โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ประกาศความสำเร็จ ‘BLStalk 2023’ กระแสตอบรับดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758548

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ประกาศความสำเร็จ  ‘BLStalk 2023’ กระแสตอบรับดี

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ประกาศความสำเร็จ ‘BLStalk 2023’ กระแสตอบรับดี

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและการลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับนักลงทุน ถือเป็นหนึ่งพันธกิจสำคัญที่ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญมาตลอด ล่าสุดสัมมนาการลงทุนอารมณ์ดีที่ออกแบบหลักสูตรมาเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะ ภายใต้ชื่อ “BLStalk 2023 ตอน ก่อนจะซิ่ง พี่นิ่งมาก่อน” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วประเทศ โดยในปีนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญของหลักทรัพย์บัวหลวง ได้เดินสายไปให้ความรู้ด้านการลงทุนในจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ, ระยอง, ขอนแก่น, เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งสอนกันตั้งแต่การเริ่มสร้างแนวคิดการลงทุน, วางแผนกลยุทธ์ลงทุน, วิธีคัดเลือกหุ้นในตลาดวิกฤต และการใช้เครื่องมือช่วยลงทุน เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นนักลงทุนมืออาชีพที่มีคุณภาพ

บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนานวัตกรรมการบริการและผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการลงทุนผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เราก็ไม่หยุดส่งมอบความรู้โดยได้ปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมมาเป็นในรูปแบบออนไลน์เพื่อให้นักลงทุนได้เตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสและความท้าทายภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายบริษัทจึงมีแนวคิดที่จะเดินทางไปพบปะ พูดคุย พร้อมอัปเดตข้อมูลด้านการลงทุน และแนะนำนวัตกรรมการลงทุนใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้กับนักลงทุน

สำหรับรูปแบบของ BLStalk 2023 ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากประสบการณ์นำทีมโดย ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ ได้เดินทางไปให้ความรู้ด้านการลงทุนครอบคลุมทุกภูมิภาค เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลกับนักลงทุนในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามต่อด้วยจังหวัดระยอง ขอนแก่น เชียงใหม่ ปิดท้ายที่ภูเก็ต โดยหัวข้อการเรียนรู้จะแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลัก คือ หัวข้อ “ซิ่งมาแล้วทุกแนว ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤต ตีแผ่ที่มาวิธีคิดและลงทุนกว่า 15 ปี ในรายการคิดแบบภาววิทย์ LIVE ก่อนจะซิ่ง พี่นิ่งมาก่อน” โดยนักลงทุนจะได้รับฟังประสบการณ์การลงทุนในสนามจริงของทั้งแพท-ภาววิทย์ กลิ่นประทุม และ ปิ๊ก-เสริมศักดิ์วงศ์สิทธิโชค ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของหลักทรัพย์บัวหลวง โดยทุกข้อมูลคัดสรรมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนั้นยังมีหัวข้อ “ซิ่งไม่มีแผ่วด้วยเครื่องมือออนไลน์ เค้นหาหุ้นวิ่งแบบง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพ” โดย เน็ท สินธนันทน์ บุญยอด ที่มาแนะนำเครื่องมือการลงทุนและคำสั่งซื้อขายประเภทที่มีอายุข้ามวัน (Overnight order) ทั้ง Good till Cancel (GTC) และ Good till Date (GTD) ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เปลี่ยนระบบซื้อขายเก่าเป็นระบบซื้อขายใหม่ในปี 2566 ปิดท้ายด้วยหัวข้อ “ซิ่งสะบัดคัดกลยุทธ์ลงทุน เลือกหุ้นพร้อมแซงแรงในตลาดวิกฤต” โดยนิด ชัยพร ที่มาแนะนำกลยุทธ์และวิธีการวางแผนลงทุนให้ทันกับสถานการณ์ต่าง ๆ พร้อมแนะนำการเลือกหุ้นที่มาแรงพร้อมแซงทุกสถานการณ์ เจาะกันแบบไม่ให้พลาด

“บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก และความสนุกสนาน โดยผู้เข้าร่วมโครงการต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า งานนี้คุ้มเกินคาด เพราะนอกจากจะได้รับความรู้และเสียงหัวเราะกลับไปแล้ว เรายังมีกิจกรรมสุดพิเศษมากมายเตรียมไว้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเล่นเกมภายในงานลุ้นรับกล่องสุ่มและของแจกมากมาย, รับหน่วยลงทุนกองทุนรวม เพียง Check-in หน้างานด้วยแอป Wealth Connex และมีบัญชีซื้อขายกองทุนรวม บน Streaming Fund+, ลูกค้าใหม่รับกองทุนเพิ่มพิเศษ สนับสนุนโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์คู่กองทุนใหม่ตามเกณฑ์ที่กำหนด, รับโผหุ้นและกองทุนเด่นสุดซิ่งครึ่งหลังปี’66 และกิจกรรม Workshop ต่างๆ เช่น การทดลองใช้โปรแกรม Stock Simulator บนแอป Wealth Connex เพื่อคำนวณราคาหุ้นซิ่งถือเป็นกิจกรรมที่เข้ามาเพิ่มเติมทักษะและสามารถนำมาปรับใช้กับการลงทุนในสนามจริงได้เป็นอย่างดี” บรรณรงค์ กล่าว

โครงการ BLStalk 2023 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมให้ความรู้ด้านการลงทุนของบริษัทที่ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับในการเข้าร่วมจากนักลงทุนทั่วประเทศ โดยมีผู้สนใจสมัครเข้ารับฟังข้อมูลด้านการลงทุนได้ตามเป้าหมาย สะท้อนได้ว่าปัจจุบันมีผู้ที่สนใจและให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนเป็นจำนวนมาก เราจึงเตรียมความพร้อมที่จะจัดโครงการ The Stock Master ปีที่ 12 หลักสูตรการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถวางแผนลงทุนได้เหมาะสมตามความเสี่ยงได้อย่างครบทุกมิติ ดังนิยาม “รู้จริงกับสนามจริง” เป็นโครงการต่อไป สำหรับผู้สนใจและไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ รอติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.bualuang.co.th/thestockmaster สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม BLS Customer Service โทร.02-6181111

โซไซตี้ : ‘SYS’ เหล็กไทย หัวใจกรีน สานต่อโครงการปลูกป่าประชาอาสา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758423

โซไซตี้ : ‘SYS’ เหล็กไทย หัวใจกรีน สานต่อโครงการปลูกป่าประชาอาสา

โซไซตี้ : ‘SYS’ เหล็กไทย หัวใจกรีน สานต่อโครงการปลูกป่าประชาอาสา

วันเสาร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS จับมือ กรมป่าไม้ หน่วยงานภาครัฐนักเรียนและชุมชนในพื้นที่ ร่วมปลูกต้นไม้จำนวน 6,000 ต้น บนเนื้อที่ 20 ไร่ในกิจกรรมปลูกป่าโครงการปลูกป่าประชาอาสา เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำป้องกันไฟป่า ณ ป่าหินสามชั้น เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาห้วยมะหาด ป่าเขานั่งยองป่าเขาครอก ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมการจัดตั้งป่าชุมชนบ้านหนองตะเคียน หมู่ที่ 7 ต.สำนักท้อนอ.บ้านฉาง จ.ระยอง ที่ได้ดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 200 คน จากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดระยอง ส่วนจัดการป่าชุมชนสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 9 ชลบุรี เทศบาลตำบลสำนักท้อน ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตที่ 2 ศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชุมชนที่ 6 (ระยอง) สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดระยอง ศูนย์ป่าไม้ระยอง สถานีควบคุมไฟป่าเขาชะเมา เขาวงทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน เกษตรอำเภอบ้านฉาง โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา และเครือข่ายป่าชุมชน จ.ระยอง โดยมี กำธร เวหน ปลัดจังหวัดระยอง และ กิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอบ้านฉาง เป็นประธานเปิดงาน และร่วมปลูกต้นไม้ ได้แก่ ต้นประดู่ ยางนา สำโรง มะค่า ตะเคียนทอง กระถินเทพา พะยอม ขี้เหล็ก สะเดา มะฮอกกานี ไผ่ ตะแบก และต้นพะยูง

“ความร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ เอกชนและชุมชนในรูปแบบประชาอาสาจัดกิจกรรม “โครงการปลูกป่าฯในครั้งนี้จะช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อน และเป็นแนวทางการเชื่อมโยงเชิงวัฒนธรรมระหว่างเอกชนกับชุมชนและภาครัฐ ในการสร้างป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมยั่งยืนต่อไปด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน” กำธร เวหน ปลัดจังหวัดระยอง กล่าว

ด้าน ฉัตรภพ พรธรรม ผู้จัดการฝ่ายบริหารความยั่งยืน บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS กล่าวว่า “SYS มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการสนับสนุน ส่งเสริมงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เป็นป่าชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์ จุดมุ่งหมายของการเข้าร่วมในโครงการนี้เพื่อพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และเป็นป่าที่มีความชุ่มชื้น ลดปัญหาไฟป่าและหมอกควันนอกจากนี้ยังเป็นป่าที่มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และเป็นป่าชุมชนที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม นำไปสู่การเกิดเศรษฐกิจชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป”

พนม โนนพิมาย ประธานเครือข่ายป่าชุมชน จ.ระยอง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ผลจากการผนึกกำลังของหน่วยงานต่างๆ ร่วมกับบริษัท เหล็กสยามยามาโตะฯ และชุมชนในการร่วมกันปลูกป่าในโครงการปลูกป่าประชาอาสาฯควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องการดูแลและเฝ้าระวังไฟป่าในครั้งก่อนหน้านี้ ช่วยให้ปีนี้สถานการณ์ไฟป่าดีขึ้น อัตราการเกิดไฟไหม้ป่าลดน้อยลง เครือข่ายป่าชุมชนจึงร่วมสานต่อกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้อ.บ้างฉาง และช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์สู่ธรรมชาติและโลก อีกทั้งสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าไม้และแหล่งน้ำเพื่อให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน”

SYS มุ่งให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในสามพันธกิจหลัก ได้แก่ การให้ความสำคัญด้านชุมชนนิเวศ (Ecology) การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน (Economy) และการศึกษา (Education) ตามแนวคิด 3E Concept ซึ่งถือเป็นนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมที่ SYS ให้ความสำคัญและปลูกฝัง บุคลากรทั้งองค์กรมาโดยตลอด เพื่อเป้าหมายการพัฒนาสังคมและชุมชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

โซไซตี้ : ‘สร้างงาน สร้างอาชีพ’ สนับสนุนคนพิการและสตรีให้มีอาชีพและรายได้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757027

โซไซตี้ : ‘สร้างงาน สร้างอาชีพ’ สนับสนุนคนพิการและสตรีให้มีอาชีพและรายได้ยั่งยืน

โซไซตี้ : ‘สร้างงาน สร้างอาชีพ’ สนับสนุนคนพิการและสตรีให้มีอาชีพและรายได้ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม็คโคร-โลตัส เดินหน้าตามแผนสร้างงานสร้างอาชีพ 400,000 ราย ภายในปี 2573ซึ่งได้ดำเนินการในทุกมิติโดยเฉพาะการสร้างอาชีพกลุ่มเปราะบาง อาทิ คนพิการและสตรีให้มีรายได้ยั่งยืน ภายใต้เจตนารมณ์ในการทำธุรกิจเคียงข้างสังคมไทย

ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม็คโคร-โลตัส เดินหน้าสานต่อพันธกิจหลักโครงการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชนรวม 400,000 ราย ภายในปี 2573 ซึ่งได้ดำเนินการในทุกมิติ ทั้งการจ้างงานผ่านการขยายสาขา รองรับการเติบโตของธุรกิจ การสนับสนุนอาชีพกลุ่มเปราะบาง อาชีพคนพิการและผู้ต้องขัง รวมถึงสนับสนุนผลผลิตเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร”

ล่าสุด ซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมพัฒนาทักษะอาชีพคนพิการ ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) จัดอบรมหลักสูตรทำธุรกิจอาหารด้วยเงินลงทุนน้อยส่งมอบโอกาสให้คนพิการทั่วไทย มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนกว่า 1,000 ราย ในปี 2565 และ 2566ที่ผ่านมา

โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566ได้เข้าร่วมงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับซื้อตะกร้ากระจูด งานฝีมือจากคนพิการ และเมล่อน ผลผลิตจากศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแม็คโครได้เปิดพื้นที่จำหน่ายในสาขาทั่วประเทศให้กับสินค้าจากคนพิการในงานเดียวกันโลตัสนำสินค้าดีมีคุณภาพ เสื้อผ้าแบรนด์ MeStyle ทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเด็ก มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อนำรายได้ไปมอบให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ช่วยสนับสนุนการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้กลุ่มคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทั่วประเทศ พร้อมกันนี้อนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สราญภัทรอนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สนธยา บุญยภูษิต รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และ พัชรมณฑ์ ปิติปัญญากุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการคนพิการ ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธของซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ ด้วย

โซไซตี้ : ‘เยือนวังเก่า เล่าวันวาน ผ่านสำรับอาหาร’ ครบครันด้วยอาหารชวนชิม วัฒนธรรมประเพณี สินค้าของดีและผลิตภัณฑ์ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755581

โซไซตี้ : ‘เยือนวังเก่า เล่าวันวาน ผ่านสำรับอาหาร’ ครบครันด้วยอาหารชวนชิม  วัฒนธรรมประเพณี สินค้าของดีและผลิตภัณฑ์ชุมชน

โซไซตี้ : ‘เยือนวังเก่า เล่าวันวาน ผ่านสำรับอาหาร’ ครบครันด้วยอาหารชวนชิม วัฒนธรรมประเพณี สินค้าของดีและผลิตภัณฑ์ชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล เตรียมพร้อมจัดงาน “เยือนวังเก่า เล่าวันวาน ผ่านสำรับอาหาร” ที่ครบครันด้วยเมนูอาหารชวนชิมทั้ง Street Food อาหารดั้งเดิมของหลากชนชาติ นิทรรศการและวัฒนธรรมประเพณี ศิลปะสตรีทอาร์ต สินค้าของดีและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล พร้อมการแสดงจากศิลปินอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายนนี้ ณ บริเวณศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

ชยชัย แสงอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งแต่ละจังหวัดเป็นอู่อารยธรรมสำคัญ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีความโดดเด่นด้านเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิต นอกจากนั้นยังมีความหลากหลายของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ และอาหารการกินที่ผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ของหลากหลายชาติพันธุ์ และอาหารเป็นสื่อที่บ่งบอกถึงความเป็นมาของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆ

การท่องเที่ยวเชิงอาหาร เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวสู่ท้องถิ่น อันจะส่งผลทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่องผลของการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวเชิงอาหารก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นและการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ

ภายในงานจะมีเมนูอาหารชวนชิม ทั้ง Street Food อาหารดั้งเดิมของหลากชนชาติ นิทรรศการและวัฒนธรรมประเพณีที่น่าตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมและการละเล่นของชนชาติไทย มอญ อิสลาม จีน ชมผลงานศิลปะสตรีทอาร์ต พร้อมการเสวนากับกูรูด้านศิลปะ พบกับสินค้าของดีและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ท่ามกลางบรรยากาศวังเก่าที่แสนร่มรื่น และการแสดงจากศิลปินอีกมากมาย

งานครั้งนี้จะเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และดึงดูดความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑลเพิ่มมากขึ้น และเป็นการสร้างเศรษฐกิจและยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยว นำไปสู่การสร้างฐานรายได้ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑลอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการแบ่งโซน จำนวน 6 โซน ได้แก่ โซนการจัดแสดงนิทรรศการ แสดงเกี่ยวกับเรื่องราว (Story) “เยือนวังเก่า เล่าวันวาน ผ่านสำรับอาหาร” วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นถิ่นที่โดดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล และนิทรรศการแสดงถึงภูมิปัญญาและการเสริมสร้างต่อยอดนวัตกรรม (Innovation), โซนเวทีกลาง มีการแสดงของศิลปินที่มีชื่อเสียงทุกวันและโชว์แสดงสาธิตการทำอาหารหรือขนม, โซนส่งเสริมวิถีชีวิตชุมชน มีจำลองวิถีชีวิตชุมชนตลาดน้ำที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล โดยมีเรือจำหน่ายสินค้า จำนวน 4 ลำ,โซนอาหารชวนชิม และ Street Food มีร้านจำหน่ายอาหารของจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล จำนวนไม่น้อยกว่า 40 บูธ, โซนเวทีวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ มีการแสดงวัฒนธรรมและชาติพันธุ์กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑลที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่ และโซนเวทีสตรีทอาร์ต มีการเสวนาเรื่องศิลปะและดนตรี มีร้านจำหน่ายสินค้าของดีและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่น(Premium) ของจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ไม่น้อยกว่า 70 ร้าน

“อยากจะขอเชิญชวนให้ทุกท่านมาเที่ยวชมงานนี้ เพราะจะเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่ง เหมือนได้เที่ยวทั่วทุกจังหวัดภาคกลางปริมณฑลในงานเดียวท่านจะได้สัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามและมีเอกลักษณ์ ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารหลากหลายของแต่ละจังหวัดที่คัดสรรมาแล้วว่าเป็นสุดยอด รับรองว่าทุกท่านจะได้เก็บเกี่ยวเอาความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน”รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวทิ้งท้าย

โซไซตี้ : DMT SMART DRIVE พลังขับเคลื่อนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755418

โซไซตี้ : DMT SMART DRIVE พลังขับเคลื่อนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โซไซตี้ : DMT SMART DRIVE พลังขับเคลื่อนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย MD. DMT

35 ปีของทางเลือกในการเดินทางเชื่อมโยงทิศเหนือสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยบนแนวคิดขององค์กรในการเป็นแรงขับเคลื่อนสมดุลระหว่างผู้คน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าองค์กรใหม่ที่มอบให้ผู้ใช้ทาง พนักงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ แนวคิด “DMT Smart Drive พลังขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT กล่าวว่า DMT ไม่ใช่แค่ทางด่วนที่เชื่อมต่อทำให้การเดินทางสะดวกสบายกว่าเท่านั้น แต่เป็นเหมือนบริการที่สร้างสมดุลในการใช้ชีวิตของคนในสังคม ยกระดับชุมชนและช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ทำให้ทุกเวลาตลอดทั้งวันคือบริการมีความหมายมากกว่าคำว่า ทางด่วน DMT Smart Drive แนวคิดใหม่ที่จะใช้ในการผลักดันองค์กรในการก้าวสู่ปีที่ 35 ในคำนิยามที่ว่า “พลังขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมต่อในการเดินทางแต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้ทุกส่วนนั้นพัฒนาเดินหน้าอย่างยั่งยืน

DMT Smart Drive แนวทางเพื่ออนาคต กรรมการผู้จัดการ เล่าถึงแนวคิดในการผลักดันองค์กรใหม่ เกิดจากนำคำ 2 คำมาอธิบายถึงนโยบายที่บอกถึงอนาคตของการพัฒนาบริการของ DMT ให้ทันสมัยตอบโจทย์ทั้งเรื่องของความสะดวกและสามารถช่วยลดภาระการจราจรบนเส้นทางปกติ

คำว่า “Smart” สามารถแยกอธิบายออกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้ Smart ที่ตัวอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ ที่แม่นยำเพื่อช่วยอำนวยให้การบริหารและดูแลทำได้สะดวก แถมยังเพิ่มความปลอดภัยรวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ทางได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม และ Smart ที่เกิดจากผลงานของคณะวิจัยและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อให้องค์กรก้าวไปสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งการสร้างนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการคมนาคมรวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้สังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการศึกษาและวิจัยด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบคมนาคมและการสัญจร ผลการวิจัยได้รับการยอมรับจากที่ประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 28 โดยจุดมุ่งหมายของงานวิจัยนี้ คือข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัญจรบนเส้นทางในช่วงเวลาที่สภาพการจราจรหนาแน่นให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลและตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ประหยัดทั้งเวลาและคุ้มค่าใช้จ่ายที่สุด และได้ประโยชน์ทางอ้อม คือ การร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการสัญจรบนสายทางยกระดับที่คล่องตัวมากกว่า

คณะผู้บริหาร DMT

“Drive” คือ แนวทางสำคัญที่ผู้บริหารและพนักงาน DMT ร่วมมุ่งขับเคลื่อนและเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับการสร้างชุมชน สังคมรอบข้างให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตัวเองได้ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทำต่อเนื่องมาตลอด 20 กว่าปีถือเป็นหนึ่งแนวทางที่พนักงานของ DMT นั้นยึดถือเป็นแนวทางในการทำงาน

“หลายแผนงานที่พนักงานเราร่วมกันลงมือทำ ทั้งการปรับกระบวนการทำงานภายในองค์กรและโครงการช่วยเหลือชุมชนต่างๆ เน้นที่ความใส่ใจและดูแลการให้บริการ การลดมลพิษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนองค์การสหประชาชาติ(Sustainable Development Goals : SDGs) ในที่สุด” ดร.ศักดิ์ดา เผยอย่างมุ่งมั่น

Expertise Experience with Technology Improvement คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า บริการทางพิเศษอย่างดอนเมืองโทลล์เวย์จะต้องมีเทคโนโลยีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เบื้องหลังของการเดินทางมาถึงขวบปีที่ 35 นั้น ต่างเต็มไปด้วยการสรรหาเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการอย่างมีคุณภาพ บุคคลที่จะเล่าเรื่องราวในส่วนนี้ได้ดีที่สุดก็คือ อโนมา อุฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ สาวแกร่งของ DMT นั่นเอง เธอเล่าว่า ที่ DMT เราติดตามและวิเคราะห์สภาพการจราจรบนสายทางตลอดเวลา เพื่อการจัดการจราจรให้ตอบสนองต่อการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้สัญจรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเรามีเป้าหมายให้ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากที่สุด ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร ความหนาแน่นของถนนด้านล่างซึ่งจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้ทางยกระดับดอนเมืองผู้ใช้บริการสามารถประหยัดคิดเป็นมูลค่าในการเดินทางได้มากกว่า 120 บาทต่อเที่ยวในช่วงเร่งด่วนเช้า และ 189 บาท ในช่วงเวลาเร่งด่วนเย็นเมื่อเทียบกับระดับดิน

อโนมา อุฤทธิ์ สาวแกร่งของ DMT และระบบคมนาคมอัจฉริยะ

คำถามคือกระบวนการวิเคราะห์นี้ เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง อย่างแรกก็คือข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ บูรณาการระบบ และสองก็คือนำมาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและสำรวจความพึงพอใจต่อการใช้บริการบนสายทางของเรา เริ่มต้นด้วยการบูรณาการระบบกล้องวงจรปิดกว่า 500 ตัวผสาน AI ซอฟต์แวร์ ติดตั้งทั้งสายทางโทลล์เวย์ ตั้งแต่กิโลเมตรแรกช่วงดินแดง-ดอนเมืองและจนถึงจบสายทางช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถานฯ เป็นระบบคมนาคมอัจฉริยะหรือ Intelligent Transport System (ITS) สามารถรายงานสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ได้ในแต่ละช่วงของสายทาง พร้อมคำนวณเวลาเดินทางที่จะถึงจุดหมายได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ความอัจฉริยะของระบบนี้ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความรวดเร็วในการเดินทางตลอดเส้นทางของผู้ใช้ทางยกระดับดอนเมือง เช่น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ศูนย์สั่งการ 24 ชั่วโมงสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งทีมงานของเรามีความพร้อมทั้งทักษะและความสามารถ ความครบครันทันสมัยของอุปกรณ์ และรถกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือดูแลผู้ใช้ทางครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภท

กิจกรรมคืนสู่สังคม 5 ด้าน สำหรับ DMT นั้นมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมมานานกว่า 20 ปี โดยยึดรากฐาน 5 ด้านสำคัญในการดำเนินกิจกรรมตอบแทนชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดรุ่นใหม่อย่าง ESG ที่นำมาปรับใช้ เพื่อผลลัพธ์ที่สามารถตอบโจทย์เพื่อสังคมและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ(Sustainable Development Goals หรือ SDGs)

โครงการเยาวชนจิตอาสาพัฒนาชุมชน ปั้น ปลูก

อัจฉรา เจริญพร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร บอกเราว่า DMT เน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นๆ เช่น ผู้คนและชุมชนในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แนวทางของ DMT คือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน เช่น โครงการเยาวชนจิตอาสาพัฒนาชุมชน ปั้น ปลูก คิด(ส์)ที่มุ่งส่งเสริมคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาชุมชนของตัวเอง ผู้สนใจสามารถติดตามได้ทาง Facebook :Don Muang Tollway

ในส่วนของการสร้างความผูกพันกับผู้ใช้ทางDMT เตรียมสิทธิพิเศษเพื่อตอบแทนผู้ใช้ทางทุกคนที่ได้รับแต้ม DMT จากการชำระค่าผ่านทางมาแลกส่วนลดและของรางวัลต่างๆ หรือนำแต้มมาลุ้นรางวัลใหญ่ในกิจกรรม Lucky Way ซึ่งในปีนี้นับเป็นโอกาสพิเศษครบรอบ 35 ปี เราเตรียมรางวัลมากมายภายใต้แคมเปญ “35 ปี DMT ขึ้นทุกวัน เฮทุกเดือน”ส่วนกิจกรรมที่ทำให้ DMT พบปะผู้ใช้ทางที่เราจัดอย่างต่อเนื่อง คือ Tollway Rally Thank User หรือ แรลลี่ที่พาผู้ใช้ทางร่วมทำกิจกรรมดีๆ ให้ชุมชนและสังคม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากทุกครั้ง และกิจกรรมต่อไปที่เราอยากให้ติดตามคือคอนเสิร์ตครบรอบ 35 ปีDMT โดยจะเปิดให้ผู้ใช้ทางนำแต้ม DMT มาแลกบัตรเข้าชม ซึ่งผู้ใช้ทางสามารถติดตามและลงทะเบียนสมัครสมาชิกได้ทาง Line Official : @donmuangtollway วิธีการสะสมแต้ม DMT จะทำได้ 2 แบบ คือการสแกนคิวอาร์โค้ดบนใบรับค่าธรรมเนียมผ่านทางหลวงพิเศษหรือชำระค่าผ่านทางด้วยบัตร M Pass Easy Pass จะได้รับแต้ม 2 เท่าแบบอัตโนมัติ

ทั้งหมดคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด DMT SMART DRIVE ที่ไม่ใช่แค่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่เป็นการรวมศักยภาพของการร่วมพัฒนาคนและสังคมให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

โซไซตี้ : DMT จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ จัดโครงการ Tollway Green way ต่อเนื่องปีที่ 6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752406

โซไซตี้ : DMT จับมือ ม.เกษตรศาสตร์  จัดโครงการ Tollway Green way ต่อเนื่องปีที่ 6

โซไซตี้ : DMT จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ จัดโครงการ Tollway Green way ต่อเนื่องปีที่ 6

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT มุ่งมั่นที่จะปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้และเข้าใจในความสำคัญของแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในอนาคต โดยครอบคลุมมิติ ESG สิ่งแวดล้อม สังคม และกำกับดูแลกิจการ โดยได้ยกระดับการดำเนินการตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่เข้มข้นมากขึ้น ผ่านกิจกรรม CSR ของบริษัท ทั้ง 5 ด้าน ประกอบไปด้วย ด้านการศึกษา ด้านยาเสพติด ด้านความปลอดภัยบนท้องถนนด้านคุณภาพชีวิตและสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล (Sustainable Development Goals : SDG)

โครงการนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งวิทยากรของบริษัทคือ นพพล โพธิ์ขี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน DMT ซึ่งเป็นผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาธุรกิจผ่านกลยุทธ์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ไปร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำกิจกรรมซีเอสอาร์ของบริษัทฯในครั้งนี้ เน้นการถ่ายทอดหลักการเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจกับกิจกรรมเพื่อสังคมสู่ผู้มีส่วนได้เสีย และหลักการประเมินผลที่เกิดคุณค่าทั้งผู้ให้และผู้รับในทุกแง่มุมให้กับนิสิตสาขาการตลาด ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และมอบโอกาสที่เปิดกว้างให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ นำเสนอโครงการซีเอสอาร์ที่มีคุณค่าต่อสังคม รวมทั้งต้องสามารถลงมือปฏิบัติได้จริงด้วยตนเอง โดยบริษัท ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนเงินทุนสำหรับทำโครงการจำนวนหนึ่ง

นพพล โพธิ์ขี เล่าให้เราฟังว่า “บริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) หรือ ESG เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต ควบคู่กับการส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืน ซึ่งใน DMT เองมีการขับเคลื่อนด้าน ESG In Process นั่นคือ ทุกกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจจะต้องเชื่อมโยงไปยัง Value Chain และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยเมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้กับนิสิต คณะวิทยาการจัดการ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ซึ่งเราร่วมกันจัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัย โดยเป็นส่วนหนึ่งในวิชาการตลาดเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของคณะฯ ตลอด 2 ชั่วโมงที่ได้บรรยายในหัวข้อ “การสื่อสารและกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรธุรกิจ” บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน น้องๆ นศ.ต่างทุ่มเทช่วยกันใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์วางแผน และนำเสนอโครงการกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมจัดทำงบประมาณมาอย่างละเอียด ซึ่งพวกเราทีมงานด้าน CSR ของดอนเมืองโทลล์เวย์ ก็ช่วยกันแบ่งปันประสบการณ์และเล่าอุปสรรคในการทำงานจริงให้น้องได้รับทราบ เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติต่อไป”

หลังจากที่จบการบรรยายด้าน ESG ทีมคณะทำงานด้านซีเอสอาร์ของดอนเมืองโทลล์เวย์ ได้สนับสนุนให้น้องๆ เยาวชนจาก ม.เกษตรฯ เหล่านี้ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน CSR ที่มูลนิธิบ้านจริงใจ อ.บางละมุง  ภายใต้โครงการ Tollway Green way โดยน้องๆ เลือกที่จะทำโครงการ “ยืดอก เพ้นท์ถุง” เพื่อมุ่งให้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนที่เกิดจากถุงพลาสติกให้กับเด็กๆ ในมูลนิธิฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้ถุงพลาสติก และสามารถลงมือประดิษฐ์ถุงผ้า จากเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว หรือได้เสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมาช่องทางต่างๆ เพื่อปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งจะเป็นรากฐานที่ดีให้กับเด็กๆ ของมูลนิธิฯต่อไปในอนาคต

สำหรับบรรยากาศการทำกิจกรรมนั้นเมื่อบรรดานิสิตและทีมงานจากบริษัทมาถึงที่มูลนิธิบ้านจริงใจ ต่างก็เร่งมือช่วยกันแจกอุปกรณ์ทำถุงผ้าให้กับเด็กๆ ในมูลนิธิฯ โดยมีทีมงานของบริษัท ได้ช่วยอธิบายขั้นตอนการทำกิจกรรม พร้อมทั้งประโยชน์ที่ทุกคนจะได้รับหลังจากการทำกิจกรรมจบ เด็กๆ เริ่มจากลงมือละเลงสี สาดความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มที่โดยมีพี่ๆนิสิต นศ. คอยประกบดูแลอย่างใกล้ชิดที่ต่างความสนุกสนานร่วมกับเด็กๆ จนจบกิจกรรม

ดวงรดา ทองเหลือนิสิตชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาการจัดการ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ตัวแทนเพื่อนๆ เล่าถึงบรรยากาศและสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ว่า โครงการนี้ริเริ่มมาจากแนวคิดที่ว่า สิ่งของที่เรามองว่าไม่มีประโยชน์แล้ว เช่น เสื้อเก่าที่เก็บไว้ในตู้ บางคนก็เก็บไว้แบบนั้น แต่บางคนก็เลือกที่จะทิ้งไปดื้อๆ โดยไม่นำไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อ แถมยังสร้างขยะอีก พวกเราจึงมองว่า ถ้าเรานำเสื้อผ้าไม่ใช้แล้ว มาทำให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่น และยังเป็นการลดขยะด้วยคงจะเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก และสิ่งที่ได้รับจากโครงการนี้ คือ ได้เรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้สิ่งของที่เรามองข้ามนำกลับมาทำให้มีคุณค่าในการใช้สอยอีกครั้ง ส่วนสิ่งที่ทางเด็กของมูลนิธิฯ ได้รับนั้นตนมองว่า นอกจากได้เรียนรู้สิ่งที่พวกเราถ่ายทอดแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่การสาธิตทำกระเป๋าผ้า แต่เป็นมิตรภาพที่เราต่างส่งต่อให้กัน

ทั้งนี้ นพพลและทีมงานจาก DMT ได้ขอบคุณเหล่าทีมงานและผู้เกี่ยวข้องของมูลนิธิบ้านจริงใจ ที่ได้ให้โอกาสนิสิตได้ฝึกคิด หาวิธีการ จัดทำงบประมาณและเห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงานจริง เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงสนามจริงและลงมือปฏิบัติจริงกับโครงการ “ยืดอก เพ้นท์ถุง” ที่พวกเขาทุ่มเทคิดขึ้น และดำเนินการจนกิจกรรมสำเร็จด้วยดี ที่สำคัญยังได้ส่งต่อวิธีคิดแผนงานด้าน ESG ให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติต่อไป บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เชื่อมั่นว่าการเรียนรู้ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเราจึงไม่หยุดเดินหน้าที่จะส่งมอบความรู้และประสบการณ์แก่เยาวชนให้เป็นคนคุณภาพของสังคมต่อไป

โซไซตี้ : สภากาชาดไทยผนึกกำลัง รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. และ เอเชีย เอรา วัน เปิดโครงการ One Drop for Life ชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751099

โซไซตี้ : สภากาชาดไทยผนึกกำลัง รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. และ เอเชีย เอรา วัน  เปิดโครงการ One Drop for Life ชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิต

โซไซตี้ : สภากาชาดไทยผนึกกำลัง รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. และ เอเชีย เอรา วัน เปิดโครงการ One Drop for Life ชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิต

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สภากาชาดไทย ร่วมกับบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้ร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และปัจจุบันเป็นผู้ให้การสนับสนุนการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด เปิดตัวโครงการ One Drop for Life เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีช่วยเหลือสังคมด้วยการบริจาคโลหิตช่วยวิกฤตโลหิตขาดแคลน และสร้างกุศลต่อลมหายใจให้แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ ณ ศูนย์บริจาคโลหิตเคลื่อนที่ บริเวณพื้นที่ชั้น 3 ประตู 1 Express zone สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ในวันที่ 21สิงหาคม และ 18 กันยายน 2566 เวลา 11.00-19.00 น.

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยกล่าวว่า “ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยเป็นองค์กรการกุศลระดับชาติ ดำเนินการเพื่อมนุษยธรรมตามหลักกาชาดสากล การบริการโลหิต ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของสภากาชาดไทย และได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้มีหน้าที่ในการจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุดจากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ” จากสถานการณ์การบริจาคโลหิตปัจจุบัน พบว่าปริมาณการจัดหาโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ มีการขาดแคลนโลหิตบางช่วงเวลาและบางเดือน ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอทั้งในภาวะปกติ และในภาวะวิกฤตที่ต้องใช้โลหิตในการรักษาอย่างเร่งด่วนจำนวนมาก หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญและช่วยเหลือจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต รวมถึง 2 หน่วยงาน 2 องค์กรหลัก ได้แก่ รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. และเอเชีย เอรา วัน ที่ได้ร่วมกันจัดงานบริจาคโลหิตที่มีจิตอันเป็นกุศล จัดเตรียมอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้าน ทั้งสถานที่บุคลากรและอุปกรณ์ต่างๆ รองรับการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ และคาดว่าในอนาคตจะสามารถใช้สถานที่นี้ในการเปิดเป็นจุดรับบริจาคโลหิตประจำได้อีกในอนาคต”

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ

ด้าน สุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด กล่าวว่า “รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ในฐานะผู้กำกับดูแลการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ของ เอเชีย เอรา วัน ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ในการใช้พื้นที่ของแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีมักกะสัน เพื่อนำมาดัดแปลงเป็นศูนย์บริจาคโลหิตเคลื่อนที่ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่กว้างขวาง สะอาด และมีการระบายอากาศได้ดี อีกทั้งยังสามารถเดินทางมาได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ อีกด้วย ศูนย์บริจาคโลหิตเคลื่อนที่แห่งนี้จะสามารถรองรับ และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มีจิตกุศลร่วมแรงร่วมใจกันทำความดีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และเพื่อตอบสนองความต้องการโลหิตสำรองของสภากาชาดไทยได้เป็นอย่างดี”

สฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด กล่าวว่า “โครงการ One Drop for Life จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังและสนับสนุนสภากาชาดไทยในการเร่งจัดหาโลหิตเพื่อแก้ปัญหาสภาวะขาดแคลนโลหิตสำรอง บริษัทมีความยินดีที่ได้อำนวยความสะดวกในการจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเปิดศูนย์บริจาคโลหิตเคลื่อนที่ในครั้งนี้ โดยบริษัทได้ผนึกกำลังพนักงาน และผู้บริหารมาร่วมบริจาคโลหิตในวันนี้เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกและสร้างวัฒนธรรมในการเป็น “ผู้ให้” ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม สอดคล้องกับแนวทางการให้บริการเดินรถของบริษัท อยากเชิญชวนให้ทุกท่านมาร่วมแสดงพลังร่วมใจในการกู้วิกฤตขาดแคลนโลหิตเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศที่กำลังต้องการโลหิตในการรักษาพยาบาล”

สุเทพ พันธุ์เพ็ง

สฤษดิ์ จิณสิทธิ์

โซไซตี้ : บีทีเอส ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749707

โซไซตี้ : บีทีเอส ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

โซไซตี้ : บีทีเอส ร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำโดย นริศรา ศรีสันต์ ที่ปรึกษากลยุทธ์ สื่อสารองค์กร, ณัฐชัย ผะเดิมชิตผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัย,ฐากูร สิงหนิก ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม และวรกิจ ปานิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำพนักงานและเจ้าหน้าที่ ร่วมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 3 ประจำปี 2566 เพื่อบรรเทาภาวะโลหิตสำรองขาดแคลนให้กับสภากาชาดไทย โดยครั้งนี้ได้โลหิตรวมทั้งหมด 82,350 ซีซี ส่งมอบโลหิตช่วยต่อชีวิตให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อไป ณ ศูนย์ฝึกอบรม สำนักงานใหญ่รถไฟฟ้าบีทีเอส เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ร่วมกับ นศ.ฝึกงาน จัดกิจกรรม ‘ปันรักจากพี่สู่น้อง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746750

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ร่วมกับ นศ.ฝึกงาน  จัดกิจกรรม ‘ปันรักจากพี่สู่น้อง’

โซไซตี้ : ‘หลักทรัพย์บัวหลวง’ ร่วมกับ นศ.ฝึกงาน จัดกิจกรรม ‘ปันรักจากพี่สู่น้อง’

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในปี 2566 นี้ บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวงได้ร่วมกับนักศึกษาฝึกงานจากหลากหลายสถาบัน ในโครงการ BLS Intern Camp 2023 จัดกิจกรรม “ปันรักจากพี่สู่น้อง” ณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมีกลุ่มนักศึกษาและพี่ๆ พนักงานหลักทรัพย์บัวหลวง นำขนมอร่อยๆ มาแจกน้องๆ พร้อมพูดคุย สอนการบ้านและจัดทำสมุดสำหรับเรียนอักษรเบรลล์จากกระดาษรีไซเคิลเพื่อผู้พิการทางสายตา โดยได้พี่ๆ ใจดีจากทางมูลนิธิฯร่วมแบ่งปันความรู้และสอนวิธีการทำด้วยตนเอง

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และประธานชมรม CSR กล่าวว่า “นอกจากการได้เรียนรู้การทำงานจริงแล้วที่นี่เรายังต้องการให้นักศึกษาฝึกงานได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งถือเป็นการปลูกจิตสำนึกสาธารณะที่บริษัทให้ความสำคัญเสมอมา”

ชนิกานต์ พรบวรเกียรติ หรือน้องแพมหนึ่งในนักศึกษาฝึกงานชั้นปีที่ 2 จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แบ่งปันความประทับใจว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มาร่วมกิจกรรม “ปันรักจากพี่สู่น้อง” ในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้น้องๆ สามารถเรียนหนังสือได้สะดวกขึ้นทั้งจากการสอนการบ้านและทำสมุดสำหรับเรียนอักษรเบรลล์ หากมีโอกาสก็อยากกลับไปเป็นอาสาสมัครอีกครั้งให้ได้ค่ะ”

สุดท้ายน้องแพมยังได้ฝากถึง นศ.ฝึกงานรุ่นต่อไปว่า “อยากให้มาร่วมกิจกรรมนี้กันเยอะๆ นะคะ เพราะทางบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปทำอะไรที่มีคุณค่ามากๆ ไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะ สิ่งที่จะได้กลับบ้านไปมันมากกว่าที่จะบรรยายได้อีกค่ะ”

หลักทรัพย์บัวหลวง เรายึดมั่นในการแบ่งปันความรู้คู่การส่งเสริมการทำความดี เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เติบโตพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

โซไซตี้ : ส่องโมเดลความสำเร็จโครงการ Picture Book ปลุกความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ปูทางสู่รากฐานพลังคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746595

โซไซตี้ : ส่องโมเดลความสำเร็จโครงการ Picture Book  ปลุกความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ปูทางสู่รากฐานพลังคน

โซไซตี้ : ส่องโมเดลความสำเร็จโครงการ Picture Book ปลุกความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ปูทางสู่รากฐานพลังคน

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” คือข้อความที่มักถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ ในสังคมออนไลน์ แต่ความจริงแล้ว หากย้อนดูสถิติจะพบว่าสวนทางจากประโยคดังกล่าวโดยสิ้นเชิงสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2548-2561 พบว่าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปใช้เวลาอ่านเฉลี่ยมากถึงวันละ 80 นาที จากสถิติดังกล่าวได้นำไปสู่คำถามที่ว่า การใช้เวลาอ่านมาก แปลว่าดีเสมอไปจริงหรือไม่? และอ่านอย่างไรถึงเรียกได้ว่า “อ่านดี”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เวลา” เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านในไทยเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ได้รวมไปถึง “คุณภาพ” จากผลการสอบโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ซึ่งวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พบว่าการประเมินรอบแรกในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินด้านการอ่านของนักเรียนไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ตามนิยามของ PISA นั้นหมายถึงความสามารถที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ได้อ่าน รวมถึงนำไปใช้วิเคราะห์ และสะท้อนออกมาเป็นความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนในด้านสะเต็มศึกษาและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จากโจทย์ตั้งต้นดังกล่าวจึงได้พัฒนาสู่จุดเริ่มต้นของโครงการวิจัยและพัฒนานำร่อง “การใช้หนังสือภาพเพื่อเสริมสร้างความคิดอย่างมีวิจารณญาณและการอ่านอย่างมีความหมาย” หรือ โครงการ Picture Book ดำเนินการภายใต้ โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต มุ่งเน้นเสริมทักษะสะเต็มศึกษาแก่เยาวชนไทย ภายใต้การสนับสนุนโดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(SEAMEO STEM-ED)โดยใช้หนังสือภาพเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมการอ่านอย่างมีความหมาย พร้อมพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของสะเต็มศึกษาให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น เพื่อปูรากฐานในการเรียนระดับที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผอ.ศูนย์ SEAMEO STEM-ED

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวถึงแนวคิดพัฒนาการอ่านอย่างมีความหมายผ่านหนังสือภาพว่า “เราเห็นแนวทางจากญี่ปุ่นหรือชิลี
ที่ใช้หนังสือภาพเป็นสื่อกลางการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ จึงนำแนวคิดนี้มาต่อยอดร่วมกับเชฟรอนในโครงการ Picture Book พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านและการเขียนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกาและคณะนักวิจัยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทางวิชาการจำนวน 7 แห่ง ของประเทศไทยเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กๆ ระดับประถมศึกษาตอนต้นสามารถอ่านโดยใช้กระบวนการคิด การฟัง จินตนาการ และตั้งคำถามพร้อมทั้งจัดอบรมครูให้มีทักษะการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือภาพ ซึ่งคัดเลือกจากเกณฑ์ที่เหมาะสมกับโครงการฯและนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โดยจะต้องสามารถอ่านจบในเวลา30 นาที รวมทั้งมีเนื้อเรื่องน่าติดตามและดำเนินเรื่องอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ทำให้นักเรียนต้องค้นหาหรือได้คิด ซึ่งเราหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นโมเดลสำคัญเพื่อขยายผลในระดับประเทศและเป็นต้นแบบให้อาเซียนต่อไป”

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราเล็งเห็นว่าความสำคัญของการอ่าน ไม่ใช่เพียงแต่ต้องอ่านออกเท่านั้น การใช้หนังสือภาพสามารถช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการอ่านอย่างมีความหมายได้อย่างแท้จริง ดังนั้นเพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารญาณให้กับเด็กตั้งแต่อายุน้อย เราจึงได้ตั้งเป้าหมายไปที่กลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-4 ใน 16 โรงเรียนจาก 7 จังหวัดทั่วประเทศ นักเรียนกับครูที่ผ่านการอบรมในโครงการ Chevon Enjoy Science จำนวน 32 คน ซึ่งปลายทางของโครงการดังกล่าว เราได้เห็นว่าเด็กๆ รักการอ่านมากขึ้น สามารถแสดงความคิดวิเคราะห์ออกมาได้อย่างเป็นระบบสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการฯ ที่เน้นเตรียมความพร้อมด้านทักษะสะเต็มให้แก่เยาวชน เพื่อเติบโตมาเป็นพลังคนที่สำคัญแก่ประเทศชาติในอนาคต ตามความมุ่งมั่นของเชฟรอนที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการศึกษา ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญ”

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธาน กก.บริหาร บจ.เชฟรอนฯ

ดร.รังรอง สมมิตร หัวหน้าโครงการวิจัยจากคณะศึกษาศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “จากหนังสือเล่มแรกสู่เล่มที่สิบ เราได้เห็นชัดเจนว่าเด็กผูกพันกับหนังสือและมีคลังคำศัพท์ในการพูดมากขึ้น กิจกรรมที่เราทำไม่ใช่การสอนอ่าน แต่เป็นการใช้ภาพเป็นสื่อกลางเพื่อลดทอนความกังวลด้านความผิดถูกโดยภาพกับคำจะทำงานกับความคิดให้เด็กมองภาพและเกิดความคิดอ่านอย่างเป็นระบบ อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้เด็กจินตนาการผ่านการคิดวิเคราะห์สังเกตมากขึ้น สำหรับปลายทางของโครงการฯ เราเชื่อว่าการอ่านที่มีความสุขจะนำไปสู่การอ่านเพื่อค้นหา และเมื่อเราเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ กล้าแสดงความคิดเห็นเมื่อนั้นเองที่เราจะได้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมา”

ด้าน อรวรรณ โสสะ คุณครูจากโรงเรียนวัดโลกา จ.สงขลา นำเทคนิคการสอนโดยใช้หนังสือภาพจากโครงการฯ มาสอนเล่าถึงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ว่า “หนังสือภาพถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมในห้องเรียน เมื่อเราได้ลองจัดการเรียนการสอนกับเด็กหลายๆ กลุ่ม ทั้งเด็กที่มีทักษะการอ่านดี ไปจนถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ยังต้องพัฒนาด้านการอ่านจะเห็นได้ว่าหนังสือภาพสามารถทลายกำแพงระหว่างเด็กสองกลุ่มนี้ เพราะภาพเป็นสื่อกลางที่ทำให้ไม่ว่าเด็กกลุ่มไหนก็สามารถมองภาพแล้วเข้าใจได้เหมือนเพื่อนๆ แทนที่จะใช้ตัวหนังสืออย่างเดียว อีกทั้งกระบวนการของเราได้เปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่การ Read Aloud หรืออ่านให้เด็กฟังแล้วให้เขียนเส้นเรื่องเหตุการณ์สำคัญในเนื้อเรื่อง ต่อด้วยการให้เด็กๆ แต่ละกลุ่มมาโต้แย้งถึงความคิดของตัวละครในการตัดสินใจกระทำบางอย่างในเรื่องและสิ้นสุดลงที่ให้เด็กๆ วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่อง ดังนั้นกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กๆ กล้าคิดกล้าแสดงออกเท่านั้น แต่เป็นการให้เด็กสามารถอ่านคิดวิเคราะห์ได้เป็นระบบ ซึ่งในฐานะคุณครูมองว่ากระบวนการนี้จะเป็นทักษะติดตัวให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ในวิชาอื่นหรือในชีวิตประจำวันได้”

การอ่านอย่างมีความหมายไม่ได้เป็นเพียงการอ่านออกหรืออ่านได้ แต่คือพื้นฐานสำคัญที่เราทุกคนต้องเสริมสร้างให้เด็กและเยาวชนเพื่อเป็นรากฐานต่อยอดไปสู่การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Readingliteracy) และช่วยให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ โครงการวิจัยและพัฒนานำร่อง “การใช้หนังสือภาพเพื่อเสริมสร้างความคิดอย่างมีวิจารณญาณและการอ่านอย่างมีความหมาย” ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญในการมุ่งมั่นพัฒนาทักษะการอ่าน อันจะต่อยอดไปสู่พลังคนที่เข้มแข็งของประเทศไทย และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่รู้จบต่อไปในอนาคต

ดร.รังรอง สมมิตร หน.โครงการวิจัย ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

ดร.รังรอง สมมิตร หน.โครงการวิจัย ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

อรวรรณ โสสะ โรงเรียนวัดโลกา จ.สงขลา

อรวรรณ โสสะ โรงเรียนวัดโลกา จ.สงขลา

โครงการ Picture Book ปลุกความฉลาดรู้ด้านการอ่าน

โครงการ Picture Book ปลุกความฉลาดรู้ด้านการอ่าน