โซไซตี้ : เทอร์มินอล 21 พระราม 3 สาดสนุกความฉ่ำ ดับร้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ‘Songkran Summer Festival 2024’ สุดว้าวกับสวนน้ำลอยฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797785

โซไซตี้ : เทอร์มินอล 21 พระราม 3 สาดสนุกความฉ่ำ ดับร้อนรับเทศกาลสงกรานต์  ‘Songkran Summer Festival 2024’ สุดว้าวกับสวนน้ำลอยฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา

โซไซตี้ : เทอร์มินอล 21 พระราม 3 สาดสนุกความฉ่ำ ดับร้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ‘Songkran Summer Festival 2024’ สุดว้าวกับสวนน้ำลอยฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สงกรานต์ปีนี้ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3 ชวนมาปักหมุดความชุ่มฉ่ำ ดับร้อนแบบเต็มพิกัดกว่าใครกับงาน “Songkran Summer Festival 2024” พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดว้าวกับครั้งแรกของสวนน้ำลอยฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา สนุกไปกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง อาทิ 5 หนุ่มบอยแบรนด์จาก PERSES หรือจะเป็น 2 หนุ่มขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนมอย่าง Paper Plane และเหล่าเพื่อนพ้องศิลปินมากมาย แถมยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมสุดบันเทิงใจตลอด 7 วัน บริเวณ ชั้น G และชั้น 2 ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3 ตั้งแต่วันที่ 10-17 เมษายนนี้

ครั้งแรก! กับปาร์ตี้สงกรานต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่รวบรวมความสนุกมาไว้ที่เดียวไม่ว่าจะเป็นสไลเดอร์สวนน้ำเป่าลม ปาร์ตี้โฟม และ Water Playground ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกเพศทุกวัยก็สามารถมาสนุกด้วยกันได้ พร้อมรับฟรี! บัตรเครื่องเล่นสวนน้ำ เพียงซื้อสินค้าภายในศูนย์ฯ ไม่มีขั้นต่ำ 1 ใบเสร็จ/เครื่องเล่น พร้อมเสิร์ฟความมันแบบจัดเต็มกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น. ณ บริเวณ ลานริมน้ำชั้น 2 พุธที่ 10 เม.ย. กับ Paper Plane 2 หนุ่มขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนม และ Tippsy ทิปซี่-นัทธมนทองชิว ศิลปินสาวสุดชิคที่มีเสียงร้อง อันเป็นเอกลักษณ์, ศุกร์ที่ 12 เม.ย. พบกับศิลปินจาก Club After Class ค่ายเพลงน้องใหม่ที่ยกทัพศิลปิน ได้แก่ Bowlmm, Slow Sundae และ Yarra มาสร้างสีสันความสนุก,เสาร์ที่ 13 เม.ย. ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. สนุกแบบเต็มพิกัดไปกับ Idols Water Party Concert, จันทร์ที่ 15 เม.ย. ชิลไปกับบทเพลงแนวอินดี้ป๊อปกับ 2 หนุ่มวง Whal & Dolph ปิดท้ายด้วยอังคารที่ 16 เม.ย. กรี๊ดกันให้สนั่นกับ 5 หนุ่มบอยแบนด์สุดหล่อจากวง PERSES

The Show of Songkran ร่วมเชิดชูและอนุรักษ์ความเป็นไทย ด้วยการแสดงที่ได้รับรางวัลจากสภาวัฒนธรรมบางคอแหลมที่เปิดให้เข้าชมฟรี! บริเวณลานริมน้ำชั้น 2 พุธที่ 10 เม.ย. เวลา 16.00-17.30 น. ขบวนแห่นางสงกรานต์,พฤหัสบดีที่ 11 เม.ย. การแสดงโดยบ้านนาฏตญาเวลา 18.00-18.30 น. การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนยกรบ ที่หาชมได้ยาก เวลา 18.30-19.00 น. การแสดงระบำสี่ภาคที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ เวลา 19.00-19.30 น. การแสดงโขนเชิดหุ่น ตอนหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา เวลา 19.30-20.00 น. การแสดงลาวกระทบไม้ที่แสดงถึงวัฒนธรรมที่สนุกสนานรื่นเริงของไทย ศุกร์ที่ 12 เม.ย. เวลา 19.00-20.00 น. การแสดงรำวงย้อนยุคจาก Saowaluck Band ที่มาสร้างสีสันและบรรยากาศให้ผู้คนได้ร่วมสนุก พุธที่ 17 เม.ย. เวลา 18.00-19.00 น. บริเวณลานริมน้ำ ชั้น 2 การแสดงมวยไทย จากคณะพีเคแสนชัยมวยไทยยิมนอกจากนี้ เทอร์มินอล 21 พระราม 3 ยังอัดแน่นความสุข ความสนุกแบบล้นไปกับกิจกรรมหลากหลาย ดังนี้ กิจกรรมสาดรับพร On The River วันที่ 10-17 เม.ย. เวลา 10.00-22.00 น.บริเวณลานโปรโมชั่นชั้น LG ร่วมสักการะขอพรพระพุทธรูปประจำวันเกิด ที่อัญเชิญมาจากวัดดัง เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ไทย เสาร์ที่ 13 เม.ย. เวลา 09.00-12.00 น. บริเวณหน้าศูนย์การค้าชั้น G ฉลองขึ้นปีใหม่ไทยพร้อมร่วมรับบุญใหญ่ในวันพระ ชวนกันมาทำบุญตักบาตรกับพระสงฆ์กว่า 29 รูปจากวัดราชสิงขร อาทิตย์ที่ 14 เม.ย. เวลา 17.00-20.00 น. กับกิจกรรมการประกวด “Songkran Aloha Kid’s Contest” บริเวณลานริมน้ำชั้น 2 ชวนคุณพ่อคุณแม่จูงมือน้องๆ หนูๆมาประชันความน่ารัก เฟ้นหาหนูน้อยสงกรานต์ชิงรางวัลรวมกว่า 60,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและสายสะพาย กิจกรรมสาธิตจากสภาวัฒนธรรมวันที่ 10-12 เม.ย. เวลา 13.00-14.00 น. ร่วมส่งเสริมและสานต่อประเพณีวัฒนธรรมไทย ได้แก่ สาธิตการทำข้าวแช่ สาธิตการทำตุ๊กตาอาร์ตทอยสไตล์ไทย และสาธิตการทำขนมหม้อแกง และไม่เพียงเท่านี้ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3ยังชวนมาสวยสดใสรับซัมเมอร์กับเวิร์กช็อปสายคล้องโทรศัพท์ที่สาย DIY ไม่ควรพลาด รับสิทธิ์ฟรี!เพียงซื้อสินค้าภายในศูนย์การค้า ครบ 800 บาท/ใบเสร็จ (จำกัดคนละ 1 สิทธิ์ต่อวัน) หรือพิเศษ! สำหรับสมาชิก T21 Reward สามารถแลก 400 พอยท์ เพื่อเข้าร่วมเวิร์กช็อปก่อนใคร (จำกัดจำนวน 50 สิทธิ์ ตลอดรายการ) ตั้งแต่วันที่ 10-17 เม.ย. บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น G พิเศษ! เพียงกด Like & Share เพจ Facebook : Terminal21Rama3ShoppingMall สร้างสีสันเพิ่มความมันส์ด้วยด้วยกิจกรรม Summer Body Paint บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น G ตั้งแต่วันที่ 12-16 เม.ย. ปิดท้ายเอาใจเด็กๆ ด้วย Mascot Troop สุดคิวท์ ที่จะยกขบวนความน่ารักมาแจกจ่ายขนมหวานสุดอร่อย ให้แก่ลูกค้าคนพิเศษที่มาเยี่ยมเยียนศูนย์ฯ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 13-15 เม.ย.นี้เท่านั้น

โซไซตี้ : วว. ร่วมหารือ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบ บัณฑิตปริญญาเอกสมรรถนะสูงด้าน วทน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797619

โซไซตี้ : วว. ร่วมหารือ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบ  บัณฑิตปริญญาเอกสมรรถนะสูงด้าน วทน.

โซไซตี้ : วว. ร่วมหารือ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต้นแบบ บัณฑิตปริญญาเอกสมรรถนะสูงด้าน วทน.

วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร วว. ร่วมหารือกับ ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะในการให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำสำหรับการดำเนิน “โครงการพัฒนาต้นแบบบัณฑิตปริญญาเอกสมรรถนะสูง ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุน BCG Economy Model” ซึ่ง วว. ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ในการดำเนินงานตามกรอบแนวคิด“วิทยสถานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย” หรือ ธัชวิทย์ (Thailand Academy ofSciences : TAS) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัย ในการทำงานร่วมกันส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2570 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567

วว. และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพ การเก็บกักและใช้ประโยชน์คาร์บอนไดออกไซต์ในรูปแบบต่างๆ  และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องให้สามารถรองรับและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล  ที่ต้องการให้มีการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่มีพันธกิจที่เกี่ยวข้องกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้วยวิธีบริหารจัดการที่ดี

โซไซตี้ : ‘เพาเวอร์บาย’ ชวนไหว้พระเสริมเฮงรับปีมังกรทอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794968

โซไซตี้ : ‘เพาเวอร์บาย’ ชวนไหว้พระเสริมเฮงรับปีมังกรทอง

โซไซตี้ : ‘เพาเวอร์บาย’ ชวนไหว้พระเสริมเฮงรับปีมังกรทอง

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ฤกษ์ดีปีมังกรทอง หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา กูรูชื่อดังด้านโหราศาสตร์จีน นำทีมลูกค้าเพาเวอร์บายที่มียอดซื้อสินค้าสูงสุดจากแคมเปญ “เพาเวอร์บาย…ช้อปดีมีเฮง” ร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต ที่วัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช วัดจีนที่ศักดิ์สิทธิ์และได้รับความนิยมของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยมี มัลลิกา เหลืองนิมิตรมาศผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด เพาเวอร์บาย ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล ต้อนรับ

เริ่มต้นกิจกรรมเสริมความเฮงโดย หมอช้างได้แนะนำขั้นตอนการไหว้พระขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างไรให้ถูกต้อง พร้อมแนะนำเพิ่มเติมว่าที่วัดเล่งเน่ยยี่ ทุกคนสามารถมาไหว้พระขอพรได้ตามปกติ ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่ต้องการมาแก้ชงเท่านั้น อีกทั้งปีนี้เป็นปีมังกร เหมาะเป็นอย่างยิ่งในการมาสักการะขอพรที่วัดมังกรกมลาวาส ซึ่งมีชื่อวัดสอดรับกับปีมังกร สามารถมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล เรียกทรัพย์ เสริมความเฮง ความปังได้ตลอดทั้งปี โดยเริ่มต้นพิธีการสักการะด้วยการจุดเทียน เปรียบเสมือนการเริ่มต้นการงานและชีวิตด้วยแสงสว่าง พร้อมด้วยส้มมงคลสัญลักษณ์แห่งความโชคดี จำนวน 5 ลูก เสมือนธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุดินธาตุทอง และธาตุน้ำ ลำดับถัดไป หมอช้างได้พาผู้ร่วมทริปเดินชมและกราบสักการะตามจุดต่างๆ ภายในวัดอย่างใกล้ชิด อาทิ องค์ไฉ่ชิงเอี๊ยะหรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ องค์ไท้ส่วยเอี๊ย หรือเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา เทพเจ้ากวนอู ขอพรเรื่องหน้าที่การงาน การค้าขาย เสริมมิตรภาพที่ดี และ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นต้น นอกจากนี้ หมอช้าง ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับปีชงว่า ปีชงไม่ได้แปลว่าไม่ดี โดยหลักการแล้วการชงมีอยู่แค่ปีเดียวและจะวนมาตรงกับเราในรอบ 12 ปีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น สำหรับคนที่เกิดในปีชงควรหมั่นทำความดีและทำบุญเป็นประจำ

ปิดท้ายลูกค้าได้รับส้มมงคลเสริมความเฮงกลับบ้านไปด้วย พร้อมกันนี้ หมอช้าง ยังได้ฝากเคล็ดลับง่ายๆ ในการทำบุญว่า หลังจากที่เรามาทำบุญขอพรให้กับตัวเองแล้ว กลับบ้านก็ควรจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลในครั้งนี้ด้วย โดยลูกค้าที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ต่างรู้สึกอิ่มบุญและประทับใจที่ได้มีโอกาสพิเศษมาร่วมไหว้พระขอพรกับหมอช้างกูรูชื่อดังด้านโหราศาสตร์จีน ซึ่งคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เพาเวอร์บายตั้งใจส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับลูกค้าคนสำคัญ

โซไซตี้ : ‘ไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์ อวอร์ด’ พื้นที่ดนตรีสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794786

โซไซตี้ : ‘ไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์ อวอร์ด’  พื้นที่ดนตรีสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่

โซไซตี้ : ‘ไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์ อวอร์ด’ พื้นที่ดนตรีสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่

วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ด้วยความรักในเรื่องของดนตรีเป็นทุนตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ผู้บริหารหนุ่มอย่าง แทน-จุลยุทธ โล่โชตินันท์ จึงมุ่งมั่นที่จะใช้ดนตรีเพื่อเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือสังคม รวบรวมนักดนตรีจิตอาสาเข้าร่วมวง บางกอกแชริตี้ ออเคสตร้า(Bangkok Charity Orchestra) ที่เขาก่อตั้งขึ้นซึ่งถือเป็นวงออเคสตร้าวงแรกของเมืองไทยที่มีจุดประสงค์ในการทำงานเพื่อการกุศลร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเจ้าตัวยังรับหน้าที่เป็นวาทยกรหรือคอนดักเตอร์ประจำวงด้วยตนเองอีกด้วย

หลังจบโททางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษจุลยุทธ ทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนชื่อดังของประเทศอังกฤษอยู่ถึง 4 ปีระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น จุลยุทธ ยังได้หมั่นฝึกซ้อมเล่นดนตรี ทั้ง ไวโอลิน และ เปียโน จนได้มีโอกาสร่วมเล่นคอนเสิร์ตกับวงของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เป็นประจำ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นคอนดักเตอร์ (วาทยกร) ได้ในที่สุด หลังจากนั้น จุลยุทธ ได้ตัดสินใจกลับมาทำงานในเมืองไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษาบริษัท แคปโค นอกจากจะทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มร้อยแล้ว เขายังแบ่งเวลาว่างมาทำงานด้านดนตรีที่รักเป็นชีวิตจิตใจอีกด้วย โดยทำหน้าที่เป็นคอนดักเตอร์ก่อนที่จะได้ริเริ่มก่อตั้งวง บางกอก แชริตี้ ออเคสตร้าขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายที่จะทำการแสดงเพื่อการกุศล จากวงออเคสตร้าเล็กๆตอนนี้ BCO มีสมาชิกมากกว่า 7-800 คน ที่มาจากหลายวงการหมุนเวียนมาร่วมทำการแสดงกับเรา ก่อนที่ล่าสุด จุลยุทธ ยังจะได้ตัดสินใจจัดการประกวดไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์อวอร์ด 2024 (Thailand Young Musicians Award 2024) ขึ้นเพื่อหวังให้เป็นเวทีสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่สนใจในดนตรีคลาสสิก ร่วมสมัย และดนตรีไทย

แทน-จุลยุทธ โล่โชตินันท์

“ไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์ อวอร์ด 2024เราจัดขึ้นเป็นปีแรก มีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน10 ท่าน ทำการคัดเลือกผู้ที่ส่งผลงานเข้ามาประกวดจำนวนกว่า 400 คน จนเหลือ 25 คนซึ่งเราอยากจะให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีโอกาสแจ้งเกิด และได้มีเวทีในการแสดงออก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต”

“สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าศึกษาด้านนี้ก็อยากจะให้ทุกคนได้ลองเปิดใจในทุกๆ ด้าน อย่าเพิ่งตั้งข้อจำกัดในการศึกษาดนตรีในทุกแนวทุกประเภทก่อน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสที่จะทำให้เราได้รู้ว่าชอบอะไรจริง ถ้าเราไม่ลอง ก็จะไม่รู้ว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ซึ่งในอนาคตผมก็ยังตั้งใจที่จะจัดการประกวดต่อไป เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ ที่อาจจะมีโอกาสได้เข้าร่วมวงออเคสตร้า หรือก้าวขึ้นไปในเวทีระดับนานาชาติต่อไปในอนาคตในปีนี้ถือว่า มาตรฐานค่อนข้างน่าพอใจ ซึ่งในปีหน้า เราก็คาดหวังว่า จะมีความหลากหลายในแนวดนตรีมากยิ่งขึ้น”

พอร์ช-พาทิศณัฐฆ์ กัมมารพัฒน์

การประกวด ไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์อวอร์ด 2024 ได้จัดขึ้น ณ โรงละคร อักษรา เพื่อเปิดโอกาสให้ Top 25 Thailand Young Musicians Award ได้ขึ้นแสดงเดี่ยว เพื่อโชว์ความสามารถ พร้อมทั้งยังมีการมอบรางวัลให้กับ Top 10 Thailand Best Music Teachers อีกด้วย

พอร์ช-พาทิศณัฐฆ์ กัมมารพัฒน์ อายุ 10 ขวบ จาก รร.นานาชาติ รีเจนท์ นักเปียโนวัยเยาว์ เผยว่า “ผมเคยผ่านการประกวดมาหลายเวทีทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความถนัดในเครื่องดนตรีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เปียโน หรือการขับร้องเพลงคลาสสิก เป็นเพราะมีใจรักในการเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กจะใช้เวลาในการฝึกซ้อมประมาณ วันละ 1-2 ชม. โดยเตรียมตัวลงประกวดทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติอยู่ ในอนาคตผมตั้งใจอยากที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปเป็นนักดนตรีระดับประเทศให้ได้สำเร็จ”

ชัญญา-จิรัชญา ตั้งสันติกุล

น้องชัญญา-จิรัชญา ตั้งสันติกุล อายุ 10 ขวบ จาก รร.สาธิตประสานมิตร นักดนตรีไวโอลิน เล่าว่า “หนูเริ่มเล่นไวโอลิน มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เหตุเพราะชื่นชอบในเสียงของเครื่องดนตรีชนิดเป็นอย่างมาก หนูใช้เวลาฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวัน วันละ 2-3 ชม. ไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือท้อ เพราะว่าชื่นชอบมากๆ ค่ะ หนูตั้งใจว่าจะอยากจะเล่นต่อไปจนก้าวขึ้นเป็นนักดนตรีอาชีพระดับนานาชาติในอนาคต แต่ถ้าเลือกได้ หนูอยากจะลองฝึกเล่น ฮาร์ป กับ กลองชุด เพราะคิดว่าน่าจะเล่นได้ง่ายกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ”

ด้าน น้องออกัส-ณพิชญา แซ่จิว อายุ13 ปี จาก รร.มาแตร์เดอีวิทยาลัย นักดนตรี ฮาร์ป (พิณฝรั่ง) เล่าว่า “หนูมีความชื่นชอบเครื่องดนตรีชนิดนี้มาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.1 เพราะว่าดูการ์ตูนดิสนีย์มาตลอด แล้วมีตัวละครตัวหนึ่งที่เล่น ฮาร์ป ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นเครื่องดนตรีอะไร รู้แต่เพียงว่าเสียงเพราะดี ก่อนจะไปศึกษาว่าเป็นเครื่องดนตรีอะไร จึงไปปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ว่าหนูอยากจะเล่น ทางบ้านก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ลงแข่งขันมาหลายปีและได้มาหลายรางวัล ภูมิใจมากที่สุด ก็คือเพิ่งได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นจากกระทรวงศึกษาธิการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฮาร์ป อาจจะเป็นเครื่องดนตรีที่หาต้นแบบในการฝึกซ้อมได้ยาก แต่ถ้าเรามีใจรักและหมั่นตั้งใจจริง ก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเหมือนเช่นเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ ได้เช่นกัน”

ออกัส-ณพิชญา แซ่จิว

ขณะที่ พู่กัน-สฤชน์ สุธรรมรักษ์ จาก รร.รุ่งอรุณ ชั้น ป.5 มือกลองรุ่นเยาว์ เล่าว่า“จุดเริ่มต้นของผมที่ชื่นชอบกลองชุด เป็นเพราะว่า เมื่อตอนอายุ 4 ขวบ ได้ไปเที่ยวงานวันเด็กแล้วเห็นรุ่นพี่ตีกลอง ก็เลยชื่นชอบ จึงให้ครอบครัวพาไปเรียนมาตั้งแต่นั้น จนได้เข้าประกวดเวทีต่างๆ เรื่อยมา ล่าสุดก็เพิ่งได้รางวัลที่ 1 ในการประกวดรายการ “ลอนดอน ยัง มิวซิเชี่ยนส์” ตั้งใจฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ จนสุดความสามารถ ซึ่งตอนนี้ก็มีวงดนตรีกับเพื่อนๆ ชื่อวง โพลาริส เคยไปเล่นที่สยามมาแล้ว แนวดนตรีส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวสนุกสนานเป็นหลักครับ”

ไทยแลนด์ ยัง มิวซิเชี่ยนส์ อวอร์ด 2024 อาจจะยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่สนใจในดนตรีคลาสสิก ร่วมสมัย และดนตรีไทย ที่ได้มีพื้นที่ในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ และสามารถสร้างความสุขให้กับทุกคนได้อีกด้วย

พู่กัน-สฤชน์ สุธรรมรักษ์

พู่กัน-สฤชน์ สุธรรมรักษ์

โซไซตี้ : เอไซฯ ผนึกเอกชนรับมือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทย แนะสร้างระบบนิเวศและเข้าถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793534

โซไซตี้ : เอไซฯ ผนึกเอกชนรับมือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทย แนะสร้างระบบนิเวศและเข้าถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์

โซไซตี้ : เอไซฯ ผนึกเอกชนรับมือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทย แนะสร้างระบบนิเวศและเข้าถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จํากัด บริษัทยาชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา การรักษาโรคอัลไซเมอร์ จับมือพันธมิตรจัดงาน “RISE AD Thailand Forum” ณ โรงแรม Eastin Grand Phayathai กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมงานจากหลายภาคส่วน เช่น บริษัทประกันภัยชั้นนําผู้ให้บริการที่พักอาศัยเพื่อผู้สูงวัย (Senior living) แพลตฟอร์มสุขภาพทางไกล (Telehealth) กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ศูนย์ออกกําลังกาย เครือโรงพยาบาล ฯลฯ พร้อมแบ่งปันข้อคิดเห็นและแนวทางในการร่วมมือที่เป็นไปได้และโอกาสในการร่วมพัฒนาการดูแลและการเข้าถึงการรักษาโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่เริ่มต้นในอนาคต ได้แก่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด (มหาชน) นิติพงษ์ ปรัชญานิมิตรองผู้จัดการใหญ่ และ Chief Marketing officer,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน),แอปพลิเคชั่น หมอดี พญ.พิรญาณ์ ธำรงธีระกุลกรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทชีวีบริรักษ์ จำกัด, Naya ResidenceSenior Living พญ.นาฏ ฟองสมุทร ผู้บริหาร Live Well Living Co., Ltd และ บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

ด้าน คานาซาว่า โชเฮ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอไซฯ ประจำภูมิภาคเอเชียและลาตินอเมริกา กล่าวว่า จากประชากรผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 7 แสนคน เป็น2 ล้านคน ภายในปี 2593 พร้อมแนะการป้องกันความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น (Diseaseprogression) โดยคำนึงถึงวิธีการวินิจฉัยที่ทันสมัยและการรักษารูปแบบใหม่

“เอไซฯ พร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญรวมถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตร ขับเคลื่อนความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม และเพิ่มการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษาผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยมุ่งเน้นประเด็นสําคัญ 2 ประการ 1) ความสําคัญของการเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะการรู้คิดบกพร่อง หรือปริชานบกพร่อง หรือเอ็มซีไอ (mild cognitive impairment : MCI) ภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์และ 2) การเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการดูแลที่ครอบคลุมสําหรับผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศ” คานาซาว่า กล่าว

ขณะเดียวกัน เภสัชกรณัฐพันธ์ นิมมานพัชรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย)มาร์เก็ตติ้ง จํากัด กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดว่าผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์และครอบครัวกำลังเผชิญกับความท้าท้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างความตระหนักรู้ที่ยังไม่เพียงพอ ภาระมากมายที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ต้องเผชิญและความต้องการการดูแลที่เข้าถึงได้ง่ายและมีคุณภาพ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อโรคสมองเสื่อมและผู้สูงวัยในประเทศไทยถือเป็นก้าวสําคัญในการจัดการกับข้อกังวลเร่งด่วนเหล่านี้ ด้วยการสนับสนุนจากสังคม นักลงทุนภาคเอกชน และสถาบันต่างๆ เพื่อสร้างเส้นทางตลอดชีวิตของผู้ป่วยให้มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและครอบคลุมได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ในงาน “RISE AD Thailand Forum” ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากเอกสารปกขาว (Whitepaper) ในหัวข้อ “NavigatingChallenges, Embracing Horizon ofAlzheimer’s Disease” (ดาวน์โหลด Whitepaperได้ผ่านทาง https://rb.gy/0zk9ym) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท โรแลนด์ เบอร์เกอร์ จำกัด, บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด (มหาชน) และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยการอภิปรายแบบกลุ่มในหัวข้อ “การยกระดับระบบนิเวศโรคอัลไซเมอร์และผู้สูงอายุในประเทศไทย” และมีการแสดงความคิดเห็นต่อบทบาทที่ภาคเอกชนต่อการเสริมสร้างระบบนิเวศของโรคอัลไซเมอร์ร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนไทย ในการพัฒนาความร่วมมือและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของระบบนิเวศอัลไซเมอร์ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และครอบครัวในประเทศไทยต่อไป

โซไซตี้ : ผู้หญิง กับบทบาทในการอนุรักษ์ป่าฝน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792095

โซไซตี้ : ผู้หญิง กับบทบาทในการอนุรักษ์ป่าฝน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โซไซตี้ : ผู้หญิง กับบทบาทในการอนุรักษ์ป่าฝน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศยังคงปรากฏอยู่ในป่าไม้และวนเกษตรทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้หญิงมักขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร จากอุปสรรคทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ริตา วาตี ผู้นำกลุ่มมาจูเบอรซามาจากอินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญ และเป็นแรงบันดาลใจอันทรงพลังให้ผู้หญิงจำนวนมากในภูมิภาคได้เข้าร่วมการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างในเรื่องความเท่าเทียม ขณะที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการค้าไม้อย่างยั่งยืน โดยเกษตรกรสามารถแสดงสิทธิ์การเป็นเจ้าของไม้ที่ปลูกเองผ่านแบบฟอร์ม self-declaration ของระบบประกันความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ไทย (TLAS) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนกระบวนการค้าไม้อย่างถูกกฎหมาย มีความชัดเจนและโปร่งใส่มากขึ้น โดยเฉพาะกับชุมชนที่อยู่โดยรอบเขตอุทยาน แต่กับประเทศอื่นในภูมิภาค ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ายังคงขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับความเชื่อและค่านิยมที่มีต่อเพศ เหมือนกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นกับประเทศอินโดนีเซียที่ผู้หญิงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและช่วยเหลือสังคมผ่านการแสดงออกในแนวทางปฏิบัติด้านป่าไม้และความยั่งยืน

การสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจมักจะสวนทางกันจึงต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียสละอยู่เสมอซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นสิ่งแวดล้อมเสมอ และความเสียสละนี้จะเกิดผลกระทบมากเป็นพิเศษหากภาครัฐขาดนโยบายที่ชัดเจน และไม่ให้ความสำคัญกับชุมชน เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นกับอุทยานแห่งชาติเครินชิ เซบลัท(Kerinci Seblat) ทางตะวันตกของเกาะสุมาตราอุทยานแห่งชาติเครินชิ เซบลัท ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของอาเซียนเมื่อปี 2546 และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก “ป่าฝนเขตร้อนแห่งเกาะสุมาตรา” (TRHS) ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติเครินชิ เซบลัท เป็นพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ถูกบุกรุกเป็นจำนวนมาก เฉพาะในปี 2557 อุทยานแห่งชาติสูญเสียพื้นที่ไปถึง 1,303.22 ตารางกิโลเมตร จากความไม่ใส่ใจต่อการอนุรักษ์พื้นที่ป่าของชุมชนต่างๆ พื้นที่ป่าที่เสียไปนี้ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบต่อแหล่งน้ำและพื้นที่การเกษตรของชุมชนโดยรอบ

ริตา วาตี (Rita Wati) เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่อยู่โดยรอบอุทยาน ที่ผ่านมาเธอพบว่าชาวบ้านในชุมชนหลายคนถูกลงโทษเพียงเพราะชาวบ้านไม่รู้ว่าการหาอาหารและเก็บกิ่งไม้จากพื้นที่คุ้มครองนั้นเป็นความผิด นั่นทำให้ในปี 2560 เธอได้ตัดสินใจร่วมกับเพื่อนของเธอในการเข้าร่วมการฝึกอบรมโดยสถาบันการเรียนรู้ การสนับสนุน และการศึกษา (LivE) (The Institute for Studies, Advocacy, and Education : LivE) เกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงต่อการอนุรักษ์ป่าในพื้นที่อุทยาน โดยสถาบันแห่งนี้ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความท้าทายของผู้หญิง ในการดูแลสุขภาพ ดูแลพื้นที่ การทำเกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายหลังการฝึกอบรม ริตาได้เป็นผู้นำกลุ่มในการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในการดูแลสิ่งแวดล้อม

ภายหลังจากการประชุมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 ที่หมู่บ้าน Pal VIII ริตาได้จัดตั้ง “กลุ่มสตรีเพื่อการดูแลสิ่งแวดล้อมมาจูเบอรซามา (Maju Bersama) เพื่อมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ โดยริตาเน้นย้ำถึงสิทธิสตรีและบทบาทสำคัญของป่าไม้กับชีวิต ปัจจุบันริตานำกลุ่มมาจูเบอรซามา เข้าร่วมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติภายใต้การสนับสนุนจากชุมชนในพื้นที่ และผู้นำหมู่บ้าน ผู้แทนจากภาครัฐ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ อารีฟ ตุงคากี (Arief Toengkagie) ความมุ่งมั่นของริตาเริ่มส่งผล เมื่อกลุ่มได้รับอนุญาตให้ยื่นข้อเสนอเพื่อมีส่วนร่วมในการจัดการ การอนุรักษ์ และการได้รับประโยชน์จากอุทยานแห่งชาติอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 แม้จะมีความท้าทายในการติดตามผลจากกฎระเบียบด้านการอนุรักษ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ริตาก็ยังคงเดินหน้าแสวงหาการสนับสนุน จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ ซิติ นัวบายา (Siti Nurbaya) และมีส่วนร่วมกับ ทาเมน ซิโตรุส (Tamen Sitorus)หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคนใหม่

หลังจากความพยายามอย่างต่อเนื่องในวันที่ 5 มีนาคม 2562 เธอก็ประสบความสำเร็จเมื่อนำกลุ่มมาจูเบอรซามา ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์กับอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้กลุ่มมาจูเบอรซามา เป็นสตรีกลุ่มแรกที่มีส่วนร่วมในการบุกเบิกการจัดการผืนป่าในอินโดนีเซีย ริตา กล่าวว่า ความก้าวหน้าที่เกิดจากแรงบันดาลใจของเรา ก่อให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง ตอนนี้ผู้หญิงในหลายหมู่บ้านได้ร่วมตัวกันเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อสิทธิของสตรีสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ป่าไม้

ปัจจุบันกลุ่มมาจูเบอรซามากับสมาชิกทั้ง 25 คน ที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ ได้จุดประกายให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกมากมาย นอกเหนือจากการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเกษตรกรแล้ว พวกเขายังเป็นตัวแทนของชุมชนเข้าร่วมการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญ และได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมระดับท้องถิ่นและระดับประเทศมากมาย ตัวอย่างที่โดดเด่น อาทิ การมีส่วนร่วมในงานมูลนิธิเอเชีย (The Asia Foundation) ในหัวข้อ “The Role of Women in Social Forestry for Food Resilience” ในกรุงจาการ์ตา การร่วมก่อตั้งสมาคมผู้จัดการป่าชุมชนในอินโดนีเซีย (Indonesia Social Forestry Manager Association) ซึ่งสนับสนุนโดย WALHI องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย กิจกรรมเหล่านี้ตอกย้ำถึงบทบาทของผู้หญิงและกลุ่ม มาจูเบอรซามาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะบทบาทในการอนุรักษ์ป่าไม้ เช่น การกำหนดแผนการจัดการระยะยาวสำหรับอุทยานแห่งชาติเคริน ชิเซบลัท การเข้าร่วมของกลุ่มสตรีมาจูเบอรซามาเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้ ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการทำความเข้าใจระหว่างอุทยานแห่งชาติกับชุมชน สอดคล้องกับทิศทางของสหประชาชาติที่ผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาด้านความยั่งยืน SDG 17 ประการ และความร่วมมือระหว่างกลุ่มมาจูเบอรซามาและอุทยานแห่งชาติ ยังเป็นแรงบันดาลใจอันทรงพลังให้ผู้หญิงจำนวนมากในภูมิภาคในการเข้าร่วมการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมของประเทศ เรื่องราวความสำเร็จของริตา ก่อให้เกิดเวทีสำหรับผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการร่วมปกป้องและอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่โดดเด่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

โซไซตี้ : กทม. ร่วมออกบูธแสดงศักยภาพการท่องเที่ยว ณ งาน ITB Berlin 2024 ชู Soft Power ไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/791936

โซไซตี้ : กทม. ร่วมออกบูธแสดงศักยภาพการท่องเที่ยว ณ งาน ITB Berlin 2024  ชู Soft Power ไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โซไซตี้ : กทม. ร่วมออกบูธแสดงศักยภาพการท่องเที่ยว ณ งาน ITB Berlin 2024 ชู Soft Power ไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

วันเสาร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรุงเทพมหานคร ร่วมออกบูธในงาน ITB Berlin 2024 ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ของย่านชุมชนกรุงเทพฯ และกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น” เน้นนำเสนอ Soft Power หมวด 5F : Food, Film, Fashion, Festival และ Fight สร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีในการเป็นจุดหมายปลายทาง ด้านการท่องเที่ยวระดับโลก (World-Class Tourism Destination) และแสดงถึงความพร้อมของกรุงเทพฯ ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเยี่ยมชมบูธและกิจกรรมต่างๆ ณ ศูนย์การจัดนิทรรศการ Messe Berlin Exhibition Ground กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “กรุงเทพมหานครมีภารกิจในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร โดยปีนี้กรุงเทพมหานครได้นำเสน่ห์ของมหานครแห่งความหลากหลาย เมืองจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก ร่วมออกบูธแสดงศักยภาพการท่องเที่ยวกทม. ในงาน ITB Berlin 2024 หรืองานส่งเสริมการขาย ด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2567 ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อแสดงออกถึงความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร และสร้างการรับรู้เสน่ห์ที่เป็นความหลากหลายของกรุงเทพมหานคร แก่ผู้เข้าร่วมงานจาก 180 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ของไทย อาทิ พัทยา กระบี่ สมุย พังงา การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส”

สิงห์ ลิ้มพิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กล่าวต่อว่า “กรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมงาน ITB Berlin มาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ บูธของกรุงเทพมหานคร จัดขึ้นภายใต้แนวคิด เสน่ห์ของย่านชุมชนกรุงเทพฯ และกลิ่นอาย
สถาปัตยกรรมยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เน้นนำเสนอ Soft Power หมวด 5F : Food, Film, Fashion, Festival, Fight รวมถึงย่านสำคัญของกรุงเทพมหานคร อาทิ ย่านทรงวาด ย่านท่าเตียน พร้อมนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมสาธิตหัตถกรรม อาทิ สาธิตการประคบทองลงผ้า การร้อยมาลัย การสานใบลานและกิจกรรมนวดไทย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับ Health & Wellness ที่น่าหลงใหลของประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้ และความประทับใจในการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวพร้อมนำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ Central Group, Hotel Once Bangkok,Saran Medical Company Limited (Wansiri Hospital), Elephant GO GO Company Limited เข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการจากทั่วโลก”

ทั้งนี้ กทม. เชื่อมั่นว่าการเข้าร่วมงาน ITB Berlin 2024 ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในครั้งนี้ จะสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีของกรุงเทพมหานคร ในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก (World-Class Tourism Destination) และแสดงถึงความพร้อมของกรุงเทพมหานคร ที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยประสบการณ์การท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่มีคุณค่าและน่าประทับใจ

โซไซตี้ : สดช. แถลงผลสำเร็จ DCH ระยะที่ 2 ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790659

โซไซตี้ : สดช. แถลงผลสำเร็จ DCH ระยะที่ 2  ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

โซไซตี้ : สดช. แถลงผลสำเร็จ DCH ระยะที่ 2 ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สดช. แถลงผลสำเร็จโครงการ “ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” แปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานแถลงความสำเร็จของ “โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการถ่ายทอดเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ นาฏศิลป์ และประเพณีต่างๆ ของไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนท์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเหล่านี้ให้คงอยู่สืบต่อไปในทุกยุคทุกสมัย โดยในระยะที่ 2 มีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ได้แก่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านกระบวนการปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ (Policy Lab) เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อร่วมมือกันออกแบบและจัดทำมาตรการ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์มีการจัดประชุม Policy Lab ไปแล้วจำนวน 3 ครั้ง และกิจกรรมที่ 2 คือ การจัด Hackathon กิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์

โดย สดช. ได้หยิบยกประเด็น แฟชั่นไทยมาเป็นธีมในการแข่งขันภายใต้หัวข้อ “Hackulture 2023 Illuminate Thai อัปเวลแฟชั่นไทยด้วยดิจิทัล” มุ่งเน้นในการถ่ายทอดแฟชั่นไทยสู่รูปแบบดิจิทัล ทั้งสาขาเทคโนโลยี และสาขาสื่อมัลติมีเดีย แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประเภทประชาชนทั่วไป มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศรวมกว่า 60 ทีม จำนวนทั้งสิ้น 287 คนมีผู้เข้าร่วมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 40 ทีมซึ่งได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติการสร้างสรรค์ผลงาน การถ่ายทอดเรื่องราวและฝึกปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ DigitalContent และมีการจัดการแข่งขันรอบนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายและมอบรางวัลไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการ สดช.

ทีมผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ ได้แก่ ทีม Fash.Design รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยส่งผลงานเข้าแข่งขันในสาขาเทคโนโลยี ประเภทประชาชนทั่วไป นำเสนอแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยเหลือผู้ประกอบการชุดไทยท้องถิ่นและชุดไทยดั้งเดิม ที่ขาดทักษะด้านออนไลน์และภาษาต่างประเทศ ด้วยเทคโนโลยี AI สร้าง Virtual Model และดิสเพลย์ที่สวยงาม แปลได้70 ภาษา และเชื่อมต่อ e-commerce กว่า 30 แพลตฟอร์มทั่วโลก เพื่อปลุกพลัง Soft Power แฟชั่นไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดสากล

ภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลคือสิ่งสำคัญที่จะรักษาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกของไทยให้คงอยู่สู่ลูกหลาน เมื่อรักษาแล้วจะทำอย่างไรในการต่อยอดให้กลายเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอยู่ใน 6 ยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมดิจิทัล รวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรม Digital Content”

“โครงการนี้ทำให้คนได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์กับวัฒนธรรมแล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่างๆซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน เรื่องการส่งเสริม Soft Power เราตั้งเป้าไว้ว่า ปี 2570 เราจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ GDP ด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอันดับ IMD ในปี 2566 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 แผนดิจิทัลที่สดช. เสนอรัฐบาล คือไทยจะเป็นอันดับที่ 30 ในปี 2570 หรืออันดับที่ 2 ในอาเซียน”

สุวิชา บุญช่วยรอด ผอ.ศูนย์พัฒนานโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนั้น สดช. ยังได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ ในการส่งเสริมการนำเข้าข้อมูลวัฒนธรรมไทยสู่ระบบดิจิทัล ได้แก่ ระบบสารสนเทศด้านวัฒนธรรมและแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Map Thailand) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และ Platform คลังข้อมูล “วัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ” (นวนุรักษ์) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) อีกด้วย

ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ” โดยตัวแทนจากภาครัฐอาทิ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในมุมมองการใช้ Soft Power เพื่อต่อยอดสร้างผลประโยชน์เชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น จุดแข็งและจุดอ่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content เพื่อส่งเสริม Soft Power รวมไปถึงตัวแทนจากภาคเอกชนกับการใช้ Soft Power ในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ส่วนประเด็นที่น่าสนใจจากเวทีเสวนาครั้งนี้ เช่น เนื้อหาของมรดกวัฒนธรรมไม่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที ต้องรีครีเอทให้กลายเป็นสิ่งใหม่ เพื่อนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ เช่น วรรณคดีอิเหนาก็น่าสนใจอยากให้มีคนนำไปต่อยอดด้วยดิจิทัล ภาครัฐยินดีที่จะให้ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา นำข้อมูลเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อมีการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมไปใช้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นผลประโยชน์ทางอ้อม เช่น ละครเรื่องพรหมลิขิต ทำให้ผู้คนไปท่องเที่ยวที่อยุธยา ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทรงพลังอย่างมาก และสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ก็คือ การผลักดันให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อาทิ การขายสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เป็นต้น

ผู้บริหาร สดช. และแขกผู้มีเกียรติ

ผู้บริหาร สดช. และแขกผู้มีเกียรติ

กิจกรรมเสวนา “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ”

กิจกรรมเสวนา “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ”

สมาชิกทีม Fash.Design

สมาชิกทีม Fash.Design

ผลงานของทีม Fash.Design

ผลงานของทีม Fash.Design

โซไซตี้ : ‘บ้านธรรมชาติล่าง’ ร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมทำ ซีพีเอฟหนุนโมเดลต้นแบบเติบโตยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789125

โซไซตี้ : ‘บ้านธรรมชาติล่าง’ ร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมทำ  ซีพีเอฟหนุนโมเดลต้นแบบเติบโตยั่งยืน

โซไซตี้ : ‘บ้านธรรมชาติล่าง’ ร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมทำ ซีพีเอฟหนุนโมเดลต้นแบบเติบโตยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ด้วยต้นทุนทางธรรมชาติที่สวยงาม ประกอบกับชาวชุมชน “บ้านธรรมชาติล่าง” ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด มองเห็นโอกาสของพื้นที่ตั้ง แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาและอีกด้านติดทะเลอ่าวไทย แต่ที่นี่เป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มีจุดหมายสู่เกาะช้าง เนื่องจากมีท่าเรือเฟอร์รี่ เพื่อข้ามไปยังเกาะช้างอยู่ใจกลางหมู่บ้าน

ชาวชุมชนบ้านธรรมชาติล่างส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรม วิถีการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่มีอัตลักษณ์ในหลายๆ ด้าน อาทิ วิถีชีวิตชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตลักษณ์ของการเป็นชุมชนที่มีการรวมตัวกันด้วยความเข้มแข็ง พร้อมที่จะรับฟังและเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา

ซึ่งตลอดเส้นทางของการยกระดับจากชุมชนเล็กๆ สู่การเป็น “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง จ.ตราด” ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่เข้าไปดำเนินกิจการโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออกในพื้นที่มาเป็นเวลานาน จนเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไม่ต่างไปจากการเป็นลูกหลานที่ต้องตอบแทนคุณให้กับพื้นที่บ้านเกิด

ซีพีเอฟ เข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2544 เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ต่อยอดสู่การส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพอตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ โครงการปุ๋ยอินทรีย์นาโน ที่ช่วยแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของชุมชน ซึ่งเกิดจากแนวคิดเริ่มต้นนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ฟาร์มทำใช้เองมาพัฒนาร่วมกับผู้นำชุมชน และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้

จากจุดเริ่มต้นเรื่องปุ๋ยเพื่อชุมชน ซีพีเอฟเล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นำชุมชน และทุนทางธรรมชาติของบ้านธรรมชาติล่าง ที่มีทั้งสวนผลไม้ที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มผลผลิต ผนวกกับวิถีประมงพื้นบ้าน และยังมีทะเลสวยที่ชายหาดมีความพิเศษด้วยหินลาวา เกิดเป็นหาดทรายแดง รวมถึงปะการังน้ำตื้น รวมถึงภูเขารายลอบที่สวยงามด้วยวิวหลักล้าน เมื่อเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านไปเกาะช้างอยู่แล้ว บริษัทจึงอาสาเข้ามาผสานพลังกับชุมชน ขีด คิด ร่วมข่าย จัดเป็นเส้นทาง
การท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ภายใต้ชื่อ “โครงการปุ๋ยอินทรีย์นาโน สู่การท่องเที่ยว” และผลักดันสู่การขอจดทะเบียนเป็น วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ต.คลองใหญ่

ด้วยพลัง 3 วัย วัยเก๋า วัยรุ่น และวัยเด็ก ที่ช่วยกันนำจุดแข็งของแต่ละวัยมาใช้ ผนวกกับความเข้มแข็งของผู้นำ และพลังของคนรุ่นใหม่ที่รักบ้านเกิดมาร่วมกันผลักดันกับทีมงานของซีพีเอฟ จึงเกิดโครงการเชื่อมโยงอีกหลากหลายโครงการ อาทิ “โครงการน้ำดื่มชุมชน” จากโรงงานน้ำดื่มที่ต้องปิดตัวลงเพราะขาดองค์ความรู้ ซีพีเอฟ ได้นำความเชี่ยวชาญไปถ่ายทอดและสร้างมาตรฐานใหม่ เกิดการสร้างรายได้แก่ชุมชน ขยายกำลังการผลิตน้ำดื่มเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ปัจจุบันมีสมาชิกถือหุ้น 142 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลประโยชน์ถึง 2,582 คน จากรายได้เกือบล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังมี “โครงการนวัตกรรมถังหมักรักษ์ดิน” เพื่อแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน ที่ขยายผลสำเร็จจากฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก ไปยังศูนย์เพาะฟักลูกกุ้งของซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นำไปสู่การขยายการจัดการขยะสู่ชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะชุมชน ที่กลายเป็นโมเดลต้นแบบ Waste to Value ที่สอดคล้องกับนโยบายจังหวัดตราด“โครงการบ้านสะอาด เมืองตราด สวยสะหงาด”

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือ “โครงการผ้าสามป่า อ.แหลมงอบ” ผลิตภัณฑ์ผ้าประจำพื้นถิ่นของ จ.ตราด ที่ใช้ภูมิปัญญาพัฒนาผ้าสามป่า ทั้งป่าชุมชน ป่าสมุนไพร ป่าชายเลน ขยายผลสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว อาทิ เสื้อสามป่า แก้ว กระเป๋า ตุ๊กตา ฯลฯ สร้างอาชีพและรายได้แก่ชาวชุมชน ต่อยอดสู่การจำหน่ายผ่านออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ ออกร้านจำหน่ายโครงการนี้สร้างรายได้ถึง 800,000 บาทในเวลา 2 ปี มีรายได้เสริมครอบครัวละ5,000 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 30 ครัวเรือน และผ้าสามป่ายังกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของชุมชนที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด ได้รับโอกาสขึ้นโชว์บนเวทีประกวด Miss Grand Trat 2023ที่ผ่านมา

วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง เป็นต้นแบบของโครงการที่สร้างความภาคภูมิใจสู่จังหวัด สะท้อนความสำเร็จที่เกิดจากการอาศัยจุดแข็งและประสบการณ์ของภาคเอกชนที่เข้าดำเนินธุรกิจในพื้นที่ ทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมทางสังคม โดย ณ สิ้นปี 2566 ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มากกว่า 5 ล้านบาท ด้านสังคม ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ชุมชนที่มีสมาชิก 21,757 คนด้านสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะได้เฉลี่ยปีละ 5 ตัน เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ Upcycling

ผลสัมฤทธิ์และความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้ในรอบปี 2565-2566 มีรางวัลที่ชุมชนได้รับจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ รางวัลการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับประเทศ รางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย(Thailand Tourism Awards) การประกวดนวัตกรรมโครงการ NIA รางวัลผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ จากกระทรวงมหาดไทย รางวัลผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสามป่า ผลิตภัณฑ์ “ดี” ระดับจังหวัด วิสาหกิจชุมชนดีเด่น จ.ตราด มาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (STGs) และล่าสุด ยังได้รับรางวัลสูงสุด จากการจัดประกวดโครงการด้านความยั่งยืน (Sustainability) ของซีพีเอฟจากทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเป็นคณะกรรมการร่วมตัดสิน

วันนี้…วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ไม่ใช่ชุมชนทางผ่านอีกต่อไป แต่ที่นี่ คือ ชุมชนแห่งรอยยิ้ม ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ จากความร่วมมือร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่างเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : Grand Seiko จับมือ 8 เซเลบฯ ถ่ายทอดความภาคภูมิใจผ่านเรือนเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787783

โซไซตี้ : Grand Seiko จับมือ 8 เซเลบฯ  ถ่ายทอดความภาคภูมิใจผ่านเรือนเวลา

โซไซตี้ : Grand Seiko จับมือ 8 เซเลบฯ ถ่ายทอดความภาคภูมิใจผ่านเรือนเวลา

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มร.อากิระ ซากาอิริ กก.ผจก. และปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา Luxury Group Directorแกรนด์ ไซโก ประเทศไทย

Grand Seiko (แกรนด์ ไซโก) แบรนด์นาฬิกาลักซ์ชัวรีชั้นนำระดับโลก มีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี จัดแคมเปญ “My Grand Seiko My Pride” สะท้อนความภาคภูมิใจของการเลือกสวมใส่แบรนด์นาฬิกาที่ทรงคุณค่า และ Passion การทำงานที่นำไปสู่ความสำเร็จของเซเลบริตี้ชั้นนำของเมืองไทย จำนวน 8 ท่าน ควบคู่กับการตอบแทนสังคมในมิติของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา Nature of Time ของแบรนด์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่พร้อมตอกย้ำความสำเร็จของ แกรนด์ ไซโก รุ่นไอคอนิก “Sakura” โดยจัดนิทรรศการขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน

มร.อากิระ ซากาอิริ กรรมการผู้จัดการ แกรนด์ ไซโก ประเทศไทย กล่าวว่า “แกรนด์ ไซโกมีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี โดยแบรนด์ได้ออกแบบและพัฒนากลไกความเที่ยงตรงขึ้นมาใหม่ในปี 1998 ซึ่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ของจุดเริ่มต้นยุคใหม่แห่งการผลิตนาฬิกากลไกจักรกลของ Grand Seiko นับเป็นมาตรฐานของประสิทธิภาพความเที่ยงตรงใหม่ “Grand Seiko Standard” ที่ถูกกำหนดขึ้น โดยเป็นระดับที่สูงกว่ามาตรฐานที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในอุตสาหกรรมวงการนาฬิกา รวมถึงการออกแบบหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบสตูดิโอของแกรนด์ ไซโก สถานที่ที่นาฬิกากลไกจักรกลของ Grand Seiko ทุกเรือนถูกรังสรรค์ขึ้น ตามปรัชญา Nature of Time สะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความเที่ยงตรงและเน้นย้ำถึง DNA ของแบรนด์ ความประณีตของงานคราฟส์แมนชิพ โดยเฉพาะการขัดเงาแบบซารัตสึ ศิลปะแห่งการสร้างสรรค์ เทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Grand Seiko”

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล, วฤธ หงสนันทน์, สรีนา ธีระวิทยภิญโญ, เจย์ สเปนเซอร์, อภินรา ศรีกาญจนา, กรุณ ซอโสตถิกุล, ชวัล เจียรวนนท์,จุลจักร จักรพงษ์

ปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา Luxury Group Director แกรนด์ ไซโก ประเทศไทย เผยถึงการจัดแคมเปญฯ ว่ามีจุดประสงค์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ผ่านความภาคภูมิใจในการสวมใส่เรือนเวลาอันทรงคุณค่าด้วยคุณภาพและเรื่องราวที่มาพร้อมกับนาฬิกา พร้อมตอกย้ำความนิยมของนาฬิการุ่นไอคอนิก Sakura โดยมี8 เซเลบริตี้มาร่วมเผยถึงความภาคภูมิใจและความสำเร็จของตนเอง นอกจากนี้ ทางแบรนด์ยังได้นำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายรุ่น“Sakura” ร่วมสมทบทุนให้กับ “Karen HilltribesTrust” องค์กรสาธารณกุศลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่ากะเหรี่ยง จ.แม่ฮ่องสอน ในมิติการสนับสนุนด้านการศึกษา การสร้างแหล่งน้ำและการให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ผืนป่าต่อไป

งานเปิดตัวแคมเปญคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ชั้นนำของเมืองไทย นำโดย 8 เซเลบริตี้เจย์ สเปนเซอร์, จุลจักร จักรพงษ์, ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล, กรุณ ซอโสตถิกุล,อภินรา ศรีกาญจนา, สรีนา ธีระวิทยภิญโญ, วฤธ หงสนันทน์ และ ชวัล เจียรวนนท์ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติมากมายมาร่วมงานและชมนิทรรศการ “My Grand Seiko My Pride”ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนแสดงนาฬิกา “The First Grand Seiko 1960”นาฬิกา Grand Seiko รุ่นแรกหาชมได้ยากส่งตรงจากมิวเซียม ประเทศญี่ปุ่นนำมาจัดแสดงให้ชมเป็นครั้งแรกในเมืองไทย นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญ เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ กับการพัฒนาเครื่องกลไก Caliber 3180ใหม่ โดยมีความแม่นยำ +12 ถึง -3 วินาทีต่อวันและสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง และยังเป็นนาฬิการุ่นแรกจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการจัดอันดับความเป็นเลิศตามมาตรฐานของ สถาบันการควบคุมการผลิตนาฬิกา Bureaux Officiels de Contrôle de la Marche des Montres โซนนิทรรศการจัดแสดงภาพถ่ายแคมเปญ “My Grand Seiko My Pride” เซเลบริตี้ ทั้ง 8 มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดที่สะท้อนความภาคภูมิใจของการเลือกสวมใส่แบรนด์นาฬิกาที่ทรงคุณค่าและแพสชันการทำงานที่นำไปสู่ความสำเร็จ โซนแสดงนาฬิกา Grand Seikoรุ่นพิเศษจากคอลเลคชั่นส่วนตัวของนักสะสมนาฬิกาแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ ชาญศรีวิกรม์, ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์, ปราสาทวิทยาภัทร์, จอมพงศ์ ตันทสุทธานนท์, ธนสาร วิจิตรกาญจน์, วิเศษ สิงห์สัจจเทศ ฯลฯ ร่วมถ่ายทอดความภูมิใจที่มีต่อ Grand Seiko ด้วยการเลือกสรรเรือนเวลารุ่นพิเศษมาจัดแสดง อาทิ Hi- Hi-Beat 45GS ปี1968, Beat Hammered finish case ปี 1973, Re-Creation130th Anniversary of Grand Seiko Founderปี 2011, Hi-Beat 36000 Red DragonLimited Edition ปี 2023 เป็นต้น นอกจากนี้ภายในงานยังได้จัดแสดงนาฬิกาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง หนึ่งในรุ่นไอคอนิกของแบรนด์ อย่าง Grand Seiko Heritage SBGA413 Sakura ขนาด 40 มิลลิเมตร ใช้กลไก Spring Drive (9R) ที่มีความเที่ยงตรงที่สุดในโลก สวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดดเด่นดีไซน์หน้าปัดที่นำความงามอันแสนละมุนของสีชมพูอ่อนๆ จากแพดอกไม้ Hana-Ikada (ฮานา-อิคาดะ) ที่ปรากฏขึ้นในช่วงเวลา Shunbun (ชุนบุน) ช่วงเวลาที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเกิดจากกลีบซากุระปลิวไปตามสายลมแล้วร่วงหล่นปกคลุมพื้นผิวของแม่น้ำสะท้อนสัจธรรมแห่งธรรมชาติของเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเมื่อเวลาผันเปลี่ยนไป

สัมผัสความเรียบง่ายและบริสุทธิ์ของการประดิษฐ์เรือนเวลาตามแบบฉบับ Grand Seiko แบรนด์นาฬิกาลักซ์ชัวรีชั้นนำระดับโลก ได้ที่ Grand Seiko Gaysorn Boutique Bangkokชั้น 1 ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ และในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.grandseikoboutiquethailand.com, Facebook :Grand Seiko Thailand official, Instagram :grandseikothailand และ Line Official : Grand Seiko Thailand

วิเศษ สิงห์สัจจเทศ, ปราสาท วิทยาภัทร์, ปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา, มร.อากิระ ซากาอิริ, ชาญ ศรีวิกรม์, จอมพงศ์ ตันทสุทธานนท์

วิเศษ สิงห์สัจจเทศ, ปราสาท วิทยาภัทร์, ปวริศร์ เอี่ยมเอกพัฒนา, มร.อากิระ ซากาอิริ, ชาญ ศรีวิกรม์, จอมพงศ์ ตันทสุทธานนท์

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล

นราวดี-จุลพยัพ ศรีกาญจนา

นราวดี-จุลพยัพ ศรีกาญจนา

จริยดี-เจย์ สเปนเซอร์

จริยดี-เจย์ สเปนเซอร์

กวง มิน โด

กวง มิน โด

ชวัล เจียรวนนท์

ชวัล เจียรวนนท์

วฤธ หงสนันทน์

วฤธ หงสนันทน์

ยูมิ เคียงศิริ

ยูมิ เคียงศิริ

พลวัติ-สรีนา ธีระวิทยภิญโญ

พลวัติ-สรีนา ธีระวิทยภิญโญ

กรุณ ซอโสตถิกุล, อภินรา ศรีกาญจนา

กรุณ ซอโสตถิกุล, อภินรา ศรีกาญจนา

เดือนรุ่ง-ณรงค์ ไพรัชเวทย์

เดือนรุ่ง-ณรงค์ ไพรัชเวทย์

ปราสาท วิทยาภัทร์ Watch Collector

ปราสาท วิทยาภัทร์ Watch Collector

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride

นิทรรศการ My Grand Seiko My Pride