โซไซตี้ : รอบการกุศล‘พิษสวาท เดอะมิวสิคัล’เพื่อมูลนิธิรามาธิบดีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745365

โซไซตี้ : รอบการกุศล‘พิษสวาท เดอะมิวสิคัล’เพื่อมูลนิธิรามาธิบดีฯ

โซไซตี้ : รอบการกุศล‘พิษสวาท เดอะมิวสิคัล’เพื่อมูลนิธิรามาธิบดีฯ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล พร้อมด้วย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ รองประธานมูลนิธิรามาธิบดีฯ, รศ.พิเศษ พญ.วิไล ธนสารอักษร คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี,พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผจก.มูลนิธิรามาธิบดีฯ,ทศพร รุจิยากร, อรรถพล เทียนเกษม ร่วมชมละครเวทีรอบการกุศล มี กณิการ์ วีรวรรณ ต้อนรับ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ พร้อมด้วย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์, รศ.พิเศษ พญ.วิไล ธนสารอักษร, พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ร่วมชมละครเวทีรอบการกุศล “พิษสวาท เดอะมิวสิคัล” ที่จำหน่ายบัตรให้กับผู้บริจาคที่สนใจได้ร่วมทำบุญเพื่อนำรายได้สมทบทุนโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน และการมองเห็นได้ร่วมชมด้วย โดยมี กณิการ์วีรวรรณ ต้อนรับ ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์

โซไซตี้ : เปิดตัว Variety Art พร้อมประมูลผลงานศิลปะ Art for Art Show 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743975

โซไซตี้ : เปิดตัว Variety Art พร้อมประมูลผลงานศิลปะ Art for Art Show 2023

โซไซตี้ : เปิดตัว Variety Art พร้อมประมูลผลงานศิลปะ Art for Art Show 2023

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท Arati corporation จำกัด โดย โยทะกา จุลโลบล ศิลปินและพิธีกรดำเนินรายการโทรทัศน์ด้านศิลปะที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการศิลปะมานับ 10 ปี ได้รับการยอมรับในวงการศิลปะทั้งในฐานะของผู้ดำเนินรายการและ producer รายการศิลปะ, บรรณาธิการสื่อศิลปะ จิตรกร รวมถึงภัณฑารักษ์ได้ฤกษ์เปิดตัวสำนักข่าว Variety Art โดยมี โยทะกา จุลโลบล เป็นบรรณาธิการบริหารและโครงการ Art For Art Show 2023 ณ ศาลาสุทธสิริโสภา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

สำนักข่าว Variety Art องค์กรส่งเสริมงานศิลปะสร้างสรรค์ของไทย เป็นสำนักข่าวที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจและการสนับสนุนจากทั้งศิลปินนักสะสมผู้มีคุณูปการในวงการศิลปะ โดยจะเป็นสำนักข่าวทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีความมุ่งหวังในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสนับสนุนวงการศิลปะในทุกระดับ ทั้งในรูปแบบของการผลิตสื่อและกิจกรรมศิลปะหลากหลาย โดยประเดิมเปิดตัวรายการทางสื่อโทรทัศน์รวมถึงเพจที่จะรวบรวมเรื่องราว ข่าวสารด้านศิลปะและวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาศิลปะที่เรียนดีและมีความมุ่งมั่นในการเป็นศิลปินในอนาคตอีกด้วย

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้ร่วมกับศิลปินและนักสะสมชั้นนำระดับประเทศ นั่นคือการจัดโครงการ Art For Art Show 2023 โดยได้รับการสนับสนุนผลงานจัดการประมูลจากศิลปินและนักสะสมมากมาย เพื่อส่งเสริมการสะสมผลงานศิลปะ การระดมทุน เพื่อการผลิตสื่อสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการสร้างความรู้ ความเข้าใจและการเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยในวงกว้างต่อไป

ภายในงานมี เยาวณี นิรันดร กรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมประติมากรรม) เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย สมลักษณ์ คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ (ทัศนศิลป์), กิตติภรณ์ ชาลีจันทร์ นายกสมาคมนักสะสมงานศิลปะไทย, อ.ณัฐ ยนตรรักษ์, พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ พร้อมด้วยศิลปิน นักสะสม และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน สำหรับการประมูลในโครงการ Art For Art Show 2023ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากศิลปินและนักสะสมมากมาย นำผลงานเข้าร่วมงานประมูล อาทิ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, อ.ประสงค์ลือเมือง, อ.ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, อ.ตะวันวัตุยา, เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, อรรถสิทธิ์ ปกป้อง และ อ.ชัชวาล รอดคลองตัน เป็นต้นโดยยอดการประมูลปิดที่ 2,100,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้มีรายการศิลปะบนสถานีโทรทัศน์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไป สำหรับผู้สนใจผลงานศิลปะสามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Fan page : Variety Art

โซไซตี้ : สสว.จัดงาน SME DAY ‘รวมพลังโต’ จับมือ 46 พันธมิตร แนะ SME

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742375

โซไซตี้ : สสว.จัดงาน SME DAY ‘รวมพลังโต’  จับมือ 46 พันธมิตร แนะ SME

โซไซตี้ : สสว.จัดงาน SME DAY ‘รวมพลังโต’ จับมือ 46 พันธมิตร แนะ SME

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สสว.จัดงาน SME Day 2023 “รวมพลังโต” จับมือ 46 พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมการพัฒนาชุมชน, กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, กรมบังคับคดี, กรมวิทยาศาสตร์บริการ, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สถาบันอาหาร, สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เป็นต้น เพื่อประกาศเจตนารมณ์บูรณาการการส่งเสริม SME ในการพัฒนาข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซต์ www.smeone.info

วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 27 มิถุนายนของทุกปีเป็นวัน SME DAY เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ MSME ต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SustainableDevelopment Goal เนื่องจาก MSME คิดเป็นกว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมดทั่วโลกและสร้างงานมากกว่า 60-70% ของตำแหน่งงานทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจโลกถึง 50% รวมถึงมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจท้องถิ่นและระดับชาติ

ด้าน เรขา ศรีสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์และเตือนภัยทางเศรษฐกิจให้ข้อมูลอัปเดตทิศทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ SME ครึ่งปีหลัง 2566 ว่า “หลังการระบาดของโควิด-19 ผู้ประกอบการ MSME เริ่มฟื้นตัววัดจากมีการจ้างงานสูงขึ้นและธุรกิจท่องเที่ยวกำลังจะฟื้นตัว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประมาณการไว้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนถึง 25 ล้านคน ธุรกิจท่องเที่ยวและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่พัก ร้านอาหาร ขนส่ง ของที่ระลึก นวด สปา ฯลฯ จะเริ่มกลับมาคึกคัก รวมถึงการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหาร ผัก ผลไม้ ทั้งสดและแปรรูปยังไปได้ดีแต่ไม่ควรพึ่งพิงคู่ค้าหรือลูกค้ารายใดหรือกลุ่มใดกลุ่มเดียว”

สสว.ยังแนะธุรกิจที่น่าจับตามอง ได้แก่ สินค้าและบริการที่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุ, สินค้าและบริการที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน SME ก็กำลังเผชิญกับการมาถึงอย่างรวดเร็วของโลกดิจิทัล ทำให้ปรับตัวไม่ทัน หรือพบเจอกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และอื่นๆ อีกมากมาย จึงแนะให้ SME ปรับตัวโดยจะต้องสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในเรื่องคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ รวมถึงเปลี่ยนแปลงธุรกิจทั้งกระบวนการให้เข้าสู่การใช้ดิจิทัล

วีระพงศ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สสว. ดูแลธุรกิจ 3 ขนาด คือ รายย่อย (Micro) ขนาดย่อม(Small) และขนาดกลาง (Medium) เคยมีกรณีแม่ค้าขายเห็ดทอดในตลาดนัด ซึ่งจัดเป็นรายย่อยหรือ Micro เข้าร่วมอบรมพัฒนาสินค้าจนกลายเป็นเห็ดทอดที่ไม่อมน้ำมันส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศแถบตะวันออกกลาง ต้องมีทั้งมาตรฐานฮาลาล และโรงงานการผลิต เขาใช้เวลา 3-4 ปีเท่านั้นก็เปลี่ยนจากธุรกิจรายย่อยขายเห็ดทอดที่ตลาดนัดเป็นธุรกิจขนาดกลางที่ส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือร่วมแรงของภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมงานในวันนี้ หากผู้ประกอบการ MSME เดินทางเพียงลำพัง เขานึกไม่ออกแน่ๆ ว่าจะติดต่อกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างไร จะไปกระทรวงพาณิชย์อย่างไร เรายังมีโครงการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น BDS “SME ปัง ตังได้คืน” “จ่ายหนึ่งหมื่น คืนเก้าพัน” หรือระบบ SME ACCESS ดิจิทัลแพลตฟอร์มรูปแบบe-Service ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล โดย สสว.พร้อมเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ เพื่อความสะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้นสำหรับผู้ประกอบการแบบที่เรียกว่า ทุกอย่างครบ จบที่เดียว ดังเช่นคำขวัญขององค์กร สสว.เคียงข้าง SME คู่คิดที่ดีผู้ประกอบการไทย”

โซไซตี้ : กรมการท่องเที่ยว ส่งเสริมพื้นที่ถิ่นกำเนิดหลวงปู่ทวด ประกาศเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740963

โซไซตี้ : กรมการท่องเที่ยว ส่งเสริมพื้นที่ถิ่นกำเนิดหลวงปู่ทวด  ประกาศเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน

โซไซตี้ : กรมการท่องเที่ยว ส่งเสริมพื้นที่ถิ่นกำเนิดหลวงปู่ทวด ประกาศเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมการท่องเที่ยว ประชุมเตรียมความพร้อมและสํารวจเส้นทางท่องเที่ยวในอําเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมประกาศกําหนดเขตพื้นที่ในท้องถิ่นหรือชุมชนตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มุ่งส่งเสริมมัคคุเทศก์และการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดการประชุม “เตรียมความพร้อมให้กับท้องถิ่นหรือชุมชน เพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ในท้องถิ่นหรือชุมชน” ณ วัดราชประดิษฐาน(วัดพะโคะ) ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และผู้นำชุมชนเพื่อรับทราบปัญหา อุปสรรค และความต้องการของพื้นที่ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชี้แจงการเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจประเมินพื้นที่ เพื่อประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน รวมถึงหารือแนวทางในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยหลวงปู่ทวด ให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นหรือชุมชนในพื้นที่

สำหรับหลักเกณฑ์ในการตรวจประเมินพื้นที่เพื่อประกาศกำหนดเขตเป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนนั้น ท้องถิ่นหรือชุมชนจะต้องมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ดีมีความโดดเด่นน่าสนใจ สามารถพัฒนาเป็นเขตพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนที่มีศักยภาพได้ มีแผนจัดการมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสม สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการรวมกลุ่มบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นรวมทั้งมีการบริหารจัดการอย่างมีแบบแผนและมีกระบวนการที่ดี

พื้นที่ตำบลชุมพล และตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพบนเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมวิถีชีวิต มีสถานที่ที่มีความสำคัญทางอารยธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและเป็นแดนดินถิ่นกำเนิดสมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งสามารถจัดเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยหลวงปู่ทวดในพื้นที่ดังกล่าวให้แก่นักท่องเที่ยวได้

โซไซตี้ : DMT ร่วมกับ SET ปลูกป่าในวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740845

โซไซตี้ : DMT ร่วมกับ SET ปลูกป่าในวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก

โซไซตี้ : DMT ร่วมกับ SET ปลูกป่าในวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในสภาวะมลพิษในอากาศและภาวะโลกร้อนที่กำลังย่ำแย่จวนจะถึงขีดสุด ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของเราในระยะยาว และปัญหาพวกนี้ทำให้พื้นที่ป่าแห้งแล้งหนักขึ้น กระทบไปถึงชาวบ้านโดยรอบพื้นที่ป่า ขาดแคลนแหล่งน้ำใช้ช่วงหน้าแล้ง ในการทำการเกษตร ผลผลิตออกสู่ตลาดได้น้อย ราคาสูงลิ่วเป็นปัญหาค่าครองชีพให้คนในสังคมต่อเนื่องไปอีก

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดใจให้เราฟังว่าในโอกาสที่ปีนี้ DMT ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงประเด็นพื้นฐานใน 3 มิติที่สำคัญ ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) มิติสังคม (Social) และมิติกำกับดูแลกิจการ(Governance) ซึ่งกิจกรรมปลูกป่าชุมชนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและส่งมอบคุณค่าให้กับชุมชน ซึ่ง DMT เป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนให้ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ใช้วันที่ 17 มิถุนายน ที่สหประชาชาติกำหนดเป็นวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก “World Day to Combat Desertification and Drought” รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก โดยมุ่งเน้นบริเวณพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเป็นพื้นที่เป้าหมายที่จะช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก เพิ่มปริมาณออกซิเจนและลดภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุด

คณะผู้บริหาร DMT นำโดย ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บงกชรัตน์ ตั้งชูกุลรองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจและการเงิน อัจฉรา เจริญพร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสสายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร พร้อมทีมพนักงานบริษัทและนิสิตนักศึกษาจากมูลนิธิทางสู่ฝันปั้นคนเก่ง ซึ่งบริษัทสนับสนุนทุนการศึกษาอยู่ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและชุมชนบ้านหนองปลิง จ.กาญจนบุรี ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมปลูกป่าเพื่อสร้างสรรค์และฟื้นฟูธรรมชาติ ภายใต้กิจกรรมปลูกต้นไม้ให้ได้ผืนป่า โดยได้นัดหมายตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่กล่าวมาข้างต้น ณ ป่าชุมชนบ้านหนองปลิง ต.ทุ่งกระบ่ำ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี และเริ่มเดินทางเข้าพื้นที่แปลงปลูกด้วยรถบัส ขบวนรถเคลื่อนผ่านทางลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และป่าโปร่ง ท่ามกลางความร้อนระอุกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางก็ท้องไส้สั่นคลอนกันไม่น้อย ทุกคนไม่รอช้า ต่างกุลีกุจอจับจอบ จับเสียมขุดดิน นำกล้าไม้ลงปลูกและช่วยกันรดน้ำพรวนดินไม่หวั่นแดดเปรี้ยง ใช้เวลาปลูกป่ากันราวหนึ่งชั่วโมงพื้นที่โล่งๆ ก็เต็มไปด้วยต้นกล้า 200 ต้น เรียงแถวเป็นระเบียบ

ชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองปลิง เล่าข้อมูลให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟังว่า บริเวณที่ทุกคนมาร่วมกันปลูกป่านี้ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่รอบเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวชุมชนบ้านหนองปลิงดูแลตั้งแต่ปี 2553 และสร้างป่าใหม่สะสมในพื้นที่กว่า 17,000 ไร่ พันธุ์ไม้ที่ปลูกประกอบด้วย ประดู่ สะเดา มะขาม มะขามป้อม หลังจากเต็มอิ่มทั้งความรู้และอิ่มใจในผลงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำจนเหงื่อไหลไคลย้อยกันแล้ว ต่างก็ไปล้างเนื้อล้างตัวขึ้นรถเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยความเหนื่อยแต่ทุกคนบอกว่ามีความสุข และจะแวะเวียนมาดูการเติบโตของต้นไม้ของพวกเราบ่อยๆ

น้องนักศึกษาจอมลุย กลางใจ เทียมวิสัยหนึ่งในนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ภาควิชาพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นตัวแทนจากมูลนิธิทางสู่ฝันปั้นคนเก่ง เล่าถึงบรรยากาศและสิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าในวันนี้ว่า เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งความรู้ควบคู่ไปกับประสบการณ์  การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความสามัคคีในหมู่คณะ และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกป่าเนื่องในวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก และได้ความรู้ว่า ต้นไม้ 1 ต้น สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 9-15 กิโลกรัมต่อปี ช่วยผลิตออกซิเจนได้เพียงพอสำหรับ 2 คน พอมีความรู้เรื่องนี้แล้ว จึงมีความตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะปลูกป่าทดแทนในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มขึ้น

ด้าน อัจฉรา เจริญพร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร ของ DMT เล่าเสริมว่า “โครงการแคร์ เดอะ ไวลด์ (Care The Wild) ปลูกป้อง Plant & Protect ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่ม เน้นการปลูกต้นไม้ใหม่ ปลูกต้นไม้เสริมและส่งเสริมการดูแลต้นไม้ โดยผ่านภาคีองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยต้นไม้ที่ปลูกต้องรอดและเติบโต 100% ซึ่ง DMT กับชาวบ้านชุมชนบ้านหนองปลิงจะร่วมกันติดตามประเมินผลการปลูกป่าเป็นเวลา 10 ปี และจะมีการติดตามผลทุกๆ 6 เดือน ผ่านแอปพลิเคชั่น แคร์ เดอะไวลด์ (Application Care The Wild) ซึ่งพวกเราตั้งเป้าหมายว่าเมื่อดำเนินการปลูกป่าต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปี จะได้พื้นที่ป่าจำนวน 50 ไร่ รวมต้นไม้ 10,000 ต้น ซึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 90 ตันคาร์บอนไดออกไซด์(TonCO2e) ต่อปี และสร้างประโยชน์ให้ชุมชนรอบข้างพื้นป่า ประกอบกับช่วยลดปัญหาความแห้งแล้งและฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม”

ทั้งนี้ อัจฉราได้เป็นตัวแทนจาก DMT ขอบคุณชาวบ้านชุมชนบ้านหนองปลิง ต.ทุ่งกระบ่ำอ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นภาคีสำคัญในการดูแลป่าหลังการปลูก ที่สำคัญกิจกรรมปลูกป่าชุมชนในครั้งนี้โดยภาคีของพวกเราได้ดำเนินการตามกรอบเป้าหมายแห่งสหประชาติ UNSDG Goal ในข้อ 13 Climate Action ข้อ 15 Life on Land และขับเคลื่อนการทำงานด้วยข้อ 17 Partnership for the Goal ลุล่วงเป็นอย่างดี ปลาบปลื้มกันถ้วนหน้าและพร้อมจะลุยปลูกป่าอย่างไม่ย่อท้อในพื้นที่อื่นๆ ของผืนดินไทยต่อไป

โซไซตี้ : ‘มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี’ มอบทุนอาหารกลางวันปีที่ 39 สู่ 89 โรงเรียนภาคเหนือ สานต่อเจตนารมณ์ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739434

โซไซตี้ : ‘มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี’ มอบทุนอาหารกลางวันปีที่ 39 สู่ 89 โรงเรียนภาคเหนือ สานต่อเจตนารมณ์ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : ‘มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี’ มอบทุนอาหารกลางวันปีที่ 39 สู่ 89 โรงเรียนภาคเหนือ สานต่อเจตนารมณ์ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ภายใต้ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มอบเงินกว่า12 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนอาหารกลางวันให้กับ 89 โรงเรียน ที่ขาดแคลนในจังหวัดเชียงราย, จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน ซึ่งได้ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 39 โดยสามารถช่วยเหลือเยาวชนให้ได้รับอาหารกลางวัน ที่มีคุณภาพและถูกต้องตามหลักโภชนาการได้มากกว่า 10,000 คนต่อปี

พงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ สิงห์ปาร์ค เชียงราย กล่าวว่า นอกจากแนวทางในการพัฒนาสิงห์ปาร์ค เชียงราย ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย เพื่อนำรายได้จากการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ให้ความสำคัญ คือ การส่งเสริมการศึกษาและดูแลคุณภาพชีวิตของนักเรียนในจังหวัดเชียงรายและอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือเช่นกัน อย่างเช่นโครงการมอบทุนอาหารกลางวัน ที่ทำมาต่อเนื่อง 39 ปี ซึ่งในปีนี้ได้มอบทุนอาหารกลางวันจำนวนกว่า 12 ล้านบาท ให้กับ 89 โรงเรียน เชื่อว่าจะสามารถเป็นส่วนเพิ่มเติมที่สามารถสร้างอาหารกลางวันที่มีคุณภาพตามหลักโภชนาการและเพียงพอต่อการพัฒนาร่างกายของเด็กๆได้เป็นอย่างดี

ด้าน ว่าที่ ร.อ.เสรี เชื้ออ้วน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวาวี กล่าวว่า “โรงเรียนตั้งอยู่ใจกลางดอยวาวี รองรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 จนถึงประถมศึกษาปีที่ 6รวม 615 คน ซึ่งเด็กๆ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน โรงเรียนจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่บ่มเพาะความรู้แต่ยังต้องดูแลให้เด็กได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านมื้ออาหารที่มีประโยชน์แต่ด้วยสถานที่ตั้งของโรงเรียนอยู่บนดอยสูง การจะลงจากดอยไปซื้อในเมืองคราวละมากๆ วัตถุดิบในการทำอาหารก็จึงมีราคาสูงตามไปด้วย ทางโรงเรียนจึงต้องบริหารจัดการงบที่มีอยู่อย่างจำกัด เพราะประสบปัญหาหนักเรื่องต้นทุน แต่เมื่อได้รู้ว่ามูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี จะมอบทุนอาหารกลางวัน ก็รู้สึกดีใจมากเพราะเด็กๆ จะได้รับประทานอาหารกลางวันอย่างเต็มอิ่ม ได้รับสารอาหารครบถ้วน ซึ่งทางโรงเรียนรู้สึกซาบซึ้งที่ทางมูลนิธิฯ เล็งเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพราะเมื่อเด็กๆ ได้รับการดูแล ได้ทานอาหารที่ดี ก็จะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต”

โดยการส่งมอบความสุขผ่านมื้ออาหารกลางวันที่มีประโยชน์และมีคุณค่าอาหารตามหลักโภชนาการ จะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ให้มีสุขภาพและมีพัฒนาการที่แข็งแรงสามารถเติบโตสู่การเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไปได้ในอนาคต พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ให้ประเทศ ซึ่งถือเป็นต้นทางของการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติอื่นๆ ตามมาได้ในที่สุด สำหรับโครงการมอบทุนอาหารกลางวันในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลัที่ทาง “มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี” และ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ทำต่อเนื่องมากว่า 39 ปีตอกย้ำปณิธานของพระยาภิรมย์ภักดีผู้ก่อตั้งบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัดผู้ที่ให้ความสำคัญในการสร้างความมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ดำเนินกิจการเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้พันธกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การศึกษา การสาธารณสุข การช่วยเหลือสังคม การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โซไซตี้ : รร.แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา คว้า 4 รางวัลทรงเกียรติ จาก Asia Pacific International Property Awards

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737932

โซไซตี้ : รร.แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา คว้า 4 รางวัลทรงเกียรติ  จาก Asia Pacific International Property Awards

โซไซตี้ : รร.แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา คว้า 4 รางวัลทรงเกียรติ จาก Asia Pacific International Property Awards

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โรงแรมล่าสุดของกลุ่ม แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล แลนด์มาร์คใหม่ใจกลางพัทยา คว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติจาก Asia Pacific International Property Awards 2023-2024 ซึ่งเป็นการประกวดอันทรงเกียรติระดับโลกในวงการอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ผู้ออกแบบและพัฒนาโรงแรมใหม่ยอดเยี่ยม ประเทศไทย :5 ดาว (Best New Hotel Design & Developer Thailand : 5 stars) โดย บริษัท แอล เอช มอลล์แอนด์ โฮเทล จำกัด, ผู้ออกแบบและพัฒนาโรงแรมใหม่ยอดเยี่ยม เอเชีย แปซิฟิก (Best New Hotel Design & Developer Asia Pacific) บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์โฮเทล จำกัด ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล International Property Awards รอบสุดท้าย,การออกแบบตกแต่งภายในโรงแรมยอดเยี่ยม (Best Hotel Interior) โดยบริษัท อินทีเรียร์ วิชั่นจำกัด และสถาปัตยกรรมโรงแรมยอดเยี่ยม (Best Hotel Architecture) โดย บริษัท ปาล์มเมอร์แอนด์ เทอร์เนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

รางวัล Asia Pacific Property Awards เป็นรางวัลที่ตัดสินโดยคณะกรรมการทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญในด้านอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จัดทำขึ้นเพื่อยกย่องผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเป็นรางวัลได้รับการยอมรับทั่วโลกมายาวนานกว่า 29 ปี โดยผู้ชนะในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อชิงรางวัลระดันานาชาติ International PropertyAwards ต่อไป

การคว้า 4 รางวัลทรงเกียรติครั้งนี้ของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา เป็นการการันตีถึงศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด ได้เป็นอย่างดี โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โรงแรมคุณภาพระดับนานาชาติมอบประสบการณ์ไม่รู้ลืมให้แก่ผู้เข้าพัก ในธีม “อวกาศ” ที่ไม่มีใครเหมือน เป็นแลนด์มาร์คใหม่ใจกลางพัทยา กับคอนเซ็ปต์ดีไซน์โลกอวกาศเต็มรูปแบบ พร้อม SPACE-THEMED WATER PARK สวนน้ำอวกาศขนาดยักษ์ที่ใหญ่สุดในไทย และออนเซ็น วิวทะเลแห่งแรกของไทย โดยโรงแรมได้เปิดตัวไปอย่างฮือฮาเมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่ผ่านมา

กลุ่ม แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทลอยู่ในเครือบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การลงทุน โรงแรมและศูนย์การค้า และการจัดการสินทรัพย์ ปัจจุบันประกอบด้วยโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ 6 แห่ง ในกรุงเทพมหานครและพัทยา รวมทั้งศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ที่รู้จักกันดี และอีก 4 โครงการ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง โดยมีโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ที่มีกำหนดเปิดดำเนินการในสิ้นปีนี้

โซไซตี้ : งาน Camp Fest ไทย สุดยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมไทยมาไกลสู่มรดกโลก ณ ภูเขาไฟฟูจิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736482

โซไซตี้ : งาน Camp Fest ไทย สุดยิ่งใหญ่  วัฒนธรรมไทยมาไกลสู่มรดกโลก ณ ภูเขาไฟฟูจิ

โซไซตี้ : งาน Camp Fest ไทย สุดยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมไทยมาไกลสู่มรดกโลก ณ ภูเขาไฟฟูจิ

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จารึกไว้หนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องภูมิใจ กับกิจกรรม “FUJI THAICAMP 2023” Camp Fest สุดยิ่งใหญ่ ครั้งแรกบริเวณหน้าภูเขาไฟฟูจิ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของชาวญี่ปุ่น ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย พร้อมจัดแสดงวัฒนธรรมไทยด้วยรูปแบบกลิ่นอายบรรยากาศงานวัด ที่ชาวญี่ปุ่นต้องตะลึง!!!

กิจกรรมแคมป์ปิ้งเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ไม่ว่าคนไทยหรือญี่ปุ่น และสำหรับคนญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งวัยหนุ่มสาว และครอบครัวที่รักการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ ผนวกเหมาะกับผู้ริเริ่มกิจกรรม FUJI THAICAMP ที่เป็นคนญี่ปุ่นหัวใจไทยที่รักในการออกไปตั้งแคมป์ด้วยเช่นกัน กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหัวใจของ ฮิโระ ซาโนะ พิธีกรและเจ้าของรายการท่องเที่ยวชื่อดัง “สุโก้ยเจแปน” ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมากว่า 20 ปี ที่อยากตอบแทนให้กับประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเพื่อร่วมฉลองมิตรภาพ 136 ปี ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อสื่อถึงการเชื่อมความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ โดยเชิญชวนคนญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวเมืองไทยผ่านประสบการณ์ในรูปแบบแคมป์ปิ้ง

FUJI THAICAMP 2023

ภายใต้บรรยากาศความสนุกสนานและความประทับใจในวิถีของความเป็นไทย พร้อมกิจกรรมเด็ดๆ ที่สร้างความประทับใจแบบไม่ใช่แค่เพียงการบอกเล่า แต่เป็นการให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสลงมือทำด้วยตนเองผ่าน Soft Power ทั้ง 5 F ของ ททท. ได้แก่ Food Festival Fashion Fight and Film เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนญี่ปุ่นได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้จนนำไปสู่การตัดสินใจออกเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่ประเทศไทย สอดคล้องกับปีท่องเที่ยววิถีไทย Visit Thailand Year 2023 ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Amazing New Chaptersโดยมี Highlight ต่างๆ ให้ได้ Amazing กันอย่างมากมาย อาทิ รับประทานกะเพราถาดยามเย็น และข้าวเหนียวหมูปิ้งยามเช้าในรูปแบบ Long Table 100 เมตร หน้าภูเขาไฟฟูจิ จำลองประเพณีลอยกระทง บริเวณบ่อน้ำแร่ธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเพณีเพื่อขอขมาพระแม่คงคาซึ่งทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างมีวัฒนธรรมรากเหง้ามาจากสายน้ำเช่นเดียวกัน กิจกรรมรำไทยทั้งแบบสวยงาม และรำวงในรูปแบบสนุกสนาน กิจกรรมสาธิตการนวดแผนไทยบนเวที โดยผู้ชนะการประกวดระดับ World Championship และ Therapist ที่ได้รับเหรียญรางวัลอีกหลายท่าน ครื้นเครงไปกับการแสดงหมอลำเต้ย ดนตรีพื้นเมืองและโปงลางที่แสดงโดยนักศึกษาชาวญี่ปุ่นที่รักวัฒนธรรรมไทย กิจกรรม Workshopทั้งการแกะสลักผลไม้, รำไทย, ประดิษฐ์กระทง ฯลฯการออกร้านอาหารไทยที่ให้ชาวแคมป์ได้ลิ้มลองความอร่อยรสชาติไทย Car Camp ที่ ททท. จัดเต็มในการประชาสัมพันธ์ New Destinationสำหรับแคมป์ปิ้งในประเทศไทยอีกหลากหลายแห่งกับเส้นทางการท่องเที่ยวแบบแคมป์ในทุกภาคของประเทศไทย ไม่เพียงเท่านี้ ยังยกจอหนังกลางแปลงจากประเทศไทย นำซีรี่ส์ “Letter From The Sun : ครั้งนั้น…ไม่เคยลืม” รวมไปถึงรายการสุโก้ยไทยแลนด์ รายการเที่ยวไทยไม่ตกยุคของ ททท. มาจัดฉายให้ได้ชมกันอย่างเต็มตา และสุดท้ายที่พลาดไม่ได้กับอาหารไทยที่มาออกร้านค้ากันอย่างคึกคักถูกใจชาวแคมป์อีกด้วย

“FUJI THAICAMP 2023” จัดกิจกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 27-28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองฟูจิโนะมิยะ จ.ชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้บริหารจาก ททท., เอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียว, นายกเทศมนตรีประจำเมืองฟูจิโนะมิยะ และ ฮิโระ ซาโนะ จากบริษัท กูเซ็น ซึ่งงานนี้มีนักท่องเที่ยวสายแคมป์ เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 2,500 เต็นท์ และยังมีผู้เข้าร่วมชมงานแบบไป-กลับในหนึ่งวัน รวมผู้เข้าร่วมงานนับ 10,000 คน ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในปีนี้นอกจากจะเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทกูเซ็น จำกัด และททท. แล้วยังได้รับการสนับสนุนจากเมืองฟูจิโนะมิยะ และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น อาทิ Asahi Breweries, ZIPAIR Tokyo Inc., Yamamori Co., Ltd., NordiskJapan Co., Ltd., J WAVE, FujinomiyaCity, Fumotoppara,Yamaha, Aeon MallFujinomiya, Fujikyu Travel, KODOMO MIRAICAMP, KITOKU SHINRYO และ Hinataจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คาดว่าในปีหน้าเราจะเดินหน้าต่อเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และความสัมพันธ์อันดีของทั้ง 2 ประเทศ และดึงดูดให้ชาวแคมป์ได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศจริงแบบ Amazing Thailand ที่ประเทศไทยกันอย่างแน่นอน

หมูปิ้ง Long Table หน้าฟูจิซัง

หมูปิ้ง Long Table หน้าฟูจิซัง

workshop ส้มตำไทย

workshop ส้มตำไทย

Camper ลอยกระทง

Camper ลอยกระทง

workshop รำวงไทย

workshop รำวงไทย

Tuk Tuk สัญลักษณ์เที่ยวไทย ใครมาต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

โซไซตี้ : ‘คิง เพาเวอร์’ จัดแคมเปญ ‘Duty Free Sale Let Yourself Go!’ ช้อปได้ไม่ต้องยั้ง ส่วนลดสุดปัง แบรนด์ดังมากมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735043

โซไซตี้ : ‘คิง เพาเวอร์’ จัดแคมเปญ ‘Duty Free Sale Let Yourself Go!’ ช้อปได้ไม่ต้องยั้ง ส่วนลดสุดปัง แบรนด์ดังมากมาย

โซไซตี้ : ‘คิง เพาเวอร์’ จัดแคมเปญ ‘Duty Free Sale Let Yourself Go!’ ช้อปได้ไม่ต้องยั้ง ส่วนลดสุดปัง แบรนด์ดังมากมาย

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คิง เพาเวอร์ สร้างความคึกคักช่วงกลางปี จัดแคมเปญ “Duty Free Sale Let Yourself Go!” ช้อปได้ไม่ต้องยั้ง ส่วนลดสุดปัง แบรนด์ดังมากมาย มอบความคุ้มค่าให้นักช้อปจากทั่วทุกสารทิศด้วยทัพสินค้าดิวตี้ฟรีเซลลดสูงสุด 50% ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-31 กรกฎาคม 2566 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, ศรีวารี, พัทยา และภูเก็ต

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปีแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมีแพลนมาจับจ่ายใช้สอยและเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างมากจากนโยบายการเปิดประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในเศรษฐกิจอย่างมากและยังช่วยส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ดีทำให้ภาคธุรกิจทั้งหลายได้จัดแคมเปญและกลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อมัดใจเหล่านักช้อปทำให้บรรยากาศการช้อปปิ้งกลับมาอีกครั้ง

คิง เพาเวอร์ ผู้นำธุรกิจดิวตี้ฟรีระดับโลกของคนไทย ตอกย้ำแนวคิด “THE POWER OF POSSIBILITIES” ชีวิตไม่หยุดค้นหาความเป็นไปได้ พร้อมแล้วที่จะเปิดรับนักเดินทางทุกท่านเข้ามาค้นหาประสบการณ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทาง ทุกเพศ ทุกวัยและทุกไลฟ์สไตล์อย่างครบครัน ได้คัดสรรสิ่งใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการช้อปปิ้งในราคาสุดพิเศษกับมหกรรมดิวตี้ฟรีเซลสุดยิ่งใหญ่ในแคมเปญ “Duty Free Sale Let Yourself Go!” ช้อปได้ไม่ต้องยั้ง ส่วนลดสุดปังแบรนด์ดังมากมาย หนึ่งในแคมเปญสำคัญช่วงกลางปีเพื่อปลุกพลังนักช้อปและนักท่องเที่ยวรองรับทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่ชอบความคุ้มค่า โดยรวบรวมสินค้าดิวตี้ฟรีแบรนด์แฟชั่นชั้นนำหลากหลายแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ลดสูงสุด 50% พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ ช้อปครบทุก 5,000 บาท ลุ้นรับ Gift Card มูลค่า 5,000 บาท และรับ Gift Voucher สูงสุด 2,500 บาทเมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข (ช้อปครบ15,000 บาทขึ้นไป รับ Gift Voucher 1,000 บาท หรือช้อปครบ 30,000 บาทขึ้นไป รับ Gift Voucher 2,500 บาท) รวมถึงรับทันทีกระเป๋าเดินทาง เมื่อช้อปครบ 50,000 บาทขึ้นไป

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่ม บ.คิง เพาเวอร์

พิเศษ! สำหรับสมาชิกคิง เพาเวอร์ ช้อปคุ้มแบบไม่ต้องยั้งตั้งแต่วันนี้-18 มิถุนายน 2566ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ศรีวารี พัทยาและภูเก็ต เพียงแลกกะรัตก็ช้อปได้ไม่ต้องยั้งทั้ง WEEKDAY และ WEEKEND พร้อมรับส่วนลดสุดปังให้ทุกการช้อปปิ้งของทุกวันเป็นไปได้นอกจากนี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด กับการเป็นสมาชิกใหม่ คิง เพาเวอร์ สมัครได้ง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทาง ที่จุดบริการสมาชิก คิง เพาเวอร์ ทุกสาขา และ LINEOfficial Account : @KINGPOWER พบความคุ้มค่า ดังนี้ สมัครสมาชิกใหม่ ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, ศรีวารี, พัทยา, และภูเก็ต รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้ สมัครสมาชิก SCARLET และเติมเงิน 20,000 บาทรับทันทีคูปองส่วนลด 1,500 บาท 1 ใบ สมัครสมาชิก NAVY และเติมเงิน 1,000 บาทรับทันทีคูปองส่วนลด 500 บาท 1 ใบ พิเศษ! เมื่อสมัครสมาชิก และช้อปครบทุก 5,000 บาทรับคูปองลุ้นรางวัล Gift Card มูลค่า 5,000 บาทเพิ่ม 1 ใบ สมัครสมาชิกใหม่ ที่ คิง เพาเวอร์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, หาดใหญ่ และภูเก็ต รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้ สมัครสมาชิก SCARLET และเติมเงิน 20,000 บาท รับทันทีคูปองส่วนลด 15% 1 ใบ สมัครสมาชิก NAVY และเติมเงิน 1,000 บาท รับทันทีคูปองส่วนลด 10% 1 ใบ สามารถร่วมแคมเปญ “Duty Free Sale Let Yourself Go!” ช้อปได้ไม่ต้องยั้ง ส่วนลดสุดปัง แบรนด์ดังมากมาย ตลอด 2 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566-31 กรกฎาคม 2566 ที่ คิงเพาเวอร์ รางน้ำ, ศรีวารี, พัทยา และภูเก็ต สามารถตรวจสอบโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกก่อนช้อป เพียง Add LINE Official Account : @KINGPOWER หรือช้อปผ่านช่องทาง CALL TO SHOP เพียงโทร.02-3387870และ CHAT TO SHOP เพียง Add LINE Official Account : @KP_ChatToShop

โซไซตี้ : ส่งมอบ‘โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี’ ปักหมุดสร้างแลนด์มาร์คใหม่ใช้เป็นสาธารณประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733538

โซไซตี้ : ส่งมอบ‘โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี’  ปักหมุดสร้างแลนด์มาร์คใหม่ใช้เป็นสาธารณประโยชน์

โซไซตี้ : ส่งมอบ‘โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี’ ปักหมุดสร้างแลนด์มาร์คใหม่ใช้เป็นสาธารณประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และบริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สุรพงษ์ ปิยะโชติ นายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดกาญจนบุรี จัดพิธีส่งมอบ “โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี”ณ จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี ร.ท.ทศพลไชยโกมินทร์ ผวจ.กาญจนบุรี, คณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบีทีเอส และ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์จำกัด (มหาชน) อาทิ สุรพงษ์ เลาหะอัญญา,คง ชิ เคือง, ชัยวัฒน์ อัศวินทรางกูร, สรญา เสฐียรโกเศศ และคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อาทิ อรรถวิท รักจำรูญ, พิสิษฐ์ กาญจนภิญพงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี, จรันต์ ยิ่งภิญโญ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี, อนันท์ ดิษฐศิริ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมในงาน ซึ่งโครงการนี้ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือกลุ่มบริษัทบีทีเอสได้ดำเนินการเข้าซื้อโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี และมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีใช้เป็นสาธารณประโยชน์และพิพิธภัณฑ์เพื่อประชาชน รวมถึงเป็นอาคารอนุรักษ์เพื่อสังคมของจังหวัด ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม

การดำเนินงานในครั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มบริษัทบีทีเอสได้ตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรม จึงต้องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม อาคารโบราณสถานต่างๆ ไว้เพื่อสืบสานและส่งต่อเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติไทยไปยังคนรุ่นหลัง อีกทั้งก่อนหน้านี้ ได้ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ในการเข้าบูรณะอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ถึง 3 แห่ง ได้แก่ “โครงการศุลกสถาน (โรงภาษีร้อยชักสาม)”ซึ่งเป็นอาคารที่มีอายุกว่า 130 ปี ได้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารโบราณสถาน เพื่อเป็นโรงแรมระดับไม่ต่ำกว่า 5 ดาว ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่อยู่คู่กับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาอย่างยาวนาน รวมถึงได้ใช้งบประมาณดังกล่าว เข้าลงทุน“โรงแรม ยูเชียงใหม่” ซึ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น 2552 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ โดยได้ทำการคงโครงสร้างอาคารจวนผู้ว่าการเชียงใหม่หลังเก่าไว้ภายในโรงแรม และทำการปรับปรุงเป็นเรสซิเดนซ์ เลานจ์ คงไว้ซึ่งความงดงามของศิลปวัฒนธรรมชาวล้านนา แต่เพิ่มการตกแต่งภายในที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังได้ลงทุนซื้ออาคารสถาปัตยกรรมSino-Portuguese “คฤหาสน์พระอร่ามสาครเขตร” อาคารโบราณสไตล์ชิโน-โปรตุกีส อายุกว่า 100 ปี ย่านใจกลางเมืองเก่าจังหวัดภูเก็ต เพื่ออนุรักษ์อาคารโบราณสถานตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งปณิธานไว้ นอกเหนือจากการเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจในด้านต่างๆ ผ่านการดำเนินการในกลุ่มธุรกิจ Move Mix และ Match แล้ว กลุ่มบริษัทบีทีเอสยังเล็งเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมประเทศไทย อีกด้วย

โรงงานกระดาษไทยเป็นสถาปัตยกรรมสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481 โดยวิศวกรและนายช่างจากประเทศเยอรมนีและเป็นสถาปัตยกรรมขนาดมหึมาท่ามกลางโบราณสถานกำแพงเมืองเก่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 คณะราษฎรต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมจึงสร้างโรงงานกระดาษนี้ขึ้นเป็นแห่งที่ 2 ต่อเนื่องจากที่สามเสนในกรุงเทพมหานครแต่เป็นแห่งแรกที่มีการผลิตครบวงจรและใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ ขณะนั้น นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโบราณที่หาชมได้ยากที่ใครต่างขนานนามให้เป็น “มิวเซียมอุตสาหกรรมแห่งแรกของไทยและเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสังคมจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมของกาญจนบุรี” เป็นแหล่งชุมชนที่มีเรื่องราวและอิทธิพลต่อสังคมในเมืองกาญจนบุรี ณ สมัยนั้นซึ่งปัจจุบันสภาพทุกอย่างของโรงงานยังคงเหมือนเดิม ทั้งตัวโครงสร้างปล่องควัน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและเครื่องจักรผลิตกระดาษซึ่งเหลือเป็นชิ้นสุดท้ายของโลกที่ประเทศไทยอีกด้วย