โซไซตี้ : เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก คว้า 36 เหรียญ จากโอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ที่ประเทศอินโดนีเซีย

https://www.naewna.com/lady/843228

โซไซตี้ : เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก คว้า 36 เหรียญ  จากโอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ที่ประเทศอินโดนีเซีย

โซไซตี้ : เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก คว้า 36 เหรียญ จากโอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ที่ประเทศอินโดนีเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กองทัพนักเรียนผู้แทนจากโครงการ ASMOPSS THAILAND ที่ไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับนานาชาติในโครงการ
ASMOPSS (Asian Science And Mathematics Olympiad for Primary And Secondary Schools) ครั้งที่ 14 ณ เมืองบาญูวางี จังหวัดชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน28 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยมีสื่อมวลชนผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ณ สนามบินดอนเมืองอย่างอบอุ่น

การแข่งขันในปีนี้ นักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 28 คน และได้รับรางวัลกลับมาให้ชาวไทยได้ชื่นชม 36 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทบุคคล 28 รางวัล ได้แก่ 10 เหรียญทอง,12 เหรียญเงิน, 6 เหรียญทองแดง และ รางวัลประเภททีม 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 4 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 3 รางวัล โดยโครงการASMOPSS ครั้งที่ 14 นี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-16 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

พรพัชร แผลงเดช ประธานโครงการ ASMOPSS THAILAND กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ปีนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เราส่งนักเรียนผู้แทนเข้าแข่งขัน 28 คนน้องๆ ได้รับรางวัลประเภทบุคคลและประเภททีมครบทุกคน อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลมากที่สุดของการแข่งขันในครั้งนี้”

ธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ ที่ปรึกษาโครงการแอสมอพส์ กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมวิชาการ ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่น้องๆตั้งใจทำ ทุกคนได้ผ่านการคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นทั้ง 2 รอบ หลังจากนั้นเราได้จัดติวอย่างเป็นระบบจากทีมครูมืออาชีพและรุ่นพี่ๆ อดีตผู้แทนประเทศเพื่อสร้างวัฒนธรรมความช่วยเหลือกันและกันส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งการจัดทีมผสมระหว่างผู้แทนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อแข่งประเภททีม ซึ่งการที่เด็กๆ มาจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถมารวมทีมกันและทำงานร่วมกันได้อย่างดีเยี่ยม ขอบคุณเด็กๆ ที่ทำให้ประเทศไทยมีทีมที่แข็งเกร่ง สร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ไปแข่งขัน เราจะนำวัฒนธรรมความเป็นไทยไปแสดง ปีนี้นำแฟชั่นโชว์ชุดไทยทุกสมัยและชุดไทยประจำท้องถิ่นโดยนักเรียนผู้แทนประเทศร่วมกับผู้ปกครองร่วมเดินอย่างเต็มภาคภูมิ ที่สำคัญคือชุดแข่งขัน ASMOPSS ออกแบบโดยใช้ลายไทยผสมผสานไปกับแฟชั่นยุคใหม่ทำให้สามารถสื่อถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่า Soft Power นั้นสามารถแทรกซึมได้ในทุกๆ เหตุการณ์ให้ผู้คนรับรู้อย่างเต็มใจเกิดการยอมรับและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ผ่านการถ่ายทอดจากความรู้ความสามารถและเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไว้ด้วยกันเด็กๆ สามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม ทุกๆ คนที่เห็นต่างชื่นชม”

มัญชุมาศ บุญชู โกคิง ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบกรุงเทพมหานคร และอุปนายกสมาคม APANE กล่าวว่า “ความสำเร็จในวันนี้ก็คือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทั้งครูและโค้ชได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ สอนเด็กด้วยความตั้งใจ สามารถทำให้เด็กมีศักยภาพเพิ่มขึ้น เรียนอย่างมีความสุข ตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ สิ่งนี้เสมือนผลลัพธ์หลังจากที่เด็กๆได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอะไร และมีเป้าหมายร่วมกัน โดยมีครูและโค้ชเป็นผู้ใช้กระบวนการตั้งคำถามและสะท้อนความคิดจนได้รับชัยชนะและประสบความสำเร็จ นำชื่อเสียงสู่ประเทศไทย อยากให้ความสำเร็จในวันนี้เป็นแรงขับเคลื่อนในโรงเรียนทุกโรงเรียนและสังคม ร่วมกันมอบโอกาส ส่งเสริม สนับสนุนเยาวชนตัวอย่างในสิ่งที่พวกเขาได้ลงมือทำ สู่ความสำเร็จ เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนรุ่นต่อๆ ไป

โซไซตี้ : ศูนย์การค้าแพลทินัม เปิด ‘SAWASDEE FOODIE HUB’ ปักหมุดศูนย์รวมความอร่อยสไตล์ไทย ‘ตลาดน้ำ-งานวัด’

https://www.naewna.com/lady/841815

โซไซตี้ : ศูนย์การค้าแพลทินัม เปิด ‘SAWASDEE FOODIE HUB’  ปักหมุดศูนย์รวมความอร่อยสไตล์ไทย ‘ตลาดน้ำ-งานวัด’

โซไซตี้ : ศูนย์การค้าแพลทินัม เปิด ‘SAWASDEE FOODIE HUB’ ปักหมุดศูนย์รวมความอร่อยสไตล์ไทย ‘ตลาดน้ำ-งานวัด’

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศูนย์การค้าแพลทินัม มั่นใจศักยภาพแข็งแกร่งเดินหน้าธุรกิจ ต่อยอดความสำเร็จ ดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย ทุ่มงบ 50 ล้านบาท พร้อมเปิดแล้ววันนี้ “SAWASDEE FOODIE HUB” ชั้น 5 โซน 3 ฝั่งโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ตลาดน้ำ-งานวัด เสน่ห์อาหารไทย รวมเมนูเด็ดร้านดังมากกว่า 1,000 เมนู กว่า 65 ร้านเพิ่มประสบการณ์ ช้อปฟินกินเพลิน มั่นใจไฮ-ซีซั่นนี้ รองรับการมาเยือนของลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นจากเดิมมากถึง 20%

สุฐิตา ภิรมย์ภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “ศูนย์การค้าแพลทินัม ถือเป็นธุรกิจเรือธงของบริษัทที่ครองใจลูกค้าชาวไทยและต่างชาติมายาวนานตลอดระยะเวลา 18 ปี ในปีนี้ได้รับรางวัล Travellers’ Choice Awards Winner 2024 ประเภท“Things to do in Bangkok” จาก Tripadvisorเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลกและยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทยอย่างต่อเนื่องด้วยการเพิ่มประสบการณ์ช้อปฟินกินเพลินเติมเต็มร้าน ค้าภายในศูนย์การค้าให้มีความหลากหลายครอบคลุมพื้นที่ทุกโซน หวังเอาใจคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชื่นชอบการช้อปสินค้าแฟชั่นที่สดใหม่ตามกระแส ตอกย้ำความเป็นศูนย์รวมแฟชั่นค้าส่งที่ดีที่สุดในอาเซียน พร้อมทุ่มงบ 50 ล้านบาทรีโนเวทชั้น 5 โซน 3 ฝั่งโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ เปิดโซนอาหาร “SAWASDEE FOODIE HUB” เอาใจลูกค้าผู้หลงใหลในรสชาติอาหารเสน่ห์ไทย และออกแบบตกแต่งภายในโดยใส่ไอเดียเสน่ห์ความเป็นไทยยอดนิยมเข้าไปให้ปรากฏชัดเช่น การคัดสรรวัสดุตกแต่งโถงเพดานด้วยการจำลองแบบเรือพายย้อนยุคพร้อมประดับด้วยหลอดไฟหลากสี ผสมผสานกับการนำลวดลายผ้าขาวม้ามาตกแต่ง บริเวณนี้ถือเป็นจุดดึงดูดไฮไลท์ ที่มีสีสันและความสนุกสนาน เหมาะสำ หรับนักท่องเที่ยวสายกินที่ชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก สิ่งสำคัญที่สุด คือการคัดสรรเมนูเด็ดจากร้านดังกว่า 1,000 เมนูมากกว่า 65 ร้านค้า บนพื้นที่รวมประมาณ 2,000 ตร.ม. พร้อมจัดสรรพื้นที่สำหรับนั่งพักและรับประทานอาหารให้อิ่มอร่อยหลังจากการช้อปปิ้งอีกด้วย

สุฐิตา ภิรมย์ภักดี รอง กก.ผจญ.บมจ. เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป

ร้านค้าไฮไลท์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ร้านสุขแซ่บ, Ali’s Thai Halal Restaurant,ก๋วยเตี๋ยวเรือประตูชัย, Mango Siam, ปังสยาม,กูโรตี, Durian Story, My Avocado,29 Thai Coco,Thai Thai Slurpee, ลูกก๊อ,IYARA Premium Fruit, Mikka, ฤทธิ์กะเพรา,ชาม ก๋วยเตี๋ยวเส้นคลุก, ก่วงเฮง ข้าวมันไก่,สยามหมูย่าง, ปั้นแป้ง ปาท่องโก๋สะบัดน้ำมัน, กล้วยทอดโบราณ ฯลฯ ด้านแนวคิดการพัฒนา “SAWASDEE FOODIE HUB” ขึ้นมานั้น เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก “Beauty, Gift & Spa” ที่อยู่บริเวณโซน 3 ชั้น 1-4 พื้นที่รวมประมาณ 9,000 ตร.ม.ที่เพิ่งเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 2/2566 ด้วยปัจจุบันสินค้าและบริการด้านความงามและสุขภาพตลอดจนขนมของฝากของที่ระลึกของไทยกำลังเป็นกระแสที่ต้องการของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก บริษัทจึงมองว่าการเติมเต็มในส่วนอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ไทยสตรีทฟู้ดเพิ่มเข้าไปจะเป็นการเติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งของลูกค้าและเป็นแม่เหล็กสำคัญสำหรับโซนดังกล่าว อีกทั้งพิกัดโลเกชั่นโซน 3 เป็นพื้นที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากบริเวณชั้น 2 โซนดังเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังทางเดินลอยฟ้า Ratchaprasong Walk สามารถเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าสถานีชิดลมและสยาม หรือจะเดินไปยังท่าเรือประตูน้ำได้อย่างสะดวกสบาย และอีกปัจจัยสำคัญบริเวณชั้น 5 มีจุดเชื่อมบันไดเลื่อนไปยังชั้น 6 ล็อบบี้โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ซึ่งมีจำนวนห้องพัก 288 ห้อง มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 94% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 จึงเชื่อมั่นว่าช่วง ไฮ-ซีซั่นนี้ ศูนย์การค้าแพลทินัม พร้อมรองรับการมาเยือนของลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นจากเดิมมากถึง 20%”

โซไซตี้ : ‘ทุนซีพี’ ทั่วถึงและเท่าเทียม ผลักดันโอกาสการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

https://www.naewna.com/lady/840371

โซไซตี้ : ‘ทุนซีพี’ ทั่วถึงและเท่าเทียม  ผลักดันโอกาสการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

โซไซตี้ : ‘ทุนซีพี’ ทั่วถึงและเท่าเทียม ผลักดันโอกาสการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาเป็นปัญหารากฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทย กับดักความจนและระยะทางที่ห่างไกลส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็กจำนวนไม่น้อยกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ไม่ต่างจากชีวิตของ ชลรดา แซ่ลี หญิงสาวชาวม้ง จาก อ.เชียงของ จ.เชียงรายที่เผชิญกับความลำบากยากเข็ญด้านทุนทรัพย์จนเกือบหมดโอกาสศึกษาต่อ ทว่า ประกายความหวังกลับผลิบานขึ้น เมื่อได้โอกาสเข้าถึงทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เป็นใบเบิกทางไม่เพียงต่อตัวเธอ หากรวมถึงครอบครัวและคนนับร้อยของหมู่บ้านม้งทุ่งนาน้อย

ชลรดา ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจสาขาวิชานวัตกรรมการตลาดและการตลาดดิจิทัล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หนึ่งในผู้ได้รับทุนซีพีเผยความในใจว่า เดิมครอบครัวอพยพจากประเทศลาวมาตั้งรกรากอยู่แถบชายแดน พ่อแม่อาศัยทำงานรับจ้าง เพื่อเช่าที่ดินเพาะปลูก เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ประกอบกับการมีพี่น้อง7 คน ทำให้รายได้จากการรับจ้างไม่เพียงพอ ส่งผลต่อทุนทรัพย์การศึกษาของลูกๆ ทุนซีพี จึงไม่เพียงช่วยสานฝันการเรียนต่อของตน แต่ยังเป็นใบเบิกทางลดความเหลื่อมล้ำให้กับผู้ห่างไกลอีกด้วย

“เมื่อเราเกิดมามีฐานะยากจน ทำให้หนูมีความเข้มแข็งและมีใจสู้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมไขว่คว้าหาโอกาส หนูเชื่อว่าการศึกษาจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำพาหนูไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ทุนการศึกษาซีพีจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของหนูให้ได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีมีความรู้ ความสามารถในการดำเนินชีวิตเพื่อก้าวสู่อาชีพในอนาคต ถ้าหนูเรียนจบปริญญาตรี หนูจะเป็นบัณฑิตคนแรกของบ้านม้งทุ่งนาน้อย และหนูจะผลักดันให้น้องๆ ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นโดยหลังจบการศึกษาหนูอยากจะสอบรับราชการหรือทำงานบริษัทรัฐวิสาหกิจ เพื่อกลับมาอยู่ใกล้บ้านและช่วยเหลือชุมชนบ้านเกิด”

ชลรดา ยังระบุว่า นอกเหนือจากมูลค่าทุน ตนเองยังได้รับบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ ผ่านกิจกรรม “CP Scholarship Boot Camp2024” ที่จัดขึ้น 5 วันที่สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อาทิ อบรมทักษะปัญญาประดิษฐ์ การตลาดดิจิทัล ภาษาอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้พบปะกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ และรุ่นพี่ทุนเครือซีพีเป็นประสบการณ์ล้ำค่าต่อยอดความรู้และมุมมองที่จะเป็นประโยชน์ในรั้วมหาวิทยาลัย และการทำงานในอนาคต

เช่นเดียวกับชีวิตของ แอมมิกา พืชเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสหเวชศาสตร์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้ได้รับทุนซีพี ระบุว่า ครอบครัวค่อนข้างลำบาก รายได้จากการทำสวนยางไม่แน่นอน ที่ผ่านมาครอบครัวต้องกู้ยืมเงินคนรอบข้างเพื่อเป็นทุนทรัพย์สำหรับการศึกษาเล่าเรียน เมื่อทราบเรื่องทุนซีพีจากรุ่นพี่ที่ประสบการณ์ความสำเร็จ จึงมีความตั้งใจสมัครขอรับทุน ได้รับทุนนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว และได้ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้อย่างดี นอกจากมูลค่าทุนที่ได้รับทุนซีพียังส่งเสริมให้ผู้ได้รับทุนได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้เสมือนจริง (Action Based Learning) ต่อยอดสาขาอาชีพในอนาคตและขยายโอกาสการช่วยเหลือผู้อื่น

“หลังเรียนจบอยากเป็นนักเทคนิคการแพทย์ถือเป็นการบริการสังคมอย่างหนึ่ง รวมถึงยังอยากทำกิจกรรมจิตอาสาต่อไป เพราะอยากพัฒนาศักยภาพของตนเอง ควบคู่กับการใช้ศักยภาพนั้นช่วยเหลือสังคม ทุนการศึกษาซีพี มีส่วนช่วยให้หนูสามารถมีทุนทรัพย์ไปทำกิจกรรมค่ายอาสาต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้สอนหนังสือให้เด็กบนดอย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หนูจึงไม่ได้ใช้ทุนนี้เพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่ยังแบ่งปันเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสดีๆ เพื่อผู้อื่นอย่างไม่มีสิ้นสุด”

ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือทุนซีพี เป็นบทบาทของภาคเอกชน ที่เข้ามาช่วยอุดรอยรั่ว และเติมเต็มช่องว่างทางการศึกษาของเด็กไทยตลอด 45 ปีโดยไม่มีข้อผูกมัด สนับสนุนคนดีและคนเก่งให้ศึกษาจนจบปริญญาตรี มีทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ อันนำไปสู่การพึ่งพาตัวเอง และช่วยเหลือผู้อื่น ตามปณิธานของ จรัญ เจียรวนนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ และ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 2522 และสานต่อเจตนารมณ์นี้โดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะบริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมาโดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้รับทุนมีความเป็นนักนวัตกร มีทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ 5.0 ที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีที่มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ มีคุณธรรม จริยธรรม และรักชาติบ้านเมือง

นี่คือเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ทุนซีพี ที่สะท้อนถึงความสำคัญของโอกาสทางการศึกษาที่จะมีส่วนลดความเหลื่อมล้ำของสังคม การสร้างคนดีและคนเก่งต่อประเทศชาติและสานต่อดีเอ็นเอของคนที่มีความตั้งใจ มุ่งมั่นไขว่คว้า และพร้อมจะส่งต่อโอกาสดีๆ ให้ผู้อื่นต่อไป

โซไซตี้ : ‘Farm Champion Market-ไก่งามเพราะคน’ ฉลองความสำเร็จ 11 ฟาร์มต้นแบบ

https://www.naewna.com/lady/839027

โซไซตี้ : ‘Farm Champion Market-ไก่งามเพราะคน’  ฉลองความสำเร็จ 11 ฟาร์มต้นแบบ

โซไซตี้ : ‘Farm Champion Market-ไก่งามเพราะคน’ ฉลองความสำเร็จ 11 ฟาร์มต้นแบบ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบฟาร์มอุตสาหกรรมผ่านโครงการ “ฟาร์มแชมเปี้ยน” ที่มุ่งเน้นการสร้างต้นแบบการเลี้ยงไก่ที่คำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งเป็นหมุดหมายใหม่ที่สำคัญต่อสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดงาน “Farm Champion Market : ไก่งามเพราะคน” ณ ปฐมออแกนิก คาเฟ่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนอาหารปลอดภัยและมีมนุษยธรรม งานนี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงจากฟาร์มสู่เมือง มุ่งให้ไก่มีความสุขและผู้บริโภคมีสุขภาพดีไปพร้อมกัน นิทรรศการเรียนรู้เกี่ยวกับโครงการฟาร์มแชมเปี้ยน และประโยชน์ของการเลี้ยงไก่สวัสดิภาพสูง ถอดบทเรียนผ่านหัวข้อเสวนาที่เข้มข้น เรื่อง “ไก่โคราชสวัสดิภาพสูง : ผลกระทบต่อสัตว์ คน และสิ่งแวดล้อม” นำโดยผศ.ดร.วิทธวัช โมฬี หัวหน้างานวิจัยของโครงการฟาร์มแชมเปี้ยน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, แผ้ว ภิรมย์ ผู้จัดการแคมเปญระบบอาหาร องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย และ ผู้คร่ำหวอดในวงการเกษตรอินทรีย์ อาทิ เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ จาก Udon Organic Farm, ธวัชชัย พวงจันทร์ จากพลูโตฟาร์มและ สุเทพ ศิริมูล จากเทพศิริฟาร์ม และหัวข้อ “สวัสดิภาพสัตว์ในมุมมองธุรกิจและผู้บริโภค” นำโดย พันชนะ วัฒนเสถียร ประธานสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่และเจ้าของร้านอาหารเมนูมิชลิน “เป็นลาว”, วันเพ็ญ สอนสำโรง จากสุพัตตราฟาร์ม, วรากร เลาหะเสรีกุล เจ้าของฟาร์มคิดดี และ คิม ธิติสรรค์ กู้ดเบิร์น Mister International 2023 คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้นโดยมีผู้สนใจร่วมงานคับคั่ง

แผ้ว ภิรมย์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการ “ฟาร์มแชมเปี้ยน” ว่า องค์กรมีเป้าหมายในการสร้างต้นแบบการทำฟาร์มที่เน้นสวัสดิภาพสัตว์เป็นหลัก ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและเกษตรกรรายย่อยจาก 11 ฟาร์ม ใน 6 จังหวัด ร่วมกันส่งมอบไก่สายพันธุ์ใหม่จากงานวิจัย คือ “ไก่โคราช” ให้กับฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อทดสอบและพัฒนาแนวทางการเลี้ยงที่ใส่ใจทั้งสวัสดิภาพและความยั่งยืน ช่วยให้สัตว์ เกษตรกร และผู้บริโภคมีความสุขไปพร้อมกัน ความสำเร็จนี้องค์กรมีแผนต่อยอดทันที โดยตั้งเป้าขยายผลเพิ่มเป็น 35 ฟาร์มในปีหน้า และขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ นอกจากการส่งเสริมฟาร์มที่มีการเลี้ยงไก่ด้วยสวัสดิภาพสูงแล้ว โครงการนี้ยังย้ำแนวคิด “Good Life Standards” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

“ในอนาคตโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่มีความยั่งยืนไม่ต้องพึ่งพาระบบอุตสาหกรรมใหญ่ที่มีกระบวนการเลี้ยงที่สร้างความทุกข์ทรมานและขาดมนุษยธรรมต่อสัตว์ การเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ จะทำให้ไก่แข็งแรงและสุขภาพดี ลดปัญหาต่างๆ ที่พบในฟาร์มระบบปิด อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ปลอดภัยอย่างมีมนุษยธรรม เกษตรกรหลายรายใช้ไก่สายพันธุ์โคราชควบคู่ไปกับการพัฒนาวิธีการเลี้ยง ด้วยอุปกรณ์ส่งเสริมพฤติกรรมตามธรรมชาติ ร่วมกับการให้อาหารเสริมด้วยพืชสมุนไพรเป็นอาหารทางเลือกที่ปลูกไว้บริเวณรอบฟาร์ม จะเป็นการลดการพึ่งพาระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนสูง ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจะนำความสำเร็จในเฟสแรกนี้ เตรียมขยายโครงการฟาร์มแชมเปี้ยน รุ่นที่ 2 เพื่อดึงดูดเกษตรกรทั่วประเทศ และปลูกฝังความรู้แก่เยาวชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น” แผ้ว ภิรมย์กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์และโครงการฟาร์มแชมเปี้ยน ติดตามได้ที่ Facebook : องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และ YouTube : World Animal Protection Thailand

โซไซตี้ : มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดเวที Youth Forum 2024 พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์

https://www.naewna.com/lady/838874

โซไซตี้ : มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดเวที Youth Forum 2024  พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์

โซไซตี้ : มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดเวที Youth Forum 2024 พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นสื่อกลางในการประสานงานความร่วมมือเพื่อกระชับช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม มุ่งเน้นดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กครอบครัว และชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยมีหัวใจหลักคือการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเยาวชนอันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การดำเนินงานจัดงาน Youth Forum 2024 ตอน C&Y Clubสภาเยาวชนศุภนิมิตพลังในการขับเคลื่อนความอยู่ดีมีสุข กิจกรรมที่สอดคล้องไปในช่วงวันเยาวชนแห่งชาติที่ผ่านมา จุดสำคัญของงาน คือ พิธีการแต่งตั้งสภาเด็กและเยาวชนมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศ และพิธีมอบรางวัลเยาวชนศุภนิมิตดีเด่นประจำปี 2024 โดยมีหน่วย งานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยกรมกิจการเด็กและเยาวชน, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย, เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ประเทศไทย,องค์การช่วยเหลือเด็ก, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมงานและพูดคุยบนเวทีเสวนาในหัวข้อ “ภาวะความเปราะบางของเด็กในประเทศไทย”

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตฯ เผยว่า “ปัจจุบันมูลนิธิศุภนิมิตฯ มีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 13-18 ปี ในโครงการอุปการะเด็กเกือบ 20,000 คน ภายใต้รูปแบบการดำเนินงานพัฒนาเยาวชนที่เน้นสร้างความเข้มแข็งภายในให้กับเยาวชนเปราะบางและเยาวชนในชุมชนห่างไกล ในปีนี้มุ่งเน้นขับเคลื่อนและดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนรวมถึงการพัฒนาเด็กเปราะบางที่สุดร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเน้นให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ เปิดเวทีให้เด็กและเยาวชนได้นำเสนอผลงานวิจัยภาวะความเปราะบางของเด็กในพื้นที่ชนบทและชุมชนเมืองเพื่อผลักดันนโยบายด้านความอยู่ดีมีสุขของเด็ก ตลอดจนการมีกลไกเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่จะมีความเข้มแข็งขึ้น โดยการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนศุภนิมิตรวมถึงเป็นเวทีเชิดชูเกียรติเยาวชนดีเด่น การนำเสนอผลงานและการมีส่วนร่วมของเยาวชนด้วย”

ด้าน รัตนธิดา ประวัง ผู้จัดการฝ่ายวิชาการฯของมูลนิธิฯ กล่าวว่า “มูลนิธิฯ จัดทำโครงการสำหรับเยาวชนอยู่กว่า 40 โครงการทั่วประเทศ แต่ละพื้นที่มีการจัดกิจกรรมในระดับพื้นที่ก่อน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน มีเยาวชนเป็นแกนหลัก เป็นเวทีให้ได้แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ฝึกฝนทักษะการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ หรือการทำกิจกรรม แคมเปญรณรงค์สะท้อนปัญหาในชุมชนที่อาศัยอยู่ ซึ่งในช่วงวันเยาวชนแห่งชาติของทุกปี มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อเปิดเวทีให้น้องเยาวชน ได้มีโอกาสแสดงผลงานจากโครงการต่างๆ ที่น้องๆ มีส่วนร่วม รวมถึงแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นและหาทางออกร่วมกัน จึงเกิดเป็นงาน Youth Forum 2024

ตะวัน เยาวชนศุภนิมิตฯ จ.พังงา ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 12 ผู้นำเยาวชนจากศุภนิมิตสากลเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับว่า “เริ่มต้นจากทำกิจกรรมในพื้นที่ จ.พังงาก่อน จนได้มีโอกาสร่วมงาน Youth Forum ได้รับเลือกให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในงานระดับนานาชาติ มีตัวแทนเยาวชนจากทั่วโลก เพื่อพูดคุยกันในประเด็นภาวะโลกร้อนแต่ละคนก็จะแชร์ปัญหาที่เกิดขึ้นและหาทางออกร่วมกัน โดยมีผู้ใหญ่ร่วมรับฟังเสียงของพวกเรา ผมได้หยิบยกเอาปัญหาภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลให้เด็กเป็นโรคฮีทสโตรกเรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่เกินความคาดหมาย จะนำองค์ความรู้ที่ได้จากงานนี้มาต่อยอดในชุมชนต่อไป”

เกวลิน ตัวแทนเยาวชนจาก จ.จันทบุรีรับรางวัลเชิญชูเกียรติเครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมปี 2567 จากการทำโครงการ หนองสลุด Zero Waste เล่าว่า “จากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่มีการเผาใบไม้เพื่อประโยชน์ทางการเกษตรแต่กลับสร้างผลกระทบให้โรงเรียนและชุมชนโดยรอบ บวกกับในโรงเรียนก็มี ปัญหาขยะจากพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งหนูและเพื่อนๆ จึงเกิดแนวคิดที่อยากจะแก้ไขปัญหาขยะในโรงเรียน และปลูกจิตสำนึกนักเรียนและคนในชุมชน จนโครงการที่เราทำได้รับรางวัลดังกล่าวในระดับประเทศ เป็นความภูมิใจอย่างมาก หลังจากที่ได้เข้าร่วม Youth Forum ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยเข้าสังคม กลายมาเป็นแกนนำรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ เป็นคนที่ชอบการทำกิจกรรมชอบช่วยเหลือคนอื่น”

โซไซตี้ : รายแรกของไทย ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ ได้มาตรฐาน Global G.A.P. ระบบความปลอดภัย ESG

https://www.naewna.com/lady/837634

โซไซตี้ : รายแรกของไทย ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ  ได้มาตรฐาน Global G.A.P. ระบบความปลอดภัย ESG

โซไซตี้ : รายแรกของไทย ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ ได้มาตรฐาน Global G.A.P. ระบบความปลอดภัย ESG

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกปักธงชัย และศรีราชา ได้รับรองมาตรฐาน Global G.A.P. จาก บริษัท Control Union (Thailand) เป็นองค์กรแรกของไทย ตอกย้ำกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการมาตรฐานระดับโลก ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหารสัตว์ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมี เรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บกและ บุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟเป็นผู้รับมอบ

เรวัติ หทัยสัตยพงศ์ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นในการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยสูงสุด เริ่มจากการผลิตอาหารสัตว์ที่มีความปลอดภัยนำมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และ ESG จนประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ธุรกิจอาหารสัตว์บก โดยโรงงานผลิต 2 แห่งทั้งโรงงานปักธงชัยและโรงงานศรีราชา เป็นรายแรกของไทยที่ได้รับรองมาตรฐาน Global G.A.P. (Global Good Agricultural Practice) กลายเป็นต้นแบบให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟและบริษัทอื่นๆ

“การได้รับรองมาตรฐาน Global G.A.P. นับเป็นความสำเร็จของคณะผู้บริหารและพนักงานของซีพีเอฟทั้งหมด ที่ร่วมมือกันผลิตอาหารสัตว์ให้มีความปลอดภัยในระบบสากล สามารถสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคม และปฏิบัติอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนซีพีเอฟสู่ความยั่งยืนและก้าวสู่ตลาดการค้าระดับโลกอย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน เรายังมุ่งแบ่งปันองค์ความรู้และเส้นทางความสำเร็จในหลากหลายช่องทาง เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยของประเทศไทย” เรวัติ กล่าว

ทางด้าน Mr.Stephan Moreels, Managing Director บริษัท Control Union (Thailand) แสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของกลุ่มซีพีเอฟที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GlobalG.A.P. Compound Feed Manufacturing (CFM)version 3.1 section C (ESG) ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่คำนึงถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนการทำงานที่เป็นธรรม เคารพสิทธิทางด้านแรงงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น Control Union ในฐานะเพื่อนที่ร่วมกันผลักดันมาตรฐานนี้ร่วมกันกับซีพีเอฟ จึงตระหนักถึงการทำงานอย่างหนัก และวิสัยทัศน์ที่นำพาบริษัทฯมาสู่ความสำเร็จ ทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ โดยกำหนดมาตรฐานให้กับบุคลากรทุกคนนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาแม้จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย แต่ก็สามารถเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส และความทุ่มเทนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงอัตลักษณ์และความเป็นผู้นำของซีพีเอฟอย่างแท้จริง

มาตรฐาน Global G.A.P. มุ่งเน้นการป้องกันและควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมีความปลอดภัย ตลอดจนการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงมั่นใจได้ว่าอาหารสัตว์ที่ผลิตออกจากโรงงานซีพีเอฟมีความปลอดภัยและมีคุณภาพสูงก่อนส่งต่อไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์และลูกค้า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของอาหารสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งปัจจุบันทั้งคู่ค้าและผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกับ ESG สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังริเริ่มทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO9001 ในการผลิตอาหารสัตว์ มาตั้งแต่ปี 2543 และมุ่งยกระดับระบบมาตรฐานอาหารสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของภาครัฐและประเทศคู่ค้า ที่จะส่งผลต่ออาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคในที่สุด

โซไซตี้ : ‘เที่ยวด้วยใจ ไปด้วยกัน’ เติมกำลังใจให้เชียงราย – พะเยา

https://www.naewna.com/lady/836334

โซไซตี้ : ‘เที่ยวด้วยใจ ไปด้วยกัน’ เติมกำลังใจให้เชียงราย - พะเยา

โซไซตี้ : ‘เที่ยวด้วยใจ ไปด้วยกัน’ เติมกำลังใจให้เชียงราย – พะเยา

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิสูตร บัวชุม ผอ.สนง.เชียงราย ททท., สมชาย ชมภูน้อย ผอ.ภูมิภาค ภาคเหนือ ททท. และ วุฒิ โภชนะคง ผู้บริหารไร่รื่นรมย์

“Media FAM Trip” แอ่วเมืองเชียงราย-พะเยา กับทริปสวยๆ จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ โรงแรม เฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น ระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อให้คณะสื่อมวลชนได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือร่วมฟื้นฟูและประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยว จ.เชียงราย และพะเยา หลังประสบภัยน้ำท่วมตลอดเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำความพร้อมและรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่กำลังจะเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้

ทริปวันแรกเริ่มที่ ไร่รื่นรมย์ ถือเป็นไร่ต้นแบบ ของการปลูกพืชผักผลไม้แบบออร์แกนิคที่ปราศจากสารเคมี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “กิน อยู่ รู้ นอน”มีพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจไปกับการทำไร่แบบเกษตรอินทรีย์

สมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท.เกริ่นให้ฟังถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวใน จ.เชียงราย หลังน้ำท่วมลดลงว่า “ไร่รื่นรมย์ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีนี้ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมาตนรับทราบถึงปัญหาอุทกภัยที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของภาคเหนือมาโดยตลอด โดยเฉพาะ จ.เชียงราย ซึ่งถือเป็นประตูสู่ภาคเหนือของไทย เราพร้อมแล้วที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะมาเยือนในช่วง High Season ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่อุปสรรค เรามีโรงแรม มีร้านค้า มีร้านอาหาร และมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม และธรรมชาติมากมาย เราต้องการให้เชียงรายเป็น one stop service ที่คุณมาเที่ยวแล้วได้ทุกอย่าง”

จากนั้นเดินทางต่อไปยังชุมชนไทลื้อ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เยี่ยมชมบ้านแม่แสงดา สมฤทธิ์ อายุ 94 ปีบ้านเลขที่ 31 หมู่ 2 บ้านธาตุสบแวน ต.หย่วนที่ได้อนุรักษ์รักษาบ้านไทลื้อ หรือ เฮินไตลื้อไว้หลังจากสร้างเมื่อปี 2489 และเป็นบ้านไทลื้อโบราณหลังเดียวที่มีอายุโบราณเก่าแก่มีสภาพดีให้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ ศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและท่องเที่ยว วัดแสนเมืองมา วัดที่มีความเก่าแก่ใน จ.พะเยา และคงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทลื้อไว้ ต่อด้วยโบราณสถานเวียงลอ เมืองโบราณในเขตล้านนาตั้งอยู่ในเขตต.ลอ และต.หงส์หิน อ.จุน จ.พะเยา จากคำเล่าผู้เฒ่าผู้แก่และตามหลักฐานต่างๆ นั้น เชื่อว่าเวียงลอเป็นเมืองเดียวในเขตล้านนาที่ปรากฏหลักฐานแนวคันดินกั้นลำน้ำ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา ในการทำระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่มีประโยชน์ด้านควบคุมน้ำ เพื่อใช้ในด้านการเกษตรและเพื่อป้องกันน้ำท่วม

วันที่สองของทริปสำคัญพาไป ชุมชนบ้านปางขอน ชมวิถีชีวิตชุมชนชาวอาข่า เรียนรู้กระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟชนิดต่างๆ และกระบวนการชงกาแฟ จาก ไร่กาแฟครอบครัวมะลิ้มลองรสชาติอาหารจากชาวอาข่าแท้ๆ อาทิผักรากชูหมูสามชั้น,น้ำพริกถั่วลิสง(น้ำพริกอาข่า),หมูรมควันแบบอาข่าทอด ฯลฯ เดินทางต่อไปยัง อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง ภูมิปัญญาแห่งล้านนาเป็นสถานที่สงบ สวย สง่างาม ภูมิทัศน์ชอุ่มด้วยสนามหญ้าและสระน้ำใหญ่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้จากภาคต่างๆ ของประเทศ และต้นลีลาวดีขนาดใหญ่นับร้อย มีอาคารหลากหลายในแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงาม เป็นที่เก็บรักษางานพุทธศิลป์เก่าแก่โบราณ อายุนับศตวรรษ ไร่ชา 101 ไร่ชาขนาดใหญ่แห่งแรกบนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ไร่ชาแห่งนี้เป็นมากกว่าไร่ชาซึ่งเราสามารถเข้าชมวิวในไร่ชาขั้นบันได ชมการสาธิตการชงชาและเลือกซื้อชาเป็นของฝาก จากนั้นเดินทางไปสักการะ พระบรมธาตุศรีนครินทราสถิตย์มหาสันติคีรี เป็นเจดีย์แบบล้านนาประยุกต์ ตั้งอยู่ที่วัดสันติคีรี วัดสวยอีกแห่งของเชียงราย เจดีย์ตั้งอยู่บนยอดดอยสูงสุดของแม่สลอง สร้างขึ้นในปี 2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่า ใกล้ๆ กับองค์เจดีย์มีวิหารแบบล้านนาประยุกต์ เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุฯ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเทือกเขาดอยแม่สลอง ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากๆ ชุมชนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง ระหว่างเดินทางได้สัมผัสกับวิวสวยๆ ของภูเขาที่สลับซับซ้อน รวมไปถึงบ้านเรือนตลอดทั้งสองฝั่งซ้ายขวาที่ยังคงรักษากลิ่นอายของความเป็นชาวสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน นอกจากนี้ข้างทางยังหนาแน่นไปด้วยร้านรวงของชาวชุมชนอาข่าที่จำหน่ายสินค้าต่างๆ มากมาย ไร่ชาวังพุดตาน ที่นี่นอกจากจะมีจุดเด่นที่การผลิตชาอู่หลงและชาสายพันธุ์ต่างๆ จนได้รับรางวัลแล้ว อาหารของที่นี่ก็มีจุดเด่นไม่แพ้กันโดยเฉพาะ 3 เมนูหลักอย่าง ยำใบชาสด, ขาหมูยูนนานทานคู่กับหมั่นโถว และไก่ดำตุ๋นโสม-เครื่องยาจีน เป็นต้น ดอยผาหมี คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้รักธรรมชาติได้ไม่น้อย ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โฮมสเตย์ ล้วนเป็นธุรกิจของชาวชุมชนท่องเที่ยวดอยผาหมีทั้งสิ้น ที่นี่มีโฮมสเตย์กว่า 30 หลัง ร้านค้ากว่า 40 ร้านไว้คอยบริการ และเมื่อมาถึงเชียงราย ห้ามพลาดกับการไปตัวเมืองแม่สายและท่าขี้เหล็ก ริมชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อช้อปปิ้งสินค้าข้ามแดนระหว่างสองฝั่งประเทศที่มีให้เลือกสรรมากมาย พร้อมถือโอกาสไปสักการะ พระธาตุดอยเวา ที่วัดพระธาตุดอยเวา สามารถมองเห็นวิวของ อ.แม่สาย และเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาได้อย่างชัดเจน ทางวัดยังได้จัดทำสกายวอล์ก (Sky Walk) ไว้รองรับนักท่องเที่ยวสายบุญอีกด้วย

กิจกรรมสุดท้ายของ Media FAM Trip เดินทางไป “โฮงฮอมผญ๋า โฮงยาหมอเมืองล้านนา” ที่ขึ้นชื่อเรื่องการนวดบำบัดโรคแบบล้านนาโบราณ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนตำบลนางแล ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุดอยโอ่ง อ.เมือง จ.เชียงราย และคำว่า “โฮงยาหมอเมือง” คือ การแพทย์แบบพื้นบ้านล้านนาวัดห้วยปลากั้ง ตั้งอยู่ ต.ริมกก เดิมเป็นสำนักสงฆ์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2544 มี 3 สถาปัตยกรรมที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว คือ หนึ่ง “พบโชคธรรมเจดีย์” พระมหาเจดีย์เก้าชั้น สอง “พระอุโบสถปูนปั้นสีขาว” ทางขึ้นเป็นบันไดนาค อลังการด้วยลวดลายปูนปั้นทั้งหลัง และสาม “รูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูงประมาณ 79 เมตร วัดร่องเสือเต้น ศิลปะวัดสีน้ำเงินแห่งเดียวของเชียงรายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีสีสันที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร งดงามวิจิตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ในอดีตเป็นวัดร้างมาก่อน พบเศษซากอิฐโบราณจำนวนมาก ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่จากฝีมือการรังสรรค์ของ อ.นก-พุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิลปินท้องถิ่นชาวเชียงราย

ทั้งนี้ วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ สำนักงานเชียงราย ททท. ฝากเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่า “เชียงราย-พะเยา พร้อมแล้วที่จะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้”

แม่แสงดา สมฤทธิ์ อายุ 94 ปี และบ้านไทลื้อ หรือ เฮินไตลื้อ บ้านทรงไทลื้อโบราณหลังเดียวที่มีอายุโบราณเก่าแก่แต่สภาพดี

แม่แสงดา สมฤทธิ์ อายุ 94 ปี และบ้านไทลื้อ หรือ เฮินไตลื้อ บ้านทรงไทลื้อโบราณหลังเดียวที่มีอายุโบราณเก่าแก่แต่สภาพดี

ชุมชนอาข่า หมู่บ้านปางขอน

ชุมชนอาข่า หมู่บ้านปางขอน

ไร่แม่ฟ้าหลวง หรืออุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง

ไร่แม่ฟ้าหลวง หรืออุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง

ดื่มด่ำกับไร่ชาสีเขียวไกลสุดสายตาที่ไร่ชา 101

ดื่มด่ำกับไร่ชาสีเขียวไกลสุดสายตาที่ไร่ชา 101

เรียนรู้กระบวนการผลิตชา ที่ไร่ชาวังพุดตาน

เรียนรู้กระบวนการผลิตชา ที่ไร่ชาวังพุดตาน

หนึ่งในวิถีชีวิตของชาวอาข่า คือ การตำข้าวปุก

หนึ่งในวิถีชีวิตของชาวอาข่า คือ การตำข้าวปุก

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมสีขาวองค์ใหญ่ และโบสถ์สีขาวที่งดงาม ณ วัดห้วยปลากั้ง

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมสีขาวองค์ใหญ่ และโบสถ์สีขาวที่งดงาม ณ วัดห้วยปลากั้ง

วัดร่องเสือเต้น ศิลปะวัดสีน้ำเงินแห่งเดียวในเชียงราย

วัดร่องเสือเต้น ศิลปะวัดสีน้ำเงินแห่งเดียวในเชียงราย

ป้ายหลักกิโลเมตรขนาดใหญ่บนดอยแม่สลองให้คนถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ป้ายหลักกิโลเมตรขนาดใหญ่บนดอยแม่สลองให้คนถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

สกายวอล์กเหนือสุดแดนสยามที่พระธาตุดอยเวา มีจุดชมวิวที่เห็น 2 ประเทศ คือ ไทย และเมียนมา

สกายวอล์กเหนือสุดแดนสยามที่พระธาตุดอยเวา มีจุดชมวิวที่เห็น 2 ประเทศ คือ ไทย และเมียนมา

โฮงฮอมผญ๋า โฮงยาหมอเมืองล้านนา
ขึ้นชื่อเรื่องการนวดบำบัดโรคแบบ
ล้านนาโบราณ

โฮงฮอมผญ๋า โฮงยาหมอเมืองล้านนา ขึ้นชื่อเรื่องการนวดบำบัดโรคแบบ ล้านนาโบราณ

โซไซตี้ : JOB EXPO THAILAND 2024 มหกรรมหางานสร้างรายได้ที่สนุกที่สุดของไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812048

โซไซตี้ : JOB EXPO THAILAND 2024  มหกรรมหางานสร้างรายได้ที่สนุกที่สุดของไทย

โซไซตี้ : JOB EXPO THAILAND 2024 มหกรรมหางานสร้างรายได้ที่สนุกที่สุดของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานเตรียมจัดงาน “JOB EXPO THAILAND 2024 มหกรรมหางานสร้างรายได้ที่สนุกที่สุดของประเทศไทย” ระหว่างวันที่ 28-30 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ HALL 6-7 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการมีงานทำสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อการสร้างรายได้ที่มั่นคง ภายในงานได้เตรียมงานในประเทศกว่า 500,000 อัตรา และงานต่างประเทศกว่า 100,000 อัตรา ไว้รองรับผู้สมัครงาน พร้อมสนุกไปกับกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง โดยคาดการณ์ผู้เข้าร่วมงานและผู้ให้ความสนใจตลอดระยะเวลาจัดงานกว่า 280,000 คนแยกเป็นมาร่วมภายในงานกว่า 80,000 คน และผู้ให้ความสนใจทางสื่อออนไลน์ภายนอกกว่า2 แสนคน ผมได้มีโอกาสพบปะพี่น้องประชาชน และน้องๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษาจำนวนมาก สัมผัสได้ว่าคนหลายคนไม่กล้ามีความหวังที่จะได้รับโอกาส หรือหมดหวังในการได้รับโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความน่ากังวลเป็นอย่างมาก ในส่วนของกระทรวงแรงงานจึงให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ พร้อมกำหนดโครงการ “LET’S BUILD THE FUTURE TOGETHER-พวกเรามาร่วมสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน” เพื่อการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคนสามารถประกอบอาชีพได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น มหกรรมหางานนี้จะต้องเป็นพื้นที่สำหรับสร้างโอกาสในการจ้างงาน การให้ความรู้ความเข้าใจในการประกอบอาชีพ ที่สำคัญงานจะต้องสนุกและสร้างรอยยิ้มให้กับคนทุกคนได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน อาทิ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และอื่นๆ และงานต่างประเทศแล้วยังมีกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ “ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน” โดยการให้ความรู้ความเข้าใจในการประกอบอาชีพ รวมถึงการสร้างโอกาสให้ทุกคนได้ทดลองเล่นอาชีพ ซึ่งจะนำมาสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อการเตรียมความพร้อมให้ตนเองก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า งานครั้งนี้จะเป็นมหกรรมการจัดหางานที่สร้างประสบการณ์การหางานที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกิจกรรมมากมาย อาทิ กิจกรรมสัมภาษณ์และสมัครงาน JOB MATCHING มีผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศไทย 222 ราย เข้าร่วมงาน พร้อมรวบรวมตำแหน่งงานทั่วประเทศกว่า 500,000 อัตรา ไว้รองรับผู้สมัครงานและสำหรับแรงงานที่มีความสนใจไปทำงานต่างประเทศ เราได้จัดเตรียมพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงาน
ต่างประเทศ ตำแหน่งงานต่างประเทศกว่า 100,000 อัตรา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถแจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศได้ และภายในงานทุกคนสามารถเข้ารับคำแนะนำในการใช้บริการแอปพลิเคชั่น“ไทยมีงานทำ” และ “คนทำงาน” ให้สามารถเข้ารับการแนะนำ “การทำประวัติย่อ (RESUME)อย่างไรให้โดนใจนายจ้าง” สำหรับกลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เราได้จัดพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการเพื่อแจ้งความประสงค์ในการทำงาน และค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตนเองได้ รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระที่แรงงานอิสระทุกคนสามารถทดลองฝึกทักษะ กิจกรรมเวิร์กช็อปจำนวน 30 อาชีพมาไว้ภายในงาน ที่พิเศษอีกอย่างกลุ่มแรงงานอิสระสามารถพบผู้ประกอบการแฟรนไชส์ชั้นนำ จำนวน 20 รายและกลุ่มประกอบอาชีพรับงานไปทำที่บ้าน จำนวน 12 กลุ่ม

ห้ามพลาดที่จะมาเที่ยวงาน JOB EXPO THAILAND 2024 หรือแวะชมพื้นที่ไลฟ์สไตล์สำหรับทุกคน “SSO MARKET 2024” จากสำนักงานประกันสังคมที่ผสมผสานระหว่างแฟชั่นอาหาร ดนตรี ศิลปะ กาแฟและเครื่องดื่ม กิจกรรมเวิร์กช็อป และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน พบกับร้านแฟชั่นเสื้อผ้าเครื่องประดับและร้านอาหารอินเทรนด์กว่า 190 ร้านค้า ภายในงานที่ฮอลล์ใกล้เคียง เวลาความสนุกเริ่มตั้งแต่ 11.00-21.00 น.

โซไซตี้ : ‘ทาร์ริ’ คว้ามง MUT สุราษฎร์ธานี ลั่น พร้อมมากสำหรับ MUT 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810684

โซไซตี้ : ‘ทาร์ริ’ คว้ามง MUT สุราษฎร์ธานี  ลั่น พร้อมมากสำหรับ MUT 2024

โซไซตี้ : ‘ทาร์ริ’ คว้ามง MUT สุราษฎร์ธานี ลั่น พร้อมมากสำหรับ MUT 2024

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สุปราณี ศรีเทพ และ อ.มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง ซิตี้ ไดเร็กเตอร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์จ.สุราษฎร์ธานี จัดแถลงข่าวแต่งตั้ง ทาร์ริ ธาริตา สมิทดำรงตำแหน่ง Miss Universe Thailand จ.สุราษฎร์ธานี ประจำปี 2024 อย่างเป็นทางการพร้อมมอบมงกุฎและสายสะพาย โดยมีผู้สนับสนุนหลัก Peony Firming Spa, บริษัท ศรีบุญเรือง ฟู๊ด จำกัด, ทาเลนท์ดีเทคทีฟ, THE PHOENIX MEDICAL CLINIC DR.JOOP และห้องเสื้อ SUPA East Glamor

อ.มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง กรรมการผู้จัดการทาเลนท์ดีเทคทีฟ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาโรงเรียนเอกชนนอกระบบกรุงเทพมหานคร ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเป็น ซิตี้ ไดเร็กเตอร์ฯครั้งนี้ว่า “อยากให้เวทีประกวดในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ที่มีความยั่งยืน เข้าถึงทุกเพศทุกวัย เพราะส่วนตัวเชื่อเสมอว่า คนทุกคนมีความโดดเด่นและแตกต่าง หากได้รู้จักตนเองและพยายามฝึกฝน ปรับวิธีคิด และการแสดงออก ที่มีความมั่นใจแต่คงไว้ในความงดงามและอ่อนโยนให้สำนึกรักในแผ่นดินเกิด ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ และไปสู่รางวัลเกียรติยศได้ เพื่อส่งต่อประสบการณ์และแรงบันดาลใจต่างๆ ไปสู่สังคม เป็นไอดอลแก่คนในสังคมในทุกมิติ ปัจจุบันตระหนักเสมอว่า เราจะฟังเสียงเด็กเยาวชน ฟังเสียงวัยรุ่น ต้องยอมรับเทรนใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาอย่างทันสมัย และยั่งยืน เพราะกระแสของเวทีการประกวดจะเป็น Soft Power ที่จะสามารถช่วยพัฒนาคนในสังคมให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองถนัดเพื่อยกระดับสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป”

ทาร์ริ ธาริตา สมิท

สำหรับ ทาร์ริ ธาริตา สมิท MUT สุราษฎร์ธานี 2024 ปัจจุบันอายุ 26 ปี ส่วนสูง 170 เซนติเมตร กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยทองสุข และทำงานเป็น Ambassador ให้กับบริษัท แคนเบอร์รี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับป้ายที่ประเทศเยอรมนี โดย “ทาร์ริ”ได้มีโครงการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคม โดยการชวนเด็กๆ ตามโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนติดชายแดนมาทำกิจกรรม เพื่อเพิ่มความสุข และสร้างภาพความทรงจำที่ดีให้แก่เด็กๆ ทั้งนี้ ยังได้ทำงานใน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ซึ่งเป็นมูลนิธิสำหรับเด็กเปราะบาง นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับค่ายมวยดังของประเทศเยอรมนี ชื่อว่า ค่าย MTB-NEW Muaythai-Bund NRW-E.V รวมถึงทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้บริษัทของครอบครัวอีกด้วย “ทาร์ริเป็นคนชอบใช้ชีวิตอิสระค่ะ ไม่ชอบการอยู่ในกรอบ ชอบทำงานและชอบหาเงินค่ะ” เป็นสโลแกนบ่งบอกความเป็นตัวเอง ที่เธอพูดไว้ในวันรับตำแหน่ง

สุปราณี ศรีเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีบุญเรือง ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพริกแกงใต้ แบรนด์ “ลูกเผ็ด” และกรรมการผู้จัดการ ร้าน Peony firming spa กล่าวถึงการมอบตำแหน่ง MUT 2024 สุราษฎร์ธานี ในครั้งนี้ว่า “เราทำงานกันอย่างหนัก เพื่อคัดสาวงามที่มีความเพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ ทัศนคติ และแนวคิด น้องทาร์ริ เป็นคนที่ผ่านในทุกๆองค์ประกอบที่เราตั้งไว้ จากนั้นก็นำมาฝึกฝน แต่ง เติม เสริม เพื่อให้เป็นนางงามที่สวยงามเพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญน้องคนนี้สวยจากภายในสู่ภายนอก น้องทำทุกๆ อย่างในชีวิตด้วยหัวใจจริงๆ ค่ะต่อจากนี้เราก็ยังไม่หยุด เพื่อพัฒนาน้องให้มีศักยภาพมากขึ้นไปอีก ก่อนเข้าไปชิงมงกุฎMTU 2024 เพราะทุกๆ อย่างที่เราเป็นผู้กลั่นกรองออกมานั้นจะต้อง “เพอร์เฟกท์” ค่ะ”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ การร้องเพลงเปิดตัวนางงามโดย อ.แมน-วทัญญู มุ่งหมาย, มินิคอนเสิร์ตโดย มิคกี้-ปิยะวัฒน์, น็อต-ภัทร์สพล สุขโข เพลง ปล่อยวาง, การออกบูธของเครื่องแกงใต้แบรนด์ “ลูกเผ็ด” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประทานอาหารที่ใช้เครื่อง “ลูกเผ็ด” เป็นส่วนประกอบ และบูธ“ทาเลนท์ดีเทคทีฟ” ให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ศาสตร์การค้นหาศักยภาพผ่านลายนิ้วมือ รวมถึงโปรโมชั่นดีๆ จาก Peony Firming Spa มาดูแลผิวพรรณสัดส่วนอย่างครบเซตจบในที่เดียวอีกด้วย

มอบมงกุฎให้ ทาร์ริ ธาริตา สมิท

มอบมงกุฎให้ ทาร์ริ ธาริตา สมิท

แขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

แขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

สุปราณี ศรีเทพ และ อ.มีนา มัญชุมาศ

สุปราณี ศรีเทพ และ อ.มีนา มัญชุมาศ

โชว์การแสดงบนเวที

โชว์การแสดงบนเวที

โซไซตี้ : Art for All เดินหน้าขับเคลื่อน SDGs ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809388

โซไซตี้ : Art for All เดินหน้าขับเคลื่อน SDGs  ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

โซไซตี้ : Art for All เดินหน้าขับเคลื่อน SDGs ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Art for All มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ โครงการดีเด่นของชาติสาขาพัฒนาสังคม (ด้านพัฒนาผู้ด้อยโอกาส) ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 จัดงานเสวนา “การยกระดับวิถีชีวิต ผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการ อย่างยั่งยืน” เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อมูลเชิงสถานการณ์ที่มูลนิธิฯ ได้ขับเคลื่อนอันเป็นประโยชน์แก่คนพิการเพื่อมุ่งหวัง ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการไทยสอดคล้องโดยตรงกับการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) เปิดเผยว่า การดูแลผู้พิการนั้น สอดคล้องโดยตรงกับการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ที่ได้นำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ สหประชาชาติ Sustainable Development Goal มาเป็นกรอบในการดำเนินงาน ซึ่งกรอบดังกล่าวมี SDGs ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ4 SDGs คือ SDGs 4 การขจัดความเหลื่อมล้ำและทำให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพทุกระดับอย่างเท่าเทียม SDGs 8 การบรรลุการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพและการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับหญิงและชายทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้มีภาวะทุพพลภาพ และให้การจ่ายค่าจ้างที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่าเทียม

SDGs 10 การเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความพิการ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา สถานะทางเศรษฐกิจ หรืออื่นๆ และ SDGs 11 การทำให้ผู้พิการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะสีเขียวที่ปลอดภัย ครอบคลุม และเข้าถึงได้ เพราะฉะนั้น การจัดงานเสวนาในครั้งนี้จึงมีความสอดคล้อง สนับสนุน การดำเนินงานของมูลนิธิฯเป็นอย่างยิ่ง ในการมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางของสหประชาชาติ ภายในปีค.ศ.2025 เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกันของคนทุกคนในสังคมและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และในงานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลชั้นนำจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมเพื่อรับฟังแนวคิดและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน อาทิ ประสงค์ องค์ปรีชากุล องค์การสหประชาชาติ,กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีต รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย, กฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, ดร.วิเชียร ชุบไทสง นายกสภาทนายความ เป็นต้น โดยมี ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมด้วยการแสดงศักยภาพคนพิการและศิลปินจิตอาสา โดย น้องเสือ-ฉายวิชญ์ สุจริตกุล, น้องวุฒิ-ณัฐวุฒิ กีรติชัยพันธ์และ วิทยาภรณ์ เมืองมูลสุรินทร์

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมามูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์  (Art for All) ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของ “คน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้พิการ/ผู้ด้อยโอกาส ภายใต้ปรัชญา “ก้าวข้ามขีดจำกัด” เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามศักยภาพที่มีอยู่ตลอดจนเชื่อมประสานและหลอมรวมความแตกต่างให้ทุกคนต่างช่วยเติมเต็มในศักยภาพซึ่งกันและกัน ด้วยการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือกล่อมเกลาจิตใจ ปลูกฝังและส่งเสริมคุณธรรม ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเอื้ออาทร ถือเป็นแนวทางในการพัฒนามนุษย์ให้เต็มตามศักยภาพ

“Art for All” มุ่งปลูกจิตสำนึกเยาวชนให้ตระหนักในคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นคนดี และ มีคุณค่าต่อสังคม สร้างเจตคติและค่านิยมอันดีงามของสังคมต่อเพื่อนมนุษย์โดยเคารพในความหลากหลาย และมุ่งเน้นทำนุบำรุงและสืบสานศิลปวัฒนธรรมจึงเป็นที่มาของ “พันธกิจ” ของโครงการ ที่มุ่งเน้น“การสร้างคุณค่าชีวิตให้กับผู้พิการและก้าวสู่วันข้างหน้า ด้วยการสร้างความสุขสงบในชีวิตให้กับผู้ต้องขัง รวมถึงการสร้างมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อความมั่นคงของชาติ ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวทิ้งท้าย