอีกว่า “มีมาตรฐานหรือไม่ว่าส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ควรเป็นเท่าไร?” ประเด็นนี้ ชยงการ ระบุว่า “ไม่มีใครกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว” เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ต้นทุนการดำเนินการ โดยลูกหนี้แต่ละคนจะได้รับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน เช่น บริษัทใหญ่ความน่าเชื่อถือสูงได้แบบหนึ่ง บุคคลธรรมดาทั่วไปก็จะได้อีกแบบหนึ่ง

และแม้จะเป็น “ธนาคารของรัฐ” ก็ต้องดู “วัตถุประสงค์ของธนาคารแต่ละแห่ง” โดยหากเป็นธนาคารที่ตั้งมาเพื่อดูแลประชาชนระดับฐานรากจริงๆ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน แบบนี้ก็ควรมีนโยบายตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้ไม่สูงจนเป็นภาระของผู้ขอกู้มากนัก แต่ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องมีนโยบายสนับสนุนธนาคารประเภทนี้ด้วย

เมื่อเปรียบเทียบ “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกับต่างประเทศในปีนี้” นักวิชาการจาก ม.เทคโนโลยีมหานคร ผู้นี้ มองว่า หลายคนคิดว่าปี 2567 จะดีกว่าปี 2566 โดยเฉพาะการฟื้นตัวจองภาคการท่องเที่ยว ซึ่งในระยะสั้นหากพบว่าในปี 2567 ไทยฟื้นตัวเร็วกว่าอีกหลายประเทศก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะช่วงก่อนหน้านี้ประเทศอื่นๆ เขาฟื้นจากสถานการณ์โควิด-19 ไปก่อนแล้ว

แต่สิ่งที่ตนอยากให้ความสำคัญคือ “ระยะยาว” เพราะต้องยอมรับว่า “หลายเรื่องประเทศไทยน่ากังวล” ไล่ตั้งแต่ 1.โครงสร้างประชากร ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงส่งผลให้คนวัยทำงานรุ่นต่อๆ ไปมีน้อยลง2.คุณภาพการศึกษา เมื่อวัดผลเทียบกับต่างประเทศก็เห็นภาพความถดถอยลงเรื่อยๆ 3.อุตสาหกรรมไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เช่น บางประเทศที่ไม่ไกลจากไทย เป็นประเทศเกิดใหม่จึงเข้าสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้เร็ว ในขณะที่อุตสาหกรรมไทยในแบบเดิมๆ นั้นอยู่มานาน

ดังนั้นหากถามว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรในระยะยาว ตนมองว่า “หากประเทศไทยยังผลิตแต่ของเดิมๆ ขายของแบบเดิมๆ เราก็จะโตช้าไปแบบนี้เรื่อยๆ” แต่หากวันนี้เกิดความตระหนักและเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ตอบโจทย์อนาคต ตนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้อย่างที่ควรจะเป็น เช่น อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สามารถเก็บและประมวลผลข้อมูลได้สูง เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีอุตสาหกรรมประเภทนี้น้อย

ชยงการ ยกตัวอย่าง “ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)” เป็นกระแสที่มาแรงมากในปัจจุบัน แต่เมื่อดูแวดวงยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งจากฉายา “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ก็ยืนยันได้ชัดว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งมาก อย่างไรก็ตาม “เราอยู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) หรือเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันมายาวนานหลายสิบปี” แต่เมื่อกระแสโลกกำลังหันไปสู่ยุค EV ไทยก็ต้องปรับตัวตาม

เช่น สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้คนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า จนระยะหลังๆ ยอดขาย EV ก็เพิ่มขึ้น สามารถพบเห็นบนท้องถนนได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ผลิต EV ได้สิทธิพิเศษทางภาษี รัฐบาลไทยก็มีเงื่อนไขว่าต้องเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย นโยบายแบบนี้ควรผลักดันอย่างต่อเนื่องและไม่ใช่เฉพาะแต่ยานยนต์ไฟฟ้า

อาทิ สหภาพยุโรป (EU) มีกฎหมายใหม่ที่เรียกว่า “CBAM” ที่จะเก็บภาษีในอัตราสูงมากสำหรับสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องเตรียมเรื่องแหล่งพลังงานสะอาด ซึ่งกระทรวงพลังงานของไทยก็เริ่มขยับกันบ้างแล้ว “แต่การปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล” ไม่ใช่เริ่มทำวันนี้แล้วจะเห็นผลเพียงไม่กี่เดือน โดยสรุปแล้ว ในระยะสั้นหากไม่มีสถานการณ์อะไรรุนแรงเป็นพิเศษเกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยปี 2567 น่าจะดีกว่าปี 2566 เพียงแต่ยังไม่ใช่จุดที่ประเทศไทยควรพอใจ

“ปีนี้ควรจะลงทุนเพิ่มไหม เป็นคำถามที่ง่ายแต่ตอบยากคำตอบคงต้องดูก่อนว่าในจุดที่เราอยู่ ในอุตสาหกรรมหรือการค้าขายที่เราทำ เราคิดว่าความต้องการในปีนี้เป็นอย่างไรแต่ถ้าผมอยู่ในภาคท่องเที่ยว ผมคิดว่าคนมาท่องเที่ยวประเทศไทยจะเยอะขึ้นอย่างปีที่แล้ว ถ้าถามผมว่าควรจะลงทุนเพิ่มไหม ควรจะลงทุน แต่ขณะเดียวกันถ้าทำเต็นท์รถมือสอง คงพอเห็นว่าราคารถมือสองตกลงเยอะเลย ผมว่าต้องคิดถึงเรื่องสภาพคล่องตัวเองเยอะๆ นะ

ผมว่าต้องดูว่าเราทำอะไร เฉกเช่นเดียวกัน สมมุติว่าผมทำโรงเรียน เด็กเกิด (น้อย) แบบนี้ ผมน่าจะสร้างตึกใหม่ไหมอันนี้ต้องคิดแล้ว แต่ถ้าผมทำโรงเรียนอินเตอร์ล่ะ ผมว่าต้องดูก่อน ถ้าอุตสาหกรรมที่เราอยู่มีแนวโน้มที่จะเติบโต ผมคิดว่าปีนี้ลงทุนได้ แต่ถ้าเกิดเราอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีปัญหาอันนั้นเราก็ต้องระวัง และยิ่งระวังเรื่องสภาพคล่อง เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้ในการปล่อยกู้ธนาคารก็มีความระมัดระวัง” อาจารย์ชยงการ ฝากข้อคิด

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

แนวหน้า Talk : ‘รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ ถึงเวลา‘ไทย’ปรับใหญ่รับ‘สังคมสูงวัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783968

แนวหน้า Talk : ‘รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ ถึงเวลา‘ไทย’ปรับใหญ่รับ‘สังคมสูงวัย’

แนวหน้า Talk : ‘รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ ถึงเวลา‘ไทย’ปรับใหญ่รับ‘สังคมสูงวัย’

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“สังคมสูงวัย” หมายถึงสังคมที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) แบ่งภาวะสังคมสูงวัยออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.สังคมสูงวัย (Aging society) หมายถึง มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ 2.สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 หรือมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ

และ 3.สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอด หมายถึง มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งข้อมูลจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (โดยอ้างอิงสถิติของ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย) ณ เดือนธันวาคม 2566 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 13,064,929 คน คิดเป็นร้อยละ 20.08 จากประชากรสัญชาติไทยทั้งหมด 65,061,190 คน ดังนั้นเท่ากับว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง” เมื่อดูสถิติของกรมการปกครอง ช่วงปี 2536-2539 จำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่เฉลี่ยปีละ 9 แสนคน ช่วงปี 2540-2560 ลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 7-8 แสนคน และช่วงปี 2561-2566 อยู่ที่เฉลี่ยปีละ 5-6 แสนคน ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ช่วงปี 2506-2526 ไทยเคยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่เฉลี่ยปีละ 1 ล้านคน

นักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์สังคมสูงวัย รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่ ณ วันที่ 18 ม.ค. 2567 ว่า หลายคนมักเข้าใจว่าสังคมสูงวัยหมายถึงสังคมของผู้สูงอายุ แต่จริงๆ หมายถึงการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เด็กเกิดใหม่ลดลงและคนวัยทำงานมีน้อยลง

อีกทั้งการเกิดของเด็กมักอยู่ในครัวเรือนที่ไม่พร้อม ดังคำกล่าวว่า “คนพร้อมไม่ท้อง..คนท้องไม่พร้อม” ซึ่งในอีก 12 ปีข้างหน้าไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้นคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะมีปัญหาด้านคุณภาพ และคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะต้องจ่ายภาษีเพื่อดูแลประเทศ คำถามคือแล้วคุณภาพของประเทศจะเป็นอย่างไรยิ่งไปกว่านั้นคนรุ่นใหม่ยังต้องดูแลพ่อแม่ที่อายุยืนขึ้น อย่างในปี 2513 คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 59 ปี แต่ปัจจุบันผู้หญิงอายุขัยเฉลี่ย 79 ปีส่วนผู้ชายอยู่ที่ 77 ปี เท่ากับอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้นถึง 20 ปี และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก

ซึ่งการที่คนอายุยืนขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น แต่โครงสร้างประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น คนที่จะรับภาระหนักที่สุดคือเด็กที่จะเกิดมารวมถึงคนที่อยู่ในปัจจุบันที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี เพราะเป็นคนวัยหนุ่ม-สาวที่ต้องจ่ายภาษี เป็นคนเลี้ยงดูพ่อแม่ หรืออาจไปถึงปู่ย่าตายายหากยังมี
ชีวิตอยู่ ยิ่งหากมีลูกด้วยก็จะยิ่งหนักขึ้นอีก ปัญหาจะหนักมากหากไม่มีการเตรียมระบบรองรับผู้สูงวัยตั้งแต่วันนี้ เพราะการปรับโครงสร้างประชากรไม่ใช่เรื่องง่าย

ทั้งนี้ คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้เกิดมาแล้วเลื่อนเวลาแก่ออกไปให้ช้าและใกล้เวลาตายที่สุดเพื่อให้ช่วงเวลาเจ็บนั้นสั้น ซึ่งสามารถทำได้ เช่น แต่เดิมเรานิยามคำว่าแก่คืออายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะอายุขัยเฉลี่ยคนในอดีตคือ 59 ปี ดังนั้นหากถามว่าปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 79 ปี ให้นับอายุ 80 ถือว่าแก่ได้หรือไม่ สำหรับตนมองว่า “ไม่ต้องนำอายุมานับ แต่ให้ตั้งนิยามใหม่ไปเลย คำว่าแก่หมายถึงคนที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ หรือต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น” แต่หากยังเดินได้ ไปทำงานได้ สุขภาพดีในระดับหนึ่ง จะอายุ 80 หรือ 90 ก็ยังไม่เรียกว่าแก่

“เอาความจริงของสังขารดีกว่า ถ้าคุณจับคอนเซ็ปต์นั้นได้ เราจะยืดแก่ได้อย่างไร ไม่ใช่ยืดอายุ จะยืดแก่ได้อย่างไร ก็คือทำให้ตัวเองพึ่งพาตัวเองได้ยาวขึ้นไปจนใกล้ตาย แล้วให้เจ็บสั้น คราวนี้พึ่งพาตัวเองเรื่องอะไรบ้าง หนึ่งคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะถ้าคุณหยุด คุณแก่ แล้วคุณต้องไปพึ่งลูกแล้วคุณ เศรษฐกิจไม่สามารถทำงานได้ยาวขึ้น คุณต้องพึ่งคนอื่นเร็วขึ้นใช่ไหม ทำอย่างไรที่คุณพอทำงานต้องทำให้ยาวขึ้น อันนั้นประการที่หนึ่ง พอทำงานยาวขึ้นจะพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ไม่เหงาไม่เฉาด้วย ไม่ต้องรอ 600 บาท (เบี้ยผู้สูงอายุ)” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่รัฐต้องทำคือให้ทุกคนมีอาชีพสำรอง” เพราะปัจจุบันอาชีพที่ทำกันอยู่สามารถหายไปได้ง่ายๆ หรือเมื่อกำลังวังชาลดลงอาชีพบางอย่างก็ทำไม่ได้ ดังนั้นรัฐควรส่งเสริมให้คนมีอาชีพสำรอง แต่ไม่ใช่การไปอบรมว่าอาชีพสำรองนั้นเรื่องอะไร เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตอาชีพใดจะยังอยู่หรือหายไป จึงต้องให้แต่ละคนเป็นคนเลือกอาชีพสำรองของตนเอง โดยมีรัฐช่วยสนับสนุนการหาอาชีพสำรองนั้น เช่น ลดค่าใช้จ่ายในการหา ดังนั้นการแจกเงินจึงไม่ใช่แจกให้บริโภค แต่ต้องให้นำเงินนั้นไปใช้ฝึกทักษะหรือเรียนรู้ที่จะมีอาชีพสำรอง

อย่างไรก็ตาม “เมื่อถึงวันหนึ่งคนก็ต้องหยุดทำงาน ก็ต้องพึ่งตนเองจากการออมตั้งแต่ยังเป็นวัยทำงาน” เพื่อให้ในวันที่หยุดทำงานจะนำเงินออมนั้นออกมาใช้จนกว่าจะตาย เพราะสมัยนี้จะหวังพึ่งลูกก็ยาก หวังพึ่งรัฐก็ไม่เพียงพอ อาทิ หากหยุดทำงานตอนอายุ 60 โดยคาดว่าจะตายตอนอายุ 80 ปี (คำนวณตามอายุขัยเฉลี่ย) หากจะใช้เงินเดือนละ 2 หมื่นบาทก็ต้องมีเงินออม 5 ล้านบาท หรือหากจะใช้เงินเดือนละ 4 หมื่นบาท ก็ต้องมีเงินออม 10 ล้าน เป็นต้น การออมจึงต้องทำตั้งแต่เริ่มทำงาน ไม่ใช่ไปออมตอนแก่

แต่ในความเป็นจริงของคนไทยคือคิดกลับกัน คนไทยยึดการบริโภคเป็นตัวตั้ง หากรายได้ไม่พอก็กู้แล้วค่อยไปผ่อนส่ง แต่หากคิดเรื่องสังคมสูงวัย ต้องเอาการออมเป็นตัวตั้ง สัดส่วนเงินออมต้องตายตัว มีรายได้เท่าไรต้องหักเงินออมไปก่อนคิดถึงเรื่องการบริโภค ยิ่งเตรียมตัวเร็ว ปรับวิธีคิดเร็วเท่าไรยิ่งดี ดังนั้นการพูดถึงสังคมสูงวัยอย่าไปคิดถึงคนแก่ แต่ต้องคิดถึงคนหนุ่ม-สาวที่จะต้องเตรียมตัวที่จะพึ่งตนเองได้ยาวขึ้น โดยสรุปการเตรียมตัวเรื่องเศรษฐกิจ คือทำให้คนทำงานได้ยาวขึ้นรัฐส่งเสริมทักษะการทำงานในอนาคต และมีเงินออม

“มีระบบสวัสดิการสำหรับทุกคน แต่สวัสดิการนี้จะต้องให้แต่ละคนที่จะได้สวัสดิการร่วมจ่าย เวลาคุณไปซื้อสินค้า ปัจจุบัน VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) 7% ถ้ารัฐขอเพิ่ม 3% ใส่อยู่ในชื่อแต่ละคนเลย ใครซื้อมากได้มาก แต่ยังไม่ให้ตอนนั้น พออายุมากขึ้นระดับหนึ่ง จะ 65 จะ 70 อะไรก็แล้วแต่ เงินนั้นสะสมรวมกันทั้งหมดเท่าไร รัฐเติมให้อีกเท่าตัว เพราะรัฐเอาเงินนั้นไปเป็นกองทุนหมุนเวียนไปลงทุนต่อเงินนั้นก็จะทยอยให้เป็นบำนาญกับเรา ก็เหมือนประกันสังคม เป็นเงินบำนาญให้เราทุกเดือน ไม่ต้องรอ 600 700 1,000 บาท

แล้วก็จะมีคำถามว่าแบบนี้คนรวยก็ได้เยอะสิ ส่วนคนซื้อของน้อยก็ได้น้อย1.มันก็เงินของเขา ก็เขาเป็นคนจ่าย ถูกหักไว้เอง 3% 2.ถ้าคุณคิดว่าบางคนที่รวย ซื้อรถยนต์ทีหนึ่งเป็นล้าน 3% มันก็เยอะ แล้วรัฐจะไปเติมให้เยอะทำไม คุณก็ Cap (กำหนดยอด) ไว้สิ แต่ละคนให้ได้ไม่เกินเท่าไร มีเพดานที่จะให้ เพราะฉะนั้นคนรวยเราก็เอาเงินที่ได้มานั้นเอาไปช่วยคนจนดีกว่า คนจนเราก็เติมให้เยอะ คนรวยเราก็เติมให้น้อย มันก็จะลดช่องว่างได้อีก ตรงนี้ถ้าลองคิดให้ดีมันจะช่วยระบบสวัสดิการ เป็นสวัสดิการสำหรับทุกคน” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “วิธีการนี้จะทำให้รัฐบาลรู้ว่าใครคือคนจน” เพราะคนจนจะจับจ่ายใช้สอยน้อย เมื่อเห็นยอดสะสมจนถึงวันที่ต้องจ่ายบำนาญ หากมียอดน้อยรัฐก็เติมให้คนกลุ่มนี้มากขึ้นได้ “ระบบนี้ทำควบคู่ไปกับประกันสังคมเดิมได้” แต่ความท้าทายคือ “ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลชุดใดกล้าปรับ VAT จาก 7% เป็น 10%”ถึงกระนั้นตนยืนยันจากการสำรวจมาแล้วว่า“ถ้าเพิ่ม 3% แล้วเก็บในชื่อแต่ละคน ประชาชนจะเอาด้วย” เพราะเป็นเงินที่ประชาชนเก็บเองและได้ใช้เองในยามสูงวัย

หรืออีกแนวทางหนึ่ง “ในเมื่อเราไม่สามารถทำให้คนเลิกเล่นหวยได้ คนที่เล่นก็ควรได้อะไรกลับมาบ้างแม้ไม่ถูกรางวัล”ซึ่งตนเสนอแนะว่า “สลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบที่ไม่ถูกรางวัล ให้รัฐจ่ายเงินคืนผู้ซื้อสลากในจำนวน 10 บาทต่อใบ ออมไว้จ่ายเป็นบำนาญในอนาคต” จากราคาสลาก 80 บาทต่อใบ ระบบนี้สามารถทำได้เพราะปัจจุบันคนซื้อสลากดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังกันมาก

อนึ่ง ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการริเริ่มก่อตั้ง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นกองทุนภาคสมัครใจ เปิดโอกาสให้คนที่อยากออมสมัครส่งเงินเข้ามาแล้วรัฐก็เติมให้อีกส่วนหนึ่ง แต่การออมโดยสมัครใจไม่ได้รับความนิยม ดังนั้นเงินจากการเก็บ VAT เพิ่มร้อยละ 3 หรือเงิน 10 บาทต่อใบจากสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่ถูกรางวัล ให้นำมาใส่ใน กอช. คนที่ไม่เคยรู้จัก กอช. ก็จะเข้ามาสมัคร

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ “สภาพแวดล้อม” ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตในยุคสังคมสูงวัย ซึ่ง รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวว่า “รัฐต้องลุกขึ้นมาปรับสภาพแวดล้อมทั้งประเทศ” เพราะต้องไม่ลืมว่า“ไม่ว่าประชากรวัยใดก็ตาม การพลัดตกหกล้มมีความเสี่ยงที่จะทำให้กลายเป็นคนที่พึ่งพาตนเองไม่ได้” โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเฉลี่ย 4 คนต่อวัน ตัวอย่างจุดเสี่ยง เช่น ทางต่างระดับหรือห้องน้ำไม่มีราวจับ(หรือมีแต่ไม่จับ) พื้นลื่น ปรับโถส้วมแบบชักโครกสูงและมีราวจับด้านข้างเพื่อช่วยพยุงเวลาจะลุกขึ้น เพราะผู้สูงอายุกำลังขาไม่ค่อยดี เป็นต้น

ขณะเดียวกัน “หลายคนยังพยุงผู้สูงอายุไม่ถูกวิธี” เช่น จับบริเวณใต้รักแร้หรือคล้องที่แขนท่อนบน แบบที่เรียกว่า “หิ้วปีก” ซึ่งจริงๆ ร่างกายคนเรามีน้ำหนักมากพอสมควร เมื่อผู้สูงอายุล้มก็จะดึงร่างผู้พยุงร่วงไปด้วยกัน “วิธีที่ถูกต้องคือให้จับบริเวณเข็มขัดด้านหลัง” เพราะเป็น “จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity)”จะช่วยพยุงได้ หรือไม่เช่นนั้น “ผู้พยุงก็ต้องเป็นฝ่ายให้ผู้สูงอายุจับแขน (ไม่ใช่ผู้พยุงไปจับแขนผู้สูงอายุ)” เพราะผู้สูงอายุจะจับจังหวะของตนเองได้ว่าเมื่อใดร่างกายเซ ส่วนผู้พยุงก็จะเป็นเหมือนไม้เท้า

“อาจจะต้องลุกขึ้นมาปรับสภาพแวดล้อม ทั้งบ้าน ทั้งอาคารสาธารณะ ถนนหนทางทั้งหลาย เพื่อที่จะให้ลดการพลัดตกหกล้มทั้งหลาย จะทำให้ช่วยชาวบ้านได้เยอะ คราวนี้วิธีการง่ายๆ คุณจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล ระดมช่างชุมชนแล้วให้แต่ละบ้านออกวัสดุ เอาช่างชุมชนซึ่งคนไทยมีฝีมือช่างเยอะไปลุย และขณะเดียวกันรัฐช่วยให้อาจารย์ที่มีความรู้งานวิจัยด้านนี้ มาดูว่าแบบที่จะช่วยออกแบบให้มันเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและใช้กับคนทุกฝ่ายได้ เป็น Universal Design (อารยสถาปัตย์) ได้ จะทำอย่างไร” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว

จากบ้านและอาคาร “ถนนและทางเท้า” ก็ต้องปรับวิธีคิดในการก่อสร้าง เพราะปัจจุบันการทำถนนเน้นเพื่อรถยนต์ไม่ใช่เพื่อคนเดิน “ทางเท้าเมืองไทยเหมือนเดินป่า” มีทั้งพื้นต่างระดับขึ้น-ลง เพราะต้องมีทางเข้า-ออกบ้านหรืออาคาร หรือเดินแล้วต้องหลบเสาไฟฟ้า การขายสินค้าทั้งแบบแผงลอยและร้านค้าที่เป็นอาคารแล้วนำสิ่งของมาตั้งวางบนทางเท้า จึงเป็นอุปสรรคในการเดินทางของผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้รถเข็น

ประการที่ต่อมา “มิติด้านสุขภาพ” มีสิ่งที่หากทำได้ก็จะช่วยให้แต่ละคนอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ดังนี้ 1.การนอน (Sleep) ต้องได้ทั้งปริมาณ (7-8 ชั่วโมง) และเวลา 2.การกิน (Eat)ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าคืออาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ 3.ออกกำลังกาย (Exercise) อย่าบอกว่าไม่มีเวลา เพราะการบอกว่าไม่มีเวลาหมายถึงการจัดลำดับความสำคัญของการออกกำลังกายไว้หลังสุด (ไม่ต่างจากการออมที่หลายคนจัดลำดับไว้หลังการบริโภค) โดยควรออกกำลังกายตั้งแต่ยังเป็นวัยหนุ่ม-สาว และ 4.สังคม (Social)ต้องอยู่ในสังคมที่ดี

ขณะเดียวกัน “ระบบดูแลระยะกลาง (Intermediate Care)” จะช่วยลดปัญหาผู้ป่วยล้นจนโรงพยาบาลแออัดได้มาก โดยปกติเมื่อคนเราเจ็บป่วยจะไปโรงพยาบาล เมื่อรักษาหายแล้วก็กลับมาอยู่บ้าน แต่ระบบดูแลระยะกลางจะเป็นตัวช่วยในเบื้องต้น เพราะอาการเจ็บป่วยบางอย่างสามารถฟื้นฟูได้โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรือผู้ป่วยที่รักษาอาการหลักในโรงพยาบาลแล้วก็สามารถมาเข้ารับการฟื้นฟูได้ที่นี่ ศูนย์ฟื้นฟูจะมีการทำกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทยด้วยการนวด แพทย์แผนจีนด้วยการฝังเข็มรวมถึงมีกิจกรรมบำบัด

ตัวอย่างศูนย์ฟื้นฟูหรือระบบการดูแลระยะกลาง เช่น “ศูนย์ฟื้นฟูสารภีบวรพัฒนา” อ.สารภี จ.เชียงใหม่ นอกจากจะมีบริการฟื้นฟูร่างกายและการทำกิจกรรมร่วมกันของผู้สูงอายุแล้ว ยังส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มาดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งก็จะได้เรียนรู้เพื่อเตรียมตัว และเมื่อกลับบ้านไปก็จะช่วยดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้ หรือ “ศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและคนพิการ” อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีการนำรถกอล์ฟมาใช้รับ-ส่งผู้สูงอายุ มีกิจกรรมสวดมนต์และร้องเพลงร่วมกัน จากนั้นแยกกลุ่มไปทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่สนใจ เช่น วาดเขียน หัตถกรรม ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ

“คนที่มีความสุขไม่ใช่แต่เพียงผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมร่วมกัน ลูกที่บ้านมีความสุขผมไปถามลูกที่บ้านว่าคิดอย่างไร โอ๊ย!วันไหนที่เขาไปเขามีความสุข หนูก็มีความสุข มีเวลาทำงาน หนูได้พัก ไม่เช่นนั้นพ่ออยู่-แม่อยู่ เที่ยวนี้หนูจะได้ทำความสะอาดบ้าน ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ที่โพธารามแรกๆ เขาเริ่มสัปดาห์ละวัน โห! คนชอบมากก็เลยเพิ่มเป็นจันทร์-พุธ-ศุกร์ในที่สุด อย่างนี้เป็นตัน” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม “การที่รัฐไทยไม่กระจายอำนาจอย่างเต็มที่คืออุปสรรคสำคัญในการเกิดศูนย์เหล่านี้” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ เล่าถึงการไปพบผู้นำท้องถิ่นที่ จ.ราชบุรี ได้รับทราบว่า “รถกอล์ฟที่ได้รับบริจาคมา ถ้าใช้งบท้องถิ่นซ่อมก็มีความผิดเพราะไม่มีหน้าที่” เป็นภาพสะท้อนว่า “ส่วนกลางเป็นคนกำหนดว่าอะไรทำได้-ไม่ได้” ท้องถิ่นจะทำอะไรต้องเขียนโครงการขอให้ส่วนกลางอนุมัติ

ทั้งที่หลักคิดควรกลับกัน “ท้องถิ่นต้องทำได้เกือบทุกเรื่อง เว้นไว้เพียงบางเรื่องเท่านั้นที่ไม่ให้ทำ” เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ “เหนือ-กลาง-ใต้-อีสาน แต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกัน” โดยสิ่งที่ไม่อนุญาตให้ท้องถิ่นทำ ในมุมมองของตนมี 3 เรื่อง คือ 1.การพิมพ์ธนบัตรหรือมีสกุลเงินของตนเอง 2.การมีกองกำลังติดอาวุธของตนเอง และ 3.การมีศาลตัดสินคดีความของตนเอง

“หลังจากที่ผมไปเป็นประธาน (ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนสังคมสูงวัยไทยอายุยืน) ที่คุณจุติ (จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์-ในขณะนั้น) ก็ปรากฏว่าในที่ประชุมนั้นมีคนจากกระทรวงมหาดไทย แล้วก็มีกระทรวงอื่นอยู่ ผมก็บ่นเรื่องนี้แล้วก็บ่นกระทรวงมหาดไทยว่าอันนี้จะแก้ไขอย่างไร สิ่งที่เขาแก้ไปแล้ว ก็ดีขึ้นนะต้องชม คือเขามอบหมายอำนาจให้กับท้องถิ่นให้ทำเรื่องนี้ด้วย แต่ยังสูตรเดิมคือจะให้ทำเรื่องอะไร ไม่ใช่ให้ทำทุกเรื่อง ไม่ถึงกับต้องบอกก่อน เขาบอกเลยว่าถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ เรื่องเกี่ยวกับผู้สูงวัยให้มีหน้าที่ที่ทำ เพราะเขาเห็นแล้วว่ามีปัญหาในอนาคต ก็ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้หลักการของการกระจายอำนาจ” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว

หมายเหตุ :สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอดสุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. !!!

แนวหน้า Talk : ‘วิทิตนันท์ โรจนพานิช’ คำตอบของชีวิตหลังสร้างประวัติศาสตร์ ชาวไทยคนแรกผู้พิชิต‘ยอดเขาเอเวอเรสต์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781866

แนวหน้า Talk : ‘วิทิตนันท์ โรจนพานิช’  คำตอบของชีวิตหลังสร้างประวัติศาสตร์  ชาวไทยคนแรกผู้พิชิต‘ยอดเขาเอเวอเรสต์’

แนวหน้า Talk : ‘วิทิตนันท์ โรจนพานิช’ คำตอบของชีวิตหลังสร้างประวัติศาสตร์ ชาวไทยคนแรกผู้พิชิต‘ยอดเขาเอเวอเรสต์’

วันเสาร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“8,848 เมตร” เป็นความสูงของ “ยอดเขาเอเวอเรสต์” เหนือระดับน้ำทะเล เอเวอเรสต์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย อันเป็นดินแดนที่ถูกเรียกว่า “หลังคาโลก”ซึ่งนับตั้งแต่ จอร์จ เอเวอเรสต์ นักสำรวจชาวอังกฤษ ค้นพบภูเขาลูกนี้ในปี 2384 (โดยชื่อ เอเวอเรสต์ ก็ถูกตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักสำรวจท่านนี้) มันได้กลายเป็นเป้าหมายของนักปีนเขาจากทั่วสารทิศมาจนถึงปัจจุบัน ที่หวังว่าเกิดมาชาติหนึ่งจะต้องเป็นผู้พิชิต “ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก” ให้ได้ แม้จะต้องเสี่ยงกับความตายก็ตาม ดังที่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากความพยายามปีนเขาลูกนี้อยู่เนืองๆ

ย้อนไปเมื่อ “วันที่ 22 พ.ค. 2551” ซึ่งถือเป็น“วันประวัติศาสตร์” อีกวันหนึ่งของประเทศไทย เมื่อ วิทิตนันท์โรจนพานิช ได้กลายเป็น “คนไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์” และต้องบอกว่า กว่าจะได้นำธงชาติไทยขึ้นไปโบกสะบัดในจุดที่สูงที่สุดบนพื้นโลก นอกจากการเตรียมพร้อมสภาพร่างกายแล้ว การหาผู้สนับสนุนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่ วิทิตนันท์ ได้มาบอกเล่าในรายการ“แนวหน้า Talk” เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา

วิทิตนันท์ ฉายภาพความยากในการพิชิตยอดเขาลูกนี้โดยเริ่มจากการอธิบายก่อนว่า ยอดเขาเอเวอเรสต์ เกิดขึ้นจากแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียนเพลทกับอินเดียนแพลทชนกันเมื่อ50 ล้านปีก่อน ในเวลาที่ยังอยู่ใต้น้ำและดันตัวสูงขึ้น กระทั่งวันที่29 พ.ค. 2496 มีคน 2 คน คือ เทนซิง นอร์เก เชอร์ปา และ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ปีนขึ้นสู่ยอดเขา โดยเวลานั้นยอดเขามีความสูง 8,848 เมตร จึงยึดตัวเลขนี้เป็นความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่จริงๆ แล้วยอดเขาเอเวอเรสต์สูงขึ้นทุกปีเพราะเปลือกโลกยังดันกัน

อย่างตอนที่เกิดแผ่นดินไหวที่เนปาลเมื่อ 6-7 ปีก่อน ยอดเขาก็ทรุดลงมา แต่หลังจากนั้นก็ดันกลับสูงขึ้นไปอีก อย่างปัจจุบันตัวเลขที่มีการวัดกันคือ 8,852 เมตรบ้าง หรือ 8,850 เมตรบ้าง ซึ่ง “เหตุที่การพิชิตยอดเขาแห่งนี้เป็นเรื่องยากมากมาจาก 3 ส่วน” ประกอบด้วย 1.สภาพทางธรรมชาติ ด้วยความสูง 8,848 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เช่น อากาศเบาบาง อย่างที่เราอยู่อาศัยกันขณะนี้มวลอากาศ 100% จะมีออกซิเจน 21% แต่บนยอดเขาเอเวอเรสต์มวลอากาศเหลือ 30% ออกซิเจนเหลือแค่ 6%

ดังนั้นเมื่อขึ้นไปแล้วร่างกายไม่ปรับตัว จะเกิดภาวะปอดชื้นปอดบวม สมองบวม นอกจากนั้น ด้านบนอุณหภูมิยังอยู่ที่-40 องศาเซลเซียส มีหิมะตลอดปี นี่คือความยากลำบากของสถานที่ที่มีความสูง 2.อันตรายจากอุบัติเหตุ อย่างฝั่งใต้ หรือฝั่งประเทศเนปาลที่ตนปีนขึ้นไป ต้องข้ามหุบเหว ต้องใช้บันไดอะลูมิเนียมพาด และแม้จะมีอุปกรณ์ลดความเสี่ยงแต่จุดนี้ก็เป็นจุดที่มีผู้เสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง หรือปีนอยู่เจอหิมะถล่มใส่ก็เสียชีวิตได้เช่นกัน

และ 3.ความเหนื่อยล้า กว่าจะไปถึงยอดเขาต้องใช้เวลากันถึง 2 เดือน จริงๆ หากปีนทีเดียวให้จบจะใช้เวลาเพียง 6 วันก็ถึงยอด แต่ที่ใช้เวลานานเพราะต้องทำให้ร่างกายปรับตัวให้ไขกระดูกสร้างฮีโมโกลบิน ทั้งนี้ “ค่าใช้จ่ายการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์จะอยู่ที่ราว 2-3 ล้านบาท” เพราะต้องอยู่ที่นั่น 2 เดือน ต้องใช้ลูกหาบ ต้องมีอาหารรับประทาน ยังไม่นับค่าอุปกรณ์ที่ตกราวหลักแสนบาท

นั่นทำให้ “มีคนกล่าวแบบติดตลกว่า นอกจากร่างกายแข็งแรง จิตใจมุ่งมั่นและมีเงิน แล้วยังต้องโง่และบ้าด้วย” แต่คำว่าบ้าในที่นี้ตนมองว่าหมายถึง “บ้าระห่ำในความศรัทธา” เพราะดูสถิติแล้ว “อัตราเสี่ยงอยู่ที่ใน 10 คน จะมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในขาขึ้น และ 6 คน จะมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในขาลง” โดยตอนลงเขานั้นยากกว่าตอนขึ้นเขาเพราะหมดแรง อย่างเท่าที่พบศพกันขณะนี้ก็ประมาณ 300-400 รายแล้ว

ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีคนขึ้นปีนเยอะ จำนวนคนที่ปีนสำเร็จตนเข้าใจว่าน่าจะอยู่ราวๆ สัก 5-6 พันคนแล้วตั้งแต่มีการค้นพบครั้งแรก ย้อนไปในปี 2467 มีสื่อไปถาม จอร์จ มัลลอรี ที่พยายามปีนยอดเขาเอเวอเรสต์มาแล้ว 2 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ ว่าจะกลับไปปีนทำไมอีก แล้ว มัลลอรี ตอบสั้นๆ ว่า เพราะมันอยู่ตรงนั้น (Because is there) ตนมองว่าเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง และเป็นคำตอบที่ตนเพิ่งเข้าใจหลังปีนได้สำเร็จ ว่าเมื่อเราศรัทธาอะไรสักอย่างหนึ่ง เมื่อนั้นเราจะเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะต้องทำได้

“ถ้าเราเลือกที่จะไป ก่อนจะถึงยอดเขาเราก็ต้องพบอุปสรรค เหมือนเราตั้งเป้าในชีวิตเรา อยากได้นั่น-อยากเป็นนี่ ถ้าเราไม่ต่อสู้อะไรเลยมันก็ไม่ได้ ยิ่งเป้าสูง เป้าหมายยาก มันก็ต้องยิ่งมีอุปสรรคยาก แต่เมื่อเราไปถึงจุดตรงนั้นมันคือสุดยอด คำว่าสุดยอดมันใช้กับสิ่งที่ผมทำได้เลย มันสุดยอดจริงๆ คือตอนแรกผมก็มีแรงบันดาลใจ ต้องบอกก่อนเลยว่าจุดเริ่มต้นมาจากการคุยกันเล่นๆ แต่ว่าผมไม่เล่น ผมเอาจริง”วิทิตนันท์ กล่าว

วิทิตนันท์ เล่าต่อไปถึง “จุดเริ่มต้น” ของการพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ต้องย้อนไปปี 2547 ตนเป็นคนชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัย เช่น ดำน้ำ ขับเครื่องบินเล็ก แต่ยังไม่เคยปีนเขา ระหว่างไปดำน้ำกับเรือมารีเวสต์ ได้พูดคุยกับสาโรจน์ เปรื่องวิริยะ เจ้าของบริษัทนอร์ก้า ซึ่งเป็นพี่ที่รู้จักกันท่านถามตนว่าเคยปีนเขาหรือไม่ ตนบอกว่าไม่เคย มีการพูดติดตลกอีกว่าภูเขาสูงที่สุดที่ตนเคยปีนคือภูเขาทองวัดสระเกศฯ ขนาดภูกระดึง จ.เลย ก็ยังไม่เคยไป

ซึ่งคุณสาโรจน์ก็บอกว่า “น่าเสียดาย อยากชวนไปปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ เนื่องจากในปี 2549 จะเป็นวาระที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี อยากทำเป็นของขวัญถวายพระองค์ท่าน” เมื่อตนได้ยินที่คุณสาโรจน์บอกว่าอยากทำเพื่อถวายในหลวง ร.9 ด้วยการพาคนไทยไปชูธงชาติ ร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมีบนยอดเขาเอเวอเรสต์ ตนก็บอกว่าถ้าแบบนั้นตนขอไปด้วย และขอเป็นโปรดิวเซอร์รายการนี้เอง จะทำเป็นรายการเผยแพร่ทางโทรทัศน์ แต่เกิดปัญหาทำให้นายสาโรจน์ไม่สามารถทำต่อได้ตนจึงรับหน้าที่วิ่งหาสปอนเซอร์เอง

หลังพยายามอยู่หลายปี ได้คุยกับ บริษัทกันตนา ซึ่งก็ต้องเอ่ยชื่อบุคคลสำคัญอีก 2 ท่าน ท่านแรกคือ นิรัตติศัย กัลย์จาฤก ขณะเดียวกัน ตนก็เริ่มจากการไปปีนในจุดเล็กๆ ของเส้นทางสู่เอเวอเรสต์ เช่น เบสต์แคมป์ (Base Camp) ยอดเขาคาลาปาธาร์ (Kalapatther) ที่สูง 5,545 เมตร นอกจากนั้น ตนยังได้ทำละครเวทีกับคุณนิรัตติศัย เจอคำถามว่าอยากทำอะไรมากที่สุด ตนก็ตอบไปว่าอยากปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ พร้อมกับนำคลิปวีดีโอที่ตนไปปีนเขาเหล่านั้นไปให้ดู เมื่อได้เห็นคลิปวีดีโอ คุณนิรัตติศัย ก็บอกว่าขอเอาไปให้ จาฤก กัลย์จาฤก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งดู

แล้วคุณจาฤกก็เรียกตนไปคุย บอกว่ามา “ทำกันเถอะ” ก็วิ่งหาสปอนเซอร์และช่องโทรทัศน์กันต่อ แต่ยังไม่ได้ในไทย อย่างไรก็ตาม คุณจาฤกบอกว่าทำรายการอยู่ที่เวียดนาม จึงแนะนำให้ตนนำโครงการไปเสนอที่เวียดนาม จึงเกิดเป็น Vietnam 2008 Everest to the World และเรียกเสียงฮือฮาจากที่นั่นได้อย่างมาก มีการเฟ้นหาตัวแทนจาก 100 คน คัดเหลือ 20 และ 12 คน 8 คน 6 คน สุดท้ายเหลือ 4 คนที่มีความพร้อมที่สุดเพื่อไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ นอกจากนั้นคณะเดินทางยังมีช่างภาพจาก National Geographic 1 คน มีการตัดต่อแล้วส่งสัญญาณรายงานความคืบหน้าจากเบสต์แคมป์ทุกวัน ซึ่งเสียดายรายการนี้ไม่ได้ออกอากาศในประเทศไทย

“ปีน 6 คน แต่ซัพพอร์ตทีมมีอีก 13 คน ทั้งหมด19 คน แต่ขึ้นไปถึงบนนั้นได้เพียง 5 คน คือผู้เข้าแข่งขันมี 4 คน เป็นนักกีฬาทีมชาติหมด ช่างภาพ National Geographic 1 คน และผมเป็นหัวหน้าทีม 6 คนปีน พิชิตได้5 ผู้เข้าแข่งขัน 4 คน คนหนึ่งไม่สำเร็จ ก็เท่ากับทีมเวียดนามสำเร็จ 3 คน คนแรกชื่อเล่นเขาชื่อเงยหรือเหงียน อะไรสักอย่างเป็นผู้ชาย เป็นนักยิมนาสติก แต่อีก 2 คนก็ตามมา เขาคนแรก15 นาที อีก 15 นาทีเราก็ตามมา” วิทิตนันท์ ระบุ

วิทิตนันท์ ยังกล่าวอีกว่า แม้กระทั่งเมื่อตอนที่ตนปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ตนก็ยังนึกถึงในหลวง ร.9 เพราะตนทึ่งในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำ ตนมองว่าพระองค์ท่านต้องข้ามยอดเขาอย่างมหาศาล เพราะโครงการพระราชดำริ และอีกหลายสิ่งที่พระองค์ท่านปูพื้นฐานไว้ให้กับคนไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก และหลายสิ่งคนไทยก็ไม่เข้าใจ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องนี้ตนว่ามีคนเข้าใจน้อยมาก แต่ก็มีคนกล่าวว่า คนจนเพราะไม่มีนั้นน้อยกว่าจนเพราะไม่พอ และหากพอก็จะไม่จน

ซึ่งตั้งแต่เกิดมาตนเห็นในหลวง ร.9 ท่านทรงงานแล้ว อย่างบ้านตนเป็นครอบครัวใหญ่ ได้รับการปลูกฝังเรื่องศิลปวัฒนธรรม ได้เห็นข่าวในโทรทัศน์บ้าง แม่หรือป้ามาเล่าบ้างว่าในหลวง ร.9 ท่านทำอะไร อย่างตอนเรียนหนังสือเคยโดดเรียนไปเล่นละครเพราะเป็นสิ่งที่ตนชอบ แล้วก็มีเพื่อนๆ คุยกันมีความสงสัยว่าที่ในหลวง ร.9 ท่านทำสิ่งต่างๆ นั้นจริงหรือไม่ตนก็ตัดสินใจพิสูจน์ด้วยการเดินทางไปโครงการหลวง อาทิคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี, ชั่งหัวมัน จ.เพชรบุรี, ดอยตุง จ.เชียงราย ซึ่งที่นี่ตนไปตั้งแต่ยังไม่มีพระตำหนักดอยตุง

กระทั่งสุดท้ายตนไปได้คำตอบที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ เจอคุณป้าท่านหนึ่งเป็นชาวม้ง เล่าให้ตนฟังว่า ในหลวง ร.9 เสด็จฯมาที่นี่แล้วทรงมีรับสั่งอะไรบ้าง และพืชเมืองหนาวที่ท่านโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกแทนฝิ่น มีมานานมากก่อนตนเกิด แล้วต้องบอกว่าหลายอย่างที่พระองค์ท่านทรงทำนั้นไม่มีใครรู้ เป็นการปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง ตนก็รู้สึกซาบซึ้ง ซึ่งก็ต้องเล่าย้อนอีกว่า ตอนยังเรียนอยู่ก็เป็นพวกหัวขบถพอสมควร แต่ขบถในรุ่นของตนก็คือต้องพิสูจน์ เมื่ออีกฝ่ายที่มีชุดข้อมูลบอกว่าได้รับฟังจากเขาเล่าต่อกันมา ตนก็บอกเดี๋ยวไปถ่ายรูปมาให้ดู

“ผมรู้สึกว่าสิ่งที่พยายามทำก็ทำสำเร็จ ตอนขึ้นไปก็เหมือนฝันนะ แต่ผมคิดว่าฝันทุกฝันเป็นจริงได้ถ้าเราลงมือทำและตามล่าหามัน แล้วผมว่าทุกอย่างมันมีความหมายหมดถ้าเราให้ความหมายกับมัน แล้วก็ทำจริงกับมัน ทุกอย่างมีความหมายหมดเลย อยากจะพูดนิดหนึ่ง เชื่อไหมว่าพอสุดท้ายแล้วตอนที่ผมคิดว่าพอลงมา ผมรู้สึกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ไม่ใช่ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก มันมียอดที่สูงกว่าเอเวอเรสต์ ยอดเขานั้นคือยอดเขาที่อยู่ในใจ มันคือภูเขาในใจ จนทุกวันนี้ผมก็สู้กับมันทุกวัน ภูเขาลูกนี้ทำไมมันยากอย่างนี้ เพราะอุปสรรคเราตั้งมันขึ้นมาเอง” วิทิตนันท์ กล่าว

ในช่วงท้ายก่อน วิทิตนันท์ บอกเล่าเรื่องราวภายหลังพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้แล้ว ว่า ได้รับเชิญให้ไปบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่ตนย้ำคือความศรัทธา แต่ขณะเดียวกัน “ศรัทธาต้องมาจากปัญญา” หากไม่ใช้ปัญญาก็เป็นเพียงความเชื่อ แล้วเมื่อมีปัญญาก็จะมีสติ ทำให้สามารถก้าวข้ามขวากหนามไปได้ และจากที่ไปบรรยายมาหลายที่ ก็เจอความประทับใจอยู่หลายหน เช่น มีผู้ฟังร้องไห้ด้วยความตื้นตัน คงเพราะสิ่งที่ตนเล่านั้นไปโดนใจ หรือบางคนฟังแล้วก็บอกว่าขอยึดเป็นแนวปฏิบัติในการใช้ชีวิต

ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่ที่ตนไปบรรยาย คำถามที่พบเสมอคือเรื่องการใช้ชีวิตระหว่างปีนเขา เช่น กินอะไร ขับถ่ายอย่างไร เหนื่อยเพียงใด แต่มีครั้งนึงไปบรรยายที่ธนาคารแห่งหนึ่ง วันนั้นมีผู้ฟังประมาณ 100 คน มีผู้ฟังอายุน่าจะประมาณสามสิบต้นๆ ลุกขึ้นถามว่า “ชีวิตคืออะไร?” และตนก็ตอบไปว่า “ชีวิตคือโอกาส” หมายถึง “โอกาสในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ” การมีชีวิตคือการมีโอกาสเลือก หรือแม้แต่การไม่เลือกนั่นก็คือทางเลือกอีกอย่างเช่นกัน วันนี้ตนก็ยังจำหน้าคนที่ถามได้ และจำได้ด้วยว่าหลังตอบไปคนคนนั้นก็กำมือแล้วกล่าวขอบคุณพร้อมกับน้ำตาไหล

“การปีนเอเวอเรสต์มันก็ยากทาง Physical (กายภาพ) ทางรูปธรรม นามธรรมก็ยากเพราะต้องสู้กับจิตใจตัวเอง แต่ผมอยากจะบอกว่ามันก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง ถ้าพูดถึง Value (คุณค่า) ผมว่าแม่ค้าทำขนมครกแล้วทำโคตรอร่อย แบบนี้ผมว่านั่นก็คือปีนเขาเอเวอเรสต์เหมือนกันนะ ต้องฝึกฝน ต้องมีศรัทธา ผมเจอหลายคนนะ ทำอะไรเล็กๆ แต่เขาแฮปปี้ ผมเจอน้องขายกาแฟแถวซอยภาวนา เขาบอก..พี่! ผมแฮปปี้แค่นี้ เล็กๆ ทำจักรยานไปด้วย ทำกาแฟไปด้วย ผมมีความสุขทุกวันทุกนาทีที่ได้ทำ กาแฟอร่อยด้วย ผมถามว่าใส่อะไร เขาบอกใส่ใจ” วิทิตนันท์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. !!!

แนวหน้า Talk : ‘พิสิทธิ์ กิรติการกุล’ 23ปี‘คดีเด็ด’ที่‘วิกหมอชิต’ 4ทศวรรษบนเส้นทางสายอาชีพสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781076

แนวหน้า Talk : ‘พิสิทธิ์ กิรติการกุล’ 23ปี‘คดีเด็ด’ที่‘วิกหมอชิต’ 4ทศวรรษบนเส้นทางสายอาชีพสื่อ

แนวหน้า Talk : ‘พิสิทธิ์ กิรติการกุล’ 23ปี‘คดีเด็ด’ที่‘วิกหมอชิต’ 4ทศวรรษบนเส้นทางสายอาชีพสื่อ

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ต้องบอกว่าน่าใจหายอยู่ไม่น้อย หลังมีรายงานข่าวว่า “คดีเด็ด” รายการที่หยิบยกเรื่องเล่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ(และต่อมาเริ่มขยายไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง บุคลากรทางการแพทย์อาสาสมัครกู้ภัย ฯลฯ) ที่ฟังแล้วตลกขบขันมานำเสนอในรูปแบบ “ละครสั้น” ที่นักแสดงแต่ละคนเล่นได้แบบ “ขำสุดๆ” (จนระยะหลังๆ เริ่มใช้คลิปวีดีโอจากสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมเสียงบรรยาย “เรื่องนี้เป็นภาพจริง ไม่ได้ถ่ายทำ คนที่เห็นในภาพก็เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ตัวแสดง”) ลาไปจากหน้าจอโทรทัศน์แล้ว หลังออกอากาศมานานถึง 23 ปี

รายการคดีเด็ด ผลิตโดย บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท อิเมจิเนชั่น ริม จำกัด ปัจจุบันออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 13.00-14.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 (หรือระบบดิจิทัลคือช่อง 35) ออกอากาศในตอนแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2543 และตอนสุดท้ายวันที่ 30 ธ.ค. 2566 มีพิธีกรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการดำเนินรายการ อย่าง “หว่อง-พิสิทธิ์ กิรติการกุล” ภาพที่คอรายการคุ้นเคยคือน้ำเสียงที่ดูเรียบๆ สีหน้านิ่ง เข้าทำนอง “ตลกหน้าตาย” ตรงข้ามกับเนื้อหาในรายการที่ฮา
ท้องแข็งกันแบบสุดๆ

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2567 หว่อง-พิสิทธิ์ ได้มาเยือนรายการ “แนวหน้าTalk” บอกเล่าที่มาที่ไปของรายการคดีเด็ด ว่า ที่ผ่านมาตนถ่ายรายการ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง แบ่งออกอากาศได้ 2 ตอน ใช้สถานีตำรวจเป็นสถานที่ดำเนินรายการ และเสียงตอบรับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจคือชอบรายการนี้ เพราะส่วนใหญ่ก็พูดเรื่องผลงานของเขา เนื้อหาก็มาจากแฟ้มคดีประจำวันบ้าง หรือเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังบ้างว่าไปทำคดีอะไรมาแล้วเห็นว่าคดีนั้นมันตลกดีหรือเป็นคดีแปลกๆ แล้วทีมงานรายการก็นำมาทำเป็นละคร ส่วนนักแสดงก็หามาจากคนธรรมดาทั่วๆ ไป รปภ. บ้าง แม่บ้านบ้าง

และบทบาทที่ง่ายที่สุดคือ “วงไพ่แตก” หรือการตั้งวงเล่นการพนันแล้วต้องวิ่งหนีเพราะเห็นตำรวจกำลังจะมาจับ เพราะนั่นคือข้อเท็จจริงในชีวิตประจำวันส่วนหนึ่งของคนไทยไม่ว่าในเมืองหรือในชนบท อย่างในเมืองก็เล่นในห้องแอร์ ชนบทก็เล่นตามหัวท้ายปลายนาบ้าง ตามวัดบ้าง ส่วนวลีติดหูอย่าง “แหม!..ทำไปได้” มาจากชีวิตคนเรามีไม่กี่อย่างที่ใช้คำว่าสุดชีวิตคือทำอย่างไรก็ได้ 1.ขอให้ไม่ติดคุก 2.ขอให้ไม่ตาย คนจะทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นการหนีตำรวจก็คือหนีไม่ให้ติดคุก จึงทำในสิ่งที่ดูแล้วไม่น่าจะทำได้แต่ก็กลับทำได้ เช่น ยกโอ่ง กระโดดข้ามรั้วสูง

ทั้งนี้ หากรายการเปลี่ยนไป-มา ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ ใครจะไปติดตาม นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง เมื่อมีคนดูรายการเป็นประจำอยู่แล้วรายการก็จะมีรายได้ตามมา เมื่อมีรายได้มาเลี้ยงรายการก็อยู่ต่อไป ก็เหมือนกับร้านอาหารที่ 1.ต้องเลือกทำเลก่อน บางครั้งการเลือกทำเลผิดก็อาจไม่ประสบความสำเร็จ 2.เปิดร้านต่อเนื่อง ไม่ใช่ขาย 3 วัน หยุด 4 วัน หรือขาย 5 วัน หยุด 2 วัน แบบนี้ลูกค้าก็ผิดหวัง

“เรตติ้งอยู่ประมาณ 2-3 ช่วงบ่ายก็ถือว่าโอเค ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงไพรม์ไทม์ ก็ทำให้เวลานั้นเป็นเวลาที่ Make Money (ทำเงิน) ได้ แต่ที่สำคัญคือรายการโทรทัศน์คุณจะ Make Money ได้ รายการคุณจะต้องพูดง่ายๆ มีความต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ทำมา 2 เดือน 6 เดือนแล้วบอกว่าต้องได้กำไร ถ้าได้ก็ดี แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นคุณต้องมีความต่อเนื่อง มีคนที่ดูรายการของคุณแล้วเขาจะดูรายการของคุณก็ต่อเมื่อรายการของคุณมีความต่อเนื่อง ดูแล้วโอเคเขาสนุกด้วย ต่อเนื่อง คงที่ มันถึงอยู่มา 23 ปีไง”พิสิทธิ์ กล่าว

แม้ภาพจำของใครหลายคนต่อ พิสิทธิ์ กิรติการกุล คือพิธีกรรายการคดีเด็ด แต่จริงๆ แล้ว หว่อง-พิสิทธิ์ ถือเป็น “สื่อมวลชนอาวุโส” ท่านหนึ่งที่อยู่ในแวดวงนี้มา 40 ปี นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในยุคนั้นหากเลือกเรียนสายงานโทรทัศน์จะเน้นไปทางผลิตรายการ แต่หากอยากเป็นผู้สื่อข่าวก็ต้องไปเรียนการทำข่าวที่สายงานนักหนังสือพิมพ์ (Journalist) มีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นคนดังในแวดวงสื่อ เช่น บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) อดีตบรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์มติชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือ
ฟองสนาน จามรจันทร์ อดีตนักจัดรายการวิทยุ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ที่ปัจจุบันกลายเป็นหมอดูชื่อก้อง

หว่อง-พิสิทธิ์ เริ่มงานแรกคือการทำงานด้านโฆษณา ต่อมาไปทำงานกับสื่อญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในประเทศไทยอยู่ 3 ปี สถานการณ์เวลานั้นเป็นช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ สำนักข่าวของญี่ปุ่นจึงต้องย้ายเข้ามาอยู่ในไทย แต่ก็ยังรายงานข่าวสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านต่อไป ขณะที่สถานการณ์ภายในไทยก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน อาทิ มีความพยายามก่อรัฐประหาร เช่น ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้น

หลังทำงานกับสื่อญี่ปุ่นยังได้กลับไปทำงานโฆษณาอีกพักหนึ่ง ก่อนจะเข้าทำงานกับสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 “ยุคนั้นแม้ช่อง 7 คนจะดูเยอะมาก แต่ยังไม่มีระบบรายงานเรตติ้ง และมีปัญหาขายโฆษณาไม่ค่อยออก” จึงได้ทำงานเพราะทางช่องเห็นว่ามีประสบการณ์ด้านงานโฆษณา กระทั่งเมื่องานโฆษณาเข้าที่เข้าทางจึงได้ย้ายไปทำหน้าที่อื่น แม้กระทั่ง“กองประกวดนางงาม” ก็ยังเคยทำมาแล้ว โดยงานนี้ทำให้มีโอกาสได้ตามไปทำข่าว “ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก” ในเวที “มิสยูนิเวิร์ส” ด้วย เนื่องจากเวลานั้น ช่อง 7 ถือสิทธิ์การประกวดนางสาวไทย (ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยฯ) และสาวงามที่ได้ตำแหน่งนี้จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส

“ไปในฐานะพูดง่ายๆ คือเป็นส่วนหนึ่งของกองประกวด เขาก็เลยเห็นเรา โอเค! จากประเทศไทย ก็คุณได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส ก็เลยให้สัมภาษณ์เจ้าเดียวก่อนที่จะให้นักข่าวช่องอื่นๆ หรือโทรทัศน์ประเทศอื่นๆ สัมภาษณ์ก็เท่านั้นเองจริงๆ ไม่ได้สัมภาษณ์อะไรหรอกเพราะคุณปุ๋ยก็คว้าไมค์พูดเอง เข้าใจว่าเขาก็อยากจะพูดด้วย ก็ยื่นไมค์ จริงๆ เราก็ไม่ได้ไปใกล้ชิดเพราะเขาอยู่บนเวทีเราอยู่ข้างล่าง

จากภรณ์ทิพย์พูดภาษาไทยแทบจะไม่ได้ตอนนั้นเพราะไปอยู่เมืองนอกมาตลอดโห! พูดภาษาไทยปร๋อเลย ไม่รู้มาจากไหน?แต่มันแค่สั้นๆ ภาษามันมาจากจิตใต้สำนึกเราเป็นช่องเดียวที่ได้เข้า ตอนนั้นคนไทยก็ตื่นเต้นเพราะไม่เคยได้นางงามมา 25 ปีจากคุณอาภัสรา (อาภัสรา หงสกุล)” พิสิทธิ์เล่าถึงนาทีร่วมเป็นสักขีพยานวินาทีที่ ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ คว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส

งานหลักของ หว่อง-พิสิทธิ์ ในเวลานั้นจะไปในทางข่าวต่างประเทศ หลักๆ คือการแปลข่าว ขณะที่แวดวงสื่อโทรทัศน์เองก็มีการแข่งขันกันสูง สำหรับช่อง 7 ฟากละครไปได้ดีแล้ว แต่ฟากรายการข่าวต้องบอกว่ายังปรับตัวช้า ในขณะที่การเรียนการสอนด้านการเป็นผู้ประกาศข่าวหรือการรายงานข่าวผ่านหน้ากล้องในประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยมี เมื่อเทียบกับของต่างประเทศที่ฝึกฝนกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ในช่วงแรกๆ เป็นรายการข่าวสั้น โดย หว่อง-พิสิทธิ์ เป็นคนเขียนสคริปต์ข่าว แต่เมื่อขาดผู้ประกาศ สุดท้ายจึงได้ออกหน้าจออ่านข่าวนั้นด้วยตนเอง

จากรายการข่าวสั้น “ข่าวเด็ด 7 สี”หว่อง-พิสิทธิ์ ยังมีโอกาสไปทำงานอื่นๆ ในแวดวงสื่อ เช่น จัดรายการวิทยุ เป็นพิธีกรรายการวิทยาศาสตร์ กระทั่งในปี 2543 จึงได้มาทำรายการคดีเด็ด จนมาถึงยุคปัจจุบันที่วงการสื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคอนาล็อกเป็นดิจิทัล ซึ่ง หว่อง-พิสิทธิ์ ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ “ที่มาของข่าว” จากดั้งเดิมที่ข่าวแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ 1.แหล่งข่าวกำหนดข่าว หมายถึงบุคคลสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พูดอะไรสื่อก็เสนอข่าวไปตามนั้น

2.สื่อกำหนดข่าว หมายถึงสื่อเป็นผู้เลือกว่าจะนำเสนอหรือไม่นำเสนออะไร เช่น การเลือกแหล่งข่าวที่จะไปสัมภาษณ์ และ 3.เหตุการณ์กำหนดข่าว หมายถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้น อย่างไรสื่อก็ต้องนำเสนอ เช่น เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานที่สำคัญ “แต่ปัจจุบันมีข้อที่ 4 คือประชาชนกำหนดข่าว” เมื่อประชาชนมีโทรศัพท์มือถือ “ทุกวันนี้ข่าวจำนวนไม่น้อยจึงเกิดมาการเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” ซึ่งก็น่าคิดว่า “เรื่องที่เห็นมีความจริงมาก-น้อยเพียงใด” หรืออาจเป็นเพียง “การสร้างดราม่า” สร้างกระแสอะไรสักอย่างขึ้นมาก็ได้

“เมื่อก่อนไม่มี ชาวบ้านอยากออกข่าวจะตาย แล้วไกลๆ ก็ไม่ไปด้วย คนต่างจังหวัดเขาถือว่าเสียโอกาสมาก เขาเดือดร้อน แต่ดูสิ!ไม่ค่อยจะสนใจ แต่ทุกวันนี้ดีขึ้น เขาไม่ง้อคุณแล้ว เราต้องไปง้อเขาด้วยซ้ำ ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน ฉะนั้นการทำข่าวมันก็เปลี่ยนแปลงไป แต่เราก็ไม่รู้ว่าคนออกทางติ๊กต็อก ออกทางยูทูบนี่ของจริงหรือไม่จริง ฝรั่งเขาถึงแยกประเภทข่าวประเภทนี้ว่าเป็น Personal เป็นเรื่องของส่วนบุคคล แล้ว Fake (ปลอม) หรือไม่ Fake เขาก็มีอธิบายอีกนะ ว่าอันนี้เขาดูจาก GPS แล้ว ดูจากดาวเทียมแล้ว ว่าเป็นสถานที่จริงหรือไม่จริง วันที่ Verify (ตรวจสอบ)ได้หรือไม่ เขาละเอียดถึงขนาดนั้น อธิบายขนาดนั้น” พิสิทธิ์ กล่าวถึงเหรียญสองด้านของสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อย้อนกลับมามองการทำงานของสื่อมวลชนไทย หว่อง-พิสิทธิ์ ระบุว่า “ยังไม่ค่อยเห็นสื่อไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลก่อนนำเสนอที่ละเอียดมากเท่าสื่อต่างประเทศ” ดูแล้วก็เหมือนจริงไปหมด และหลายครั้งก็ยังมองเห็น “วาระซ่อนเร้น” ของการนำเสนอ เช่น ความต้องการยอดผู้ชม (View) ยอดผู้ติดตาม (Follow) ยอดถูกใจ (Like) เพราะทั้งหมดนี้หมายถึง “รายได้” ยิ่งมีคนติดตามมารายได้ก็เข้ามามาก

กับคำถามที่ว่า “คนทำข่าวต้องปรับตัวอย่างไรกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป” คนข่าวอาวุโสท่านนี้ ให้มุมมองว่า ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ก็ไปทำโทรทัศน์ด้วย หรือหนังสือพิมพ์ก็มีการนำเสนอข่าวผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย “สิ่งสำคัญอยู่ที่มันสมองของคนทำงาน” แต่ละคนศึกษา วิเคราะห์ แยกแยะอย่างไร จุดนี้จะทำให้ตัวเราแตกต่างจากคนอื่นๆ ดูอย่างคอลัมนิสต์หลายท่าน อายุ 80 -90 ปีแล้วแต่สมองยังดีอยู่แถมยังมีคนติดตามจำนวนมาก

ดังนั้นคนรุ่นใหม่ๆ ก็ต้องพยายามสร้างตนเองขึ้นมา ทั้งความเฉียบคมของความคิดและวิธีการนำเสนอที่ทำให้แตกต่าง “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำงานได้มากกว่ามนุษย์ แต่การคิดและการแสดงออกจะไม่เข้าใจเหมือนมนุษย์” อีกทั้งคนจะติดตามเราหรือไม่ก็ดูกันที่มุมมองความคิด หากเขาชอบความคิดของเราเขาก็จะติดตามเรา ส่วนคำถามที่ว่า “ข่าวต่างประเทศสำคัญกับคนไทยอย่างไร?” ในฐานะที่อยู่กับสายงานข่าวต่างประเทศมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น แบบนี้เกี่ยวข้องกับคนไทยหรือไม่?

แม้กระทั่งการสู้รบระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ฮามาส) ก็ยังถูกคาดการณ์ว่าอาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? อย่างตนเคยฟังคนรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484-2488)ต่างก็บอกเล่าว่าชีวิตในเวลานั้นยากลำบากมาก ทรัพย์สินที่มีถึงกับหมดตัว ข้าวยากหมากแพงแม้กระทั่งบ้านแตกสาแหรกขาด แต่ก็เชื่อว่าปัจจุบันคนไทยสนใจข่าวต่างประเทศมากขึ้น ทั้งด้วยการสื่อสารที่รับรู้ได้รวดเร็วราวกับทั้งโลกเป็นประเทศเดียวกัน และการรับรู้ว่ามีคนไทยไปอยู่ทั่วทุกมุมโลก

“ตราบใดที่เรายังมีแรง มีสติปัญญาที่ยังทำงานได้ ก็โอเค! ถ้าเขายังคิดว่าเราทำได้และให้โอกาสทำก็ทำ เพราะถ้าผมไม่ทำผมก็เป็นภาระของบางคนบางที่ไป ถ้าเราไม่ทำงาน ไม่มีรายได้ก็กลายเป็นภาระของครอบครัวหรือเป็นภาระของรัฐบาล ผมก็จะไปเอาแล้ว ขอ 600 700 หรือ 1,000 ก็แล้วแต่ (เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ) แล้วผมฟังเขาอภิปรายงบประมาณเขาก็พูดถึงตรงนี้ว่าเราก็ไม่มีสตางค์นะที่จะไปเพิ่มให้คุณ อย่าว่าแต่ 3,000 เลย 1,000 ก็ยังไม่มี” หว่อง-พิสิทธิ์ กล่าวในตอนท้าย ว่าด้วยหากยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ประกาศข่าวก็ยังคงจะทำงานต่อไป

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น.

ปกป้องสิทธิหรือตัดโอกาสของเด็ก? : ในช่วงหนึ่งของการสนทนาในรายการ “แนวหน้า Talk” วันที่ 5 ม.ค. 2567 หว่อง-พิสิทธิ์ กิรติการกุล สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวถึงเรื่องแนวปฏิบัติการใช้ภาพข่าวของสื่อมวลชน ซึ่งปกติจะมีความเข้มงวดอยู่แล้ว เช่น ภาพศพ ภาพบาดแผล ภาพที่ดูแล้วหวาดเสียว ก็จะใช้วิธีการเบลอภาพ แต่ในส่วนของภาพเด็กนั้นมีข้อสังเกตว่าบางกรณีการต้องเบลอภาพโดยอ้างถึงการปกป้องสิทธิเด็กกลายเป็นการตัดโอกาสที่เด็กจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่

เช่น เด็กที่มีชีวิตลำบากยากจน สื่อมวลชนต้องการนำเสนอเพื่อให้เด็กได้รับความเห็นใจและตามด้วยความช่วยเหลือ แต่การต้องเบลอภาพเด็กทั้งหมดจนมองไม่เห็นสีหน้าท่าทางที่สื่อถึงความทุกข์ทรมานของเด็ก คำถามคือแล้วเด็กจะได้รับความเห็นใจได้อย่างไร เรื่องนี้หน่วยงานกำกับดูแลต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ใช่สั่งแบบคลุมเหมาไปทั้งหมด อะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ทำให้เด็กเข้าถึงความช่วยเหลือ ก็สมควรที่สื่อจะนำเสนอได้

“ผมดูจากข่าวต่างประเทศ ภาพไหนที่หวาดเสียวฝรั่งเขาก็เบลอมาอยู่แล้ว หรือถ่ายไม่ให้เห็นชัดมาก ขาขาด แขนขาด เลือดสาด เขา
ก็เบลอมาอยู่แล้ว แต่เด็กหิวโหย เด็กไม่มีข้าวจะกิน เด็กวิ่งหนีสงคราม คุณจะไปเบลอทำไม? เพราะเขาต้องการแสดงให้เห็นว่าเด็กเหล่านี้น่าเห็นใจเด็กเหล่านี้ต้องได้รับการช่วยเหลือ เบลอหมดแล้วมันจะเสนออย่างไร” หว่อง-พิสิทธิ์ กล่าว

แนวหน้า Talk : ‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วย‘มาตรา112’ เรื่องน่าเป็นห่วง‘ต่างชาติแทรกแซงไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773883

แนวหน้า Talk : ‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วย‘มาตรา112’ เรื่องน่าเป็นห่วง‘ต่างชาติแทรกแซงไทย’

แนวหน้า Talk : ‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วย‘มาตรา112’ เรื่องน่าเป็นห่วง‘ต่างชาติแทรกแซงไทย’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” บทบัญญัติ “มาตรา 112” แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งที่ผ่านมามีบางฝ่ายมองว่าเป็นปัญหาและเรียกร้องให้มีการแก้ไข (หรือแม้แต่บางส่วนที่ต้องการให้ยกเลิก) แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามย้อนกลับไปเช่นกันว่าจริงๆ แล้วมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือสาเหตุอื่นใดของบรรดาผู้เรียกร้องเหล่านั้นหรือไม่

รายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.อานนท์ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชวนมอง “เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรา 112” ที่พบเห็นในปัจจุบัน อาทิ 1.มาตรา 112 เป็น Lese Majeste Law (เลสเซ มาเจสเตลอว์) ซึ่งคำว่า Lese Majeste (เลสเซ มาเจสเต) ในภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า To do wrong to the king (ทู ดู รอง ทู เดอะ คิง) หรือในภาษาไทยคือความผิดต่อพระเจ้าแผ่นดิน

ซึ่งกฎหมาย Lese Majeste Law นั้น หมายถึง ทำผิดอะไรต่อพระเจ้าแผ่นดินแม้เพียงเล็กน้อยก็โดนลงโทษใหญ่โตโดยสำหรับประเทศไทย ที่มาของ ป.อาญา มาตรา 112 ต้องย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยหรือสยามในขณะนั้นมีปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ชาวต่างชาติทำผิดให้ขึ้นศาลต่างชาติไม่ใช่ศาลไทยเนื่องจากไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยมองว่า “กฎหมายตราสามดวง” ที่ไทยใช้อยู่นั้นโหดร้ายไม่เป็นไปตามหลักสากล

“กฎหมายตราสามดวงเป็น Lese Majeste Law จริง คือเอามะพร้าวห้าวยัดปาก เอาใส่ตะพุ่นหญ้าช้างก็คือให้ช้างเตะ ริบเรือน ริบราชบาตรแล้วก็ประหารกุดหัว สมัยก่อนถ้ามีปัญหากับพระเจ้าแผ่นดินก็ให้ทำโทษอย่างนี้ ซึ่งกฎหมายตราสามดวงเขียนไว้แล้วต่างชาติไม่ยอมรับ รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้นายโรลัง ยัคมินส์(Rolin-Jacquemyns) เป็นชาวเบลเยียม เขียนประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกของไทย แล้วก็เขียนมาตรา 112ไว้ในประมวลกฎหมายอาญาตั้งแต่นั้น แก้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5เป็นร้อยกว่าปี เพื่อแก้ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ความเข้าใจผิดประการต่อมา 2.มาตรา 112 ทำให้ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โดย หลักของ ป.อาญา มาตรา 112 มีเพียง 3 ข้อ คือ “ทำให้เสียชื่อเสียง” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Defamation (ดีเฟมเมชัน),“ดูหมิ่น” ภาษาอังกฤษคือ Insultation (อินเซาล์เทชัน)และ “ข่มขู่อาฆาตมาดร้าย” ซึ่งในกรณีคนธรรมดาใครมาทำแบบนี้ก็สามารถฟ้องได้

ดังนั้นมาตรา 112 จึงไม่ใช่ Lese Majeste Law แต่ยังเป็นกฎหมายความมั่นคงเพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นองค์รัฐถาธิปัตย์ เป็นความมั่นคงของชาติ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินทรงฟ้องเองไม่ได้จึงให้คนอื่นฟ้องแทนได้ ส่วนกรณีมาตรา 112 ที่กำหนดโทษจำคุกไว้ตั้งแต่ 3-15 ปี นั่นเป็นการเขียนรวมมาตรา แต่ในความเป็นจริงมีสิ่งที่เรียกว่า “ยี่ต๊อก” หมายถึงแนวทางของศาลที่จำกำหนดโทษ

เช่น 3 ปี สำหรับการทำให้เสียชื่อเสียง 5 ปี สำหรับดูหมิ่น 7 ปี สำหรับข่มขู่อาฆาตมาดร้าย เป็นต้น ส่วนอัตราโทษสูงสุด 15 ปี ไม่มีการกำหนดไว้ เว้นแต่เป็นกรณีทำผิดซ้ำซากจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นข้อเสนอแนะที่บอกว่า อยากให้สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเสรี “จริงๆ แล้วการวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การทำให้เสียชื่อเสียง ดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย” รวมถึงต้องไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย

ทั้งนี้ คนที่อ้างว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบ้าง เสรีภาพทางวิชาการบ้าง แต่หากไปดูรัฐธรรมนูญจะเขียนว่าเสรีภาพเหล่านี้ 1.ต้องไม่ผิดกฎหมาย 2.ต้องไม่เป็นภัยความมั่นคง 3.ต้องไม่ขัดศีลธรรมอันดี 4.ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น แต่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระเจ้าแผ่นดิน ผิดทั้งกฎหมาย เป็นภัยความมั่นคง ขัดประเพณีไทยและยังละเมิดต่อผู้อื่น จึงไม่ใช่เรื่องเสรีภาพ หรือเป็นเสรีภาพที่เลยเถิดไปทับสิทธิคนอื่น

“ปลุกกระแสกันขึ้นมาให้ต่อต้าน 112 จะให้ยกเลิกกันให้ได้ จริงๆ ผมมองว่าเป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์หมดความศักดิ์สิทธิ์แล้วคนไม่เคารพนับถือ ซึ่งจริงๆ แม่บทของมาตรา 112 คือมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ บอกว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่เคารพสักการะสูงสุดผู้ใดจะละเมิดมิได้ ก็คือต้องการจะละเมิด แต่ถ้าคนที่ไม่ต้องการจะละเมิด ไม่ต้องการไปดูหมิ่น ไปอาฆาตมาดร้ายไปทำให้เสียชื่อเสียง หมิ่นประมาท ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร” ผศ.ดร.อานนท์ ระบุ

ยังมีความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือ 3.มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ใช้กลั่นแกล้งกันได้ง่าย ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวว่า แม้จะเป็นความจริงที่มีการนำมาตรา 112 ไปใช้กลั่นแกล้ง แต่สุดท้ายก็ต้องดูที่เจตนา อย่างตนไปขึ้นศาลก็ต้องกล่าวทวนถ้อยคำที่หมิ่นอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ผิดเพราะเจตนาที่กล่าวก็เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอาเข้าจริง “การจะฟ้องมาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีคณะกรรมการคดีความมั่นคง

โดยหากมีผู้ฟ้องมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีก็ต้องสรุปสำนวนส่งมาให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาว่าจะรับไว้เป็นคดีหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะกำกับดูแลโดยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ดูแลงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจทั่วไปจะไม่สามารถทำคดีได้จนกว่าคณะกรรมการนี้จะอนุมัติ นอกจากนั้น เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนการสอบสวนในชั้นตำรวจแล้วเสร็จ ก่อนนำสำนวนไปส่งอัยการยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนี้อีกครั้งว่าจะส่งต่อในชั้นอัยการหรือไม่ การกลั่นแกล้งจึงไม่ได้ทำกันง่ายๆ

“ผมมีประสบการณ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนชอบเรียกผมไปเป็นพยาน คือบางคดีจำนวนเยอะเลยทีเดียวที่พนักงานสอบสวนเอามาให้ผมดูแล้วผมคิดว่ายังไม่เข้าข่าย 112 ผมก็ให้ความเห็นไปว่าไม่ควรฟ้อง แล้วพนักงานสอบสวนก็บอกว่าเข้าผมก็ยืนยันว่าไม่เข้า สุดท้ายเขาก็เอาความเห็นผมไปยืนยันกับคณะกรรมการกลั่นกรองความมั่นคงว่ามันไม่เข้า ก็ไม่เป็นคดี มีคดีจำนวนมากที่ไม่เป็นคดีแล้วก็หายไป ซึ่งก็มีคนแจ้งเยอะแต่ไม่เป็นคดีเยอะ ถ้าหมิ่นจริงผมก็พูดตามข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมไม่ได้เลือกว่าข้างไหน ดูที่เนื้อหา” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ผศ.ดร.อานนท์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ต้องการให้แก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า “มีต่างชาติบางประเทศเข้ามาสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่?” อย่างตนเองก็เคยเจอกับตัวคือมีเอกอัครราชทูตประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป เชิญตนไปพบที่บ้านพักเพื่อพูดคุยประเด็นยกเลิกมาตรา 112 โดยขอให้ตนเข้าร่วมกับแนวทางนี้ ซึ่งตนก็ถกเถียงกับเอกอัครราชทูตท่านนี้อยู่ราว 3 ชั่วโมง และได้แย้งไปว่าสิ่งที่กำลังทำนี่คือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ซึ่งเป็นการทำผิดตามสนธิสัญญาเวียนนา

ขณะเดียวกันยังมีแหล่งทุนต่างชาติ เช่น “National Endowment for Democracy (NED)” ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดย NED จะให้เงินสนับสนุนสื่อมวลชนบางสำนัก และองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) หลายองค์กร ที่เคลื่อนไหวบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากอาจมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการครอบงำอำนาจของมหาอำนาจตะวันตกต่อประเทศไทย

โดยหากย้อนไปในยุคสงครามเย็น ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกมีการพูดถึง “ทฤษฎีโดมิโน” ว่าด้วยหากประเทศหนึ่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์แบบเดียวกันก็จะลามไปยังประเทศข้างเคียงด้วย เช่น ในทวีปเอเชีย เมื่อจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สักพักก็ลามไปเวียดนาม ลาว กัมพูชา ในขณะที่ประเทศไทย เวลานั้นมหาอำนาจตะวันตกสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเห็นว่านำความเจริญไปสู่พื้นที่ชนบทซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ ก่อนที่ต่อมาประเทศไทยจะเริ่มมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับจีน

“สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็ง เราก็ไม่เป็นแบบซีเรีย ไม่เป็นแบบอิรัก ไม่เป็นแบบประเทศที่เขาเข้าไปบุกรุกได้ พรรคการเมืองบางพรรคก็ถือหางตะวันตกแบบชัดเจน เข้าไปพบทูตเป็นประจำ ทูตก็ลงพื้นที่ไปแทรกแซงทางการเมืองซึ่งตามหลักสากลแล้วทำไม่ได้ หรืออย่างที่เรียกอานนท์ไปคุยก็ทำไม่ได้ ไม่ถูกต้อง เขาไม่ได้เรียกแค่อานนท์นะ เขาเรียกอีกหลายคน ผมไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน ผมรู้อยู่

มันทุเรศถึงขนาดที่ NED ซึ่งเป็นหน่วยงานของส่วนราชการของสหรัฐอเมริกา ให้เงิน NGO ของไทยมาร่างรัฐธรรมนูญของไทย เท่ากับสหรัฐฯ จะมาร่างรัฐธรรมนูญของไทย ขอโทษนะครับ! ประเทศเดียวในโลกที่สหรัฐฯ เขียนรัฐธรรมนูญให้คือ ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วแพ้ ฉะนั้นสหรัฐฯ เขียนรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่นใช้ เขาก็คงอยากทำอย่างนั้น แต่เราไม่ใช่ประเทศแพ้สงคราม” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ผศ.ดร.อานนท์ ย้ำว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช จะให้ต่างชาติมาแทรกแซงได้อย่างไร” อีกทั้ง “สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีคุณค่ากับสังคมไทย” เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยและทำให้บ้านเมืองอยู่อย่างเป็นปกติสุข ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดวิกฤตทางการเมืองหลายครั้ง แต่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นความแน่นอนในความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 คลี่คลายลงได้ก็ด้วยพระบารมี ซึ่งเมื่อคนทะเลาะกันถึงที่สุดก็ต้องมีใครสักคนที่เข้ามาห้าม และคนคนนั้นต้องมีบารมีมากพอ

ดังนั้นความพยายามบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คือการทำลายบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์ คนไทยจึงต้องเข้าใจร่วมกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อความมั่นคงและทำให้ประเทศไทยอยู่รอดได้อย่างสงบร่มเย็น “ถ้าปราศจากสถาบันพระมหากษัตริย์สงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ยกตัวอย่าง เช่น ฝรั่งเศส จีน ที่เมื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ยังฆ่ากันตายไปอีกนานหลายสิบปี ดังนั้นหากประเทศไทยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ นักการเมืองก็จะตีกันเลือดนองแผ่นดิน

ในตอนท้าย ผศ.ดร.อานนท์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงภูมิทัศน์การสื่อสารด้วยว่า “ทุกวันนี้สื่อทุกสื่อเลือกข้าง และคนรับสารก็ไม่เปิดรับสื่อที่อยู่ตรงข้ามกับข้างที่ตนเองเลือก” จริงอยู่ที่มีคนแนะนำตนว่า ควรเข้าไปนำเสนอข้อมูลอีกด้านในสื่อของอีกฝั่ง แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสจะได้ทำแบบนั้น
จึงอยากให้ผู้ที่รับสื่อฝั่งที่เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์เปิดรับสื่ออีกฝั่งบ้าง จะได้เป็นการฟังแบบรอบด้านไม่ใช่ฟังความข้างเดียว

อย่างตนก็เข้าไปฟังสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์จนเป็นแฟนคลับ หรือหนังสือจากสำนักพิมพ์ที่เคลื่อนไหวในแนวทางนั้นตนก็อ่านแทบทุกเล่ม แต่ตนก็ไม่ได้คล้อยตาม เพราะสามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงได้ อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันคนรับสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่กลไกการทำงานคือเมื่อคนคนนั้นชอบเนื้อหาแบบใดระบบก็จะเลือกมาแต่เนื้อหาทำนองเดียวกัน ในขณะที่เนื้อหาที่ต่างออกไปจะไม่ถูกมองเห็น

ดังนั้นการ “รู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)” ไม่ใช่รับสารแล้วเชื่อไปเสียทีเดียวจึงสำคัญ แต่นอกจากบทบาทของรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมหลักสูตรดังกล่าวในโรงเรียนแล้ว พ่อแม่หรือครอบครัวก็มีหน้าที่ด้วยและเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด หากพ่อแม่รู้ทันสื่อ สามารถสอนลูกให้มีภูมิคุ้มกันได้ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากพ่อแม่ไม่สามารถสอนลูกได้ ลูกก็จะตกเป็นเครื่องมือของสื่อ แต่พ่อแม่ก็ต้องทำให้ดู

“ผมว่าลัทธิชังชาติเป็นปัญหา ชังชาติคือการโทษชาติตัวเอง สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดคือคนที่สมาทานลัทธิชังชาติจะไม่พัฒนาตัวเอง ประเทศไม่ดีฉันเลยไม่มีโอกาสก้าวหน้า สังคมไทยเป็นสังคมเปิดนะ ผมก็เติบโตมาจากเด็กต่างจังหวัด ฐานะปานกลางค่อนข้างจะยากจนด้วยซ้ำ ผมก็เรียนหนังสือ มุมานะหาทุนไปเรียนเมืองนอกได้โดยพ่อแม่ไม่เสียเงินสักบาท ดังนั้นสังคมไทยจริงๆ เป็นสังคมที่เปิดมากถ้าเทียบกับชาติอื่น

จริงๆ ถ้าเราใฝ่ฝันและเราพัฒนาตนเองให้มันดีขึ้นเราจะลุกขึ้นมายืนในที่ดีๆ ของสังคมได้ ไม่ใช่ไปโทษประเทศว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ การโทษว่าประเทศชาติไม่ดีไม่ทำให้ตัวคุณดีขึ้นแต่ทำให้ตัวคุณแย่ลง เพราะคุณมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง ทำให้คุณไม่พัฒนาตัวเอง มันเป็นการเสียโอกาสและเสียอนาคตของตัวคุณเอง” ผศ.ดร.อานนท์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

“ปลุกกระแสกันขึ้นมาให้ต่อต้าน 112 จะให้ยกเลิกกันให้ได้ จริงๆ ผมมองว่าเป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์หมดความศักดิ์สิทธิ์แล้วคนไม่เคารพนับถือ ซึ่งจริงๆ แม่บทของมาตรา 112 คือมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ บอกว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่เคารพสักการะสูงสุดผู้ใดจะละเมิดมิได้ ก็คือต้องการจะละเมิด แต่ถ้าคนที่ไม่ต้องการจะละเมิด ไม่ต้องการไปดูหมิ่น ไปอาฆาตมาดร้าย ไปทำให้เสียชื่อเสียง หมิ่นประมาท ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”

แนวหน้า Talk : ‘เทพไท เสนพงศ์’ บทเพลง‘คุกมีไว้ขังคนจน’ เสียงตัดพ้อถึง‘นักโทษเทวดา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771056

แนวหน้า Talk : ‘เทพไท เสนพงศ์’  บทเพลง‘คุกมีไว้ขังคนจน’  เสียงตัดพ้อถึง‘นักโทษเทวดา’

แนวหน้า Talk : ‘เทพไท เสนพงศ์’ บทเพลง‘คุกมีไว้ขังคนจน’ เสียงตัดพ้อถึง‘นักโทษเทวดา’

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผมเป็นนักโทษทั่วไป เป็นชายไทยที่อยู่ในเรือนจำเป็น น.ช.ต้องทนทุกข์ระกำ เป็นนักโทษต้องยอมรับชะตากรรม อยู่ในเรือนจำ ไม่มีสิทธิ์พิเศษอะไร, ไม่ได้เป็นนักโทษเทวดา ใช้เงินตรา อำนาจฟาดหัวใคร เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ต้องทนต่อไป ถูกขังคุก อย่างอเนจอนาถใจจะใช้สิทธิ์ออกไป โรงพยาบาลไม่มี, เขามีคุกเอาไว้ขังคนจน พวกอิทธิพล คนรวยล้นระดับเศรษฐี ถูกจับขังคุก ไม่เคยเห็นจะมี สังคมไทยมักจะเป็นเช่นนี้ คนจนถูกย่ำยี ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ความเป็นธรรม, น่าเห็นใจ นักโทษไทยที่ถูกจองจำทนทุกข์ระกำ อยู่ในเรือนจำ อีกตั้งยาวไกล พักโทษไม่ได้ ลดโทษไม่ได้ ก็ต้องทำใจ เพราะสังคมไทย สองมาตรฐาน มาตั้งนานนม”

บทเพลง “คุกมีไว้ขังคนจน” จากปลายปากกาของ เทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตัดพ้อความ “2 มาตรฐาน” ในสังคมไทย แม้กระทั่งการทำผิดต้องโทษจำคุก คนรวย-ผู้มีอำนาจอิทธิพลยังมีสิทธิพิเศษต่างๆ มากกว่าคนจนหรือคนทั่วไป ซึ่ง เทพไท ก็เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปใช้ชีวิตในฐานะ “นักโทษ” เนื่องจากศาลตัดสินจำคุก 2 ปี คดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ปี 2557 ก่อนได้รับการพักโทษเมื่ออยู่ในเรือนจำไปแล้วเป็นเวลา 16 เดือน

14 พ.ย. 2566 หรือ 8 วันหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เทพไท ได้มาเปิดใจกับรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ซึ่งอดีตนักการเมืองผู้นี้ เล่าว่า บทเพลงคุกมีไว้ขังคนจนแต่งขึ้นในช่วงที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566โดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องรับโทษตามที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกในคดีต่างๆรวมกัน 8 ปี ก่อนที่ต่อมาจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจำคุกลงเหลือ 1 ปี

ซึ่งแม้ในตอนแรก อดีตนายกฯ ทักษิณ จะบอกว่าพร้อมกลับมารับโทษในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อมาจริงกลับอยู่ในเรือนจำเพียงไม่ถึง 12 ชั่วโมงแล้วก็ไปอยู่โรงพยาบาล เรื่องนี้นักโทษในเรือนจำก็รับรู้ แล้วก็รู้สึกว่า ทำไม ทักษิณเอาเปรียบขนาดนี้ เพราะบางคนติดคุกกัน 10 ปี 20 ปี ส่วนทักษิณขนาดเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ปีก็ยังไม่ยอมเข้าเรือนจำ นักโทษคนอื่นๆ เขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน

“เพื่อนนักโทษก็บอก สส. ช่วยแต่งเพลงให้หน่อย แต่งเพลงเกี่ยวกับทักษิณนี่แหละ เราคนจนๆ ก็ต้องมาติดคุก แล้วเขาเป็นคนรวยคนมีอำนาจ ก็โอเค! อย่างนั้นแต่งให้ผมก็แต่งให้เขา ก็เป็นตัวแทนความรู้สึกของนักโทษทั่วประเทศ แล้วก็แต่ง เวลาเขียนก็สัก 1-2 ชั่วโมง เขาเรียกพอมันมีอารมณ์มามันก็ไหล แล้วก็เสร็จ หลังจากนั้นก็มาเกลาดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ ตกแต่งหน่อย เหมือนเราปั้นรูปปั้นเข้าๆ แล้วก็มาตกแต่งให้มันละเอียด” เทพไท กล่าว

เทพไท เล่าต่อไปว่า หลังได้เนื้อเพลงก็ส่งออกมาให้ภายนอก คือ “อาจารย์ณกรณ์-ณกรณ์ ชูรักษ์” ทำดนตรีเตรียมไว้ก่อน ซึ่งตนเองทราบวันที่จะได้ออกจากเรือนจำแล้ว รู้ว่าเมื่อใดจะรับโทษถึง 2 ใน 3 ซึ่งเมื่อออกจากเรือนจำก็ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่คุมประพฤติที่กรุงเทพฯ เดินทางไป
ห้องอัดที่ จ.นนทบุรี เพื่อบันทึกเสียง โดยปัจจุบันยอดคนฟังน่าจะมากอยู่ รวมถึงกลุ่ม คปท. ก็เอาเพลงนี้ไปเปิดตอนจัดกิจกรรมที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ทักษิณ ไปพักรักษาตัวนอกจากนั้น เทพไท อนุญาตให้ทุกคนนำเพลงไปร้องในแนวทางของตนเองได้

“อดีต สส. เมืองคอน” ยังได้เล่าถึงชีวิตในเรือนจำ ซึ่ง “สำหรับคนติดคุก จะมีความรู้สึกว่าทำไมแต่ละวันดูช้าเหลือเกิน” อย่างตนเองอยู่ในเรือนจำ 16 เดือน คนภายนอกอาจมองว่าไม่นาน แต่นักโทษจะนอนนับวัน-นับคืน โดยผู้ต้องขังจะมีเสื้อผ้า 2 สี คือ 1.สีน้ำตาล หรือเรียกกันภายในเรือนจำว่า “ชุดลูกวัว” เป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่สิ้นสุด ยังต้องเดินทางไปขึ้นศาลเป็นระยะๆ กับ 2.สีฟ้า-น้ำเงิน เป็นนักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว “นักโทษมักจะดัดแปลงเสื้อผ้าให้พอดีตัว” เพราะเสื้อผ้าที่เรือนจำแจกจะเป็นแบบ “ฟรีไซส์ (Free Size)” ตัวใหญ่ใส่แล้วหลวม

ในวันที่ เทพไท มาออกรายการ แนวหน้าTalk ได้สวมเสื้อสีน้ำเงิน แบบเดียวกับที่ใส่ในเรือนจำ บนหน้าอกเสื้อมีตัวเลข “6-0765” หมายถึงตนเองเริ่มติดคุกเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2565 โดยตัวเลขชุดนี้เป็นการจำลองให้เหมือนกับ “เลขล็อกเกอร์เก็บของ” เช่น เสื้อผ้า ซึ่งแต่ละคนจะมีคนละไม่เกิน 3 ชุด อุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ (ขัน สบู่ ยาสระผม) หรือของใช้ส่วนตัวทั่วๆ ไป เพราะหากไม่มีเลขล็อกเกอร์ อาจเกิดการหยิบสิ่งของที่หน้าตาเหมือนกันหมดสลับกันระหว่างผู้ต้องขังด้วยกันได้ โดยเลขตัวแรกหมาย ถึงแดน (ซึ่งจริงๆ เทพไทติดอยู่แดน 3) ส่วนเลขชุดหลังคือเลขล็อกเกอร์

“เข้าเรือนจำต้องถูกตัดผมให้สั้นตั้งแต่วันแรก” เป็นทรงขาว 3 ด้าน ส่วนด้านบนไว้ยาวได้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร ซึ่งจะต้องไว้ผมแบบนี้ไปจนกระทั่งเหลืออีก 1 เดือนสุดท้ายก่อนพ้นโทษ จึงได้รับการอนุโลมไม่ต้องตัดผมอีก อย่างตนเอง ทราบว่าจะได้พักโทษและออกจากเรือนจำวันที่ 6 พ.ย. 2566 เพียงแต่ยังขอตัดผมด้านข้างออกเหมือนเดิมเพราะรู้สึกสบายดี “อยู่ในคุกน้ำหนักลดไป 10 กว่ากิโลกรัม” และลดได้ในเวลาเพียง 3 เดือน ต่างจากตอนอยู่ข้างนอก แพทย์ขอให้ลดน้ำหนัก 3 กิโลกรัม ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี

“ผมนอนหลับ ทานได้ตามอัตภาพแต่ก็ทานน้อย ได้ออกกำลังกายด้วยจากที่ไม่เคยออกเลย ในช่วงที่เข้าไปแล้วผมว่าปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักลดมากที่สุดคือเรื่องการกินอาหาร คือผมไม่กินมื้อเย็น เขามีให้ แต่มื้อเย็นของเขา(เรือนจำ) คือบ่ายสอง คือ 3 โมงครึ่งก็ต้องขึ้นเรือนนอน ตื่นเช้า 6 โมง คือไขประตูปล่อย ก็เหมือนกับเป็ดไล่ทุ่ง นับยอดเสร็จก็เดินตามหลังมา แต่ละห้องก็แล้วแต่ห้องเล็ก-ห้องใหญ่ แต่ประมาณห้องละ 30-40 คน ตอนนี้ไม่ค่อยเบียดเสียด เมื่อก่อนเบียดเสียดมากกว่านี้ ตอนหลังนักโทษเขาระบายออก ก็นอนติดกันแต่ไม่ถึงกับซ้อนกัน” เทพไท กล่าว

ในการนอนของนักโทษ แต่ละคนจะได้รับ “ผ้า 3 ผืน”ผ้าผืนแรกไว้ใช้เป็นผ้าปูที่นอน ผืนที่สองไว้ทำหมอนหนุน และผืนที่สามสำหรับเป็นผ้าห่ม ซึ่งต้องใช้ตลอดไม่ว่าฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ขณะที่ในเรือนนอนจะมีพัดลม “ใครจะติดอยู่แดนไหนขึ้นอยู่กับอัตราโทษที่ได้รับ” โดย เทพไท กล่าวว่า ตนเองอยู่แดน 3 ซึ่งเป็นแดนสำหรับผู้ต้องขังแรกรับ (มาใหม่)ผู้ต้องขังเตรียมปล่อย (ใกล้ถึงกำหนดพ้นโทษ) และผู้ต้องขังที่ถูกจำคุกในอัตราโทษไม่สูง โดยตนเองได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรในการอบรมเรื่องต่างๆ ตามกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในเรือนจำ

กิจวัตรประจำวันหลังออกมานอกเรือนนอนในตอนเช้า เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จแต่ละคนก็แยกย้ายไปทำกิจกรรมต่างๆ จนถึงเวลาพักเที่ยง แล้วจะมีอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเที่ยงเวลาเที่ยงวัน และมื้อเย็น เวลา 14.00 น. ก่อนจะต้องกลับเข้าเรือนนอนในเวลา 15.30 น. ซึ่งตนเองและนักโทษอีกหลายคน เลือกที่จะรับประทานเฉพาะมื้อเวลา 14.00 น. เท่านั้น ส่วนอาหารก็มีตามอัตภาพ เพราะเป็นนักโทษกระทำผิด
คงไม่ได้กินอาหารที่ดีนัก แต่นักโทษจะมีวิธีปรุงให้รสชาติอร่อยขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนที่อยู่ในเรือนจำได้กินข้าวขาว ไม่ใช่ข้าวแดงอย่างที่เคยทราบมาในอดีต

“ดนตรี” เป็นความบันเทิงที่สำคัญสำหรับ “ชาวคุก” เทพไท เล่าว่า มีนักดนตรีหลายคนติดคุกในคดียาเสพติดจึงสามารถหาคนมารวมกันให้ครบวงได้ โดยหนึ่งในบทเพลงที่ตนเองแต่งคือ “พบรักในเรือนจำ” แต่งขึ้นเพราะจะนำไปแสดงดนตรีในแดนผู้ต้องขังหญิง (แดน 8) และเมื่อไปแสดงก็ทำให้ผู้ชมได้สนุกสนานกัน ซึ่งการแต่งเพลงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทำตั้งแต่เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ โดยมีสมุดโน้ตติดตัว 1 เล่ม

เพลงแรกที่แต่งคือ “เสียงจากเรือนจำ” ได้แรงบันดาลใจจากเพลง “หลับเถิดเรียมจ๋า” จากนั้นในช่วงที่กำลังปรับตัวให้เข้ากับเวลานอน ซึ่ง เทพไท เล่าว่า ตนเองมักจะตื่นกลางดึกเวลาตีสองเสมอ เลยใช้ช่วงกลางดึกที่ตื่นนั้นแต่งเพลง เกิดเป็นเพลงที่ 2 คือ “เศร้าใจในกรงขัง” จากนั้นก็ตามมาอีกหลายเพลงตามโอกาสต่างๆ เช่น เคยมีเพื่อนนักโทษด้วยกันถูกภรรยาทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนติดคุกมักจะเจอ วันแรกๆ มาเยี่ยมและสัญญาว่าจะรอ แต่นานวันก็ค่อยๆ ห่างและหายไป จึงมาขอให้แต่งเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวนี้บ้าง โดยปัจจุบันนักโทษคนนี้ก็ยังคงอยู่ในเรือนจำ

“คุณหนีตั้ง 15 ปี แล้ววันนี้คุณเหลือแค่ปีเดียว คุณจะนอนโรงพยาบาลก็ได้ แต่ไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็ไม่มีใครว่านะ ก็มีหลายคนเขาไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งเยอะแยะ VIP นะ เขาก็รู้แต่ไม่ว่ากันแต่นี่คุณมานอนห้อง VIP โรงพยาบาลตำรวจ มันทิ่มแทงหัวใจนักโทษ 4 แสนคน แล้วนักโทษ 1 คน ยังมีญาติพี่น้องอย่างน้อย 2-3 คน อย่างน้อยถ้า 3 คน ก็ 1.2 ล้านคน คนรู้สึกเจ็บปวด

คุณทักษิณไม่คิดหรือ ถ้ามามอบตัวก็น่าจะทำใจได้แล้วว่ารับสภาพ จากเมื่อก่อนไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว แล้ววันนี้โทษเหลือ 1 ปี แล้วคุณจะมาอยู่สัก 2 ใน 3 แบบกติกาทั่วไป อยู่แป๊บเดียวก็ได้ออกแล้ว และเป็นแบบอย่างกับสังคม แต่นี่คุณปฏิเสธทุกอย่างเลย คุณจัดฉากทุกอย่าง ผมว่ามันจะเสียไปถึงกระบวนการยุติธรรม เสียไปถึงรัฐบาลที่บังคับใช้กฎหมาย เสียไปถึงคุณเศรษฐา (ทวีสิน) ในฐานะที่เขาเป็นนายกฯ และเป็นนายกฯ พรรคของคุณทักษิณ ถ้าคุณทักษิณฟังผมอยู่ น่าจะตัดใจนะ กลับเรือนจำเถอะ” เทพไท กล่าวอีกครั้งถึงที่มาของเพลงคุกมีไว้ขังคนจน

“การมีญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยม” ก็ถือเป็นอีกสิ่งที่เป็น “กำลังใจ” ในการใช้ชีวิตต่อไปให้ได้สำหรับคนที่ต้องอยู่ในเรือนจำ โดย เทพไท เล่าว่า วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก็เป็นอดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ไปเยี่ยมตั้งแต่วันแรกๆ ต่อมาคือ ชวน หลีกภัย
อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อไปเยี่ยมก็ได้แนะนำให้ออกกำลังกายและอ่านหนังสือ นอกจากนั้นก็มีนักการเมือง ปชป. ไปอีกหลายคน ซึ่งกรณีของตนได้รับการอนุโลม เพราะตามระเบียบแล้วจะไม่ค่อยอนุญาตให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวเข้าเยี่ยม

จากโทษเต็มคือจำคุก 2 ปี หรือ 24 เดือน เทพไทได้รับการปล่อยตัวตามมาตรการพักโทษ หลังติดคุกแล้ว2 ใน 3 คือ 16 เดือน แต่การปล่อยตัวจะมีเงื่อนไข เช่น ไม่ไปเที่ยวสถานบันเทิง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ออกนอกพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งก็คือเขตจังหวัด อาทิ เทพไท อยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อจะไปร้องบันทึกเสียงเพลงที่แต่งไว้ ณ ห้องบันทึกเสียงใน จ.นนทบุรี ก็ต้องขออนุญาต ส่วนที่เห็นในข่าวว่ามีการวิ่งแก้บน ก็มาจากที่พูดเล่นๆ กับเพื่อนในเรือนจำว่าถ้าได้ออกจากคุกจะวิ่งกลับบ้าน เพราะปกติก็ออกกำลังกายด้วยการวิ่งรอบสนามกีฬาเล็กๆ ในเรือนจำอยู่แล้ว

“ความคิดที่เปลี่ยนไปหลังออกจากเรือนจำ” เทพไท กล่าวว่า การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก สส. มาใช้ชีวิตในฐานะประชาชนพลเมืองคนหนึ่ง ที่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้ แต่ไม่สามารถร่วมกิจกรรมหรือรับตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงหันกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ในฐานะนักการเมืองต้องออกงานสังคมบ่อยครั้ง

“จนถึงบัดนี้ลูกผมอายุยี่สิบกว่า ผมไม่เคยมีงานวันเด็ก ไม่เคยมีวันขึ้นปีใหม่กับลูกเลย วันสำคัญไม่เคยอยู่กับครอบครัว เพราะงานของชาวบ้าน ลอยกระทงต้องไปเปิดงานให้ชาวบ้าน ไม่ได้ลอยกับลูกกับครอบครัว วันเด็กลูกก็ไปของลูก พ่อก็ไปเปิดงาน ลูกก็เข้าใจเพราะบังเอิญว่าบ้านภรรยาผมคุณตาเขาก็เป็นนักการเมือง เขาก็เข้าใจว่านักการเมืองควรจะต้องทำอะไรบ้าง แต่เรารู้ตัวเองวันสำคัญเราอยู่กับชาวบ้าน ครอบครัวของคนอื่น ลูกเราไม่ค่อยได้ดูเลย” เทพไท กล่าว

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

“คุณหนีตั้ง 15 ปี แล้ววันนี้คุณเหลือแค่ปีเดียว คุณจะนอนโรงพยาบาลก็ได้ แต่ไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็ไม่มีใครว่านะ ก็มีหลายคนเขาไปนอนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งเยอะแยะ VIP นะ เขาก็รู้แต่ไม่ว่ากัน แต่นี่คุณมานอนห้อง VIP โรงพยาบาลตำรวจ มันทิ่มแทงหัวใจนักโทษ 4 แสนคน แล้วนักโทษ 1 คน ยังมีญาติพี่น้องอย่างน้อย 2-3 คน อย่างน้อยถ้า 3 คน ก็ 1.2 ล้านคน คนรู้สึกเจ็บปวด”

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’ เสียงเตือนจากโลกถึงไทย ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770576

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’  เสียงเตือนจากโลกถึงไทย  ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’ เสียงเตือนจากโลกถึงไทย ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ดิจิทัล วอลเล็ต” หรือโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้านหนึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มีข้อถกเถียงถึงความคุ้มค่า รวมถึงสุ่มเสี่ยงกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง แต่อีกด้านหนึ่งในทางการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมถอยเพราะพรรคการเมืองจำเป็นต้องทำให้ได้ตามที่เคยหาเสียงกับประชาชนไว้

รายการ “แนวหน้า Talk” หลายตอนที่ผ่านมาแขกรับเชิญหลายท่านได้กล่าวถึงประเด็นการแจกเงินดิจิทัล รวมถึง เกียรติ สิทธีอมร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในตอนที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2566 โดย เกียรติ มองว่า มีประเด็นทางกฎหมายในเรื่องสิ่งที่หาเสียงไว้กับสิ่งที่กำลังจะทำว่าเป็นคนละเรื่อง ซึ่งที่จะทำขณะนี้ไม่ใช่งบประมาณปกติ ไม่ใช่รายได้เพิ่ม

จึงมีคำถามว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะว่าอย่างไร ผิดหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยชี้แจงไว้กับ กกต. นั้นรวมถึงการกู้เงินด้วย เพราะบอกว่าใช้งบประมาณ ซึ่งหากงบประมาณขาดดุลก็ต้องกู้เงิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการบอกว่าเป็นงบเฉพาะกิจพิเศษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 53 ที่ระบุว่า ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนและ
ต่อเนื่องเพื่อแก้วิกฤต

แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่อยู่ในวิกฤต โดยตัวอย่างของสถานการณ์ที่เรียกว่าวิกฤต เช่น ต้มยำกุ้ง ในปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยนเละเทะ คนหยุดลงทุนและแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจึงยังไม่เข้าข่ายวิกฤตรวมถึงกฎหมายวินัยการคลังยังระบุด้วยว่า ต้องไม่สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน ซึ่งวันนี้งบประมาณปี 2567 ยังไม่นำเข้าสู่การพิจารณาแต่อย่างใด

ขณะที่ในมาตรา 56 ระบุว่า การกู้เงินให้กระทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน ต้องดำเนินการโดยไม่อาจใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายได้ ซึ่งจริงๆ สามารถจัดทำใส่เข้าไปในงบประมาณประจำปีที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ อีกทั้งมาตรา 57 ยังกล่าวถึงการกู้เงินตามมาตรา 53 และ 56 ให้กระทำได้เฉพาะการใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าหากทำแล้วจะคุ้มค่าอย่างไร มีแต่คำว่าพายุหมุนเพียงอย่างเดียว จึงมีคำถามว่า คิดนโยบายอื่นที่ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือ

“ไปดูในโลกนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่สนใจ ผมก็ไปดูว่าทุกครั้งที่เลือกตั้ง ประเทศไหนเขาใช้นโยบายอะไร? อย่างไร? วิธีคิดนี้ถามว่าเราเคยเห็นไหมในโลกที่เขาทำ?เคยนะ! มี 2 แบบ แบบหนึ่งเขาเจอวิกฤตจริงๆ ไปช่วย ตอนนั้นยุค Depression (ถดถอย) อย่างนั้นโอเค ทำครั้งเดียวให้คนรอดตาย เราเจออีกประเภทหนึ่ง พูดง่ายๆ ประเทศเจ๊งไปแล้ว ที่ทำวิธีนี้ ประชานิยมแบบนี้ เอาเงินแจกแบบนี้ ขึ้นค่าแรงแบบนี้ อาร์เจนตินาก็เป็นแล้ว เวเนซุเอลาก็เคยเจอมาแล้ว ตัวอย่างก็เห็นหมดแล้ว ทำไมเรายังต้องไปเดินถนนเส้นนี้ที่สร้างความเสี่ยงให้ประเทศ” เกียรติ กล่าว

เกียรติ กล่าวต่อไปว่า เรื่องใครๆ ก็อยากได้เงินนั้นถูกจริตคนทั้งโลก อยู่ดีๆ มีคนบอกจะเอาเงินมาให้ไม่มีใครที่จะไม่เอา แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของนักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ใช่จะพาประเทศไปอย่างไรก็ได้ อย่างตนเองนั้นเห็นว่าหากมีงบประมาณ 5 แสนล้านบาท เอาไปทำอะไรที่ดีกว่านี้ได้มากมาย เช่น เรื่องพลังงาน เรื่องดอกเบี้ย เรื่องการเงิน แก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ฯลฯ ซึ่งก็
ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่ได้ผลทางเศรษฐกิจมากกว่า 5 แสนล้านบาท

ส่วนที่พรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยตั้งใจให้นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ไปสะดุดในขั้นตอนต่างๆ เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ตนเองมองว่าอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบเพราะรับปากแล้วไม่ทำ ประชาชนก็ต้องเห็น แต่ก็อาจเป็นข้ออ้างที่จะใช้ในการไม่เดินบนถนนเส้นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองเคยเสนอว่า ถ้าหาคนสัก 10 ล้านคน ที่รายได้น้อยจริงๆ แล้วให้เงินคนกลุ่มนี้คนละ 2 หมื่นบาท ก็ไม่ติดใจเพราะช่วยเขาได้มาก ตนเองเคยถูกเชิญไปพูดเรื่องพลังงานในต่างประเทศ ก็มีคำถามจากที่นั่นว่าประเทศไทยรวยขนาดนั้นเลยหรือ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลยหรือ

“มันมีอีกคำถามหนึ่ง เขาบอกคนในรัฐบาลมีผลประโยชน์กับคนค้าปลีกหรือเปล่า จะเจ้าสัวหรือไม่เจ้าสัวแต่อันนั้นคนก็มองเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่เขาได้ ผมไม่ได้บอกว่าเขาไม่ควรได้รับประโยชน์จากการค้าปลีก แต่นายกฯ เคยพูดเองตอนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง บอกผมได้บอกแล้ว ห้างสรรพสินค้าให้เตรียมของไว้ ในที่สุดแล้วไม่รู้จะเชื่ออะไร รวมทั้งที่เพิ่งแถลงครั้งที่แล้วด้วย เราเชื่ออะไรได้บ้าง แล้วการเป็นนักการเมือง เป็นพรรคการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ถ้าเชื่อไม่ได้มันหมดนะ” เกียรติ กล่าว

ส่วนความคาดหวังจากโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทที่จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างมากในระยะเวลา 6 เดือน เรื่องนี้ เกียรติ บอกว่า ไม่กล้าจินตนาการเพราะเชื่อว่าจะมีอุปสรรคจำนวนมาก เช่น การที่คนทำมาหาค้าขายสุจริตต้องไปลงทะเบียนดิจิทัล ถามว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นของบริษัทใคร ซึ่งที่ผ่านมา “มีคนในบางประเทศ คิดง่ายๆ ว่าเงินดิจิทัลเปรียบเหมือนการไม่ต้องพึ่งงบประมาณ” โดยสร้างสกุลเงิน (Currency) ใหม่ขึ้นมาให้นำไปใช้กัน แล้วกว่าจะกลับมาขึ้นเงินจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน แล้วค่อยไปว่ากันต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป

และที่รัฐบาลบอกว่าต้องไปกู้เงินมาทำโครงการ เพราะในที่สุดแล้วการทำเงินดิจิทัลนั้นผิดกฎหมาย ซึ่ง “ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในขั้นทดลองสกุลเงินดิจิทัล” เป็นหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าภาพ บุคคลอื่นใดรวมถึงรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปทำในส่วนนี้ได้ “อย่างไรก็ตาม แม้กรณีของไทยจะยังไม่ได้ข้อพิสูจน์ แต่ในกระแสโลกก็เริ่มถอยห่างจากเงินดิจิทัลกันแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง” เต็มไปด้วยการฉ้อโกงและการฟอกเงิน อย่างในเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีธนาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย

อีกทั้งต้องบอกว่า “ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม” ไม่ใช่ว่าทุกคนรู้เรื่องเงินดิจิทัลกันหมดแล้ว จริงอยู่ว่าเรื่องนี้ทันสมัย แต่ทั้งโลกก็ค้นพบว่ามันมีปัญหาเพราะกลายเป็นเงินตราอีกสกุลหนึ่ง แต่เป็นสกุลเงินที่ไม่มีกฎหมายรองรับ “ลองคิดง่ายๆ ว่ามีคน 5 ล้านคนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แจกคนกลุ่มนี้คนละ 1 หมื่นบาทก็ใช้งบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท”คำถามคือเงินที่แจกไปปลายทางจะไปอยู่ที่ใครเพราะไม่สามารถตรวจสอบได้

ดังนั้นโดยสรุปเกี่ยวกับดิจิทัล วอลเล็ต 1.กกต. ต้องออกมาแสดงท่าที ว่าตอนที่หาเสียงกับที่กำลังจะทำนั้นเป็นคนละเรื่องกัน 2.ไม่เชื่อว่าจะออกเงินกู้พิเศษได้ เพราะปัจจุบันไม่ได้มีสถานการณ์ที่เป็นวิกฤต แต่เรื่องนี้อาจเป็นหน้าที่ของกฤษฎีกา หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความ และ 3.เราเสียเวลากันมามากพอแล้ว เพราะจริงๆ ยังมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว นอกจากนั้น องค์กรระดับโลกที่ประเมินสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจก็ยังส่งสัญญาณเตือนถึงประเทศไทย

“S&P (Standard & Poor), Fitch Ratings ที่เป็นคนทำประเมินทั้งหมด เขาก็ส่งสัญญาณชัดแล้วนะ เขาบอกถ้าประเทศไทยไปในแนวนี้ก็ต้องทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะกำลังในการชำระหนี้เป็นตัวใช้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ ทีนี้โอกาสเท่าที่ผมฟังดู เท่าที่อ่านทุกบทความของพวกประเมินทั้งหลาย เขาบอกถ้าไปในแนวนี้แล้วไปกู้เพิ่มก็เพิ่มเพดานหนี้ที่ต้องใช้ แล้วถ้ามันไม่ใช่พายุหมุน ซึ่งโอกาสเป็นพายุหมุนแทบไม่มี

มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ากำลังการชำระหนี้ของเราจะลดลงเพราะหนี้เราเพิ่มขึ้น ก็ลดความน่าเชื่อถือ พอทรุดลงเกิดอะไรขึ้น? ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นทันที มันก็เป็นลูกโซ่ ฉะนั้นเกมนี้ไม่ใช่เรื่องในประเทศอย่างเดียว เป็นเรื่องที่จะกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกด้านเศรษฐกิจชัดเจนมาก ผมคิดว่าถ้าผมพูดได้ กรุณาอย่าดื้อเถอะครับ เพราะดื้อไปความเสี่ยงสูงมาก” เกียรติ กล่าว

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า “อย่าไปคิดว่านโยบายไหนเป็นของพรรคใด แต่ให้คิดว่านโยบายใดดีกับประเทศที่สุดก็ทำนโยบายนั้น” อย่างตนเองเคยพูดเรื่องนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ นโยบายเกี่ยวกับยาง-ปาล์ม หากรัฐบาลจะทำก็ไม่หวง “แต่นายกฯ จะกล้าทำหรือไม่ เพราะหากทำแล้วอาจเสียเพื่อนที่เป็นขาใหญ่” แต่ก็อยากให้ทำเพราะ “ประเทศชาติต้องมาก่อนพรรค-พรรคต้องมาก่อนคน” ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นวิถีที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ยึดถือ

ซึ่งนโยบายแจกเงินดิจิทัล หากอธิบายง่ายๆ ให้ชาวบ้านฟัง ที่บอกว่าการกู้หนี้ก็เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม คำถามคือนโยบายนี้จะสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องเพียงชั่ววูบ และจากนั้นไปอีก 4-5 ปี ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ หากเป็นการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดน่าจะอยู่ที่1.5-2 หมื่นล้านบาทต่อปี ยังไม่ต้องนับเรื่องที่บอกว่าจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ขึ้นมา แต่เงินจำนวนนี้สามารถนำไปก่อสร้างถนนใหม่ได้หลายเส้นทางส่วนที่บอกว่าเป็นการดูแลคนจน ก็ไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะใช้ทฤษฎีใดมาอธิบายแล้วประชาชนสบายใจ

สุดท้ายกับความเห็นที่ว่า “ให้รัฐบาลเขาทำไปก่อนอย่าเพิ่งไปด้อยค่า ถ้ามันจะเป็นอย่างไรไว้อีก 4 ปีข้างหน้าเลือกตั้งค่อยว่ากันใหม่” เกียรติ ให้มุมมองว่า “อย่าไปด้อยค่าคนที่ออกมาเตือน เพราะเขาก็ห่วงใยประเทศเหมือนกัน และในความห่วงใยนั้นก็อยู่บนหลักทฤษฎี” ในขณะที่ฝ่ายผลักดันนโยบายไม่ได้มีทฤษฎีใดๆ มายืนยันว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นดีกับประเทศจริงหรือ

และเอาเข้าจริง “คนในรัฐบาลมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าคนวิพากษ์วิจารณ์” หาก 4 ปี ทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่รับปากไว้ คำถามคือจะทำอย่างไรต่อไป เอาเงินมาคืนได้หรือไม่ หรือแค่บอกว่าก็ไม่ต้องเลือกคนเดิม-พรรคเดิมเข้ามาอีก “การทำนโยบายทุกเรื่องต้องประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้ชัด” แต่ปัจจุบันยังไม่มีการประเมิน ไม่มีการอธิบายด้วยหลักเหตุและผล และในเชิงวิชาการว่าทำแล้วดี
กับประเทศอย่างไร เรื่องนี้ในประเทศไทยก็มีกฎหมายกำหนด และการไม่ทำก็เท่ากับไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“มันไม่ใช่ว่าผมเป็นนักการเมืองแล้วผมจะทำอะไรกับงบประมาณก็ได้ แล้วผมไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าผมโกง แต่จริงๆ แค่นโยบายที่อาจจะสร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างมากกับประเทศทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลที่คนออกมาพูด เพราะเขาห่วง แล้วทำไมคุณไม่ปรับ
ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นในเมื่อคนท้วงติงมากมายพอสมควรจากทุกแวดวง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งข้าราชการที่นั่งอยู่ในกระทรวงการคลังด้วย เพราะผมทราบว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง เขาชัดเจนว่าอันนี้มันเป็นปัญหานะ ถ้ายังดันทุรังกันไป ผมคิดว่าก็ชอบที่ประชาชน
คนไทยทุกคนต้องเรียกร้องความรับผิดชอบกับคนที่ตั้งใจจะทำมากกว่าแค่การเลือกตั้ง” เกียรติ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

แนวหน้า TALK : ‘องอาจ คล้ามไพบูลย์’ วิเคราะห์‘เงินดิจิทัล’มอง‘การเมืองไทย’ เผยประสบการณ์ท่องแดน‘อิสราเอล-กาซา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769711

แนวหน้า TALK : ‘องอาจ คล้ามไพบูลย์’  วิเคราะห์‘เงินดิจิทัล’มอง‘การเมืองไทย’ เผยประสบการณ์ท่องแดน‘อิสราเอล-กาซา’

แนวหน้า TALK : ‘องอาจ คล้ามไพบูลย์’ วิเคราะห์‘เงินดิจิทัล’มอง‘การเมืองไทย’ เผยประสบการณ์ท่องแดน‘อิสราเอล-กาซา’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“คืบหน้า” กันมาอีกนิดกับการแจก “เงินดิจิทัล” 1 หมื่นบาท นโยบายเรือธงของ “พรรคเพื่อไทย” หลังจากเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2566 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลักเกณฑ์ เช่น 1.ผู้ได้รับสิทธิ เป็นประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีเงินเดือนต่ำกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีรวมกันน้อยกว่า 500,000 บาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนประชากรผู้ได้รับจำนวน 50,000,000 คน

2.ที่มาของเงิน จะออก พ.ร.บ.เป็นวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา และรัฐบาลจะมีแผนจัดสรรเงินงบประมาณมาเพื่อจ่ายคืนเงินส่วนที่เป็นเงินกู้ตลอดระยะเวลา 4 ปี 3.สถานที่และระยะเวลาที่สามารถใช้ได้ การอัดฉีดครั้งแรกมีระยะเวลา 6 เดือนเพื่อให้เงินมีการหมุนเวียน และสามารถใช้จับจ่ายต่อได้จนถึงเดือนเม.ย. 2570 สามารถใช้ในอำเภอเดียวกับบัตรประชาชน

และ 4.สิ่งที่เงินดิจิทัลใช้ได้-ไม่ได้ แบ่งเป็น ในส่วนที่ใช้ได้ เช่น ใช้ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค-บริโภคได้เท่านั้น ขณะที่ในส่วนที่ใช้ไม่ได้ เช่น การจ่ายค่าบริการต่างๆ การซื้อสินค้าออนไลน์ การซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ กัญชา กระท่อม พืชกระท่อม และผลิตภัณฑ์จากกัญชาและพืชกระท่อมได้ การซื้อบัตรกำนัล บัตรเงินสด ทองคำ เพชร พลอย อัญมณีได้ การชำระหนี้ การจ่ายค่าเล่าเรียน จ่ายค่าน้ำ-ไฟฟ้า-โทรศัพท์ การซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงไม่สามารถนำไปแลกเป็นเงินสด หรือแลกเปลี่ยนในตลาดต่างๆ

ย้อนไปก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน องอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้มาให้ความเห็น
ในรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” วันที่ 9 พ.ย. 2566 ในประเด็นแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เช่นกัน ว่า ด้านหนึ่งเห็นว่าเป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะทำนโยบายนี้ เพราะเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงไว้

แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อได้เป็นรัฐบาล นโยบายนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง 1.แหล่งที่มาของเงิน จะกู้หรือไม่ หรือจะใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือจะเอาเงินมาจากไหนแต่รัฐบาลยังให้คำตอบไม่ได้ 2.การบริหารจัดการ จะแจกด้วยวิธีใด และพ่อค้า-แม่ค้า เมื่อได้ไปแล้วจะแลกกลับเป็นเงินสดอย่างไร 3.จำนวนงบประมาณที่ใช้ จากเดิมจะใช้ 5.6 แสนล้านบาท กับการแจกคน 56 ล้านคน แต่ต่อมาก็มีข่าวรัฐบาลจะใช้งบประมาณแผ่นดินปีละ 1 แสนกว่าล้านบาท เมื่อบวกกับเวลาบริหารราชการแผ่นดิน 4 ปี จะใช้งบประมาณรวม 4 แสนกว่าล้านบาท

ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมองว่านโยบายนี้เป็นเหมือนพายุที่จะพัดเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้คล่อง ซึ่งหากใช้ในเดือนก.พ. 2567 อาจเป็นไปได้ แต่หากรอไปใช้ในเดือน ก.ย. 2567 อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว หรือต่อให้ใช้งบประมาณปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่การใช้เงินดิจิทัลกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 6 เดือน พ่อค้า-แม่ค้า รับเงินดิจิทัลไปก่อนแล้วรัฐบาลบอกจะแบ่งจ่าย คำถามคือเขาจะรอกัน 4 ปี อย่างนั้นหรือ เพราะคนทำมาค้าขายเขาก็ต้องการเงินหมุนเวียน และจริงๆ รัฐบาลก็ต้องการให้เงินหมุนเวียนเช่นกัน

นอกจากนั้น บริเวณที่จะใช้เงิน เดิมบอกว่าจะใช้ไม่เกิน 4 กม. ตอนนี้เป็นอำเภอ ก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะเพิ่มเป็นทั้งจังหวัดหรือเปล่า หรือจะใช้ทั้งประเทศอะไรอย่างไร แล้วใครควรจะได้เงินบ้าง ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้ความเห็นกันเยอะ บางคนบอกคนรวยไม่ควรได้ บางกลุ่มบอกจะรวยจะจนก็ควรได้เหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้ในสังคมมีคนคิด 3 แบบ 1.คัดค้านเลยว่าไม่ควรทำ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์จะคัดค้านไม่กระตุ้นจริง ไม่คุ้มค่า ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้านักเศรษฐศาสตร์จะมาแนวนี้

2.ควรทำแต่ก็ควรจะปรับแก้ เช่น ไม่ควรให้คนรวยบ้างอะไรบ้าง หรือให้กว้างขึ้นจาก 4 กิโลเมตร กลุ่มนี้ก็จะเป็นสภาอุตสาหกรรม สภาหอกการค้า สมาคมธนาคาร และ 3.ควรทำและให้ทำแบบที่ตอนหาเสียง คือแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท กับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน และใช้จ่ายภายใน6 เดือน แน่นอนว่าคงเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ดังนั้นก็ต้องดูว่าในท้ายที่สุดรัฐบาลจะมีความเห็นออกมาอย่างไร

“ผมมีความเห็นว่า เรื่องนี้ที่เราฟังมาตั้งแต่ต้น ผมคิดว่ารัฐบาลประกาศเรื่องนี้ไม่ใช่ประกาศหลังจากเป็นรัฐบาล หรือมาแถลงนโยบายแล้วก็ประกาศ แต่ว่าได้ประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายหลักแล้วก็หาเสียงเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนเมษา-พฤษภาโน่น ซึ่งความเข้าใจของผมก็คือว่าหาเสียงแจกดิจิทัล 1 หมื่นบาท ผมเข้าใจว่าเป็นรัฐบาลปุ๊บมันทำได้ทันทีเพราะเขาคงต้องวางแผนแล้ว ต้องศึกษามาแล้วอย่างดี เอาเงินมาจากไหน แจกอย่างไร ใช้บล็อกเชนอย่างไร ใช้แอปพลิเคชั่นอย่างไร แต่พอมาแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จก็ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย” องอาจ กล่าว

จากสิ่งที่มองเห็นข้างต้น รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวต่อไปว่า คนจึงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนไม่ได้คิดเหมือนประกาศนโยบายตอนนั้นเพื่อให้มีคะแนนเสียงจากประชาชนมาก่อน ว่าหากเลือกพรรคเพื่อไทยจะได้ 1 หมื่นบาท ภายใน 6 เดือน ถ้าบ้านมี 5 คน อายุ 16 ปีขึ้นไป ก็ได้ 5 หมื่นบาท หรือ 10 คนก็ได้ 1 แสนบาท ตนเองจึงเห็นว่า นโยบายนี้ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบมาก่อน ไม่ได้คิดอย่างสุดทาง เพราะหากคิดแบบสุดทางวันนี้ก็เริ่มทำได้เลย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังไม่อาจบอกได้ว่ารัฐบาลทำนโยบายนี้ไม่ได้ แต่หากทำไม่ได้ ประชาชนก็คงจะลดความน่าเชื่อถือลง แต่การได้ประกาศก็เท่ากับเราต้องเตรียมการมาแล้วอย่างดี ถึงกระนั้นตนเองก็ไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมถอย เพราะนี่คือนโยบายธงหรือนโยบายสำคัญของเขา และหากแจกในเดือน ก.พ. 2567 ได้จริง
ก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่จะคุ้มหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ารัฐบาลนายกฯเศรษฐา จะแจกเงินดิจิทัลแน่นอน

“ผมก็ฝากคุณเศรษฐาทวีสิน ไปว่า อยากให้ระมัดระวัง3 เรื่อง 1.ไม่ทุจริต 2.ไม่ผิดกฎหมาย3.ไม่ทำลายหลักการและระบบที่ถูกต้อง วินัยการเงินการคลังอะไรเยอะแยะ ไม่ทุจริตก็ต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำไมผมเน้นเรื่องนี้ ก็ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลขณะนี้ เขาก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไม่โปร่งใสอยู่พอสมควรในอดีตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเรื่องจำนำข้าว อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นคำเตือนของผม ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล” องอาจ กล่าว

ในการพูดคุยกันครั้งนี้ ผู้ดำเนินรายการ บุญยอด สุขถิ่นไทย ยังชวนสนทนากันในอีกหลายเรื่อง เช่น “สงครามอิสราเอล-ฮามาส” ในฐานะที่ องอาจ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่ง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. ให้มุมมองว่า พื้นที่บริเวณนั้นไม่ว่าประเทศอิสราเอล ฉนวนกาซา เวสต์แบงก์ เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและเรื่องราวมากมายมายาวนานนับพันปี แต่แม้จะไม่มองไปไกลขนาดนั้น ลำพังช่วง 10-20 ปี ล่าสุด อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสก็มีการสู้รบกันมาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มฮามาสออกมาบ้าง-อิสราเอลเข้าไปบ้าง

กระทั่งเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 กลุ่มฮามาสเป็นฝ่ายส่งกองกำลังข้ามฉนวนกาซามาโจมตีอิสราเอล และจับคนไปเป็นตัวประกันราว 200 คน และมีผู้เสียชีวิต 1,400 รายจากนั้นจึงตามด้วยการเอาคืนของอิสราเอลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ตนเองเคยเดินทางไปอียิปต์เมื่อ 10 ปีก่อน ก็มีคนในพื้นที่เล่าว่าบริเวณฉนวนกาซามีอุโมงค์ ขณะที่การเข้า-ออกระหว่างฉนวนกาซากับภายนอก จุดที่สะดวกที่สุดคือด่านราฟาห์ ชายแดนอียิปต์-ฉนวนกาซา ส่วนด่านที่ติดกับอิสราเอล บางครั้งมีการอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์เข้า-ออกเพื่อทำงานบ้าง แต่ปัจจุบันปิดหมดแล้ว

“ผมเดินทางจากไคโรที่อียิปต์ เดินทางผ่านด่านราฟาห์เพื่อจะเข้าไปในนั้น จริงๆ อยากจะไปดูอุโมงค์ แต่เนื่องจากผมไม่มีเวลาที่จะอยู่ข้ามคืน แล้วจริงๆ ไม่ใช่เข้าไปถึงแล้วจะดูได้เลย เพราะจริงๆ เขาก็ไม่อยากให้ดูหรอก แต่ผมก็จะหาหนทาง แต่สุดท้ายคนอียิปต์ที่พาผมไปก็บอกว่าตรงนี้คืออุโมงค์ ก็คือมันจะดูเหมือนบ้านคนธรรมดา ตอนหลังมีสื่อนิตยสาร แต่ก่อนไม่มีโซเชียลน่าจะไทม์ (Time) หรือนิวส์วีค (Newsweek) นี่ละเอามาเผยแพร่ มีรูปภาพ นานแล้ว เป็น 20 ปีแล้ว

เพราะอิสราเอลก็กดดันในฉนวนกาซามาตลอดก็คืออาหารการกินอะไรต่างๆ ก็เข้าไปไม่ได้สะดวก เพราะฉะนั้นอุโมงค์ก็คือเพื่อที่จะลักลอบเอาของเข้าไปได้ เพราะในนั้นในเมืองหลักๆ เช่น กาซาซิตี้ นึกภาพเหมือนเป็นเมืองเมืองหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็มี มีคนอยู่ประมาณ 2.3 ล้านคน แออัดยัดเยียดก็ตรงกาซาซิตี้ ทางตอนเหนือ กับเมืองข่าน ยูนิส ทางตอนใต้ นอกนั้นสมมุติถ้าคุณข้ามด่านชายแดนราฟาห์เข้าไป บริเวณตรงนั้นก็จะเหมือนเมืองชนบทในตะวันออกกลาง” องอาจ กล่าว

ส่วนการช่วยเหลือแรงงานไทย องอาจ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปอิสราเอลเพื่อเตรียมความพร้อมแผนอพยพ เพราะบริเวณนั้นก็มีการสู้รบอยู่แล้วเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 จะรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกว่ากระทรวงการต่างประเทศสามารถทำงานประสานกับภาคส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และมีทีมงานที่มีประสบการณ์ ดังนั้นการอพยพแรงงานจึงทำตามขั้นตอนอยู่แล้ว ยิ่งในสถานการณ์สงครามมีการปะทะกัน การอพยพไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมาอยู่ในภาคใต้ของอิสราเอล

โดยหากนึกภาพภูมิประเทศอิสราเอล บริเวณนั้นจะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่อิสราเอลก็หาทางปรับปรุงให้มีน้ำสำหรับทำการเกษตรได้ แต่ใช้ชาวต่างชาติไปเป็นเกษตรซึ่งก็คือคนไทย ทำกันแบบนี้มาแล้ว 20-30 ปี ขณะที่กลุ่มฮามาส โดยส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มองชาวไทยหรือชาวต่างชาติเป็นศัตรู เพราะศัตรูของกลุ่มนี้คืออิสราเอล และเชื่อว่าคงรู้เรื่องชาวต่างชาติมาอิสราเอลคือมาหางานทำ คงไม่มีใครอยากจากบ้านไปไกล แต่ที่ต้องไปเพราะหางานที่ทำแล้วมีรายได้มากที่สุด เพราะสัญญาทำงานที่อิสราเอลคือประมาณ 5 ปี 3 เดือน

ทั้งนี้ การอพยพคนไทยประมาณ 8,000 คน ไม่มีปัญหาอะไร แต่ยังมีอีก 20,000 คน ที่ต้องการอยู่อิสราเอลต่อเพราะยังมีพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือที่ไม่ใช่พื้นที่สู้รบจึงยังพออยู่ได้ ประกอบกับการเดินทางไปทำงานต้องกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งไปใหม่ๆ หากรีบกลับมาจะเอาเงินที่ไหนใช้หนี้ เพราะทำงานที่นั่นมีรายได้ 5-6 หมื่นบาทต่อเดือน หักค่าใช้จ่ายต่อคนเชื่อว่าไม่เกินเดือนละ 1 หมื่นบาท ยิ่งทำการเกษตรอยู่แล้วผลผลิตบางส่วนแบ่งมาทำอาหารกินเองได้ แต่หากเป็นคนที่อยู่มานานสัก 4 ปีกว่าๆ เกือบ5 ปีแล้ว อาจตัดสินใจกลับก็ได้

ปิดท้ายด้วยประเด็น “ทิศทางการเมืองไทย”รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. มองว่า การเมืองสมัยนี้เป็นการเมืองยุคสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เน้นเรื่องภาพและเสียงที่ปรากฏอย่างมาก แน่นอนว่ากิจกรรมทางการเมืองยังคงมีอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือช่องทางการสื่อสาร ในอดีตมีสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์ วิทยุและสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ปัจจุบันทุกคนเป็นผู้สื่อข่าวได้หมด การเมืองจึงต้องปรับให้เป็นตามสถานการณ์ของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนการใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือถ้อยคำรุนแรง ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพบมากในนักการเมืองยุคหลังๆ ประเด็นนี้จริงๆ ในรัฐสภาจะมีนักการเมืองที่มีคุณลักษณะพิเศษอยู่ทุกยุคสมัย หากเป็นพรรคเดียวกันอาจมีการพูดคุยตักเตือนกันบ้าง แต่หากเป็นคนละพรรคก็ต้องเคารพให้เกียรติเขา เพราะคนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ทุกคนก็ล้วนมั่นใจว่าตนเองสุดยอด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งมาในระบบแบ่งเขต จะไปบอกไปแนะนำอะไรก็ไม่รู้ว่าเขาพร้อมจะรับคำแนะนำหรือเปล่า ขณะที่การคุกคามทางเพศที่มีข่าวกับนักการเมือง เรื่องนี้มองว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล

“อันนี้ต้องพูดตรงไปตรงมา มันไม่ใช่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น มันเป็นพฤติกรรมของบุคคล ขณะนี้มันเกิดกี่คนผมก็ไม่ทราบ ที่เห็นก็คือ
2 คน ฉะนั้นก็เป็นพฤติกรรมบุคคล ก็ต้องจัดการพฤติกรรมบุคคลเหล่านี้ไปตามกระบวนการที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดเกิดขึ้นแล้วเขาก็ควรจะรับผลของสิ่งที่เขากระทำ ซึ่งมันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง” องอาจ กล่าว

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

แนวหน้า Talk : ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ เบื้องหลัง‘จักรวาลไทบ้าน’ ถึง‘สัปเหร่อ’หนังไทยแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768245

แนวหน้า Talk : ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’  เบื้องหลัง‘จักรวาลไทบ้าน’  ถึง‘สัปเหร่อ’หนังไทยแห่งปี

แนวหน้า Talk : ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ เบื้องหลัง‘จักรวาลไทบ้าน’ ถึง‘สัปเหร่อ’หนังไทยแห่งปี

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เชื่อได้ว่าในช่วงเกือบๆ 1 เดือนมานี้ หนึ่งในเรื่องที่เป็นกระแสถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น “สัปเหร่อ” ภาพยนตร์ไทยในตระกูล “จักรวาลไทบ้าน” ที่ทำรายได้แตะ 700 ล้านบาท และเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่กวาดรายได้ถล่มทลายระดับนี้ในยุคหลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทั้งที่ “ไม่ใช่หนังกระแสหลัก” ไม่ได้ผลิตโดยสตูดิโอชื่อดัง ผู้สร้างและนักแสดงก็ไม่ใช่บิ๊กเนม ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ผู้อยู่เบื้องหลังทีมงานจักรวาลไทบ้าน ได้มาบอกเล่าผ่านรายการ “แนวหน้า Talk” ถึงเรื่องราวจุดกำเนิดก่อนจะสู่ความสำเร็จครั้งนี้

สิริพงศ์ หรือ “เสี่ยโต้ง” ซึ่งด้านหนึ่งใช้ชีวิตในฐานะนักการเมือง โดยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นนักธุรกิจที่มุ่งหวังอยากเห็นการพัฒนาในท้องถิ่น กระทั่งไปพบกับทีมงานที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้ให้กำเนิดจักรวาลไทบ้าน โดยจุดเริ่มต้นนั้นมาจากการจัดค่ายดูดาว ตั้งแต่ประมาณปี 2547 ชวนเด็กและเยาวชนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มาร่วมกิจกรรม

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป มีกลุ่มหนึ่งได้กลับมาบอกตนว่ากิจกรรมดูดาวทำให้รู้สึกชื่นชอบการใช้กล้องและการทำภาพยนตร์ และเคยส่งผลงานภาพยนตร์สั้นประกวดได้อันดับ 2ในระดับประเทศ ในเวลานั้นคนรุ่นใหม่กลุ่มดังกล่าวกำลังหาทุนไปทำภาพยนตร์แนวอินดี้ จินตนาการจะดูสูงๆ หน่อย เนื้อหาประมาณชาย-หญิง ขายกาแฟ เจอกันทุกวันจนชอบพอกัน แต่สุดท้ายคือความฝัน เสี่ยโต้งจึงลองให้โจทย์ไปว่า ลองทำหนังโปรโมทกิจกรรมดู โดยจะให้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากที่มาขอเงิน 15,000 บาท ก็เพิ่มให้เป็น 3 หมื่นบาท

“บอกเขาลองทำหนังจังหวัดให้หน่อย เฮียให้ 3 หมื่นเพราะตอนนั้นจะมีอีเว้นท์ ทำให้คนรู้ว่าจะมีอีเว้นท์แบบไม่ฮาร์ดเซลล์ ตอนนั้นจะแข่งวงโยธวาทิต อยู่ดีๆ สมมุติมาบอกว่า เฮ้ย! แข่งวงโยธวาทิตนะ น่าเบื่อ! ทำเป็นหนังสั้นสักเรื่องหนึ่งแล้วให้คนรู้ พอทำออกมา เออ! เข้าท่า วันเกิดพ่อผม ปีนั้นแซยิดพอดี 60 ปี ก็บอกว่าทำหนังชีวประวัติพ่อให้หน่อย ก็จ้างเขาทำ ออกมา เฮ้ย! ดี หลังจากนั้นเขาก็เลยมาขอเงิน เขาบอกเขามีโปรเจกท์” สิริพงศ์ กล่าว

ทีมงานชุดแรกของจักรวาลไทบ้าน ประกอบด้วย “กั๊ต จ็อบ ศักดิ์และโอม” เสี่ยโต้ง เล่าว่า พวกเขาได้มา “ขายไอเดีย” ต้องการทำภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า “ไทบ้านเดอะซีรี่ส์” โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์วัยรุ่นอย่าง “ฮอร์โมน..วัยว้าวุ่น” ซึ่งพวกเขาได้ตั้งคำถามว่า “ในเมื่อมีซีรี่ส์วัยรุ่นได้..แล้วทำไมจะมีซีรี่ส์อีสานไม่ได้?” แต่ในเวลานั้นต้องยอมรับว่า “ไม่สามารถหาสปอนเซอร์ได้เพราะไม่มีนักแสดงคนใดที่เป็นที่รู้จักเลย” แต่จุดเด่นสำหรับผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์ชุดนี้ ก็จะเห็นว่านักแสดงเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนดูดาราแต่เหมือนดูเพื่อนแสดง

แม้ธุรกิจในมือจะไม่มีเลยที่เกี่ยวข้องกับแวดวงภาพยนตร์หรือวงการบันเทิงใดๆ แต่ เสี่ยโต้ง-สิริพงศ์ กล่าวว่า ตนเองนั้นรู้สึก “ชอบ” กับแนวคิดที่คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้นำเสนอ ซึ่งมัน “โดนใจ” อย่างมากกับตนเองที่เป็นคนประเภท “ท้องถิ่นนิยม” จึงอยากลองให้โอกาส อีกทั้งยัง “คิดไกล” ไปถึงขั้นมองว่า “ไม่อยากให้เป็นเพียงเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม..แต่อยากให้ไปถึงขั้นอยู่ในกระแสหลัก” ด้วยเนื้อหาที่ดูสนุกและน่าสนใจ

เป็นที่มาของการตกลง “ซื้อ” ไอเดียที่นำเสนอ แต่ก็ให้โจทย์ไปว่า “ขอให้ถ่ายทำกันที่บ้านเรา คือจังหวัดศรีสะเกษ” ด้วยเห็นตัวอย่างจาก “กวนมึนโฮ” ภาพยนตร์ไทยที่ยกกองไปถ่ายทำถึงประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีแฟนหนังจำนวนมากบินข้ามน้ำข้ามทะเลไป “ตามรอย” ภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงแดนกิมจิจึงเชื่อว่า หากภาพยนตร์ไทบ้านโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมาก็น่าจะมีคนมาตามรอยสถานที่ต่างๆ ใน จ.ศรีสะเกษ ที่ใช้ถ่ายทำบ้าง

และต้องบอกว่า “มีจริงๆ” เมื่อภาพยนตร์เรื่องแรกของซีรี่ส์ออกฉายในปี 2560 และประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย จากทุนสร้าง 2 ล้านบาท ซึ่งคิดไว้แล้วว่าหากขาดทุนก็ถือเสียว่าเป็นการประชาสัมพันธ์จังหวัดไป แต่กลายเป็นเมื่อฉายจริงกลับทำรายได้ไปถึง 37 ล้านบาท แต่ด้วยเป็นสตูดิโอและทีมสร้างเล็กๆ งบประมาณมีจำกัด จึงทำได้เพียงนำ“สแตนดี (Standee)” หรือป้ายขนาดเท่าตัวนักแสดง ไปติดตั้งตามจุดเหล่านั้นให้แฟนภาพยนตร์มาถ่ายรูป ไม่ได้ทำเป็นรูปปั้นใหญ่โตเหมือนการโปรโมทฉากในภาพยนตร์บางเรื่อง

“มันไม่ใช่ว่าตีรอบนอก มันไม่มีโรงไหนรับฉาย โรงที่รับฉายคือโรงในอีสาน ที่เขาเป็นสายหนังชื่อ MVP มันก็ฉายได้ ทีนี้เราได้เห็นเลยที่ฉายในอีสานภาคแรก เราเห็นโรงหนังเล็กๆ คือโรงหนังถ้าคนกรุงเทพฯเห็น จะเห็นเอสเอฟฯ-เมเจอร์ฯ เขาก็จะรู้เท่านี้ แต่ในต่างจังหวัดมันจะมีโรงหนังท้องถิ่น โรงหนังไฟว์สตาร์ โรงหนังตามชื่อห้าง อย่างถ้าอุบลฯ ก็จะเป็นเนวาดา จะเป็นโรงหนังท้องถิ่น

แล้วโรงหนังเล็กๆ กำลังในการสู้ของเขามันสู้โรงหนังใหญ่ไม่ได้หรอก เขาไม่ได้มีงบมากมายที่จะไปแต่งสวยๆไปรีโนเวท อย่างไรหนังเขาก็มาทีหลัง แต่พอหนังไทบ้านเข้าโรงหนังเล็กๆ แบบนี้เขาบอกว่าเขามีกำลังใจ บางคนบอกรอบทุ่มหนึ่ง ปกติมีคนดู 5 คน แต่ไทบ้านมาเต็มเลย อันนี้คือปรากฏการณ์ภาคแรก แล้วก็ได้ยินเพื่อนอีกคนที่ทำโรงหนังเขาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าชุบชีวิตเลย” สิริพงศ์ กล่าว

เสี่ยโต้ง เล่าต่อไปว่า ส่วนภาพยนตร์สัปเหร่อซึ่งเป็นเรื่องล่าสุด โปรเจกท์เริ่มถ่ายทำไปบ้างแล้วหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ไทบ้านเดอะซีรี่ส์ 2.2” แต่ก็ต้องหยุดไปจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แล้วเมื่อกลับมาถ่ายทำ “ต้องเต” ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ได้เขียนบทภาพยนตร์ขึ้นใหม่ เพราะบทภาพยนตร์เดิมที่ถ่ายทำไว้เมื่อ4 ปีก่อน มุขต่างๆ อาจดูล้าสมัยไปแล้ว

ส่วนคำถามที่ว่า ในการเป็นนายทุนได้เข้าไปควบคุมดูแล หรือให้อิสระกับทีมสร้างภาพยนตร์มาก-น้อยเพียงใด เรื่องนี้ตนเองอาจติดนิสัยมาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเมื่อจะทำอะไรพ่อจะถามเสมอว่าทำไปทำไม และเราก็มีหน้าที่ต้องอธิบายเหตุผลให้ได้ โดยหลังจากภาพยนตร์ภาคแรกได้กำไร ทีมผู้สร้างก็ได้นำเงินมาคืน ซึ่งนอกจากทุนที่ให้ไปแล้ว กำไรที่เหลือก็ได้มอบให้ทีมผู้สร้าง บอกว่าเอาไปสร้างเนื้อสร้างตัว ทำบริษัท และหลังจากนั้นก็กลายเป็นความสัมพันธ์เสมือนครอบครัวเดียวกัน

เช่น เมื่อพวกเขาหมุนเงินไม่ทันก็มาหยิบยืมตน แต่เมื่อมีกำไรตนเองก็บอกพวกเขาไปว่ามาช่วยสนับสนุนกีฬาจังหวัดบ้างซึ่งพวกเขาก็มาช่วย หรือเมื่อจะทำโปรเจกท์ภาพยนตร์กันตนเองก็ชวนไปหาสปอนเซอร์ เป็นที่ปรึกษาเมื่อทีมผู้สร้างเกิดปัญหาต่างๆ ดังนั้นปกติทีมงานจะทำอะไรก็ปล่อยเต็มที่ เว้นแต่บางครั้งที่ต้องแตะเบรกบ้าง เช่น มีครั้งหนึ่งทีมงานเสนอโปรเจกท์ “ไทบ้านคอยน์” ทำคอนเสิร์ตออนไลน์ ร้องเพลงของค่ายได้คอยน์ เก็บคอยน์ไปถ่ายรูปกับดารา แต่ตนเองก็มองว่าถ้าทำเจ๊งแน่นอน เพราะจากการที่หาข้อมูลก็นึกไม่ออกว่าทำโมเดลธุรกิจได้อย่างไร

สำหรับกระแสของสัปเหร่อ เสี่ยโต้ง ให้ความเห็นว่า “หากจะคิดถึงความสำเร็จจากสัปเหร่อ ต้องพูดถึงความสำเร็จของไทบ้านที่ผ่านมา” คือจุดเด่นของไทบ้านที่คนจะชอบพูดกันมากก็คือมีแฟนเซอร์วิสที่ดีมาก มีฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างเหนียวแน่น สมหวังบ้างผิดหวังบ้างแต่ก็ไม่เคยทิ้งกันอย่างไทบ้าน 2.2 ที่ทำรายได้ 100 ล้านบาท ก็ว่าเยอะแล้วสำหรับการลงทุนสร้างไป 15 ล้าน โดยแบ่งมาเป็นภาค 2.1 ได้รายได้ 70 ล้านบาท ภาค 2.2 ได้รายได้ 100 ล้านบาท สรุปลงทุน 15 ล้าน ได้มา 170 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

ถึงกระนั้น “เมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ ก็ยังถูกมองว่าเป็นภาพยนตร์เฉพาะกลุ่ม” ซึ่งตนเองอยากจะผลักดันให้ไปไกลกว่านั้น จึงมาทำโปรเจกท์ร่วมกับเกิร์ลกรุ๊ปไอดอลอย่าง “BNK48” ครั้งนี้แม้ไม่ขาดทุนแต่รายได้ก็ไม่ดี เพราะเพิ่งฉายได้ไม่นานก็เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่การก้าวออกมาจาก “พื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone)” ที่เคยอยู่เดิมแล้วได้ผลตอบรับที่ดี ก็ทำให้เริ่มขยายฐานคนดูได้มากขึ้น นำไปสู่การเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้ชื่อว่าไทบ้านแต่เป็นโปรดักชั่นเดียวกัน เช่น หมอปลาวาฬ เซียนหรั่ง เป็นการค่อยๆ สะสมฐานแฟนๆ ให้เหนียวแน่น

“พอถึงเวลาที่หนังจะเข้าโรง รู้ไหมยิงแอด (จัดงบโฆษณาประชาสัมพันธ์) เท่าไร? ต้องเตเขาไปออกรายการเขาบอกว่าดูตามโรงหนังไม่มีป้าย ไม่มีโปสเตอร์สัปเหร่อเลย เพราะถ้าจะติดทั่วประเทศต้องใช้เงิน 6 ล้านบาท เราไม่มีสตางค์ ณ วันที่ได้ 100 ล้านบาท ค่ายหนังหลายค่ายโทรมาถามว่าโฆษณาไปเท่าไร? ทำไมกระแสแรงจัง? เราก็ตอบแบบเขินๆ ยิงโฆษณาไป 3 หมื่นบาท ในโซเชียล แล้วได้100 ล้าน คือแฟนคลับนี่แข็งแรงมาก” เสี่ยโต้ง ระบุ

จากความสำเร็จของภาพยนตร์ซีรี่ส์จักรวาลไทบ้านนอกจากรายได้จากการฉายภาพยนตร์ทั้งในโรงและผ่านระบบสตรีมมิ่ง (Streaming รับชมทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ) “เพลง” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต่อยอดออกมา เช่น“ทดเวลาบาดเจ็บ”, “ระเบิดเวลา”, “กอดเสาเถียง” หลายเพลงมียอดดูหลักหลายร้อยล้านวิวในเว็บไซต์ยูทูบ กระทั่งนำไปสู่การจัด “คอนเสิร์ต” ใช้ชื่อว่า “นาหนาว” โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “บิ๊กเมาน์เท่น” หนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย

เสี่ยโต้ง อธิบายที่มาของการใช้ชื่อนาหนาวเป็นชื่อคอนเสิร์ตของไทบ้าน ว่า “ในภาคอีสานปลูกข้าวหอมมะลิ และเป็นการทำนาปี” (ทำนาในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูกาลเพาะปลูก ต่างจากการทำนาปรังที่เป็นการปลูกข้าวนอกฤดูฝน) โดยคนอีสานมีคำพูดว่า “หว่านวันแม่-เกี่ยววันพ่อ” หมายถึงเริ่มปลูกข้าวประมาณต้นเดือนหรือกลางเดือนสิงหาคม (ฤดูฝน) และเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงต้นเดือนธันวาคม (ฤดูหนาว) เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จ พื้นที่นาก็จะว่างและสามารถใช้จัดคอนเสิร์ตได้โดยตั้งเวทีกันเฉลี่ย 2-3 เวที ต่อการจัดงาน 2-3 วัน ที่ จ.ศรีสะเกษทำมาแล้ว 3 ปี

“ปีนี้ (2566) จัดเดือนธันวาคม แต่จะเปลี่ยนที่จัด ปกติเราจะไปจัดที่ในหนังมันจะมีสโตร์ผัก แต่ปีนี้เราจะย้ายมาจัดในเมือง เพราะเราเห็นว่าแฟนคลับเยอะแล้ว เวลาไปจัดข้างนอกมันได้บรรยากาศจริง แต่มันมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ ห้องน้ำ แล้วปีหลังๆ พอคนไปเยอะมันรบกวนชุมชน เราก็บอกว่างั้นคราวนี้เรามาจัดในเมืองเถอะ ก็เลยย้ายเข้ามาจัดในเมือง” สิริพงศ์ กล่าว

ความเป็นท้องถิ่นนิยมของเสี่ยโต้ง-สิริพงศ์ นอกจากสนับสนุนการปลุกปั้นจักรวาลไทบ้านแล้ว ยังมีในเรื่องของ “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าจังหวัด ซึ่งใน จ.ศรีสะเกษมีการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง แต่เมื่อนำผลผลิตไปขายก็ถูกตั้งคำถามว่า ทุเรียนหมอนทอง จ.ศรีสะเกษ ต่างจากทุเรียนหมอนทองของ จ.ระยอง หรือ จ.จันทบุรี อย่างไร แม้จะอธิบาย “จุดเด่น” ไปว่า กลิ่นฉุนน้อยกว่า เนื้อมันกว่า ละเมียดกว่า แต่ก็ยังขายไม่ค่อยได้ดีนัก

ตนเองจึงเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษในขณะนั้นไปว่า “ต้องตั้งชื่อ” จากนั้นจึงมีอาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ตั้งชื่อว่า “ทุเรียนภูเขาไฟ” เพราะ จ.ศรีสะเกษ ตั้งอยู่บริเวณภูเขาไฟโบราณที่ดับแล้ว “แค่ใส่สตอรี่ก็เพิ่มมูลค่าได้” หลายปีผ่านไป จากตอนแรกกิโลกรัมละ 30-70 บาท ปัจจุบันราคาทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ อยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 300 บาท จากในอดีตที่บอกว่าทุเรียนหมอนทองแล้วจะต้องมีคำถามต่อว่าหมอนทองจังหวัดไหนทุกวันนี้เพียงเอ่ยคำว่าทุเรียนภูเขาไฟ คนก็จะนึกถึงศรีสะเกษทันที

รวมถึงการทำหน้าที่ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ด้วยการวิเคราะห์ “จุดแข็ง-จุดอ่อน” ของจังหวัดตนเอง “ศรีสะเกษอาจไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นเหมือนอีกหลายๆ จังหวัด แต่สิ่งที่มีพร้อมคือสนามกีฬา” และ “หากการท่องเที่ยวคือการไหลของผู้คน การกีฬาก็ใช้
ส่งเสริมสิ่งนี้ได้” ประกอบกับความสามัคคีร่วมไม้ร่วมมือของชาวศรีสะเกษ จึงทำให้งานกีฬาต่างๆ ที่จัดในจังหวัดไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย และท้ายที่สุดก็ได้รับคัดเลือกจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เป็น “เมืองกีฬา” ก็ยิ่งขยายชื่อเสียงด้านนี้ของจังหวัดให้มากขึ้น

ที่ผ่านมา จ.ศรีสะเกษ ถูกใช้จัดการแข่งขันรายการกีฬาสำคัญๆ มาแล้ว อาทิ ในปี 2565 มีฟุตบอลชายทีมชาติไทย นัดอุ่นเครื่องกับทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ที่เกิดปรากฏการณ์ “สนามแตก” มีผู้เข้าชมถึง 1.6 หมื่นคน หรือวอลเลย์บอลหญิงที่ประเทศไทยมีดาวดังระดับทีมชาติหลายคน ก็มีการดึงมาจัดการแข่งขันในพื้นที่ ทั้งการเจอกับทีมต่างชาติบ้าง ทีมในไทยด้วยกันบ้าง หรือฟุตบอลระดับสโมสรจากต่างประเทศใกล้บ้านบ้างไกลบ้าง ดึงมาฟาดแข้งกันใน จ.ศรีสะเกษ ไปจนถึงการจัดประกวดวงโยธวาทิต ที่จัดมาแล้วถึง 10 ปี

“ตอนนี้เรากำลังจะเป็น National Training Center ก็คือศูนย์ฝึกกีฬาชาติในโซนอีสาน อันนี้ก็คือสิ่งที่เราทำ ผมก็จะชอบทำแบบนี้ นอกจากทำธุรกิจของเรา งานเพื่อสังคมตามบทบาทที่เราได้รับมอบหมายเราก็จะทำให้มันไปได้ดีที่สุดในทุกทางที่เราเป็น” เสี่ยโต้ง กล่าว

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk”ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!