‘เลิกบุหรี่’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ลดทรุด-เสี่ยงตายจากวายร้าย COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618191

วันที่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 17:50 น.

‘เลิกบุหรี่’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ลดทรุด-เสี่ยงตายจากวายร้าย COVID-19

เสียงจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ องค์การอนามัยโลก เห็นพ้องกันว่าบุหรี่เพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจากเชื้อโคโรนาไวรัสจะทรุดและตายมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ พร้อมชี้แนะเป็นโอกาสดีในการลด ละ เลิกบุหรี่

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 จากพฤติกรรมการสูบบุหรี่  2 ประการ คือ

ประการแรก คือ บุหรี่ทำให้ปอดไม่แข็งแรง

การสูบบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นชนิดมวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าย่อมส่งผลทำให้ปอดไม่แข็งแรง การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวก็ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพปอด และถ้าสูบเป็นระยะเวลานานก็สามารถนำไปสู่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เสี่ยงติดเชื้อมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากวารสารการแพทย์จีน ระบุว่า ในผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงรวมถึงเสียชีวิตเป็นผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า

ประการที่สอง คือ แชร์กันสูบเสี่ยงติดเชื้อทางน้ำลายหรือเสมหะ

การแบ่งกันสูบบุหรี่มวนเดียวกัน หรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้าร่วมกัน อาจจะส่งผลต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้จากทางน้ำลายหรือเสมหะ ดังจะเห็นได้จากที่มีข่าวคนไทย 11 คนติดเชื้อจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ร่วมกับชาวฮ่องกงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาอันสมควรที่จะเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเสริมสร้างสุขภาพปอดให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการติด COVID-19

ขณะที่ ดร. ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก ให้ความเห็นว่า การสูบบุหรี่น่าจะทำให้การป่วยจากโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 มีอาการรุนแรงขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ ดร.จิสลี่ เจนกิ้นส์ ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด มหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า การสูบบุหรี่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เช่นเดียวกับกรณีโรคซาร์สและเมอร์สที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะปอดของคนสูบบุหรี่จะถูกทำลายจนเกิดภาวะถุงลมโป่งพองซึ่งภาวะนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดสูงกว่าคนปกติ

นายแพทย์มานาบุ ซากุตะ ประธานสมาคมควบคุมยาสูบญี่ปุ่น ส่งจดหมายถึง รมต.สาธารณสุขญี่ปุ่น เตือนปัจจัยเสี่ยงสำคัญของไวรัส COVID-19 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และเบาหวาน

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย Clinical Characteristics of Coronavirus Disease 2019 in China หรือลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศจีน พบว่า ผู้ชายอายุเยอะและสูบบุหรี่ เป็นกลุ่มที่ถ้าหากติดเชื้อแล้วจะมีโอกาสป่วยรุนแรง เช่น ต้องย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิต โดยคิดเป็นผู้ชายมากถึง 67.2% ช่วงอายุที่มีอาการรุนแรงสุดคือตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (49.2%) และเมื่อเทียบระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่อยู่จะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่หยุดสูบไปแล้ว (25.8% กับ 7.6%) ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงที่ยังพอปรับเปลี่ยนได้ก็คือการเลิกสูบบุหรี่

พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่าเมื่อครั้งการระบาดของโรคเมอร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนาเช่นกัน พบคนสูบบุหรี่จะป่วยรุนแรงกว่าเพราะเซลล์ปอดของคนสูบบุหรี่มีตัวรับเชื้อไวรัสเมอร์สมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนสูบบุหรี่มีอาการรุนแรงกว่า แม้ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการติดเชื้อ COVID-19 แต่เชื่อว่ากลไกการติดเชื้อน่าจะคล้ายกัน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การสูบบุหรี่จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาที่ปอดแย่ลง เริ่มจากการทำให้เซลล์ปอดเกิดการอักเสบสะสมเรื้อรัง จนกระทั่งปอดถูกทำลายลงเรื่อยๆ และทำให้สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อมีการติดเชื้อปอดของผู้สูบบุหรี่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

คำชวนพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่จะเลิกบุหรี่ เพราะคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงต่อโคโรนาไวรัส”... ศาสตราจารย์ คริสโตเฟอร์ วิตตี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของอังกฤษ

“การเลิกสูบบุหรี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยลดการอักเสบของเซลล์ปอด ยับยั้งการที่เซลล์ปอดถูกทำลาย และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น” …ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด

ผลดีที่ร่างกายจะได้รับเมื่อเลิกบุหรี่

ตามรายงานจากสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษเผยผลดีที่ร่างกายจะได้รับเมื่อเลิกบุหรี่ว่า

  • การเลิกสูบบุหรี่เพิ่มโอกาสมีสุขภาพที่ดีได้ภายใน 20 นาที
  • หลังเลิกสูบบุหรี่หัวใจจะกลับสู่อัตราการเต้นปกติ
  • การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • ความดันโลหิตก็เริ่มลดลง
  • ภายใน 72 ชั่วโมงเซลล์ที่แข็งแรงจะเริ่มแทนที่เซลล์ที่เสียหายในปอด
  • ปอดก็จะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

หลากเหตุผลที่คนดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617992

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 09:00 น.

หลากเหตุผลที่คนดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนา

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องแอลกอฮอล์สาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ พร้อมเผยการดื่มเหล้าแก้วเดียวกันเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากแค่ไหน

จากสถานการณ์การพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 11 คน จากกรณีที่มีการสังสรรค์และดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกันนั้น เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดเวทีเสวนา “เหล้า บุหรี่ กับความเสี่ยง โควิด-19”

เหล้าเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อมากแค่ไหน

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมเสวนาผ่านการวิดีโอคอลว่า “แอลกอฮอล์” เป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ อาทิ วัณโรคปอด ปอดบวม โรคติดเชื้อในปอด ส่วนเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปอดได้เช่นกัน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสรับเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานฆ่าเชื้อโรคในร่างกายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ติดเชื้อต่างๆ ได้

การตั้งวงดื่มเหล้ากับเพื่อนหรือเที่ยวในสถานบันเทิงยิ่งเสี่ยงหนัก หากมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแค่หายใจ หรือหยิบจับภาชนะร่วมกันก็ติดเชื้อได้แล้ว เพราะนั่งในระยะใกล้ จากสถิติพบผู้ใหญ่ ติดไวรัสโควิด-19 ง่ายกว่าวัยอื่น ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นกลุ่มคนสูงวัยและคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

ดื่มเหล้าแก้วเดียวกันจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกคนหรือไม่

อาจกล่าวได้ว่ามีสิทธิรับเชื้อกันทุกคน เพราะนักดื่มส่วนใหญ่มีกลไกในแง่ความเป็นอยู่ด้านสุขลักษณะหรือการดูแลตัวเองน้อย จึงมีโอกาสรับเชื้อมากขึ้น เชื้อไวรัสจะส่งผ่านแก้วที่ใช้ร่วมกัน เข้าสู่ทางเดินหายใจทางจมูกและปาก เพียงหายใจใกล้กันหรือนั่งใกล้กันก็สามารถติดเชื้อได้แล้วเพราะผู้ติดเชื้อจะมีอาการไอ และมีน้ำมูกเชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะและน้ำลายถ้าเกิดการไอ ละอองน้ำลายจะฟุ้งกระจายไปสู่ภาชนะของผู้อื่นส่งผลให้โต๊ะเดียวกันติดเชื้อ

ความเสี่ยงของนักดื่มและคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำต้องระมัดระวังตัวมากกว่าคนปกติ เพราะจากงานวิจัยพบว่า

  • ผู้ที่ติดเหล้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดเชื้อในปอดถึง 2.9 เท่า
  • เหล้าเป็นสาเหตุของอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มของผู้ติดเชื้อวัณโรค ปอดบวม ถึง 13.5 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร

ทั้งนี้ รศ.พญ.รัศมน เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐกำลังออกมาตรการปิดสถานบันเทิง ซึ่งถือเป็นมาตรการทั่วไปในการสะกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็พบว่ามีสถานบันเทิงหลายแห่งก็ทยอยปิดกันไปบ้างแล้ว การงดสังสรรค์ จัดกิจกรรมที่มีผู้คนแออัด รวมถึงปิดสถานบันเทิงจะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้

จากวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นจังหวะดีที่นักดื่มจะหันมาดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการปกป้องตนเอง ต้องพยายามเว้นระยะห่างกัน ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายให้แข็งแรง การใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านเชื้อโรคนี้ได้

รวมพิกัดสถานที่รับตรวจ COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617882

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 09:50 น.

รวมพิกัดสถานที่รับตรวจ COVID-19

ประชาชนสามารถไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ได้ที่สถานที่ใดบ้าง? รวมสถานที่ที่ประชาชนสามารถไปตรวจหาเชื้อ COVID-19 พร้อมเช็กพิกัดแผนที่จากมือถือ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น!!

รายชื่อสถานที่ที่รับตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

  1. คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  2. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
  3. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4. รพ.ราชวิถี
  5. สถาบันบำราศนราดูร
  6. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  7. รพ.บำรุงราษฎร์
  8. คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  9. รพ.มหาราชนครราชสีมา
  10. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
  11. รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  12. ศูนย์วิจัยมาลาเรียโซโคล ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา
  13. รพ.ลำปาง
  14. รพ.สวรรค์ประชารักษ์
  15. บริษัท ไบโอ โมเลกุลาร์ แลบบอราทอรีส์ (ประเทศไทย)
  16. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายไทย)
  17. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐอเมริกา)
  18. สำนักป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง
  19. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี
  20. รพ.นครปฐม
  21. สถาบันวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (ส่วนกลาง)
  22. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง ประกอบด้วย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรัง
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครราชสีมา
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สงขลา
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สุราษฎร์ธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ภูเก็ต

เช็กพิกัดสถานที่

ประชาชนสามารถดูพิกัดรับตรวจโรค COVID-19 แผนที่คลิก https://map.nostramap.com/NostraMap/?layer/covid_19

อ้างอิง :  รัฐบาลไทย  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

14 เรื่องต้องรู้ ช่วยป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/617877

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 08:45 น.

14 เรื่องต้องรู้ ช่วยป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดทำสื่อการสอนส่วนรวมให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศในการตอบโต้การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เรื่อง : ป้องกันการสัมผัสโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ได้อย่างไร?

1 Hand washing ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที

2 Rubbingalcohol ใช้เจลแอลกอฮอล์ลูบมือรอจนแห้ง (หากไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดได้)

3 Wearing maskproperly สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องสีเข้มอยู่ด้านนอก สีอ่อนอยู่ด้านใน ปิดปาก และจมูก คลุมคาง บีบดั้ง + ล้างมือ ผู้ที่ไม่ป่วยสามารถสวมหน้ากากผ้าได้ แต่ผู้ที่มีอาการป่วยให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่กระจายโรค

4 Mask

หน้ากากผ้า => คนปกติ

หน้ากากอนามัย => คนป่วย/คนดูแลผู้ป่วย

หน้ากาก N95 => บุคลากรทางการแพทย์

เลือกประเภทหน้ากากให้เหมาะสมกับสถานะการทํางาน และบริบทในชีวิตประจําวัน ช่วยลดความขาดแคลนในอนาคต

5 Don’t touchyour face หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก และสัมผัสปากเพื่อลดโอกาสการนําเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก และปาก

6 Cover your mouthand cough ไอ จาม ใส่แขนพับ หัวไหล่ หรือลงในคอเสื้อ/ในสาบเสื้อ หลีกเลี่ยงการใช้มือปองปากและจมูก ถ้าใช้มือปองปากและจมูก ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

7 Social distancing ไม่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ (ไอ จาม) รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร เพื่อให้พ้นระยะการสัมผัสละอองเสมหะ (ถ้าจําเป็นต้องใกล้ชิดต้องสวมเครื่องป้องกัน ตา จมูก ปาก และล้างมือ)

8 Don’t sharepersonal items หลีกเลี่ยงจากใช้สิ่งของเครื่องใช้กับผู้อื่น (โดยเฉพาะกับผู้ป่วย) เพื่อลดการแพร่โรค (หน้ากากผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น)

9 Always wipes เช็ดทําความสะอาดพื้นผิวที่หยิบจับ สัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิด ที่จับประตู ราวบันได ปุมกดลิฟต์ วัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ด้วยแอลกอฮอล์ หรือ น้ำสบู่ (ขึ้นกับลักษณะพื้นผิวสัมผัสนั้นๆ)

10 Don’t Spraying การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส ไม่ควรฉีดพ่นเพราะจะเกิดละอองทําให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่ตกอยู่บนพื้นผิวฟุ้งกระจายขึ้นมาสวมเครื่องป้องกันก่อน (แว่นตา หน้ากากอนามัย ถุงมือหมวกคลุมผม ผ้ากันเปื้อน) เช็ด ขัด ถู อย่างต่อเนื่องในแนวนอน (เมื่อเข้าเฟส 3 ค่อยพิจารณาทํา)

11 Close toiletlid เพื่อลดโอกาสการฟุ้งกระจายของไวรัสซึ่งถูกขับออกทางอุจจาระ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดคราบโถสุขภัณฑ์ใส่ในถังพักนํ้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค และทําความสะอาดด้านในของฝาปิดโถด้วย

12 Stay home รีบทําธุระ รีบกลับที่พัก หากจําเป็นต้องไปให้สวมหน้ากาก ลูบมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น อาทิ โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร สถานีขนส่ง สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อป่วยให้หยุดงาน พักที่บ้าน Selfquarantine

13 Getting Flushot ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อลดโอกาสการป่วยที่มีอาการและอาการแสดงคล้ายกับการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (Influenzalike illness) จะได้ไม่ถูกเฝ้าระวังติดตาม (ไม่ได้ช่วยปองกันการติดโรค COVID-19 นะ)

14 Social Responsibility มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ปิดจมูกและปาก เมื่อไอ จาม อยู่บ้าน ไม่ไปทํางานเมื่อป่วยด้วยโรคที่ติดต่อง่าย กักกันตัวเองเมือกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยข้อมูลการเดินทางหรือพฤติกรรมเสี่ยงกับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และคําแนะนําของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด

ขอขอบคุณ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/g_km/handout001_12032020.pdf

‘แจ็ค หม่า’ บริจาคอุปกรณ์ต้านโควิด-19 ช่วยอีก 10 ประเทศเอเชีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618461

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 20:39 น.

‘แจ็ค หม่า’ บริจาคอุปกรณ์ต้านโควิด-19 ช่วยอีก 10 ประเทศเอเชีย

“การจัดส่งอย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทำให้สำเร็จ”

หนิงโป, 21 มี.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (21 มี.ค.) มูลนิธิแจ็ค หม่า (Jack Ma Foundation) และมูลนิธิอาลีบาบา (Alibaba Foundation) ของจีน เปิดเผยแผนการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์ให้อีก 10 ประเทศในเอเชีย เพื่อช่วยรับมือกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

รายงานระบุว่าหน้ากากอนามัย 1.8 ล้านชิ้น ชุดทดสอบ 210,000 ชุด ชุดป้องกัน 36,000 ชุด และอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องวัดอุณหภูมิทางหน้าผาก จะถูกส่งไปยังอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย เนปาล ปากีสถาน และศรีลังกา

“การจัดส่งอย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทำให้สำเร็จ” แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) ทวีตข้อความพร้อมให้กำลังใจ “เอเชียสู้ๆ!”

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) มูลนิธิฯ ทั้งสองแห่งประกาศว่าพวกเขาจะบริจาคหน้ากากอนามัย 2 ล้านชิ้น ชุดทดสอบ 150,000 ชุด และชุดป้องกัน 20,000 ชุด ส่งไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์

“อย่าไปเยี่ยมพ่อแม่” อังกฤษขอประชาชนเลี่ยงพบผู้ใหญ่ในครอบครัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618455

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 18:48 น.

"อย่าไปเยี่ยมพ่อแม่" อังกฤษขอประชาชนเลี่ยงพบผู้ใหญ่ในครอบครัว

เนื่องจากวันที่ 22 มีนาคมเป็นวันแม่ในสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรีจึงขอร้องประชาชนอย่ากลับไปเยี่ยมผู้ใหญ่ในบ้าน เพราะอาจนำความเสี่ยงไปให้พวกท่าน

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้ประชาชนอย่าไปเยี่ยมพ่อแม่ โดยเฉพาะในวันแม่ เนื่องจากพ่อแม่และผู้สูงวัยอาจเสี่ยงที่จะติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ และผู้สูงวัยเป็นกลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตมากวก่ากลุ่มวัยอื่นๆ

นายกรัฐมนตรีจอห์นสัน แนะนำให้ครอบครัวต่างๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายโดยไม่จำเป็น และพยายามปกป้องคนที่รักด้วยการพูดคุยทางโทรศัพท์หรือทางออนไลน์แทนที่จะไปพบกัน

จอห์นสันเตือนว่า ตอนนี้อังกฤษเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น อาจเป็นเวลาสองหรือสามสัปดาห์ ก่อนที่สถานการณ์จะเหมือนกับอิตาลี

“หากคุณแม่ของคุณเป็นผู้สูงอายุหรือร่างกายอ่อนแอ ผมเกรงจากสถิติทั้งหลายจะแสดงให้เห็นว่าคุณแม่จะมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตได้มาก” จอห์นสันกล่าว “เราไม่สามารถใช้คำพูดที่สวยหรูเพื่อปกปิดภัยคุกคามนี้ได้”

จอห์นสันยกตัวอย่างสถานการณ์ของอิตาลีที่มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนแล้วและยังคงเพิ่มสูงขึ้น หากชาวอังกฤษไม่ร่วมมือร่วมใจกัน ระบบสาธารณสุของประเทศก็จะไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่ล้นโรงพยาบาลได้

เหยื่อไวรัสในอิตาลี 99%เสียชีวิตเพราะมีอาการป่วยอยู่ก่อนแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618436

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 16:15 น.

เหยื่อไวรัสในอิตาลี 99%เสียชีวิตเพราะมีอาการป่วยอยู่ก่อนแล้ว

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะเคยป่วยมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้งส่วนใหญ่มีความดันสูง

ตามรายงานของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศอิตาลี พบว่าผู้ที่เสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ มากกว่า 99% ในอิตาลีเป็นผู้ที่มีอาการป่วยอยู่แล้ว

สถาบันที่อยู่ในกรุงโรมได้ตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ประมาณ 18% ของผู้ที่เสียชีวิตจากไวรัสในอิตาลีพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 3 รายหรือ 0.8% ของทั้งหมดไม่มีประวัติป่วยมามาก่อน

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไวรัสมีอาการเจ็บป่วยมาก่อนอย่างน้อย 3 ครั้ง และประมาณ 1 ใน 4 มีอาการป่วยมาแล้วอย่างน้อย 1 หรือ 2 ครั้งก่อนหน้านี้

ผู้เสียชีวิตมากกว่า 75% มีความดันโลหิตสูงประมาณ 35% เป็นโรคเบาหวาน และอีก 1 ใน 3 เป็นโรคหัวใจ

อายุเฉลี่ยของผู้ที่เสียชีวิตจากไวรัสในอิตาลีคือ 79.5 ปี จากตัวเลขเมื่อวันที่ 17 มีนาคม มีผู้อายุต่ำกว่า 50 ปีเสียชีวิตจากไวรัสแค่ 17 คน และผู้เสียชีวิตในของอิตาลีที่อายุต่ำกว่า 40 ปีทั้งหมดเป็นเพศชายและที่มีอาการป่วยรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว

หนังสือพิมพ์ Il Sole 24 Ore อ้างข้อมูลจาก GIMBE Foundation ว่าอาจมีชาวอิตาเลียนประมาณ 100,000 คนได้ติดเชื้อไวรัสแล้ว

วีรบุรุษชุดกาวน์ แม้จะเหนื่อยล้าแต่ทีมแพทย์ยังสู้ไม่ถอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618415

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 13:38 น.

วีรบุรุษชุดกาวน์ แม้จะเหนื่อยล้าแต่ทีมแพทย์ยังสู้ไม่ถอย

พวกเขาคือผู้เสียสละ เสี่ยงตายช่วยผู้ป่วยนับหมื่นคนในอิตาลีและอีกหลายพันคนในสเปน

1. พยาบาลสวมหน้ากากและอุปกรณ์ป้องกันปลอบเพื่อนพยาบาลอีกคนเมื่อพวกเขาเปลี่ยนกะเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ที่โรงพยาบาลเมืองเครโมนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมิลาน แคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี หลังจากการต่อสู้กับไวรัสผ่านไปหลายสัปดาห์ แม้ว่าทีมแพทย์ของอิตาลีได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ แต่พวกเขากำลังหมดแรงจากการทำสงครามกับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (ภาพถ่ายโดย Paolo MIRANDA / AFP)

2

2. พยาบาลในเมืองเครโมนา ประเทศอิตาลี สวมกอดกันระหว่างการทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตสูงกว่าในประเทศจีนแล้ว (ภาพถ่ายโดย Paolo MIRANDA / AFP)

3.

3. พยาบาลเพิ่งจะได้พักในตอนเช้าหลังจากเปลี่ยนกะ 12 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ที่โรงพยาบาลเครโมนาระหว่างการปิดประเทศอิตาลี เพื่อหยุดการแพร่กระจายของ COVID-19 แต่ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้่อที่มากเกินกว่าทีมแพทย์จะรับไหว ทำให้สถานการณ์ในอิตาลียังไม่มีวี่แววจะดีขึ้น (ภาพโดย Paolo MIRANDA / AFP)

4

4. กลุ่มพยาบาลสวมหน้ากากและอุปกรณ์ป้องกันร่วมถ่ายรูปหมู่ก่อนเข้ากะกลางคืนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ที่ โรงพยาบาลเครโมนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมิลาน พวกเขาคงมีกำลังใจแม้ว่าสงครามกับไวรัสจะหนักหน่วงขึ้นทุกวันก็ตาม (ภาพถ่ายโดย Paolo MIRANDA / AFP)

5.

5. เจ้าของร้านดอกไม้จัดช่อดอกไม้มามอบให้พยาบาลที่โรงพยาบาลบูร์โกส เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 ในเมือง บูร์โกสทางตอนเหนือของสเปน – สเปนรายงานว่าอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อสูงเป็นอันดับสองในยุโรปรองจาก อิตาลี (ภาพถ่ายโดย CESAR MANSO / AFP)

ดัตช์หัวใจสลายทำลายดอกไม้หลายล้านดอก ไวรัสระบาดทำให้ไม่มีใครซื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618409

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 12:21 น.

ดัตช์หัวใจสลายทำลายดอกไม้หลายล้านดอก ไวรัสระบาดทำให้ไม่มีใครซื้อ

ตอนนี้สมาคมผู้ปลูกดอกไม้กำลังรณรงค์ให้ประชาชน “ซื้อดอกไม้ไม่ใช่กระดาษชำระ” เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

ตอนนี้เป็นฤดูดอกทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ แต่ปีนี้ผู้ปลูกต้องหัวใจสลายเมื่อพวกเขาต้องทำใจทำลายดอกไม้นับล้านต่อวัน เป็นภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ เนื่องจากการระบาดของโคโรนาไวรัสทำให้ไม่มีใครซื้อดอกไม้ในเวลานี้

ภาพที่ปรากฎตอนนี้คือดอกทิวลิป กุหลาบ ดอกเบญจมาศและดอกไม้อื่นๆ กองเป็นภูเขาเลากานำมากองรวมกันไว้เพื่อเตรียมถูกทำลายในตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดอกไม้ต่างๆ ที่มีสีสดใสถูกรถตักนำทิ้งลงในถังขยะขนาดใหญ่ แทนที่จะถูกจัดเก็บอย่างดีแล้วส่งไปจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ซื้อไปมอบให้กับคนที่พวกเขารักเหมือนในสถานการณ์ปกติ

“ทางออกเดียวคือเราทำลายพวกมัน” มิคาเอล ฟาน สเคีย โฆษกของ Royal FloraHolland ซึ่งเป็นบริษัทประมูลดอกไม้ชั้นนำของโลก กล่าว

“นี่เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เราต้องทำแบบนี้ การประมูลดอกไม้ของชาวดัตช์นั้นมีมานานกว่าร้อยปีแล้วและนี่เป็นครั้งแรกที่เราอยู่ในภาวะวิกฤติ” เขากล่าวกับ AFP

Royal FloraHolland กล่าวว่ามีผลผลิตดอกไม้ประจำปีของเนเธอร์แลนด์ระหว่าง 70 – 80% กำลังถูกทำลาย

สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าขมขื่นสำหรับประเทศที่ดอกทิวลิปเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของชาติ

พริสกา ไคลย์น หัวหน้าสมาคมผู้ผลิตดอกทิวลิปไฟแห่งเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า การปิดตัวของร้านค้าและธุรกิจที่จากการระบาดของไวรัสที่กำลังเกิดขึ้นไปทั่วโลก และจะส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วง

“เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ไม่มีความต้องการดอกไม้อีกต่อไปเพราะวิกฤตโคโรนาไวรัสครอบคลุมไปยุโรป” ไคลย์น กล่าว

เธอกล่าวเสริม วิกฤตได้มาถึง “ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในปี” สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกทิวลิป

“ตอนนี้เรากำลังจะมีวันแม่และผู้ปลูกดอกทิวลิปเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเมษายน – พฤษภาคมดังนั้น (วิกฤตตอนนี้) จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกษตรกรจะต้องรับรายได้จากการลงแรงของพวกเขาพอดี” ไคลย์นกล่าว

ตอนนี้สมาคมผู้ปลูกดอกไม้กำลังรณรงค์ให้ประชาชน “ซื้อดอกไม้ไม่ใช่กระดาษชำระ” แทนที่จะกักตุนสินค้าด้วยความตื่นกลัว ให้พวกเขาหันมาซื้อดอกไม้เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศแทน

Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP
Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP
Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP
Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP

อินเดียเสี่ยงเป็นจุดระบาดใหญ่ของโลก รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว14ชั่วโมง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618393

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 09:45 น.

อินเดียเสี่ยงเป็นจุดระบาดใหญ่ของโลก รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว14ชั่วโมง

อินเดียมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีโรงพยาบาลไม่พอกับประชาชน และขาดแคลนแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แม้ในเวลาปกติ

รัฐบาลอินเดียเริ่มใช้มาตรการเคอร์ฟิว 14 ชั่วโมงเพื่อลดการแพร่กระจายของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่ระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศ หลังพบว่ามีผู้ป่วย 315 รายที่ติดโรคนี้แล้ว และยังมีความเสี่ยงที่ไวรัสจะกระจายไปเร็วยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี นเรนทร โมที แถลงกับประชนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยกระตุ้นให้ประชาชนอยู่ในบ้านระหว่างเวลา 6:30 น. ถึง 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นมาตรฐานของอินเดีย เพื่อยับยั้งความเคลื่อนไหวของประชากร เขากล่าวว่ามาตรการนี้เป็นการทดสอบที่สำคัญสำหรับประเทศเพื่อประเมินความสามารถในการต่อสู้กับโรคระบาด

“ให้พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของเคอร์ฟิวซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการต่อสู้กับ COVID-19 ที่มีความอันตราย มาตรการที่เราดำเนินการในตอนนี้จะมีส่วนช่วยเราในเวลาต่อไป” โมทีทวีตข้อความนี้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่เคอร์ฟิวจะเริ่ม

ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอินเดียอาจจะกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดครั้งใหญ่ Los Angeles Times รายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อว่าอินเดียกำลังตามไม่ทันกับการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการจำนวนมหาศาล แพทย์ชั้นนำคนหนึ่งกล่าวว่าประเทศนี้ “อยู่ห่างจากสถานการณ์แบบสเปนหรืออิตาลี หรือจีน เพียงไม่กี่วัน”

Arvind Kumar ประธานศูนย์ศัลยกรรมทรวงอกที่โรงพยาบาล Sir Ganga Ram ในนิวเดลีกล่าวว่า เขาสงสัยมาตลอดตั้งแต่วันแรกแล้วว่าตัวเลขที่ถูกประกาศออกมานั้นไม่ตรงกับความจริง เพราะน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ อินเดียมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีโรงพยาบาลไม่พอกับประชาชน โดยมีอัตรา 1 เตียงรองรับประชากร 2,000 คน (เทียบกับ 2½ เตียงในสหรัฐ) และขาดแคลนแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แม้ในเวลาปกติ