โซไซตี้ : ทรู พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมบนวิถีแห่งความยั่งยืน หนุนรัฐบาลเพิ่มอัตราส่วนแหล่งผลิตพลังงานสีเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786380

โซไซตี้ : ทรู พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมบนวิถีแห่งความยั่งยืน  หนุนรัฐบาลเพิ่มอัตราส่วนแหล่งผลิตพลังงานสีเขียว

โซไซตี้ : ทรู พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมบนวิถีแห่งความยั่งยืน หนุนรัฐบาลเพิ่มอัตราส่วนแหล่งผลิตพลังงานสีเขียว

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

MIT Industrial Liaison Program (ILP) เปิดเวที “2024 MIT Bangkok Symposium” การประชุมระดับภูมิภาคครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “Technologies & Policies for a Sustainable World” เชิญผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายอุตสาหกรรมนักลงทุน และนักวิจัยระดับโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองในการพัฒนาความยั่งยืน ซึ่งในโอกาสนี้ ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมพูดคุยในวงเสวนา “Industry-Academia-Government PanelDiscussion” พร้อมด้วย ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ผู้จัดการทั่วไป ทรู ดิจิทัล พาร์ค ร่วมงานในฐานะผู้ให้การสนับสนุนสถานที่ ทรู ดิจิทัล พาร์คศูนย์กลางเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่ใจกลาง Bangkok CyberTech District ของประเทศไทย

ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความยั่งยืนครอบคลุมทุกมิติ ESG และพร้อมที่จะนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนสังคมและประเทศเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาว ชูแนวคิด “การใช้พลังงานสีเขียว” ยกระดับเทียบเท่ามาตรฐานโลก พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการเพิ่มอัตราส่วนการผลิตพลังงานสีเขียวให้มากขึ้น อันเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ที่จะตอบโจทย์และดึงดูดบริษัทระดับโลก ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่น่าเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ กุญแจสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่แหล่งที่มาของพลังงานแต่หมายถึงระบบ smart grid และระบบองค์รวมที่ต้องคำนึงถึงในทุกกระบวนการแบบครบวงจรทั้งหมด ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัล และการเชื่อมต่อจะมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เช่น การเชื่อมต่อระบบตัวตรวจวัดสัญญาณ IoT ที่สามารถวัดการประหยัดพลังงาน และการดูดซับคาร์บอนส่งผ่านระบบโครงข่ายโทรคมนาคมเข้ามาประมวลผล เพราะเรื่องข้อมูลและตัวชี้วัดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความร่วมมือที่แท้จริงให้เกิดขึ้นเพื่อโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”

ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนสถานที่การจัดงาน “2024 MIT Bangkok Symposium” กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทรู ดิจิทัล พาร์คได้มีโอกาสต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ประเด็นสำคัญต่างๆ ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเชิงลึก ขอบคุณ MIT ที่ให้เกียรติได้ร่วมแบ่งปันองค์ความรู้มากมาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงไดนามิกที่ก้าวข้ามพรมแดน ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวที 2024 MIT Bangkok Symposium นี้จะสร้างแรงบันดาลใจและเกิดความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตและโลกยั่งยืนต่อไป”

โซไซตี้ : Happy Chinese New Year @ BTS SkyTrain ฉลองเทศกาลตรุษจีน สานความสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786250

โซไซตี้ : Happy Chinese New Year @ BTS SkyTrain  ฉลองเทศกาลตรุษจีน สานความสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

โซไซตี้ : Happy Chinese New Year @ BTS SkyTrain ฉลองเทศกาลตรุษจีน สานความสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ณ รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กรุ๊ปฯ ร่วมกันเปิดงาน “Happy Chinese New Year @ BTS SkyTrain” โดยมี เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มดิสทริค ต้อนรับ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือกัน ระหว่างสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และบีทีเอส กรุ๊ปฯ ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อส่งเสริมการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในประเทศไทย และส่งเสริมวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ความพิเศษในปี 2567 นี้มีการปล่อยสื่อและวีดีโอ “Nihao! China” เฉลิมฉลองปีมังกร เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านสื่อโฆษณาบนสถานีและในขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม-24 กุมภาพันธ์ 2567 นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, รมว.กระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารบีทีเอส กรุ๊ปฯ ยังได้ร่วมกันแจกชุดส้มมงคลให้กับประชาชนที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพร้อมพงษ์ ซึ่งเป็นผลไม้มงคลตามความเชื่อของชาวจีนที่เปรียบเสมือนการอวยพรให้มีกินมีใช้ ตลอดทั้งปี มีความก้าวหน้าและโชคดี

หาน จื้อเฉียง เปิดเผยว่าการเฉลิมฉลองเทศกาล “วันตรุษจีน” เป็นวัฒนธรรมระดับโลกที่ริเริ่มโดยประเทศจีนและตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ทางสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เข้ามามีส่วนร่วมต่อการจัดกิจกรรมเทศกาลวันตรุษจีนในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยการร่วมมือทำงานกับทางรัฐบาลของไทย และสถาบันวัฒนธรรมต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้งานเทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่าง 2 ประเทศ และเนื่องในเทศกาลตรุษจีนที่สำคัญในปี 2567 ตรงกับนักษัตรมะโรง หรือ ปีมังกร ซึ่งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนเชื่อว่า “มังกร”เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สื่อถึงข้อความแห่งสันติภาพ ความสุข โชคดีและความหวัง กิจกรรมในครั้งนี้มีการมอบของที่ระลึก “ตุ๊กตามังกรนำโชค (Jixiang Dragon)” ซึ่งเป็นมาสคอตอย่างเป็นทางการ สำหรับการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ทั่วโลกในปี 2567 ให้กับเจ้าหน้าที่ของรถไฟฟ้าบีทีเอสและผู้โดยสาร

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กล่าวว่า เทศกาลตรุษจีนเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นพลิกโฉมการท่องเที่ยวและตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2567 ทางกระทรวงฯ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยในระหว่างวันที่ 8-16 กุมภาพันธ์ 2567 ไม่ต่ำกว่า200,000 คน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศจะอยู่ที่ 34,390 ล้านบาท สอดรับกับมาตรการยกเว้นวีซ่า หรือ วีซ่าฟรี ให้แก่นักท่องเที่ยวจีน เพื่อกระตุ้นการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนได้ร่วมลงนามความตกลงและเอกสารสำคัญ ไทย-จีน ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป นับว่าเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ 50 ปี ที่มีมาอย่างยาวนานของ 2 ประเทศดั่งคำที่ว่า ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน-จง ไท่ อี้ เจีย ชิน

ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่า “เมืองไทยปลอดภัย” มาแล้ว ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ต้องเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย และปราบปรามการเอาเปรียบหลอกลวงนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวว่า ขออวยพรพี่น้องชาวจีนและพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีนให้มีความสุข สมหวัง และสมปรารถนาในเทศกาลวันตรุษจีนและเชื่อว่ามาตรการฟรีวีซ่าระหว่างไทยและจีนจะทำให้เกิดการเดินทางไปมาหาสู่ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่าง 2 ประเทศ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์, ศาสนาและประเพณี ขณะเดียวกันอยากเชิญชวนให้ชาวจีนได้ชมและสัมผัสกับหนังไทยหลายๆ เรื่องที่พยายามสะท้อนวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ความเชื่อ ความสวยงามและความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยวไทย เชิญชวนให้มาตามรอยหรือมาสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ในเมืองไทย เหมือนกับความรู้สึกของคนไทยที่อยากไปตามรอยภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ต่างๆ ที่ได้ดูในหนังจีน และอยากให้ไทยเป็นหมุดหมายในการถ่ายทำภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ มากยิ่งขึ้น

ด้าน คีรี กาญจนพาสน์ ระบุว่า ขอชื่นชมรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยที่ได้บรรลุข้อตกลงฟรีวีซ่า ให้แก่กันและกันซึ่งมีความสำคัญที่จะทำให้คนจีนและคนไทยมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่คาดว่าจะมีคนจีนเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าตรุษจีนปีนี้มีคนจีนเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนไทยได้รับทราบและด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยของรถไฟฟ้าบีทีเอส ขอให้มั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยและโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสจะได้รับความสะดวกและปลอดภัยตลอดการเดินทาง อีกทั้งในช่วงก่อนหน้านี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสได้ร่วมกับแรบบิท เปิดบริการรับชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสผ่านแอปพลิเคชั่น WeChat Pay เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสได้เป็นอย่างมาก และยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐบาลในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น สำหรับผมตรุษจีน คือ วันที่เด็กได้อั่งเปา และผู้ใหญ่ได้พักผ่อนเฉลิมฉลองกับครอบครัวด้วยความสุขอย่างเต็มที่ ขออวยพรให้ทุกท่านมีแต่ความร่ำรวยและมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป

โซไซตี้ : น้องๆ ชวนเดิน-วิ่งการกุศล ‘วิ่งสนุกปลูกปัญญา ครั้งที่ 2’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784889

โซไซตี้ : น้องๆ ชวนเดิน-วิ่งการกุศล ‘วิ่งสนุกปลูกปัญญา ครั้งที่ 2’

โซไซตี้ : น้องๆ ชวนเดิน-วิ่งการกุศล ‘วิ่งสนุกปลูกปัญญา ครั้งที่ 2’

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์จัดแถลงข่าวงาน เดิน-วิ่งการกุศล “2nd RUN FUN FUND 2024” วิ่งสนุกปลูกปัญญา ครั้งที่ 2 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย และผู้มีจิตศรัทธาได้มีส่วนร่วมในการให้โอกาสคนพิการทางสติปัญญาสามารถพัฒนาฝึกทักษะจนพึ่งพาช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม และเพื่อหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ โดยมี ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิฯ วีรพงศ์ เกษดำรงพาณิชย์ประธานจัดงาน ดร.ประจักษ์ แสงสว่าง รองประธานมูลนิธิฯ ดร.เบญจมาภรณ์ คุณะรังษีประธานฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศสุดจิตร์ ลือเกียรติอนันต์ เลขาธิการและรองประธานสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทยร่วมแถลงข่าวพร้อมด้วยศิลปิน ดารา และเซเลบฯ ณ ชั้น 7 ห้องประชุมหทัยนเรศวร์ สำนักงานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ ถนนเพชรบุรี

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิฯเปิดเผยว่า มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรสาธารณกุศล ก่อตั้งเมื่อปี 2505 โดยให้บริการแก่คนพิการทางสติปัญญาเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพในด้านต่างๆ จัดสวัสดิการและฝึกอาชีพจนสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ให้บริการทั่วทุกภาคทั้งหมด 11 แห่ง ตั้งอยู่ส่วนกลาง 6 แห่ง ส่วนภูมิภาค 5 แห่ง และกำลังจัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง คือ จังหวัดพิษณุโลก สระบุรี และปัตตานี ในส่วนของจังหวัดปัตตานีนั้นเน้นให้บริการคนพิการทางสติปัญญาที่นับถือศาสนาอิสลาม และโดยรวมสามารถรองรับผู้พิการทางสติปัญญาทุกระดับวัยและทุกระดับความพิการได้จำนวน 800-900 คน นอกจากนั้น ได้ขยายการบริการลงสู่ชุมชนจัดอบรมให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองและอาสาสมัครในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศพร้อมทั้งจัดหาสวัสดิการให้แก่ผู้มีฐานะยากจนทั้งประจำและครั้งคราวปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ราย การดำเนินงานของมูลนิธิฯ นับได้ว่าช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐและสังคมได้เป็นอย่างมาก ทุนในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ อาศัยจากการรับบริจาคเป็นส่วนใหญ่ ในแต่ละปีจะใช้งบประมาณจำนวนกว่า 60 ล้านบาท ดังนั้น คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงจัดกิจกรรม เดิน-วิ่งการกุศล วิ่งสนุกปลูกปัญญา ครั้งที่ 2 2nd RUN FUN FUND 2024 ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 05.30 น. ณ สวนพุทธมณฑล ศาลายา”

การแข่งขัน เดิน-วิ่งการกุศล วิ่งสนุกปลูกปัญญา ครั้งที่ 2 2nd RUN FUN FUND 2024 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศทั้งประเภทชายและหญิง โดยแบ่งเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร จึงขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี หมายเลข 02-2150781-5 หรือสมัครออนไลน์ได้ที่ www.fanaticrun.com

โซไซตี้ : LPN ร่วมกับ CEA เปิดพื้นที่สร้างประสบการณ์ความน่าอยู่ อบอุ่นหัวใจไปกับ Exhibition โดยศิลปิน เตยยี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783411

โซไซตี้ : LPN ร่วมกับ CEA เปิดพื้นที่สร้างประสบการณ์ความน่าอยู่  อบอุ่นหัวใจไปกับ Exhibition โดยศิลปิน เตยยี่

โซไซตี้ : LPN ร่วมกับ CEA เปิดพื้นที่สร้างประสบการณ์ความน่าอยู่ อบอุ่นหัวใจไปกับ Exhibition โดยศิลปิน เตยยี่

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาที่พักอาศัยคุณภาพที่มาพร้อมกับความน่าอยู่ในทุกมิติ เพื่อยกระดับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดมามากกว่า 35 ปีพร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัย“Livable Living Experience” ให้เป็นบ้านที่ “น่าอยู่” สำหรับทุกคน ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA สนับสนุนงาน “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567” หรือ “Bangkok Design Week 2024”(BKKDW2024) ภายใต้ธีม “Livable Scape คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี” ที่ตรงกับแนวคิด LPN ในเรื่องความ “น่าอยู่” ซึ่งการสนับสนุนงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนออกมามีส่วนร่วมทำสิ่งเล็กๆ รอบตัว เพื่อช่วยให้กรุงเทพฯ เป็น“เมืองที่น่าอยู่” “น่าลงทุน” “น่าเที่ยว” อีกทั้ง ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ มาแสดงผลงานอีกด้วย

มนพัทธ์ ศุภกิจจานุสันติ์ Head of Brand Development กล่าวว่า LPN ในฐานะผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพมาตลอด 34 ปี และกำลังเข้าสู่ปีที่ 35 ยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย ตั้งแต่ความพิถีพิถันในการออกแบบพื้นที่ให้อยู่ได้จริง ก่อให้เกิด“Livable Living Experience” ให้เป็นบ้านที่“น่าอยู่” กับทุกคนทุกเจเนอเรชั่นมาพร้อมกับดีไซน์ที่ทันสมัย บ่งบอกความเป็นตัวเองที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียด และเป็นที่ที่สามารถแชร์ประสบการณ์ความสุขร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย จึงเป็นไอเดียที่ต้องการสื่อสารให้บุคคลทั่วไปและคนรุ่นใหม่เข้าใจพร้อมเข้าถึงได้ง่าย ผ่านรูปแบบ Livable Scape ที่ร่วมกับทาง CEA และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีการสอดแทรกแกนหลัก “5C” ที่เป็นองค์ประกอบหลักในการพัฒนาโครงการของ LPN เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบที่ตอบรับกับความน่าอยู่ของทุกคนและตลอดไป ประกอบไปด้วยComfort = การอยู่อาศัยที่สบายกาย สบายใจ, Convenience = ความสะดวกในการเดินทางเพื่อการอยู่อาศัย, Care for well-being = สุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ ,Care the planet = ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกที่น่าอยู่มากขึ้น,Community & Social = ให้ความสำคัญกับสังคมที่น่าอยู่

ในปีนี้ LPN ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโปรแกรม Experience Scape ร่วมกับศูนย์มิตรเมือง (Urban Ally) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็น District Host ของย่านพระนคร โดยมีชื่องานเทศกาลของย่านพระนครว่า “มิตรบำรุงเมืองLIVE” ภายใต้แนวคิด Everyday-lifeFestival แสดงถึงแนวคิดการใช้งานเทศกาลนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์พื้นที่ที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปของชาวย่านเมืองเก่าให้ได้รับประสบการณ์ในการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ใหม่และใช้งานเพื่อเป็นพื้นที่ทางสังคมได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยความมุ่งหวังให้เทศกาลงานออกแบบฯ สามารถจุดประกายการพัฒนาพื้นที่เมืองและคุณภาพความเป็นอยู่ของชาวย่านเมืองเก่าพระนคร และส่งผลต่อเศรษฐกิจของชุมชนจากการมาเยือนของผู้คนที่หลากหลายต่อยอดสู่การพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์พระนครในอนาคตที่มีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่เป็นไฮไลท์ในแต่ละพื้นที่ย่านพระนคร ได้แก่ ประปาแม้นศรี (Center Hub) คอนเซ็ปท์ Back to the Past โดย Kor.Bor.Vor งาน Projection Mapping ที่พูดถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแทงค์ อยู่ในสถานที่ที่ผ่านเรื่องราวมายาวนานและถึงเวลาที่จะปลุกให้พวกเขาขึ้นมาเล่าความทรงจำเหล่านั้นให้พวกเรารับรู้ และ From Now to Future โดย DecideKit รูปแบบงาน Projection Mapping ที่ฉายไปที่ตัวแทงค์ แสดงถึงการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง พร้อมแบ่งปันเรื่องราว เปิดรับสิ่งใหม่ และเรียนรู้โลกใบนี้อีกครั้ง กลั่นประสบการณ์ที่สั่งสม พัฒนาแก่นในตัวเราให้ดีขึ้นแกร่งขึ้นอย่างยั่งยืน, ป้อมมหากาฬ คอนเซ็ปต์ Join (joy) together โดย The Motion House และ From Object To Studio Projection Mappingนำงานศิลปะของศิลปินท้องถิ่นไปโปรเจกท์บนตัวอาคารและสร้างภาพลวง ตามหัวข้อ“Living in a Color” การทำให้สถานที่ให้สวยงามและน่าสนใจ สร้างโซนแยกต่างๆ ในพื้นที่เพื่อให้ผู้ร่วมงานมีโอกาสสัมผัสสีและการสร้างสรรค์, ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร คอนเซ็ปต์ Night Blooming โดย Yimsamer ปรับเปลี่ยนพื้นที่ราชการให้เป็นพื้นที่พลเมืองในเวลานอกราชการ สวนรมณีนาถ คอนเซ็ปต์ Call Me Susan โดย Yellaban Creative Media Studio คือการทดลองเพิ่มพื้นที่และสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมดั้งเดิมกับผู้คนในรูปแบบใหม่นอกจากนี้ ภายในบริเวณพื้นที่ประปาแม้นศรียังได้สร้างสรรค์พื้นที่ให้เป็นสถานที่สำหรับฮีลใจจากความวุ่นวาย ออกแบบโดย เตยยี่ ประภัสสร กาญจนสูตร ศิลปินผู้อยู่เป็นเพื่อนความรู้สึกและเคารพทุกอารมณ์ของผู้คนและความเชื่อว่าภาษาไทยสามารถกลายเป็นผลงานศิลปะที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้คนได้ จนได้ฉายา “ศิลปินแห่งยุค” เธอเชื่อเสมอว่างานศิลปะคำเขียนของเธอจะทำให้ผู้คนภูมิใจกับความรู้สึกและความเป็นมนุษย์ของผู้คนได้อย่างหลากหลายงานศิลปะของเธอมักจะอยู่ภายใต้ความเชื่อเพื่อให้มนุษย์ทุกคนได้พบเจอกับ “อิสรภาพทางความรู้สึก” สำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบพื้นที่ในครั้งนี้มาจากคอนเซ็ปต์ Sun ที่สะท้อนความสดใสและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าชม และ Moon แสดงถึงการส่งมอบกำลังใจในยามที่หัวใจอ่อนแอ

พบกับความพิเศษของกิจกรรมและสัมผัสกับความน่าอยู่ “Livable Living Experience” ผ่านโปรแกรม ExperienceScape ซึ่งใช้เทคนิค Mapping อาคารสถานที่สำคัญต่างๆ ในย่านพระนคร พร้อมเปิดประสบการณ์ความน่าอยู่ผ่านExhibition โดยเตยยี่ ในงาน “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567” จัดแสดงถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ติดตามข่าวสารและกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย ผ่านช่องทาง Facebook : LPN Connect

โซไซตี้ : 3 ผู้นำหญิงกับแนวคิดพัฒนาประชากร องค์กร ท้องถิ่น ไปสู่สังคมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783272

โซไซตี้ : 3 ผู้นำหญิงกับแนวคิดพัฒนาประชากร องค์กร ท้องถิ่น ไปสู่สังคมยั่งยืน

โซไซตี้ : 3 ผู้นำหญิงกับแนวคิดพัฒนาประชากร องค์กร ท้องถิ่น ไปสู่สังคมยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ผ่านมาผู้นำหญิงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในประเทศไทย ก่อนที่ ESG (Environment, Social และ Governance) เป็นที่รู้จักและยังมีโครงการด้านความยั่งยืนหลายโครงการที่นำโดยผู้หญิงในประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “ผู้นำหญิงแห่งองค์กรเพื่อความยั่งยืน” โดยมี 3 ผู้นำหญิงซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคม ได้นำแนวคิดและประสบการณ์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมเสวนาในครั้งนี้

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และประธานโครงการพัฒนาการศึกษา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นเวลาสองทศวรรษ เมื่อ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ยังเป็นที่จับตามองอยู่นั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตรัสเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนอยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ เกี่ยวกับเรื่องนี้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2515 เดิมชื่อว่า มูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีเป้าหมายในการทำการตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมราษฎร ชาวไทยภูเขา และให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ต่อมา ในปี 2528 เปลี่ยนเป็นมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่ไร้โอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการศึกษา สามารถพึ่งพาตนเอง สนใจใฝ่รู้ที่จะสร้างโอกาสให้กับชีวิต รักษ์ป่า และเข้าใจว่าคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ รวมทั้งทำงานด้านอนุรักษ์ศิลปะ ประเพณี และวัฒนธรรมล้านนา และชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆให้อยู่สืบไป ปัจจุบัน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ มูลนิธิยังคงทำงานสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จย่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ให้คนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้ปรัชญา “ปลูกป่า ปลูกคน” ช่วยให้ผู้คนดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2531 ภายในภูมิภาคสามเหลี่ยมทองคำ และได้เปลี่ยนเขตปลูกฝิ่นให้เป็นพื้นที่ปลูกป่า โดยจัดการกับปัญหาความยากจนและโอกาสที่จำกัด การค้ายาเสพติดที่มีความเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยการปลูกกาแฟแบบยั่งยืน ผู้หญิงถูกสอนให้ตัดเย็บจะได้ไม่ต้องค้าประเวณี“ถ้าท้องไม่อิ่มก็อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องการศึกษาเลย”คุณหญิงพวงร้อย กล่าวถึงปรัชญาโครงการพัฒนาดอยตุง หลังจากที่ชาวเขาเรียนรู้ที่จะหาเลี้ยงชีพ การศึกษาก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญโดยมีความพยายามมุ่งเน้นไปที่ภาษา การอ่านออกเขียนได้ และการปลูกฝังค่านิยมหลักในชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและโครงการเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวโครงการใหม่ที่ยั่งยืนมาพร้อมกับความท้าทายหลายประการ และความยากในการโน้มน้าวผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก เช่น รัฐบาล ให้รับผิดชอบต่อโครงการอย่างจริงจังและลงทุนในด้านความยั่งยืน”

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ นิสิตเก่า Sasin EMBA 1985 และประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทยกล่าวว่า “นักการเมืองชายให้ความสำคัญกับนโยบายที่จับต้องได้ เช่น การสร้างถนน ในขณะที่ผู้หญิงมักจะมองถึงผลที่ตามมาในระยะยาวของโครงการและใส่ใจสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่า ผู้หญิงมีความสามารถโดยธรรมชาติในการมองเห็นอนาคตด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ ในปี 2541 ได้ริเริ่มโครงการไทยพึ่งไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงว่างงานให้มีงานทำและสร้างอาชีพในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำในประเทศ ในฐานะนักการเมือง โครงการมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงสุขภาพและโภชนาการในชุมชนท้องถิ่น ความคิดริเริ่มประการหนึ่ง คือการส่งเสริมสุขภาพด้วยการจัดเต้นแอโรบิกขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายสถิติและได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊คของ World Records ความพยายามนี้มุ่งหวังให้ผู้คนมากกว่า 20 ล้านคนเข้าถึงได้ในทุกจังหวัด นอกจากนั้นยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของโภชนาการที่ปลอดภัย โดยสนับสนุนแนวทาง “อาหารเพื่อสุขภาพ” และยังได้ดำเนินนโยบายลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) รวมถึงมะเร็งอีกด้วย อีกแง่มุมหนึ่งของการมุ่งเน้นด้านสุขภาพ คือการพัฒนาชุดทดสอบฟอร์มาลินในปลา ซึ่งเป็นวิธีในการประเมินคุณภาพและความปลอดภัยของการบริโภคปลา และยังทำงานร่วมกับเกษตรกรโดยตรงเพื่อจัดการทำฟาร์มตามโครงการอย่างเป็นอิสระ”

ธัญญพร กฤตติยาวุฒิ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวถึง “บทบาทของธุรกิจในการขับเคลื่อนความยั่งยืน เกี่ยวกับแคมเปญForward Faster โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัย 5 ประการที่ผู้คนให้ความสำคัญ ได้แก่ ความเท่าเทียมทางเพศ มาตรการแก้ไขสภาพภูมิอากาศค่าครองชีพ การเงินและการลงทุน การปรับปรุงคุณภาพน้ำ รวมถึงความสำคัญของการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการมีส่วนร่วมขององค์กรพร้อมผลกระทบที่วัดผลได้ นอกจากนี้ได้เน้นย้ำว่าความยั่งยืนในฐานะองค์กรธุรกิจไม่ควรพิจารณาเฉพาะความน่าดึงดูดใจของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันการสิ้นเปลืองและลดต้นทุนให้เหลือน้อยที่สุด”

เมื่อกล่าวถึงโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืน คุณหญิงพวงร้อยให้คำแนะนำว่า “แนวทางเดียวสำหรับทุกคนไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ทุกคนได้” คุณหญิงสุดารัตน์ยังสนับสนุนให้เน้นเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาทักษะ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักจัดลำดับความสำคัญในการจัดเตรียมทักษะที่จำเป็นสำหรับ
การพึ่งพาตนเองให้กับบุคคล เธอเน้นว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้โดยการแจกเงินเท่านั้น ถ้าไม่มีเครื่องมือหรือทักษะ เมื่อเงินหมด ทุกอย่างก็จะหมดไป” ธัญญาภรณ์กล่าวเสริมว่า “การพึ่งพานักลงทุนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้รัฐบาลไม่ยั่งยืน”

ข้อมูลเชิงลึกเน้นถึงความสำคัญของแนวทางที่ปรับเปลี่ยนและมุ่งเน้นทักษะในการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปจนถึงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและความรับผิดชอบขององค์กร ประสบการณ์และความคิดริเริ่มแนวทางแบบองค์รวมที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืน

โซไซตี้ : เปิดโครงการ ‘สร้างอาชีพ ปั้นบาริสต้ากับกาแฟพันธุ์ไทย’ มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782018

โซไซตี้ : เปิดโครงการ ‘สร้างอาชีพ ปั้นบาริสต้ากับกาแฟพันธุ์ไทย’  มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

โซไซตี้ : เปิดโครงการ ‘สร้างอาชีพ ปั้นบาริสต้ากับกาแฟพันธุ์ไทย’ มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วันเด็กแห่งชาติของทุกปี ในขณะที่เด็กๆ ทั่วไป ตั้งตารอฉลองกิจกรรมวันเด็ก ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวอย่างสนุกสนาน ยังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนหนึ่งที่รอคอยด้วยความหวังว่าจะได้กลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัวและดำเนินชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG นำโดย สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี นำโดย ชุติเดช ศิริมงคล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรีในโครงการ “สร้างอาชีพปั้นบาริสต้ากับกาแฟพันธุ์ไทย” เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลฯ ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ พร้อมเรียนรู้ ฝึกฝน รับผิดชอบและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในการประกอบอาชีพในธุรกิจร้านกาแฟ เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในครอบครัว สังคม ได้อย่างปกติสุขและไม่ก่อให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ โดยพิธีลงนามจัดขึ้น ณ ห้องประชุมเฟื่องฟ้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี อ.เมือง จ.ชลบุรี

ชุติเดช ศิริมงคล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า “จากภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ซึ่งเยาวชนส่วนหนึ่งไม่สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดการกระทำที่ผิดไปจากกฎหมายบัญญัติหรือกติกาของสังคม ในขณะเดียวกันช่วงวัยรุ่นก็เป็นช่วงวัยที่สามารถดูแลตนเองได้ดีและมีความรับผิดชอบมากขึ้น พร้อมเข้าสู่สังคมของการทำงาน ดังนั้น การสร้างความมั่นคงด้านความเป็นอยู่ให้กับเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือเป็นวิธีการแก้ไข บำบัดและฟื้นฟูอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนได้อย่างยั่งยืน”

อีกทั้งในปัจจุบันธุรกิจร้านกาแฟ เป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย การดื่มชา กาแฟ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งในสถานที่ราชการ สถานที่ทำงานต่างๆ อาชีพบาริสต้าจึงเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงในท้องตลาด อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นและการฝึกฝนทักษะเพื่อให้สามารถก้าวสู่การเป็นบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญได้ ต้องขอขอบคุณ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) สำหรับความร่วมมือในการร่วมเป็นเครือข่ายในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกฝนทักษะการประกอบอาชีพและสามารถไปหาเลี้ยงชีพได้แม้ว่าจะออกจากกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว”

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของพีทีจี ที่อยากเห็นคนไทย “อยู่ดีมีสุข” ซึ่งนอกเหนือจากการสนับสนุนเกษตรกรไทยแล้วในด้านการศึกษายังได้พัฒนาโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องทั้งการมอบพื้นที่การเรียนรู้ให้แก่นิสิต นักศึกษา ระดับอุดมศึกษาได้ทดลองลงสนามปฏิบัติงานจริงและเตรียมความพร้อมสู่การบริหารธุรกิจในอนาคต และโครงการที่จะเปิดประสบการณ์นอกห้องเรียนให้แก่นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้และทักษะอาชีพผ่านรุ่นพี่บาริสต้ากาแฟพันธุ์ไทย เพื่อให้เด็กๆ ได้ทดลองฝึกฝนทักษะและค้นพบศักยภาพในตนเอง”

“ความร่วมมือระหว่าง พีทีจี กับ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรีในครั้งนี้เป็นอีกก้าวครั้งสำคัญที่ได้ร่วมกันมอบโอกาสให้เด็กและเยาวชน เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยร่วมกันจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีพบาริสต้า ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี เพื่อมอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลฯ และผ่านการคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี ได้เรียนรู้ ฝึกฝน ทักษะการประกอบอาชีพบาริสต้า ผ่านการปฏิบัติงานจริง สามารถก้าวสู่การเป็นบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตเพื่อเป็นการบำบัดและฟื้นฟูเยาวชนอย่างครบวงจร ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข” สุขวสา กล่าวเสริม

โซไซตี้ : สธ. ร่วมกับ สปสช. เครือข่าย EACC และ GSK เสวนาการบริหารนโยบายสุขภาพโดยเน้นคุณค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780544

โซไซตี้ : สธ. ร่วมกับ สปสช. เครือข่าย EACC และ GSK  เสวนาการบริหารนโยบายสุขภาพโดยเน้นคุณค่า

โซไซตี้ : สธ. ร่วมกับ สปสช. เครือข่าย EACC และ GSK เสวนาการบริหารนโยบายสุขภาพโดยเน้นคุณค่า

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุข โดย คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข (Service Plan) สาขาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และสาขาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่าย (Easy Asthma and COPD Clinic หรือ EACC) และ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) จัดการประชุมเสวนาในหัวข้อ “การบริหารนโยบายสุขภาพโดยเน้นคุณค่า สำหรับโรคปอดอุดกั้นและโรคหืด” เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทย โดยพัฒนากระบวนการบริหารจัดการคลินิกคุณภาพให้ประชาชนได้เข้าถึงการดูแลรักษาอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยถึงสถานการณ์โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในปี 2566 ที่ผ่านมาว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยด้วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้องรังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 20,000 ราย เมื่อเทียบกับข้อมูลระหว่างปี 2563-2565 ซึ่งมีประมาณ 18,000 ราย1 ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ปัญหามลภาวะ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่มีส่วนซ้ำเติม ทำให้อัตราการป่วยอัตราการกำเริบเฉียบพลัน การนอนโรงพยาบาลและเสียชีวิตด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ประเมินในช่วงต้นปี 2567 นี้ว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ยังคงน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัญหาหมอกควันข้ามแดน เผาป่า ฯลฯ จึงได้ร่วมมือ
กับภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่ายในการขับเคลื่อนการบริหารนโยบายสุขภาพโดยเน้นคุณค่าจากทุกภาคส่วนเชิงรุก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการคลินิกคุณภาพสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ลดอัตราอาการกำเริบเฉียบพลันรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการคลินิกให้มีมาตรฐาน ยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็ง

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า นอกจาก สปสช. มุ่งเน้นการขยายเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้สะดวก และขยายสิทธิประโยชน์ในการรักษาแล้ว ยังมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยบริการในระดับปฐมภูมิ มีการพัฒนาคุณภาพการให้บริการต่อเนื่อง ผ่านการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีมาตรฐาน สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยในโรคระบบทางเดินหายใจ อย่างโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืดได้ ซึ่งช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและลดความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจต่อไป

นพ.สุรชัย โชคครรชิตชัย ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (ServicePlan) สาขาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กล่าวว่า คณะกรรมการService Plan กระทรวงสาธารณสุข เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้บริการคลินิกคุณภาพโดยเน้นคุณค่า (Value-Base Healthcare)มีจุดเด่นคือการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีมาตรฐานระดับสากล สามารถดำเนินการได้ง่าย แม้เป็นหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ และแม้ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางก็สามารถให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และนักกายภาพบำบัด เพื่อลดโอกาสอาการกำเริบรุนแรง ให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงคลินิกคุณภาพอย่างทั่วถึงและได้รับการดูแลที่เหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของไทยในระยะยาว

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ในฐานะประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่าย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ถึงปัจจุบันมีเครือข่าย EACC กว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ นับเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการคลินิกคุณภาพเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการของคลินิกคุณภาพกว่า 350,000 คนโดยได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐานและใช้ยาได้ถูกวิธี ทั้งนี้ ผู้ป่วยกว่า 2 ใน 3 สามารถควบคุมโรคได้ และเกือบ 1 ใน 3 สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป

มาเรีย คริสติช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK กล่าวว่า GSK ในฐานะบริษัท Biophama มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Ahead Together”นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนความสามารถของบุคลากร ทุ่มเทพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพให้ก้าวล้ำนำโรคต่างๆและให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง GSK ได้สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่ตอบโจทย์ประชาชน เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในการรักษาผู้ป่วยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด้านระบบทางเดินหายใจ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้กำหนดพันธกิจร่วมกันในแผนพัฒนาประจำปีงบประมาณ 2567 ดังนี้ จัดให้มี COPD & Asthma Clinic ครอบคลุมโรงพยาบาลทุกระดับตามศักยภาพของแต่ละแห่ง,ให้ทุกโรงพยาบาลจัดระบบการบริการ COPD & Asthma Clinic ตามแนวทางของ Service Delivery,มีการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงาน โดยคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพทั้งในระดับประเทศเขตสุขภาพและจังหวัดอย่างต่อเนื่องและมีการนำข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขมาใช้ในการประเมิน ติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โซไซตี้ : มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780392

โซไซตี้ : มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ  มอบของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567

โซไซตี้ : มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567

วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานกรรมการมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และคณะกรรมการมูลนิธิฯคุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์, ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานฝ่ายจัดทำดอกไม้ และ ดร.พรเพ็ญ เกยานนท์ รองประธานฝ่ายสถาบันการศึกษาและฝึกอาชีพ ร่วมกันมอบขนม เครื่องเขียน ผ้าขนหนู นม UHT และตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567 ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้การสนับสนุนแก่มูลนิธิฯ เพื่อนำไปแจกแก่เด็กๆ ซึ่งเป็นบุตรทหารผ่านศึกและบุตรของกำลังพลในหน่วยงานราชการ จำนวน 13 หน่วย รวมจำนวน 3,490 ชุด โดยมี พลเอกเดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ นพ.สง่า พินิจพิชิตกุลผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึกเข้ารับมอบของขวัญเพื่อนำไปมอบให้แก่บุตร-ธิดา ทหารผ่านศึกที่อยู่ในความดูแลขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ณ ที่ทำการมูลนิธิฯ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โซไซตี้ : ‘ทิวลิป’ คว้ารางวัลใหญ่ส่งท้ายปี ‘Superbrands Thailand 2023’ ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ ครองใจผู้บริโภคยาวนานกว่า 48 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778098

โซไซตี้ : ‘ทิวลิป’ คว้ารางวัลใหญ่ส่งท้ายปี ‘Superbrands Thailand 2023’ ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ ครองใจผู้บริโภคยาวนานกว่า 48 ปี

โซไซตี้ : ‘ทิวลิป’ คว้ารางวัลใหญ่ส่งท้ายปี ‘Superbrands Thailand 2023’ ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ ครองใจผู้บริโภคยาวนานกว่า 48 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้บริหารทิวลิปร่วมกันยินดีกับความสำเร็จ

แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิป รับรางวัลใหญ่ส่งท้ายปี “สุดยอดแบรนด์ชุดเครื่องนอน” หรือ “ซูเปอร์แบรนด์ไทยแลนด์ 2566” จากเวที Superbrands Thailand 2023 ร่วมกับสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งสิ้น 25 แบรนด์ โดยทิวลิปได้รับรางวัลนี้เป็นปีแรก ถือเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของแบรนด์ เนื่องจากรางวัลดังกล่าว ตัดสินจากผลคะแนนโหวตของผู้บริโภคทั่วประเทศ 15,000 คน ผ่านเกณฑ์ในการคัดเลือก ได้แก่ Brand Quality (คุณภาพของแบรนด์) Brand Affinity (ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค) และ Brand Personality (เอกลักษณ์ของแบรนด์) ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จในฐานะแบรนด์ชุดเครื่องนอนที่ผู้บริโภคไว้วางใจและครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า 48 ปี

เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย รองประธานบริหาร บริษัท ที แอล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดเครื่องนอนทิวลิป กล่าวว่า “ทิวลิปได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในปี ค.ศ.1975 เริ่มต้นผลิตสินค้า มุ้งกันยุง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ในอาคารพาณิชย์ห้องเดียว จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 48 ปี ทิวลิปได้ขยายฐานการผลิตสู่โรงงานที่ได้มาตรฐานหลายแห่งและศูนย์กระจายสินค้าพร้อมพนักงานมากกว่า 1,000 คนเรามุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ ประณีตและใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด โดย Brand Values หรือคุณค่าของตราสินค้า มี 3 ประการด้วยกัน คือ มุ่งมั่นรักษาคุณภาพสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ, มุ่งมั่นสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ด้านสุขภาพ เช่น ชุดเครื่องนอนกันไรฝุ่น แบคทีเรียและเชื้อรา, มุ่งมั่นในการมอบบริการที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค เช่น สามารถสั่งผลิตตามขนาดที่ผู้บริโภคต้องการได้ รวมถึงการรับประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างดีที่สุด”

แม้ว่าชุดเครื่องนอนทิวลิปจะมีลวดลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ที่หลากหลายอยู่แล้ว แต่แบรนด์ก็ไม่หยุดสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด โดยมีการจดลิขสิทธิ์ (licensing) กับ Character ชั้นนำระดับโลกมาเป็นระยะเวลามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็น Disney, Universal Studio, Sanrio, San-X ซึ่งทำให้บริษัทเจาะกลุ่มตลาดเด็ก วัยรุ่น และผู้ที่ชื่นชอบ Characterเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัย ผู้บริหารทิวลิป เผยความภูมิใจที่แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิปรับรางวัลใหญ่ส่งท้ายปี

นอกจากลวดลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ระดับโลกแล้ว แบรนด์ทิวลิปยังสร้างสรรค์ผลงาน Character ร่วมกับศิลปินไทยด้วย ได้แก่ หมาจ๋า(Dogplease) ซึ่งเริ่มต้นคอลแลปกับแบรนด์ทิวลิปมาตั้งแต่ปลายปี 2018 ในการออกแบบลายผ้าห่มการกุศลในแคมเปญ “ทิวลิปให้ไออุ่น” โดยผ้าห่มทิวลิปลายหมาจ๋าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 543,000 บาทถูกนำไปมอบให้กับมูลนิธิ เดอะวอยซ์ (เสียงของเรา)โดย เก๋-ชลลดา เมฆราตรี เพื่อช่วยเหลือสุนัขพิการและบาดเจ็บ หลังจากนั้นชุดเครื่องนอนทิวลิปก็ทำงานร่วมกับศิลปินคนไทย นัด หมาจ๋า หรือ ณัฐวีร์ลิมปนิลชาติ เจ้าของเพจ “หมาจ๋า” มาโดยตลอดเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว และก็ยังมีศิลปินไทยท่านอื่นๆ เช่น ทูนหัวของบ่าว (Kingdom of tigers) ที่ออกแบบลวดลายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงหมาแมว (pet lover)Jaytherabbit ไอดอลของสาวโสด เป็นต้น

ผู้บริหารแบรนด์ทิวลิป ยังกล่าวถึงหลักในการผลิตสินค้า ที่ปัจจุบันคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ผ่านกลไก 3 R ได้แก่ Reduce ลดการสร้างขยะ ได้แก่ ลดการใช้วัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงลดการใช้ถุงพลาสติก Reuse คือการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือใช้ซ้ำทั้งในกระบวนการผลิตชุดเครื่องนอนและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ภายในสำนักงาน ส่วน Recycle มีการนำเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิต มาสร้างสิ่งใหม่ที่มีประโยชน์ เช่น นำเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิตผ้าปูที่นอน มาทำเป็นถุงผ้าเพื่อใช้แทนถุงพลาสติก เป็นต้น รวมถึงร่วมปลูกป่าชายเลนสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนรอบโรงงาน และการมอบเงินบริจาคในโครงการ CSR ต่างๆ เช่น แคมเปญทิวลิปให้ไออุ่น

สำหรับรางวัลซูเปอร์แบรนด์ที่ได้รับในปีนี้นั้น ถือเป็นแรงผลักดันให้ทิวลิปมุ่งมั่นพัฒนาและก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยชุดเครื่องนอนทิวลิป ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มคุณภาพสินค้า เช่น ที่นอนทิวลิป รุ่นใหม่ล่าสุด NEW YORK ที่ทันสมัยด้วยระบบพ็อกเก็ตสปริงสุญญากาศเสริมด้วยยางพาราแท้จากธรรมชาติ มาในรูปแบบกล่อง ขนย้ายสะดวก หนาถึง 9 นิ้ว รับประกัน 10 ปี เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 500 แห่ง ส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศกว่า 22 ประเทศทั่วโลกและเพิ่มช่องทางจำหน่ายในสื่อออนไลน์ทุกช่องทางเว็บไซต์ https://www.tulip.co.th/ Facebook Shopee Lazada Tiktok เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิป รับรางวัลจากเวที Superbrands Thailand 2023 ร่วมกับสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวม 25 แบรนด์

แบรนด์ชุดเครื่องนอนทิวลิป รับรางวัลจากเวที Superbrands Thailand 2023 ร่วมกับสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวม 25 แบรนด์

“ทิวลิป” คว้ารางวัลใหญ่ “Superbrands Thailand 2023”

“ทิวลิป” คว้ารางวัลใหญ่ “Superbrands Thailand 2023”

โซไซตี้ : โครงการสร้างนักลงทุนคุณภาพ ‘The Stock Master’ หลักทรัพย์บัวหลวง ประสบความสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776869

โซไซตี้ : โครงการสร้างนักลงทุนคุณภาพ ‘The Stock Master’  หลักทรัพย์บัวหลวง ประสบความสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 12

โซไซตี้ : โครงการสร้างนักลงทุนคุณภาพ ‘The Stock Master’ หลักทรัพย์บัวหลวง ประสบความสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 12

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นเวลายาวนานกว่า 12 ปีแล้วที่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการสร้างนักลงทุนคุณภาพออกสู่สังคมการลงทุน ผ่าน “โครงการ The Stock Master” คอร์สเรียนรู้การลงทุนแบบ “รู้จริงกับสนามจริง” ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ของบริษัทพร้อมด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษมาร่วมให้ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนในหลากหลายมิติ สอนกันตั้งแต่เริ่มวางแผนการเงินการลงทุน, การวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วยหลักการทางพื้นฐานและกราฟเทคนิค รวมไปถึงแนะนำเครื่องมือการลงทุนออนไลน์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งคลังความรู้ที่จะช่วยสนับสนุนทุกก้าวสำคัญของการลงทุนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการและคิดค้นหลักสูตรการเรียนรู้ กล่าวว่า โครงการ The Stock Master ประกบคู่อยู่กับผู้ลงทุนมายาวนาน 12 ปี ในแต่ละปีก็จะออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ให้มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งในทุกๆ ปี โครงการนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี เพราะเนื้อหาการเรียนรู้ที่ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของเราออกแบบมานั้นมีความหลากหลายครอบคลุมทุกเทรนด์การลงทุนหลักของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต ถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของโครงการนี้

“หลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจในการออมและการลงทุนมากขึ้น มองหาโครงการเรียนรู้ด้านการลงทุนดีๆ ที่สามารถย่อยเรื่องการลงทุนที่มีความซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้นซึ่งโครงการนี้ถือว่าตอบโจทย์เรื่องนี้เป็นอย่างดี สะท้อนผ่านกระแสตอบรับที่ดีจากยอดสมัครเข้าร่วมโครงการ เราอยากให้โครงการ The Stock Master เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมผลักดันให้ความรู้ด้านการลงทุนอย่างถูกต้องกับผู้ลงทุนทุกคนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้กับชีวิต” บรรณรงค์ กล่าว

ความพิเศษในปีที่ 12 นี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนตั้งใจออกแบบหลักสูตรมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนในปัจจุบันที่ให้ความสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นไทยควบคู่กับตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้นต่างประเทศทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อกระจายการลงทุนและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งในปีนี้เราอัดแน่นเนื้อหาการเรียนรู้แบบจัดเต็มถึง 4 คลาสทุกวันเสาร์ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2566ที่ผ่านมา สอนโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากประสบการณ์ของหลักทรัพยบัวหลวงนำทีมโดย ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ และแขกรับเชิญพิเศษ

“เนื้อหาการเรียนรู้ที่มีความเข้มข้นตลอดทั้งโครงการ ทำให้ทุกคลาสมีความคึกคัก สะท้อนผ่านคำถามที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องสองคลาสแรกดูจะเป็นเรื่องที่ผู้เข้าร่วมโครงการให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะทีมกูรูเริ่มสอนตั้งแต่ปูพื้นฐานด้านการลงทุนทั้งในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศ เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในเรื่องของเวลาทำการของทั้งสองตลาด พร้อมแนะนำวิธีเริ่มต้นลงทุนที่ถูกต้องก่อนเข้าสู่สนามจริง วิเคราะห์เทรนด์แต่ละตลาดแบบเน้นๆ ยิ่งช่วงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษอย่าง Workshop สอน Screen หุ้นถูกง่าย ๆ ด้วย Streaming และ Workshop สอนจับจังหวะเทรดด้วย Technical Analysis พร้อมดูกราฟหุ้น ยิ่งได้รับความสนใจ เพราะผู้เข้าร่วมโครงการได้ฝึกฝนและนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเนื้อหาที่เหล่ากูรูขนมานั้นบอกว่าหาฟังไม่ได้ง่ายๆ จากที่ไหน หลายๆ เรื่องออกแบบมาโดยเฉพาะที่โครงการนี้ ที่สำคัญหลายประเด็นคำถามที่ผู้ลงทุนสงสัย ทีมกูรูก็ตอบกันสดๆ ไม่มีกั๊กเช่น เรื่องภาษีการลงทุนหุ้นต่างประเทศ, เครื่องมือการลงทุนออนไลน์, เทคนิควิเคราะห์การลงทุนใน DRรวมถึงคำถามยอดฮิตที่เข้ากับสถานการณ์ตลาดหุ้นในตอนนี้ เช่น ช่วงนี้มีแต่ขาดทุนติดดอยมานานแก้พอร์ตอย่างไรดี และทำอย่างไรถึงจะไม่ติดหุ้น ต้องบอกว่าทุกคำถามเรื่องการลงทุนหาคำตอบได้จากโครงการนี้ที่มีกูรูมืออาชีพมาคอยให้คำปรึกษาเพื่อให้การลงทุนของทุกท่านเติบโตอย่างยั่งยืน” บรรณรงค์ กล่าว

หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการเป็นผู้นำการเรียนรู้ด้านการลงทุน มีความตั้งใจที่จะจัดโครงการ The Stock Masterอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงินและการลงทุนให้กับผู้ลงทุนได้มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยในแต่ละปีนอกจากจะออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ให้มีความแตกต่างกันออกไปแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราจะคอยมาอัปเดตเครื่องมือลงทุนออนไลน์ใหม่ๆ เพื่อเข้ามาช่วยให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและให้ได้ก้าวทันเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถลงทุนได้อย่างแม่นยำอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนทั่วไปและลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถติดตามแหล่งความรู้และกิจกรรมให้ความรู้ด้านการลงทุนกับหลักทรัพย์บัวหลวง ได้ผ่านแอปพลิเคชั่น WealthConnex ดาวน์โหลดได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือ iOS และ Android หรือเข้าใช้งานผ่าน www.bualuang.co.th/wconnex