ไบเดนควรมีน้ำใจกับอาเซียนมากกว่านี้ เวลาพบผู้นำน้อยเกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682426

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 15:00 น.ไบเดนควรมีน้ำใจกับอาเซียนมากกว่านี้ เวลาพบผู้นำน้อยเกิน

รัฐมนตรีของกัมพูชากล่าวว่า โจ ไบเดนควรให้เวลาผู้นำอาเซียนมากกว่านี้ในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างทางกลุ่มกับสหรัฐ

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกัมพูชาบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ควรใช้เวลากับผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันในสัปดาห์หน้า หากรัฐบาลของเขาจริงจังกับการยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ กับภูมิภาคอาเซียนซึ่งจีนมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้อย่างมาก 

เกา กึม ฮวน (Kao Kim Hourn) รัฐมนตรีและที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานของกัมพูชา เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่มีการวางแผนการประชุมแบบรายบุคคลระหว่างผู้นำของภูมิภาคและไบเดน 

กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนซึ่งหมุนเวียนระหว่างสมาชิกของกลุ่ม และผู้นำชาติอาเซียน 8 คน รวมทั้งฮุนเซน คาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด ส่วนผู้นำเมียนมาถูกกีดกันจากการทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว และฟิลิปปินส์จะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งจึงไม่มีผู้นำไปร่วม

เกา กึม ฮวน บอกกับรอยเตอร์ในการให้สัมภาษณ์ว่า ผู้นำอาเซียน “ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและความเสมอภาค” และให้โอกาส “ใช้เวลาอันเป็นประโยชน์” กับไบเดน

“ในฐานะประเทศใหญ่ ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐฯ ควรมีน้ำใจต่อแขกมากขึ้น ผู้นำที่เดินทางไปวอชิงตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ (ไบเดน) กำลังพูดถึงการยกระดับหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ให้เป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุม เขากล่าวถึงขั้นตอนที่เสนอในระดับการมีส่วนร่วมระหว่างวอชิงตันและอาเซียน

เกา กึม ฮวน กล่าวว่าเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับประธานอาเซียนที่จะพบกับผู้นำของประเทศเจ้าบ้าน “ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการเพื่อเจรจาบางประเภท”

อย่างไรก็ตาม เขาได้รับแจ้งจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชา แพทริก เมอร์ฟี ว่าไม่มีการประชุมทวิภาคีตามกำหนดการที่เขาทราบ เนื่องจากการประชุมสุดยอดใช้เวลานานพอสมควรแล้ว และเนื่องจากไบเดน “ยุ่ง”

ทำเนียบขาวไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพูดของเกา กึม ฮวนในทันที แต่โฆษกทำเนียบขาวเจน ซกาย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าไบเดนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำทำเนียบขาวแก่ผู้นำอาเซียนในวันพฤหัสบดีและเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับพวกเขาที่กระทรวงการต่างประเทศในวันศุกร์

เธอกล่าวว่าการประชุมสุดยอดจะ “ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของอาเซียนในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดในภูมิภาค และเป็นการรำลึกถึง 45 ปีของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน”

การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งแรกที่จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน และเป็นการเยือนทำเนียบขาวครั้งแรกของฮุน เซน ซึ่งปกครองกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2528 และต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากสหรัฐฯ บ่อยครั้งในการปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยและจำคุกฝ่ายตรงข้าม

เกา กึม ฮวน กล่าวว่ากัมพูชาซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีนจะไม่ “เลือกข้าง” ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง และการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศของเขากำลังเติบโตขึ้น

ในทำนองเดียวกัน อาเซียนทำงานร่วมกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนภายใต้หลักการของ “การเปิดกว้าง” เขากล่าว

นักวิเคราะห์และนักการทูตกล่าวว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความกระตือรือร้นที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่รู้สึกผิดหวังที่ล้มเหลวในการให้รายละเอียดแผนการรับมือทางเศรษฐกิจหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค

เกา กึม ฮวน กล่าวว่ากรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกของไบเดนยังคงเป็นแค่ “งานที่กำลังดำเนินการอยู่ และรัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศและวิกฤตในยูเครน

“ยังมีรายละเอียดอีกมากที่เรายังไม่รู้” เขากล่าวถึง IPEF “เราเข้าใจดีว่ามีลำดับความสำคัญที่แข่งขันกันมากมายในวาระระดับโลกสำหรับสหรัฐอเมริกา”

เกา กึม ฮวน กล่าวว่า ทะเลจีนใต้ที่สมาชิกอาเซียนต่างๆ อ้างสิทธิ์เช่นเดียวกับจีน จะต้องอยู่ในวาระหารือร่วมกับไบเดน เช่นเดียวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ไบเดนน่าจะกดดันอาเซียนให้ดำเนินการมากกว่านี้เพื่อสนับสนุนความพยายามของเขาในการโดดเดี่ยวรัสเซียออกทางทางการทูตและทางเศรษฐกิจหลังจากการรุกรานยูเครน

เกา กึม ฮวน กล่าวว่าสมาชิกอาเซียนแต่ละคนมีจุดยืนที่แตกต่างกันในเรื่องความขัดแย้งในยูเครน และจุดยืนของอาเซียนใดๆ ในกลุ่มอาเซียนจะต้อง “มีฉันทามติเป็นพื้นฐาน”

Photo –  REUTERS/Elizabeth Frantz

เงินเฟ้อทั่วโลกกำลังอันตราย ของแพงไม่หยุด-ประชาชนหมดความอดทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682437

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 18:11 น.เงินเฟ้อทั่วโลกกำลังอันตราย ของแพงไม่หยุด-ประชาชนหมดความอดทน

การขึ้นดอกเบี้ยขอธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีเหตุผลใหญ่ๆ คือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และยังบอกด้วยวา่จะไม่ยอมหยุดแค่นี้หากเงินเฟ้อยังเป็นภัยคุกคาม แต่เงินเฟ้อไม่ได้คุกคามแค่สหรัฐ มันกำลังเป็นหายนะในหลายๆ ประเทศอยู่ในตอนนี้

1. หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลงมาบ้างเพราะแนวโน้มความต้องการในจีนที่จะลดลงเพราะการล็อคดาวน์ แต่มันไม่ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซที่คนทั่วไปต้องหาซื้อมาใช้มีราคาลดลง ตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้ข้าวของยิ่งแพงขึ้นจนน่าตกใจ 

2. ศรีลังกา ที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ล่าสุด ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีของประเทศประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะในศรีลังกา และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ การปกป้องความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการบำรุงรักษาเสบียงและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตของชุมชน” 

3. เหตุมันเกิดจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มีความรุนแรงเป็นระยะๆ ท่ามกลางการขาดแคลนอาหารนำเข้า เชื้อเพลิง และยารักษาโรค โดยธนาคารกลางของประเทศกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาวัดจากในดัชนีราคาผู้บริโภคในกรุงโคลัมโบ เพิ่มขึ้น 29.8% ในเดือนเมษายน การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นรายเดือนของในหมวดอาหารและไม่ใช่อาหาร เทียบกับ 18.70% ในเดือนมีนาคม

4. ชีวิตของชาวศรีลังตกอยู่ในความยากลำบากแสนสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หลังจากหนึ่งเดือนของการเก็บใบชามากกว่า 18 กก. ในแต่ละวัน ครอบครัวคนเก็บใบชาซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศได้รับเงินประมาณ 30,000 รูปี หรือมูลค่าประมาณ 80 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งไม่พอแม้แต่ซื้ออาหารเป็นผักมารับประทาน

5. รอยเตอร์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอาหารใกล้จะถึง 50% ต่อปี โดยค่าขนส่งแพงขึ้นเกือบ 70% แม้ว่าในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เช่น ราคาแป้งได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีที่แล้ว ทำให้คนงานชาวไร่ใบชาหลายคนไม่สามารถซื้อโรตีเบรดผสมมะพร้าวที่พวกเขากินรองท้องขณะเก็บใบชาได้

6. อีกประเทศที่สาหัสคือตุรกี อัตราเงินเฟ้อประจำปีของตุรกีพุ่งขึ้นเป็น 69.97% ในเดือนเมษายน สูงกว่าที่คาดการณ์และสูงสุดในรอบสองทศวรรษ ตามข้อมูลของ Turkish Statistical Institute โดยได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น และค่าเงินลีราที่ตกต่ำ อันเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับศรีลังกาที่ค่าเงบินรูปีอ่อนยวบเช่นกัน

7. ในตุรกี ราคาผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นได้รับแรงหนุนจากการก้าวกระโดดถึง 105.9% ของราคาที่เพิ่งขึ้นในภาคการขนส่ง ซึ่งรวมถึงราคาพลังงาน และราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์พุ่งขึ้น 89.1% รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าด้วยโครงการเศรษฐกิจจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อเอาไว้ได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เชื่อว่ามันจะลากยาวไปตลอดปีนี้ 

8. เงินเฟ้อที่รุนแรงทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเลือกที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ และธนาคารแห่งชาติอินเดีย แต่ในกรณีของอินเดียนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเงินเฟ้อจะรุนแรงต่อไปตลอดปีนี้ หลังจากที่ของแพงขึ้นมาตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

9. แม้แต่ในกลุ่มยูโรโซน เงินเฟ้อพุ่งทุบสถิติเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันเมื่อเดือนเมษายน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในกลุ่ม 19 ประเทศที่ใช้เงินยุโรแตะระดับ 7.5% ในเดือนเมษายน ตามการประมาณการเบื้องต้นโดยสำนักงานสถิติของยุโรป เงินเฟ้อที่แรงอยู่แล้วยิ่งหนักข้นเพราะสงครามในยูเครน และผลจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย มันอาจจะทำให้ยุโรปต้องเจ็บปวดกว่านี้หากรัสเซียตัดก๊าซมายังยุโรปในทันทีทันใด

10. ในลิทัวเนีย หนึ่งในประเทศที่กังวลกับกหารรุกรานของรัสเซียที่สุดประเทศหนึ่งต้องรับเคราะห์จากเงินเฟ้อไปด้วย โดยในเดือนมีนาคม ลิทัวเนียมีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในสหภาพยุโรปที่ 15.7% ตามข้อมูลของ Eurostat จากต้นทุนด้านพลังงานที่พุ่งขึ้นเกือบ 13% ในยุโรปในเดือนมีนาคมดือนเดียว

11. Euro News รายงานชีวิตของชาวลิทัวเนียว่าตอนนี้เงิน 1 ยูโรยังซื้อถั่วอบสักถุงยังไม่ได้เลย ราคาสินค้าทั้งอาหารไปจนถึงสินค้าฮาร์ดแวร์มีราคาเพิ่มขึ้นแบบวันต่อวัน แบบที่เข้านอนคืนนี้ วันรุ่งขึ้นอาจต้องเช็คราคากันใหม่ และบางคนเชื่อว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังไม่มาถึง

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo – REUTERS/Dinuka Liyanawatte

อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ยุโรปแบนน้ำมันรัสเซียไม่สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682297

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ยุโรปแบนน้ำมันรัสเซียไม่สำเร็จ

ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายน้ำมันรัสเซียก็จะมีโอกาสได้เข้าไปในอียูอยู่ดีไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

สหภาพยุโรป (EU) เสนอให้มีการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจดำเนินการได้ยาก เนื่องจากเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ซับซ้อนของยุโรป และความท้าทายในการติดตามน้ำมันดิบเมื่อมีการผสมหรือกลั่นแล้ว

หากได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกแผนดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 6 เดือนสำหรับน้ำมันดิบ และใน 8 เดือนสำหรับน้ำมันดีเซลและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆ

มาตรการคว่ำบาตรของอียูจะเป็นอย่างไร?

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ฮังการีและสโลวะเกียจะได้รับการยืดระยะเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี 2023 เพื่อปรับตัวกับการคว่ำบาตร ซึ่งหมายความว่าประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปยังสามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียผ่านฮังการีและสโลวะเกียได้ เว้นแต่จะมีการให้สัตยาบันแผนดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองประเทศซื้อน้ำมันเกินความจำเป็น

น้ำมันของรัสเซียจะยังคงอยู่ในยุโรปหลังการแบนหรือไม่?

ประเทศในยุโรปอาจยังคงซื้อน้ำมันรัสเซียจากประเทศที่สามอื่นๆ โดยไม่ทราบที่มา

น้ำมันมักจะถูกตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมัน เช่น ปริมาณกำมะถันและความหนาแน่น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันพบว่า ผู้ซื้อบางรายเคยถูกหลอกโดยเอกสารปลอม โดยปกปิดที่มาของสินค้าจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร รวมทั้งอิหร่านและเวเนซุเอลา

เรื่องจะยากยิ่งขึ้นหากน้ำมันดิบผสมกับน้ำมันดิบอื่นๆ สำหรับโรงกลั่น และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหลังจากที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐาน เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน

ใครบ้างที่กำลังจะเลิกหรือหยุดซื้อน้ำมันของรัสเซีย?

ตามข้อมูลของ JP Morgan พบว่า โรงกลั่นและบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ของยุโรปอย่างน้อย 26 แห่งระงับการซื้อน้ำมันจากตลาดจร (spot purchase) หรือตั้งใจที่จะเลิกการนำเข้าน้ำมันรัสเซียรวมกัน 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ข้อมูลของ Platts ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ระบุว่า บริษัทในยุโรป เช่น Shell, TotalEnergies, Repsol และ BP ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์กลั่นที่มาจากรัสเซียแล้ว โดยสัญญาของ BP ระบุว่าข้อตกลงใดๆ กับผู้ขายที่ละเมิดนโยบายจะถือเป็นโมฆะ

เอกสารที่สำนักข่าว Reuters ได้อ่านระบุว่า บริษัทขนส่งหลายแห่งขอให้มีการค้ำประกันว่าสินค้าไม่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับรัสเซีย รวมทั้งไม่ได้ถ่ายโอนจากเรือที่มีความสัมพันธ์กับรัสเซีย

ทำไมการติดตามสินค้าของน้ำมันรัสเซียจึงเป็นเรื่องยาก?

แม้จะมีเอกสารข้างต้นครบถ้วนแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะกำจัดร่องรอยของสารไฮโดรคาร์บอนของรัสเซียเมื่อน้ำมันเข้าสู่ศูนย์กลางการนำเข้าหลักของสหภาพยุโรป ซึ่งก็คือศูนย์กลั่นน้ำมันอัมสเตอร์ดัม-รอตเตอร์ดัม-แอนต์เวิร์ป (ARA) ซึ่งประกอบไปด้วยท่าเรือ 8 แห่งที่กระจายอยู่ใน 2 ประเทศ คลังน้ำมัน 96 แห่ง และแท็งก์เก็บน้ำมัน 6,300 แท็งก์ของบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศหลายร้อยแห่ง

“ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่แปรรูปในโรงกลั่นในยุโรปจะยังคงมีน้ำมันของรัสเซียอยู่” Shell ระบุ “ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ดีเซล มักถูกผสม หมายความว่าสัดส่วนของของเหลวที่ผสมลงในท่อและแท็งก์ที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรมทั้งหมดจะมีต้นกำเนิดจากรัสเซีย”

จูนีต คาซาโคกู หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์อุปสงค์น้ำมันของ FGE กล่าวว่าใน ARA น้ำมันรัสเซียที่ผสมแล้วอาจปรากฏในข้อมูลศุลกากรเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงจากเนเธอร์แลนด์ “ผมคิดว่าหลายประเทศในยุโรปจะอ้างอิงว่านำเข้าจาก ‘เนเธอร์แลนด์’ เพื่อซ่อนที่มาของผลิตภัณฑ์รัสเซีย”

น้ำมันจาก ARA ไปไหนบ้าง?

ผู้ค้าน้ำมันกล่าวว่า สามารถส่งออกเชื้อเพลิงเหล่านี้อีกครั้งไปยังภูมิภาคและประเทศอื่น ซึ่งอาจขนส่งทางเรือไปยังปลายทางอื่นที่อยู่ภายในท้าเรือเดียวกัน หรือมุ่งหน้าลงแม่น้ำไรน์ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งสามารถซ่อนต้นกำเนิดของเชื้อเพลิงได้

จากศูนย์กลาง ARA ผลิตภัณฑ์น้ำมันสามารถกระจายผ่านระบบท่อส่งน้ำมันยุโรปกลาง (CEPS) ของนาโต ซึ่งเชื่อมโยงไปยังท่าเรือทางทะเล 6 แห่งและโรงกลั่น 11 แห่งทั่วทวีป รางรถไฟ 3 แห่ง สถานีบรรทุกรถบรรทุก 16 แห่ง และท่าอากาศยานนานาชาติ 6 แห่ง

“ถ้าไม่ใช่เจ้าของชาวรัสเซีย นอกจากใบรับรองแหล่งกำเนิดแล้ว (แต่แม้แต่ใบรับรองก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้) ก็ยากสำหรับคลังจัดเก็บในการระบุที่มาของผลิตภัณฑ์” เครียน ฟาน บีค นายหน้าของ ODIN-RVB Tank ในรอตเตอร์ดัมกล่าว

บริษัทต่างๆ ทำอะไรเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา?

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกล่าวว่า ผู้ซื้อร้องขอให้มีการแจกแจงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของน้ำมันผสมจากคลังเก็บน้ำมันมากขึ้น เพื่อตัดสินใจว่าพวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่ แต่เอกสารต้นทางที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์นั้นไม่พร้อมใช้งานในกรอบเวลาที่เหมาะสมเสมอไปก่อนที่จะทำข้อตกลง

ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าบางรายมีใบรับรองที่ระบุรายละเอียดสถานที่ผลิตหรือแปรรูปเชื้อเพลิง และแม้ว่าหน่วยงานศุลกากรของแต่ละประเทศจะสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวกับสินค้านำเข้าได้ แต่เอกสารดังกล่าวถือเป็นความลับ

ก่อนหน้านี้ Shell ได้จำแนกสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากรัสเซียว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบจากเชื้อเพลิงที่ผลิตในรัสเซียตั้งแต่ 50% ขึ้นไป แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ได้เข้มงวดข้อจำกัดในการซื้อน้ำมันของรัสเซีย โดยกล่าวว่าจะไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์กลั่นที่มีสารประกอบของรัสเซียอีกต่อไป รวมถึงเชื้อเพลิงผสมตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้เผยว่า ข้อจำกัดนี้มีผลเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่บริษัทต่างๆ ได้รับอนุญาตให้สอดแทรกข้อกำหนดของตนเองได้ และจะไม่รวมสัญญาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องดีเซลในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจากตลาดแลกเปลี่ยน (ICE) หลัก

อย่างไรก็ดี เบ็น ฟาน เบอร์เดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shell กล่าวว่า ไม่มีระบบใดในโลกที่สามารถสืบย้อนต้นกำเนิดของโมเลกุลรัสเซียในผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการกลั่นได้ “ดีเซลที่ออกมาจากโรงกลั่นของอินเดียที่ใช้น้ำมันดิบของรัสเซียถือเป็นดีเซลของอินเดีย”

แหล่งข่าวที่ค้าน้ำมัน 3 แหล่งเผยกับ Reuters ว่า ผู้ค้ารายอื่นบางคนอยู่ระหว่างพิจารณาว่าน้ำมันดีเซลผสม เช่น ที่มีดีเซลรัสเซียมากถึง 49% จะนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของรัสเซียหรือไม่

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ซื้อมาแค่ $35 กลายเป็นประติมากรรมโรมันประเมินค่าไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682408

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 10:41 น. ซื้อมาแค่ $35 กลายเป็นประติมากรรมโรมันประเมินค่าไม่ได้

ประติมากรรมโรมันสลักจากหินอ่อนชิ้นนี้เคยอยู่ที่เยอรมนี แต่มาตกอยู่ที่ร้านของของราคาถูกในเทกซัสได้อย่างไรยังไม่มีใครรู้

The Art Newspaper รายงานว่า ในปี 2018 หญิงอเมริกันชื่อ ลอร่า ยัง (Laura Young) ได้เข้าไปในร้าน Goodwill ในเมืองออสติน รับเท็กซัส ซึ่งเป็นเชนร้านค้าจำหน่ายสินค้าราคาเป็นมิตรจากการบริจาคที่ดำเนินการโดยองค์การไม่หวังผลกำไร เธอมาที่นี่เพื่อเพื่อค้นหาของที่จะนำไปขายต่อเพราะเธอทำธุรกิจร้านขายของวินเทจ 

ที่ร้านแห่งนี้เธอพบกับประตมากรรมแกะสลักจากหินอ่อนเป็นรูปบุคคลครึ่งตัว และเสียหายเล็กน้อย และซื้อมาในราคา 34.99 ดอลลาร์ ดูเผินๆ เหมือนมันจะไม่มีราคาค่างวดอะไร

ลอร่าบอกว่าประติมากรรมนี้ “อยู่บนพื้นใต้โต๊ะ มันดูค่อนข้างสกปรก ค่อนข้างเก่า” เธอซื้อมันและ “ขอให้ผู้ชายที่ทำงานที่นั่นแบกมันไปที่รถของฉัน” โดยที่เธอคาดเข็มขัดนิรภัยไว้กับเบาะ

แต่หลังจากการสืบค้นก้พบว่ามันกลายเป็นรูปปั้นครึ่งตัวที่หายากและมีค่าอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรูปเมหือนโรมันโบราณ ผู้บัญชาการชาวโรมัน ดรูซุส เกร์มานิคุส (Drusus Germanicus)

และจากการการวิจัยในภายหลังโดยผู้เชี่ยวชาญของ Sotheby บริษัทปะมูลชื่อดังพบว่าได้รับการแกะสลักในศตวรรษแรก และครั้งสุดท้ายที่ทราบที่อยู่ของมันคือเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่นพิพิธภัณฑ์ในแคว้นบาวาเรียในเยอรมนี

พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานอันโตนิโอ (San Antonio Museum of Art) ซึ่งจัดแสดงประติมากรรมนี้เปนการชั่วคราวระบุว่า รูปเหมือนของดรูซุส เกร์มานิคุส “ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ในเมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก (Aschaffenburg) ประเทศเยอรมนี ในบ้านจำลองเต็มรูปแบบจากเมืองปอมเปอีที่เรียกว่า Pompejanum (ปอมเปยานุม) สร้างโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 1 แห่งบาวาเรีย (Ludwig I of Bavaria) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรมุ่งเป้าไปที่เมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก และทำให้ Pompejanum เสียหายร้ายแรง และภาพเหมือนก็หายไป”

“หลังสงคราม กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดตั้งสถานที่ปฏิบัติงานทางทหารหลายแห่งในเมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก ซึ่งหลายแห่งยังคงอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็น เป็นไปได้มากว่าทหารที่กลับมานำรูปปั้นนี้ไปที่เท็กซัส ซึ่งยังคงไม่มีใครทราบจนถึงปี 2018”

ตามข้อตกลงกับฝ่ายบริหารของพระราชวัง สวน และทะเลสาบของรัฐบาวาเรีย (Bayerische Verwaltung der staatlichen Schlösser, Gärten und Seen) ประติมากรรมนี้จะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานอันโตนิโอจนกว่าจะถึงปี 2023 และจะคืนให้กับทางเยอรมนี แล้วจะจัดแสดงที่นั่นโดยป้ายระบุรายละเอียดจะเอ่ยชื่อลอร่า ยังเอาไว้ด้วย

Photo – Laura Young and San Antonio Museum of Art

รัสเซียลั่นโปแลนด์ไม่เป็นมิตร อาจเป็นที่มาของภัยคุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682406

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 10:05 น.รัสเซียลั่นโปแลนด์ไม่เป็นมิตร อาจเป็นที่มาของภัยคุกคาม

รัฐบาลเครมลินกล่าวว่าโปแลนด์อาจเป็นแหล่งที่มาของภัยคุกคาม ส่วนโปแลนด์ไม่หวั่น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน โฆษกของรัฐบาลรัสเซียที่เครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า โปแลนด์แสดงวาจาที่ไม่เป็นมิตร และโปแลนด์อาจเป็น “แหล่งของภัยคุกคาม”

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี มาเตอูซ โมราวิซกี ของโปแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Euronews ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเป็น “อาชญากรสงคราม” ซึ่งกำลัง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในยูเครน และสหภาพยุโรปจะต้องไม่กลับมา “ทำธุรกิจตามปกติ” กับรัสเซียตราบเท่าที่เขายังคงอยู่ในอำนาจ 

โปแลนด์ได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและให้พันธมิตรนาโตตะวันตกติดอาวุธยูเครนในขณะที่พยายามต่อต้านกองกำลังรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาทางตะวันออก

นอกจากนี้ ในช่วงนี้ Euronews ยังรายงานว่ามีข้อมูลเท็จเกี่ยวกับกองทัพของโปแลนด์และฟินแลนด์ได้เผยแพร่ทางออนไลน์ท่ามกลางการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้กระพือข้อมูลอย่างผิด ๆ ว่าทั้งสองประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังเตรียมเข้าสู่สงครามหรือมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางทหาร

แต่ สตานิสลอว์ ซาริน โฆษกฝ่ายความมั่นคงของโปแลนด์ กล่าวว่า รัสเซียได้ดำเนินการรณรงค์บิดเบือนข้อมูลร่วมกับโปแลนด์มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว รวมถึงข้อเสนอแนะว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน

“เป้าหมายของการกระทำของรัสเซียคือการสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างโปแลนด์และยูเครน รวมถึงการใส่ร้ายโปแลนด์และนำเสนอโปแลนด์ในฐานะประเทศอันตรายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก” เขาเขียนในความคิดเห็นทางอีเมล

แอนนา มอสโกวา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศของโปแลนด์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “โปแลนด์ภูมิใจที่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตรของปูติน”

Photo – REUTERS/Leonhard Foeger

จีนออกคำเตือนถึงคนที่ตั้งคำถาม ‘นโยบายปลอดโควิด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682375

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 16:45 น.จีนออกคำเตือนถึงคนที่ตั้งคำถาม 'นโยบายปลอดโควิด'

จีนยึดมั่น Zero-Covid เตือนจะไม่นิ่งเฉยต่อคำพูดหรือการกระทำที่บิดเบือน ตั้งคำถาม หรือต่อต้านนโยบายของประเทศ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. CNN รายงานว่าประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่าจีนยังคงยึดมั่นในนโยบายปลอดโควิด (Zero-Covid) อย่างแน่วแน่ และออกคำเตือนหนักแน่นต่อทุกคนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว

คณะกรรมการ 7 คนของโปลิตบูโรให้คำมั่นว่า “จะยึดมั่นในนโยบายปลอดโควิดอย่างแน่วแน่ และดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อคำพูดหรือการกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ตั้งคำถาม หรือต่อต้านนโยบายควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศของเรา”

รายงานระบุว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการกับโควิด-19 นับตั้งแต่ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนหลังบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในเซี่ยงไฮ้

หลังจากที่ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่พอใจนโยบายดังกล่าวเนื่องจากการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด และบ่อยครั้ง ตลอดจนส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของจีน ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว

โดยที่ประชุมระบุว่ากลยุทธ์การป้องกันและควบคุมโรคเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจีนเคยเอาชนะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอู่ฮั่นมาได้แล้ว และจะสามารถเอาชนะการแพร่ระบาดในเซี่ยงไฮ้ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทำให้จีนต้องล็อกดาวน์เมืองต่างๆ กว่าสิบแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ใหญ่และมั่งคั่งที่สุดของประเทศ และเป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง ส่งผลให้ประชาชนราว 25 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน สร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

โดยในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวเซี่ยงไฮ้จำนวนมากระบายความไม่พอใจกับการจัดการกับโควิด-19 ของรัฐบาลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่านโยบายของรัฐทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนอาหารและการรักษาพยาบาล ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีการแจกจ่ายอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับประชาชน แต่ชาวจีนส่วนหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจีนเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข่าวลือและข้อเท็จจริง และมีการลบวิดีโอและโพสต์ของผู้ที่แสดงความไม่พอใจต่อการล็อกดาวน์บนโลกออนไลน์

รายงานระบุว่าประชาชนจำนวนหนึ่งส่งเสียงประท้วงจากทางหน้าต่าง มีการทุบหม้อและกระทะ ตะโกนโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ ขณะที่บางคนปะทะกับตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามท้องถนน

นอกจากนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้ประกอบการเกิดความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ และศูนย์กลางการผลิตและการขนส่งที่สำคัญ

The Times of India ระบุว่าความคิดเห็นของคณะกรรมการมีขึ้นหลังจากที่แอนโธนี เฟาซี ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐให้ความเห็นว่าการล็อกดาวน์ของจีนไม่น่าจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เช่นเดียวกับชาวจีนจำนวนหนึ่งที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความสมเหตุสมผลของมาตรการดังกล่าว ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน หลังจากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศหดตัวลงอย่างรวดเร็วในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Florence Lo

ยูเครนเตรียมรับ PzH 2000 ปืนใหญ่ยิงเร็วส่งตรงจากเยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682381

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ยูเครนเตรียมรับ PzH 2000 ปืนใหญ่ยิงเร็วส่งตรงจากเยอรมนี

ปืนใหญ่ที่เคยร่วมสงครามอัฟกานิสถานกำลังจะถูกส่งตรงจากเยอรมนีไปยังยูเครน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. กระทรวงกลาโหมเยอรมนีเปิดเผยว่าได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรแพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 (PzH 2000) แบบหุ้มเกราะจำนวน 7 กระบอกให้แก่ยูเครน เพื่อสนับสนุนความพยายามของยูเครนในการป้องกันประเทศจากกองกำลังรัสเซีย

โดยรัฐบาลเยอรมนีจะส่ง PzH 2000 รวมถึงจัดให้มีการฝึกทหารยูเครนในการใช้ปืนใหญ่อัตตาจรดังกล่าวด้วย

รายงานของบลูมเบิร์กและซีเอ็นเอ็นระบุว่าปืนใหญ่ PzH 2000 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรถถัง สามารถยิงได้ต่อเนื่องราว 10 นัดต่อนาที ไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปถึง 40 กิโลเมตร โดยปืนทั้ง 7 กระบอกจะมาจากกองทัพบุนเดิสแวร์ (Bundeswehr) ของเยอรมนี

ทั้งนี้ เยอรมนีเปลี่ยนท่าทียอมส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นยืนยันว่าจะไม่ส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเด็ดขาด

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การทหารบุนเดิสแวร์ (Photo by Stephencdickson/Wikipedia)

เป็นปืนใหญ่อัตตาจรที่มีอัตราการยิงสูงมาก และสูงสุดถึง 3 นัด ใน 9 วินาที, 10 นัด ใน 56 วินาที และสามารถยิงต่อเนื่องได้ระหว่าง 10 ถึง 13 นัด ต่อนาที ขึ้นอยู่กับความร้อนที่ปากกระบอกปืน

ปืนดังกล่าวพัฒนาโดยบริษัท Krauss-Maffei Wegmann (KMW) และ Rheinmetall มีความยาวประมาณ 12 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร และสูงประมาณ 3 เมตร มีการหุ้มเกราะเพื่อป้องกันลูกระเบิด และถูกติดตั้งบนล้อสายพาน ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 เข้าร่วมสนามรบครั้งแรกในปี 2006 โดยกองทัพเนเธอร์แลนด์ในสงครามอัฟกานิสถาน ซึ่งเข้าโจมตีฝ่ายตอลิบาน ในเมืองกันดะฮาร์ ของอัฟกานิสถาน

ปัจจุบันแพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 ประจำการอยู่ในกองทัพเยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และกรีซ รวมแล้วมากกว่า 330 กระบอก

Photo by Dutch Ministry of Defence/Wikipedia

ภาวะสมองไหล เมื่อดูไบกลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเศรษฐีรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682361

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 15:30 น.ภาวะสมองไหล เมื่อดูไบกลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเศรษฐีรัสเซีย

พิษคว่ำบาตร! บรรดาเศรษฐี-ผู้ประกอบการชาวรัสเซียย้ายไปดูไบมากเป็นประวัติการณ์

BBC รายงานว่าดูไบได้กลายเป็นสวรรค์สำหรับเศรษฐีรัสเซียที่หนีผลกระทบจากการคว่ำบาตรของตะวันตก หลังเกิดสงครามในยูเครน โดยบรรดามหาเศรษฐีและผู้ประกอบการชาวรัสเซียเดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยจำนวนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าการซื้อสังหาริมทรัพย์ในดูไบของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็น 67% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022

ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ได้คว่ำบาตรรัสเซียหรือวิพากษ์วิจารณ์การเปิดปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน นอกจากนี้ยังให้วีซ่าแก่ชาวรัสเซียที่ไม่ได้ถูกคว่ำบาตร ขณะที่บรรดาชาติตะวันตกระงับการเดินทางของพวกเขา

รายงานของ BBC ระบุว่ายังไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอน แต่คาดว่ามีชาวรัสเซียหลายแสนคนเดินทางออกนอกประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกยูเครน โดยรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียรายหนึ่งซึ่งกล่าวว่ามีพลเมืองออกไปมากถึง 200,000 คนในช่วง 10 วันแรกหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น

ขณะที่ Virtuzone บริษัทที่ปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจในดูไบเผยว่ามีลูกค้าชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมาก และได้รับความสนใจจากชาวรัสเซียมากขึ้นถึง 5 เท่า เนื่องจากพวกเขากังวลเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจของรัสเซีย จึงต้องการย้ายมาประกอบธุรกิจในดูไบ

ด้านตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ระบุว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในดูไบพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นของชาวรัสเซีย

โดย Betterhomes หน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในดูไบพบว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้น 2 ใน 3 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022 และ Modern Living กล่าวว่าได้ว่าจ้างตัวแทนที่พูดภาษารัสเซียจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่วน Thiago Caldas กล่าวว่าได้รับโทรศัพท์จากชาวรัสเซียหลายสายที่ต้องการย้ายไปดูไบทันที

ภาวะสมองไหล

BBC รายงานว่าบริษัทข้ามชาติและสตาร์ทอัพของรัสเซียหลายแห่งกำลังย้ายพนักงานไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงบริษัท WeWay บริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีสำนักงานในรัสเซียและยูเครนซึ่งเปิดเผยว่าภายหลังสงครามปะทุขึ้น บริษัทได้ย้ายพนักงานหลายร้อยคนออกจากยูเครนและรัสเซียเพื่อไปยังดูไบ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับการดำเนินธุรกิจ

ขณะที่ระดับโลกอย่าง Goldman Sachs, JP Morgan และ Google ที่ปิดสำนักงานในรัสเซีย ก็กำลังย้ายพนักงานบางส่วนไปยังดูไบเช่นกัน

Photo by REUTERS/Karim Sahib/File Photo

เผยยูเครนยิงเรือธงรัสเซียอับปางกลางทะเลดำ ได้สหรัฐช่วยชี้เป้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682354

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 13:45 น.เผยยูเครนยิงเรือธงรัสเซียอับปางกลางทะเลดำ ได้สหรัฐช่วยชี้เป้า

สือต่างประเทศอ้างสหรัฐให้ข้อมูลช่วยยูเครนทราบพิกัดและโจมตีเรือธงรัสเซียจมลงทะเลดำเมื่อเดือนก่อน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยข้อมูลใหม่ระบุว่าสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ซึ่งช่วยให้กองกำลังยูเครนสามารถค้นหาและโจมตีเรือมอสควา เรือธงของกองทัพเรือรัสเซียได้จนอับปางกลางทะเลดำเมื่อเดือนที่แล้ว

โดยในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมรัสเซียออกมาเปิดเผยว่าเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีมอสควา ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และจมลงสู่ทะเลดำ ซึ่งเป็นเหตุให้มีทหารรัสเซียเสียชีวิต 1 นาย และสูญหายอีก 27 นาย ขณะที่ทหารบนเรืออีกเกือบ 400 นายต้องรีบอพยพขึ้นจากเรือ

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยในขณะนั้นว่าเรือมอสควาถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของยูเครน 2 ลูก

ทั้งนี้ เรือมอสควาเป็นเรือธงที่มีบทบาทสำคัญมากต่อกองทัพรัสเซียในการปฏิบัติการรุกเมืองมาริอูโปล ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางตอนใต้ของยูเครน

The US provided intelligence that helped Ukraine target Russia’s prized Moskva warship with anti-ship cruise missiles, sources say. https://t.co/lmIvCewO1a

— CNN (@CNN) May 5, 2022

โดยรายงานจาก The New York Times และ CNN ล่าสุดระบุว่าสหรัฐมีส่วนช่วยเหลือยูเครนในการโจมตีเรือมอสควา โดยให้ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของเรือลำดังกล่าวแก่ยูเครน

รายงานของ The New York Times ก่อนหน้านี้ยังชี้ว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาสหรัฐได้ให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ช่วยให้ยูเครนสามารถกำหมดเป้าหมายและสังหารนายพลรัสเซียได้หลายคน

โดยรายงานระบุว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้ให้ข้อมูลลับแก่ยูเครนในหลากหลายพื้นที่ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกองทัพรัสเซียไปจนถึงข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งการแบ่งปันข่าวกรองนี้เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือที่สหรัฐมอบให้แก่ยูเครน นอกเหนือไปจากอาวุธหนักและความช่วยเหลืออื่นๆ รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ความช่วยเหลือดังกล่าวช่วยให้ยูเครนได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับสนามรบแบบเรียลไทม์ ทราบถึงความเคลื่อนไหวของกองกำลังรัสเซีย และช่วยยูเครนยืนยันตำแหน่งของเป้าหมายที่สำคัญ ซึ่งนอกจากสหรัฐแล้วยังมีพันธมิตรนาโตประเทศอื่นๆ ที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์แก่กองทัพยูเครนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐยอมรับว่าสหรัฐให้ข้อมูลบางอย่างแก่ยูเครนเพื่อช่วยเหลือในการป้องกันประเทศ แต่ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลการกำหนดเป้าหมายโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อโจมตีเรือดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของยูเครนที่จะโจมตีเรือหรือปฏิบัติการใดๆ สหรัฐไม่ทราบว่ายูเครนมีแผนที่จะโจมตีเรือ ตลอดจนไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของนายพลรัสเซีย

Photo by REUTERS/Alexey Pavlishak/File Photo

สงครามท้าทายระบบสาธารณสุข สถานพยาบาลยูเครนถูกถล่มเกือบ 400 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682341

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 11:30 น.สงครามท้าทายระบบสาธารณสุข สถานพยาบาลยูเครนถูกถล่มเกือบ 400 แห่ง

ผู้นำยูเครนเผยสถานพยาบาลถูกทำลายเกือบ 400 แห่ง ขาดแคลนยารักษาโรค-แพทย์ไม่สามารถผ่าตัด

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เผยการรุกรานของรัสเซียได้โจมตีหรือทำลายโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ในยูเครนไปแล้วเกือบ 400 แห่ง ขัดขวางการทำงานของแพทย์ในการผ่าตัดและรักษาผู้ป่วย

ขณะที่สถานพยาบาลหลายแห่งโดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ซึ่งอยู่ท่ามกลางสนามรบกำลังขาดแคลนยา รวมถึงยารักษามะเร็ง และอินซูลินสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตลอดจนขาดแคลนแม้กระทั่งยาปฏิชีวนะพื้นฐาน

“หากพิจารณาแค่โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ณ วันนี้กองทัพรัสเซียได้โจมตีหรือทำลายสถานพยาบาลไปแล้วเกือบ 400 แห่ง ทั้งโรงพยาบาล หอผู้ป่วยสูติกรรม และคลินิกผู้ป่วยนอก” เซเลนสกีกล่าว โดยเสริมว่าในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของทหารรัสเซีย สถานการณ์ดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นหายนะ

เหตุการณ์หนึ่งที่เรียกเสียงประณามจากนานาชาติเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ซึ่งโรงพยาบาลทำคลอดในเมืองมารีอูโปล ของยูเครน ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศหลายครั้ง อาคารพังถล่ม พื้นดินสั่นสะเทือนไปมากกว่าหนึ่งไมล์ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากรวมทั้งผู้ป่วย หญิงท้องแก่ แพทย์พยายาล และเด็กต้องหนีเอาชีวิตรอด และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังด้วย

เซเลนสกีประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ด้วยการโจมตีที่โหดร้ายและไม่เลือกหน้าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 คน รวมทั้งแพทย์พยาบาล ผู้ป่วย และหญิงที่กำลังทำคลอด ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีเกิดขึ้นในช่วงระหว่างข้อตกลงหยุดยิงของฝั่งรัสเซีย

ด้านรัสเซียกล่าวว่าเป็นการจัดฉากและสถานที่ดังกล่าวถูกใช้โดยกลุ่มติดอาวุธยูเครน

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าสงครามที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในยูเครนสร้างความท้าทายต่อระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยิ่ง พร้อมเรียกร้องให้ยุติสงครามโดยเร็วเพื่อฟื้นฟูระบบสาธารณสุข อีกทั้งการโจมตีระบบสาธารณสุขถือเป็นการละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย

Photo by REUTERS/Nacho Doce