สิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ! นักวิทย์พบสารตั้งต้นดีเอ็นเอจากอุกกาบาตนอกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682737

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 13:30 น.สิ่งมีชีวิตบนโลกอาจมาจากอวกาศ! นักวิทย์พบสารตั้งต้นดีเอ็นเอจากอุกกาบาตนอกโลก

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันพบสารประกอบในดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตบนโลกในอุกกาบาต

รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดบนโลก หรือดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอ ประกอบด้วยนิวคลีโอเบส 5 ชนิดคือ อะดีนิน (Adenine) กัวนีน (Guanine) ไทมีน (Thymine) ไซโทซีน (Cytosine) และ ยูราซิล (Uracil) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดชีวิตที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่ากำเนิดขึ้นโดยบังเอิญบนโลกในยุคเริ่มแรกเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communication เพิ่มน้ำหนักว่าสารตั้งต้นนี้อาจมาจากอวกาศ

ทีมนักวิจัยซึ่งนำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยะสุฮิโระ โอบะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดของญี่ปุ่นศึกษาสารประกอบในอุกกาบาต 3 ลูกที่ตกลงมายังพื้นโลกคือ อุกกาบาตเมอร์ชิสันที่ตกในออสเตรเลีย อุกกาบาตเมอร์เรย์ และอุกกาบาตทะเลสาบทากิช โดยใช้เทคโนโลยีสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวิจัยทางพันธุกรรมและเภสัชกรรมเพื่อตรวจจับนิวคลีโอเบสขนาดเล็กจิ๋วในอัตราส่วนต่อล้านล้าน ซึ่งละเอียดกว่าวิธีที่ศึกษากันก่อนหน้านี้อย่างน้อย 10-100 เท่า

นอกจากจะพบ อะดีนิน กัวนีน และยูราซิลซึ่งถูกค้นพบไปก่อนหน้านี้แล้วในอุกกาบาต ทีมนักวิทยาศาสตร์ของโอบะยังพบไทมีนและไซโทซีน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พบสาร 2 ชนิดนี้ในอุกกาบาต

“การค้นพบสารตั้งต้นของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอในอุกกาบาตจากนอกโลก กำลังบอกเราว่าโมเลกุลที่สำคัญต่อการสร้างชีวิตถูกส่งมาที่โลกก่อนที่จะกำเนิดชีวิต” โอบะกล่าว เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขาค้นพบคือข้อมูลที่บ่งชี้ว่าจุดกำเนิดของโมเลกุลที่จำเป็นต่อ ดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอของสิ่งมีชีวิตบนโลกมาจากนอกโลก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ดีเอ็นเอไม่น่าจะก่อตัวในดาวเคราะห์น้อย แต่การที่อุกกาบาตพาสารตั้งต้นดีเอ็นเอเหล่านี้มาที่โลกเป็นการช่วยให้สารเหล่านั้นได้มาพัฒนาขึ้นที่โลก

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้ถึงความชัดเจนของผลกระทบต่อโมเลกุลเคมีแรกๆ บนโลกจากอุกกาบาต หรือบางทีอาจเป็นไปได้ที่ทั้งสองปัจจัยต่างมีความผลกระทบต่อกันและกัน

“หากประสิทธิภาพการผลิตของนิวคลีโอเบสบนโลกสูงกว่าปัจจัยจากอวกาศมาก การเกิดขึ้นของรหัสพันธุกรรม (หรือชีวิต) ด้วยปัจจัยจากนอกโลกก็อาจมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย” โอบะกล่าว “แต่การค้นพบของเราสามารถพูดได้ว่าอุกกาบาตที่อุดมไปด้วยคาร์บอนนั้นมีนิวคลีโอเบสที่หลากหลาย”

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนอาจแย้งว่าตัวอย่างเหล่านั้นอาจเกิดการปนเปื้อนจากอากาศบนโลก แต่ทีมวิจัยกล่าวว่า “หากมีการปนเปื้อนจากดินบนโลกเราควรเห็นไอโซเมอร์เหล่านั้นในดินเช่นกัน แต่เราก็ไม่พบ” โดยบอกว่ามีการจัดระเบียบและเรียงตัวต่างกัน ซึ่งตัวที่พบในอุกกาบาตนั้นต่างจากบนโลก

NASA Goddard/CI Lab/Dan Gallagher/Handout via REUTERS

เตือนความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอาเซียน เมื่อราคาอาหารพุ่งไม่หยุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682732

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.เตือนความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอาเซียน เมื่อราคาอาหารพุ่งไม่หยุด

นักเศรษฐศาสตร์เตือนอาเซียนเสี่ยงเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ หากราคาอาหารยังคงพุ่ง

โมฮัมหมัด ฟาอีซ นากูธา นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America Securities บอกกับ CNBC ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับความวุ่นวายทางสังคมครั้งใหญ่ หากราคาอาหารยังพุ่งขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับอาหารของผู้คนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ

รายงานอ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งฟิลิปปินส์พบว่าในปี 2021 ครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์ใช้จ่ายเกือบ 40% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนในสหรัฐพบว่าตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียง 8.6%

นากูธาเสริมว่าแม้ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารในอาเซียนยังคงน้อยกว่า เนื่องจากมีการพึ่งพาการค้าขายในภูมิภาคปริมาณมาก และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในหารสกัดเงินเฟ้อด้านราคาอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม นากูธาเตือนว่าในท้ายที่สุดแล้วราคาอาหารจะต้องปรับตัวสูงขึ้นอยู่ดี

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนากูธาคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเดือนและไตรมาสข้างหน้า

นากูธากล่าวว่าเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเปิดใหม่และผู้คนใช้บริการมากขึ้น ความต้องการจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และเมื่อรวมกับอัตราเงินเฟ้อพลังงานและอาหารทั่วโลก จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อโดยรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สูงขึ้นไปอีก

ตามรายของ FocusEconomics ชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นจาก 3% ในเดือนก.พ. เป็น 3.5% ในเดือนมี.ค.

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะทรงตัวที่ใดบ้าง นากูธากล่าวเสริม

“แต่ในพื้นฐานแล้วเราคิดว่ายังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น และสำหรับอาเซียนอัตราเงินเฟ้ออาจหลุดออกมาจากจุดสูงสุด แต่จะยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา และน่าจะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจุดที่ธนาคารกลางต้องการเห็น” นากูธากล่าว

Photo by REUTERS/Romeo Ranoco

ฟิลิปปินส์แห่ประท้วง! ลูกมาร์กอสวอนอย่าตัดสินตนจากอดีตที่พ่อเคยทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682727

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 11:47 น.ฟิลิปปินส์แห่ประท้วง! ลูกมาร์กอสวอนอย่าตัดสินตนจากอดีตที่พ่อเคยทำ

ฟิลิปปินส์ประท้วงผลการเลือกตั้ง ทายาทเผด็จการจ่อนั่งเก้าอี้ผู้นำคนใหม่

วันที่ 11 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันชุมนุมประท้วงบริเวณอาคารคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่ผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างไม่เป็นทางการจากผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 90% พบว่าเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือบองบอง ลูกชายของอดีตผู้นำเผด็จการ มีคะแนนนำโด่งประมาณ 31 ล้านเสียง

ขณะที่คู่แข่งอย่างเลนี โรเบรโด รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งได้เพียง 14.8 ล้านเสียง กล่าวว่าทีมของเธอกำลังตรวจสอบความโปร่งใสของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้

จากการนับคะแนนเบื้องต้น มาร์กอส จูเนียร์ มีคะแนนนำโรเบรโดมากกว่า 2 เท่า ซึ่งนับว่าเป็นชัยชนะที่ใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่าสำหรับประชาชนหลายคนในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นามสกุลมาร์กอสยังคงอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความโหดร้ายที่พ่อของบองบองก่อขึ้น

กลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยคนโดยเฉพาะ Young Voters รวมตัวกันในสวนสาธารณะตรงข้ามอาคารคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง

“ฉันอายุ 27 แล้ว และฉันก็กลัวอนาคตของเรา โดยเฉพาะตอนนี้ที่ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนเด็กๆ ฉันไม่สนใจการเมือง แต่ตอนนี้ฉันขนลุกเพราะความกลัว” พอลล่า ซานโตส หนึ่งในผู้ชุมนุมกล่าว

ด้านมาร์กอส จูเนียร์ กล่าวว่าขอให้สังคมอย่าตัดสินเขาจากสิ่งที่บรรพบุรุษของเขาเคยทำไว้ แต่ให้ตัดสินจากการกระทำของเขาเอง

ทั้งนี้ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซีเนียร์ อดีตประธานาธิบดีเผด็จการของฟิลิปปินส์ถูกโค่นอำนาจหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต และลี้ภัยไปยังรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ในปี 1986 หลังจากที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเกือบ 21 ปี ต่อมาในปี 1989 หลังจากที่อดีตผู้นำเสียชีวิตลง ครอบครัวได้เดินทางกลับฟิลิปปินส์

ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้จำคุกอิเมลดา มาร์กอส ผู้เป็นภรรยา ซึ่งพัวพันกับคดีทุจริตด้วย นอกจากนี้ครอบครัวของมาร์กอสยังถูกตราหน้าว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก

Photo by REUTERS/Eloisa Lopez

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเตือนจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพยึดไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682725

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 10:55 น.เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเตือนจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพยึดไต้หวัน

ข่าวกรองสหรัฐระบุทางการจีนพยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพให้สามารถบุกยึดไต้หวันได้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองระดับสูงของสหรัฐเผยกับสภาคองเกรสว่า ประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐเชื่อว่าจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพในการบุกยึดไต้หวัน

แอฟริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเผยต่อคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภาว่า ภัยคุกคามต่อไต้หวันในขณะนี้จนถึงปี 2030 เป็นภัยคุกคาม “เฉียบพลัน”

“เรามองว่า (จีน) กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่กองทัพสามารถเข้ายึดไต้หวันได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือการแทรกแซงของเรา” เฮนส์กล่าวโดยปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อสาธารณะเกี่ยวกับช่วงเวลาของประชาคมข่าวกรอง

ทว่าเฮนส์และ สกอตต์ แบร์ริเออร์ หัวหน้าสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐเตือนว่า สหรัฐยังไม่ทราบว่าประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนจะนำบทเรียนอะไรจากการทำสงครามของรัสเซียในยูเครนและความช่วยเหลือจากตะวันตกที่ส่งไปยังเคียฟมาใช้ และการตีความเหตุการณ์ในวิกฤตดังกล่าวของสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์อาจกระทบกับช่วงเวลาและแนวทางต่อไต้หวัน

เฮนส์และแบร์ริเออร์กล่าวอีกว่า สหรัฐเชื่อว่าหากเป็นไปได้จีนจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในไต้หวัน

“ผมเชื่อว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่ใช้กำลัง” แบร์ริเออร์กล่าว “ผมว่าพวกเขาจะค่อยๆ ทำอย่างสันติ” และกว่าต่อว่า ไต้หวันก็ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากความขัดแย้งในยูเครนซึ่งอาจทำให้ไต้หวันนำมาใช้ปกป้องตัวเองจากจีน

“มีบางอย่างที่เราสามารถทำได้กับไต้หวัน” แบร์ริเออร์เผย “ผมคิดว่าพวกเขากำลังเรียนรู้บทเรียนที่น่าสนใจมากจากความขัดแย้งในยูเครน เช่น ความเป็นผู้นำมีความสำคัญอย่างไร กลยุทธ์หน่วยย่อยมีความสำคัญเพียงใด หน่วยทหารชั้นประทวนสำคัญอย่างไร และการฝึกที่มีประสิทธิภาพจริงๆ กับระบบอาวุธที่เหมาะสม และมีอะไรบ้างที่ระบบเหล่านั้นกับคนที่เหมาะสมสามารถทำเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น”

เมื่อวันเสาร์ บิลล์ เบิร์นส์ ผู้อำนวยการซีไอเอเผยว่า ความขัดแย้งของรัสเซียในยูเครนกระทบกับการคำนวณของจีนว่าจะเข้าควบคุมไต้หวันเมื่อไรและอย่างไร

“เห็นได้ชัดว่าผู้นำจีนพยายามมองบทเรียนที่ได้จากยูเครนอย่างรอบคอบเพื่อนำมาใช้กับเป้าหมายของตัวเองในไต้หวัน” เบอร์นส์กล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะกัดเซาะความมุ่งมั่นในการเข้าควบคุมไต้หวันของสีเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผมคิดว่ามันเป็นอะไรบางอย่างที่ส่งผลต่อการคำนวณของพวกเขาเกี่ยวกับวิธีการและเวลาที่พวกจะลงมือทำ”

REUTERS/Kevin Lamarque   

บทเรียนแบนธุรกิจ Lazada จะยืนหยัด หรือการคว่ำบาตรจะล้มเหลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682677

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 19:03 น.บทเรียนแบนธุรกิจ Lazada จะยืนหยัด หรือการคว่ำบาตรจะล้มเหลว

คิงสรุปว่า “มันสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กรมองว่าการบอยคอตเป็นภัยคุกคามต่อชื่อเสียงที่ร้ายแรงกว่าเป็นภัยคุกคามต่อยอดขาย”

กระแสการบอยคอตกลับมาร้อนระอุอีกครั้งในประเทศไทยเมื่อโฆษณาชิ้นหนึ่งของอีคอมเมิร์ซเจ้าดังอย่าง Lazada ถูกเผยแพร่ จนล่าสุดกองทัพไทยสั่งห้ามรถขนส่งของเจ้านี้เข้าหน่วยทหารทั่วประเทศ

การบอยคอตภาคธุรกิจในยุคนี้เกิดขึ้นมาเพื่อกดดันให้บริษัทปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติของตัวเองให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาการบอยคอตของผู้บริโภคก็มีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว

ตัวอย่างกรณีที่สำเร็จที่เลื่องลือไปทั่วโลกคือ การบอยคอตรถโดยสารประจำทางในเมืองมอนต์โกเมอรีของคนผิวสีในปี 1955 (Montgomery Bus Boycott) หลังจากมีคนผิวสีถูกตำรวจลากลงจากรถเพราะไปนั่งในที่นั่งเฉพาะของคนผิวขาว และอีกครั้งหนึ่งคือ โรซา พาร์กส์ ไม่ยอมลุกให้คนผิวขาวนั่งจึงถูกจับกุม จนนำมาสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างคนผิวสีกับคนผิวขาวครั้งใหญ่ในสหรัฐ

เบรย์เดน คิง (Brayden King) ศาสตราจารย์ด้านการบริหารและการจัดการองค์กรจาก Kellogg School of Management บอกว่า “นักเคลื่อนไหวที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงขององค์กรนั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทที่ตกเป็นเป้า มันจะต้องเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงจึงจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใดๆ”

แล้วจะบอยคอตอย่างไรให้ได้ผล

คิงตั้งสมมุติฐานว่าบริษัทจะยอมอ่อนข้อให้กับการบอยคอตก็ต่อเมื่อ ยอดขายลด ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และบริษัทมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีอยู่ก่อนแล้ว

คิงทดสอบสมมุติฐานนี้ด้วยการศึกษาข้อมูลการบอยคอตบริษัทขนาดใหญ่ที่รายงานในหนังสือพิมพ์แห่งชาติของสหรัฐระหว่างปี 1990-2005 แล้วแสวงหาคำตอบว่าทำไมบริษัท 53 จาก 144 แห่งที่ทำการศึกษาจึงยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนที่บอยคอต

ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะเป็นการยืนยันสมมุติฐานของคิงเกี่ยวกับความสำคัญของสื่อมวลชน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ยอดขายที่ลดลงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้การบอยคอตสำเร็จ แต่บริษัทส่วนใหญ่มักยอมทำตามคำเรียกร้องของผู้บริโภคหากสื่อมวลชนให้ความสนใจค่อนข้างมาก ในทางกลับกันอำนาจที่แท้จริงของการบอยคอตขึ้นอยู่การสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร

คิงพบว่าองค์กรที่มีภาพลักษณ์ย่ำแย่มีแนวโน้มที่จะยอมรับข้อเรียกร้องจากผู้บริโภคอย่างจริงจัง ในขณะที่บริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีจะไม่สะดุ้งสะเทือนต่อข้อเรียกร้อง และมีแนวโน้มที่จะ “ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง” โดยไม่สนใจยอดขาย

คิงสรุปว่า “มันสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กรมองว่าการบอยคอตเป็นภัยคุกคามต่อชื่อเสียงที่ร้ายแรงกว่าเป็นภัยคุกคามต่อยอดขาย” ซึ่งช่วยอธิบายได้อย่างดีว่าทำไมการบอยคอตจึงประสบความสำเร็จทั้งที่หลายครั้งมีผู้เข้าร่วมไม่มากและไม่ส่งผลกระทบกับยอดขายของบริษัทมากนัก

คิงระบุต่อว่า “การบอยคอตอาจไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบต่อยอดขายเลยเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ในทางกลับกันอิทธิพลของผู้เรียกร้องเกิดจากความสามารถในการทำให้สาธารณชนรับรู้เกี่ยวกับบริษัทในเชิงลบ ดังนั้นบริษัทที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะยอมแพ้ต่อการบอยคอตและระงับความเสียหายเพิ่มเติมใดๆ ที่การบอยคอตอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของพวกเขา”

อย่างไรก็ดี คิงบอกว่าการศึกษานี้มีข้อสรุปที่น่าขันประการหนึ่งว่า “บริษัทที่มีชื่อเสียงตกต่ำอยู่แล้วตั้งแต่แรกมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะถูกบอยคอต เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”

ส่วน Harvard Business Review ระบุถึงปัจจัยที่จะทำให้การบอยคอตประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

1.ผู้เรียกร้องต้องมีกลยุทธ์ ผู้เรียกร้องไม่เพียงแต่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ยังต้องการเปลี่ยนแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย และเมื่อนี่คือเป้าหมาย ผู้เรียกร้องมักเลือกบริษัทเดียวเป็นเป้าหมาย ซึ่งมักเป็นบริษัทที่มีความเปราะบางหรือมีโอกาสที่จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น แคมเปญ “McCruelty” เมื่อปี 2009 ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ที่อ้างว่า McDonald’s เชือดไก่อย่างทารุณ เพราะเป็นเครือที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด

2.ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างธุรกิจด้วยกันอาจไม่ตกเป็นเป้าโดยตรง แต่อาจได้รับผลกระทบจากการบอยคอตทางอ้อม อาทิ เมื่อ Apple ถูกโจมตีเกี่ยวกับการใช้แรงงานในจีน เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของ Apple แต่อยู่ที่คู่สัญญาการผลิตอย่าง Foxconn การทำแคมเปญโจมตี Foxconn โดยตรงมีโอกาสล้มเหลวสูง การพุ่งเป้าไปที่ Apple ย่อมดีกว่า เพราะความเสียหายต่อชื่อเสียงของ Apple สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานในซัพพลายเชนได้

3.บางครั้งข้อเรียกร้องก็ก่อให้เกิดการแบ่งขั้ว เช่น การสมรสของเพศเดียวกัน บริษัทจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากไม่ว่าจะเลือกอยู่ข้างไหน เพราะจะถูกอีกฝ่ายหนึ่งวิจารณ์อยู่ดี การถูกดึงเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร

ขณะที่ เมาริซ ชไวต์เซอร์ ศาสตราจารย์ด้านการปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลจาก Wharton School มองว่า “การบอยคอตน้อยมากที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบอยคอตส่วนใหญ่ขาดความพยายามอย่างต่อเนื่อง” จากนั้นผู้คนก็จะหมดความสนใจหรือหยุดให้ความสนใจไปเอง

สำหรับกรณีของ Lazada ในบ้านเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะออกมาเหมือนอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้บอกไว้หรือไม่

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

REUTERS/Darren Whiteside

โดรนยูเครนพิฆาตนาวี กับมิสไซล์เรือดำน้ำรัสเซีย ใครจะแน่กว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682646

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 14:40 น.โดรนยูเครนพิฆาตนาวี กับมิสไซล์เรือดำน้ำรัสเซีย ใครจะแน่กว่ากัน

ทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายรัสเซียก็อ้างว่าอาวุธเด็ดของตัวเองโจมตีเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามจนเสียหายไปตามๆ กัน

เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงกลาโหมยูเครนเผยว่าโดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 ของยูเครนได้ทำลายเรือระบายพลของรัสเซียที่อยู่ใกล้กับเกาะงู (Snake Island) รวมถึงยังทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธของรัสเซียที่อยู่บนเกาะนั้นด้วย และยังจมเรือตรวจการณ์ชั้น Raptor อีก 2 ลำในเวลาไล่เลี่ยกัน

โดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 เป็นอากาศยานต่อสู้ไร้คนขับแบบเพดานบินปานกลางระยะเวลาทำการนาน (MALE) ที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรืออาจปฏิบัติการได้แบบอัตโนมัติ ผลิตโดยบริษัท Baykar Makina Sanayive Ticaret ในตุรกี โดยยูเครนสั่งซื้อมาใช้งานตั้งแต่ปี 2019

Bayraktar TB2 มีสมรรถนะในการโจมตีเป้าหมายด้วยความแม่นยำสูง มาพร้อมความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งบนบก ในผิวน้ำ ทำให้ได้รับความนิยมในกองทัพต่างๆ ทั่วโลก

มีประสิทธิภาพสูงด้านการสอดแนม การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน (ISR) รวมถึงภารกิจโจมตีด้วยอาวุธประเภทขีปนาวุธระยะใกล้ ครองสถิติในประวัติศาสตร์ด้านการบินของตุรกีโดยบินอยู่บนอากาศได้นานถึง 27 ชั่วโมง 3 นาที ที่ระดับความสูง 25,030 ฟุต

Bayraktar TB2 ถูกออกแบบในลักษณะเป็นหางผีเสื้อ และมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวขับเคลื่อนโดรน มีการใช้เส้นใยคาร์บอนเป็นวัสดุหลัก และที่สำคัญคือโดรนชนิดนี้มีระบบควบคุมและสนับสนุนภาคพื้นจากองค์กรนาโต ผู้ควบคุมโดรนชนิดนี้จะมีอยู่ 3 คนด้วยกันก็คือ ฝ่ายนักบิน ฝ่ายผู้ส่งข้อมูล และฝ่ายบัญชาการภารกิจ

มีระดับความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วในระดับมาตรฐาน (Cruise Speed) อยู่ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าโดรนทหารราคาแพงอย่าง Predator, Reaper หรือ Israeli Heron แต่ Bayraktar TB2 มีต้นทุนต่ำและมีขีดความสามารถในการทำลายล้างเป้าหมายเหมือนกันกับระบบโดรนทหารของสหรัฐที่ใหญ่และมีราคาแพงกว่า

เว็บไซต์เกี่ยวกับการทหาร Oryx ระบุว่า แม้ว่าโดรน Bayraktar TB2 จะขึ้นชื่อในเรื่องมือสังหารนักล่าที่ทำลายเป้าหมายที่อยู่บนพื้นดินด้วยขีปนาวุธที่ใช้เลเซอร์นำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง แต่ก็สามารถโจมตีเป้าหมายทางทะเลได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถ้าจะให้ระบุเฉพาะเจาะจงก็คือ การทำหน้าที่เป็นคนชี้เป้าให้กับขีปนาวุธต่อต้านเรือ Neptune ของยูเครนที่เคยใช้จมเรือธง Moskva ของรัสเซีย

เมาโร จิลลิ นักวิจัยอาวุโสด้านเทคโนโลยีทางการทหารและความมั่นคงนานาชาติจาก ETH Zurich เผยกับ Al Jazeera ว่า “มันขึ้นอยู่กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียมากๆ โดรนอย่าง TB2 ถูกระบบต่อต้านขีปนาวุธทางอากาศตรวจจับได้ง่าย ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้ด้วยความเชี่ยวชาญร่วมกับระบบการสงครามอิเล็กทรอนิกอื่นที่ปิดปั้นเรดาร์ของศัตรู และต้องใช้ด้วยเทคติกที่เหมาะสม”

ส่วน The National Interest บอกว่า แม้จะมีข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับโดรนนี้ไม่มากเนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เทคโนโลยีนี้ค่อนข้างมีผลกระทบกับการป้องกันชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยูเครนนำโดรน Bayraktar TB2 จำนวนมากมาใช้และสามารถสร้างเครือข่ายจุดเฝ้าระวังที่กระจายไปทั่วจุดที่ถูกคุกคาม

ขีปนาวุธ 3M-54 Kalibr รุ่นส่งออกของรัสเซีย ภาพ: wikipedia/Allocer

ส่วนทางฝั่งรัสเซียมีการประกาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า เรือดำน้ำที่อยู่ในทะเลดำโจมตีเป้าหมายทางการทหารของยูเครนด้วยขีปนาวุธร่อน Kalibr

ขีปนาวุธร่อน 3M-54 Kalibr หรือที่นาโตเรียกว่า SS-N-27 Sizzler และ SS-N-30A มีทั้งชนิดที่ยิงจากเรือ เรือดำน้ำ และยิงจากอากาศยาน บางรุ่นมีการขับเคลื่อน 2 สเตจซึ่งจะเร่งความเร็วให้อยู่ในระดับเหนือเสียงในช่วงสุดท้ายก่อนจะไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ระบบป้องกันของศัตรูมีเวลาในการตอบสนองน้อยลง และยังสามารถบรรจุหัวรบที่มีระเบิดหนัก 500 กิโลกรัมหรือหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์

ขีปนาวุธนี้สามารถยิงจากเรือที่แล่นอยู่บนผิวน้ำด้วยระบบการยิงในแนวตั้ง (VLS) จากนั้นจรวดจะพุ่งสู่ระดับความสูงที่ปลอดภัยกับตัวเรือแล้วจุดเครื่องยนต์เพื่อร่อนหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ก่อนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยระบบนำร่อง GNSS และระบบพิกัดสัญญาณดาวเทียม GLONASS หรือระบบ GPS เวอร์ชั่นรัสเซีย

ส่วนพิสัยสูงสุดนั้นหลายแหล่งข้อมูลระบุต่างกัน อาทิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐประเมินว่าอยู่ที่ 1,400 กิโลเมตร ส่วน เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่ามีพิสัย “เกือบ 1,500 กิโลเมตร” ขณะที่หลังการยิงครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 2015 กระทรวงกลาโหมรัสเซียบอกว่ามีพิสัย 2,000 กิโลเมตร

ขีปนาวุธรุ่นที่ใช้ในประเทศ (3M54T / 3M54K) และรุ่นส่งออก (3M54TE/3M54KE) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง ก่อนจะขยับเป็นความเร็วเหนือเสียงที่ 2.9 มัค (เร็วกว่าความเร็วเสียง 2.9 เท่า) เมื่อเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับได้

ภาพ: wikipedia/Bayhaluk

ลัทธิกินอึ มีอยู่จริง และมีมานานนับร้อยปีแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682667

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 17:41 น.ลัทธิกินอึ มีอยู่จริง และมีมานานนับร้อยปีแล้ว

ความเชื่อ รสนิยม หรือการแพทย์ ลัทธิประหลาดนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีในหลายพื้นที่ทั่วโลก

• เรียกได้ว่าเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมของฤาษีในจังหวัดชัยภูมิ ที่อ้างตัวว่าเป็นพระบิดา ผู้เป็นใหญ่กว่าทุกศาสดา ซึ่งจากการตรวจสอบภายในสำนักพบร่างผู้เสียชีวิต 11 รายที่มีการอ้างว่าบรรจุใส่โลงเก็บไว้ภายในสำนักฤาษีดังกล่าวเพื่อรอการขึ้นสวรรค์ นอกจากนี้เจ้าตัวยังให้ลูกศิษย์กินปัสสาวะ เสมหะ อุจจาระ รวมถึงขี้ไคล โดยอ้างเป็นยารักษาโรค

• แน่นอนว่าการรับประทานของเสียเหล่านี้มีความอันตรายที่จะรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่พฤติกรรมกินของเสียรวมถึงอุจจาระของนั้นมีมานานแล้วซึ่งเรียกว่า Coprophagia

 Coprophagia คือการรับประทานอุจจาระซึ่งเกิดขึ้นทั้งในมนุษย์และสัตว์ เป็นการรวมกันของคำว่า copros ที่แปลว่าอุจจาระ และ phagein ที่แปลว่ากิน จากภาษากรีกโบราณ ซึ่งหมายถึงการรับประทานอุจจาระในหลากหลายรูปแบบรวมทั้งของสัตว์สายพันธุ์อื่น ของบุคคลอื่น และของตัวเอง

• เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ Parrots UG เปิดเผยเรื่องราวของอินฟลูเอนเซอร์ชาวกานาคนหนึ่งที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเธอกินอุจจาระของเศรษฐีชาวดูไบแลกกับเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งวิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลทั้งบนทวิตเตอร์และอินสตาแกรม

• การรับประทานอุจจาระของมนุษย์นั้นได้รับการอธิบายมานานมากแล้ว ในบุคคลที่มีอาการป่วยทางจิต และในกิจกรรมทางเพศบางอย่าง รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ในบางทฤษฎี ฟร็องซัว ราเบอแล แพทย์และนักเขียนนิยายแนวเสียดสีและพิลึกพิลั่นชางฝรั่งเศส อ้างว่าแพทย์เมื่อหลายศตวรรษก่อน (ช่วงกลางศตวรรษที่ 16) ได้ชิมอุจจาระของผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย

• และในบางแวดวงเชื่อว่าการบริโภคมูลสัตว์บางชนิดสามารถเป็นยาได้ โดยราล์ฟ เอ. เลวิน นักชีววิทยากล่าวว่าการบริโภคมูลอูฐสดๆ ได้รับการแนะนำโดยชาวเบดูอินว่าเป็นยาสำหรับรักษาโรคบิด

• เมื่อปี 2015 VICE ได้นำเสนอการทำไวน์อุจจาระในเกาหลีใต้ที่เรียกว่า Ttongsul โดยดร.อี ชาง ซู แพทย์แผนโบราณเกาหลีซึ่งเคลมว่าเขาคือคนสุดท้ายในเกาหลีที่รู้ว่าไวน์อุจจาระนี้ทำอย่างไร กล่าวว่าไวน์อุจจาระนี้ถูกใช้เป็นเครื่องดื่มทางการแพทย์มานานแล้ว

• เขาเผยว่าผู้คนใช้อุจจาระและปัสสาวะมาทำเป็นปุ๋ยก่อนที่ปุ๋ยเคมีจะถูกคิดค้นขึ้น และไวน์อุจจาระก็เป็นที่รู้จักมาหลายรุ่นอายุแล้ว ยาแผนโบราณของเกาหลีจำนวนไม่น้อยที่ใช้อุจจาระ อาทิ ใช้มูลค้างคาวรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง มูลไก่สำหรับโรคกระเพาะ เป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมเปลี่ยนไป แทบจะไม่มีใครใช้ยานี้แล้ว “ผมรู้สึกเศร้านะที่อุจจาระมนุษย์ไม่ถูกใช้ในยาตะวันออกอีกต่อไปแล้ว”

• ดร.อี ชาง ซู กล่าวว่าการทำ Ttongsul นั้นจะใช้อุจจาระเด็กอายุระหว่าง 4-7 ปีซึ่งบริสุทธิ์และไม่มีกลิ่น และเก็บไว้ในตู้เย็น 3-4 วัน ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นส่วนผสมร่วมกับไวน์ข้าว โดยในระยะยาวไวน์จะช่วยรักษาอาการเจ็บปวดให้หายเร็วขึ้น

• “โดยปกติแล้วผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการล้มอย่างหนักที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 20 วันถึง 1 เดือน ไวน์อุจจาระจะช่วยร่นเวลารักษาตัวลงไปครึ่งหนึ่ง” ดร.อี ชาง ซู กล่าว

• Coprophagia ยังถูกพูดถึงในงานเขียนหลายชิ้น รวมถึงหนังสือเรื่อง Gravity’s Rainbow ของทอมัส พินชอน ในปี 1973 ซึ่งมีฉากที่มีการบรรยายถึง Coprophagia อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีนวนิยายเรื่อง Norma ของวลาดิมีร์ โซโรกิน นักเขียนชาวรัสเซียที่บรรยายถึง Coprophagia เช่นกัน

• บางครั้งการรับประทานอุจจาระถูกใช้เป็นสิ่งปลุกเร้าทางเพศ และปรากฏอยู่ในภาพลามกอนาจาร ตัวอย่างที่โด่งดังเช่นวิดีโอ 2 Girls 1 Cup และนวนิยายเรื่อง 120 Days of Sodom โดยมาร์กี เดอ ซาด ที่เขียนขึ้นในปี 1785 และภาพยนตร์ผู้ใหญ่อีกหลายเรื่อง

• นวนิยายเรื่องเรื่อง 120 Days of Sodom ของมาร์กี เดอ ซาด ซึ่งเป็นเจ้าของคำว่าซาดิสม์ (sadism) ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Salò ในปี 1975 ซึ่งมีฉากที่ตัวละครต้องรับประทานอุจจาระ

• ทั้งนี้ Coprophagia เกิดขึ้นเป็นปกติในสัตว์รวมถึงสุนัขและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด โดยบางการศึกษาชี้ว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังป่วย หรือขาดสารอาหารและวิตามิน ตลอดจนเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยย่อย สำหรับสัตว์จำพวกแมลงเป็นเรื่องปกติที่จะกินมูลสัตว์อื่นซึ่งประกอบด้วยสารอาหารกึ่งย่อยจำนวนมาก

Photo by REUTERS/Thilo Schmuelgen

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคลี่คลายแล้ว นักวิทย์อ้างไขความลับได้ในที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682633

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 13:09 น.ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคลี่คลายแล้ว นักวิทย์อ้างไขความลับได้ในที่สุด

นักวิทย์ออสเตรเลียไขปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) หรือที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมปิศาจ (Devil’s Triangle) พื้นที่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ อยู่ระหว่างฟลอริดา เปอร์โตริโก และเกาะเบอร์มิวดา ซึ่งเรือและเที่ยวบินหลายสิบลำหายสาบสูญไปอย่างลึกลับเมื่อมาถึงที่นี่

หลายคนต่างหาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบางทฤษฎีอ้างถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือฐานทัพของสิ่งมีชีวิตนอกโลก ความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาดึงดูดความสนใจผู้คนนับล้านมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งปริศนาทั้งหมดยังคงไขไม่กระจ่าง

แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา The Mirror รายงานว่าคาร์ล ครุสเซลนิค นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย อ้างว่าเขาได้ไขปริศนานี้สำเร็จแล้ว และมันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมขาติแต่อย่างใด คาร์ลเชื่อว่าการหายตัวไปของเครื่องบินและเรือไม่มีอะไรไปมากกว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายและความผิดพลาดของมนุษย์

“เครื่องบินและเรือหลายลำที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยในพื้นที่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวหรือเมืองแอตแลนติสที่สาบสูญ…พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ใกล้กับส่วนที่มั่งคั่งของโลกนั่นก็คืออเมริกา ดังนั้นจึงมีการจราจรหนาแน่น” คาร์ลกล่าว

พร้อมเสริมว่า จากข้อมูลของ Lloyd’s of London และ US Coastguard จำนวนเรือและอากาศยานที่หายไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นไม่ต่างจากที่อื่นๆ ของโลกหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์

คาร์ลยกตัวอย่างเที่ยวบินที่ 19 เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพเรือสหรัฐที่หายไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 1945 เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วโลก รวมถึงสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่นำไปใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Close Encounters of the Third Kind ซึ่งบรรยายภาพลูกเรือของเที่ยวบิน 19 ว่าถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป

เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางจากรัฐฟลอริดา โดยมีลูกเรือ 14 คนบนเครื่อง แต่ขาดการติดต่อและหายไปโดยไม่พบร่างลูกเรือหรือซากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องบินค้นหาที่ส่งไปหาเที่ยวบิน 19 ก็หายไปในคืนนั้น

คาร์ลมองว่าการหายตัวไปของเที่ยวบินที่ 19 มีแนวโน้มว่าจะเกิดจากคลื่นที่สูง 15 เมตรกระทบมหาสมุทรแอตแลนติกในวันนั้น โดยเสริมว่านักบินที่มีประสบการณ์ในเครื่องบินลำนั้นมีเพียงคนเดียวคือร้อยโทชาร์ลส์ เทย์เลอร์ ซึ่งความผิดพลาดของมนุษย์อาจมีส่วนในโศกนาฏกรรมนี้เช่นกัน

ในปี 2010 โจเซฟ โมนาแกน เสนอว่าสาเหตุที่เรือล่มและเครื่องบินตกอาจมาจากการก่อตัวของแก๊สมีเทน โดยแก๊สดังกล่าวอยู่ใต้ท้องทะเลในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งเมื่อแก๊สขึ้นสู่พื้นผิวจะทะยานสู่อากาศ และขยายตัวเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะก่อตัวเป็นฟองแก๊สขนาดใหญ่ เมื่อเรือลำใดผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น ก็จะเข้าไปสู่ฟองแก๊สมีเทนขนาดยักษ์ จนทำให้เรือเหล่านี้สูญเสียการควบคุม และจมลงในที่สุด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีเรือผ่านพื้นที่นี้เป็นประจำทุกวันมุ่งหน้าไปยังเมืองท่าในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และหมู่เกาะแคริบเบียน เรือสำราญที่ผ่านพื้นที่นี้ก็มีมากเช่นกัน เรือเที่ยวเองก็มักจะมุ่งหน้าไปและกลับระหว่างฟลอริดากับแคริบเบียนอยู่เป็นปกติ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรทางอากาศอย่างหนาแน่น ทั้งอากาศยานพาณิชย์และส่วนตัว ซึ่งมุ่งหน้าไปยังฟลอริดา แคริบเบียน และทวีปอเมริกาใต้

Photo by Nilfanion/NASA/Wikipedia

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ทิ้งตัว 50%  ในช่วง 6 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682628

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 11:40 น.อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ทิ้งตัว 50%  ในช่วง 6 เดือน

สาเหตุที่ Bitcoin ร่วงต่ำว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ

วันที่ 10 พ.ค. Bloomberg รายงานว่าราคา Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจากระดับสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมามากกว่า 55% โดยขณะนี้ทำราคาไว้ที่ประมาณ 69,000 เหรียญสหรัฐ

โดยขณะนี้ราคาเหรียญดังกล่าวเริ่มขยับขึ้นมาแล้วที่ 30,743 เหรียญสหรัฐ

จอช ลิม จากบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในนิวยอร์ก Genesis Global Trading กล่าวว่าเรากำลังเห็นราคาของ Bitcoin ปรับตัวลงอย่างช้าๆ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเทขายของผู้ที่ถือครองเหรียญมาเป็นเวลานาน

ภาวะเงินฝืดในตลาดคริปโตเกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของสถาบันการเงินเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและควบคุมสภาพคล่อง ทำให้บรรดานักลงทุนต่างหันหนีออกจากสินทรัพย์เก็งกำไรในตลาดทั่วโลก

BBC รายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขณะที่พวกเขาพยายามจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในยูเครนที่มีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

การลดลงของมูลค่า Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดขึ้นขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงเช่นกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น, FTSE 100 ของอังกฤษ, ดัชนีดาวโจนส์, ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ในตลาดสหรัฐ

รายงานระบุว่า Ethereum ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ก็มีมูลค่าลดลงเช่นกัน โดยลดลงมากกว่า 20% ในสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ รายงานระบุว่าตลาดคริปโตเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมืออาชีพ อาทิ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และผู้จัดการการเงิน มีความกระตือรือร้นในการซื้อขายมากขึ้น จากที่เคยเป็นโดเมนของนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่ชื่นชอบเท่านั้น

NextAdvisor อ้างคำพูดของเวนดี้ โอ ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตซึ่งกล่าวว่า “Bitcoin อาจสามารถตีกลับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 35,000 เหรียญสหรัฐ แต่หากไม่ทำลายเส้นแนวโน้มที่ประมาณ 37,000 เหรียญสหรัฐ ฉันคิดว่าราคาของมันอาจร่วงมาถึง 29,000 เหรียญสหรัฐในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล โนโวแกรตซ์ มหาเศรษฐีนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีเชื่อว่าตลาดคริปโตจะค่อยดีขึ้นหลังจากที่ผ่านจุดนี้ไปได้

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ไบเดนฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลก เตรียมส่งอาวุธให้ยูเครนไม่จำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682624

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 10:28 น.ไบเดนฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลก เตรียมส่งอาวุธให้ยูเครนไม่จำกัด

กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้สหรัฐเร่งการส่งมอบอาวุธไปช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามร่างกฎหมายให้ยืม-เช่า (Lend-Lease Act of 2022) ที่เคยใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายล่าสุด ซึ่งเป็นการเปิดทางให้สหรัฐเร่งการส่งอาวุธไปให้ยูเครนได้อย่างไม่จำกัด

ไบเดนให้คำมั่นระหว่างลงนามกฎหมายดังกล่าวที่ทำเนียบขาวว่า จะเดินหน้าติดอาวุธให้ยูเครนต่อไป “ในการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศและประชาธิปไตยของพวกเขา” และว่า “ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ไม่ถูกเลย แต่การยอมก้มหัวให้กับการรุกรานมีค่าใช้จ่ายมากกว่า”

ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนที่แล้วด้วยคะแนนเสียง 417-10 ส่วนวุฒิสภาเห็นชอบด้วยทั้งหมด เป็นการยกเลิกการจำกัดปริมาณอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่รัฐบาลสหรัฐสามารถส่งไปให้ยูเครนหรือประเทศแถบยุโรปตะวันออกอื่นๆ โดยกฎหมายนี้จะระบุด้วยว่ายูเครจะต้องจ่ายเงินค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับในภายหลัง

อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ส่งไปตามกฎหมายฉบับนี้แยกต่างหากจากความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่สหรัฐส่งไปช่วยยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และแยกจากความช่วยเหลือทางการทหารอีก 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ไบเดนเพิ่งขอให้สภาคองเกรสอนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ กฎหมายให้ยืม-เช่าบังคับใช้ครั้งแรกในสมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ เมื่อเดือน มี.ค. 1941 9 เดือนก่อนที่สหรัฐจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อติดอาวุธให้กับพันธมิตร ซึ่งจนถึงเดือน ก.ย. 1945 สหรัฐส่งมอบอาวุธรวมมูลค่า 50,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (980,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน) และแม้ว่าพันธมิตรรวมถึงสหภาพโซเวียตจะต้องจ่ายเงินค่าอาวุธ แต่สหรัฐยอมรับการให้เช่าพื้นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐแทนเงิน

การลงนามของไบเดนได้รับการต้อนรับจากยูเครนโดยประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประกาศว่าเป็น “ก้าวแห่งประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยให้ยูเครนและสหรัฐ “คว้าชัยชนะด้วยกันอีกครั้ง…เหมือนเมื่อ 77 ปีก่อน”

REUTERS/Kevin Lamarque