การทูตหน้ากากอนามัย โอกาสทองจีนซื้อใจชาวโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618374

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 21:30 น.

การทูตหน้ากากอนามัย โอกาสทองจีนซื้อใจชาวโลก

จีนรับบทฮีโร่ ในขณะที่ยุโรปกำลังขาดความเป็นหนึ่งเดียวกันในการรับมือ Covid-19

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในฝั่งยุโรปกำลังทะยานขึ้นต่อเนื่อง และจีนเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว รัฐบาลจีนจึงเริ่มปฏิบัติการสานสัมพันธ์ทางการทูตด้วยการส่งความช่วยเหลือด้านการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปให้ยุโรป

กรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การช่วยเหลือเซอร์เบีย ที่ถือเป็นโอกาสทองที่จะให้จีนโชว์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประเทศแถบยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่สมรภูมิที่จีนและอียูจะใช้แสดงอิทธิพล

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี อเล็กซานดาร์ วูชิช ของเซอร์เบีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศและยังเอ่ยถึงความคับข้องใจในการรับมือสถานการณ์ของสหภาพยุโรป (อียู) ว่า “อย่างที่คุณรู้กันว่าขณะนี้เราไม่สามารถนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของสหภาพยุโรป ความเป็นหนึ่งเดียวกันของยุโรปไม่เคยมีอยู่จริง มีแต่ในนิยายบนแผ่นกระดาษเท่านั้น”

ต้องอธิบายก่อนว่า อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ห้ามประเทศสมาชิกอียูส่งออกอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก เพื่อสงวนไว้ให้ประเทศสมาชิกเท่านั้น และขณะนี้เซอร์เบียยังอยู่ระหว่างขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู จึงนำเข้าหน้ากากอนามัยไม่ได้

ในเมื่อเพื่อนบ้านในยุโรปไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือ ผู้นำเซอร์เบียจึงหันไปพึ่งมิตรนอกทวีปอย่างจีน โดยประกาศในวันเดียวกับวันประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินว่าได้ขอความช่วยเหลือจากจีนแล้ว “ผมเชื่อมั่นในพี่ชายและมิตรอย่างสีจิ้นผิง และเชื่อมั่นในการให้ความช่วยเหลือของจีน ประเทศเดียวที่จะช่วยเหลือเราได้คือจีน”

ซึ่งฝั่งจีนก็ตอบรับและส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เซอร์เบียร้องขอไปถึงกรุงเบลเกรดในวันถัดมา

นอกจากนี้ อิตาลีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในสหภาพยุโรป และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตแซงหน้าจีนที่เป็นประเทศที่ระบาดเป็นที่แรกไปแล้ว ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์จากประเทศสมาชิกอียูด้วยกันเช่นกัน

สัปดาห์ที่แล้ว เมาริซิโอ มัสซาริ ทูตอิตาลีประจำอียู แสดงความผิดหวังหลังจากที่ประเทศสมาชิกอียูปฏิเสธคำร้องของคณะกรรมการยุโรปที่ให้ส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปช่วยเหลืออิตาลี ผ่านบทความในเว็บไซต์ Politico ว่า “น่าเสียดายที่ไม่มีประเทศสมาชิกอียูสักประเทศที่ตอบรับคำร้องของคณะกรรมการ มีแต่จีนที่ยอมยื่นมือช่วยเหลือ แน่นอนว่าไม่ใช่สัญญาณที่ดีของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในยุโรป”

ขณะนี้ทางการจีนส่งทั้งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปให้อิตาลีอย่างน้อย 2 ลำแล้ว รวมทั้งชุดทดสอบการติดเชื้ออีก 1,000 ชุด

ความเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้ช่วยเปลี่ยนภาพของจีนจากประเทศที่เป็นต้นตอของการแพร่ระบาดมาสู่ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นได้อย่างดี ทั้งยังได้รับคำชมล้นหลามจากทั้งชาวยุโรปและบุคคลสำคัญ อาทิ เทโดรส อัดดานัม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่าการช่วยเหลืออิตาลีของจีนว่าเป็น “ตัวอย่างของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่น่าชื่นชม”

นอกจากนี้ จีนยังให้ความช่วยเหลือด้านความรู้ทางการแพทย์กับกับโปแลนด์ กรีซ บอสเนียและเฮอร์เซโกวินาด้วย

การทำการทูตผ่านหน้ากากอนามัยทำให้จีนขยับความสัมพันธ์กับบรรดาประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

อันที่จริงนอกเหนือจากการไม่แยแสประเทศยุโรปด้วยกันเองในช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสระบาด ลำพังความไม่พอใจอียูของประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านก็ผลักให้ประเทศเหล่านี้หันไปหาจีนมากขึ้นๆ

เมื่อปีที่แล้วความพยายามขอเข้าเป็นสมาชิกอียูของแอลเบเนียและมาซิโดเนียกลับต้องชะงักลงหลังจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาตรง ของฝรั่งเศสแย้งว่าควรรอให้แก้ไขกฎการรับสมาชิกเพิ่มของอียูแล้วเสร็จก่อน ทำให้ทั้งสองประเทศยังไม่ได้เป็นสมาชิกอียู

นอกเหนือจากนั้น ในช่วงไม่กี่ปีมานี้จีนยังเข้าไปเหยียบจมูกของอียู โดยการพยายามเพาะสร้างอิทธิพลในคาบสมุทรบอลข่านด้วยการจัดตั้งโครงการ 17+1 ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่มของจีนและประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกอีก 17 ประเทศ

โครงการนี้จีนจะเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาให้ประเทศเหล่านี้ทัดเทียมประเทศอื่นในยุโรปผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบของการให้กู้ยืมเงินผ่านโครงการ Belt & Road ในประเทศที่ขาดแคลนเงินทุน อาทิ มอนเตเนโกร แอลเบเนีย มาซิโดเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา และเซอร์เบียที่จีนถึงกับเรียกว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญในยุโรปตอนใต้

ส่วนอิตาลีนั้นจีนซื้อใจด้วยการซื้อพันธบัตรมูลค่า 5,000 ล้านหยวน และเงินจำนวนนี้ยังส่งไปช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับบริษัทสัญชาติอิตาลีในจีนด้วย

การลงนามครั้งนี้ทำให้อิตาลีกลายเป็นประเทศสมาชิก G7 ประเทศแรกที่กู้ยืมเงินจากรัฐบาลจีน

ส่วนฝั่งจีนก็ได้รับแรงหนุนโครงการ Belt & Road จากอิตาลีอย่างเต็มที่ และเป็นไปได้ว่าจีนอาจใช้อิตาลีเป็นสะพานเชื่อมเข้าสู่ยุโรปในอนาคต

การปรากฏตัวของจีนสร้างความกังวลให้ประเทศพี่ใหญ่ในยุโรปทั้งหลาย คณะกรรมาธิการอียูถึงกับนิยามว่าจีนเป็น “คู่แข่งเชิงระบบ” ของอียู

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การคว้าโอกาสทองด้วยการยื่นมือให้ความช่วยเหลือประเทศในยุโรปในยามยากของจีนครั้งนี้ จะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จีนให้ดีขึ้นในสายตาชาวยุโรปได้แน่นอน

สื่อจีน-ญี่ปุ่นชี้ ‘สหรัฐ’ ต้นกำเนิด ‘ไวรัสโคโรนา’ ตัวจริง (3) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618377

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 20:15 น.

สื่อจีน-ญี่ปุ่นชี้ ‘สหรัฐ’ ต้นกำเนิด ‘ไวรัสโคโรนา’ ตัวจริง (3) 

มีการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดจากที่อื่น แต่เริ่มระบาดหลังถูกนำพามาสู่ตลาดสดในเมืองอู่ฮั่น

หลังจากโคโรนาไวรัส (Covid-19) ระบาดอย่างหนัก บรรดาสื่อมวลชนตะวันตกพากันประโคมข่าวใหญ่ว่าไวรัสร้ายมีต้นกำเนิดจากสัตว์ในตลาดสดแห่งหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน

ทว่าการรายงานของสื่อมวลชนจีนและญี่ปุ่นอาจพลิกเปลี่ยนความเข้าใจที่สื่อมวลชนตะวันตกชี้นำ เพราะมีการศึกษาพบว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดจากที่อื่น หลากหลายตำแหน่งแห่งหน แต่เริ่มระบาดหลังถูกนำพาสู่ตลาด

หากพูดอย่างชัดเจนตามการรายงานของสื่อมวลชนตะวันออก ดูเหมือนว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้มีต้นกำเนิดในจีนอย่างที่กำลังเข้าใจกัน แต่อาจมีต้นกำเนิดจากประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ในอีกซีกโลกอย่าง “สหรัฐ”

• นักไวรัสวิทยาไต้หวันชี้ “โคโรนาไวรัส” มีต้นกำเนิดในสหรัฐ

สถานีโทรทัศน์ไต้หวันรายงาน (27 ก.พ.) แผนภาพและแผนผังที่ระบุว่าโคโรนาไวรัสมีต้นกำเนิดอยู่ในสหรัฐ โดยผู้นำเสนอเป็นนักไวรัสวิทยาและเภสัชกรชั้นนำที่ศึกษาแหล่งที่มาของไวรัสอย่างละเอียดและเนิ่นนาน

ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าวอธิบายรูปแบบของสารพันธุกรรม (haplotype) อันหลากหลาย ความเชื่อมโยงในลักษณะจุดต่อจุด และประเด็นหลักคือรูปแบบการติดเชื้อในไต้หวันอาจมีต้นตอมาจากสหรัฐเท่านั้น

ตรรกะพื้นฐานคือตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีความหลากหลายของสายพันธุ์ไวรัสมากที่สุดต้องเป็นแหล่งต้นกำเนิดเพราะไวรัสสายพันธุ์หนึ่งๆ มิอาจเกิดขึ้นเองได้ โดยเขากล่าวว่าเฉพาะสหรัฐมีไวรัสอันเป็นที่รู้จักทั้งหมด 5 สายพันธุ์

ขณะที่เมืองอู่ฮั่นและพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของจีนมีไวรัสอันเป็นที่รู้จักเพียง 1 สายพันธุ์ เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ อังกฤษ เบลเยียม และเยอรมนี ทำให้เกิดสมมติฐานว่ารูปแบบของสารพันธุกรรมในประเทศอื่นๆ อาจมีต้นกำเนิดในสหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเกาหลีใต้และไต้หวันมีรูปแบบของสารพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสที่แตกต่างจากจีน คืออาจติดต่อกันง่ายกว่าแต่ร้ายแรงถึงตายน้อยกว่า โดยอัตราการเสียชีวิตอาจคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของจีนเท่านั้น

ส่วนอิหร่านและอิตาลี แม้ไม่ได้อยู่ในการศึกษาของเขา แต่ปัจจุบันทั้งสองประเทศได้ถอดรหัสพันธุกรรมโคโรนาไวรัสในท้องถิ่นและพบว่ามีความแตกต่างจากจีน ซึ่งหมายความว่าไม่ได้มีต้นกำเนิดในจีนแต่ถูกนำเข้าจากแหล่งที่มาอื่น

อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่าสังเกตว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในอิตาลีคร่าชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากเกือบเทียบเท่าในจีน ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ สามเท่า ขณะที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในอิหร่านมีความร้ายแรงมากที่สุดด้วยอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 10-25

ผู้เชี่ยวชาญเสริมว่า ณ เวลานี้ที่มีการตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 อย่างน้อย 1 รายใน 50 ประเทศทั่วโลก ควรมีการตรวจสอบตัวอย่างพันธุกรรมไวรัสโคโรนาในแต่ละประเทศ เพื่อชี้ชัดตำแหน่งต้นกำเนิดและแหล่งที่มา ตลอดจนรูปแบบการแพร่ระบาด

เมื่อไม่นานนี้ สหรัฐตรวจพบผู้ป่วยเสียชีวิตจาก “โรคพังผืดสะสมในปอด” (pulmonary fibrosis) เนื่องจากไม่สามารถหายใจได้ปกติมากกว่า 200 ราย แต่สภาพร่างกายและอาการทั้งหมดของผู้ป่วยเหล่านั้นมิอาจได้ด้วยโรคดังกล่าว

นักไวรัสวิทยาชาวไต้หวันผู้นี้เผยว่า เขาเขียนบทความเรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐทบทวนสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยเหล่านั้นว่ามาจากไวรัสโคโรนาหรือไม่ แต่อีกฝ่ายกลับอ้างว่าสาเหตุมาจากบุหรี่ไฟฟ้าและปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป

นอกจากนั้นนักไวรัสวิทยาชาวไต้หวันยังชี้ว่า การระบาดของโคโรนาไวรัสอาจเริ่มต้นเร็วกว่าที่สันนิษฐานกัน อาจต้อง “มองย้อนกลับไปถึงเดือนกันยายน 2019” เมื่อพบชาวญี่ปุ่นที่ไม่เคยเดินทางเยือนจีนเลยติดเชื้อหลังกลับจากเกาะฮาวายของสหรัฐ

วันเวลาดังกล่าวเป็นเวลา 2 เดือนก่อนมีการระบาดในจีน และหลังสหรัฐสั่งปิดฟอร์ต เดทริก (Fort Detrick) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอาวุธชีวภาพในรัฐแมริแลนด์ โดยอ้างว่าสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถป้องกันการสูญเสียจุลชีพก่อโรคได้

นักไวรัสวิทยาชาวไต้หวันทิ้งท้ายว่าเขาดำเนินการสืบสวนรายละเอียดของผู้ป่วยชาวอเมริกันที่เสียชีวิตเหล่านั้นอย่างรอบคอบ ซึ่งพบข้อบ่งชี้ว่าโคโรนาไวรัสอาจแพร่ระบาดในสหรัฐแล้ว แต่กลับถูกตีความให้เป็นโรคอื่น รวมถึงอาจถูกปกปิดอีกด้วย

อนึ่ง โกลบอล ไทม์ส สื่อทางการจีน รายงานกรณีผู้ป่วยในสหรัฐเสียชีวิต โดยญาติได้รับแจ้งว่าสาเหตุมาจากโรคไข้หวัดใหญ่ แต่ข้อมูลในใบมรณะบัตรกลับระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากโคโรนาไวรัส

ปัจจุบันยังไม่แน่ชัดว่าการวินิจฉัยโรคที่ย้อนแย้งกันในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าไรในสหรัฐ แต่เป็นไปได้ว่ามีอีก เนื่องจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐขาดแคลนชุดตรวจสอบที่เชื่อถือได้ รวมถึงมีปัญหาการตรวจสอบอย่างทั่วถึง

ติดตามบทความตอนที่ 1 : สื่อจีน-ญี่ปุ่นชี้ ‘สหรัฐ’ ต้นกำเนิด ‘โคโรนาไวรัส’ ตัวจริง (1)

ติดตามบทความตอนที่ 2 : สื่อจีน-ญี่ปุ่นชี้ ‘สหรัฐ’ ต้นกำเนิด ‘โคโรนาไวรัส’ ตัวจริง (2) 

ที่มา : https://www.xinhuathai.com/high/china-japan-media-cov-3_20200317

วิจัยชี้คนป่วยโควิด-19 แพร่เชื้อได้ก่อนมีอาการ 2.5 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618360

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 19:01 น.

วิจัยชี้คนป่วยโควิด-19 แพร่เชื้อได้ก่อนมีอาการ 2.5 วัน

ผลการวิจัยนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการล้างมือและการแยกตัวออกจากสังคม

ผลการวิจัยจากนานาประเทศชี้ คนที่มีเชื้อโคโรนาไวรัสสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนที่อาการจะปรากฏราว 2.5 วัน ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการล้างมือและการแยกตัวออกจากสังคม

ผู้เชี่ยวชาญที่สำนักข่าว CNN สัมภาษณ์ระบุตรงกันว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่ทราบว่าผู้ป่วยที่มีอาการ กับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยและไม่แสดงอาการ สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ในอัตราส่วนเท่าใด แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเล็กน้อยสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าที่เคยเข้าใจ

ไมเคิล ออสเทอร์โฮล์ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคติดต่อและนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาเผยว่า ตอนนี้เราทราบแล้วว่าการแพร่เชื้อจากคนที่ไม่แสดงอาการคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่กระจาย เนื่องจากทำให้การควบคุมยากขึ้น

แม้แต่ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ ยังเขียนบทความลงในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine โดยระบุว่า “มีหลักฐานชี้ชัดว่า Covid-19 สามารถแพร่จากผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการ ซึ่งหมายความว่าโรคนี้จะควบคุมได้ยากกว่าโรคเมอร์สหรือซาร์สที่แพร่เชื้อเฉพาะผู้ที่มีอาการเท่านั้น”

นอกจากนี้ แซนดรา ซีเชค ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์ไวรัสวิทยาในเมืองแฟรงเฟิร์ตของเยอรมนี ที่ทำการตรวจผู้โดยสาร 24 รายที่เพิ่งเดินทางมาจากอิสราเอล ยังพบว่า สารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ มีปริมาณเชื้อไวรัสเข้มข้นกว่าของผู้ป่วยที่แสดงอาการ

การมีปริมาณเชื้อไวรัสมากหมายความว่ามีโอกาสแพร่เชื้อได้มากกว่า

เมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ. ยังมีผลการศึกษาการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสในเมืองเทียนจินของจีนและในสิงคโปร์โพสต์ใน MedRxiv ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์โพสต์งานวิจัยก่อนตีพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเยล วารสารการแพทย์ BMJ และห้องวิจัย Cold Spring Harbor Laboratory ในนิวยอร์ก

งานวิจัยทั้งสองชิ้นพบการแพร่เชื้อของผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการในปริมาณที่เด่นชัด

อีกชิ้นหนึ่งที่ให้ผลอย่างเดียวกันคือ งานวิจัยของนักวิจัยจากเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ ที่พบว่า 48-66% ของผู้ป่วยในสิงคโปร์ 91 รายที่ติดเชื้อจากที่เดียวกัน ได้รับเชื้อจากคนที่ไม่แสดงอาการ และในจำนวนผู้ป่วย 135 รายในเมืองเทียนจิน มี 62-77% ที่ได้รับเชื้อจากคนที่ไม่แสดงอาการ

นอกจากนี้ นักวิจัยจากแคนาดา เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ที่ศึกษาคนไข้กลุ่มเดียวกันนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อก่อนที่อาการจะปรากฏ 2.55 วันในเมืองเทียนจิน และ 2.89 วันในสิงคโปร์

แคโรลีน คอลิจ์น หนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า การวิเคราะห์ของเราชี้ให้เห็นว่าการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการเกิดขึ้นเป็นปกติ

เหตุใดอัตราตายจากโควิดในเยอรมนีต่ำกว่าอิตาลีถึง 40 เท่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618368

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 18:01 น.

เหตุใดอัตราตายจากโควิดในเยอรมนีต่ำกว่าอิตาลีถึง 40 เท่า

อัตราเสียชีวิตจากเชื้อโควิดในเยอรมนีไม่ถึง 1% หากเทียบกับอิตาลีที่ 8%

สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดในยุโรป ถือว่ารุนแรงและกลายเป็นศูนย์กลางการ ระบาดแห่งใหม่ของโลกแทนที่จีน ตามคำแถลงขององค์การอนามัยโลก ตรงข้ามกับสถานการณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ที่นับวันการระบาดทุเลาลงอย่างชัดเจน ผู้คนเริ่มในจีนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ

การระบาดในอิตาลีและสเปนนับว่ามีความร้ายแรงมากกว่าชาติอื่นๆในยุโรปด้วยกัน โดยที่สเปนติดเชื้อแล้ว 21,571 เสียชีวิต 1,093 ส่วนอิตาลีติดเชื้อ 47,021 เสียชีวิต 4,032 ราย *ข้อมูลวันที่ 21 มีนาคม*

หากเทียบประเทศพี่ใหญ่แห่งEU อย่างเยอรมนี ยอดติดเชื้อ 19,865 รักษาหาย 180 เสียชีวิต 68 ราย *ข้อมูลวันที่ 21 มีนาคม* ตามรายงานของสถาบัน Robert Koch Institute (RKI)

นั้นหมายความว่าอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดในเยอรมนีติดอยู่ที่ราว 0.3 % ถึง 0.18% หรือเรียกว่าแทบไม่ถึง 1% หากเทียบกับจีนที่ยอดเสียชีวิตของผู้ติดโควิดในจีนที่ราว 4% อังกฤษ 3.9% ฝรั่งเศส 2.9% และอิตาลีถึง 8.3%

อะไรทำให้คนเยอรมนีที่ติดโควิดมีอัตราเฉลี่ยการเสียชีวิตที่น้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างอิตาลี?

แม้จะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลถึงอัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยในแต่ละประเทศของยุโรป โดยเฉพาะในอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับสองของโลก แต่สิ่งที่พอจะแยกความแตกต่างซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบสาธารณสุขเยอรมนีได้คือ

  • อุปกรณ์การแพทย์เพรียบพร้อม

ในเยอรมนีมีเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยวิกฤตได้ถึง 25,000 พร้อมกับเครื่องพยุงชีพ และเครื่องช่วยหายใจที่เพรียบพร้อมกว่าชาติเพื่อนบ้าน ต่างกับในฝรั่งเศสที่มีเตียงรองรับได้ ราว 7,000 และอิตาลีเพียง 5,000

ส่วนในอังกฤษ แมตต์ ฮานค็อก รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษเผยว่า ทั่วประเทศมีเตียง รองรับผู้ป่วยวิกฤตได้ถึง 4,000 เตียง มีเครื่องช่วยหายใจ 5,000 เครื่อง ด้วยศักยภาพ ของเยอรมนีจึงไม่แปลกที่จะช่วยผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ หากอนาคตพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เยอรมนีมีแผนสองเพื่อไม่ให้ระบบสาธารณสุขต้อง “โอเวอร์โหลด” ไปด้วยคนป่วยโควิด อย่างเช่นที่เป็นในอิตาลี รัฐบาลแมร์เคิลจึงมีแผนเพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤตเพิ่มเป็นสองเท่า แม้แต่ในโรงแรมหรือหอประชุมท้องถิ่น ก็เตรียมเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการ”ไม่รุนแรง”เพื่อสงวนโรงพยาบาลไว้รับผู้ป่วยวิกฤตเท่านั้น รูปแบบเช่นนี้เหมือนกับที่จีนทำในช่วงที่ผ่านมา

เยอรมนียังเป็นที่ตั้งของบริษัทยาและไบโอเทคโนโลยีทั้งเจ้าเล็ก-ใหญ่เกือบหลายสิบแห่ง จึงไม่แปลกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงพยายามล็อบบี้ด้วยการซื้อวัคซีนโควิด-19จากบริษัทยาบางแห่งในเยอรมนีให้ส่งวัคซีนแก่สหรัฐเท่านั้น ซึ่งทางเยอรมนีได้ขัดขวางการเทคโอเวอร์ของรัฐบาลสหรัฐด้วยการเปย์เงินจำนวนที่สูงกว่า (ทรัมป์ทุ่มเงินหวังจะซื้อวัคซีนโควิด-19มาเป็นของสหรัฐเท่านั้น)

  • พัฒนาชุดตรวจอย่างรวดเร็ว

เยอรมนีถือเป็นประเทศแรกๆที่สามารถพัฒนาชุดตรวจโควิดได้ทันท่วงทีแต่เนินๆ โดยเมื่อเดือนมกราคม นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันระบาดวิทยาโรงพยาบาล Charite ในกรุงเบอร์ลิน เป็นกลุ่มแรกที่พัฒาชุดตรวจได้สำเร็จ

ประกอบกับทั่วประเทศ เยอรมนีมีห้องแล็ปเอกชนซึ่งมีความพร้อมในการตรวจคัดกรองเชื้อ โดยในช่วงเดือนมกราคมตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงต่ำอยู่ เยอรมนีจึงมีศักยภาพการตรวจโรคที่เร็วกว่าชาติเพื่อนบ้าน มีความสามารถตรวจได้ประมาณ 12,000 คน ต่อวัน ใครก็ตามที่ติดต่อกับบุคคลเสี่ยง หรือกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงจะมีสิทธิ์ตรวจก่อนรู้ผลเร็ว

  • ติดเชื้อส่วนใหญ่ในหนุ่มสาว

ต่างกับอิตาลี ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนสูงวัย ที่เยอรมนีผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่อายุยังไม่มาก ผู้ติดเชื้อราว 70% ในเยอรมนีอายุระหว่าง 20-50 ปี ตรงข้ามกับอิตาลีซึ่งผู้ติดเชื้อเฉลี่ยที่ 70 ปี

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจากสภาการวิจัยของอิตาลี (Consiglio Nazionale delle Ricerche) นาย Giovanni Maga ตั้งข้อสังเกตถึงเยอรมนีว่า ไม่มีการตรวจว่าผู้เสียชีวิตบางรายว่าเกิดจากการติดไวรัสหรือไม่ เพราะกรณีที่อิตาลี มีรายงานผู้สูงอายุบางรายเสียชีวิตระหว่างกักตัวที่บ้าน หรือไม่ได้ไปโรงพยาบาล เยอรมนีจึงอาจมีโอกาสสูงที่ไม่ได้นับรวมผู้เสียชีวิตในส่วนดังกล่าวด้วย

บาทหลวงสหรัฐปิ๊งไอเดีย เปิด Drive-throughสารภาพบาป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618358

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 15:30 น.

บาทหลวงสหรัฐปิ๊งไอเดีย เปิด Drive-throughสารภาพบาป

สหรัฐสั่งปิดโบสถ์เพื่อยุติทุกกิจกรรมทางศาสนาทั่วประเทศ ป้องกันคนมารวมตัวกัน บาทหลวงจึงต้องปรับตัวรับสถานการณ์โควิด

เอเอฟพีรายงานว่า จากมาตรการสั่งปิดสถานที่สาธารณะหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไว รัสโควิด-19 รวมถึงทุกศาสนสถานและงดการประกอบพิธีทางศาสนา

ที่รัฐแมรี่แลนด์ บาทหลวง Scott Holmer แห่งโบสถ์ St Edwards ในเมืองโบวี่ ได้เปลี่ยนรูปแบบการประกอบกิจทางศาสนาให้แก่บรรดาคริสตชนด้วยการเปิดประกอบพิธีสารภาพบาปแบบ Drive-through เลียนแบบการให้บริการของบรรดาร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในสหรัฐที่มักมี Drive-through อยู่ในทุกที่ทั่วประเทศ

บาทหลวง Holmer เล่าว่า ท่านได้ไอเดียการประกอบกิจแบบนี้ หลังจากเห็นรายงานข่าวการแพร่ระบาดของโบสถ์ลัทธิชินชอนจีในเกาหลีใต้

บาทหลวง Holmer จะนั่งอยู่บริเวณลานจอดรถด้านนอกโบสถ์ พร้อมกับปิดตา รักษาระยะห่างจากตัวรถ เพื่อรับฟังคำสารภาพบาปจากผู้คนที่เข้ามาสารภาพบาปตามธรรมเนียมคริสเตียน โดยท่านจะเปิดประกอบพิธีในลักษณะนี้ต่อไป จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้กลับมาประกอบทางศาสนาภายในโบสถ์ได้ตามปกติ

ขณะที่คริสตชนคนหนึ่งซึ่งเข้ามาสารภาพ บอกว่า ถือเป็นไอเดียดีที่เข้ากับสถานการณ์ยากลำบาก ที่ผู้คนกำลังต้องการกำลังใจและแรงศรัทธาจากศาสนาช่วยปลอบประโลมจิตใจ

“บาวาเรีย” ปิดรัฐสองสัปดาห์ ให้คนอยู่แต่ในบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618345

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 13:34 น.

"บาวาเรีย" ปิดรัฐสองสัปดาห์ ให้คนอยู่แต่ในบ้าน

บาวาเรีย-ซาร์แลนด์ สองรัฐแรกของเยอรมนี ใช้มาตรการปิดรัฐ14วัน งัดเคอร์ฟิวขอประชาชนอยู่แต่ในบ้าน

Markus Soeder มุขมนตรีแห่งรัฐบาวาเรีย ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ออกมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่พำนักอยู่แต่ในเคหะสถาน บ้านพักของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมเป็นต้นไป

นาย Soeder ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ยุติทุกกิจกรรมสาธารณะให้มากที่สุด โดยประชาชนยังคงออกไปซื้อหาสินค้าตามร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายยาได้ตามปกติ

“คุณยังออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกได้ แต่ควรไปเพียงลำพัง หรืออยู่กับครอบครัวเท่านั้น”

นอกจากนี้บาวาเรียได้สั่งระดมกำลังพลสำรอง เข้ารักษาการตามพื้นที่ต่าง พร้อมจะใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกจากเคหะสถานโดยไม่มีความจำเป็นในยามวิกาล หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง25,000 ยูโร (ราว877,000บาท)

สำหรับบาวาเรีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีพลเมืองราว 13 ล้านคน พบผู้ติดเชื้อสะสมที่3,107 เสียชีวิต 20 ราย ส่วนทั้งเยอรมนีติดเชื้อสะสมที่ 19,848 คน เสียชีวิต 68 ราย

เช่นเดียวกับรัฐซาร์แลนด์ รัฐขนาดเล็กของเยอรมนีที่ติดกับชายแดนฝรั่งเศส มีประชากรราว 1 ล้าน ก็ใช้มาตรการเช่นเดียวกับบาวาเรีย

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้(16 มี.ค.)เยอรมนีใช้วิธีการปิดพรมแดมที่ติดต่อกัน 5 ประเทศ เป็นการชั่วคราว เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของพลเมือง แต่ยังไม่ถึงขั้นปิดประเทศ โดยมาตรการปิดประเทศมีรายงานว่านางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เตรียมหารือยกระดับความเข้มงวดในเรื่องดังกล่าววันพรุ่งนี้ (22 มีนาคม)

จีนพบแต่ผู้ติดเชื้อจากต่างชาติ ทั้งประเทศไร้ป่วยโควิด-19 เพิ่มติดต่อเป็นวันที่ 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618339

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 12:29 น.

จีนพบแต่ผู้ติดเชื้อจากต่างชาติ ทั้งประเทศไร้ป่วยโควิด-19 เพิ่มติดต่อเป็นวันที่ 3

ในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่3 มีแต่ผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศ รักษาหายออกจากโรงพยาบาลมากขึ้น

ซีทีจีเอ็นของจีนรายงานสถานการณ์โควิด -19 ณ วันที่21 มีนาคม โดยระบุว่า ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นวันที่ 3 ติดจ่อกัน

เมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อที่รักษาหายออกจากโรงพยาบาลแล้ว 590 ราย ส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่รักษาหายดีแล้วเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 71,740 คน

ขณะเดียวที่นครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ยอันเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคมายาวนานกินเวลานานหลายเดือน รายงานยอดผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) รายใหม่เป็นศูนย์ติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เช่นเดียวกัน

คณะกรรมการสาธารณสุขมณฑลหูเป่ย เปิดเผยยอดผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันในอู่ฮั่นและทั่วหูเป่ยยังรักษาระดับอยู่ที่ 50,005 ราย และ 67,800 รายตามลำดับ เมื่อนับถึงวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.)

ส่วนยอดผู้เสียชีวิตรายใหม่ในหูเป่ยอยู่ที่ 7 ราย โดย 6 รายอยู่ในอู่ฮั่น ทำให้ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 3,139 ราย

ขณะเดียวกัน ด้านคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนเผยว่า มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจีนเพิ่มอีก 41 ราย ทั้งหมดจัดเป็นผู้ติดเชื้อจากต่างชาติ (Imported cases)

ส่วนพื้นที่อื่นๆของจีนอย่างเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เมื่อวันศุกร์มีผู้ได้รับการยืนยันติดเชื้อสะสมที่ 256 ราย รักษาหาย 98 เสียชีวิต 4 ราย มาเก๊าติดเชื้อ 17 ราย รักษาหายแล้ว 10 ราย

อิตาลีทำสถิติใหม่ ตายโควิดวันเดียว 627 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618329

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 10:39 น.

อิตาลีทำสถิติใหม่ ตายโควิดวันเดียว 627 ราย

ยอดเสียชีวิตจากโควิดในอิตาลีมากสุดกว่าทุกประเทศรวมถึง 4,032 คาดต่อเวลาปิดประเทศ

ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิดในอิตาลีรอบ 24 ชั่วโมงของวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 มีนาคม) สร้างสถิติใหม่มีผู้เสียชีวิต 627 ราย ส่งผลให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 4,032 คน ถือเป็นการเสียชีวิตมากที่สุดนอกจีนแผ่นดินใหญ่

ขณะยอดผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ในอิตาลีเพิ่มขึ้น 14.6% ในวันเดียว เป็น 47,021

Giorgio Gori นายกเทศมนตรีเมืองเบอร์กาโม่ เผยว่า ผู้เสียชีวิตเมืองของเขาอาจสูงกว่าตัวเลขที่ทางการรายงาน คนสูงอายุหลายคนเสียชีวิตที่บ้าน โดยที่ไม่มีการตรวจเชื้อหาสาเหตุการเสียชีวิตทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิต

นาย Gori ยังบอกว่าเขาเองก็ได้รับรายงานจากผู้ว่าการเมืองอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงเช่นกัน

อย่างไรก็ดี หน่วยงานด้านสาธารณสุขอิตาลีระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยที่ 79 ปี มากกว่าสามในสี่ของพวกเขามีความดันโลหิตสูง ขณะที่ประมาณหนึ่งในสามเป็นโรคเบาหวาน

หน่วยสาธารณสุขอิตาลีบอกว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคม ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีถึง 3,000 คนนั้น ร้อยละ 75%เป็นความดันสูง ร้อยละ 35%เป็นเบาหวาน และหนึ่งในสามมีอาการโรคหัวใจ ผู้ติดเชื้อที่อายุต่ำกว่า40ปีมักเป็นเพศชาย แสดงอาการรุนแรงกว่าเพศหญิง

สำหรับอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร 60 ล้านคน ยอดผู้เสียชีวิตทั้งประเทศของอิตาลีคิดเป็น 36.2% ของผู้เสียชีวิตทั้งโลกที่มีไม่น้อยกว่า 10,000 คน และอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสโควิดในอิตาลีนับว่าสูงกว่าทุกชาติบนโลกถึง 8.6%

ก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลอิตาลีสั่งปิดประเทศมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 25 มีนาคม แต่ด้วยสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง รัฐบาลเตรียมขยายเวลาการปิดประเทศต่อไป พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน ส่วนสถานศึกษายังคงกำหนดเวลาปิดไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน

สื่อจีน-ญี่ปุ่นชี้ ‘สหรัฐ’ ต้นกำเนิด ‘โคโรนาไวรัส’ ตัวจริง (2) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618316

วันที่ 20 มี.ค. 2563 เวลา 20:25 น.

สื่อจีน-ญี่ปุ่นชี้ ‘สหรัฐ’ ต้นกำเนิด ‘โคโรนาไวรัส’ ตัวจริง (2) 

มีการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดจากที่อื่น แต่เริ่มระบาดหลังถูกนำพามาสู่ตลาดสดในเมืองอู่ฮั่น

หลังจากโคโรนาไวรัส (Covid-19) ระบาดอย่างหนัก บรรดาสื่อมวลชนตะวันตกพากันประโคมข่าวใหญ่ว่าไวรัสร้ายมีต้นกำเนิดจากสัตว์ในตลาดสดแห่งหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน

ทว่าการรายงานของสื่อมวลชนจีนและญี่ปุ่นอาจพลิกเปลี่ยนความเข้าใจที่สื่อมวลชนตะวันตกชี้นำ เพราะมีการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดจากที่อื่น หลากหลายตำแหน่งแห่งหน แต่เริ่มระบาดหลังถูกนำพาสู่ตลาด

หากพูดอย่างชัดเจนตามการรายงานของสื่อมวลชนตะวันออก ดูเหมือนว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้มีต้นกำเนิดในจีนอย่างที่กำลังเข้าใจกัน แต่อาจมีต้นกำเนิดจากประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ในอีกซีกโลกอย่าง “สหรัฐ”

• สื่อมวลชนญี่ปุ่น : โคโรนาไวรัสอาจมีต้นกำเนิดในสหรัฐ

ทีวี อาซาฮี (TV Asahi) สถานีโทรทัศน์สัญชาติญี่ปุ่น รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าโคโรนาไวรัสมีต้นกำเนิดอยู่ในสหรัฐ ไม่ใช่ในจีน และผู้ป่วยชาวอเมริกันส่วนหนึ่งจากทั้งหมด 14,000 ราย ที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ ความจริงอาจเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัส

รายงานของทีวี อาซาฮี กล่าวถึงข้อกังขาว่า “ชาวอเมริกันบางส่วนอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาโดยไม่รู้ตัว” ซึ่งกลายเป็นกระแสสนใจบนโลกออนไลน์จีน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวและการคาดเดาต่างๆ นานาว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจมีต้นกำเนิดในสหรัฐ

“รัฐบาลสหรัฐอาจไม่ได้ระแวดระวังและจัดการกับโคโรนาไวรัสในประเทศได้ทันท่วงที” รายงานของทีวี อาซาฮีระบุ “แต่ก็ยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนว่าชาวอเมริกันที่เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสด้วยหรือไม่”

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐเปิดเผย (14 ก.พ.) ว่าจะมีการตรวจสอบบุคคลที่มีอาการป่วยเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่เพื่อค้นหาเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก ซีแอตเติล ชิคาโก และนิวยอร์ก

ทีวี อาซาฮี ยังนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ชูประเด็นว่าไม่มีใครได้รู้สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของผู้ป่วยเหล่านั้น เพราะสหรัฐมองข้ามการตรวจสอบความจริง กอปรกับล้มเหลวจะเปิดเผยผลการตรวจสอบด้วย

สถานโทรทัศน์ญี่ปุ่นรายนี้ระบุว่า “การระบาดของโคโรนาไวรัสอาจเกิดขึ้นในสหรัฐเป็นแห่งแรก” โดยหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามถึงกรณี “ธรรมชาติสร้างหรือมนุษย์กระทำ” และ “เกิดจากอุบัติเหตุหรือความมุ่งมั่นตั้งใจ”

รายงานข่าวดังกล่าวมิเพียงเรียกเสียงฮือฮาในญี่ปุ่นแต่ยังข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแผ่นดินจีน เกิดการเสวนาออนไลน์กันอย่างคึกคัก มุ่งเป้าไปที่การแข่งขันกีฬาทหารโลกในอู่ฮั่นเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อนว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นการระบาดที่มาจากต่างประเทศ

พีเพิลส์ เดลี (People’s Daily) สื่อทางการจีน รายงาน (23 ก.พ.) ว่า “เป็นไปได้ว่าตัวแทนผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากสหรัฐอาจเป็นผู้นำพาโคโรนาไวรัสมาสู่อู่ฮั่น เกิดการกลายพันธุ์บางอย่างที่ทำให้มันร้ายแรงและติดต่อง่ายยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการระบาดวงกว้างในปีนี้”

เซินอี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่านักไวรัสวิทยาทั่วโลก รวมถึงหน่วยข่าวกรองต่างๆ กำลังแกะรอยต้นกำเนิดไวรัส ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสนใจเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://www.xinhuathai.com/high/china-japan-media-cov-2_20200317

พยาบาลอังกฤษร่ำไห้ ขอร้องอย่ากักตุนอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618309

วันที่ 20 มี.ค. 2563 เวลา 18:44 น.

พยาบาลอังกฤษร่ำไห้ ขอร้องอย่ากักตุนอาหาร

พยาบาลอังกฤษโอดอย่ากักตุนอาหาร หลังเข้าเวร 48 ชั่วโมง ไม่ทันคนแห่กวาดสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตจนเกลี้ยงชั้นวาง

สื่อหลายอังกฤษรายงานถึงนาง Dawn Bilbrough พยาบาลแผนกฉุกเฉินซึ่งถ่ายคลิปวิดิโอเล่าเรื่องราวของเธอ ว่าหลังจากสิ้นสุดการเข้าเวรเป็นเวลา 48 ชั่วโมงและเตรียมเข้าเวรถัดไป เธอพยายามหาซื้ออาหาร แต่เธอไม่สามารถหาซื้อได้ เนื่องผู้คนแห่กักตุนอาหารจนเกลี้ยงชั้นว่างแล้ว

รายงานระบุว่า Dawn Bilbrough วัย51ปี พยาบาลแผนกฉุกเฉินจากยอร์ก ถ่ายคลิปวิดิโอความยาวเกือบ 1 นาทีเมื่อเวลา1ทุ่มของวันอังคารที่ผ่านมาเล่าความรู้สึกของเธอว่า

“ฉันแค่ต้องการหาซื้ออาหารเพื่อเตรียมสำหรับเข้าเวรในอีก 48 ชั่วโมงต่อไป .. แต่พบว่าไม่เหลือทั้งผักหรือผลไม้ใดๆทั้งสิ้น ฉันต้องดูแลตัวเองด้วย เพื่อจะดูแลพวกคุณ ตอนคุณไม่สบาย”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลถือเป็นด่านแรกในการรับมือกับสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่แพทย์ในหลายประเทศที่พบการระบาดรุนแรงต้องทำงานล่วงเวลาอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาพัก หรืออยู่ร่วมกับครอบครัว

สำหรับอังกฤษ มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมที่ 3,269 ราย เสียชีวิตแล้วถึง 144 คน