โซไซตี้ : แอ่วดอยทั้งที ทำดีได้ด้วย ซีพีเอฟ พาขึ้นเหนือ ชวนทำแนวกันไฟ บ้านขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่

โซไซตี้ : แอ่วดอยทั้งที ทำดีได้ด้วย ซีพีเอฟ พาขึ้นเหนือ  ชวนทำแนวกันไฟ บ้านขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่

โซไซตี้ : แอ่วดอยทั้งที ทำดีได้ด้วย ซีพีเอฟ พาขึ้นเหนือ ชวนทำแนวกันไฟ บ้านขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่ วันนี้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และหมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นแหล่งชมดอกพระยาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี

แต่ในฤดูร้อนแล้งเช่นนี้โอกาสเกิดไฟไหม้ในป่าเต็งรังพื้นที่ขุนช่างเคี่ยน ก็เป็นอีกความกังวลหนึ่งของเจ้าหน้าที่อุทยานดอยสุเทพ-ปุยการสร้างแนวกันไฟ เพื่อปกป้องไฟป่า และยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 กลายเป็นกิจกรรมสำคัญที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จัดร่วมกับชุมชนชาวม้งมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ได้ซีพีเอฟมาเป็นกองหนุนรวมพลังทำแนวกันไฟ

เพราะ “ชมรมซีพีเอฟท่องเที่ยวจิตอาสา” วันนี้ไม่ได้แค่มาท่องเที่ยว แต่ยังชวนกันมาทำดีกับกิจกรรม “เที่ยวดอยทั้งที ทำดีสร้างแนวป้องกันไฟป่าได้ด้วย” ก่อนเริ่มภารกิจ ภัทรกุล ธาเรือน หัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ชุดปฏิบัติการสถานี ควบคุมไฟป่าภูพิงค์ นำทีมวิทยากรให้ความรู้วิธีการทำแนวป้องกันไฟป่า และการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ถูกต้อง จากนั้นทั้งหมดมุ่งหน้าสู่ป่าสนบ้านขุนช่างเคี่ยน บนดอยสุเทพ-ปุย เพื่อทำแนวกันไฟร่วมกัน

ผู้ร่วมกิจกรรมในวันนี้รวมแล้วกว่า 150 คนมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ทีมงานจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชาวชุมชนม้ง บ้านขุนช่างเคี่ยน รวมทั้งจิตอาสาซีพีเอฟ จากธุรกิจสุกร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ธุรกิจไก่ไข่ ธุรกิจไก่เนื้อ ธุรกิจห้าดาว และทีมงาน AXONS โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จัดแบ่งทีมเป็น 2 กลุ่ม เพื่อแบ่งโซนทำแนวป้องกันไฟป่า เป็นระยะทาง 1,000 เมตร

สมาชิกชมรมฯ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นประสบการณ์การทำแนวกันไฟเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะได้เห็นการทำงานที่ทุ่มเทของเจ้าหน้าที่และชุมชนยิ่งรู้สึกประทับใจ แม้จะเหนื่อยบ้างเพราะทุกคนทุ่มสุดตัว แต่วันนี้อากาศบนดอยเย็นสบาย บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและการช่วยเหลือกัน พอได้เห็นแนวกันไฟปรากฏเป็นรูปเป็นร่างจากฝีมือของทุกๆ คน ยิ่งชื่นใจหายเหนื่อย

หลังภารกิจเสร็จสิ้น ตัวแทนสมาชิกชมรมฯได้มอบไข่ไก่ แทนคำขอบคุณชุมชนชาวม้งบ้านขุนช่างเคี่ยน พร้อมกับนำเงินที่สมาชิกชมรมฯ ได้ร่วมสมทบในการจัดซื้ออุปกรณ์การทำแนวป้องกันไฟและดับไฟป่า อาทิ เครื่องเป่าลมคราดสปริง ไม้กวาด พร้อมมอบผลิตภัณฑ์อาหารซีพี ทั้งไข่ไก่ ข้าวตราฉัตร และน้ำดื่ม สนับสนุนการทำงานเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครชุมชน โดย ฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจผลิตและขายอาหารสัตว์บกภาคเหนือเป็นผู้แทนส่งมอบให้กับ ธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานดอยสุเทพ-ปุย

ทีเด็ดกับมื้อเที่ยงหลังเสร็จภารกิจ ทุกคนได้อิ่มอร่อยกับเมนูจากชาวชุมชนม้ง ทั้งไก่ต้มสมุนไพรม้ง ทอดไก่ม้ง น้ำพริกหลงดอย และข้าวเหนียวห่อใบข่า ก่อนจะไปท่องเที่ยวบ้านม้งดอยปุย และไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ เป็นการปิดท้ายทริปที่อิ่มบุญ อิ่มใจ และสุขใจที่ได้ทั้งท่องเที่ยวและทำดีไปพร้อมกัน

โซไซตี้ : CPF-มูลนิธิซีพี ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่ มุ่งสร้างแหล่งโภชนาการยั่งยืน

โซไซตี้ : CPF-มูลนิธิซีพี ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่  มุ่งสร้างแหล่งโภชนาการยั่งยืน

โซไซตี้ : CPF-มูลนิธิซีพี ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่ มุ่งสร้างแหล่งโภชนาการยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน แก่ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก และโรงเรียนบ้านยางครกเดินหน้าสร้างเสริมภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร หนุนนักเรียนได้เรียนรู้ทักษะอาชีพติดตัว พร้อมสร้างคลังอาหารยั่งยืนในโรงเรียนและชุมชน โดยมี ปรีชาพล พูลทวี นายอำเภออมก๋อย เป็นประธานในพิธี ณ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หกอ.ออมก๋อย จ.เชียงใหม่

จอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิซีพี และซีพีเอฟ มุ่งขยายโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อให้นักเรียนมีโภชนาการที่เหมาะสม อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างแข็งแรงและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดหาอาหารกลางวันจากไข่ไก่ที่สดใหม่ มีคุณภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย โดยโครงการฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นการจัดหาอาหารกลางวันยังเป็นสื่อการเรียนรู้พัฒนาทักษะอาชีพด้านเกษตร ผ่านการเลี้ยงไก่ไข่ การบริหารจัดการฟาร์มขนาดเล็ก และการนำผลผลิตไข่ไก่มาจำหน่ายให้แก่ชุมชนในราคาที่เหมาะสม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ไข่เพื่อใช้บริโภคภายในโรงเรียนเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่โรงเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน (Social Enterprise)

ทางด้าน สมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 37 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรมาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่นักเรียนและคณะครู เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรอย่างเต็มที่ในการติดตาม ดูแลและให้คำแนะนำด้านวิชาการทั้งการเลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงจนถึงปลดแม่ไก่การจัดการผลผลิต การขายและการตลาดเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารงานให้มีเงินทุนส่งให้รุ่นต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินการก้าวเข้าสู่ปีที่ 37 และยังคงมุ่งผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและเอกชนขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งโภชนาการโปรตีนคุณภาพกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในเครือฯ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เจียไต๋ ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ทั้ง Makro และ Lotus’s และ ทรู เพื่อส่งต่อคุณค่าสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯแล้ว 988 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนกว่า 223,000 คน และบุคลากรทางการศึกษากว่า 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

ภายในงานมีหน่วยงานร่วมกิจกรรม อาทิ ประจักษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 5, กฤษฎากานต์ จี๋มะลิ ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก, ปราณี ก๋ายอด ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านยางครก ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานราชการ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน โดยมีกิจกรรม “CP KIDS CHEF” แข่งขันทำอาหารจากวัตถุดิบไข่ไก่ โดยมี 4 โรงเรียนในพื้นที่เข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก, โรงเรียนบ้านยางครก,โรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว และ โรงเรียนบ้านมูเซอ ทำให้นักเรียนได้คิดสร้างสรรค์เมนูไข่ที่หลากหลายช่วยพัฒนาต่อยอดทักษะทางด้านอาชีพแก่นักเรียน

โซไซตี้ : King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025 รอบชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ

โซไซตี้ : King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025  รอบชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ

โซไซตี้ : King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025 รอบชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วรมาศ ศรีวัฒนประภา, นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น และนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิง

เกาะติดขอบสนามชมรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงรายการ “King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025” (คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เลดี้ส์ โปโล ทัวร์นาเมนต์ 2025) จัดโดย “สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงระดับโลกเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 4 ทีม โดยในรอบชิงชนะเลิศทีมคิง เพาเวอร์ สามารถคว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง นอกจากร่วมลุ้นไปกับเกมส์การแข่งขัน แขกผู้มีเกียรติยังได้ชื่นชมกับสีสันการแต่งกายภายใต้คอนเซ็ปต์ “Bold Elegance” สร้างความสวยงามขณะร่วมประเพณีย่ำสนาม (Stomping The Divots) กิจกรรมไฮไลท์อันเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโล ณ สนามวีเอส สปอร์ตคลับ แอนด์ สยามโปโล ปาร์ค อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงรายการดังกล่าวขับเคลื่อนการแข่งขันมาอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2568 ร่วมชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติของนักขี่ม้าโปโลหญิงจาก 4 ทีม ได้แก่ ทีม 512 โปโล, ทีมแอช ฟาร์ม อารีน่า โปโล,ทีมลอรีอัล ปารีส และ ทีม คิง เพาเวอร์ นำโดย พลอย ปิ่นแสง โดยปีนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงระดับโลกเข้าร่วมการแข่งขัน อาทิเฮเซล แจ๊คสัน นักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงมือวางอันดับหนึ่งของโลก, บีนนี่ แบรดลีย์ นักกีฬาขี่ม้าโปโลเยาวชนทีมชาติจากประเทศอังกฤษ, ลีอา ซาลโว นักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงมือวางอันดับหกของโลก จากประเทศอาร์เจนตินา โดยรอบชิงชนะเลิศเป็นการลงสนามแข่งขันระหว่าง ทีมคิง เพาเวอร์ นำโดย พลอย ปิ่นแสงนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงทีมชาติไทยชุดเหรียญเงินซีเกมส์ 2017 พบกับ ทีมลอรีอัล ปารีส นำโดย “หลิงหลิง” ศศิร์รัช โตมงคล นักกีฬาขี่ม้าโปโลดาวรุ่งชาวไทย

ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติในการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิง “King Power International Ladie’s PoloTournament 2025”

ผลการแข่งขัน ทีมคิง เพาเวอร์ สามารถเอาชนะไปด้วยคะแนน 10 ต่อ 8 คว้าถ้วยรางวัลฯ ไปครองได้สำเร็จ โดยมี วรมาศ ศรีวัฒนประภา รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นประธานในการโยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน และมอบรางวัลชนะเลิศ นอกจากนี้ นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่นอุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยมอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ ม้าตาชวยล่าขี่โดย ลีอา ซาลโว จากทีม คิง เพาเวอร์ และชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)มอบรางวัล MVP Award หรือ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขันในครั้งนี้ ให้กับ เอเลน่า วีนอตจากทีมลอรีอัล ปารีส ท่ามกลางบรรยากาศเกมส์การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศสุดเข้มข้น มีเหล่าเซเลบริตี้คนดังของเมืองไทยมาร่วมชม ร่วมเชียร์ และร่วมให้กำลังใจนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิง อาทิ จิรพัชร์-พิมพ์ญาดา วิไลลักษณ์, ทัตวร สุกัณศีล, ม.ร.ว.จุลรังษียุคล และ คลอดีน อทิตยา เครก ฯลฯ โดยบรรดาแขกผู้มีเกียรติก็ไม่พลาดลงไปร่วมสัมผัสประเพณีย่ำสนาม (Stomping the Divots) อันเรียกได้ว่าเป็นธรรมเนียมที่จะเห็นได้ระหว่างช่วงพักการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลเท่านั้น นับเป็นภาพอันสวยงามที่ผู้เข้าชมการแข่งขันต่างพร้อมใจกันเดินลงสู่สนามด้วยลุคการแต่งกายตามคอนเซ็ปต์ “BoldElegance” เพื่อช่วยกันกลบดินและเกลี่ยรอยเท้าม้า ทำให้พื้นสนามเรียบขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เหล่าผู้ชื่นชอบกีฬาขี่ม้าโปโลได้พบปะพูดคุยกันแบบใกล้ชิด ผู้ที่เข้าชมกีฬาขี่ม้าโปโลรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม รวมทั้งช่วยสร้างสีสันบรรยากาศภายในสนามให้คึกคัก และช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันอีกด้วย

ทีมคิง เพาเวอร์ คว้าแชมป์รายการนี้ไปครองได้สำเร็จ

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงฯ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกทั้งยังเป็นการแสดงพลังอันแข็งแกร่งของผู้หญิง นับเป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงจากระดับนานาชาติเข้าร่วมการแข่งขันและเป็นรายการที่มีการเก็บคะแนน World Ranking ของผู้หญิงอีกด้วย โดยนับเป็นการแข่งขันรายการที่ 2 ของสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการวางแผนทัวร์นาเมนต์ในปี 2568 ไว้ทั้งหมด 3 รายการ ประกอบด้วย รายการแรกThe Ambassador Cup 2025 รายการที่ 2 King Power International Ladie’s Polo Tournament2025 และรายการที่ 3 Thailand PoloChampionship 2025 ที่จัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยมอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ ม้าตาชวยล่า

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยมอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ ม้าตาชวยล่า

วรมาศ ศรีวัฒนประภา ประธานโยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

วรมาศ ศรีวัฒนประภา ประธานโยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

พัชทรี ภักดีบุตร, อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธุ์ และแขกผู้มีเกียรติ

พัชทรี ภักดีบุตร, อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธุ์ และแขกผู้มีเกียรติ

เจย์ สเปนเซอร์, เดล ดีล่า, วรสุดา แพ่งสภา และเพื่อนๆ

เจย์ สเปนเซอร์, เดล ดีล่า, วรสุดา แพ่งสภา และเพื่อนๆ

พลอย ปิ่นแสง และเพื่อนๆ

พลอย ปิ่นแสง และเพื่อนๆ

คริส จาติกรัตน์ และครอบครัว

คริส จาติกรัตน์ และครอบครัว

ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง และ เสาวนีย์ ไผทวณิชย์

ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง และ เสาวนีย์ ไผทวณิชย์

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และ ธนศร ตั้งเจริญเสถียร

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และ ธนศร ตั้งเจริญเสถียร

รวิ อิทธิระวิวงศ์, วรวิชยะ ศิรศีล ศรีวัฒนประภา,วรมาศ-วรวิประภา ศิรศีล ศรีวัฒนประภา

รวิ อิทธิระวิวงศ์, วรวิชยะ ศิรศีล ศรีวัฒนประภา,วรมาศ-วรวิประภา ศิรศีล ศรีวัฒนประภา

บรรยากาศในการแข่งขัน

บรรยากาศในการแข่งขัน

บรรยากาศในการแข่งขัน

บรรยากาศในการแข่งขัน

โซไซตี้ : พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ประจำปี 2567

โซไซตี้ : พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ  รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ประจำปี 2567

โซไซตี้ : พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ประจำปี 2567

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้รับ
การยกย่องให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่น ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติ “มหิดลทยากร” ประจำปี 2567 ในโอกาสครบรอบ “56 ปี วันพระราชทานนาม และ 137 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล” ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาโดยรางวัล “มหิดลทยากร” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ เพื่อเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม มีคุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สร้างผลงานดีเด่น รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ

พญ.ปรมาภรณ์ สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2537 และได้รับ Diploma in ClinicalScience จากมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2539 จากนั้นได้ศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร จนได้รับปริญญา MSc in Surgical Science จาก ImperialCollege of Science, Technology andMedicine, University of London, United Kingdom ในปี 2540 และ FRCS (Glasg) จาก Royal Collegeof Physicians and Surgeons of Glasgow ในปี 2544 นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตร Advanced Management Program จาก HarvardBusiness School ในปี 2553 อันเป็นการวางรากฐานความเชี่ยวชาญทั้งด้านการแพทย์และการบริหารและยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทวีติยาภรณ์ เมื่อปี 2548 ประถมาภรณ์ในปี 2564 อันเป็นเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเท และการอุทิศตนเพื่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล จึงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ตั้งแต่ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และฝ่ายทรัพยากรบุคคลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ก่อนจะก้าวสู่การเป็นรองผู้อำนวยการผู้อำนวยการ รองประธาน และประธานคณะผู้บริหาร โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)ด้วยความสามารถด้านการบริหาร พญ.ปรมาภรณ์ จึงได้รับการยกย่องจากองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย (1 ใน 14 ผู้บริหารสตรีไทย) จากนิตยสารฟอร์จูน ในปี 2567 รางวัล Best CEO จากโครงการ IAA Awards for Listed Companies ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2566-2567) รางวัลแพทย์สตรีดีเด่นสาขาการบริหารจากสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในปี 2566 และรางวัล Best CEO-Asia’s Best Managed Companies 2002 Finance Asia ในปี 2565 ผู้ประกอบการสตรีไทยแห่งอาเซียน ASEAN Women Entrepreneurs Network (AWEN Awards 2022) สาขา Healthcare & Beauty ในปี 2565 อีกด้วย

ภายใต้การขับเคลื่อนของพญ.ปรมาภรณ์ BDMS ก็ได้รับรางวัลระดับองค์กรมากมาย อาทิ รางวัลเกียรติยศ SET Awards 2024 ในสาขา BestInnovation Company Awards ด้านนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองโรคทรวงอก และรางวัล Best InvestorRelations Awards จากตลาดหลักทรัพทย์แห่งประเทศไทย ในปี 2567 รางวัล Best Employer Thailand 2023 Kincentricในปี 2566 รวมถึงการได้รับคะแนนอันดับ 1ผู้นำด้านความยั่งยืนของโลกในกลุ่มบริการทางการแพทย์จาก DJSI World and DJSI Emerging Market ถึง 2 ปีซ้อน (2566-2567) รางวัล Most Honored Company 2021 จากนิตยสาร Institutional Investor ในปี 2564 และรางวัล BDMS หุ้นยั่งยืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปีเดียวกัน

สำหรับรางวัล “มหิดลทยากร”ประจำปี 2567 มีผู้เข้ารับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 8 ท่าน ดังนี้ รศ.กภ.กันยา ปาละวิวัธน์,รศ.(พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์,ศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล, พล.ท.ศ.เกียรติคุณนพ.นพดล วรอุไร, พญ.ปรมาภรณ์ปราสาททองโอสถ, พวงทอง ตันวงษ์วาน,ศ.เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ และ รศ.ดร.เรณู พุกบุญมี

โซไซตี้ : ทัพนักกีฬาขี่ม้าโปโลจาก 6 ทีม เข้าร่วมชิงชัย ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ‘The Ambassador Cup 2025’

โซไซตี้ : ทัพนักกีฬาขี่ม้าโปโลจาก 6 ทีม เข้าร่วมชิงชัย  ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ‘The Ambassador Cup 2025’

โซไซตี้ : ทัพนักกีฬาขี่ม้าโปโลจาก 6 ทีม เข้าร่วมชิงชัย ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ‘The Ambassador Cup 2025’

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, เอมอร ศรีวัฒนประภา และแขกผู้มีเกียรติ

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรายการ “The Ambassador Cup 2025” (ดิ แอมบาสซาเดอร์คัพ 2025) จัดขึ้นโดย “สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย” เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขี่ม้าโปโล และเตรียมความพร้อมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Fellowland”Unite the Colorful Vibes” ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 6 ทีม และในรอบชิงชนะเลิศ ทีมบรูไน โปโล สามารถคว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง พร้อมไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอยกับประเพณีย่ำสนาม (Stomping The Divots) ที่ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติร่วมกิจกรรม ณ สนามวีเอส สปอร์ตคลับ แอนด์ สยามโปโล ปาร์ค อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลรายการ “The Ambassador Cup 2025” ดำเนินการแข่งขันมาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 – 8 กุมภาพันธ์ 2568 ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ บรูไน, อาร์เจนตินา ฟิลิปปินส์, ฝรั่งเศส และไทย ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 6 ทีม ประกอบด้วย ทีมบรูไน โปโล, ทีมอาห์มิบาห์, ทีมโกลบอลพอร์ท, ทีมลอรีอัล ปารีส, ทีมเอสพีพี พัทยา และทีมคิง เพาเวอร์ ที่นำโดย อภิเชษฐ์ และ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

เศรษฐา ทวีสิน และ นพ.สุกิตติ ปาณปุณณัง

สำหรับรอบชิงชนะเลิศเป็นการลงสนามแข่งขันระหว่างทีมบรูไน โปโล นำโดย เจ้าหญิง อาซีมะห์ โบลเกียห์ พบกับ ทีมอาห์มิบาห์ นำโดย เจ้าชายบาฮาร์ เจฟฟรี่ โบลเกียห์ผลการแข่งขันทีมบรูไน โปโล สามารถเอาชนะไปด้วยคะแนน11 ต่อ 7.5 คว้าถ้วยรางวัล The Ambassador Cup 2025 ไปครองได้สำเร็จ โดยได้รับเกียรติจาก ทูมูร์ อามาร์ซานา เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย มอบ รางวัลชนะเลิศ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบรางวัลBest Pony Award ให้แก่ พลูมา (Pluma) และ มิลลิเซนต์ ครูซ`ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย มอบรางวัล MVP Award หรือรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขันในครั้งนี้ ให้กับเจ้าชายบาฮาร์ เจฟฟรี่ โบลเกียห์ จากทีมอาห์มิบาห์

บรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเต็มไปด้วยความเข้มข้นสนุกสนาน มีเหล่าคนดังมาร่วมเชียร์ พร้อมแต่งกายตามคอนเซ็ปต์ Unite the Colorful Vibes อย่างคับคั่ง อาทิ ทัตวร สุกัณศีล, วุ้นเส้น-วิริฒิพา, นิกม์ ธนะภูมิกุล, ป้อง ณวัฒน์, มะนาว ศรศิลป์ และดีเจโซดา ฯลฯ นอกจากนี้ แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานยังได้ร่วมประเพณีย่ำสนาม (Stomping the Divots) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมระหว่างช่วงพักการแข่งขันของกีฬาขี่ม้าโปโลที่ผู้เข้าชมการแข่งขันจะพร้อมใจเดินลงสนาม เพื่อช่วยกันกลบดินและเกลี่ยรอยเท้าม้า ไม่เพียงช่วยให้พื้นสนามเรียบขึ้นทว่ายังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พบปะพูดคุยกัน รวมทั้งทำให้ผู้ที่เข้าชมกีฬาขี่ม้าโปโลรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม นับเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน และเป็นสีสันบรรยากาศภายในสนาม

สำหรับการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลรายการ “The Ambassador Cup 2025” จัดขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ พัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขี่ม้าโปโล ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของนักกีฬาไทยให้สูงยิ่งขึ้น และในปีนี้ “กีฬาขี่ม้าโปโล” ได้รับการบรรจุในการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันโดยสมาคมฯ ได้ตั้งเป้าหมายสูงสุด คือการคว้าเหรียญทองให้กับประเทศไทย ทั้งนี้การแข่งขันทัวร์นาเมนต์ของสมาคมฯ ในปี 2568 วางโปรแกรมการแข่งขันไว้ทั้งหมด 3 รายการ ประเดิมเปิดสนามแรกด้วย “The AmbassadorCup 2025” ตามมาด้วยสนามที่สองกับรายการขี่ม้าโปโลหญิง “King Power International Ladies’ Polo Tournament2025” ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และปิดท้ายทัวร์นาเมนต์ด้วยรายการ “Thailand Polo Championship 2025”ในเดือนมีนาคม

นพ.สุกิตติ ปาณปุณณัง, ประสิทธิ์ กิติศักดิ์กุล, กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, ปรีดา พสวงศ์ และ วิฑูร เจษฎานุกูล

นพ.สุกิตติ ปาณปุณณัง, ประสิทธิ์ กิติศักดิ์กุล, กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, ปรีดา พสวงศ์ และ วิฑูร เจษฎานุกูล

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

นพ.ไพโรจน์- สิริมา บุญคงชื่น

นพ.ไพโรจน์- สิริมา บุญคงชื่น

รวิ อิทธิระวิวงศ์ – วรมาศ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว

รวิ อิทธิระวิวงศ์ – วรมาศ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว

กนกศักดิ์ ปิ่นแสง โยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

กนกศักดิ์ ปิ่นแสง โยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

เอมอร ศรีวัฒนประภา มอบรางวัล Best Pony Award

เอมอร ศรีวัฒนประภา มอบรางวัล Best Pony Award

ทีมบรูไน โปโล คว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง

ทีมบรูไน โปโล คว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง

อัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากทีมลอรีอัล

อัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากทีมลอรีอัล

พลอย-จันทมาศ-กนกศักดิ์ ปิ่นแสง

พลอย-จันทมาศ-กนกศักดิ์ ปิ่นแสง

ศรศิลป์ มณีวรรณ์, ดีเจโซดาฮวัง โซ-ฮี และเพื่อน

ศรศิลป์ มณีวรรณ์, ดีเจโซดาฮวัง โซ-ฮี และเพื่อน

บรรยากาศการแข่งขัน ระหว่างทีมบรูไน โปโล กับ ทีมอาห์มิบาห์

บรรยากาศการแข่งขัน ระหว่างทีมบรูไน โปโล กับ ทีมอาห์มิบาห์

โชว์ชุด “The Color of Fellowship Horse Show”

โชว์ชุด “The Color of Fellowship Horse Show”

โซไซตี้ : รพ.กรุงเทพอินเตอร์ฯ คว้า 3 รางวัลคุณภาพระดับเอเชีย ด้านการรักษาผู้ป่วยกระดูกและสมอง

โซไซตี้ : รพ.กรุงเทพอินเตอร์ฯ คว้า 3 รางวัลคุณภาพระดับเอเชีย  ด้านการรักษาผู้ป่วยกระดูกและสมอง

โซไซตี้ : รพ.กรุงเทพอินเตอร์ฯ คว้า 3 รางวัลคุณภาพระดับเอเชีย ด้านการรักษาผู้ป่วยกระดูกและสมอง

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐพงษ์ อำพันวงษ์

โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเพื่อกระดูกและสมอง คว้า 3 รางวัลคุณภาพระดับเอเชีย การันตีความเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีสุดในเอเชีย (One of Asia’s Top Private Hospital2025) และโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดของเอเชียแปซิฟิก สาขากระดูกและข้อควบคู่กับสมองและระบบประสาท (One of Best Specialized HospitalAsia Pacific 2024 : Orthopedics and Neurology) สะท้อนมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากล

รางวัลดังกล่าวได้รับการสำรวจและจัดอันดับโดย Newsweek และ Statista พิจารณาจากความพึงพอใจและการยอมรับของผู้ป่วย การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และบุคลากรสหสาขา ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีสุดในเอเชีย (One of Asia’s Top Private Hospital2025) โดยเฉพาะใน 3 สาขาด้านกระดูกและข้อ ได้แก่ การผ่าตัดข้อเข่าและเปลี่ยนข้อเข่า การผ่าตัดสะโพกและเปลี่ยนสะโพก และการผ่าตัดข้อไหล่สะท้อนคุณภาพการรักษาและความไว้วางใจที่ผู้ป่วยมอบให้มาโดยตลอด

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ

รัฐพงษ์ อำพันวงษ์ ผู้ช่วยประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 1 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศ(Center of Excellence) ในการรักษาโรคทางกระดูกและข้อ ด้วยความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม Velys ที่ให้ความแม่นยำสูงสุด เทคนิคผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่ DirectAnterior Approach Total HipReplacement (DAA) แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อแผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และการผ่าตัดผ่านกล้องรักษาเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับบ้านได้เร็วขึ้น โดยได้ผ่าตัดให้การรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคกระดูกและข้อ ทั้งผ่าตัดสะโพกและข้อเข่าและผ่าตัดข้อไหล่ ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบันรวมแล้วมากกว่า 6,000 ราย และเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาการรักษาเพื่อผู้ป่วยทุกคน”

ผู้สนใจการให้บริการรักษาด้านกระดูกและสมอง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bkhos.co/vl7mBm

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท

โซไซตี้ : วิ่งการกุศล ‘ทุกก้าวที่วิ่ง ให้น้องได้ก้าวไกล’ ส่งต่อพลังแห่งการให้น้องๆ ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

โซไซตี้ : วิ่งการกุศล ‘ทุกก้าวที่วิ่ง ให้น้องได้ก้าวไกล’  ส่งต่อพลังแห่งการให้น้องๆ ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

โซไซตี้ : วิ่งการกุศล ‘ทุกก้าวที่วิ่ง ให้น้องได้ก้าวไกล’ ส่งต่อพลังแห่งการให้น้องๆ ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ เดินหน้าขับเคลื่อนส่งมอบโอกาสทางการศึกษาผ่านการจัดงานวิ่งการกุศล “Major Care Mini Marathon 2025 Run with Care” ภายใต้แนวคิด “ทุกก้าวที่วิ่ง ให้น้องได้ก้าวไกล” ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยระยะเส้นทางการวิ่งมินิมาราธอนรอบสวนลุมพินี 10 กิโลเมตร และเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ 3 กิโลเมตร ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปเป็นทุนการศึกษา สนับสนุนกิจกรรรมสร้างห้องหนังเพื่อการเรียนรู้และโครงการปลูกผัก สร้างสุข สร้างรายได้ ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน กิจกรรมครั้งนี้ ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและสนับสนุนการออกกำลังกายที่นอกจากการได้สุขภาพที่ดีแล้วยังได้ทำบุญสนับสนุนการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ของน้องๆ อีกด้วย

งานวิ่งการกุศลในครั้งนี้มี ผู้บริหารและพนักงานในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ลูกค้า และประชาชนผู้รักการวิ่งให้การตอบรับเป็นอย่างดีร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คน ณ ลานหน้าห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี โดยมี วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ พร้อมด้วยวิศรุต พูลวรลักษณ์, อรุโณชา ภาณุพันธ์ุ, คมกริช ศิริรัตน์, ฐิตาภัสร์ อิสราพรพัฒน์, อภิชาติ คงชัย และ นรุตม์ เจียรสนอง ร่วมนำทีมวิ่งไปพร้อมกับทัพศิลปินนักแสดงใจบุญ อาทิ เดนิส เจลีลชาคัปปุน, มิ้ม รัตนวดี วงศ์ทอง,นีน่า ณัฐชา เจสสิก้าพาโดวัน, เทอร์โบ ชนกชนม์, โฟร์วีล ชญานนท์,นิวเยียร์ นวพรรษ, เจ๋อ วศิน, ชินไอ ชยธร, พิภู พุ่มแก้วกล้า, แอนดี้ เขมพิมุก นำภรรยาและลูกชาย มาร่วมวิ่งด้วย โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและได้สุขภาพที่ดี รวมทั้งได้ส่งต่อโอกาสดีๆ ให้กับสังคม งานนี้เลยอิ่มบุญกันถ้วนหน้า นอกจากได้รับการสนับสนุนจากนักวิ่งทุกคนแล้วยังมีแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนส่งต่อพลังแห่งการให้มอบ “โลกกว้างแห่งโอกาส” เติมเต็มโอกาส สร้างรอยยิ้มและมอบความสุขให้กับน้องๆ ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศในครั้งนี้ไปด้วยกัน

โซไซตี้ : สัมผัสเสน่ห์ไต้หวัน ผ่านภาพถ่ายและกราฟิตี้ @ BTS-MRT

โซไซตี้ : สัมผัสเสน่ห์ไต้หวัน ผ่านภาพถ่ายและกราฟิตี้ @ BTS-MRT

โซไซตี้ : สัมผัสเสน่ห์ไต้หวัน ผ่านภาพถ่ายและกราฟิตี้ @ BTS-MRT

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กัณกวี กาญจนาเดชะ, ต่ง ซือ ฉี, ซินดี้ เฉิน และ ปริญญา ศิริสินสุข

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ชวนสัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยวไต้หวัน จัดงานเปิดตัวโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพการท่องเที่ยวไต้หวันในระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพฯ ผ่านแคมเปญ Taiwan Through Your Lens ที่ได้สองศิลปิน 2 สาขา มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ได้แก่ ภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวและมุมมองต่างๆ ผ่านเลนส์ที่ลั่นชัตเตอร์โดยช่างภาพสถาปัตยกรรมชื่อดัง กัน-กัณกวี กาญจนาเดชา และผลงานกราฟิตี้ของ Benzilla หรือ เบนซ์- ปริญญาศิริสินสุข ซึ่งจะติดตั้งไว้ในสถานีและภายในรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT ที่จะทำให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในลิสต์การเดินทางท่องเที่ยวของคนรักการเดินทาง ในงานได้รับเกียรติจาก ต่ง ซือ ฉี รองผู้แทนประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และ ซินดี้ เฉินผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ เป็นประธานเปิดงาน

ต่ง ซือ ฉี กล่าวว่า “โฆษณาประชาสัมพันธ์นี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของไต้หวันและไทยโดยใช้ภาพถ่าย กราฟิตี้และเพลงในการนำเสนอความงดงามของไต้หวัน และขอเชิญชวนชาวไทยทุกคนไปเยือนไต้หวันและสร้างความทรงจำอันสวยงามในแบบฉบับของตัวเอง”

ศิลปินวง No One Eles

ซินดี้ เฉิน กล่าวว่า แคมเปญนี้ได้ผสมผสานกับสโลแกนใหม่ของแบรนด์การท่องเที่ยวไต้หวัน “TAIWAN-Waves of Wonder”ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวตลอดทั้ง 4 ฤดูกาลและ 5 ธีมหลัก ได้แก่ อาหาร ทัศนียภาพ จักรยาน ชุมชนพื้นเมือง และเส้นทางรถไฟโดยได้เชิญช่างภาพสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงอย่าง Kan Kankavee หรือ กัน-กัณกวี กาญจนาเดชาและศิลปินกราฟิตี้ที่มีผลงานร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกมากมายอย่าง Benzilla หรือ เบนซ์- ปริญญา ศิริสินสุข มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้ สามารถชื่นชมผลงานของทั้ง 2 ได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ณ บริเวณสถานี MRT สวนจตุจักร (กุมภาพันธ์-มีนาคม) ขบวนรถไฟฟ้า BTS (กุมภาพันธ์-เมษายน) สถานี BTS ศาลาแดง (เมษายน-พฤษภาคม) และขบวนรถไฟฟ้า MRT (พฤษภาคม-กรกฎาคม) บางส่วนของผลงานได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพมุมสูงสร้างเอฟเฟกท์ 3 มิติ เพื่อให้ทุกคนได้ชื่นชมและสัมผัสกับความงามของไต้หวันแบบสมจริงขณะเดินทาง

กัน-กัณกวี กาญจนาเดชะ ช่างภาพซึ่งสร้างสรรค์ผลงานภายใต้แนวคิด “ไต้หวัน 4 ฤดู” ถ่ายทอดสถานที่ต่างๆ ในเมืองเจียอี้ ไถหนาน เกาสง ผิงตง ฮวาเหลียน และไถตง ผ่านเลนส์ของเขาแสดงให้เห็นถึงความงามที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติของไต้หวันได้อย่างลงตัว ทั้งในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อนฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่มีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป ในขณะที่ Benzilla หรือ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข ศิลปินกราฟิตี้ เดินทางไปทั่วไต้หวันทั้งเหนือ กลาง ใต้ และตะวันออก โดยนำเทศกาลและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นไต้หวัน

ผลงานภาพถ่ายและกราฟิตี้เหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวันเท่านั้น แต่ยังเป็นคู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่วางแผนจะเดินทางไปไต้หวันอีกด้วย ซึ่งสามารถนั่งรถไฟหรือปั่นจักรยานในไต้หวัน เพื่อสัมผัสบรรยากาศอย่างสบายๆ เดินชมงานเทศกาลหรือศาสนา เพื่อสัมผัสความมีชีวิตชีวาของวัฒนธรรมไต้หวันอย่างลึกซึ้ง สามารถลิ้มลองอาหารหลากรสเพื่อสัมผัสกับรสชาติของไต้หวัน ดื่มด่ำกับบรรยากาศในทุ่งดอกไม้เพื่อปลอบประโลมร่างกายและจิตใจ ไต้หวันจึงเป็นประเทศที่มีหลากหลายมุมอันน่าสนใจและควรค่าแก่การกลับไปเยี่ยมชมครั้งแล้วครั้งเล่า

นอกจากที่กล่าวไปข้างต้น แคมเปญนี้ยังได้เชิญ วง No One Else กลุ่มศิลปินที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของดนตรีและเสียงร้องในสไตล์ Soul R&B ชื่อดังของไทยมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ไต้หวัน พร้อมสร้างสรรค์บทเพลงที่ถ่ายทอดความสวยงามของไต้หวันผ่านเนื้อร้องและทำนองที่มีเสน่ห์และติดหู ผสานกับเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความรู้สึก แสดงให้เห็นพลังอันอ่อนโยนแต่ทรงพลังของไต้หวันและไทยที่ผสมผสานกัน ดังที่เนื้อเพลงร้องว่า “Wan(na) Go with Me?” วง No One Else หวังว่าเพลงนี้จะเชิญชวนและเป็นแรงบันดาลใจให้แฟนๆ อยากไปเที่ยวไต้หวันได้ในทันที

การท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำประเทศไทย ยังเชิญนักท่องเที่ยวชาวไทย ร่วมสนุกกับแคมเปญ Taiwan Through Your Lens ผ่านทางเพจ Facebook : Taiwan Tourism TH เพียงแค่กดไลค์และแชร์โพสต์กิจกรรม ถ่ายภาพหรือวีดีโอโฆษณาที่จัดแสดงบริเวณสถานี BTS, MRT, บนขบวนรถไฟฟ้า BTS, MRT และอัปโหลดภาพถ่ายหรือวีดีโอในช่องคอมเมนต์โพสต์กิจกรรม พร้อมติด #TaiwanThroughYourLens ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลมากมาย เช่น ตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ-ไทเป แพ็กเกจท่องเที่ยวไต้หวัน บัตรกำนัลที่พัก และของที่ระลึกสุดพิเศษโดย Benzilla ตั้งแต่วันนี้-31 กรกฎาคม 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : Taiwan Tourism TH

โซไซตี้ : มูลนิธิลูซี เปิดหอศิลป์กลางเกาะสมุย เพื่อผลงานคนไทยดังไกลระดับโลก

โซไซตี้ : มูลนิธิลูซี เปิดหอศิลป์กลางเกาะสมุย  เพื่อผลงานคนไทยดังไกลระดับโลก

โซไซตี้ : มูลนิธิลูซี เปิดหอศิลป์กลางเกาะสมุย เพื่อผลงานคนไทยดังไกลระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ

ฮอสเซน ฟาร์มานี่ และ แอปเปิ้ลฟาร์มานี่ สองผู้นำแห่งวงการภาพถ่าย งานศิลปะและการออกแบบ ผู้ก่อตั้ง บริษัทฟาร์มานี กรุ๊ป เปิดสมุยอาร์ตเซ็นเตอร์และเฮาส์ออฟลูซี สมุย โดยมีไฮไลท์เป็นงานแสดงของ 2 ช่างภาพศิลปินระดับโลก สตีฟ แมคเคอรี และ เจมส์ นาคท์เวย์ร่วมด้วย กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย ศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย พร้อมแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ณ House of Lucie & Samui Art Center เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568

มูลนิธิลูซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2003มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนช่างภาพที่มีความสามารถให้มีสถานที่โชว์ผลงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่แสวงหาผลกำไร ทั้งนี้ในทุกๆ ปี ทางมูลนิธิฯได้จัดมอบรางวัลสำหรับช่างภาพและผลงานที่ยอดเยี่ยม คือ รางวัลลูซี (LucieAwards) ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องช่างภาพระดับปรมาจารย์และผลงานชิ้นเอก สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะมาจากการคัดเลือก โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพถ่าย และที่ปรึกษา ส่วน เฮาส์ ออฟ ลูซี เปรียบเสมือนบ้านของมูลนิธิฯ เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงภาพถ่ายร่วมสมัยผลงานภาพถ่ายจากช่างภาพที่ได้รับรางวัลลูซี ตลอดจนผลงานของช่างภาพทั้งในท้องถิ่น และจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังมุ่งสร้างเครือข่ายศูนย์กลางชุมชน แกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ระดับโลก โดยนำการถ่ายภาพและการเล่าเรื่องด้วยภาพไปสู่ผู้ชมทั่วโลก และเน้นเปิดให้บริการในพื้นที่ที่ยังไม่มีศูนย์แสดงงานศิลปะมากนักเพื่อให้คนในชุมชนมีโอกาส และสามารถเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายยิ่งขี้น รวมถึงการช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการถ่ายภาพกับชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพ นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการการบรรยาย เวิร์กช็อปและงานอีเว้นท์ต่างๆอีกมากมายเพื่อให้คนในชุมชนหรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ดีๆจากช่างภาพระดับมืออาชีพที่เคยได้รับรางวัลลูซีมาแล้วอีกด้วย

ฮอสเซน ฟาร์มานี่ กล่าวว่า “เป้าหมายของเรากับ เฮาส์ ออฟ ลูซี คือทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และสร้างพื้นที่ให้กับผู้คนได้มาสัมผัสพลังของการเล่าเรื่องด้วยภาพ” และ “เราต้องการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงเกิดการเชิดชูเกียรติผู้ที่มีความสามารถเพื่อสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการถ่ายภาพ”

ฮอสเซน ฟาร์มานี่-แอปเปิ้ล ฟาร์มานี่

ในส่วนของศูนย์ศิลปะ สมุยอาร์ตเซ็นเตอร์เป็นแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเกาะสมุย สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์ศิลปะสถานที่นำเสนอผลงานของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำผลงานศิลปินระดับโลกมาแสดงในประเทศไทย

ด้าน แอปเปิ้ล ฟาร์มานี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มูลนิธิลูซีของเราเป็นมูลนิธิระดับโลกที่ไปมอบรางวัลให้กับช่างภาพมาแล้วมากมาย ส่วน เฮาส์ ออฟ ลูซี ก็สร้างมาแล้ว 7 แห่งได้แก่ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ, กรุงบูดาเปสต์ประเทศฮังการี, เมืองคาซาน ประเทศอิหร่าน, เมืองโฮสทูนี่ ประเทศอิตาลี, นอร์เวย์, ฝรั่งเศส และประเทศไทย ซึ่งเรายังไม่เคยสร้าง อาร์ตเซ็นเตอร์เลย ครั้งนี้ถือสมุยอาร์ตเซ็นเตอร์เป็นแห่งแรกของดิฉันและคุณฮอสเซน”

สมุยอาร์ตเซ็นเตอร์ ได้เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ให้แก่ผู้ที่สนใจงานศิลปะ อาทิ นิทรรศการ เวิร์กช็อป การบรรยาย และการเปิดคลาสต่างๆ เช่น วิชาการถ่ายภาพ การวาดการปั้น เซรามิก และการทำเครื่องประดับ เป็นต้น ซึ่งจะสอนโดยเหล่าศิลปินผู้มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ โดยตรง มุ่งเน้นให้ผู้เข้าเรียนได้พัฒนาทักษะทางศิลปะ และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน ศูนย์ศิลปะแห่งนี้ มีความตั้งใจจะเป็นแหล่งรวมเหล่าผู้ที่รักงานศิลปะ และครีเอเตอร์ด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเกาะสมุยให้เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและงานศิลปะในทุกรูปแบบ สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้ารับชมนิทรรศการภาพถ่ายของสตีฟ แมคเคอรี และเจมส์ นาคท์เวย์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 เมษายน 2568 เป็นต้นไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ณ สมุยอาร์ตเซ็นเตอร์ และเฮาส์ออฟลูซีสมุย ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา13.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่095-4789987 และ Facebook : https://www.facebook.com/share/r/12DDCtGyzFM/?mibextid=WC7FNe, Instagram : https://www.instagram.com/houseoflucie.samui?igsh=OXl4emhibjhxeHJ1

สตีฟ แมคเคอรี

สตีฟ แมคเคอรี

เจมส์ นาคท์เวย์

เจมส์ นาคท์เวย์

กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

โซไซตี้ : รร.บ้านเหมืองสองท่อ กาญจนบุรี สอนเด็ก นร.เลี้ยงไก่ไข่ สร้างแหล่งอาหารใน รร. ส่งต่อความมั่นคงอาหารสู่ชุมชน

โซไซตี้ : รร.บ้านเหมืองสองท่อ กาญจนบุรี สอนเด็ก นร.เลี้ยงไก่ไข่  สร้างแหล่งอาหารใน รร. ส่งต่อความมั่นคงอาหารสู่ชุมชน

โซไซตี้ : รร.บ้านเหมืองสองท่อ กาญจนบุรี สอนเด็ก นร.เลี้ยงไก่ไข่ สร้างแหล่งอาหารใน รร. ส่งต่อความมั่นคงอาหารสู่ชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยระยะทางที่ห่างไกลถึง 205 กิโลเมตร จากตัวเมืองกาญจนบุรี ถึง ต.ซะแล อ.ทองผาภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านเหมืองสองท่อ โรงเรียนขยายโอกาส อยู่บนภูเขาสูงพื้นที่รอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรการเดินทางยากลำบากบนเส้นทางคดเคี้ยวดังนั้น การสร้างแหล่งอาหารในโรงเรียนจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คุณครูและนักเรียนได้เป็นอย่างมาก สามารถช่วยแก้ปัญหาการจัดซื้ออาหารสำหรับเด็กนักเรียน ที่แต่เดิมต้องซื้อมาในคราวเดียวให้เพียงพอในการทำอาหารทั้ง 5 วัน หรือหากมีการขนส่งวัตถุดิบโดยเฉพาะไข่ไก่มักพบปัญหาแตกเสียหายระหว่างทาง

“โรงเรียนของเราตั้งอยู่พื้นที่สูงและห่างไกล การเดินทางต้องใช้เวลาเดินทางนาน หนทางกว่าจะถึงโรงเรียนค่อนข้างลำบากเราเห็นตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียนพื้นที่สูงที่มีโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ก็คิดว่าถ้าโรงเรียนมีไข่ไก่ให้นักเรียนได้รับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ก็คงดี จะช่วยลดภาวะทุพโภชนาการได้บ้าง จากประโยชน์ของไข่ไก่ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ที่สำคัญนักรียนยังได้ฝึกอาชีพติดตัวด้วย” สนอง ยอดกุลผู้อำนวยการ รร.บ้านเหมืองสองท่อ เล่าถึงที่มาของการร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ที่ทำให้เด็กๆบ้านเหมืองสองท่อ ได้เข้าถึงไข่ไก่อาหารโปรตีนคุณภาพดี

หลังจากที่ได้ประสานไปกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และมีการเข้ามาสำรวจพื้นที่ จึงเห็นถึงความพร้อมของโรงเรียน ทางมูลนิธิฯ และซีพีเอฟ จึงเริ่มต้นสนับสนุนงบประมาณสร้างโรงเรือน ติดตั้งอุปกรณ์การเลี้ยงทั้งกรง ระบบน้ำ รางอาหาร มอบพันธุ์ไก่และอาหารไก่ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 60 สัปดาห์ พร้อมปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เทคนิคการเลี้ยงจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ ที่เข้ามาช่วยสอนน้องๆ เพื่อให้การเลี้ยงไก่เป็นเรื่องง่ายและสนุกสำหรับทุกคน

หลังจากเข้าเลี้ยงไก่ไข่ 150 ตัว และแม่ไก่เริ่มให้ไข่ เมื่อปี 2565 ทำให้เด็กนักเรียนทั้ง 240 คนมีไข่ไก่รับประทานอย่างเพียงพอ และด้วยที่นี่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนชั้นอนุบาล 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียนพักนอนในโรงเรียนเกือบ 80 คน ไข่ไก่ที่ได้จากโครงการฯ จึงเป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารให้กับนักเรียนพักนอนด้วย โครงการฯนี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับน้องๆ นักเรียนทุกคนต่างสนใจเรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ไข่การจัดการผลผลิต การจำหน่ายเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียน และไข่ไก่ที่เหลือจะนำไปจำหน่ายให้ผู้ปกครองและชาวชุมชน เกิดเป็นรายได้เข้าโครงการฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนของโครงการ

“วันนี้ที่โรงเรียนมีโครงการเกษตรทั้งปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงไก่ไข่และไก่พื้นเมืองเลี้ยงแพะเนื้อ รวมถึงปลูกกาแฟและต่อยอดทำร้านกาแฟ Bmst Coffee Shop โดยเฉพาะโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เสริมทักษะเกษตร ตอนนี้เลี้ยงไก่ไข่รุ่นที่ 2โดยมีเงินกองทุน 3 หมื่นกว่าบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการเลี้ยงรุ่นแรกมาเป็นมีทุนดำเนินการต่อในรุ่นนี้ และกำลังบูรณาการในแผนงานวิชาเกษตร”ผอ.สนอง กล่าว

น้องอาวิกา ตัวแทนนักเรียนที่รับผิดชอบดูแลโครงการฯบอกว่า ในแต่ละวัน เธอกับเพื่อนๆจะมาให้อาหารแม่ไก่ไข่ เก็บไข่ไก่ ทำให้ได้ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ หากโตขึ้นแล้วยังไม่ได้ทำงานที่ไหนก็สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้ ทุกวันนี้ที่บ้านก็เลี้ยงไก่ ซึ่งพ่อนำความรู้จากเธอที่ได้เรียนรู้มาไปใช้เลี้ยงไก่ เกิดเป็นอาชีพเป็นรายได้ให้กับครอบครัวด้วย “วันนี้เราได้ทานไข่ไก่สดๆ ทุกคนได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่ไข่เป็นพื้นฐานอาชีพ เรายังต่อยอดทำโครงการโรงตากมูลไก่ ใช้เป็นปุ๋ยในแปลงผักในโรงเรียน จำหน่ายให้ผู้ปกครองและเกษตรกรใกล้เคียง เป็นรายได้เสริมเพื่อดำเนินโครงการฯต่อไป ขอบคุณมูลนิธิฯและซีพีเอฟที่ให้โอกาสเราได้สร้างคลังอาหารในโรงเรียนและส่งต่ออาหารให้ชุมชน” น้องเอวิกา กล่าว

ตลอด 36 ปี ที่ผ่านมา มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ซีพีเอฟ และพันธมิตร ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารแก่โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร ส่งต่อโอกาสเข้าถึงแหล่งโภชนาการอาหารแก่นักเรียนใน 988 โรงเรียนทั่วประเทศ ช่วยให้นักเรียนกว่า 223,000 คนและครู 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการเรียนรู้การบริหารจัดการด้านอาชีพ การบริหารการเงินรู้จักวิธีค้าขาย เกิดเป็นทักษะและสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว จนกระทั่งสามารถต่อยอดเป็นพื้นฐานอาชีพในอนาคต คลิกชมคลิป https://youtu.be/2ksU7u_wDQ4