โซไซตี้ : ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จับมือ การรถไฟแห่งประเทศไทย มอบเงินสนับสนุน รพ.บุรฉัตรไชยากรจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/590104

โซไซตี้ : ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จับมือ การรถไฟแห่งประเทศไทย  มอบเงินสนับสนุน รพ.บุรฉัตรไชยากรจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19

โซไซตี้ : ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จับมือ การรถไฟแห่งประเทศไทย มอบเงินสนับสนุน รพ.บุรฉัตรไชยากรจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สุชีพ สุขสว่าง รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย เหว่ยเหวย หวง ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และ สุเทพ เตมานุวัตร์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ร่วมมอบเงินสนับสนุนงบประมาณโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 แบบ แรพิด แอนติเจน เทสต์ จำนวนทั้งสิ้น 800 ชุด เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อพนักงาน และลูกจ้างการรถไฟฯ โดยมี นพ.องอาจ จริยาสถาพร หัวหน้าสำนักงานแพทย์ โรงพยาบาล บุรฉัตรไชยากรเป็นผู้รับมอบ ณ ตึกบัญชาการ การรถไฟแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ สุชีพ สุขสว่าง รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชุดตรวจโควิด-19 เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพนักงาน และลูกจ้างการรถไฟที่ปฏิบัติหน้าที่ในหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้านการให้บริการประชาชน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการตรวจหาเชื้อได้อย่างรวดเร็ว จะสามารถช่วยแยกผู้ติดเชื้อออกจากสังคม และเข้าสู่กระบวนการกักตัวได้อย่างทันท่วงที และจะทำให้สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อบุคคลอื่น โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงได้ประสานงานกับ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด เพื่อร่วมกันมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ในการนำไปจัดหาชุดตรวจโควิด-19 เป็นการเร่งด่วน

“ต้องขอบคุณ บริษัท รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ในความร่วมมืออันดีที่มีให้แก่กันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาหน้ากากอนามัย และสิ่งของจำเป็นในการป้องกัน และลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่พนักงาน และลูกจ้างการรถไฟ ตลอดจนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงมาโดยตลอดผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากรในวันนี้จะสามารถช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์คัดกรองผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วแยกผู้ติดเชื้อและพาเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาต่อไปได้ทันท่วงที”

ด้าน เหว่ย เหวย หวง ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและบริษัทฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พนักงาน และลูกจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกันกับบริษัท สอดคล้องกับหลักค่านิยม3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการดำเนินงานโดยคำนึงถึง ประเทศชาติ และประชาชนไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นที่ตั้ง

“วันนี้ บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมร้อยเรียงความดีแก่สังคม ภายใต้โครงการ “ซีพีร้อยเรียงความดี” เนื่องในโอกาสที่เครือฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนนงบประมาณโรงพยาบาล บุรฉัตรไชยากร เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 ในวันนี้ จะสามารถช่วยแบ่งเบาภารกิจของบุคลากรทางการแพทย์ และบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนคลายความกังวลใจให้แก่พนักงานการรถไฟได้ส่วนหนึ่ง บริษัทขอส่งความห่วงใย และกำลังใจให้ทุกท่านสามารถผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ด้วยกัน”

นพ.องอาจ จริยาสถาพร หัวหน้าสำนักงานแพทย์ โรงพยาบาล บุรฉัตรไชยากร กล่าวว่า โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ให้บริการประชาชน พนักงาน และครอบครัวพนักงาน และลูกจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่มักกะสันเป็นหลัก ปัจจุบัน โรงพยาบาล มีความพยายามตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้อย่างน้อยระหว่างรอเข้าสู่กระบวนการรักษา ก็สามารถคัดแยกผู้ป่วยออกจากครอบครัว และชุมชน ก่อนเกิดการระบาดในวงกว้าง

“ในนามของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ผมขอขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ที่สนับสนุนงบประมาณในการซื้อชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็น และจะมีประโยชน์มาก นับเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้”

โซไซตี้ : เปิดตัว ‘Hope Reef’ โครงการฟื้นฟูปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588383

โซไซตี้ : เปิดตัว ‘Hope Reef’ โครงการฟื้นฟูปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โซไซตี้ : เปิดตัว ‘Hope Reef’ โครงการฟื้นฟูปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง SHEBA®ในเครือของ มาร์ส อินคอร์ปอเรทเต็ด ร่วมมือกับชุมชนเกาะบอนโตซัว บริเวณนอกชายฝั่งซูลาเวซี เปิดตัวโครงการฟื้นฟูปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้ชื่อ Hope Reef พร้อมเชิญทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้ โดยการชมคลิป“The Film That Grows Coral” บนช่องทาง YouTube ซึ่งยอดวิวทั้งหมดจะนำ ไปใช้สนับสนุนโครงการฟื้นฟูแนวปะการังต่อไป

รัชกร เจนพัฒนพงศ์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและอินโดจีน มาร์สไทยแลนด์อิงค์ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมวและขนมแมวเกรดพรีเมียมแบรนด์ SHEBA® กล่าวว่าแนวปะการังนับว่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศในมหาสมุทร เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก แต่ปัจจุบันแนวปะการังกำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากการแสวงหาผลประโยชน์ การทำประมงที่ไม่ถูกวิธี รวมไปถึงมลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ มาร์ส อินคอร์ปอเรทเต็ด จึงได้ริเริ่มโครงการฟื้นฟูปะการัง Hope Reef ขึ้นในปี 2562 เพื่อฟื้นฟูแนวปะการังขนาดใหญ่ซึ่งมีผลกับระบบนิเวศที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยอาศัยความร่วมมือระดับโลก ทั้งจากรัฐบาล มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน ภายใต้โครงการ Hope Reef ได้ดำเนินการฟื้นฟูแนวปะการังบริเวณนอกชายฝั่งซูลาเวซี ประเทศอินโดนีเซีย บนแท่นแนวปะการังซาลิซี เบซาร์ ใกล้กับเกาะบอนโตซัว โดยใช้นวัตกรรม “Reef Star” ซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็กรูปดาวทำด้วยมือ ภายใต้ชื่อ Mars Assisted Reef Restoration System (MARRS) วัสดุของดาวแนวปะการังนั้นมาจากแหล่งในท้องถิ่นและทำด้วยมือของชุมชนท้องถิ่นบอนโตซัว โดย SHEBA®

นอกจากนี้ แนวปะการังดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเป็นตัวสะกดคำว่า H-O-P-E ที่แปลว่าความหวัง มีขนาด 45×15 เมตร เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้โลกได้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกสามารถเกิดขึ้นได้ภายในช่วงชีวิตของเรา และความหวังนั้นก็สามารถเติบโตได้ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จาก Google Earth โดยบริษัทแม่อย่าง มาร์ส อินคอร์ปอเรทเต็ด ได้ตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูแนวปะการังตามจุดต่างๆ ทั่วโลกให้ได้มากกว่า 185,000 ตารางเมตร ซึ่งเท่ากับขนาดของสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 148 สระภายในสิ้นปี 2572

“เรียกได้ว่า Hope Reef เป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศที่สำคัญ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังสำหรับอนาคตของมหาสมุทร โดยมาร์ส หวังว่าโครงการHope Reef จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของการดูแลระบบนิเวศและร่วมกันกู้คืนที่อยู่อาศัยและความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญเสียไป ซึ่งการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เป็นไปตามแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความยั่งยืน ซึ่งมารส์ทราบดีว่าผู้บริโภคไม่เพียงคาดหวังอาหารคุณภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังต้องการแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมด้วย โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการฟื้นฟูปะการัง Hope Reef จนถึงปัจจุบันแนวปะการังรอบเกาะบอนโตซัว ได้เพิ่มขึ้นจาก5% เป็น 55% ความอุดมสมบูรณ์ของปลาเพิ่มขึ้น300% อีกทั้งยังได้เห็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างๆ เช่น ฉลาม และเต่า กลับมายังพื้นที่นี้ด้วย”รัชกร กล่าว

ขอเชิญชวนผู้รักสัตว์เลี้ยงทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูแนวปะการัง และร่วมสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์เพียงชมและแชร์วีดีโอ#hopegrows: The Film That Grows Coral ผ่านช่อง YouTube ของ SHEBA® โดยทุกยอดการรับชมจะเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อการฟื้นฟูแนวปะการัง ผ่านทางองค์กร The Nature Conservancy เนื่องในวันมหาสมุทรโลก SHEBA® ได้เปิดตัวแอป iOS ตัวแรกที่ชื่อ SHEBA Hope Grows ซึ่งจะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ 3 มิติ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแนวปะการังได้จากทุกที่ทั่วโลก เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นและฟื้นฟูแนวปะการังของคุณเอง ด้วยการติดตั้งนวัตกรรม Reef Stars เสมือนจริง หลังจากนั้น สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในบริเวณนั้นจากเศษหินที่แห้งแล้งไปสู่สภาพแวดล้อมทางทะเลที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์

โซไซตี้ : สุกี้ตี๋น้อย สาขาเดอะไนน์ ติวานนท์ ร่วมสู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/588180

โซไซตี้ : สุกี้ตี๋น้อย สาขาเดอะไนน์ ติวานนท์ ร่วมสู้ภัยโควิด-19

โซไซตี้ : สุกี้ตี๋น้อย สาขาเดอะไนน์ ติวานนท์ ร่วมสู้ภัยโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์ตอนนี้วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง หลายคนได้ผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปในสังคมไทย คือ “น้ำใจคนไทย” ล่าสุด ร้านสุกี้-ชาบู บุพเฟ่ต์ชื่อดังครองใจคนไทย อันดับต้นๆ อย่าง สุกี้ตี๋น้อยที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่ สาขาที่ 29 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ด้วยการแบ่งปันวัตถุดิบฟรี! ให้กับชาวปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยแจกไข่ไก่ น้ำจิ้มซีฟู้ด รวมทั้งผักสด เช่น ผักกวางตุ้งฟักทอง เป็นต้น ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาแจกเป็นล้วนแต่เป็นของดีมาตรฐานเดียวกันกับที่ทำขายหน้าร้าน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้รับแจกหายห่วงได้เลย สามารถนำไปปรุง รับประทานในครอบครัวกันได้อีกหลายมื้อ

แม้จะเกิดวิกฤติแค่ไหนแต่คนไทยก็ไม่เคยทิ้งกัน ใครอยากช่วยสนับสนุน ร้านสุกี้ตี๋น้อยสาขา เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ สามารถอุดหนุนกันได้ โดยสามารถสั่งและรับสินค้าที่หน้าสาขาได้ หรือจะสั่งแบบเดลิเวอรี่ผ่านLINE MAN, Gojek และ ‎Foodpanda โดยทางร้านเปิดให้บริการ 11.00-20.00 น. จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ทางร้านยังได้จัดเป็นเซตเมนูหมู-เนื้อ มาให้เลือกแบบสุดคุ้ม ในราคาเริ่มต้นที่ 179 บาท เท่านั้น หรือจะเมนูยอดฮิต อย่างหมี่หยกตี๋น้อย กล่องละ 39 บาทเรียกว่า ราคาไม่แรง แถมอิ่มอร่อยเหมือนนั่งทานที่ร้าน

โซไซตี้ : ‘Ambulance Taxi’ แท็กซี่ฉุกเฉิน เพื่อผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/586622

โซไซตี้ : ‘Ambulance Taxi’ แท็กซี่ฉุกเฉิน เพื่อผู้ป่วยโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โรงพยาบาลราชวิถี” นำร่องโครงการ “Ambulance Taxi” (แท็กซี่ฉุกเฉิน) เพื่อผู้ป่วยโควิด-19 ลดการแพร่กระจายของโรคพร้อมประสานผู้ป่วยเดินทาง จากต้นทางสู่ปลายทางทั้งโรงพยาบาลสนาม ฮอสพิเทล สถานที่กักตัวกับครอบครัว เพื่อลดความเสี่ยงแพร่เชื้อในระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมทั้งร่นระยะเวลารอรถฉุกเฉิน (Ambulance) เพียงอย่างเดียวปรับโครงสร้างรถเพื่อให้เชื้อโรคจากผู้ป่วยไม่แพร่กระจาย และเหล่าแท็กซี่ฮีโร่ จะได้รับการฝึกฝนด้านความปลอดภัยจากโรงพยาบาล อีกทั้งแท็กซี่ฉุกเฉินถือเป็นระบบความปลอดภัยช่วยผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อลดการใช้ชุด PPE ซึ่งยังมีความจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์วิกฤติ โดยชวนคนไทยร่วมบริจาคเป็นทุนให้กลุ่ม Ambulance Taxi ที่ให้บริการฟรีกับผู้ป่วย ผ่านช่องทางรับบริจาคของมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี

นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถีกล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ต้องบอกว่าบุคลากรทางการแพทย์ทั้งด่านหน้า เราดำเนินการแบบเต็มกำลังเกิน 100% จนปัจจุบันเราต้องดูแลเคสที่มีความรุนแรงมากที่สุดในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งเราพยายามอย่างที่สุด และใช้หลักมนุษยธรรมในการรักษา แต่ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เรามองเห็นว่า ก่อนที่ผู้ป่วยจะมาถึงที่หมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล สำหรับผู้ป่วยวิกฤติ โรงพยาบาลสนาม สำหรับผู้ป่วย
สีเขียว หรือเหลือง หรือแม้กระทั่ง จุดกักตัวอื่นๆ การเดินทางไปยังจุดเหล่านี้ หลายคนต้องใช้เวลารอรถฉุกเฉิน ที่ให้บริการกันตลอด24 ชั่วโมง หรือหากผู้ป่วยเดินทางมาเอง โดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ก็จะมีความเสี่ยงต่อผู้ที่โดยสารมาด้วยกัน จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นจิตอาสาที่มาช่วยกัน โดยเฉพาะพี่ๆ แท็กซี่ฮีโร่ ที่ถือเป็นหนึ่งในกำลังการขนส่งผู้ป่วย

นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รอง ผอ.ด้านการแพทย์ รพ.ราชวิถี

นพ.ไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่าทั้งนี้ เราเน้นที่กลุ่มผู้ป่วยที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่ง เพื่อแบ่งเบาภาระรถฉุกเฉินนเรนทร ที่ให้บริการผู้ป่วยวิกฤติอย่างหนักหน่วงมากในสถานการณ์นี้เนื่องด้วยจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นสูงแบบรายวันโดยรถฉุกเฉินจะใช้ในการรับ-ส่งผู้ป่วยที่มีความวิกฤติขั้นสูง แต่สำหรับ Ambulance Taxi ซึ่งได้รับการฝึกอบรมเรียนรู้การทำความสะอาดรถ การฆ่าเชื้อ และการป้องกันตัวเอง มีการทดสอบระบบความปลอดภัยทุกๆ 1 สัปดาห์โดยอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการป้องกันจะเป็นแผ่นกั้นพลาสติกระหว่างผู้ป่วยและคนขับ โดยเน้น6 มาตรการความปลอดภัย ได้แก่ สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาระหว่างการเดินทาง,งดหรือลดการคุยโทรศัพท์ ยกเว้นกรณีที่จำเป็นเท่านั้น, ห้ามรับประทานอาหารระหว่างการเดินทาง, ไม่พูดคุยกับผู้โดยสารที่ร่วมโดยสารระหว่างการเดินทาง, งดการสัมผัสพลาสติกที่กั้นระหว่างผู้นั่งและผู้ขับ, ไม่พยายามเคาะเรียกผู้ขับระหว่างการเดินทาง

อีกทั้งแท็กซี่ฉุกเฉินถือเป็นระบบความปลอดภัยช่วยผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อลดการใช้ชุด PPE ซึ่งยังมีความจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์วิกฤติอีกด้วย ซึ่งเราคิดเสมอว่าทำอย่างไรที่จะประหยัดทรัพยากรสำคัญให้ใช้ประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเงินที่ได้รับจากการบริจาคจะถูกนำไปช่วยเหลือกลุ่ม Ambulance Taxi รวมไปถึงมอบให้กับกลุ่มรถฉุกเฉินนเรนทร ที่อยู่เคียงข้างในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 อย่างไม่ย่อท้อ นพ.ไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มคนขับ แท็กซี่ ฮีโร่ ผ่านโครงการ Ambulance Taxi ที่จะช่วยลดความเสี่ยง สามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถีชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 ระบุว่า “Ambulance Taxi” หรือ “แท็กซี่ฉุกเฉิน” โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ โดยส่งหลักฐานการโอนเงินผ่านช่องทาง Line ID : @rajfd หรืออีเมล rajavithihospitalfoundation@gmail.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.02-3547997-9 ต่อ 101 หรือ105 หรือ 121

โซไซตี้ : ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน เดินหน้าภารกิจเคียงข้างคนไทย ส่งต่อความห่วงใยให้ชุมชนย่านมักกะสัน สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/584737

โซไซตี้ : ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน เดินหน้าภารกิจเคียงข้างคนไทย  ส่งต่อความห่วงใยให้ชุมชนย่านมักกะสัน สู้ภัยโควิด-19

โซไซตี้ : ไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน เดินหน้าภารกิจเคียงข้างคนไทย ส่งต่อความห่วงใยให้ชุมชนย่านมักกะสัน สู้ภัยโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ส่งต่อความห่วงใยให้ชุมชนริมคลองสามเสน

บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด เดินหน้าลงพื้นที่ส่งมอบหน้ากากอนามัย และสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนย่านมักกะสันซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน 2564ที่ผ่านมา

สฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด กล่าวว่า “ชุมชนย่านมักกะสันอยู่ภายใต้พื้นที่การดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของบริษัทฯ ที่ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด เมื่อได้ทราบว่าประชาชนในชุมชนมักกะสันได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งส่งทีมงานลงพื้นที่ไปสำรวจความต้องการของชุมชน ร่วมไปกับการประสานกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ทั้งภาครัฐและบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานเขตราชเทวี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด บริษัท ซีพีแรม จํากัด บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จํากัด (โลตัส) ในการร่วมมือกันนำสิ่งของจำเป็นต่างๆ ประกอบไปด้วยหน้ากากอนามัยซีพี สเปรย์แอลกอฮอล์ถุงยังชีพบรรจุข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน และซิมการ์ดไปมอบให้แก่สำนักงานเขตเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่มักกะสัน อาทิ ชุมชนริมคลองสามเสนริมทางรถไฟมักกะสัน ริมบึงมักกะสัน โรงเจ นิคมมักกะสัน หลังวัดมักกะสัน

ทั้งนี้ นอกจากชุมชนย่านมักกะสันแล้ว เรายังคำนึงถึงชุมชนพนักงานและครอบครัวในโรงงานมักกะสันของการรถไฟด้วย โดยได้มีการนำข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ไก่ 300 ถาดไปสนับสนุนโรงครัวชุมชน และบ้านพักพนักงานรถไฟ และยังมีการจัดกิจกรรม “มื้อเที่ยงอิ่มใจ สู้ภัยโควิด-19” ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย นำอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานจำนวน 1,000 กล่องไปแจกจ่าย และร่วมรับประทานกับพนักงานในโรงงานฯ เพื่อแทนความห่วงใยให้แก่บุคลากร ครอบครัวการรถไฟ และ
ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ในฐานะตัวแทนของบริษัทฯ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความช่วยเหลืออันเร่งด่วนในครั้งนี้จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระและบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี”

โดยในปัจจุบัน บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ได้ลงพื้นที่มอบสิ่งของจำเป็นให้แก่ชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทยในพื้นที่เส้นทางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ไปแล้วกว่า 67,500 ชิ้น สเปรย์แอลกอฮอล์ 5,000 ชิ้นแอลกอฮอล์ 23 แกลลอน ถุงยังชีพกว่า 1,000 ชุดอาหารพร้อมรับประทานจากซีพีแรม 4,400 ชุดตลอดจนข้าวสารอาหารแห้ง โดยมีมูลค่ารวมกว่า1.2 ล้านบาทชุมชนโรงเจมักกะสัน

ชุมชนโรงเจมักกะสัน

ชุมชนหลังวัดมักกะสันชุมชนหลังวัดมักกะสันชุมชนริมทางรถไฟมักกะสันชุมชนริมทางรถไฟมักกะสันสนับสนุนโรงครัวชุมชนบ้านพักพนักงานรถไฟสนับสนุนโรงครัวชุมชนบ้านพักพนักงานรถไฟสนับสนุนโรงครัวชุมชนริมทางรถไฟมักกะสันสนับสนุนโรงครัวชุมชนริมทางรถไฟมักกะสันมอบอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานให้ชุมชนริมทางรถไฟมอบอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานให้ชุมชนริมทางรถไฟ

โซไซตี้ : ซีพีเอฟมุ่งสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมขับเคลื่อน ‘ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583182

โซไซตี้ : ซีพีเอฟมุ่งสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมขับเคลื่อน‘ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ’

โซไซตี้ : ซีพีเอฟมุ่งสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมขับเคลื่อน‘ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ’

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าแผนปฏิบัติการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการลดใช้พลังงาน  ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน  ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารเป็นศูนย์ รวมทั้ง อนุรักษ์  ปกป้อง และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนมุ่งสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำร่วมขับเคลื่อน “ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ” ตามเป้าหมายองค์การสหประชาชาติ                             

วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัท ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้ปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทได้กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  6 กลยุทธ์ มุ่งสู่ “องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ”  ประกอบด้วย  1.การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต มีเป้าหมายลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วย
การผลิต 15% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 ภายในปี 2568 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯคิดเป็น 26% ของการใช้พลังงานทั้งหมด 3.พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ผลิตภัณฑ์ MEAT ZERO นวัตกรรมเนื้อจากพืชทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ นวัตกรรมอาหารสัตว์รักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น4.วางแผนระบบโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นศูนย์ภายในปี 2573 และ 6. การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ด้วยการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เช่น ใช้วัตถุดิบข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จัดหาวัตถุดิบปลาป่นสำหรับการผลิตอาหารสัตว์น้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะต้องมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย และยึดมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของวัตถุดิบได้ รวมทั้งการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการดำเนินโครงการ อนุรักษ์ ปกป้องฟื้นฟู พื้นที่ที่ป่าต้นน้ำและป่าชายเลน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ ซึ่งดำเนินการไปแล้วมากกว่า 10,000 ไร่

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นบรรเทาผลกระทบและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยยึดเป้าหมายและดำเนินงานตามกลยุทธ์ความยั่งยืน พร้อมทั้งนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (CircularEconomy) มาใช้ ทำให้ในปี 2563 สามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์โลก อาทิ ดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลดลง 36% เทียบกับปีฐาน 2558นำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำคิดเป็น 42% ของการใช้น้ำทั้งหมด  ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีคุณสมบัติสามารถใช้ซ้ำหรือนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายได้  99.9% รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า  580,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิต    

“โลกกำลังเผชิญวิกฤติด้านสุขภาพครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมโลกเดินไปข้างหน้าช้าลง เราทุกคนจึงต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อฟื้นสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมา ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวให้กับทุกชีวิตบนโลกนี้อย่างยั่งยืน” วุฒิชัย กล่าว                   

วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายนปีนี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations EnvironmentProgramme : UNEP)ได้กำหนดแนวทางรณรงค์สู่ “ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ” (The UN Decade of EcosystemRestoration) รวมพลังทั่วโลกอนุรักษ์ปกป้อง และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรและเป็นบริษัทผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก มุ่งมั่นร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูระบบนิเวศ และขับเคลื่อนภารกิจสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : เฮลธิฟูล เปิดตัว ‘Healthiful Plant-Based Meat’ เมนูพร้อมทานรูปแบบใหม่ กับโปรตีนทางเลือก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581456

โซไซตี้ : เฮลธิฟูล เปิดตัว ‘Healthiful Plant-Based Meat’  เมนูพร้อมทานรูปแบบใหม่ กับโปรตีนทางเลือก

โซไซตี้ : เฮลธิฟูล เปิดตัว ‘Healthiful Plant-Based Meat’ เมนูพร้อมทานรูปแบบใหม่ กับโปรตีนทางเลือก

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล

จากกระแสคนรักสุขภาพและเทรนด์การบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์หันมาบริโภคโปรตีนทางเลือกมากขึ้น “Healthiful” (เฮลธิฟูล)ร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารเพื่อสุขภาพครบวงจรแห่งแรกของไทย เตรียมพร้อมรุกนวัตกรรมอาหารอย่างยั่งยืนแห่งอนาคต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่“Healthiful Plant-Based Meat” ปฏิวัติวงการ Plant-Based Foods ครั้งแรกกับโปรตีนทางเลือกที่ผลิตจากเห็ดแครงและขนุนอ่อน แก้ทุก Pain-Point ทั้งรสชาติ ราคา รสสัมผัส บริโภคได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หวังขยายตลาด Plant-Based Foods ในเมืองไทยให้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า จากความสำเร็จของการเปิด “Healthiful” (เฮลธิฟูล) ร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารเพื่อสุขภาพครบวงจรแห่งแรกของไทย ภายใต้แนวคิด “Better Choices for a Healthier You” (ทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพคุณที่ดีขึ้น) และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าจนปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 21 สาขาทั่วประเทศและเป็นร้านสัญชาติไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัล 1 ใน 50 ร้านทั่วโลกที่นักช้อปต้องมาเยือนในปี 2020 จาก Institute GroceryDistribution (IGD)ประเทศอังกฤษในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี “Healthiful” (เฮลธิฟูล) ด้วยพันธกิจที่มุ่งมั่นเป็นเพื่อนคู่ใจของคนรักสุขภาพในทุกช่วงชีวิต จึงมุ่งพัฒนานำเสนอสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภค

เฮลธิฟูลโปรตีนสเต็ก

ด้วยเทรนด์การบริโภคอาหารในอนาคตกำลังเปลี่ยนไป ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ควบควบคู่กับกระบวนการผลิตที่สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น ส่งผลให้การบริโภคมังสวิรัติและลดการบริโภคเนื้อสัตว์ในประเทศไทยเติบโต โดยเฉพาะตลาด Plant-Based Foods ที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ผู้บริโภคสายคลีน กลุ่มคนออกกำลังกายและกลุ่มใหม่ ที่น่าสนใจ คือผู้บริโภคกลุ่ม  Flexitarian ที่รับประทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นเป็นครั้งคราว ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ในบางมื้อ เพื่อรองรับเทรนด์การบริโภคดังกล่าวจึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Healthiful Plant-Based Meat” ครั้งแรกกับโปรตีนทางเลือกที่ผลิตจากเห็ดแครงและขนุนอ่อน 3 เมนู ready-to-cook ที่คนไทยคุ้นเคยและง่ายต่อการนำไปประกอบอาหาร ที่ไม่ใช่แค่รักสุขภาพ แต่รสชาติยังยอดเยี่ยม ทานได้ทุกวัน รับประกันว่าต้องถูกปากผู้บริโภคคนไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 16-29 มิถุนายน 2564ได้แก่ เฮลธิฟูลโปรตีนกริลด์มีท 160 กรัม ในรูปแบบของ “หมูปิ้งเสียบไม้”ให้ความรู้สึกอาหารเช้าสไตล์สตรีทฟู้ดที่ดีกับสุขภาพ พิเศษ 105 บาท จากปกติราคา 119บาท/แพ็ก เฮลธิฟูลโปรตีนสเต็ก 175 กรัม ชิ้นเนื้อสเต็กนำไปทำอาหารต่อได้ง่ายๆ พิเศษ 129 บาท ปกติราคา 145 บาท/แพ็ก เฮลธิฟูลโปรตีนเบอร์เกอร์แพตตี้ 113 กรัม เพียงจับคู่ทานกับขนมปัง ก็จะได้เบอร์เกอร์แสนอร่อยที่ง่ายและสุขภาพดี พิเศษ 85 บาท ปกติราคา 95 บาท/แพ็ก

เฮลธิฟูลโปรตีนกริลด์มีท ในรูปแบบ “หมูปิ้งเสียบไม้”

สเตฟานกล่าวเพิ่มเติมว่า “Healthiful Plant-Based Meat เกิดจากการวิเคราะห์ตลาด ซึ่งปัจจุบัน สินค้า Plant-based แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ Traditional (กลุ่มโปรตีนเกษตรและโปรตีนถั่วเหลือง) และ New Gen (กลุ่มโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ที่หน้าตาเสมือนเนื้อสัตว์จริง) ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่บริโภคสินค้า New Gen Plant-based นั้นอยู่ในฝั่งตะวันตก คือ ทวีปยุโรปและอเมริกา จากการสำรวจพบว่าประเด็นหลักที่ทำให้ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริโภคสินค้า Plant-based น้อยกว่าทวีปยุโรปและอเมริกา คือ กรอบความคิดเดิม เนื่องจาก Plant-based meat ได้ถูกเชื่อมโยงกับเทศกาลกินเจมาโดยตลอด ทำให้ผู้บริโภคในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มองว่าการบริโภค Plant-based meat เป็นสิ่งที่ควรบริโภคเฉพาะเทศกาล และมักทำจากถั่วเหลืองซึ่งมีกลิ่นแรง จึงเน้นบริโภคเต้าหู้มากกว่า, ลักษณะการบริโภคเนื้อสัตว์ เนื่องจาก Plant-based meat new gen นั้นมาจากฝั่งตะวันตกที่เน้นการบริโภคเมนูเนื้อวัว ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บริโภคเนื้อหมูและไก่เป็นหลัก จึงนำมาประยุกต์ประกอบอาหารได้ยากกว่า และราคาซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญกับผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากสินค้าในกลุ่ม New Gen Plant-based มักเป็นสินค้านำเข้า จึงทำให้ราคาค่อนข้างสูง

เฮลธิฟูลโปรตีนเบอร์เกอร์แพตตี้

“Healthiful Plant-Based Meat” จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการโดยแก้ Pain-Point ทั้งด้านรสชาติ ราคา รสสัมผัส ผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน จนออกมาเป็น 3 ผลิตภัณฑ์ ready-to-cook ที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติอร่อย ให้รสสัมผัสที่คนไทยคุ้นเคย รับประทานง่ายทานได้ทุกวันไม่จำเพาะเทศกาล โดยเนื้อแพลนท์เบสใช้วัตถุดิบหลักโปรตีนจากพืช 100% คือ “เห็ดแครง”ซึ่งให้โปรตีนสูงและ “ขนุนอ่อน” ทำให้ได้ textureที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ มีวิตามินและแร่ธาตุจากผัก แปรรูปให้มีสีสันน่ารับประทาน ผสมกับน้ำมันรำข้าว เพื่อให้ได้สัมผัสชุ่มฉ่ำ ไร้กลิ่นหืนของถั่วเหลือง ใช้วัตถุดิบหลักที่ผลิตในประเทศสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยคัดเลือกเห็ดแครงคุณภาพจากฟาร์มออร์แกนิคที่เน้นการทำการเกษตรแบบยั่งยืนและใช้ระบบ Bio Cycle ในจังหวัดสงขลา จึงสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์และมีราคาถูกกว่า Plant-Based Foods ที่เป็นสินค้านำเข้าเกือบ 50% นอกจากนี้ “Healthiful Plant-Based Meat”ไม่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง (Soy free)ปราศจากกลูเตน (Gluten free) จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับผู้แพ้ถั่วเหลืองและกลูเตน ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่วัตถุกันเสีย และไม่มีคอเลสเตอรอลผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และสร้างความยั่งยืนด้านอาหาร

โซไซตี้ : บันทึกมรดกสายสัมพันธ์สหภาพยุโรป-ไทย ใน ‘EU Urban Heritage’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/581263

โซไซตี้ : บันทึกมรดกสายสัมพันธ์สหภาพยุโรป-ไทย  ใน ‘EU Urban Heritage’

โซไซตี้ : บันทึกมรดกสายสัมพันธ์สหภาพยุโรป-ไทย ใน ‘EU Urban Heritage’

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร สถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (เบลเยียม,เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส.อิตาลี, เนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส)นักวิชาการ นักโบราณคดี และผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมชื่อดัง สร้างสรรค์บันทึกความทรงจำทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม ในแคมเปญวีดีโอที่มีชื่อว่า “EU Urban Heritage” เรื่องราวที่ถ่ายทอดสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยาวนานระหว่างไทยและยุโรป รวมทั้งความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมต่อการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบัน “EU UrbanHeritage” ประกอบด้วยวีดีโอทั้งหมด4 ตอนที่บอกเล่าความเป็นมาของมรดกแห่งสายสัมพันธ์ รวมทั้งอาคารประวัติศาสตร์ในกรุงเทพฯ ที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานทูต หรือ ทำเนียบเอกอัครราชทูต นอกจากนี้ยังนำชมสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าที่ผสมผสานศิลปะจากต่างวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเปิดกว้างและหลากหลายที่มีมายาวนานในสังคมไทย พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมและปลุกจิตสำนึกสาธารณะเกี่ยวกับศักยภาพของวัฒนธรรมที่เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าอดีตคือรากฐานของปัจจุบันยุโรปและไทยมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง และหล่อหลอมรวมกันอยู่ในมรดกทางวัฒนธรรมที่เราสามารถเห็นได้จากสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่แสดงถึงความเป็นสากลของสยามในสมัยแรกและประเทศไทยในสมัยต่อมา เราต้องไม่ลืมว่ายุโรปดำรงอยู่ในประเทศไทยในฐานะมิตร และเป็นพันธมิตรมาช้านาน มรดกทางวัฒนธรรม จึงเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างเรา มันจึงสำคัญมากที่เราจะต้องพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยต่อไปบนรากฐานนี้”

ด้าน จุฬามณี ชาติสุวรรณ อธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า“เราสามารถย้อนรอยอดีตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและยุโรปได้ไปจนถึงสมัยอยุธยา สะท้อนให้เห็นว่าเรามีความมั่นใจต่อการเปิดรับวัฒนธรรมและความสัมพันธ์จากต่างประเทศโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของเราเอง สถาปนิกจากยุโรปมีอิทธิพลต่ออาคารที่สร้างอย่างงดงามตามแบบตะวันตกหลายแห่งในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างของสังคมไทยต่อความคิดที่เราพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมและดี สปิริตของความเปิดกว้างนี้ยังดำรงอยู่ในกรุงเทพฯ โดยไม่เสื่อมคลาย การผสมผสานของวัฒนธรรมไทยและตะวันตกอย่างมีเอกลักษณ์นี้ ทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีความงดงามอย่างยิ่ง”

“EU Urban Heritage” ประกอบไปด้วยวีดีโอที่มีเนื้อหาแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ มรดกทางอาคารของสถานทูต(The Heritage Embassies), ทำเนียบเอกอัครราชทูต (The Heritage Residences),มรดกอาคารทางศาสนา (The Religious Heritage) และสถาปัตยกรรมยุโรปที่ได้รับการบูรณะในกรุงเทพฯ (EuropeanArchitectures in Bangkok) โดยทั้งหมดจะนำเสนอวิวัฒนาการของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ที่ดำเนินไปพร้อมกับการเริ่มก่อตั้งสถานทูตและสถานกงสุลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ บางรัก ที่เราถือได้ว่าเป็น “ประตูสู่กรุงเทพมหานคร”

ปิดท้ายที่ ร้อยตำรวจเอก พงศกร ขวัญเมือง โฆษกของกรุงเทพมหานครกล่าวว่า “กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงใหม่ที่ก่อตั้งมาสองร้อยกว่าปี เป็นเมืองระดับโลกที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นแหล่งรวมของศาสนาและวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ร่วมกัน นอกจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามที่มีการผสมผสานกันของวัฒนธรรมยุโรปและวัฒนธรรมไทยแล้ว เรายังมีมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มีโบสถ์กาลหว่าร์ ที่เราสามารถเห็นได้ถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมในสถานที่เหล่านี้อีกด้วย”

ติดตามชม “EU Urban Heritage”ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน เป็นต้นไป ทางเฟซบุ๊คของคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู)https://www.facebook.com/EUinThailandเปียร์ก้า ตาปิโอลา ออท.สหภาพยุโรปเปียร์ก้า ตาปิโอลา ออท.สหภาพยุโรปจุฬามณี ชาติสุวรรณ อธิบดีกรมยุโรปจุฬามณี ชาติสุวรรณ อธิบดีกรมยุโรปร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกของ กทม.

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกของ กทม.

โซไซตี้ : ‘จริงใจ FARMERS’ MARKET’ คัดที่สุด ผัก ผลไม้ทั่วไทย ส่งตรงจากมือเกษตรกรทั่วไทยสู่ชาวกรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/579779

โซไซตี้ : ‘จริงใจ FARMERS’ MARKET’ คัดที่สุด ผัก ผลไม้ทั่วไทย  ส่งตรงจากมือเกษตรกรทั่วไทยสู่ชาวกรุงเทพฯ

โซไซตี้ : ‘จริงใจ FARMERS’ MARKET’ คัดที่สุด ผัก ผลไม้ทั่วไทย ส่งตรงจากมือเกษตรกรทั่วไทยสู่ชาวกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ย้ำวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยหลักธรรมาภิบาล สร้างคุณค่าร่วมกันกับทุกภาคส่วน ยกระดับต่อยอดความสำเร็จจากตลาด “จริงใจ FARMERS’ MARKET”สู่แฟล็กชิพสโตร์เต็มรูปแบบแห่งแรก คัดที่สุดผัก ผลไม้ ทั่วไทย ของดีเอกลักษณ์จาก77 จังหวัด กว่า 290 รายการ ส่งตรงจากมือเกษตรกรผู้ผลิตทั่วประเทศสู่คนกรุงเทพฯที่ชั้น บี 1 หน้าเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซาบางนา ตั้งเป้าให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 เท่า ช่วยเหลือเกษตรกร46 ชุมชน กว่า 3,000 ครัวเรือน พร้อมยึดต้นแบบ“จริงใจ FARMERS’ MARKET” สาขาเซ็นทรัล บางนา เปิดเพิ่มอีก 10 สาขาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลภายในปีนี้

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เซ็น ทรัล รีเทล มีแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างสรรค์คุณค่าร่วม (creating share value) กับทุกภาคส่วน หนึ่งในพันธกิจสำคัญคือการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ครัวเรือนและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองมีรายได้และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเซ็นทรัล รีเทลนำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจองค์ความรู้ด้านค้าปลีก จุดแข็งด้านทรัพยากรบุคคล และช่องทางจัดจำหน่ายแบบไร้รอยต่อ เพื่อถ่ายทอดทุกองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพให้กับเกษตรกร ชุมชน ซึ่งโครงการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้แก่ ตลาดจริงใจ FARMERS’ MARKET ตลาดรูปแบบใหม่ที่กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ เซ็นทรัล รีเทล ริเริ่มขึ้นเปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2561 ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัล พลาซา อุดรธานี โดยมีความตั้งใจสร้างให้เป็นแหล่งรวม ผัก ผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และของดีประจำจังหวัด ซึ่งได้รวบรวมผลผลิตคุณภาพดีจากเกษตรกรท้องถิ่น ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบให้ได้มาตรฐาน จนได้สินค้าคุณภาพดี ปัจจุบันตลาดจริงใจฯ เปิดไปแล้ว 23 สาขา ประสบผลสำเร็จอย่างสูงทั้งในแง่การตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรกว่า 6,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ และยังเป็นต้นแบบของตลาดที่ปลอดการใช้พลาสติก เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อลดปริมาณขยะ และรณรงค์ให้ลูกค้านำถุงผ้ามาช้อปปิ้ง”

สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบจ.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล

ด้าน สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “จริงใจ FARMERS’MARKET แฟล็กชิพสโตร์ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกนี้ จะช่วยสร้างโอกาส เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้า และเชื่อมโยงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้รู้จักสินค้าอัตลักษณ์จากท้องถิ่นได้มากยิ่งขึ้น โดยมีไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ ผักพื้นบ้านที่หายาก เช่น ผักสลัดน้ำ จ.ยะลา,ผักกระชับ จ.ระยอง,หน่อหวาย จ.สกลนคร, มะพร้าวกะทิเกาะพะงันจ.สุราษฎร์ธานี, ส้มจุก จ.สงขลา และรวบรวมสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไว้มากถึง60 รายการ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกระเจ้า จ.สมุทรปราการ, ลิ้นจี่ จ.นคร พนม, หอมแดงทุเรียนภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ ฯลฯ อาหารพร้อมทานของดีขึ้นชื่อคัดสรรมาจากตลาดจริงใจทั้ง23 สาขาหมุนเวียนทุกเดือน พร้อมสาธิตกิจ กรรมพื้นบ้านที่น่าสนใจ อาทิ การสานผักตบชวาและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย”

ร่วมสนับสนุนผัก ผลไม้ ทั่วไทย ของดี เด่น ดัง เป็นเอกลักษณ์จาก 77 จังหวัดกว่า 290 รายการ ที่ปลูกด้วยใจของพี่น้องเกษตรกรได้ที่ “จริงใจ FARMERS’ MARKET” แฟล็กชิพสโตร์ ชั้น บี 1 หน้าเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.เกษตรกรที่ร่วมโครงการจริงใจ FARMERS’ MARKETเกษตรกรที่ร่วมโครงการจริงใจ FARMERS’ MARKET

ผลผลิตการเกษตรที่วางจำหน่ายในจริงใจ FARMERS’ MARKETผลผลิตการเกษตรที่วางจำหน่ายในจริงใจ FARMERS’ MARKET

โซไซตี้ : เสริมกำลังด้านสื่อสาร ทรู เดินหน้าสนับสนุน โรงพยาบาลสนาม กรมแพทย์ทหารบก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/578098

โซไซตี้ : เสริมกำลังด้านสื่อสาร ทรู เดินหน้าสนับสนุน  โรงพยาบาลสนาม กรมแพทย์ทหารบก

โซไซตี้ : เสริมกำลังด้านสื่อสาร ทรู เดินหน้าสนับสนุน โรงพยาบาลสนาม กรมแพทย์ทหารบก

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดช่วงวิกฤติโควิด-19 ทุกภาคส่วนรวมถึงเครือเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทรูได้เร่งระดมความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ “โครงการซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ซึ่งครั้งนี้คณะผู้บริหารเครือฯ นำโดย วรวิทย์เจนธนากุล กรรมการบริหาร และรองกรรมการผู้จัดการบริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร พร้อมด้วย วิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์, พิชิต ธันโยดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กรบมจ.สยามแม็คโคร ได้ส่งมอบอาหารน้ำดื่ม และความสะดวกด้านการสื่อสารแก่โรงพยาบาลสนาม กรมแพทย์ทหารบกโดย พลโทชาญชัย ติกขะปัญโญเจ้ากรมแพทย์ทหารบก, พลตรีเฟื่องวิทย์ เลาหสุรโยธิน เจ้ากรมสวัสดิการทหารบกและ พลตรีสรรเสริญ คล้ายแก้วเสนาธิการกรมยุทธศึกษาทหารบก รับมอบ

ทั้งนี้ กลุ่มทรู ได้ติดตั้งเครือข่ายสัญญาณทรู 5G / 4G / WiFi มอบ True Super Talkie 4G จำนวน 10 เครื่อง พร้อมซิมโทรฟรี เนตฟรี ความเร็ว 10 Mbps. นาน 1 ปี จำนวน 30 ซิมให้บุคลากรทางการแพทย์ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด รวมถึงเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้ป่วยด้วยบริการ “ทรูวิชั่นส์ นาว”(TrueVisions NOW) รับชม 24 ช่องดังจากทรูวิชั่นส์ได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟนบนแอปพลิเคชั่นทรูไอดี โดยมอบรหัสดูฟรีคอนเทนต์หลากหลาย ทั้งสาระ และบันเทิงในรูปแบบสตรีมมิ่ง ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวตอกย้ำความตั้งใจของกลุ่มทรู ที่จะอยู่เคียงคู่คนไทยให้ก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19ไปด้วยกันโดยเร็ว