โซไซตี้ : DMT เดินหน้าองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774231

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย  ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พนักงานกู้ภัยกับรถทดสอบปฏิบัติการไฟฟ้า

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2021 บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ได้บูรณาการโครงสร้างองค์กรและจัดตั้งคณะทำงาน 3Rs ขึ้นมาขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลงานปรากฏเป็นที่ประจักษ์มากมาย ทั้งได้รับใบประกาศรับรอง ISO14001 ประกาศรับรองการแสดงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization) ผ่านการประเมินสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับ “ดีเยี่ยม” และได้รับการประเมิน “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” ระดับ “A” ซึ่งรางวัลเหล่านี้เป็นการการันตีได้ว่า หมุดหมายสำคัญลำดับต่อไปขององค์กร เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกร้อยละ 30 ภายในปี 2024 และเป้าหมายองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 คงทำได้ไม่ยาก

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ หัวเรือใหญ่ขององค์กรเล่าว่า กว่า 35 ปีที่ DMT อยู่คู่กับคนไทย เราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน ซึ่งเราได้ผสานแนวคิดเรื่ององค์กร ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนไว้ในทุกกระบวนการทำงาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรและการส่งมอบคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้จำกัดหน้าที่เฉพาะฝ่ายที่ดูแลกิจกรรมเพื่อสังคัม (CSR) เท่านั้น เพราะเราบูรณาการคณะทำงานจากหลายๆ ฝ่ายรวมเข้าด้วยกันทำให้กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ วัดผลได้ทั้งทางหลักวิทยาศาสตร์ (Science-BasedTargets : SBT) และเศรษฐศาสตร์ (Economic Outcome)”

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย

อโนมา อุฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติม ถึงแผนงานลดก๊าซเรือนกระจกในสายงานปฏิบัติการว่าแผนงานติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop)ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารด่านเก็บค่าผ่านทางทั้ง 9 ด่านจะแล้วเสร็จช่วงพฤษภาคม 2024 ซึ่งเราประมาณการว่าเมื่อติดตั้งครบทั้งระบบจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยร้อยละ 30 เทียบเท่าลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 348 ตันคาร์บอนไดออกไซด์(TonCO2e) ต่อปีและอีกโครงการที่ DMT ริเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาดคือนำแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่สำรองไฟติดตั้งไว้กับรถปฏิบัติการงานซ่อมบำรุง สำหรับทำงานกลางคืนโดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจน ลดการสูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 450 ลิตรต่อปีเทียบเท่าลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (TonCO2e) ต่อปี

นพพล โพธิ์ขี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน เล่าเสริมว่า วิธีที่เราจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรง คือ นโยบายการเปลี่ยนยานพาหนะเป็นพลังงานไฟฟ้า 100% ได้รับการสนับสนุนรถพลังงานไฟฟ้าและข้อมูลด้านเทคนิคจาก บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) ทั้งรถบัสพลังงานไฟฟ้าและรถกระบะพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ในงานกิจกรรมและการปฏิบัติงานขององค์กร ซึ่งเมื่อรวมกับรถยนต์ผู้บริหารที่เริ่มทยอยเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ทุกคันเป็น EV100% ก็จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกทาง นอกจากนี้บริษัทยังให้การบริการและดูแลรถของผู้ใช้ทาง โดยก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Quick Charge ที่อาคารสำนักงานใหญ่ สำหรับช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่หมดบนสายทางอุตราภิมุข และภายในไตรมาสแรกของปีหน้า บริษัทจะเปิดสถานี
อัดประจุไฟฟ้าแบบ Quick Charge อีกแห่งที่ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง เพื่อให้บริการผู้ใช้ทางได้ชาร์จก่อนขึ้นบนสายทาง

DMT ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ตระหนักดีว่าทุกแผนงานของบริษัท เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิผล ล้วนเกิดจากความร่วมมืออย่างตั้งใจจริงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์สังคมของคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคนของ DMT และเราพร้อมจะเดินหน้าต่อ ให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาให้เกื้อหนุนกันอย่างรอบด้าน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในที่สุด

DMT-อบก. ได้รับรองคาร์บอน

DMT-อบก. ได้รับรองคาร์บอน

กับสถาบันพลาสติก

กับสถาบันพลาสติก

ติดตั้งแผง solar บนอาคารสำนักงานใหญ่

ติดตั้งแผง solar บนอาคารสำนักงานใหญ่

ติดตั้งแผง solar บนด่านเก็บค่าผ่านทาง

ติดตั้งแผง solar บนด่านเก็บค่าผ่านทาง

สนับสนุนพลังงานไฟฟ้า

สนับสนุนพลังงานไฟฟ้า

รถปฏิบัติการซ่อมบำรุงติด solar

รถปฏิบัติการซ่อมบำรุงติด solar

โซไซตี้ : ไทยเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ‘Engineering towards Net Zero’รวมพลังผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรทั้งไทย-เทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772889

โซไซตี้ : ไทยเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ‘Engineering towards Net Zero’รวมพลังผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรทั้งไทย-เทศ

โซไซตี้ : ไทยเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ‘Engineering towards Net Zero’รวมพลังผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรทั้งไทย-เทศ

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ระดับนานาชาติ FIDIC Asia Pacific Conference 2023 หัวข้อ “Engineering towards Net Zero”  จัดโดย สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (วปท.) งานนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ตัวแทนภาครัฐ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม และสมาชิกของ FIDIC ASIA PACIFIC หรือสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กว่า 20 ประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ฯลฯ โดยมีภาครัฐของไทยร่วมเปิดงานดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2566

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “Engineering towards Net Zero กำลังจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของทั่วโลก ให้เป็นเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือปล่อยก๊าซคาร์บอนฯต่ำ ไทยตั้งเป้าระยะสั้นในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% รัฐจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ขนส่งสาธารณะระบบรางภาคเกษตรแบบใช้น้ำน้อย สนับสนุน ClimateTechnology หรือเทคโนโลยีที่ควบคุมหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การได้รับสิทธิพิเศษเรื่อง B.O.I และภาษีต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น”

ด้าน ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่ไม่ให้คำว่า Net Zero เป็นแค่สโลแกนกทม. มีนโยบายการลดปริมาณการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รณรงค์ใช้หลอดไฟLED ที่คุณภาพดีและประหยัดไฟ ลดการใช้พลังงานในอาคาร ลดการใช้รถยนต์ ลดการสร้างขยะ รู้จักแยกขยะ กทม.จึงตั้งเป้าระยะสั้นว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี”

ชวลิต จันทรรัตน์ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความท้าทายของการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็น Net Zero คือการเปลี่ยนแนวความคิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแวดวงธุรกิจก่อสร้าง ตั้งแต่ดีไซเนอร์ วิศวกร สถาปนิก ผู้ประกอบการนักลงทุน ผู้บริโภค ให้ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้ต้นทุนการผลิตอาจสูงขึ้น 10% แต่เป็นต้นทุนที่ช่วยลดการใช้พลังงานยาวไปถึง 30 ปีข้างหน้า”

ขณะที่ นิวัฒน์ ธัญปิตินันทน์ ประธานการจัดงาน FIDIC Asia Pacific Conference 2023 กล่าวว่า “สมาชิกของ FIDIC ASIA PACIFIC หรือสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กว่า 20 ประเทศ มอบหมายให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ขึ้น เราเลือกหัวข้อ Net Zero เพราะอยากให้เห็นว่าไทยตื่นตัวเรื่องนี้หน้าที่หลักของทางสมาคมฯ คือสร้างการรับรู้ให้เจ้าของโครงการต่างๆ รับรู้ว่า การสร้างอาคารเขียวหรืออาคารรักษ์โลกเป็นสิ่งที่ควรทำ ดีต่อโครงการ และดีต่อโลกโดยรวม”

หัวข้อการสัมมนา เช่น นวัตกรรมเพื่ออาคารสีเขียวสู่ Net Zero โดย บริษัท SCG ประเทศไทย, การบำบัดน้ำเสียหนทางสู่ Net Zero โดย บริษัท ธรรมสรณ์ จัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม จำกัด ประเทศไทย, EV คือตัวช่วยให้ไทยสู่ Net Zero จริงหรือไม่ โดย บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ประเทศไทย ส่วนหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจจากประเทศอื่นๆ เช่น การถอดบทเรียนของเมืองซูวอน เกาหลีใต้ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นกลางได้สำเร็จจากความร่วมมือของชุมชน อาคาร Net Zero ในมาเลเซีย เวียดนามกับแนวทางลดคาร์บอนในอาคาร อินโดนีเซียกับการสร้างอาคารที่ไม่ก่อให้เกิดขยะ อินเดียกับพลังงานน้ำ ฟิลิปปินส์กับเรื่องพลังงานทดแทน เทคโนโลยีในแบบของชนพื้นเมืองศรีลังกา เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม Business Matching แลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านธุรกิจ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ Soft Power ของประเทศไทย กับเทศกาลลอยกระทงแบบ Low Carbon ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย รวมไปถึงพูดคุยถึงอนาคตและความท้าทายในการทำงานของ FIDIC หรือสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนระดับโลกสำหรับสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาระดับชาติและเป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมากกว่าหนึ่งล้านคนและบริษัท 40,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่จะต้องพาสมาชิกไปสู่เป้าหมาย Net Zero ให้ได้

โซไซตี้ : ASMOPSS Thailand ผลักดันเด็กไทยสู่นานาชาติ โชว์ศักยภาพความเป็นเลิศด้านวิชาการ พร้อมแสดงซอฟต์ พาวเวอร์ ด้านวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771462

โซไซตี้ : ASMOPSS Thailand ผลักดันเด็กไทยสู่นานาชาติ  โชว์ศักยภาพความเป็นเลิศด้านวิชาการ  พร้อมแสดงซอฟต์ พาวเวอร์ ด้านวัฒนธรรม

โซไซตี้ : ASMOPSS Thailand ผลักดันเด็กไทยสู่นานาชาติ โชว์ศักยภาพความเป็นเลิศด้านวิชาการ พร้อมแสดงซอฟต์ พาวเวอร์ ด้านวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ไมราห์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัดร่วมกับ โรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ หรือวิทย์ครูป้อม ASCI (ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ) ได้รับสิทธิ์ให้จัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักเรียนผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ ASMOPSS Thailand เพื่อไปแข่งขันต่อระดับนานาชาติ ในโครงการ Asian Science and Mathematics Olympiad for Primary and Secondary Schools หรือ ASMOPSS ซึ่งเป็นโครงการแข่งขันวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน โดยปี 2566 เป็นการส่งนักเรียนจากโครงการ ASMOPSS THAILAND เข้าแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 และโครงการ ASMOPSS จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 13 ในปีนี้

ธนากร แผลงเดช ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ และที่ปรึกษาโครงการแอสมอพส์ประเทศไทย กล่าวว่า “จากความเชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทยและประสบการณ์ในการสอนนักเรียนเพื่อแข่งขันทางวิชาการนานกว่า 20 ปีได้เห็นภาพของนักเรียนที่ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีให้เด็กๆ อีกหลายคน เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุขและส่งต่อเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ จึงร่วมเป็นที่ปรึกษาของ ASMOPSS THAILAND ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับเอเชีย เพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยเรามองเห็นว่าเด็กที่เก่ง มีความสามารถนั้นยังขาดโอกาสแสดงออกถึงความสามารถในระดับนานาชาติ หากมีสนามสอบแข่งขันทางวิชาการที่ประเมินความรู้ วิเคราะห์ความสามารถด้านต่างๆ และสามารถเข้าถึงได้ ทำให้ขีดจำกัดด้านความรู้หรือด้านภาษาจะค่อยๆ ลดลง เมื่อเด็กๆ มีแรงบันดาลใจในการฝึกฝนและพัฒนาตนเอง โครงการนี้จึงเกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์และความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนทำให้เด็กนักเรียนทุกจังหวัดที่เคยขาดโอกาสด้านการรับข่าวสารเพราะความห่างไกล และปัจจัยด้านทุนทรัพย์ ได้เข้าถึงโอกาสและทำลายข้อจำกัดต่างๆเพื่อพัฒนาและค้นหาศักยภาพของตนเองเพิ่มขึ้นๆ ทุกปี”

โครงการ ASMOPSS THAILAND จึงถูกก่อตั้งขึ้น ซึ่งในปีนี้ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้แทนนักเรียนอย่างเป็นทางการเป็นปีที่ 3ทำการจัดการแข่งขันภายในประเทศ 2 รอบ โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันรวมกันทั้งสิ้นมากกว่า 25,000 คน จาก 990 โรงเรียนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ คัดเลือกนักเรียนผู้แทนประเทศไทยจำนวน 29 คน แบ่งออกเป็นผู้แทนการแข่งขันวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 8 คน คณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 5 คน วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 8 คน และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 8 คน และนักเรียนผู้แทนประเทศลำดับสำรองวิชาละ 6 คน/ช่วงชั้น เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2566 โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมจาก 10 ประเทศ ทั้งหมด 107 คน นักเรียนผู้แทนประเทศไทยเข้าแข่งขันจำนวน 29 คน ได้รับเหรียญรางวัลจำนวน 25 รางวัล

พรพัชร แผลงเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด และประธานโครงการแอสมอพส์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า“ในปี 2566 นอกจากทางโครงการฯจะส่งนักเรียนผู้แทนประเทศไทย 29 คน เข้าร่วมแข่งขันวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ระดับนานาชาติแล้ว เรายังสนับสนุนนักเรียนไทยกลุ่มนี้ในด้านการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อส่งเสริม Soft Power ไทยให้โด่งดัง เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติ โดยในครั้งนี้นักเรียนตัวแทนประเทศไทย ได้นำการแสดงมวยไทย รำไหว้ครู-ทักษะมวยไทย-คีตะมวยไทยไปแสดง โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ กรุงเทพฯ นำโดย มัญชุมาศ บุญชู โกคิง และ “มูลนิธิมวยไทย” นำโดย ส่องแสงปทะวานิช ประธานมูลนิธิมวยไทย พร้อมด้วยชุมศิลป์ โสตถิปรีดาวงศ์ กรรมการและเหรัญญิกมวยไทย พร้อมด้วย ครูชีวิน แหวนรุ่งโรจน์ หรือ ครูเข วิทยากรคีตะมวยไทยของมูลนิธิ ทำหน้าที่มาถ่ายทอดความรู้ของมวยไทย-ไหว้ครูมวยไทย-ทักษะมวยไทย และคีตะมวยไทย เพื่อให้การแสดงของน้องๆ เยาวชนตัวแทนประเทศไทยออกมาดีที่สุดค่ะ”

โครงการ Asian Science andMathematics Olympiad for Primary and Secondary Schools หรือ ASMOPSS ครั้งที่ 13โดยมีประเทศอินโดนีเซีย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เมื่อวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2566 ณ ประเทศอินโดนีเซีย ติดตามข่าวสารจากโครงการ ASMOPSS THAILAND ได้ที่ Facebook : ASMOPSS THAILAND หรือ https://www.facebook.com/Asmopss.Thailand?mibextid=ZbWKwL

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ ส่งเสริมศักยภาพเด็กไทยเข้าถึงการศึกษา ร่วมขับเคลื่อน ‘คอนเน็กซ์ อีดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769918

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ ส่งเสริมศักยภาพเด็กไทยเข้าถึงการศึกษา  ร่วมขับเคลื่อน ‘คอนเน็กซ์ อีดี’

โซไซตี้ : ซีพีเอฟ ส่งเสริมศักยภาพเด็กไทยเข้าถึงการศึกษา ร่วมขับเคลื่อน ‘คอนเน็กซ์ อีดี’

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในศักยภาพของภาคเอกชน ให้มีบทบาทร่วมยกระดับการศึกษาของไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ” มีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง สานต่อความร่วมมือสนับสนุนมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี (CONNEXT  ED)ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการฯในปีแรก จนถึงปัจจุบัน เข้าสู่ปีที่ 8 ที่ซีพีเอฟ เป็น 1 ใน 50 องค์กรส่งเสริมเด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 5,570 โรงเรียน ในความดูแลของมูลนิธิ CONNEXT ED เป็นโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของซีพีเอฟ 302 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่4 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี ในปี 2560-2566 ซีพีเอฟให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ของโรงเรียนไปแล้ว 351 โครงการ และในปีการศึกษา 2566 ได้พิจารณาโครงการของโรงเรียนเพื่อสนับสนุน งบประมาณดำเนินการจำนวน 74 โครงการ ทั้งด้านวิชาการ ด้านเกษตรและด้านวิชาชีพ อาทิ โครงการ Active Learning โครงการ STEM :Coding  โครงการ Smart Kid-English โครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่อัจฉริยะ โครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์  โครงการเกษตรผสมผสานและโครงการร้านกาแฟเด็กน้อย นอกจากนี้ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี จึงได้เข้าร่วม “โครงการผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หรือ ICT Talent เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโดยได้สนับสนุน บุคลากรที่มีความสามารถด้าน ICT ซึ่งมีภูมิลำเนาในพื้นที่และผ่านการคัคเลือกตามคุณสมบัติให้ประจำตามโรงเรียนภายใต้การดูแลของซีพีเอฟ  ทำหน้าที่ให้ความรู้และส่งเสริมคุณครูใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการสถานศึกษาและจัดการเรียนรู้ให้กับโรงเรียน นำร่อง 3 โรงเรียน คื อโรงเรียนบ้านห้วยหัน จ.ชัยภูมิ โรงเรียนบ้านห้วยศาลา จ.บุรีรัมย์ และโรงเรียนบ้านทองหลางน้อย จ.นครราชสีมา และโรงเรียนเครือข่ายรวมอีก 12 โรงเรียน โดยมีเป้าหมาย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถประยุกต์ใช้ ICT ในการบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ   คุณครูมีความชำนาญในการประยุกต์ใช้ ICT เพื่อจัดการเรียนการสอน  นักเรียนมีทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เข้าถึงสื่อดิจิทัลและและแหล่งเรียนรู้จากทั่วทุกมุมโลก ชุมชนสามารถประยุกต์ใช้ ICT ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ เป็นต้น

ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากซีพีเอฟ สามารถวัดผลได้จากรางวัลต่างๆ ที่โรงเรียนได้รับในปี 2565 โรงเรียน อาทิ รร.หินกอง (พิบูลอนุสรณ์) จ.สระบุรี ทำโครงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน รับรางวัลเหรียญทองแดง การแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 จากชมรมวิทยาการหุ่นยนต์ประเทศไทย รร.ชุมชนบ้านประโดก-โคกไผ่ (สถิตย์วิริยคุณ) จ.นครราชสีมา ทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะชีวิต สร้างอาชีพการทำเส้นขนมจีน ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง โครงงานอาชีพการทำเส้นขนมจีนสีสมุนไพร จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1โรงเรียนบ้านห้วยจรเข้  จ.นครราชสีมา ทำโครงการนักเทคโนโลยีน้อยก้าวสู่อาชีพ PLC& INNOVATION รับรางวัลชนะเลิศโครงงานโรงเรียนบ้านบุเขว้า จ.นครราชสีมา ทำโครงการฟาร์มไก่พันธุ์ไข่อัจฉริยะส่งผลให้กลุ่มยุวเกษตรโรงเรียน ได้รับรางวัลที่ 1 สถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ และรับรางวัลที่ 1 บุคคลทางการเกษตรดีเด่นระดับประเทศ ปี 2566 โรงเรียนบ้านห้วยหัน รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันคอมพิวเตอร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นงานวันวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นักเรียนโรงเรียนบ้านบุ (ประชารัฐพัฒนา) สพป.นครราชสีมา เขต 1 รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดนวัตกรรมการโปรแกรมหุ่นยนต์ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นต้น

ตลอด  7 ปี ที่ซีพีเอฟเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทย ขับเคลื่อนเป้าหมายของมูลนิธิ CONNEXT ED มีการจัดระดับคุณภาพโรงเรียน (School Grading)และตัวชี้วัดคุณภาพโรงเรียน (KPIs) เป็นเกณฑ์ในการประเมินการดำเนินงานและติดตามพัฒนาการของโรงเรียนในแต่ละด้าน เช่น ด้านผู้เรียน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา ด้านหลักสูตรและการสอน และด้านโครงสร้างพื้นฐาน  นอกจากช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาแล้ว เด็กๆ ยังสามารถนำประสบการณ์ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริงจากการลงมือปฏิบัติเติบโตสมวัยทั้งทางร่างกายและสติปัญญา เพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป   

โซไซตี้ : ‘มูลนิธิพลังน้ำใจไทย’สนับสนุนซ่อมแซมโรงเรียนประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768629

โซไซตี้ : ‘มูลนิธิพลังน้ำใจไทย’สนับสนุนซ่อมแซมโรงเรียนประสบอุทกภัย

โซไซตี้ : ‘มูลนิธิพลังน้ำใจไทย’สนับสนุนซ่อมแซมโรงเรียนประสบอุทกภัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นริศรา ศรีสันต์ ที่ปรึกษากลยุทธ์สื่อสารองค์กร เป็นตัวแทน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับภาคีภาคเอกชน นำโดย อดิศักดิ์ เทพอาสน์ ตัวแทนประธานกรรมการมูลนิธิพลังน้ำใจไทยพร้อมภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่โรงเรียนพรหมบุรีรัชดาภิเษก ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อส่งมอบอาคารสาธารณูปโภคที่ได้รับการซ่อมแซมหลังจากได้รับความเสียหายในเหตุการณ์น้ำท่วมปีที่ผ่านมา โดยมี สุรสิทธิ์ จันอุทา นายอำเภอพรหมบุรี, วิจิตร เลิศไพบูลย์วงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสิงห์บุรี, ดร.นุชนารถยิ้มจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพรหมบุรี รัชดาภิเษก และคณะผู้บริหารเป็นตัวแทนรับมอบ นอกจากนี้ยังมีศิลปิน อาทิ แช่ม แช่มรัมย์, แสน นากา, โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี และ ฟอร์ด-อรัญญ์ อัศวสืบสกุล มาร่วมกันทำกิจกรรมร้องเพลง มอบความสุข และเสียงหัวเราะให้กับนักเรียนโรงเรียนพรหมบุรีรัชดาภิเษก จังหวัดสิงห์บุรี

สำหรับ มูลนิธิพลังน้ำใจไทย Power of Thai เกิดขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรภาคีภาคเอกชน จำนวน 12 บริษัท ประกอบด้วยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), กลุ่มมิตรผล, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) การรวมตัวของภาคเอกชนในโครงการนี้จะก่อให้เกิด “พลัง” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ ร่วมกันโดยมุ่งเน้นการศึกษาเป็นประเด็นหลักด้วยเชื่อว่าการสร้างการศึกษาที่ดี เปรียบดั่งการสร้างพื้นฐานและอนาคตให้กับประเทศไทย และจะยังคงเดินหน้าสานต่อการช่วยเหลือ และบรรเทาความเสียหายให้กับโรงเรียนต่อไป

โซไซตี้ : ‘สัปดาห์มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ’ รายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767223

โซไซตี้ : ‘สัปดาห์มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ’  รายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส

โซไซตี้ : ‘สัปดาห์มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ’ รายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ จัดงาน“สัปดาห์มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับครั้งที่ 13” เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสในด้านต่างๆ ตามพันธกิจของมูลนิธิ ภายในงานมีการออกบูธจำหน่ายสินค้า อาทิ อาหาร เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การจัดกิจกรรมสอยดาวลุ้นรับของรางวัล นอกจากนี้ ยังได้นักพยากรณ์ชั้นนำจากสมาคมบ้านโหรมาร่วมเช็คดวงชะตาราศี ซึ่งรายได้ของร้านค้าสมทบส่วนหนึ่งร่วมบริจาคเข้ามูลนิธิ โดยงานดังกล่าวมีผู้บริหาร พนักงาน ฝ่ายขาย และประชาชนทั่วไป สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ณ บริเวณ Easy Zone ชั้น 1อาคารไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

โซไซตี้ : PRINC ชูโครงการ Care The Whale ขยะล่องหน คว้าใบประกาศเกียรติคุณ ‘LESS’ จาก อบก.-ตลท. ใน Climate Care Forum 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765734

โซไซตี้ : PRINC ชูโครงการ Care The Whale ขยะล่องหน  คว้าใบประกาศเกียรติคุณ ‘LESS’ จาก อบก.-ตลท.  ใน Climate Care Forum 2023

โซไซตี้ : PRINC ชูโครงการ Care The Whale ขยะล่องหน คว้าใบประกาศเกียรติคุณ ‘LESS’ จาก อบก.-ตลท. ใน Climate Care Forum 2023

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนามเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ รับมอบ
ใบประกาศเกียรติคุณ โครงการสนับสนุนกิจกรรม ลดก๊าซเรือนกระจก Low Emission Support Scheme หรือ LESS และ Climate Clock จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในงาน Climate Care Forum 2023 : Time to Reduce “ลด-เพื่อ-โลก” ในฐานะบริษัทที่มีผลการดำเนินงานจากโครงการขยะล่องหน Care the Whale เป็นที่ประจักษ์ ด้วยการบริหารจัดการขยะของเสียตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง บนแนวทาง Circular Economy และมุ่งสู่นโยบาย Green Hospital โดยมีโรงพยาบาลในเครือเข้าร่วมดำเนินการทั้ง 13 แห่งจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็น 1 พันธมิตรหลักในโครงการสถานีขยะล่องหน @ ชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นผู้ส่งต่อองค์ความรู้การคัดแยกขยะติดเชื้อ และสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะในพื้นที่ชุมชนคุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ โดยมี นพ.กฤตวิทย์เลิศอุตสาหกูล กรรมการผู้จัดการ และ อติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลในครั้งนี้

นพ.กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรบรรลุเป้าหมาย CarbonNeutrality แล้ว ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา และมีเป้าหมายในการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ภายในปี 2049 ตามปณิธานขององค์กรในการสร้างคนที่มีจิตใจของความเป็นผู้ให้ จึงได้เข้าร่วมโครงการ Care the Whale ขยะล่องหน ภายใต้ SET Social Impact Platform ต่อเนื่องปีที่ 3 โดยเริ่มจากโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ และขยายต่อเนื่องจนครบรวม 13 แห่ง ในปัจจุบันและมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ คน ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะในด้านการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการจัดกิจกรรมขยะแลกยา ขยะแลกวัคซีน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้การคัดแยกขยะติดเชื้อในพื้นที่ชุมชนคุ้งบางกะเจ้าต่อเนื่องและจริงจัง โดยในรอบครึ่งปี 2566 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 279,993 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 31,110 ต้น ความสำเร็จดังกล่าวเป็นความพยายามอย่างมุ่งมั่นของการมีส่วนร่วมบุคลากรทางการแพทย์และพัฒนาการในทุกระดับ รวมทั้งประชาชนผู้รับบริการได้มีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน ESG เพื่อเป้าหมายการเป็น Green Hospital ของโรงพยาบาลในเครือฯ

ด้าน อติยา อาวัชนาการ เผยถึงแผนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก นอกจากการบริหารจัดการและคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบแล้ว บริษัทยังมีแผนสนับสนุนและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายในโรงพยาบาล โดยปัจจุบันดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์เรียบร้อยแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน,โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ และโรงพยาบาลพริ้นซ์ สกลนคร ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ราว 20% ของความต้องการใช้พลังงานในแต่ละวันและอยู่ระหว่างการขยายไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ ในเครือ นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ หรือการปรับปรุงโรงพยาบาลที่เข้าไปลงทุน บริษัทมีแนวทางศึกษาการลดการใช้พลังงานและสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของคน ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และลดโลกร้อนได้อย่างยั่งยืน

สำหรับงาน Climate Care Forum 2023 จัดขึ้นเพื่อเป็นการเชิดชูองค์กรภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ และภาคเอกชนที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยและมุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำ ปัจจุบันมีองค์กรที่ร่วมเป็นสมาชิก 665 บริษัท ที่ร่วมกันพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท พริ้นซิเพิลแคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพในนามเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ มีนโยบายในการมุ่งส่งเสริมการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยการขับเคลื่อนหลากหลายกิจกรรม/โครงการ เช่น โครงการพริ้นซ์ผสาน โครงการพาคนกลับบ้าน ฯลฯ นอกจากนี้การลงทุนขยายกิจการสถานพยาบาลต่างๆ ยังคำนึงถึงการลดการใช้พลังงาน การใช้พลังงานสะอาด และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ ควบคู่กับการดำเนินงานตามแนวทาง ESG รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ https://psarn.princhealth.com

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก ปลื้มคว้ารางวัล สำนักงานสีเขียว ระดับดีเยี่ยม (ทอง) ปี’66 มาครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764323

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก ปลื้มคว้ารางวัล  สำนักงานสีเขียว ระดับดีเยี่ยม (ทอง) ปี’66 มาครอง

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก ปลื้มคว้ารางวัล สำนักงานสีเขียว ระดับดีเยี่ยม (ทอง) ปี’66 มาครอง

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อัจฉรา เจริญพร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า DMT ตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการกำหนดนโยบายสำนักงานสีเขียว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการจัดการเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพลดการเกิดของเสียจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแผนพัฒนาขับเคลื่อนธุรกิจด้าน ESG เพื่อไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ของประเทศไทย

ในปีนี้คณะผู้บริหาร DMT มีมติให้ส่งพื้นที่สำนักงานใหญ่ และอาคารด่านเก็บค่าผ่านทางดอนเมือง สมัครขอรับการประเมินสำนักงานสีเขียว (Green Office) จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ระบบนิเวศและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของบริษัท ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม มีความยั่งยืนและรองรับการใช้ชีวิตที่มีสุขภาวะที่ดีของพนักงานทุกคนในองค์กรอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมอันดีทั้งภายในและภายนอกองค์กร ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมต่างๆ ทั้งการทำกิจกรรม 5ส. การประหยัดพลังงาน การใช้อุปกรณ์ที่ทำงานอย่างรู้คุณค่า การใช้น้ำประปาอย่างคุ้มค่า การคัดแยกขยะและนโยบายการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกิจการของบริษัท โดยเริ่มทยอยเปลี่ยนรถยนต์จากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน3 คัน ในปี 2566 และจะทำการทยอยเปลี่ยนจนครบในปี 2571 นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้มีการสื่อสาร การอบรมความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดการใช้กระดาษ การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม

“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอาคารสำนักงานถือเป็นสถานที่ที่สิ้นเปลืองพลังงานมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะเป็นศูนย์รวมของพนักงานทั้งบริษัท ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้ชีวิตอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน ดังนั้น การที่เราออกไปทำงานทุกวันจึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว” อัจฉรา กล่าว

อัจฉรา เจริญพร 

ด้วยความพยายามของพนักงานทุกคน จากการตรวจประเมินสำนักงานสีเขียว ประจำปี 2566 ทำให้บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับรางวัลสำนักงานสีเขียวระดับประเทศ (Green Office) ประจำปี 2566 มาครอง โดยผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับ “ดีเยี่ยม” (G ทอง) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่พร้อมมุ่งสู่การเป็นสำนักงานต้นแบบในระดับสากลในฐานะองค์กรธุรกิจที่ดำเนินงานควบคู่ไปกับการดูแลรักษา
สิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้ปณิธาน “ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อส่งมอบคุณค่าสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี” โดยจะมีการรับรางวัลในช่วงเดือนมีนาคม 2567

อัจฉราเผยต่อว่า นโยบายสำนักงานสีเขียว (Green Office) ยังสอดคล้องกับแผนงานกิจกรรมเพื่อสังคม Tollway Green Way ยกระดับสิ่งแวดล้อม ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) โดยองค์การสหประชาชาติ ในข้อที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ว่าด้วยการพัฒนาความมีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรโลกในการบริโภคและการผลิต และการทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อม ข้อที่ 12 การมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และการลดของเสียโดยกระบวนการ reuse และ recycle และ ข้อที่ 13 Climate Action การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว และการลดผลกระทบอีกด้วยซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนในโลกควรเรียนรู้ ให้ความสนใจและร่วมกันพัฒนา

โซไซตี้ : วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764168

โซไซตี้ : วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์  เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : วว. ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ร่วมงานแถลงข่าวเปิดงานท่องเที่ยว I Love Flower ซีซั่น 5

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกิจการที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยบริบทของกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งกับตัวผู้เดินทางไปท่องเที่ยวได้แก่ การได้เรียนรู้ด้านภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เรียนรู้โลกปัจจุบัน เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะทำและพบกับสิ่งใหม่ๆ ได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งได้รู้จักตัวเองมากขึ้นหรือได้คิดนอกกรอบ เป็นต้น รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์ในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปยังสถานที่หรือประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทย ใน 7 เดือนของปี 2566 (มกราคม-กรกฎาคม 2566) ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติรวมกัน 1,084,575 ล้านบาทในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 638,161 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 30 กรกฎาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 15,322,175 คน เพิ่มขึ้น 384% เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนของปี 2565 สำหรับ 5 อันดับแรกของประเทศต้นทางที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย 2,439,710 คนจีน 1,839,660 คน เกาหลีใต้ 907,463 คน อินเดีย 885,772 คน และรัสเซีย 854,946 คนจากข้อมูลดังกล่าว ในฐานะที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีวิสัยทัศน์มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชนผ่านระบบนิเวศนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่ม โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการ คือ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัย, เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น และเพื่อพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวอย่างมีอัตลักษณ์

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิตผู้ว่าการ วว.

โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน มุ่งเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม นำนวัตกรรม เทคโนโลยีและงานวิจัย มาใช้ในการขับเคลื่อน เช่น การใช้กล้าพันธุ์ปลอดโรค การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การฆ่าเชื้อก่อโรคในดินด้วยการอบไอน้ำ และการใช้ชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืช,ด้านสังคมมุ่งใช้ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนที่มีอยู่เดิมมาต่อยอด เช่น การพัฒนาของที่ระลึกจากดอกไม้ชุมชน การพัฒนาเครื่องดื่มจากดอกไม้ชุมชนโดยมีผู้สูงอายุในชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน, ด้านเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ฝวช.) มุ่งพัฒนาไม้ดอกเพื่อการท่องเที่ยวด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากประสบการณ์ความสำเร็จในการดำเนินงานด้านไม้ดอกในพื้นที่จากการนำเทคโนโลยีการผลิตต้นกล้าปลอดโรคด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน การผลิตไม้ดอกปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งการถ่ายทอดผลงานวิจัยเบญจมาศสายพันธุ์ใหม่ของ วว. และ วช. ให้แก่กลุ่มเกษตรของไทยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ยะลา อุบลราชธานี อุดรธานีและนครราชสีมา ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องในการนำต้นแบบจาก “I Love FlowerFarm” ซึ่งเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ที่มุ่งยกระดับไม้ตัดดอกภายในประเทศ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ผสมผสานการท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนเพื่อสร้างความยั่งยืนของคนในชุมชนและเป็นชุมชนอุดมสุข รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจและสำนึกรักในวิถีชีวิตชุมชน พัฒนาการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบและมีธรรมาภิบาล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดย วว. และ วช. นำมาเป็น (Soft Power) ในการพัฒนาการท่องเที่ยว สร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่เข้มแข็งและยั่งยืนในชุมชน สร้างเศรษฐกิจ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ และทีมวิจัย ณ I Love Flower Farm

วว. จะนำต้นแบบดังกล่าวขยายผลในพื้นที่เครือข่ายวิจัยในจังหวัดอุบลราชธานี ยะลา นครราชสีมา และพื้นที่อื่นๆ ของไทยเพื่อหนุนนโยบายของรัฐบาลและ ศุภมาส อิศรภักดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนำ Soft Power ผลักดันเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. กล่าวว่า การขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมในโครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ครอบคลุมการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอการ SMEs ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ การส่งเสริมการใช้เบญจมาศพันธุ์ใหม่/กล้าพันธุ์ปลอดโรค การส่งเสริมการผลิตไม้ดอกภายใต้ระบบเกษตรปลอดภัย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การหาจุลินทรีย์ในการควบคุมโรคการหาคุณค่าทางโภชนาการ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การส่งเสริมการผลิตเบญจมาศนอกฤดู การยืดอายุไม้ตัดดอกเพื่อการขนส่งระยะไกลเพื่อให้ได้คุณภาพ (วิทยาการก่อน-หลังการเก็บเกี่ยว) การส่งเสริมการผลิตไม้ดอกชนิดใหม่ๆ ในพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวและตัดดอก การพัฒนาของที่ระลึกจากอัตลักษณ์ชุมชน การส่งเสริมการผลิตผักน้ำแบบปลอดภัย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การตรวจลักษณะทางพันธุกรรมในพื้นที่ การพัฒนาระบบการให้ธาตุอาหาร การแก้ไขปัญหาความขุ่นของน้ำที่ส่งผลต่อการผลิต และการส่งเสริมการใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมโรค เป็นต้น

การดำเนินโครงการจะขับเคลื่อนด้วย “โมเดล 5 Love” ได้แก่ LOVE ECONOMIC EMPOWERMENT พัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีคุณภาพมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น สวนเกษตรที่พัก ร้านอาหาร องค์กรส่วนภาครัฐและเอกชน ในหน่วยงานที่จัดกิจกรรมเสริมส่งเสริม และพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่ กีฬา ดนตรี การแสดง ศิลปะ ฯลฯ, LOVE CULTURE เพื่อส่งเสริมภาคประชาคมในพื้นที่ ให้ก่อเกิดวิถีชุมชนและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยมีภาคการท่องเที่ยวสวนเกษตร ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้นแบบ, LOVE ACTIVITIES เพิ่มกิจกรรมในการดึงเวลานักท่องเที่ยงให้มีเวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น เพื่อเพิ่มเวลาในการใช้จ่ายในภาคส่วนอื่นๆ สร้างเสริมรายได้มากขึ้น ตามเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้ในพื้นที่ เช่น การเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพมือถืออย่างง่ายจากช่างภาพมืออาชีพ งานศิลปะดอกไม้ LOVE INSPIRATION เพื่อส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมภาคประชาคมและสามารถสร้างเป็นแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนสู่อาชีพที่ยั่งยืนต่อไป LOVE ENVIRONMENT เพื่ออนุรักษ์และสร้างเสริมวิถีชุมชนของประชาคมดั้งเดิมสืบเนื่องต่อไป ยั่งยืนไม่ให้สูญหาย ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชน (จิมส์ ทอมสัน โมเดล)

วว. และ วช. มุ่งมั่นให้ โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นโมเดลขับเคลื่อนการดำเนินงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กับพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ของไทย…เข้มแข็ง มีมาตรฐาน มีความมั่นคง มั่งคั่ง ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เบญจมาศ วังน้ำเขียว

เบญจมาศ วังน้ำเขียว

วว.ลงพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา

วว.ลงพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา

โซไซตี้ : เทศกาลกีฬากรุงเทพ ปี’66 จัดแข่งขันกีฬาเพาะกายและสแต็ค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761353

โซไซตี้ : เทศกาลกีฬากรุงเทพ ปี’66  จัดแข่งขันกีฬาเพาะกายและสแต็ค

โซไซตี้ : เทศกาลกีฬากรุงเทพ ปี’66 จัดแข่งขันกีฬาเพาะกายและสแต็ค

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เดินหน้าส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา เพื่อสุขภาพที่ดีของคนกรุง ล่าสุดที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกีฬากรุงเทพ ประจำปี 2566 สนับสนุนพื้นที่ชั้น G ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว โซน A เป็นสนามแข่งขันกีฬาเพาะกายและการแข่งขันสแต็ค(STACK) เพื่อส่งเสริมการกีฬาของกรุงเทพมหานครให้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ และใช้กีฬาเป็นสื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาร่วมชมการแข่งขันกีฬา เกิดการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกค้าและประชาชนร่วมเข้าชมตลอดการแข่งขัน

โดยในวันแถลงข่าวและพิธีเปิดเทศกาลกีฬากรุงเทพ ประจำปี 2566 ได้รับเกียรติจากชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี ทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ โดย สมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัทเอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน และตลอดการจัดกิจกรรมการแข่งขันเพาะกายและสแต็ค มี ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้การต้อนรับ นิวัตน์ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา ศุกรีย์สุภาวรีกุล นายกสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย สิงห์ ลิ้มพิรัตน์รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร พรหมพร พจนานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มกีฬาระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์ โดยการแข่งขันกีฬาเพาะกาย ผู้ชมตื่นตาตื่นใจกับการโพสท่าอวดกล้ามเนื้อสวยงามสมดุล ซึ่งทางคณะทีมผู้ฝึกสอนนักกีฬาเพาะกายและฟิตเนสทีมชาติไทยได้นำนักกีฬาเพาะกายและฟิตเนสทีมชาติไทย ชุดชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 55 มาโชว์การสาธิตกีฬาเพาะกายและฟิตเนสในงาน ส่วนรายกาสแต็คมีน้องๆ จากโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานครเข้าร่วมชมการสาธิตและสอนการเล่นกีฬา STACKซึ่งน้องๆ นักเรียนร่วมกิจกรรรมอย่างสนุกสนาน