ประเดิม 2 ประเทศแรก! รัสเซียหยุดส่งก๊าซให้โปแลนด์-บัลแกเรีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681598

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 11:25 น.ประเดิม 2 ประเทศแรก! รัสเซียหยุดส่งก๊าซให้โปแลนด์-บัลแกเรีย

โปแลนด์และบัลแกเรียเป็น 2 ประเทศแรกในยุโรปที่รัสเซียหยุดส่งก๊าซให้หลังปฏิเสธจ่ายเป็นรูเบิล

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท Gazprom ของรัสเซียแจ้งไปยังโปแลนด์และบัลแกเรียว่าจะหยุดส่งก๊าซให้ตั้งแต่เช้าวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากทั้งสองประเทศปฏิเสธจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินรูเบิลตามข้อตกลงใหม่ที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียใช้กับประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร”

แอนนา มอสควา รัฐมนตรีกระทรวงสภาพอากาศของโปแลนด์เผยว่า โปแลนด์ไม่จำเป็นต้องนำก๊าซสำรองออกมาใช้ และการใช้ก๊าซในประเทศจะไม่ถูกตัด

มาร์ชิน ซีดัคซ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์เผยกับสำนักข่าว BBC ว่า โปแลนด์เตรียมการรับมือกรณีที่รัสเซียลดการส่งก๊าซไว้แล้วด้วยการนำเข้าจากแหล่งอื่น รวมถึงสถานีส่งก๊าซธรรมชาติเหลวที่เมืองสไวนูจซี และเสริมว่า การหยุดส่งก๊าซของรัสเซียพิสูจน์ให้เห็นว่ารัสเซียไม่ใช่คู่ค้าที่น่าเชื่อถือไม่ว่าจะในธุรกิจใดๆ

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 พ.ค. ท่อส่งก๊าซใหม่ที่เชื่อมต่อกับลิทัวเนียก็จะเริ่มเปิดใช้งาน ทำให้โปแลนด์สามารถเข้าถึงสถานี LNG ของลิทัวเนียได้ นอกจากนั้น ท่อส่งก๊าซใหม่จากนอร์เวย์ที่รู้จักกันในชื่อ ‘บอลติก ไปป์’ (Baltic Pipe) จะเริ่มเปิดใช้ในเดือนตุลาคม และจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะแทนที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียได้ทั้งหมด

ส่วนฝั่งบัลแกเรีย กระทรวงพลังงานยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีมาตรการจำกัดการใช้ก๊าซในบัลแกเรีย และจะหาทางนำเข้าก๊าซจากแหล่งอื่น โดยบัลแกเรียพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากบริษัท Gazprom ของรัสเซียกว่า 90%

ความเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปทะยานขึ้น 17% เนื่องจากผู้ค้าคำนวณความเสี่ยงที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะได้รับผลกระทบต่อไป

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

เกาหลีเหนือโชว์ขีปนาวุธทรงพลัง ลั่นยกระดับโครงการอาวุธนิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681593

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 10:54 น.เกาหลีเหนือโชว์ขีปนาวุธทรงพลัง ลั่นยกระดับโครงการอาวุธนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือจัดพาเหรดฉลอง 90 ปีการสถาปนากองทัพ อวดโฉมขีปนาวุธยักษ์ ลั่นพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าเกาหลีเหนือจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวันครบรอบ 90 ปีการสถาปนากองทัพปฏิวัติแห่งประชาชน เมื่อคืนวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีการจัดขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมถึงขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ ขีปนาวุธไอเปอร์ไซนิก และฮวาซอง-17 ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพัฒนามาขบวนพาเหรดครั้งนี้ด้วย

ตามรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเสริมว่ากองกำลังนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือต้องพร้อมที่จะทำงานทุกเมื่อ

คิม จอง อึน ยังกล่าวอีกว่าโดยพื้นฐานแล้วอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม แต่มันก็สามารถนำไปใช้ในทางอื่นได้เช่นกัน สะท้อนถึงคำพูดของผู้นำเกาหลีเหนือที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะตอบโต้หากถูกโจมตีก่อน

ทั้งนี้ ฮวาซอง-17 ซึ่งได้ทำการทดลองยิงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมากำลังเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นการยิงขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่ปี 2017

ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปขนาดใหญ่ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว และได้รับการขนานนามจากบรรดานักวิเคราะห์ว่าเป็น “ขีปนาวุธปีศาจ” ซึ่งอาจโจมตีเป้าหมายในสหรัฐอเมริกาได้

KCNA รายงานว่าขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงจากกรุงเปียงยาง และพุ่งทะยานไปที่ระดับความสูงสุด 6,248.5 กิโลเมตร เคลื่อนที่เป็นระยะทาง 1,090 กิโลเมตร เป็นเวลา 4,052 วินาที ก่อนจะพุ่งชนเป้าหมายที่กำหนดไว้ในทะเลญี่ปุ่นอย่างแม่นยำ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

“ขีปนาวุธใหม่นี้จะปฏิบัติภารกิจและหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือในฐานะผู้ยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลัง…ให้คนทั้งโลกรู้ซึ้งถึงพลังของกองกำลังติดอาวุธของเราอีกครั้ง…และพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมกับอันตรายของสงครามนิวเคลียร์” คิมกล่าว

Photo by KCNA via REUTERS

เมื่อญี่ปุ่นตั้งตัวเป็นศัตรู รัสเซียจึงไม่มีวันคืนเกาะคูริลให้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681539

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 17:30 น.เมื่อญี่ปุ่นตั้งตัวเป็นศัตรู รัสเซียจึงไม่มีวันคืนเกาะคูริลให้

รัสเซียประกาศชัดจะเข้าไปลงทุนและพัฒนาหมู่เกาะคูริลอย่างเต็มรูปแบบหลังญี่ปุ่นคว่ำบาตรที่บุกยูเครน

1.ญี่ปุ่นกับรัสเซียมีกรณีพิพาทเหนือดินแดนบนหมู่เกาะคูริล หรือในญี่ปุ่นเรียกว่าดินแดนตอนเหนือ เหนือเกาะตอนใต้สุดของหมู่เกาะคูริล 4 เกาะ ได้แก่ เกาะอิตูรุป (ญี่ปุ่นเรียก เอโตโระฟุ) เกาะคูนาชีร์ (ญี่ปุ่นเรียก คุนาชิริ) เกาะชิโกตัน และเกาะฮาโบไม มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

2.หมู่เกาะคูริลเป็นกลุ่มเกาะที่ทอดตัวระหว่างเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่นกับคาบสมุทรคัมชัตคาของรัสเซีย หมู่เกาะนี้แยกทะเลโอคอตสคก์จากมหาสมุทรแปซิฟิก เกาะที่พิพาท 4 เกาะรวมถึงเกาะอื่นๆ ของหมู่เกาะคูริลถูกสหภาพโซเวียตผนวกหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ด้วยความเข้าใจผิดของ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำรัสเซียว่าประธานาธิบดี แฟรงคลิน รูสเวสต์ ให้คำมั่นสัญญากับสหภาพโซเวียตว่าจะยกหมู่เกาะคูริลให้กับรัสเซีย เพื่อแลกกับการที่รัสเซียจะเข้าร่วมสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

3.การเข้ายึดหมู่เกาะคูริลของรัสเซียและขับไล่ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอบู่บนเกาะ ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งเรียกร้องให้รัสเซียคืนเกาะมาตลอด ไม่ยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามกับรัสเซียอย่างเป็นทางการ จนกลายเป็นปัญหายืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

4.ปัจจุบันเกาะเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตยุจโน-คูริลสกี (Yuzhno-Kurilsky) แคว้นซาฮาลินของรัสเซีย ขณะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์โดยเรียกเกาะเหล่านี้ว่าดินแดนตอนเหนือ (Northern Territories) หรือชิชิมะตอนใต้ (Southern Chishima) และถือเป็นส่วนหนึ่งของกิ่งจังหวัดเนมูโระ จังหวัดฮอกไกโด

5.ที่ผ่านมารัสเซียและญี่ปุ่นพยายามเจรจาต่อรองเพื่อแก้ปัญหาพิพาทเหนือเกาะคูริลมาตลอดแต่ไม่สำเร็จ เพราะจุดยืนที่แตกต่างกันชัดเจน รัสเซียต้องการให้ญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียเสียก่อนที่จะมีการเจรจาใดๆ โดยรัสเซียต้องการให้ญี่ปุ่นยอมรับสถานะของตนเองในฐานะผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 และยอมรับอำนาจอธิปไตยของรัสเซียเหนือหมู่เกาะคูริล ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการให้มีการเจรจาเรื่องหมู่เกาะก่อนที่จะลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัน

6.ในสมัยอดีตประธานาธิบดี ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น มีการเจรจากับรัสเซียหลายครั้ง โดยญี่ปุ่นหวังว่าจะได้เกาะฮาโบไมและเกาะชิโกตันกลับคืนมา แต่ในการเจรจาเมื่อปี 2019 เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียย้ำชัดว่าหมู่เกาะคูริลเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้

7.หลังรัสเซียบุกยูเครน ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประณามการกระทำของรัสเซีย ทั้งยังคว่ำบาตร อายัดทรัพย์สิน ปลดรัสเซียออกจากประเทศที่ได้สิทธิพิเศษทางการค้ากับญี่ปุ่น และยังส่งอาวุธไปให้ยูเครน ท่าทีเหล่านี้ของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของรัสเซียและญี่ปุ่นร้าวลึกลงไปอีก

8.หลังจากนั้นรัสเซียประกาศถอนตัวจากการเจรจาสันติภาพกับญี่ปุ่นกรณีข้อพิพาทหมู่เกาะคูริล เนื่องจากญี่ปุ่นแสดงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดแจ้ง และพยายามทำลายผลประโยชน์แห่งชาติของรัสเซีย ด้วยการร่วมกับสหรัฐและชาติตะวันตกในการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงยกเลิกการอนุมัติฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางไปยังหมู่เกาะคูริล รวมถึงถอนตัวจากเวทีเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและไม่ขยายสถานะของญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจทะเลดำ (Black Sea Economic Cooperation) อีกด้วย

9.ต่อมารัสเซียยังประกาศซ้อมรบบนหมู่เกาะคูริลโดยส่งทหารกว่า 3,000 นายและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อีกหลายร้อยชิ้นเข้าไป โดยมีการทดสอบการใช้ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง นอกจากนี้ยังพบความเคลื่อนไหวของเรือรบรัสเซียหลายสิบลำแล่นผ่านพื้นที่ใกล้เกาะฮอกไกโดหลายวันต่อเนื่อง

10.เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรานงานว่า รองนายกรัฐมนตรี ยูริ ตรุตเนฟ ของรัสเซียประกาศระหว่างเดินทางเยือนภูมิภาคคาบารอฟสก์ทางตะวันออกไกลของรัสเซียว่า รัสเซียจะเข้าไปพัฒนาและลงทุนในหมู่เกาะคูริลอย่างเต็มรูปแบบเป็นของตัวเอง เป็นการตอกย้ำว่ารัสเซียไม่มีทางคืนเกาะพิพาทนี้ให้ญี่ปุ่นแน่

11.ล่าสุดวันนี้ Reuters รายงานโดยอ้างสำนักข่าว RIA ของรัสเซียว่า อิกอร์ มอร์กูลอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเตือนญี่ปุ่นว่า รัสเซียจะใช้มาตรการตอบโต้หากญี่ปุ่นขยายขอบเขตการซ้อมรบทางทะเลร่วมกับสหรัฐ โดยอ้างว่าการซ้อมรบใกล้กับพรมแดนรัสเซียทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพ: wikipedia/www.demis.nl/products/web-map-server/examples/

ภาพ: wikipedia/Hardscarf 

คริปโตตัวช่วยรัสเซียใช้เลี่ยงคว่ำบาตร ใช้พลังงานมหาศาลขุดโทเค็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681532

Sponsored Content

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 15:30 น.คริปโตตัวช่วยรัสเซียใช้เลี่ยงคว่ำบาตร ใช้พลังงานมหาศาลขุดโทเค็น

IMF ชี้รัสเซียสามารถใช้คริปโตเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร หรือขุด Bitcoin จากแหล่งพลังงานที่ถูกแบน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลกฉบับล่าสุดโดยเตือนว่าประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติอย่างรัสเซีย รวมถึงอิหร่าน สามารถใช้คริปโตเคอร์เรนซีเพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

รายงานเน้นย้ำถึงความจริงที่ว่าสงครามและการคว่ำบาตรทำให้เกิดการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในวงกว้าง และชี้ว่าข้อจำกัดด้านเงินทุนที่ถูกกำหนดไว้ทั้งในรัสเซียและอิหร่าน นำไปสู่การทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีข้ามพรมแดนมากขึ้น

นอกจากนี้รัสเซียยังสามารถใช้แหล่งพลังงานที่ถูกคว่ำบาตรเพื่อขุดคริโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin มาแปลงเป็นเงินสดได้

“การขุดคริปโตเคอร์เรนซีที่ใช้พลังงานมาก เช่น Bitcoin สามารถช่วยให้ประเทศรัสเซียสร้างรายได้จากแหล่งพลังงาน ซึ่งบางส่วนไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากการคว่ำบาตร” IMF กล่าวในรายงาน

โดยเสริมว่า “สงครามในยูเครนได้นำไปสู่ความท้าทายที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องเผชิญในแง่ของการใช้มาตรการคว่ำบาตรและมาตรการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิทัลสามารถช่วยในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรได้หลายวิธี ซึ่งรวมถึงการใช้แหล่งพลังงานที่โดนคว่ำบาตรเพื่อขุด Bitcoin”

รายงานได้เน้นย้ำถึงความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลกอันเนื่องมาจากวิกฤตยูเครนที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และการคว่ำบาตรทางการเงินที่บังคับใช้กับรัสเซีย โดยชี้ให้เห็นว่าการขุดคริปโตเคอร์เรนซีสามารถช่วยให้พวกเขาสร้างรายได้ผ่านการทำธุรกรรมนอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม

รายงานยังคาดการณ์ว่าขณะนี้นักขุดชาวรัสเซียสร้างรายได้จากการขุด Bitcoin ประมาณ 11% จากรายได้ของการขุดในปีที่แล้วซึ่งมีมูลค่าราว 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน

นอกจากนี้ ปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีมีแนวโน้มสูงขึ้นหลังจากการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรและการกำหนดบทลงโทษทางการเงินต่อรัสเซีย อันเนื่องมาจากการเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

IMF แนะนำว่าผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ควรพิจารณาแก้ไขกฎหมายในการควบคุมคริปโตเคอร์เรนซี อย่างเช่นการมีคนกลางตรวจสอบตัวตนของคู่สัญญาที่ทำธุรกรรม เพื่อจัดการกับการไหลของเงินทุน

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

รัสเซียตายในยูเครน 3 เดือน มากกว่าโซเวียตรบในอัฟกานิสถาน 9 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681514

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 14:32 น.รัสเซียตายในยูเครน 3 เดือน มากกว่าโซเวียตรบในอัฟกานิสถาน 9 ปี

ผ่านมาเกือบ 9 สัปดาห์ รัสเซียสูญเสียทหารในสงครามยูเครนมากกว่าที่เสียในสงครามโซเวียตที่อัฟกานิสถาน 9 ปี

Business Insider รายงานว่า เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสถานทูตอังกฤษในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ว่า อังกฤษประเมินว่าทหารรัสเซียราว 15,000 นายเสียชีวิตในสงครามยูเครน

ตัวเลขทหารรัสเซียที่เสียชีวิตข้างต้นสูงกว่าที่ทหารโซเวียตเสียชีวิตระหว่าง 9 ปีในสงครามในอัฟกานิสถาน เว็บไซต์ The Atlantic รายงานเมื่อปี 2014 ว่า สงครามโซเวียตในอัฟกานิสถานระหว่างปี 1979-1989 มีทหารโซเวียตเสียชีวิตราว 14,500 นายจากทั้งหมดที่ส่งไปเกือบ 100,000 นาย

กระทรวงกลาโหมอังกฤษยังประเมินอีกว่า ยานเกราะรัสเซียกว่า 2,000 คันได้รับความเสียหายหรือถูกยึด รวมทั้งรถถังอย่างน้อย 530 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 530 คัน และยานเกราะของทหารราบ 560 คัน และเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินรบอีกอย่างน้อย 60 ลำ

ขณะที่สื่อยูเครนระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศยูเครนเผยว่า กองทัพรัสเซียเสียทหารมากถึง 21,200 นาย เสียเครื่องบิน 176 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 153 ลำ รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 2,162 คัน ระบบปืนใหญ่ 397 กระบอก และระบบต่อต้านอากาศยาน 69 ชิ้น

ส่วน The Guardian รายงานเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ว่า จากคลิปที่เผยแพร่ออกมาเป็นหลักฐานได้อย่างดีว่าตัวเลขทหารรัสเซียที่เสียชีวิตสูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการที่รัสเซียยอมรับ โดยอ้างถึงคลิปที่น่าจะเป็นพิธีระลึกถึงทหารกองพลจู่โจมทางอากาศที่ 247 ที่เผยแพร่โดยสื่อรัสเซีย iStories

ในคลิปแสดงให้เห็นถึงทหารในกองพลจู่โจมทางอากาศที่ 247 ที่เข้าไปปฏิบัติการในเมืองเคอร์ซอนของยูเครนจำนวนหนึ่งที่การเสียชีวิตของพวกเขาได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว อีกคลิปหนึ่งจากสุสานใกล้เคียงที่หน่วยนี้ใช้แสดงให้เห็นพวงหรีดเรียงเป็นแถวยาว

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินเผยกับ Sky News ของอังกฤษว่า รัสเซีย “สูญเสียทหารจำนวนมากและเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่สำหรับเรา” โดยเขาระบุว่ามีทหารรัสเซียเสียชีวิต 1,351 นายนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ.

นอกจากนี้ ยังมีนายพลระดับสูงของรัสเซียอีกหลายคนที่เสียชีวิตในสมรภูมิยูเครน หนึ่งในนั้นที่รัสเซียยืนยันคือ นายพล คอนสแตนติน ซีเซฟสกี ซึ่งเป็นหนึ่งในนายพลอย่างน้อย 8 นายที่เสียชีวิต

ส่วน BBC Russian ที่ติดตามตัวเลขทหารรัสเซียที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตระบุว่า ผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยัน 217 นายจาก 1,083 นายเป็นเจ้าหน้าที่ยศตั้งแต่นายร้อยไปจนถึงนายพล เนื่องจากทหารระดับอาวุโสของรัสเซียมักจะออกไปสู้รบร่วมกับหน่วยของตัวเอง เพราะการตัดสินใจจะต้องได้รับการยืนยันจากบุคลากรระดับสูง

The Guardian ระบุว่า ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคำถามถึงตัวเลขทหารที่เสียชีวิต เนื่องจากสถิติอย่างเป็นทางการของรัสเซียอาจไม่ได้นับรวมทหารที่สูญหายไประหว่างปฏิบัติหน้าที่ และยังมีเสียงวิจารณ์ว่ารัสเซียจงใจปิดบังตัวเลขเพื่อไม่ให้เกิดความไม่พอใจในบ้านตัวเอง

ขณะที่ช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา Radio Free Europe/Radio Liberty สำนักข่าวที่ได้นับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐซึ่งมีนักข่าวหลายคนอยู่ในพื้นที่รายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งในเบลารุสเต็มไปด้วยศพทหารรัสเซีย โดยอ้างคำบอกเล่าของพนักงานรายหนึ่งในโรงพยาบาลในภูมิภาคโกเมลที่บอกว่า จนถึงวันที่ 13 มี.ค. ร่างทหารรัสเซียกว่า 2,500 ร่างถูกขนย้ายจากเบลารุสกลับไปยังรัสเซีย

ส่วนเว็บไซต์ The Oryx Blog ที่ติดตามความเสียหายของอาวุธยุทโธปกรณ์ระบุว่า รัสเซียสูญเสียยานพาหนะในยูเครนไป 1,666 คัน ในจำนวนนี้มากกว่า 800 คันถูกทำลายระหว่างสงคราม รวมทั้งรถถัง 111 คัน ยานเกราะ 74 คัน ยานเกราะทหารราบ 123 คัน รถบบรทุกและรถจี๊ป 312 คัน

แต่ตัวเลขของ The Oryx Blog นับเฉพาะยานพาหนะและอุปกรณ์ที่ถูกทำลายซึ่งมีหลักฐานภาพถ่ายหรือวิดีโอ ดังนั้นจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกทำลายจริงๆ จึงสูงกว่าที่บันทึกไว้อย่างมาก

ด้านนักวิเคราะห์หลายคนเตือนเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขดังกล่าวระหว่างสงคราม ซึ่งประเทศตะวันตกต้องการเน้นย้ำถึงจำนวนผู้เสียชีวิตของกองทัพรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียต้องการกดตัวเลขให้น้อยเข้าไว้

REUTERS/Chingis Kondarov

เปิดความลับคุณทวด 119 ปีอายุยืนสุดในโลก ทำไมคนญี่ปุ่นอยู่กันได้ถึงร้อยปี?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681506

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 13:15 น.เปิดความลับคุณทวด 119 ปีอายุยืนสุดในโลก ทำไมคนญี่ปุ่นอยู่กันได้ถึงร้อยปี?

ทวดชาวญี่ปุ่นที่อายุมากสุดในโลก เสียชีวิตแล้ว แต่ท่านไม่ใช่คนญี่ปุ่นคนแรกที่ติดอันดับ “อายุยืนที่สุดในโลก” อะไรเคล็ดลับอายุยืนของชาวญี่ปุ่น กินอยู่อย่างไรให้ถึง 100 ปี

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่า คาเนะ ทานากะ คุณยายทวดชาวญี่ปุ่น บุคคลที่มีอายุมากที่สุดในโลก จากเมืองฟุกุโอกะ เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ด้วยวัย 119 ปี

คุณยายทวดทานากะ เกิดเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 1903 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สองพี่น้องตระกูลไรต์ประสบความสำเร็จในการนำเครื่องบินลำแรกของโลกขึ้นบินได้สำเร็จ และหนึ่งปีก่อนที่จะเกิดสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ชีวิตของคุณยายทวดได้อยู่ในหลายยุคสมัยของจักรวรรดิญี่ปุ่น ทั้งเมจิ, ไทโช, โชวะ, เฮเซ และเรวะ

เธอได้รับการยอมรับจาก Guinness World Records ว่าเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในโลกในเดือนมี.ค. 2019 ด้วยอายุ 116 ปีในขณะนั้น นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นด้วยวัย 117 ปี 261 วัน เมื่อเดือนก.ย. 2020

คุณยายทวดให้สาเหตุของการมีอายุยืนยาวของเธอว่า “กินของอร่อยและเรียนรู้” ของโปรดของเธอคือโซดาและช็อกโกแลต เธอใช้เวลาหลายปีในบ้านพักคนชราในฟุกุโอกะ ซึ่งเธอสนุกกับการเล่นเกมกระดานรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ

ภายหลังการจากไปของคุณยายทวดทานากะ ทำให้ในตอนนี้บุคคลที่มีอายุมากที่สุดในโลกคือลูซิลา ร็องดอน แม่ชีชาวฝรั่งเศสวัย 118 ปี 73 วัน ตามรายงานของ Gerontology Research Group และผู้ที่มีอายุมากที่สุดในญี่ปุ่นคือฟุสะ ทัตสึมิ วัย 115 ปี

ทำไมคนญี่ปุ่นอายุยืน?

อ้างอิงจากบทความของดร.มาร์ติน จูโน ชาวฝรั่งเศส บนเว็บไซต์ Observatoire de la prévention ของสถาบันโรคหัวใจแห่งมอนทรีออล อธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอายุขัยสูงที่สุดในโลก

โดยชี้ให้เห็นถึงอัตราการเกิดโรคอ้วนที่ต่ำ และอาหารการกินของชาวญี่ปุ่นที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี อย่างการทานปลาและพืช ในทางกลับกันมีการบริโภคเนื้อแดงน้อย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 อายุขัยเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่นต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศ G7 เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองและมะเร็งสูง แต่ตอนนี้กลายเป็นสูงที่สุดในบรรดา G7 เนื่องจากการบริโภคเกลือและอาหารที่มีรสเค็มน้อยลง มีส่วนทำให้การเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและมะเร็งกระเพาะอาหารลดลงด้วย

ดร.มาร์ตินยังชี้ว่าอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้นของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เกิดจากอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคมะเร็งของชาวญี่ปุ่นน้อยลง

เมื่อเปรียบเทียบกับชาวแคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี และอเมริกัน คนญี่ปุ่นบริโภคเนื้อแดงน้อยกว่ามาก (โดยเฉพาะเนื้อวัว) ตลอดจนผลิตภัณฑ์จากนม ไขมัน น้ำตาลและสารให้ความหวาน แต่ทานปลา อาหารทะเล ข้าว ถั่วเหลือง และชามากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งสำคัญของไอโซฟลาโวน โมเลกุลที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งและมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งบทความชี้ว่าการบริโภคไอโซฟลาโวนของชาวเอเชียเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งเต้านมและต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นมักดื่มชาเขียว ไม่ใส่น้ำตาล ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

นอกจากอาหารการกินแล้ว ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ก็มีผลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ หรือกิจกรรมอื่นๆ ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่าผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นมักมีการรวมกลุ่มกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการออกกำลังกาย และผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงทำงาน ซึ่งการได้เคลื่อนไหวร่างกายก็ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้อีกสิ่งสำคัญคือคุณภาพอากาศ สุขอนามัย และญี่ปุ่นยังออกกฎให้ประชาชนได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกๆ ปีด้วย

Photo by Reuters/JAPAN-OLDEST WOMAN/File Photo

อียูจี้อินเดียเลิกค้าขายกับรัสเซียแต่อินเดียไม่สนเดินหน้าซื้อถ่านหินเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681490

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 11:15 น.อียูจี้อินเดียเลิกค้าขายกับรัสเซียแต่อินเดียไม่สนเดินหน้าซื้อถ่านหินเพิ่ม

อียูเดินหน้าสานสัมพันธ์ทางการค้ากับอินเดียหวังดึงออกจากรัสเซีย

Russia Today รายงานว่า อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเผยระหว่างเดินสายประชุมในแถบเอเชียใต้ว่า ให้อินเดียหยุดการค้าขายน้ำมันและก๊าซกับรัสเซีย โดยยืนยันว่าธุรกิจดังกล่าวไม่ยั่งยืน

ฟอน แดร์ ไลเอิน ย้ำระหว่างปราศรัยบนเวที International Solar Alliance เมื่อวันอาทิตย์ว่า การสู้รบในยูเครน “เป็นเครื่องเตือนใจว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียของเราไม่ยั่งยืน”

Russia Today ระบุว่า จนถึงขณะนี้รัสเซียแสดงความเต็มใจที่จะส่งน้ำมันให้ประเทศที่ไม่เป็นมิตรต่อไป แม้ว่าจะยืนยันว่าต้องจ่ายเป็นเงินรูเบิลก็ตาม แต่หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐต้องการแบนพลังงานจากรัสเซียอย่างสิ้นเชิง ขณะที่บางประเทศ อาทิ เยอรมนีและออสเตรียเตือนว่าการตัดขาดจากพลังงานของรัสเซียภายในสิ้นปีนี้เป็นไปไม่ได้

และในการประชุมเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ Raisina Dialogue ที่อินเดียเมื่อวันจันทร์ ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนจะมีผลลัพธ์ตามมาสำหรับอินเดียและภูมิภาครอบๆ” โดยอ้างถึงราคาธัญพืช พลังงาน และปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นเป็นข้อพิสูจน์คำพูดของตัวเอง

Russia Today ระบุว่า ในขณะที่อวดว่ายุโรปได้ “กำหนดมาตรการคว่ำบาตรที่มีประสิทธิภาพ” ฟอน เดอร์ ไลเอิน ยังบอกเป็นนัยว่าเป็นหน้าที่ของอินเดียที่จะเพิ่ม “ประสิทธิผล” นั้น โดยยืนกรานว่า “สำหรับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมันสำคัญพอๆ กับยุโรปที่ว่าต้องเคารพพรมแดนและปฏิเสธขอบเขตของอิทธิพล”

ฟอน แดร์ ไลเอินกล่าวอีกว่า “อินเดียและสหภาพยุโรปมีค่านิยมพื้นฐานและผลประโยชน์ร่วมกัน” เช่น “อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง”

ด้าน Reuters รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ที่ทราบแผนของสหภาพยุโรปว่า สหภาพยุโรปมีแผนจะเปิดการเจรจาทางการค้ากับอินเดียอีกครั้ง เพื่อเป็นทางเลือกให้อินเดียกระจายความเสี่ยงจากรัสเซีย

India’s Press Information Bureau/Handout via REUTERS

เอเชียกระอักพิษสงครามยูเครน IMF เตือนเศรษฐกิจชะลอตัวอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681483

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 10:33 น.เอเชียกระอักพิษสงครามยูเครน IMF เตือนเศรษฐกิจชะลอตัวอีก

สงครามที่ทวีความรุนแรงในยูเครน, โควิดระลอกใหม่, การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และการล็อกดาวน์ในจีน ทั้งหมดนี้ล้วนมีความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของเอเชีย

วันที่ 26 เม.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแอน-มารี กูลด์-วอล์ฟ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF เตือนว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับแนวโน้มซบเซา เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามในยูเครน ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในจีน

กูลด์-วอล์ฟระบุว่าสงครามที่ทวีความรุนแรงในยูเครน, การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่, แนวทางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ และการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและยืดเยื้อในประเทศจีน ทั้งหมดนี้ล้วนมีความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของเอเชีย

นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียเริ่มฟื้นตัว ในช่วงเวลาที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตในภูมิภาค

“ดังนั้น ภูมิภาคนี้ (เอเชีย) จึงเผชิญกับแนวโน้มที่ซบเซา โดยมีการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น” กูลด์-วอล์ฟกล่าวพร้อมเสริมว่าผู้กำหนดนโยบายในเอเชียต้องต่อการเติบโตที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องยังเป็นความท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายในเอเชีย เนื่องจากหนี้สกุลเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลของภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ IMF คาดการณ์ครั้งล่าสุดในเดือนนี้ว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะขยายตัว 4.9% ในปีนี้ ลดลง 0.5% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในเอเชียคาดว่าจะแตะ 3.4% ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค. 1%

Photo by CHINA-IMF/SDR REUTERS/Kim Kyung-Hoon/Files

รัสเซียเตือนความเสี่ยงจากสงครามนิวเคลียร์ ‘ร้ายแรง’ ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681474

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 09:45 น.รัสเซียเตือนความเสี่ยงจากสงครามนิวเคลียร์ 'ร้ายแรง' ไม่ควรมองข้าม

รัสเซียเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้ติดอาวุธยูเครน ขณะที่สหรัฐฯ เล็งส่งกระสุนสำหรับปืนครก รถถัง เครื่องยิงลูกระเบิดให้ยูเครน ส่วนสหราชอาณาจักรจะส่งรถพยาบาล รถดับเพลิง และเวชภัณฑ์

สำนักข่าวรอยเตอร์ – รัสเซียบอกกับโลกว่าอย่าประมาทความเสี่ยงอยา่งมีนัยสำคัญของสงครามนิวเคลียร์โดยกล่าวว่าต้องการลดความเสี่ยงนี้ และเตือนว่าอาวุธของชาติตะวันตกเป็นเป้าหมายที่รัสเซียจะสามารถโจมตีได้โดยชอบธรรมในยูเครน

“ความเสี่ยงในตอนนี้มีมาก” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย บอกกับสถานีโทรทัศน์ทางการของรัสเซียตามสำเนาบทสัมภาษณ์บนเว็บไซต์ของกระทรวง

“ผมไม่อยากยกระดับความเสี่ยงเหล่านั้นแบบจอมปลอม หลายคนคงชอบแบบนั้น อันตรายนั้นร้ายแรง มีจริง และเราต้องไม่ประมาทมัน”

คำตอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำถามต่อลาฟรอฟเกี่ยวกับความสำคัญของการหลีกเลี่ยงสงครามโลกครั้งที่ 3 และสถานการณ์ปัจจุบันเทียบได้กับวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในปี 1962 หรือไม่ ซึ่งครั้งนั้นเป็นจุดต่ำสุดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับโซเวียต

ดมีโทร คูเบลา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเขียนบน Twitter หลังจากการสัมภาษณ์ของลาฟรอฟ ว่า รัสเซียสูญเสีย “ความหวังสุดท้ายที่จะทำให้โลกกลัวที่จะสนับสนุนยูเครน … นี่หมายความว่ามอสโกสัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้เท่านั้น”

ในระหว่างการเยือนเคียฟเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯแอนโทนี บลิงเคน และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ลอยด์ ออสติน ได้ให้คำมั่นว่าจะมีความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมสำหรับยูเครน

เมื่อวันจันทร์ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่ออนุมัติการขายกระสุนมูลค่า 165 ล้านดอลลาร์ให้ยูเครน เพนตากอนกล่าวว่า แพคเกจของที่จะส่งให้ดังกล่าวอาจรวมถึงกระสุนปืนใหญ่สำหรับปืนครก รถถัง และเครื่องยิงลูกระเบิด

เอกอัครราชทูตมอสโกประจำกรุงวอชิงตันบอกกับสหรัฐฯ บอกให้ยุติการขนส่ง โดยเตือนว่าอาวุธของชาติตะวันตกกำลังจุดประกายความขัดแย้ง

ลาฟรอฟกล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้ว NATO กำลังทำสงครามกับรัสเซียผ่านตัวแทนและกำลังเตรียมอาวุธตัวแทนนั้น สงครามหมายถึงสงคราม”

การรุกรานยูเครนของรัสเซียในช่วง 2 เดือน นับเป็นการโจมตีรัฐในยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1945 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายพันคน ทำให้เมืองและเมืองต่างๆ กลายเป็นซากปรักหักพัง และบังคับให้ผู้คนกว่า 5 ล้านคนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ

มอสโกเรียกการกระทำของตนว่าเป็น “ปฏิบัติการพิเศษ” เพื่อปลดอาวุธยูเครนและปกป้องยูเครนจากฟาสซิสต์ ยูเครนและตะวันตกกล่าวว่านี่เป็นข้ออ้างเท็จสำหรับการทำสงครามรุกรานโดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน

สหรัฐฯ มีกำหนดจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจากตัวแทน  40 ประเทศในสัปดาห์นี้ สำหรับการเจรจาด้านการป้องกันประเทศที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ซึ่งจะเน้นที่การติดอาวุธเคียฟ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว

สหราชอาณาจักรกล่าวว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั้งหมดสำหรับสินค้าที่เข้ามาในประเทศจากยูเครนภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่จะถูกยกเลิกและจะส่งรถพยาบาล รถดับเพลิง เวชภัณฑ์ และเงินทุนสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อช่วยเหลือบริการฉุกเฉิน

สงครามรุนแรงในภาคใต้ ตะวันออก

รัสเซียยังไม่ได้ยึดเมืองที่ใหญ่ที่สุดใดๆ กองกำลังของรัสเซียถูกบังคับให้ถอยกลับจากเขตชานเมืองของกรุงเคียฟเมื่อเผชิญกับการต่อต้านอย่างแข็งขัน

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ กล่าวว่า “ทุกวันและโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ เมื่อเดือนที่สามของการต่อต้านของเราเริ่มต้นขึ้น ทุกคนในยูเครนกังวลเรื่องสันติภาพ ว่าเมื่อไหร่ทุกอย่างจะจบลง” 

“ตอนนี้ไม่มีคำตอบง่ายๆ สำหรับเรื่องนี้”

หลังจากล้มเหลวในการยึดกรุงเคียฟ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัสเซียได้เปิดตัวการโจมตีครั้งใหญ่ในความพยายามที่จะยึดจังหวัดทางตะวันออกที่รู้จักรวมกันกันในชื่อแคว้นดอนบัสซึ่งหากประสบความสำเร็จจะเชื่อมโยงดินแดนที่ถือครองโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโปรรัสเซียทางตะวันออกกับภูมิภาคไครเมียที่มอสโกผนวกเข้า 2014

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวว่าขีปนาวุธของพวกเขาได้ทำลายโรงงาน 6 แห่งที่ให้พลังงานแก่ทางรถไฟซึ่งใช้ในการส่งอาวุธต่างประเทศให้กับกองกำลังยูเครนในภูมิภาคดอนบัสตะวันออก สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบรายงานได้

หัวหน้าบริษัทรถไฟของยูเครนกล่าวว่า พนักงานรถไฟเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 4 คนจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียที่สถานีรถไฟในยูเครน 5 แห่งเมื่อวันจันทร์

กองกำลังยูเครนได้ขับไล่การโจมตีของรัสเซีย 5 ครั้ง และสังหารทหารรัสเซียไปเพียง 200 นาย กองบัญชาการทหารของยูเครนในภาคใต้และตะวันออก ระบุ

รถถัง 5 คันถูกทำลายพร้อมกับรถหุ้มเกราะอีก 8 คัน แถลงการณ์ระบุ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบรายงานได้ทันที

กองกำลังรัสเซียดำเนินการต่อไปในวันจันทร์ที่จะวางระเบิดและปลอกกระสุนโรงงานเหล็กอาซอฟสตาล โรงงานขนาดใหญ่ในเมืองมาริอูปอล ที่ซึ่งนักยูเครนปักหลักในที่แห่งนี้ท่ามกลางในเมืองที่ถูกทำลายโดยการปิดล้อมและการทิ้งระเบิด ผู้ช่วยประธานาธิบดียูเครนโอเล็กซี  อาเรสโตวิช กล่าว

มอสโกกล่าวว่ากำลังเปิดทางเดินเพื่อมนุษยธรรมเพื่อให้พลเรือนออกจากโรงงาน แต่รัฐบาลเคียฟกล่าวว่าไม่มีการบรรลุข้อตกลง

Source – Reuters 

Photo – Alexander Zemlianichenko/Pool via REUTERS

อเมริกันคือเจ้าแห่งแปซิฟิก เมื่อจีนเข้าไปมีหรือไฟสงครามจะไม่ปะทุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681424

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 20:03 น.อเมริกันคือเจ้าแห่งแปซิฟิก เมื่อจีนเข้าไปมีหรือไฟสงครามจะไม่ปะทุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกกำลังจับตาไปที่สถานการณ์ในยูเครน ส่วนจีนสงวนท่าทีเกี่ยวกับตะวันตก แต่แล้วกลับตะครุบชาติตะวันออกมาอยู่กับตัว

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐยังไม่คิดจะเป็นเจ้าเข้าเจ้าของมหาสมุทรแปซิฟิกสักเท่าไร มีเพียงฟิลิปปินส์กับฮาวายเท่านั้นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอเมริกันในแถบนี้

แต่เมื่อญี่ปุ่นแสดงความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เอาชนะจีนได้ในสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1894 – 1895) จนได้ไต้หวันมาครอง เอาชนะรัสเซียได้ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904 – 1905) จนได้เกาหลีและภาคอีสานของจีนมาครอง จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ญี่ปุ่นยังได้หมู่เกาะแปซิฟิกมาครองโดยยึดจากเยอรมนี

สหรัฐก็เริ่มหวาดวิตก เพราะกลัวว่าญี่ปุ่นจะจ้องฟิลิปปินส์และหมู่เกาะแปซิฟิกอื่นๆ ที่ครอบครองโดยสหรัฐและพันธมิตรเป็นรายต่อไป และต้องทำข้อตกลงกันถึงสองรอบเพื่อให้สัญญากันเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ล้ำเส้นกัน

แต่สหรัฐมองญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามมาโดยตลอด ฝ่ายญี่ปุ่นก็เช่นกัน รู้ตัวว่าสักวันหนึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปะทะกับสหรัฐ

แม้ญี่ปุ่นจะทำสงครามรุกรานจีนในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 โดยที่สหรัฐวางตัวเป็นกลาง แต่สหรัฐก็หาเรื่องคว่ำบาตรญี่ปุ่นโดยไม่ส่งน้ำมันให้ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นที่ขาดน้ำมันเพื่อทำสงครามต่อจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรุกรานอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริเตน (พม่า) และเนเธอร์แลนด์ (อินโดนีเซีย) เพื่อยึดแหล่งน้ำมัน พร้อมกันนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐแทรกแซง ญี่ปุ่นยังโจมตีฐานทัพเรือแปซิฟิกของสหรัฐที่ฮาวายและยึดครองฟิลิปปินส์ เพื่อซื้อเวลาก่อนที่สหรัฐจะตั้งตัวมาช่วยฝรั่งด้วยกันในเอเชีย

แต่สุดท้ายอย่างที่เรารู้ ญี่ปุ่นไม่สามารถต้านไหว ต้องพ่ายแพ้ให้แสนยานุาภอันยิ่งใหญ่ในแปซิฟิกของสหรัฐ ดินแดนในแปซิฟิกของญี่ปุ่นก็ถูกโอนมาอยู่ในสหรัฐ (ในฐานะ Trust Territory of the Pacific Islands) จนถึงทุกวันนี้

ที่เอ่ยถึงญี่ปุ่นกับสหรัฐเสียยืดยาว เพราะมันคล้ายกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับจีนในเวลานี้

แน่นอนว่า สหรัฐยังเป็นเจ้าแปซิฟิก ไม่ใช่มีแค่กองเรือที่ใหญ่โต แต่ฐานทัพในแปซิฟิก เช่น ที่กวมยังแกร่งและยิ่งแกร่งกว่าเดิมเมื่อตั้งพันธมิตร AUKUS โดยมีออสเตรเลียมาช่วยหนุนในพื้นที่นี้ เป้าหมายก็คือ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บของออสเตรเลียให้มีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ร่วมกันมีอาวุธไฮเปอร์โซนิก (ความเร็วเหนือเสียง) และระบบต่อต้านอาวุธไฮเปอร์โซนิก

ถามว่าจะไปรบกับใคร ตอบว่าก็เตรียมรบกับจีนนั่นแหละ

เรื่องรบกันนี้สหรัฐอาจจะไม่กระโตกกระตากนัก เพราะอาจจะคิดว่าแสนยานุภาพของตนในแปซิฟิกยังไร้เทียมทาน แต่ฝ่ายที่ร่ำๆ พูดถึงเรื่องรบมากกว่าคือออสเตรเลีย ที่ช่วงหลังไม่ญาติดีกับจีนเอาเสียเลย และยังแสดงความเป็นปรปักษ์อย่างซึ่งหน้า

ในระดับวิชาการความมั่นคง มีบางสถาบันในออสเตรเลียเคยทำการศึกษาด้วยซ้ำว่าจีนมีศักยภาพในการโจมตีฐานทัพของสหรัฐในเกาะกวมด้วยขีปนาวุธ รวมถึงฐานที่มั่นอื่นๆ ของสหรัฐในแปซิฟิก

แม้ว่าจะเป็นการประเมินทางวิชาการ แต่มันก็อาจทำให้ชาติอื่นระแวงจีนอยู่ตะหงิดๆ

ในวันรำลึกทหารผ่านศึกออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ หรือ Anzac Day ปีนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ปีเตอร์ ดัตตัน บอกว่า “วิธีเดียวที่คุณจะรักษาสันติภาพได้คือการเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงครามและเข้มแข็งในฐานะประเทศชาติ ไม่ย่อท้อ ไม่คุกเข่า แสดงความอ่อนแอ นั่นคือความจริง”

ดัตตันหมายถึงรัสเซีย เพราะเขาพูดถึงการรุกรานยูเครน และเทียบรัสเซียว่าทำตัวประหนึ่งพวกนาซี พร้อมกับกล่าวว่า “ผมคิดว่านั่นคือบทเรียนของประวัติศาสตร์”

เหมือนกับที่ดัตตันว่าไว้ จะเข้าใจสถานการณ์ทุกวันนี้ บางทีต้องย้อนกลับไปในอดีต เหมือนที่อย่างที่ผู้เขียนยกประวัติศาสตร์เสียยาวจนผู้อ่านอาจจะคร้านที่จะอ่าน

แต่ขอบอกกว่ามันจำเป็นอย่างนี้

ดัตตันยังบอกว่า “มันเหมือนเป็นการรีเพลย์บางสิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1930” ซึ่งหมายถึงช่วงก่อนถึงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 

ตะวันตกไม่เฉพาะแค่ออสเตรเลียมองว่าการารุกรานยูเครนเหมือนกันฉายซ้ำการรุกรานโปแลนด์ของนาซีเยอรมันจนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 

ทศวรรษที่ 30 เช่นกันที่ความระแวงของสหรัฐต่ออิทธิพลของญี่ปุ่นในแปซิฟิกเพิ่มมากขึ้น ในวันนี้เราแค่เปลี่ยนจากญี่ปุ่นมาเป็นจีนเท่านั้น

เขาบอกว่าตอนนี้จีนกำลังมีโปรเจกต์ที่อยู่นอกเหนือชายฝั่งของตัวเอง ซึ่งเขาอาจหมายถึงการกระชับสัมพันธ์หว่างจีนกับหมู่เกาะโซโลมอนในแปซิฟิก จนสหรัฐและออสเตรเลียกลัวว่าจีนจะมาตั้งฐานทัพในพื้นที่นี้

ซึ่งมันก็แปลก สหรัฐกับออสเตรเลียสามารถทำได้ แต่จีนกลับทำไม่ได้ แม้ว่าจะดีลกับหมู่เกาะโซโลมอนอย่างชอบธรรมก็ตาม

แน่นอนว่าความชอบธรรมในแง่กฎหมายมันเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนที่พูดกันด้วยแสนยานุภาพ ดังนั้น เรื่องถูกไม่ถูกไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่า “จีนเป็นใครไยถึงกล้ามาซ่าในถิ่นแปซิฟิกของพวกเรา?”

สก็อต มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียบอกไว้หนึ่งวันก่อนหน้าว่า จะต้องไม่มีฐานทัพเรือของจีนในแปซิฟิก และ “กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรของเราในนิวซีแลนด์และแน่นอนว่าร่วมถึงสหรัฐฯ ผมมีเส้นสีแดงเส้นเดียวกันกับที่สหรัฐฯ มีในประเด็นเหล่านี้”

“เส้นสีแดง” ที่ว่านี้ก็คือเส้นตายที่จีนห้ามล้ำเข้ามา นั่นคืออย่ามีฐานทัพเรือในแถบนี้เด็ดขาด

แต่นั่นมันเป็นเส้นที่ออสเตรเลียกับสหรัฐขีดเอาเอง จีนจะยอมอ่อนข้อให้ทั้งสองประเทศนี้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ก่อนอื่นต้องเท้าความกันก่อนว่าจีนมาถึงหมู่เกาะโซโลมอนได้อย่างไร

แต่เดิมนั้น หมู่เกาะโซโลมอนมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคบกับไต้หวันอย่างเป็นทางการ หลังจากสหประชาชาติหันมายอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนแทนไต้หวัน

จนกระทั่งเมื่อปี 2019 หมู่เกาะโซโลมอนก็เปลี่ยนใจหันมาสานสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแทน ซึ่งมีรายงานข่าวของ The Guardian สื่อในอังกฤษว่าจีนเสนอเงินมหาศาลให้นักการเมืองหมู่เกาะโซโลมอนเพื่อให้เปลี่ยนนโยบาย

ในช่วง 2 – 3 ปีหลังมานี้จีนยังเดินเกมชิงประเทศที่คบหากับไต้หวันมาเป็นของตนอย่างต่อเนื่อง ที่สำเร็จแบบเหนือความคาดหมายทั้งไต้หวันและสหรัฐมากที่สุดคือการชิงนิคารากัวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

แต่นั่นยังไม่เท่ากับการได้หมู่เกาะโซโลมอนมาเป็นพวก และยังไม่เท่ากับที่จีนบรรลุข้อตกลงกับหมู่เกาะโซโลมอนเมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้ หนึ่งในดีลคือเปิดทางให้จีนส่งเจ้าหน้าที่ทหารมาประจำการได้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีนและพลเมือนจีนในหมู่เกาะโซโลมอน และอนุญาตให้เรือรบจีนมาจอดแวะเพื่อเติมเสบียง

ข้อตกลงนี้ไม่ได้บอกว่าจีนจะมาตั้งฐานทัพ แต่ออสเตรเลียและพันธมิตรของออสเตรเลียระแวงไปแล้วว่าจีนจะมาตั้งฐานทัพถาวรที่หมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งใกล้กับออสเตรเลียแค่ปลายจมูก ต่อให้มีฐานทัพเรือที่หมู่เกาะโซโลมอน จีนก็จะคล้ายญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แค่นิดหน่อย ไม่ถึงขั้นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีดินแดนของตัวเองในแปซิฟิก

ขนาดญี่ปุ่นฐานที่มั่นจ่อคอหอยออสเตรเลียขนาดนั้น ก็ยังทำอะไรออสเตรเลียไม่ได้ แล้วจีนมีแค่ที่จอดเรือรบได้ไม่กี่ลำจะไปต้านทานพันธมิตร AUKUS ได้อย่างไร?

ความระแวงหรือปั่นให้ระแวงของพันธมิตรต้านจีนเหล่านี้ ยังเห็นได้จากกรณีของการที่จีนปล่อยเงินกู้ให้กับศรีลังกาซึ่งศรีลังกาจ่ายคืนไม่ไหวจึงยกท่าเรือฮัมบัตโตตาให้จีนเช่า จนชาติที่ระแวงจีนปั่นข่าวว่าจีนจะใช้ที่นี่เป็นท่าเรือ ซึ่งชาติที่ปั่นเรื่องนี้จนคนระแวงไปทั่วคืออินเดียที่มีเรื่เองระหองระแหงกับจีนอยู่แล้ว

สื่ออินเดียและนักวิชาการอินเดียก็ยังปั่นต่อว่านอกจากจะมาตั้งฐานทัพแล้ว จีนนั่นแหละที่ทำให้ศรีลังกาพังพินาศทางเศรษฐกิจ ทั้งๆ สถาบันการเงินและสถาบันการศึกษาระดับโลกชี้ให้เห็นว่าไม่เป็นความจริง

อินเดียนั้นกลัวว่าจีนจะมาปักหมุดในมหาสมุทรอินเดียอันเป็นถิ่นของตน ซึ่งเป็นเรื่องทีเข้าใจได้ในฐานะคู่กรณีกัน แต่ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะต้องระมัดระวังในการจับตาสถานการณ์ให้ดี เพราะข่าวลือข่าวปล่อยเพื่อจ้องทำลายกันมันเยอะเหลือเกิน

ความทะเยอทะยานทางการทหารของจีนก็เรื่องหนึ่ง แต่การหวาดระแวงของบรรดามหาอำนาจในแปซิฟิกอาจกลายเป็นการบีบให้จีนไม่มีทางเลือกเหมือนญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เหมือนกัน

หากจีนไม่อดทนพอ ก็จะลงเอยแบบรัสเซียที่อ้างว่าถูกนาโตบีบคั้นต้องบุกยูเครนจนกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

แต่จีนมีความอดทนสูงกว่า และจากการประเมินทั้งระดับผู้นำในอดีตจนถึงนักวิชาการปัจจุบันจีนยอมรับว่า “ยัง” สู้สหรัฐไม่ได้ในแง่การรบ

หากจีนบอกตัวเองบ่อยๆ ว่ายังไม่พร้อม เอเชียแปซิฟิกก็จะสามารถหลีกเลี่ยงมหาสงครามไปได้ อย่างน้อยก็ในช่วงทศวรรษนี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – AFP / NICOLAS ASFOURI