‘วิลมิงตัน’ ถิ่นของไบเดน เมืองสุดอันตรายในสหรัฐ เหลื่อมล้ำจนน่ากลัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681719

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 16:15 น.'วิลมิงตัน' ถิ่นของไบเดน เมืองสุดอันตรายในสหรัฐ เหลื่อมล้ำจนน่ากลัว

ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันตีแผ่ชีวิตประชาชนในเมืองวิลมิงตัน บ้านของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

นิก จอห์นสัน ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันเผยแพร่คลิปวิดีโอตีแผ่ชีวิตประชาชนในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเมืองนี้เป็นบ้านของประธานาธิบดีโจ ไบเดนด้วย โดยตั้งชื่อคลิปว่า Here’s how TERRIBLE Joe Biden’s home town of Wilmington, Delaware looks these days. (เมืองวิลมิงตัน, เดลาแวร์ บ้านของโจ ไบเดนทุกวันนี้น่ากลัวขนาดไหน) พร้อมตั้งคำถามว่าไบเดนรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในระยะทางเพียงไม่กี่ไมล์จากคฤหาสน์ของเขา?

นิกกล่าวว่าเขาเคยไปในหลายเมืองที่น่ากลัวที่สุดในสหรัฐ แต่ยังไม่เคยเห็นใครใช้ยาเสพติดเกินขนาดและล้มลงข้างถนนเหมือนกับที่นี่มาก่อน

ในเวลาเพียง 5 นาทีที่เข้าสู่วิลมิงตัน ผมเห็นคนกำลังจะตายบนถนนไป 2 คนแล้ว…มันเป็นเมืองที่ยากที่จะเข้าใจ แล้วมันก็ไม่ใช่เมืองใหญ่พอที่จะได้รับความสนใจในระดับชาติ แต่หลายพื้นที่ที่นี่อันตรายและน่ากลัวมากจริงๆ “

จอห์นสันกล่าวพร้อมเสริมว่าย่านดาวน์ทาวน์ที่เขาไปสำรวจนั้นอยู่ใกล้กับคฤหาสน์หรูของไบเดนเพียงนิดเดียว แต่เขาเดาว่าไบเดนต้องไม่เคยมาเหยียบที่นี่แน่ๆ

จอห์นสันเล่าว่าจุดพีกของวิลมิงตันคือในช่วงปี 1950 ตอนนั้นมีประชากรราว 110,000 คน แต่ค่อยๆ ลดลงจนตอนนี้เหลือเพียงประมาณ 70,000 คน หลายคนย้ายจากที่นี่ไปในเมืองที่ปลอดภัยกว่า เพื่ออนาคตที่สดใสกว่า

ถึงกระนั้น รัฐเดลาแวร์ถูกจัดว่าเป็นรัฐที่รวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ทว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่นั้นอยู่ในกระเป๋าเงินของคนรวยในตอนเหนือของวิลมิงตัน

นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและยาเสพติดแล้ว อาชญากรรมก็เป็นปัญหาสำคัญของวิลมิงตัน

จอห์นสันเผยว่าอัตราการฆาตกรรมที่นี่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 10 เท่า และเพิ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกคดีฆาตกรรมเมื่อไม่นานมานี้เอง

เขาได้พูดคุยกับ ลีโอนาร์ด ไซป์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมจาก Crime in America.Net ซึ่งกล่าวว่าอาชญากรรมในเมืองวิลมิงตันเป็นปัญหาอาชญากรรมที่ยากเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้จนถึงปี 2018 วิลมิงตันได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่อันตรายที่สุุดในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ อีกหลายแห่งในเขตมหานครฟิลาเดลเฟีย ในช่วงปี 200 ขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในประเทศมีคดีอาชญากรรมและฆาตกรรมลดลง แต่วิลมิงตันได้ทำลายสถิติการฆาตกรรมหลายครั้งในปีเดียว

ในปี 2014 วิลมิงตันบันทึกคดีฆาตกรรม 28 ครั้ง ซึ่งคิดเป็นอัตรา 39.5 ต่อประชากร 100,000 คน หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 10 เท่า และมักติดอันดับ “100 เมืองที่อันตรายที่สุดในสหรัฐอเมริกา” ของ NeighborhoodScout

ในปี 2017 ปัญหาอาชญากรรมในวิลมิงตันเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่อันตรายที่สุดอันดับที่ 5 ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่สำนักงานนายกเทศมนตรีและชาววิลมิงตันหลายคนเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดอัตราการเกิดอาชญากรรมในวิลมิงตัน

เนื่องจากเมืองนี้เห็นการกราดยิงแทบทุกวัน และภายในเดือนพฤษภาคมของปีนั้น วิลมิงตันบันทึกคดีฆาตกรรมไปแล้ว 15 คดี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 เหตุกราดยิงในวิลมิงตันลดลงสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบกว่า 15 ปี ขณะที่เหตุอาชญากรรมในเมืองนี้ลดลงแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทีมข่าวประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo by Itsmytimenow07/Downtown north/Wilmington/Wikipedia

สหรัฐทิ้งอาวุธเกือบ 2.5 แสนล้านบาทไว้ในอัฟกานิสถานหลังถอนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681698

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 13:09 น.สหรัฐทิ้งอาวุธเกือบ 2.5 แสนล้านบาทไว้ในอัฟกานิสถานหลังถอนตัว

อาวุธที่สหรัฐทิ้งไว้ในอัฟกานิสถานก่อนจะถอนตัวออกมากะทันหันเมื่อปีที่แล้วมูลค่าเกือบ 2.5 แสนล้านบาท

สำนักข่าว CNN รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐรายงานต่อสภาคองเกรสว่า อาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่าราว 7,120 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 245,390ล้านบาทที่สหรัฐส่งไปให้รัฐบาลอัฟกานิสถานตลอด 16 ปีของสงคราม ถูกทิ้งไว้ที่นั่นหลังจากสหรัฐเสร็จสิ้นการถอนตัวเมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว

รายงานระบุว่า ขณะนี้อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้อยู่ในมือของกลุ่มตอลิบันที่สหรัฐพยายามปราบปรามมากว่า 2 ทศวรรษ โดยกระทรวงกลาโหมไม่มีแผนกลับไปยังอัฟกานิสถานเพื่อเก็บกู้หรือทำลายอาวุธ

ตามรายงานของกรทรวงกลาโหม ตั้งแต่ปี 2005- ส.ค. 2021 สหรัฐมอบอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ารวมทั้งหมด 18,600 ล้านเหรียญสหรัฐแก่กองกำลังรัฐบาลอัฟกานิสถาน (ANDSF) ในจำนวนนี้อุปกรณ์มูลค่า 7,120 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งเครื่องบิน กระสุนที่ยิงจากอากาศสู่พื้นดิน ยานพาหนะทางทหาร อาวุธ อุปกรณ์สื่อสาร และวัสดุอื่นๆ ยังอยู่ในอัฟกานิสถานหลังจากสหรัฐถอนตัวแล้วเสร็จในวันที่ 30 ส.ค. 2021

“อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้ที่อัฟกานิสถานต้องการการบำรุงรักษาเฉพาะทางที่ผู้รับเหมาของกระทรวงกลาโหมให้ไว้ก่อนหน้านี้แก่กองกำลังอัฟกันในรูปแบบของความรู้ด้านเทคนิคและการสนับสนุน” รายงานระบุ

จากอัฟกานิสถานถึงยูเครน

รายงานระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ Mi-17 5 ลำที่เคยอยู่ในอัฟกานิสถานถูกส่งต่อไปยังยูเครนในปี 2022 และเดินทางไปถึงยูเครนเพื่อทำการบำรุงรักษาก่อนที่สหรัฐจะออกจากอัฟกานิสถาน โดยกระทรวงกลาโหมแจ้งสภาคองเกรสถึงความตั้งใจที่จะย้ายเฮลิคอปเตอร์ในเดือน ม.ค. 2022 ก่อนที่รัสเซียจะบุก และยูเครนได้ลงนามในจดหมายตอบรับเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2022

“เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 5 ลำนี้อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงยกเครื่องในยูเครนในขณะที่รัฐบาลอัฟกานิสถานล่มสลาย และยังคงอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นมา” รายงานระบุ

รายงานระบุว่า วัสดุอื่นๆ ที่สหรัฐจัดหาให้อัฟกานิสถานก่อนหน้านี้แต่ไม่ได้ส่งให้ สหรัฐได้มอบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่ใช่อาวุธปกติให้กับยูเครน รวมทั้งปืนครกขนาด 122 มม. ประมาณ 37,000 นัด

รายงานระบุว่า สหรัฐยังส่งมอบกระสุนปืนลูกซองมากกว่า 15 ล้านนัด ระเบิดมือแรงสูงขนาด 40 มม. มากกว่า 99,000 นัด และปืนครกระเบิดแรงสูง 82 มม. ราว 119,000 นัดไปยังยูเครนจากวัสดุที่เคยจัดหาไว้ให้สำหรับอัฟกานิสถาน

ยุทโธปกรณ์สหรัฐที่ทิ้งไว้ที่อัฟกานิสถาน

รายงานระบุว่า เครื่องบินมูลค่า 923.3 ล้านเหรียญสหรัฐยังอยู่ในอัฟกานิสถาน สหรัฐทิ้งเครื่องบิน 78 ลำที่จัดหาให้รัฐบาลอัฟกานิสถานไว้ที่สนามบินนานาชาติฮามิดคาร์ไซในกรุงคาบูลก่อนสิ้นสุดการถอนตัว โดยเครื่องบินเหล่านี้ถูกถอดอาวุธและใช้งานไม่ได้ก่อนที่กองทัพสหรัฐจะจากไป

กระสุนจากอากาศสู่พื้นดินจำนวน 9,524 นัด มูลค่า 6.54 ล้านเหรียญสหรัฐยังคงอยู่ในอัฟกานิสถานในช่วงสิ้นสุดการถอนทหารของสหรัฐ ส่วนใหญ่ของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้บนเครื่องบินที่เหลืออยู่คืออาวุธที่ไม่แม่นยำ

รายงานระบุว่า ยานพาหนะทางทหารกว่า 40,000 คันจากทั้งหมด 96,000 คันที่สหรัฐมอบให้กองกำลังอัฟกันยังคงอยู่ในอัฟกานิสถานในช่วงที่สหรัฐถอนกำลัง รวมทั้งรถฮัมวี 12,000 คัน โดยไม่ทราบสภาพการทำงานของยานพาหนะที่ถูกทิ้งไว้ในอัฟกานิสถาน

รายงานระบุว่า อาวุธมากกว่า 300,000 ชิ้นจากทั้งหมด 427,300 ชิ้นที่สหรัฐมอบให้กองกำลังอัฟกันยังคงอยู่ในอัฟกานิสถานในขณะที่กองทัพสหรัฐถอนกำลังออกไป และกระสุนพิเศษและกระสุนปืนขนาดเล็กทั่วไปไม่ราว 1,537,000 นัดซึ่งมีมูลค่ารวม 48 ล้านเหรียญสหรัฐยังคงอยู่ในอัฟกานิสถาน

รายงานระบุว่า อุปกรณ์สื่อสารเกือบทั้งหมดที่สหรัฐมอบให้กองกำลังอัฟกัน รวมถึงสถานีฐานรับส่งสัญญาณ มือถือ ระบบวิทยุเชิงพาณิชย์และทางการทหารแบบพกพา และระบบวิทยุทหารและอุปกรณ์เข้ารหัสที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ในอัฟกานิสถานในช่วงเวลาที่สหรัฐถอนตัว

รายงานระบุว่าว่า เกือบทั้งหมดของอุปกรณ์สำหรับใช้งานในตอนกลางคืน การตรวจตรา อุปกรณ์ไบโอเมตริกซ์และการกำหนดตำแหน่งซึ่งมีอุปกรณ์เฉพาะทางจำนวนเกือบ 42,000 ชิ้นยังอยู่ในอัฟกานิสถาน

รายงานระบุว่า อุปกรณ์กำจัดและทำลายวัตถุระเบิดเกือบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ตรวจจับวัตถุระเบิด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้หลอกลวงสัญญาณเรดาร์ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลจำนวน 17,500 ชิ้นยังคงอยู่ในอัฟกานิสถาน

ฮังการีหวั่นรัสเซียปิดก๊อก ยอมจ่ายค่าก๊าซ-น้ำมันด้วยรูเบิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681686

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 12:00 น.ฮังการีหวั่นรัสเซียปิดก๊อก ยอมจ่ายค่าก๊าซ-น้ำมันด้วยรูเบิล

ฮังการีหวั่นรัสเซียปิดท่อส่งก๊าซ-น้ำมัน ยอมชำระด้วยเงินรูเบิลตามข้อเรียกร้องของรัสเซีย

ปีเตอร์ ซียาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของฮังการียืนยันกับ CNN ว่าฮังการีจะชำระค่าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียด้วยเงินรูเบิลตามที่รัฐบาลรัสเซียเรียกร้อง ขณะที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกหลายประเทศยังคงต่อต้านข้อเรียกร้องจากรัสเซีย

“85% ของแหล่งจ่ายก๊าซของเรามาจากรัสเซีย และ 65% ของแหล่งน้ำมันของเราก็มาจากรัสเซีย ทำไมหนะหรอ? เพราะสิ่งนี้ถูกกำหนดโดยโครงสร้างพื้นฐาน มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย เราไม่ได้เลือกให้สถานการณ์เป็นแบบนี้”

ซียาร์โตกล่าวพร้อมเสริมว่าไม่มีแหล่งพลังงานอื่นใดที่ทำให้ฮังการีหยุดนำเข้าพลังงานของรัสเซียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้

ทั้งนี้ ภายใต้แผนการชำระเงินของรัสเซียกำหนดให้ผู้นำเข้าพลังงานต้องเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชีกับธนาคาร Gazprombank เพื่อเป็นบัญชีสำหรับสกุลเงินต่างประเทศ และสกุลเงินรูเบิลของรัสเซีย โดยผู้ซื้อจะชำระด้วยสกุลเงินต่างประเทศ (ดอลลาร์หรือยูโร) จากนั้นธนาคารจะแปลงเป็นสกุลเงินรูเบิลไปสู่อีกบัญชี

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าระบบการชำระเงินแบบนี้จะช่วยให้รัสเซียสามารถขายพลังงานได้โดยไม่ขัดกับมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่า รัสเซียจะเปลี่ยนระบบการชำระเงินมาเป็นเงินสกุลรูเบิลของรัสเซียสำหรับการส่งออกบางอย่าง โดยเริ่มจากก๊าซธรรมชาติในวันที่ 1 เม.ย. สำหรับประเทศที่ไม่เป็นมิตร หรือบรรดาประเทศที่ร่วมวงคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งสหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ 27 ประเทศในสหภาพยุโรป และประเทศเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง

โดยประเทศเหล่านี้จะต้องชำระค่าก๊าซธรรมชาติของรัสเซียเป็นสกุลเงินรูเบิล ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในสหภาพยุโรปที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียจำนวนมาก

ขณะที่สหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศ G7 ยังคงยืนกรานปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัสเซีย แต่ก่อนหน้านี้รัสเซียกล่าวว่าพร้อมที่จะปิดก๊อกท่อส่งก๊าซไปยังยุโรปหากประเทศเหล่านั้นไม่จ่ายเงินเป็นรูเบิล

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมาโปแลนด์และบัลแกเรียเป็น 2 ประเทศแรกในยุโรปที่รัสเซียหยุดส่งก๊าซให้หลังปฏิเสธจ่ายเป็นรูเบิล

Photo by Mary Altaffer/Pool via REUTERS/File Photo

ปูตินขู่ตอบโต้แบบสายฟ้าแลบถ้าตะวันตกแทรกแซงเรื่องยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681681

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 10:45 น.ปูตินขู่ตอบโต้แบบสายฟ้าแลบถ้าตะวันตกแทรกแซงเรื่องยูเครน

ผู้นำรัสเซียออกโรงขู่จะตอบโต้แบบสายฟ้าแลบถ้าคนนอกเข้ามายุงเรื่องยูเครน หลังตะวันตกยกระดับสนับสนุนยูเครน

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เตือนว่าประเทศใดก็ตามที่เข้ามาแทรกแซงในสงครามยูเครนจะต้องกับการตอบโต้ทางการทหารที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ

ปูตินเผยกับสมาชิกสภาในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กว่า “หากมีคนจากภายนอกพยายามแทรกแซงสถานการณ์ปัจจุบันในยูเครนและก่อภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับรัสเซีย พวกเขาควรรู้ว่าการตอบสนองของเรา…จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ”

ปูตินเผยว่า “เรามีเครื่องมือทั้งหมดซึ่งไม่มีใครสามารถอวดได้เพื่อตอบโต้กลับ เราจะไม่โอ้อวดเรื่องนี้ เราจะใช้มันถ้าจำเป็น และผมอยากให้ทุกคนรู้ไว้”

ทั้งนี้ เครื่องมือที่ว่าอาจหมายถึงขีปนาวุธข้ามทวีปและอาวุธนิวเคลียร์ โดยเมื่อเร็วๆ นี้รัสเซียได้โชว์ภาพการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปซาร์มัตที่สามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 10 หัวรบ

ปูตินยังบอกอีกว่า การตัดสินใจทั้งหมดเกี่ยวกับการตอบโต้นั้นได้ทำไปแล้ว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ รวมไปถึงกล่าวโทษนาโตและประเทศพันธมิตรว่าปลุกปั่นให้เกิดสงครามในยูเครน

“บรรดาประเทศที่เคยพยายามควบคุมรัสเซียในอดีต ไม่ต้องการประเทศที่พึ่งพาตัวเองได้ ที่กว้างใหญ่อย่างประเทศของเรา พวกเขาคิดว่ามันเป็นอันตรายต่อพวกเขาเพียงแค่การดำรงอยู่ของมัน แต่นั่นก็ห่างไกลจากความจริง พวกเขาคือคนที่คุกคามคนทั้งโลก” ปูตินกล่าว

และยังกล่าวหาว่านาโตวางแผนใช้ยูเครนเป็นเส้นทางรุกรานยูเครนผ่านไครเมียที่รัสเซียยึดครองเมื่อปี 2014 และภูมิภาคดอนบัสซึ่งเป็นพื้นที่ของกบฏแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออก

คำกล่าวของปูตินมีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากชาติตะวันตกหารือกันที่เยอรมนีและรับปากจะจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ยูเครนเพิ่มเติม โดยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ลอยด์ ออสติน ของสหรัฐรับปากว่าจะ “พยายามอย่างสุดความสามารถ” เพื่อให้แน่ใจว่ายูเครนชนะรัสเซีย

Sputnik/Alexei Danichev/Kremlin via REUTERS

ไทย-กานซู่ จับมือส่งเสริมนำเข้า-ส่งออกสารพัดสินค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681678

วันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 10:30 น.ไทย-กานซู่ จับมือส่งเสริมนำเข้า-ส่งออกสารพัดสินค้า

ปริมาณการนำเข้าและส่งออกระหว่างสองฝ่ายในปี 2021 ทะลุ 1 พันล้านบาท เติบโตร้อยละ 20 เมื่อเทียบปีต่อปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าสำนักพาณิชย์มณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ไทย ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าผ่านระบบวิดีโอ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (27 เม.ย.) ที่ผ่านมา

ทั้งสองฝ่ายจะใช้ประโยชน์จากมหกรรมการค้าและการลงทุนหลานโจวแห่งประเทศจีน นิทรรศการอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีน (กานซู่) แห่งประเทศจีน งานแสดงสินค้าอาหารของไทย และงานจับคู่ทางเศรษฐกิจและการค้าออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนและร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรม และแพทย์แผนจีน

การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกานซู่และไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีนี้ โดยข้อมูลจากสำนักพาณิชย์ฯ ระบุว่าปริมาณการนำเข้าและส่งออกระหว่างสองฝ่ายในปี 2021 สูงเกิน 200 ล้านหยวน (มากกว่า 1 พันล้านบาท) เติบโตร้อยละ 20 เมื่อเทียบปีต่อปี

ผลไม้อย่างทุเรียนและมังคุด รวมถึงอาหารทะเลแช่แข็งอย่างปลาเก๋าและปลาดาบจากไทย ได้รับความนิยมอย่างมากในกานซู่ ส่วนแอปเปิล วัตถุดิบปรุงยาจีน ขั้วไฟฟ้ากราไฟต์ และเครื่องกลไฟฟ้าขั้นสูงจากกานซู่ ถูกส่งขายในไทยอย่างต่อเนื่อง ด้านเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ลงทุนในกานซู่สูงถึง 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กานซู่ยังเปิดให้บริการเที่ยวบินสินค้าเช่าเหมาลำระหว่างประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-หลานโจว-ธากา เมื่อเดือนเมษายน 2021 และรถไฟสินค้าระหว่างประเทศ เส้นทางตุนหวง-เวียงจันทน์-กรุงเทพ บนทางรถไฟจีน-ลาว ภายใต้ระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลใหม่ สายตะวันตก เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เผยว่ากานซู่เปรียบดังสะพานพาไทยสู่ตลาดจีน และช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศในเอเชียกลางและยุโรป โดยการลงนามครั้งนี้จะสนับสนุนความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยและกานซู่

ทั้งนี้ กานซู่ร่วมดำเนินการตามแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) อย่างแข็งขันตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยการค้าระหว่างกานซู่และกลุ่มประเทศตามแผนริเริ่มฯ ในปี 2021 เติบโตร้อยละ 30.5 เมื่อเทียบปีต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 45.7 ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของกานซู่

สงครามยูเครนผลักยุโรปเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ที่มากไปกว่าวิกฤตพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681650

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 18:15 น.สงครามยูเครนผลักยุโรปเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ที่มากไปกว่าวิกฤตพลังงาน

นักวิเคราะห์ชี้ยุโรปต้องเผชิญความท้าทายที่มากไปกว่าวิกฤตพลังงานจากสงครามยูเครน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าบรรดานักวิเคราะห์เปิดเผยว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อยุโรปในระยะยาว นอกเหนือจากปัญหาอุปทานพลังงาน

ปัจจุบันผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงอันใหญ่หลวงที่สุดจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนคือราคาพลังงาน โดยเฉพาะในเยอรมนีและอิตาลี สองผู้นำเข้าก๊าซรัสเซียรายใหญ่ที่สุดของยุโรป ขณะกลุ่มสื่อต่างประเทศระบุว่าสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าร่วงลงเล็กน้อยในสัปดาห์ก่อน หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี

อย่างไรก็ดี เหล่านักวิเคราะห์เผยกับสำนักข่าวซินหัวว่าอีกไม่นานยุโรปจะต้องเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ อาทิ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มสูง ราคาอาหารปรับตัวขึ้น ปัญหานโยบายสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่

ลอเรนโซ โคดอกโน ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากแอลซี แมกโคร แอดไวเซอร์ส (LC Macro Advisors) และศาสตราจารย์รับเชิญประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอน กล่าวว่า “เราอาจลงเอยด้วยการเจอหลายปัญหาใหญ่ในหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ ซึ่งอาจเป็นภาคยานยนต์หรืออื่นๆ”

โคดอกโนระบุว่าเราต้องคำนึงถึงอาหารอย่างข้าวสาลีและข้าวโพดด้วย ซึ่งผลิตโดยทั้งรัสเซียและยูเครน ส่วนก๊าซไม่ได้ถูกใช้เพื่อผลิตพลังงานเท่านั้น แต่ยังใช้ในกระบวนการผลิตปุ๋ยที่มีความสำคัญต่อการเกษตรในตลาดทั่วโลกไม่ใช่แค่ยุโรป ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงกัน

ริกคาร์โด ปุกลิซี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณะจากมหาวิทยาลัยปาเวีย กล่าวว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจเด่นชัดที่สุดจากความขัดแย้งข้างต้นอาจเป็น “ความไม่แน่นอน”

ปุกลิซีเผยว่าความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน กำลังชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากปัญหาที่มีต้นตอมาจากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) โดยความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้จุดชนวนปัญหาเดียว เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน และผลกระทบระยะกลางหรือระยะยาวจะเป็นอย่างไร

ตอนนี้เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบด้านหนึ่งคือการใช้จ่ายทางทหารที่ดีดตัวขึ้น ซึ่งเพิ่มสองเท่าแล้วเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศในยุโรป โดยอยู่ที่ราวร้อยละ 2 และตัวเลขนี้อาจเพิ่มเป็นร้อยละ 2.5 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

“รัฐบาลอาจทำรายได้จากภาษีเพื่อชดเชยการใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ ทว่างบประมาณเสริมตรงส่วนนี้ไม่เพียงพอจะชดเชยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่นานาประเทศจะเผชิญ” ปุกลิซีกล่าว

ด้านกลุ่มสิ่งแวดล้อมบางฝ่ายกังวลว่าการหันเหจากแหล่งพลังงานรัสเซียอย่างรวดเร็วเกินไป อาจทำให้การทดแทนพลังงานกลุ่มนี้ด้วยพลังงานหมุนเวียนทางเลือกเป็นเรื่องยาก สิ่งน่ากังวลคือการแสวงหาทางเลือกอื่น นอกเหนือจากก๊าซหรือปิโตรเลียม อาจทำให้หลายประเทศตกอยู่ในเงื่อนไขสัญญาระยะยาว ซึ่งจะขัดขวางการขยายตัวของพลังงานสะอาด

โคดอกโนเผยว่าปกติแล้วสถานการณ์วิกฤตต่างๆ มักสร้างความแตกแยกระหว่างประเทศ แต่ดูเหมือนคราวนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าหากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ยังดำเนินต่อไปหลายเดือน สถานการณ์อาจทวีความไม่แน่นอนเนื่องด้วยปัญหาการอพยพ

“หากวิกฤตผู้อพยพในยูเครนยังเกิดขึ้นต่อไป สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล จะแบกรับภาระหนักอึ้งชัดเจน” โคดอกโนระบุ “แต่ถ้านานาประเทศตกลงช่วยกันรับมือภาระจากผู้อพยพเหล่านี้ ผมคิดว่ามันก็อาจยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่บ้าง ทว่าอยู่ภายในขอบเขตที่สามารถจัดการได้”

Photo by REUTERS/Serhii Nuzhnenko

เปิดโฉมหน้าบริษัทนักรบรับจ้างรัสเซีย Wagner Group

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681648

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 19:09 น.เปิดโฉมหน้าบริษัทนักรบรับจ้างรัสเซีย Wagner Group

มีรายงานว่ารัสเซียส่งนักรบจาก Wagner Group ราว 400 นายเข้าไปปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำยูเครนถึงในกรุงเคียฟ

1.บริษัท Wagner Group ถูกบรรยายสรรพคุณไว้หลากหลาย อาทิ บริษัทเอกชนด้านการทหาร เครือข่ายนักรบรับจ้าง หรือกองทัพส่วนตัวโดยพฤตินัยของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย

2.ที่มาที่ไปของ Wagner Group ค่อนข้างลึกลับ กระแสหนึ่งเชื่อว่ากลุ่มนี้ก่อตั้งโดย ดมิทรี วาเลเยวิช ยุตกิน อดีตนายทหารระดับผู้พันจากกองทัพรัสเซียที่เคยทำงานให้กับหน่วยข่าวกรอง GRU แต่เมื่อเดือน ส.ค. 2017 หนังสือพิมพ์ Yeni ?afak ของตุรกีตั้งข้อสังเกตว่า ยุตกินอาจเป็นหัวหน้าแต่ในนาม ส่วนหัวหน้าตัวจริงของ Wagner Group คือคนอื่น

3.ส่วนอีกกระแสคาดว่านักธุรกิจชื่อ เยฟเกนี ปริโกชิน (Yevgeny Prigozhin) คือเจ้าของตัวจริงและเป็นคนจ่ายเงินให้ Wagner Group ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

4.ต้องบอกก่อนว่าปริโกชินถูกยกให้เป็น “เชฟของปูติน” โดยทั้งคู่เริ่มสานสัมพันธ์จากร้านอาหาร New Island ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปูตินใช้จัดงานเลี้ยงรับรองประธานาธิบดี ฌากส์ ชีรัค ของฝรั่งเศสเมื่อปี 2001 ปีถัดมาปูตินก็ใช้ร้านนี้รับรองประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐ รวมทั้งเป็นสถานที่จัดงานวันเกิดของปูตินเมื่อปี 2003 จนปริโกชินได้เป็นเชฟส่วนตัวของปูติน

5.นอกจากเกี่ยวข้องกับปูตินแล้ว ปริโกชินยังมีความเกี่ยวข้องกับยุตกินคือ ฝ่ายหลังเคยเป็นหัวหน้าการ์ดของปริโกชิน และเคยมีชื่อของยุตกินนั่งตำแหน่งกรรมการบริษัท Concord Management ของปริโกชิน ทว่าทั้ง Concord และยุตกินต่างก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ Wagner Group จนกระทั่งเดือน พ.ย. 2016 Concord ยินยันกับสื่อรัสเซียว่า ดมิทรี ยุตกิน คนเดียวกันซึ่งเป็นผู้นำ Wagner Group กำลังดูแลธุรกิจอาหารของปริโกชิน

6.จำนวนของนักรบ Wagner Group เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2016 มีอยู่ราว 1,000 คน ก่อนจะเพิ่มเป็น 5,000 คนในเดือน ส.ค. 2017 และ 6,000 คนในเดือน ธ.ค. 2017 ส่วนค่าตอบแทนนั้น ทหารรับจ้างเอกชนของ Wagner Group ซึ่งมักจะเป็นทหารรัสเซียอายุระหว่าง 35-55 ปีที่ลาออกจากกองทัพ อยู่ที่ราว 80,000-250,000 รูเบิล บางแหล่งข่าวบอกว่าสูงถึง 300,000 รูเบิล

7.Wagner Group เริ่มปฏิบัติการครั้งแรกเมื่อปี 2014 ช่วงที่รัสเซียปฏิบัติการผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนเป็นดินแดนของรัสซียหลังยึดไครเมียได้แล้ว Wagner Group ราว 300 คนเข้าไปสู้รบร่วมกับกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคดอนบัสของยูเครน

8.ปลายเดือน ต.ค. 2015 มีการรายงานครั้งแรกว่ามีนักรบของ Wagner Group ปรากฏตัวในซีเรีย 1 เดือนหลังจากรัสเซียเริ่มปฏิบัติการแทรกแซงทางการทหารเพื่อสนับสนุนรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด โดยมีรายงานว่า Wagner Group ได้รับการว่าจ้างจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียแม้ว่าบริษัทเอกชนด้านการทหารจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายในรัสเซียก็ตาม แต่ทางการรัสเซียปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นแหล่งข่าวในหน่วยสายลับ FSB ของรัสเซียและกระทรวงกลาโหมบอกอย่างไม่เป็นทางการกับ RBTH ของสำนักข่าว RIA ว่า Wagner Group อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยข่าวกรอง GRU

9.นอกจากนี้ Wagner Group ยังเข้าไปปฏิบัติการในหลายประเทศ อาทิ ในลิเบียในปี 2016 เพื่อสนับสนุนกองกำลังที่สวามิภักดิ์กับนายพล คาลิฟา ฮาฟตาร์ คาดว่านักรบรับจ้างรัสเซียราว 1,000 นายมีส่วนร่วมในการบุกทำเนียบรัฐบาลในกรุงตริโปลีเมื่อปี 2019 ของนายพลฮาฟตาร์ รวมทั้งในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ซูดาน และในมาลี

10.ในมาลีนั้นช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch เปิดเผยว่า กลุ่มทหารรับจ้าง Wagner Group ของรัสเซียที่ร่วมปฏิบัติการปราบกลุ่มก่อการร้ายกับกองทัพมาลีและสังหารพลเมืองชายไปราว 300 คน และเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มก่อการร้าย GSIM ประกาศว่าจับนักรบ Wagner Group ได้คนหนึ่ง

11.ระหว่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน นักรบจาก Wagner Group ถูกส่งตัวเข้าสมรภูมิยูเครน โดย The Times รายงานว่า นักรบรับจ้างกลุ่มนี้ราว 400 คนถูกส่งไปยังกรุงเคียฟเพื่อลอบสังหารประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน แต่รัฐบาลยูเครนได้รับการแจ้งข่าวนี้ก่อนที่จะมีการลงมือจึงคุ้มกันอย่างเต็มที่ ทำให้ ณ วันที่ 3 มี.ค. ผู้นำยูเครนรอดจากการพยายามสังหาร 3 ครั้ง โดย 2 ครั้งเชื่อว่าเป็นฝีมือของ Wagner Group

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo – Sputnik/Aleksey Nikolskyi/Kremlin via REUTERS ATTENTION EDITORS (*หมายเหตุ ภาพประกอบรายงาน ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา)

โรคตับอักเสบปริศนามาถึงเอเชีย พบเด็กญี่ปุ่นป่วยเคสแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681640

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 16:20 น.โรคตับอักเสบปริศนามาถึงเอเชีย พบเด็กญี่ปุ่นป่วยเคสแรก

เด็กกว่าร้อยรายทั่วโลกป่วยตับอักเสบเฉียบพลันปริศนา เร่งหาสาเหตุ เชื่อมโยงกับโควิด-19 หรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยพบเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคตับอักเสบเฉียบพลันปริศนา คาดว่าเป็นเคสแรกของเอเชีย หลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพบเด็กป่วยด้วยโรคดังกล่าวอย่างน้อย 169 รายจาก 12 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐ สเปน อิสราเอล เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ เนเธอแลนด์ อิตาลี นอร์เวย์ ฝรั่งเศส โรมาเนีย เบลเยียม และผู้ป่วยส่วนใหญ่จำนวน 114 รายมาจากอังกฤษ

โดยองค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่าได้รับรายงานผู้ป่วยโรคดังกล่าวเป็นเด็กอายุระหว่าง 1 เดือนไปจนถึง 16 ปี โดยมีรายงานครั้งแรกจากประเทศอังกฤษเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้ผู้ป่วย 17 รายจากทั้งหมด 169 รายต้องได้รับการปลูกถ่ายตับ และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวแล้ว 1 ราย ขณะที่การตรวจสอบเชื้อในผู้ป่วยเหล่านี้ไม่พบไวรัสตับอักเสบชนิด A ถึง E จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าโรคตับอักเสบเฉียบพลันนี้มีสาเหตุมาจากอะไร

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งหาสาเหตุของโรคตับอักเสบปริศนา ตลอดจนความเป็นไปได้ที่โรคดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับโควิด-19 หรือเชื้ออะดีโนไวรัสอื่นๆ หรือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของโรคตับอักเสบ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของอังกฤษยืนยันว่าโรคดังกล่าวไม่มีความเชื่อมโยงกับวัคซีนโควิด-19

ด้านกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นระบุว่าผู้ป่วยเคสแรกของเอเชียรายนี้มีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบ และไม่เคยได้รับการปลูกถ่ายตับมาก่อน ตลอดจนมีผลตรวจหาเชื้ออะดีโนไวรัสเป็นลบ ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคตับอักเสบปริศนาจากทั่วโลกตรวจพบเชื้อไวรัสดังกล่าว

โดยกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของผู้ป่วยรายนี้ทั้งชื่อ เพศ ที่อยู่อาศัย และอายุ แต่บอกเพียงว่ามีอายุต่ำกว่า 16 ปี และกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคดังกล่าวได้ แต่จะประสานงานกับประเทศอื่นๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อหาคำตอบต่อไป

ทั้งนี้ อาการทั่วไปที่พบในผู้ป่วยโรคตับอักเสบปริศนา ได้แก่ กระเพาะและลำไส้อักเสบ, ท้องเสีย, คลื่นไส้, มีอาการตัวเหลือง และตาเหลือง

ภาพ: การผ่าตัดปลูกถ่ายตับในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2019 (National Center for Child Health and Development / AFP)

จับตา ‘ทรานส์นีสเตรีย’ ดินแดนที่โลกลืมใต้อิทธิพลรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681614

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 14:00 น.จับตา 'ทรานส์นีสเตรีย' ดินแดนที่โลกลืมใต้อิทธิพลรัสเซีย

‘ทรานส์นีสเตรีย’ อยู่ตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไรกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน

– ทรานส์นีสเตรีย (Transnistria) เป็นภูมิภาคเล็กๆ มีประชากรประมาณ 470,000 คน มีพรมแดนติดกับยูเครนทางตะวันตก ซึ่งได้ประกาศแยกตัวจากมอลโดวาเป็นสาธารณรัฐหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย แม้จะมีรัฐรรมนูญ การทหาร สกุลเงิน และธงเป็นของตัวเองแต่ไม่ได้รับกรยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ

– ในทางการแล้วยังถือว่าทรานส์นีสเตรียเป็นส่วนหนึ่งของ “มอลโดวา” โดยมอลโดวาประกาศสถานะให้เป็นเขตปกครองตนเอง ซึ่งในภูมิภาคทรานส์นีสเตรีย มีทหารรัสเซียประจำการอยู่ราว 1,500 นาย ตั้งแต่ปี 1995 ตามข้อตกลงสงบศึก ขณะที่รัสเซียอ้างว่ามีหลักฐานว่าประชาชนที่พูดภาษารัสเซียในภูมิภาคนี้กำลังถูกกดขี่ ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เคยใช้ข้ออ้างเดียวกันนี้ก่อนที่จะบุกยูเครน

ท่ามกลางการจับตามองว่าทรานส์นีสเตรียอาจถูกดึงเข้าสู่สงครามรัสเซีย-ยูเครน

– ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Interfax และ TASS ของรัสเซียรายงานโดยอ้างคำพูดของรุสตัม มินเนกาเยฟ รองผู้บัญชาการกองทัพภาคกลางของรัสเซียว่าการเข้าควบคุมทางตอนใต้ของยูเครน ซึ่งเป็นการเชื่อมคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเมื่อปี 2014 กับภูมิภาคดอนบัส จะช่วยให้รัสเซียเข้าถึงภูมิภาคทรานส์นีสเตรียในมอลโดวาได้

– เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้มีรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายครั้งในทรานส์นีสเตรีย ขณะที่ยังไม่มีฝ่ายใดออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดดังกล่าว โดยกระทรวงต่างประเทศมอลโดวาระบุว่าการโจมตีดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อยกระดับความตึงเครียดและคุกคามความมั่นคงของทรานส์นีสเตรีย

– ขณะที่กระทรวงกลาโหมยูเครนมองว่าเป็น “แผนการยั่วยุ” ของรัสเซีย เช่นเดียวกับที่สหรัฐเคยออกคำเตือนก่อนหน้านี้ว่ารัสเซียอาจก่อเหตุและกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีและรุกรานประเทศอื่น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคดอนบัส

– ตามรายงานของ CNN ระบุว่านักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่ารัสเซียมีแผนที่จะใช้ทรานส์นีสเตรียเพื่อประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ และใช้เพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเพื่อสร้างทางเดินบนบกเลียบทะเลดำเพื่อยึดเมืองท่าของโอเดสซา

– ก่อนหน้านี้อาเดรียโน โบโซนี ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของ Rane บริษัทด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงกล่าวกับ CNBC โดยเตือนว่าปูตินอาจกำลังพิจารณาเป้าหมายต่อไปของเขา ซึ่งก็คือ “มอลโดวา” ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของยูเครน โดยระบุว่า “หากความขัดแย้งขยายออกไปนอกยูเครน มอลโดวาก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุด”

– โดยชี้ให้เห็นว่ามอลโดวามีสถานการณ์ที่คล้ายกับยูเครนคือไม่ได้เป็นสมาชิกของ NATO และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป (EU) แต่ออดีตสาธารณรัฐโซเวียตแห่งนี้มีประชากรกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโปรรัสเซียจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ก็อยู่ในทรานส์นิสเตรียที่ปกครองโดยผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

– โบโซนีมองว่าปูตินอาจรับรองภูมิภาคดังกล่าวเป็นรัฐอิสระก่อนที่จะทำการบุกประเทศ เช่นเดียวกับที่เขาทำกับโดเนตสก์และลูฮันสก์ ก่อนที่จะเปิดปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบในยูเครน หรืออาจสร้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อเปิดทางให้เข้าไปแทรกแซง

“สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่รัสเซียยังไม่รับรองสถานะรัฐอิสระของทรานส์นิสเตรีย อย่างที่ทำกับโดเนตสก์และลูฮันสก์ เมื่อไรก็ตามที่รัสเซียทำเช่นนั้นมันจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าพวกเขากำลังคิดที่จะนำความขัดแย้งไปยังมอลโดวา” โบโซนีกล่าว

Photo by Sergei GAPON / AFP

เยอรมนีเปลี่ยนท่าที ยอมส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681612

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 12:45 น.เยอรมนีเปลี่ยนท่าที ยอมส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนครั้งแรก

ก่อนหน้านี้เยอรมนียืนยันว่าจะไม่ส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเด็ดขาดแต่ต้องเปลี่ยนท่าทีเพราะถูกกดดันหนัก

The New York Times รายงานว่า คริสตินา แลมเบิร์ชต์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเยอรมนีประกาศระหว่างการพบปะเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของประเทศพันธมิตรนำโดยสหรัฐที่ฐานทัพอากาศรัมชไตน์ของสหรัฐในเยอรมนีเมื่อวันอังคารว่า เยอรมนีจะส่งรถถังต่อต้านอากาศยาน Gepard 50 คันไปให้ยูเครน

“เมื่อวานเราตัดสินใจจะส่งระบบต่อต้านอากาศยานไปสนับสนุนยูเครน…ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนกำลังต้องการในขณะนี้เพื่อรักษาน่านฟ้าจากภาคพื้นดิน” แลมเบิร์ชต์กล่าว

รถถังใช้แล้ว Gepard ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ป้องกันภัยทางอากาศแต่สามารถนำมาใช้กับเป้าหมายบนภาคพื้นดินได้ ระบบนี้ถูกออกแบบในช่วงสงครามเย็นแต่ก็ได้รับการปรับปรุงเรื่อยมา

Krauss-Maffei Wegmann บริษัทผลิตอาวุธของเยอรมนีเผยว่า มีรถถัง Gepard ซึ่งมีเราดาร์และปืนติดอยู่ด้านบนของตัวรถราว 50 คันที่พร้อมใช้งานและจะส่งไปให้ยูเครนโดยตรง

Krauss-Maffei Wegmann ระบุว่า กองทัพเยอรมนีไม่ได้ใช้รถถังดังกล่าวแล้ว แต่ในบราซิล จอร์แดน กาตาร์ และโรมาเนียยังใช้อยู่ ในบราซิลจะใช้คุ้มกันสนามฟุตบอลจากการโจมตีของโดรนระหว่างแมตช์การแข่งขันระดับนานาชาติ

แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากในฝั่งของรัฐบาลเองและฝ่ายค้าน รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ พยายามหลีกเลี่ยงการส่งอาวุธหนักไปให้ยูเครนโดยตรง โดยอ้างเหตุผลหลายอย่าง รวมทั้งไม่มีอาวุธพร้อมส่ง จะต้องใช้เวลานานในการฝึกให้ทหารยูเครนใช้อุปกรณ์ ไปจนถึงอ้างว่าอาจเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้รัสเซียก่อความขัดแย้งในวงกว้าง

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังหารือเรื่องการส่งอาวุธหนักจากบริษัทผู้ผลิตอาวุธในเยอรมนีไปยังยูเครนเพิ่มเติม

เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กองทัพเยอรมนีประกาศว่าจะละทิ้งนโยบายเดิมที่จะไม่ส่งอาวุธไปยังพื้นที่ขัดแย้ง นับแต่นั้นมาเยอรมนีได้ส่งจรวดต่อต้านรถถังที่ยิงในท่าประทับบ่า และอาวุธที่ยิงจากพื้นดินสู่อากาศซึ่งส่วนหนึ่งมาจากคลังอาวุธเก่าของเยอรมนีตะวันออกไปให้ยูเครน

เมื่อวันจันทร์ (25 เม.ย.) ชเตฟเฟน เฮเบชไทรต์ โฆษกรัฐบาลเยอรมนีเผยว่า เร็วๆ นี้จะมีการตัดสินใจว่าจะอนุมัติให้ส่งยานสายพานหุ้มเกราะเก่า Marder 100 คันหรือไม่ และวันพฤหัสบดีนี้สภาเยอรมนีมีกำหนดหารือว่าจะส่งอาวุธเพิ่มเติม รวมทั้งอาวุธหนักไปให้ยูเครน

REUTERS/Michele Tantussi