ผุดโครงการ ‘Russia for Sale’ ขายดินแดนรัสเซียแบบ NFT นำเงินช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681219

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 16:00 น.ผุดโครงการ 'Russia for Sale' ขายดินแดนรัสเซียแบบ NFT นำเงินช่วยยูเครน

“ปูตินขึ้นชื่อเรื่องการยึดครองดินแดนประเทศอื่น ให้เขาได้ลิ้มรสด้วยตัวเองบ้าง” เจ้าของโครงการ Russia for Sale

Radio Free Europe/Radio Liberty (RFE/RL) รายงานว่า Levingstone บริษัทดิจิทัลเอเจนซีในจอร์เจียได้เปิดตัวโครงการ Russia for Sale เพื่อขายดินแดนของรัสเซียในรูปแบบ NFT และนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนยูเครนซึ่งเผชิญกับสงครามมาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว

บนเว็บไซต์ Russia for Sale มีการแสดงแผนที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเลือกไปที่เมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อซื้อได้ โดยแต่ละเมืองจะมีภาพแผนที่ของเมืองนั้นๆ พร้อมชื่อเมือง และตราสัญลักษณ์ ซึ่งผู้ซื้อจะได้รับภาพนี้ไปในรูปแบบของ NFT

“เพื่อตอบโต้การรุกรานของรัสเซีย เราจึงตัดสินใจขายดินแดนของรัสเซียเสียเลย ปูตินขึ้นชื่อเรื่องการยึดครองดินแดนของประเทศอื่น ให้เขาได้ลิ้มรสด้วยตัวเองบ้าง” Levingstone กล่าว

แม้จะเป็นเพียงแค่การขายภาพแต่โครงการนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการท้าทายประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อย่างยิ่ง ผู้ซึ่งยอมรับไม่ได้หากผู้ใดละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของรัสเซีย

We are selling Russian lands to support Ukraine Join us! Time to take apart Putin’s empire for good!?100% of proceeds are transferred to the Ministry of Digital Transformation of Ukraine @mintsyfra Grab your piece of Russia: https://t.co/UAuvmcbcYh#NFT #Ukraine pic.twitter.com/jEacaEieYb— Russia For Sale! (@Russia_For_Sale) April 9, 2022

จากพื้นที่ทั้งหมด 2,443 แห่ง ตอนนี้โครงการดังกล่าวสามารถขายไปได้แล้ว 27 แห่ง ด้วยราคารวม 6.1425 Ethereum หรือคิดเป็นเงินประมาณ 18,492 เหรียญสหรัฐ

โดยพื้นที่แต่ละแห่งจะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเมืองที่ทำเงินได้มากที่สุดคือมอสโก สามารถขายได้ในราคา 5 Ethereum หรือประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐ

“เราเห็นศักยภาพมหาศาลในเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมกับการแบ่งแยกดินแดนของรัสเซีย” Levan Lefsveridze ผู้ร่วมก่อตั้ง Levingstone กล่าวกับ RFE/RL

ผู้ดำเนินโครงการกล่าวว่ารายได้ทั้งหมดจะถูกโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลของกระทรวงการแปลงดิจิทัลของยูเครน ซึ่งได้ดำเนินการด้านไซเบอร์ ต่อต้านการบิดเบือนข้อมูล และคัดเลือกกอาสาสมัครไอทีเข้าร่วมกองทัพต่อต้านรัสเซียตั้งแต่เริ่มการบุกรุก

โครงการดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกันโดยในระยะแรกเป็นการขายแผนที่เมือง ระยะที่ 2 จะขายตัวแทนของสถาปัตยกรรมที่สำคัญของรัสเซีย รวมถึงเครมลินและวังปูตินอันหรูหรา ส่วนระยะที่ 3 จะขาย “Lenin himself” เวอร์ชันดิจิทัลของวลาดีมีร์ เลนิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ยูเครนสามารถระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผู้ที่ต้องการสนับสนุนยูเครนจากทั่วโลกบริจาคเงินในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเป็นทุนช่วยเหลือยูเครนในการรับมือกับกองทัพรัสเซีย

ตามรายงานของ Elliptic ผู้ให้บริการวิเคราะห์บล็อกเชนระบุว่านับตั้งแต่การรุกรานของรัสเซียเมื่อวันที่ 24 ก.พ. มีการบริจาคคริปโตเคอร์เรนซีมูลค้าหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐไหลเข้าสู่ยูเครน

Photo russiaforsale.org

ผู้อพยพแอลจีเรียถูกลอตเตอรีเกือบ 10 ล้านแต่ขึ้นเงินไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681202

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 14:40 น.ผู้อพยพแอลจีเรียถูกลอตเตอรีเกือบ 10 ล้านแต่ขึ้นเงินไม่ได้

ผู้ลักลอบเข้าเมืองเร่งหาเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขอรับเงินแจ็กพอตลอตเตอรีในเบลเยียมก่อนวันหมดอายุ

สำนักข่าว NPR รายงานว่า ผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายชาวแอลจีเรียวัย 28 ปีพยายามหาเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขอรับเงินรางวัลจากการถูกลอตเตอรีมูลค่า 250,000 ยูโร หรือ 9,192,891 บาทของเบลเยียม

อเล็กซานเดอร์ เวอร์สตราเต ทนายความของผู้อพยพที่โชคดีรายนี้เล่าว่า ราว 2-3 สัปดาห์ก่อนลูกความของเขาซื้อลอตเตอรีแบบขูดราคา 5 ยูโร หรือ 183 บาทที่ถูกรางวัลใบนี้จากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองซีบรูกเคอ เมืองท่าของเบลเยียมที่ผู้อพยพนิยมใช้เป็นช่องทางเดินทางต่อไปยังอังกฤษ หลังจากเดือนทางถึงเบลเยียมเมื่อ 2 เดือนก่อน

เจ้าของลอตเตอรีเข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการขอรับเงินรางวัลจากกองสลากเบลเยียม จึงขอให้เพื่อน 3 คนที่มีเอกสารช่วยไปขึ้นเงินให้ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยจึงเรียกตำรวจมา

เวอร์สตราเตเล่าว่า ตำรวจในเมืองซีบรูกเคอทราบว่าใครคือเจ้าของลอตเตอรีตัวจริง เพราะมีรูปจากกล้องวงจรปิดของร้านที่ขายลอตเตอรีให้

ทว่า รูปจากกล้องวงจรปิดอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ พนักงานอัยการที่รับผิดชอบคดีนี้ต้องการให้ผู้อพยพรายนี้ยื่นขอบัตรประจำตัวจากทางการ ซึ่งจะต้องติดต่อครอบครัวที่แอลจีเรียและสถานทูตในเบลเยียม

ตำรวจได้เก็บลอตเตอรีใบที่ถูกรางวัลไว้จนกว่าเอกสารยืนยันตัวตนจะเรียบร้อย และยันยันว่าจะยังไม่ผลักดันผู้อพยพรายนี้ออกนอกประเทศจนกว่าจะได้รับเงิน

เวอร์สตราเตบอกว่า ลูกความของเขายังต้องเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของตัวเอง และต้องแจ้งที่อยู่ที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่ธนาคารด้วย

ทว่าที่ทำให้เรื่องราวยุ่งยากไปกว่านั้นคือ ลอตเตอรีใบนี้มีอายุเพียง 1 ปี ทำให้พวกเขามีเวลาจัดหาเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อยตามที่พนักงานอัยการสั่งอีกเพียง 11 เดือน

REUTERS/Peter Cziborra/File Photo 

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นลอตเตอรีพาวเวอร์บอลของสหรัฐ

สถิติใหม่! หญิงสเปนติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681200

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 13:30 น.สถิติใหม่! หญิงสเปนติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

เคยติดแล้วอย่าชะล่าใจ หญิงสเปนรายนี้ติดเชื้อโอมิครอนเพียง 20 วันหลังพบเชื้อเดลตา

CNBC อ้างรายงานของนักวิจัยชาวสเปนว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหญิงชาวสเปนวัย 31 ปี ตรวจพบว่าติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพียง 20 วันหลังจากที่เธอติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีรายงาน โดยเธอได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสและฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

รายงานระบุว่าหญิงสเปนรายนี้ตรวจพบโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ปีที่แล้ว ด้วยวิธี RT-PCR และได้ทำการกักตัวเป็นเวลา 10 วันโดยไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนจะกลับไปทำงานตามปกติ

ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. ปีนี้ เพียง 20 วันหลังจากพบเชื้อครั้งแรก เธอมีอาการไอ มีไข้ และรู้สึกไม่สบาย จึงได้ทำการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้งและมีผลตรวจเป็นบวก

การถอดรหัสจีโนมพบว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อ 2 ครั้งด้วยไวรัส 2 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยในครั้งแรกเป็นสายพันธุ์เดลตา และครั้งที่ 2 เป็นสายพันธุ์โอมิครอน

จากการศึกษาพบว่าสายพันธุ์โอมิครอนสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์เดลตามาก และมีศักยภาพในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อน นอกจากนี้ภายหลังยังพบสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนอย่าง BA.2 และ XE โอมิครอนลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2

ดร.เจมม่า เรซิโอ จากสถาบัน Català de Salut ในสเปนหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่าเคสนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับก่อนหน้านี้ พร้อมเน้นย้ำว่าคนที่เคยติดเชื้อแล้วไม่สามารถชะล่าใจได้ว่าเขาจะไม่ติดเชื้อซ้ำ หรือแม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ดร.เรซิโอกล่าวว่าการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อครั้งก่อนยังสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรง และการรักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตได้บางส่วน

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังไม่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ โดยทีมวิจัยจะนำเคสนี้ไปเสนอในการประชุม European Congress of Clinical Microbiology & Infectious Diseases ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่โปรตุเกสในสุดสัปดาห์นี้

Photo by REUTERS/Ivan Alvarado

รัสเซียตอบโต้คว่ำบาตร ‘ซักเคอร์เบิร์ก-แฮร์ริส’ ห้ามเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681190

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 12:00 น.รัสเซียตอบโต้คว่ำบาตร 'ซักเคอร์เบิร์ก-แฮร์ริส' ห้ามเข้าประเทศ

รัสเซียเพิ่มรายชื่อชาวอเมริกันและแคนาดาอีกหลายสิบคนเข้าบัญชีดำ ห้ามเข้ารัสเซียไม่มีกำหนด

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศรัสเซียตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรจากบรรดาชาติตะวันตกอีกครั้ง โดยได้จำกัดการเดินทางเข้ารัสเซียสำหรับพลเมืองสหรัฐเพิ่มอีก 29 คน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ของรัสเซีย และจำกัดการเดินทางพลเมืองแคนาดาอีก 61 คน

ชาวอเมริกันและแคนาดาทั้งหมดนี้ถูกห้ามมิให้เดินทางเข้ารัสเซียอย่างไม่มีกำหนด โดยบุคคลที่อยู่ในลิสต์ดังกล่าวรวมถึงกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ และสามีคือดักลาส เอ็มโฮฟฟ์ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta, จอร์จ สเตฟาโนปูลอส ผู้สื่อข่าว ABC News, เดวิด อิกนาติอุส คอลัมนิสต์ The Washington Post ตลอดจนผู้นำธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

ก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไปแล้วหลายคนรวมถึง ประธานาธิบดี โจ ไบเดน, แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, พลเอกลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ

Photo by REUTERS/Elizabeth Frantz, Reuters/Leah Millis/File Photo

รมต.คลังสหรัฐเตือนยุโรปแบนพลังงานรัสเซียเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681191

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 11:24 น.รมต.คลังสหรัฐเตือนยุโรปแบนพลังงานรัสเซียเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจตัวเอง

ที่ผ่านมาชาติยุโรปถูกสหรัฐกดดันให้หยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียเพื่อลดรายได้รัสเซีย

AFP รายงานว่า เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐเตือนว่า การห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียในยุโรปอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้ตั้งใจ

บรรดาประเทศใหญ่ๆ ในยุโรป รวมทั้งเยอรมนีต้องเผชิญกับการเรียกร้องให้หยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียเพื่อตัดรายได้ เป็นการลงโทษที่รัสเซียรุกรานยูเครน จนผู้คนต้องอพยพหนีภัยสงครามแล้วกว่า 5 ล้านคน

หลังจากพบปะหารือกับ เดนิส ชไมฮาล นายกรัฐมนตรียูเครน และเซอร์เก มาร์เชนโก รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของยูเครนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เยลเลนเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การแบนดังกล่าวในท้ายที่สุดแล้วอาจก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี

“แน่นอนว่ายุโรปจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย แต่เราต้องระมัดระวังหากจะแบนการนำเข้าน้ำมันโดยสิ้นเชิง” เยลเลนกล่าว

รัฐมนตรีคลังกล่าวต่อว่า การแบนพลังงานของยุโรปจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น “และอาจขัดกับความรู้สึกบ้างที่มันอาจส่งผลกระทบในทางลบกับรัสเซียน้อยมาก เนื่องจากแม้ว่ารัสเซียจะส่งออกน้อยลง แต่ราคาน้ำมันที่รัสเซียส่งออกจะสูงขึ้น”

เยลเลนกล่าวถึงการแบนในอนาคตว่า “หากเราสามารถหาวิธีที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่ทำร้ายทั้งโลกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดีมาก”

ทั้งนี้ สหรัฐแบนการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมทั้งมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่พุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่เหล่านี้จะสอดคล้องกับมาตรการของยุโรปและพันธมิตรในแถบอื่น

ขณะที่สหภาพยุโรปซึ่งน้ำเข้าก๊าซจากรัสเซียราว 45% กำลังพิจารณาขยายมารตการคว่ำบาตรให้รวมถึงการห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซ แต่เจ้าหน้าที่หลายรายเผยกับ AFP เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มาตรการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

ขณะที่ IMF ระบุว่า สงครามในยูเครนจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจยูโรโซน โดยลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ 2.8% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.9% เมื่อเดือน ม.ค.

อย่างไรก็ดี ปิแอร์ โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF เผยว่า ความเสี่ยงหลักต่อแนวโน้มดังกล่าวคือ การเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบนก๊าซของรัสเซีย ซึ่งจะทำให้เกิดการชะลอตัว “ค่อนข้างรุนแรง” ในระยะสั้นในประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี และหากเป็นเช่นนั้น “เราจะปรับลดการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของยูโรโซน”

REUTERS/Kevin Lamarque

ความแกร่งของฟินแลนด์ในสงครามที่ทำให้โซเวียตต้องขายหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681158

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 20:52 น.ความแกร่งของฟินแลนด์ในสงครามที่ทำให้โซเวียตต้องขายหน้า

และยูเครนก็อาจทำได้ เมื่อมองดูสถานการณ์จาก Winter War จะพบว่าการรุกรานของโซเวียตและ/หรือรัสเซียอ้างเหตุผลคล้ายๆ กัน และอาจจบลงคล้ายๆ กัน

1. ฟินแลนด์เคยเป็นภาคตะวันออกของราชอาณาจักรสวีเดนจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ต่อมาจักรวรรดิรัสเซียได้ทำสงครามกับราชอาณาจักรสวีเดน โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องเมืองหลวงของรัสเซีย คือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่อยู่ใกล้กับชายแดนของฟินแลนด์ และในที่สุดก็นำไปสู่การยึดครองและการผนวกฟินแลนด์และการแปรสภาพฟินแลนด์เป็นรัฐกันชนอิสระ

2. จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 รัสเซียเริ่มพยายามกลืนฟินแลนด์โดยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ แต่พยายามเหล่านั้นสะดุดลงไปเพราะความขัดแย้งภายในของรัสเซีย ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และการปฏิวัติรสเซียโค่นล้มระบอบจักรวรรดิและแทนที่สหภาพโซเวียต วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2460 วุฒิสภาฟินแลนด์ก็ประกาศเอกราช สหภาพโซเวียตก็ยอมรับรัฐบาลฟินแลนด์

3. ในฟินแลนด์เองแม้จะได้รับเอกราช แต่เกิดสงครามกลางเมืองยาวนานหลังจากนั้น ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายชาตินิยม และทำให้โซเวียตต้องเข้าไปแทรกแซงบางครั้งส่วนฝ่ายคอมมิวนิสต์ฟินแลนด์ก็เข้าไปอาสัยในสหภาพโซเวียตเพื่อเป็นฐานที่มั่นเคลื่อนไหวทางการเมืองและลอบสังหารฝ่ายชาตินิยม

4. ขณะเดียวกับฝ่ายชาตินิยมในฟินแลนด์ก็ส่งกำลังเข้ามายุยงปลุกปั่นคนฟินแลนด์ในโซเวียตที่อาศัยในกาเลเรียตะวันออก (East Karelia) ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของสหภาพโซเวียตที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนชาวฟินแลนด์โบราณ แต่ต้องอยู่ในการปกครองของแผ่นดินรัสเซีย การปลุกปั่นของฟินแลนด์ทำให้เกิดกรณีการลุกฮือในกาเลเรียตะวันออก (East Karelian uprising) ที่ลงท้ายด้วยการที่โซเวียตและฟินแลนด์ทำข้อตกลงไม่ล้ำพรมแดนกัน ต่อมาเมื่อสตาลินผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำสหภาพโซเวียต คิดว่าขบวนการโปรฟินแลนด์ในกาเรเลียเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเลนินกราด (อดีตเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) และพื้นที่และแนวป้องกันของฟินแลนด์สามารถนำมาใช้เพื่อบุกสหภาพโซเวียตหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของกองทัพเรือโซเวียตได้

5. เมื่อสตาลินได้รับอำนาจอย่างสมบูรณ์จากการกวาดล้างครั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองใหญ่ในปี พ.ศ. 2481 โซเวียตได้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของต่อฟินแลนด์ และเริ่มจริงจังกับการการยึดครองฟินแลนด์โดยมองว่าฟินแลนด์คตือแคว้นของรัสเซียที่ต้องสูญเสียไปไประหว่างการปฏิวัติรัสเซียและสงครามกลางเมืองรัสเซียเกือบสองครั้งเมื่อหลายสิบปีก่อน

6. บรรดาผู้นำโซเวียตเชื่อว่าพรมแดนที่ขยายออกไปให้เหมือนกันสมัยจักรวรรดิรัสเซียเดิมนั้นจะช่วยรักษาความปลอดภัยอาณาเขตของโซเวียตและพวกเขาต้องการให้เลนินกราด ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนฟินแลนด์เพียง 32 กม. มีความปลอดภัยในระดับที่ใกล้เคียงกันเพื่อต่อต้านอำนาจที่เพิ่มขึ้นของนาซีเยอรมนีที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

7. ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2482 โซเวียตได้ติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศฟินแลนด์ รูดอล์ฟ ฮอลสติ และนายกรัฐมนตรี ไอโม คายันเดอร์ ของฟินแลนด์ โดยระบุว่าโซเวียตไม่ไว้วางใจเยอรมนี และอาจเกิดสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ และโซเวียตจะไม่นิ่งนอนใจ โดยจะส่งทหารมาต้านศัตรูเสียแต่เนิ่นๆ นั่นหมายความว่าโซเวียตต้องการดินแดนของฟินแลนด์เมื่อใช้เป็นแนวต้าน แต่ฟิแลนด์ไม่ยอมและยืนยันว่าฟินแลนด์จะเป็นกลาง

8. ตอนแรกนั้นโซเวียตกับนาซีเยอรมันพยายามสร้างดุลอำนาจอย่างประนีประนอมระหว่างกันผ่าน “กติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบินทร็อพ” (Molotov–Ribbentrop Pact) โดยโซเวียตและนาซีเยอรมันตกลงจะไม่รุกรานกันและกัน และประเทศทั้งสองจะไม่เข้ากับพันธมิตรใดๆ ที่โจมตีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สัญญานี้ลงนามกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2482

9. ข้อตกลงนี้ยังเป็นการแบ่งอำนาจกันยึดครองประเทศเล็กๆ ในอาณาบริเวณโดยรอบของทั้งสองด้วย คือ เยอรมนีและสหภาพโซเวียตได้ร่วมกันบุกครองโปแลนด์แล้วแบ่งพื้นที่ปกครองกันคนละฝั่ง (กรณีนี้เป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป) และยังมีข้อตกลงลับยกเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนียและดินแดนทางตอนเหนือของโรมาเนียเข้าไปอยู่ในเขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียต และฟินแลนด์ก็ถูกข้อตกลงนี้ยกให้เป็นเขตอิทธิพลของโซเวียต

10. เมื่อวันที่ 17 กันยายน โซเวียตบุกโปแลนด์ฝั่งตะวันออกส่วนนาซีรุกรานฝั่งตะวันตก และในไม่ช้าโซเวียตกก็ผนวกเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ทั้งหมดถูกบังคับให้ยอมรับสนธิสัญญาที่อนุญาตให้โซเวียตสร้างฐานทัพทหารบนดินแดนของประเทศเหล่านี้ และประเทศเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซวียตไปจนถึงปี 1989 – 1991

11. ฟินแลนด์คือรายต่อไปแน่นอน ฟินแลนด์รู้ตัวดี จึงเริ่มระดมพลทีละน้อย ส่วนโซเวียตได้เริ่มระดมกำลังอย่างเข้มข้นใกล้ชายแดนฟินแลนด์มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2482 แผนปฏิบัติการที่โซเวียตทำขึ้นในเดือนกันยายนเรียกร้องให้เริ่มการบุกรุกในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่จะบุก โซเวียตเชิญผู้แทนฟินแลนด์มายื่นคำขาดก่อน โดยขอดินแดนคอคอดกาเรเลียนระยะ 30 กม. ทางตะวันออกและให้ฟินแลนด์ให้ทำลายป้อมปราการที่มีอยู่ทั้งหมดบนคอคอดกาเรเลียน ขอเกาะในอ่าวฟินแลนด์และคาบสมุทรรือบาชือ และฟินแลนด์จะต้องเช่าคาบสมุทรอันโคเป็นเวลา 30 ปี และอนุญาตให้โซเวียตตั้งฐานทัพที่นั่นได้ แต๋โซเวียตจะแลกกับดินแดนในแคว้นกาเลเรียตะวันออกให้รวมแล้วมากกว่าที่ขอจากฟินแลนด์ 2 เท่า

12. ข้อเสนอเหล่านี้ทั้งสองฝ่ายเถียงกันไปเถียงกันมา ท้ายที่สุดยังไม่ได้ได้ข้อสรุป โซเวียตก็ลงมือรุกรานฟินแลนด์ก่อน ซึ่งก่อนสงคราม สตาลินและผู้นำกองทัพโซเวียตบางคนคาดหวังชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยที่กองทัพแดงเพิ่งเสร็จสิ้นการบุกโจมตีโปแลนด์ตะวันออกโดยเสียทหารน้อยกว่า 4,000 คน หลังจากที่เยอรมนีโจมตีโปแลนด์จากทางตะวันตกแล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็แบ่งโปแลนด์กันปกครอง

13. แต่แม่ทัพโซเวียตบางคนไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น เพราะสภาพภูมิประเทศของฟินแลนด์เต็มไปด้วยทะเลสาบ หนองบึง ป่าเขา และไร้ถนน ยิ่งแม่ทัพโซเวียตบางคนคิดจะเอาอย่างการกลยุทธ์บุกแบบสายฟ้าแลบของพวกนาซี ( Blitzkrieg) ยิ่งไม่เหมาะกับพื้นที่นี้ เพราะการบุกแบบ Blitzkrieg เหมาะกับพื้นที่ราบและมีถนนหนทางพอสมควรในพื้นที่ยุโรปกลาง ตางจากฟินแลนด์ที่ค่อนข้างทุรกันดาร

14. ว่ากันด้วยกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วฟินแลนด์ด้อยกว่าโซเวียตมาก แต่พวกเขามีสภาพภูมิประเทศที่เป็นใจ แนวพรมแดนที่ติดต่อกับสหภาพโซเวียตถึง 1,340 กิโลเมตรนั้นแม้จะยาวมากก็จริง แต่มันบุกเข้ามาลำบากเพราะไม่มีถนนหนทางเอาเลย มีแต่ทางลูกรังไม่กี่สายเท่านั้น จุดอ่อนของฟินแลนด์อีกเรื่องคือสังคมที่ยังประสานกันไม่ติดเนื่องจากสงครามกลางเมือง ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขาว (อนุรักษ์นิยม, เสรีประชาธิปไตย และทุนนิยม) และฝ่ายแดง (ฝ่ายแรงงาน, สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์)

15. เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 กองกำลังโซเวียตก็บุกฟินแลนด์โดยแบ่งเป็น 21 กองพล รวม 450,000 นาย และทำการทิ้งระเบิดกรุงเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ร้องเรียนต่อสันนิบาตชาติเรื่องการรุกรานของสหภาพโซเวียต สันนิบาตจึงขับไล่สหภาพโซเวียตออกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2482 และตักเตือนสมาชิกให้ช่วยเหลือฟินแลนด์

16. แม้ว่าจะเผชิญกับกองกำลังที่เหนือกว่าในทุกด้านและสังคมที่ยังแตกแยก แต่ก็เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น เมื่อชาวฟินแลนด์ทุกหมู่เหล่าที่เคยไม่สามัคคีกันเพราะอุดมการณ์การเมืองที่ต่างกัน หันมาร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านผู้รุกราน สิ่งนี้เรียกว่า “จิตวิญญาณแห่งสงครามฤดูหนาว” (Talvisodan henki) โดยเฉพาะชนชั้นแรงงงานและฝ่ายสังคมนิยมที่ก่อนหน้านี้เชื่อมันในโซเวียต (เพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน) หันมาสนับสนุนรัฐบาลที่ชอบธรรมที่เฮลซิงกิ แทนที่จะสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดฝ่ายสังคมนิยมที่โซเวียตตั้งขึ้นมา

17. วิธีการรบกับกองทัพใหญ่กว่าที่ได้ผลคือการรบแบบกองโจร ซึ่งฝ่ายฟินแลนด์ใช้วิธีนี้ได้ผลในหลายสมรภูมิทำให้โซเวียตต้องล่าถอยไปอย่างไม่น่าเชื่อ บวกกับความชำนาญพื้นที่และความเชี่ยวชาญในการใช้สกี รวมถึงการซุ่มโจมตีทำให้การรบของฟินแลนด์เหนือกว่าจนเอาชนะโซเวียตได้ในบางสมรภูมิ เช่น สมรภูมิถนนราอาเท โซเวียตเสียชีวิต 7,000–9,000 คน ขณะที่ฟินแลนด์เสียไปเพียง 400 กองทหารฟินแลนด์ยังยึดรถถัง ปืนใหญ่ ปืนต่อต้านรถถัง รถบรรทุกหลายร้อยคัน ม้าเกือบ 2,000 ตัว ปืนไรเฟิลหลายพันกระบอก และอาวุธยุทโธปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นจำนวนมาก

18. “สงครามฤดูหนาว” ยังสมชิ่อของมันเพราะอุณหภูมิที่หนาวจัดในช่วงเดือนมกราคมปีนั้น แม้ว่าทหารโซเวียตและฟินแลนด์จะทนทานความหนาวได้พอๆ กัน แต่เมื่อพวกกับสภาพพื้นที่โหดหินแล้ว โซเวียตกลับด้อยกว่า เช่นการรบที่แลปแลนด์ ในช่งวงฤดูหนาวพื้นที่นั้นม่มีแสงแดดเลย มีแต่ความมืดที่เกือบจะคงที่และอุณหภูมิสุดขั้วของฤดูหนาวที่แลปแลนด์เป็นประโยชน์ต่อฟินแลนด์ เอื้อต่อการรบแบบกองโจรโจมตีสายส่งเสบียงและการลาดตระเวนของสหภาพโซเวียต เป็นผลให้ขบวนการโซเวียตต้องชะงักทั้งๆ กำลงพลเหนือกว่าฝ่ายฟินแลนด์มาก

19. สตาลินไม่พอใจกับผลการรบในเดือนธันวาคมอย่างมาก ส่วนกองทัพแดงก็ต้องขายหน้า เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สามของสงคราม สหภาพโซเวียตทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออธิบายความล้มเหลวของกองทัพโซเวียตต่อประชาชนโดย กล่าวโทษภูมิประเทศที่ทุรกันดารและสภาพอากาศที่เลวร้าย และการอ้างว่าแนวมานเนอร์ไฮม์ (Mannerheim Line) ซึ่งเป็นแนวปราการที่ฟิอนแลนด์ตั้งไว้ต้านการรุกของโซเวียต นั้นแข็งแกร่งกว่าแนวมาฌีโน (Maginot Line) ที่ฝรั่งเศสสร้างเอาไว้ต้านทานการรุกของยอรมนี และยังอ้างว่าพวกอเมริกันได้ส่งนักบินที่ดีที่สุด 1,000 คนมาช่วยฟินแลนด์

20. ในวลาต่อมาโซเวียตปรับยุทธวธีการรบใหม่ แทนที่จะบุกแบบเบ็ดเสร็จซึ่งไม่ได้คืบหน้าแถมยังแพ้ในบางสมรภูมิ มาเน้นที่การรุกกาเรเลียน ซึ่งเป็นพื้นที่แคบๆ เชื่อต่อระหว่างเลนินกราดกับพรมแดนฟินแลนด์และมีแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของฟินแลนด์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ กองทัพแดงเริ่มโจมตีครั้งใหญ่ โดยระดมยิงปืนใหญ่ถล่มแนวฟินแลนด์ซึ่งใน 24 ชั่วโมงแรกของการยิงถล่มใช้กระสุนปืนถึง 300,000 นัด

21. ทหารฟินแลนด์เข้าหลบภัยภายในป้อมปราการจากการทิ้งระเบิดและอกมาซ่อมแซมความเสียหายในตอนกลางคืน แต่สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความอ่อนล้าในสงครามอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวฟินน์ ซึ่งสูญเสียทหารกว่า 3,000 นายในสงครามสนามเพลาะและการยิงถล่มแบบไม่หยุดหย่อน หลังจาก 10 วันของการระดมยิงด้วยปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง โซเวียตได้บุกทะลวงคอคอดกาเรเลียนตะวันตกได้สำเร็จ แต่แม้ฝ่ายฟินแลนด์จะล่าถอยไปบ้างและมีกำลังคนน้อยกว่า จนแล้วจนรอดในเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังต้านการรุกของโซเวียตไว้ได้จนการรบไม่คืบหน้า

22. ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นที่ชัดเจนว่ากองกำลังของฟินแลนด์ใกล้จะหมดแรงอย่างรวดเร็ว ฝ่ายโซเวียตก็มีผู้บาดเจ็บล้มตายสูง และผลการรบที่ออกมายังเป็นที่ขายหน้าต่อบรรดาผู้นำโซเวียต ทั้งยังมีความเสี่ยงที่ฝรั่งเศส-อังกฤษจะเข้ามาแทรกแซง เมื่อฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาและหิมะละลายกองกำลังโซเวียตก็เสี่ยงที่จะจมโคลนอยู่ในป่ากลายเป็นเป้าหนิ่งให้ถูกโจมตี

23. แต่รัฐบาลฟินแลนด์ก็ตระหนักเช่นกันว่าความช่วยเหลือดด้านการทหารของฝรั่งเศส-อังกฤษอาจจะไม่มาถึงทันเวลา เนื่องจากนอร์เวย์และสวีเดนไม่อนุญาตให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเดินทางผ่าน จึงแทบไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับเงื่อนไขของสหภาพโซเวียตที่ขอให้ฟินแลนด์ยกพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ให้ นั่นคือแคว้นกาเลเรียบางส่วนและคอคอดคาเลเรียน ประธานาธิบดี คเยิสต์ คัลลิโอ ฟินแลนด์รู้สึกเจ็บปวดและไม่ยินยอมที่จะมอบดินแดนใด ๆ ให้กับสหภาพโซเวียต แต่ถูกบังคับให้ตกลงที่จะลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพมอสโกแต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเงื่อนไขนี้ได้

24. ในสงครามครั้งนี้ ความคิดเห็นของโลกส่วนใหญ่สนับสนุนฟินแลนด์ และเห็นว่าการรุกรานของสหภาพโซเวียตไม่ยุติธรรม แม้ว่าฟนิแลนด์จะสูญเสียดินแดนไปพอสมควรและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่งหนัก แต่ว่าด้วยจำนวนความสูญเสียเป็นรายบุคคล ฝ่ายโซเวียตสูญเสียถึง 321,000–381,000 คน ส่วนฟินแลนด์สูญเสียไป 70,000 คน โซเวียตยังสูญเสียยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากเหลือเชื่อ เช่น รถถังประมาณ 1,200–3,543 คัน (ฟินแลนด์เสียไป 20–30) เสียเครื่องบินรบ 261–515 ลำ (ฟินแลนด์เสียไป 62 ลำ)

25. แน่นอนว่า สหภาพโซเวียตได้สิ่งที่ต้องการมากกว่าสิ่งที่เสนอไปก่อนสงคราม แต่ความสูญเสียมหาศาลของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ สะท้อนถึงความมั่นใจตัวเองมากกเกินไปของฝ่ายนำในโซเวียตและยังดำเนินยุทธวิธีการรบที่ผิดพลาดและเลินเล่อหลายครั้ง (บางครั้งมั่นใจในชัยชนะถึงกับเตรียมเดินสวนสนามแต่กลับแพ้ยับเยิน) ความผิดพลาดหนึ่งในนั้นมากจากโครงสร้างการบัญชาการของโซเวียต ที่จะใช้อำนาจบัญชาการแบบบนลงล่างเหมือนกองทัพทั่วๆ ไป กลับส่ง “คอมมิสซาร์” หรือผู้แทนฝ่ายการเมืองมาร่วมแสดงความเห็นในแนวหน้าด้วย ทำให้การรบรวนเรไม่สมเหตุผล หลังจากสงครามนี้่โซเวียตจะเลิกใช้แนวทาง “การเมืองนำการทหาร” แบบนี้ไประยะหนึ่งเพราะทราบแล้วว่ามันหายนะแค่ไหน

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพจาก Finna (CC BY 4.0)

สหรัฐพยายามเป็นฮีโร่ของโลก แต่กลับละเลยพลเมืองของตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681147

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 19:00 น.สหรัฐพยายามเป็นฮีโร่ของโลก แต่กลับละเลยพลเมืองของตัวเอง

“นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินจากเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพูดถึงผู้นำของเราในสหรัฐที่พยายามเป็นวีรบุรุษของโลก แต่กลับไม่มีใครรู้วิธีช่วยเหลือพลเมืองของตัวเอง”

สหรัฐ ประเทศที่คนไทยหลายๆ คนอยากย้ายไปตั้งรกรากด้วยความหวังว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศในฝันแห่งนี้กลับมีคนไร้บ้านมากมายต้องอยู่อย่างไร้คนเหลียวแลจากรัฐบาล ทั้งๆ ที่สหรัฐส่งเงินหรือความช่วยเหลือต่างๆ ไปช่วยประเทศอื่นไม่รู้กี่ล้านดอลลาร์

คลิปวิดีโอในยูทูบของ FigNews เรื่อง sad life of homeless people in America (ชีวิตที่น่าเศร้าของคนไร้บ้านในอเมริกา) พาไปดูสภาพชีวิตของคนไร้บ้านตามที่ต่างๆ บางคนต้องนอนกันบนทางเท้าริมถนนโดยไม่มีอะไรกันแดดกันฝน บางคนดีขึ้นมาหน่อยก็ยังพอมีรถยนต์ให้อาศัยหลับนอนต่างบ้าน

ใต้คลิปมีการแสดงคามคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสังคมของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

Mike As บอกว่า “นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินจากเด็กสาวคนหนึ่ง เธอพูดถึงผู้นำของเราในสหรัฐที่พยายามเป็นวีรบุรุษของโลก แต่กลับไม่มีใครรู้วิธีช่วยเหลือพลเมืองของตัวเองอย่างฉัน ครั้งหนึ่งฉันเป็นผู้หญิงที่มีความสุขเหมือนลูกสาวคุณและไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์จนโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

ฉันสูญเสียพ่อแม่ในวัย 19 ฉันสิ้นหวังและไม่มีใครช่วยฉันได้เลย ครอบครัวฉันยากจนและไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ต้องหาเงินจ่ายค่าเช่าอพาร์ตเม้นต์อย่างยากเย็นทุกเดือน ฉันถูกไล่ออกจากอพาร์ตเม้นต์ ฉันสูญเสียที่ที่หนึ่งที่มีความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อแม่

ฉันสิ้นหวังและเชื่อผู้ชายคนหนึ่งที่คิดว่าเขาแคร์ฉันหลังจากต้องนอนตามพื้นมา 8 เดือน เขาให้คุกกี้แห่งความสุขฉันแล้วพาฉันไปสนุกกับชีวิตของเขาโดยใช้ XXXX ตอนนี้ก็ 5 ปีแล้วที่ฉันติดมัน ฉันไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มาเท็กซัสได้ไงและมาทำไม ฉันได้ยินว่าบรรดาผู้นำช่วยฉัน แต่พวกเขาทำเงินจากเรา พวกเราไร้บ้าน ไม่มีใครได้ยินเสียงเราหรอก

วันหนึ่งในมิสซิสซิปปีบ้านเกิดของฉัน คิดว่าตำรวจจะมาช่วยฉัน แต่เขากลับจ่ายเงินซื้อฉันเพื่อตัวเอง ฉันทำเพื่อหาเงินประทังชีวิต ไม่มีใครยื่นมือช่วยฉันจนกระทั่งฉันเจอคนหนึ่งที่ฉันคิดว่าเขารัก เมื่อนานมาแล้วฉันเคยเป็นเด็กหญิงที่มีความสุข”

เจ้าของเคอมเม้นต์นี้เล่าว่า เขาพยายามช่วยเธอและพาไปบ้านพักแต่เธอกลัว “นี่คือประเทศของเรา เราเป็นคนเหมือนกัน และเราต้องลุกขึ้นมาช่วยกันก่อนที่มันจะแย่ไปกว่านี้”

AbelMalcolm บอกว่า “สิ่งที่คนไม่รู้คือมีโครงการของรัฐบาลที่พร้อมจะช่วยเหลือคนยากไร้ แต่คุณต้องมีวุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัยจึงจะหาวิธีสมัครโปรแกรมเหล่านี้ได้ เพราะระบบราชการและความล่าช้า และกฎเกณฑ์ละเอียดยิบย่อยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนที่มีสุขภาพจิตดีเป็นบ้าได้

ยกตัวอย่างเช่น มีโครงการแสตมป์แลกอาหารที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ที่บัตรเดบิต (ที่มีเงิน) จะถูกส่งไปที่บ้านของคุณถ้าคุณไม่มีเงินซื้ออาหาร คุณสามารถใช้บัตรเดบิตนั้นซื้อของชำ แต่เจ้าหน้าที่ก็จะบอกกับคุณด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า คุณเป็นคนไร้บ้านคุณเลยไม่มีสิทธิ์ได้ เพราะไม่มีที่อยู่ที่จะส่งบัตรไปให้ บางคนได้บัตรเดือนละ 200 ดอลลาร์ แต่ฉันเคยเห็นบางคนที่จนมากๆ ได้แค่เดือนละ 15 ดอลลาร์ เพราะพวกเขาไม่สามารถหาเอกสาร หรือไม่สามารถกรอกแบบฟอร์มใบสมัครที่สับสนอย่างยิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

สื่อของเรา และรัฐบาลคอยบอกเราอยู่เสมอว่าเราสามารถทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับและทำสงครามที่น่าสยดสยองในสถานที่ต่างๆ เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก ลิเบีย เยเมน ยูโกสลาเวีย ยูเครน ฯลฯ แต่กลับไม่สามารถหาบ้านให้คนไร้บ้าน”

นอกจากนี้ ยังมีคนพูดถึงประเด็นการขึ้นค่าเช่าในช่วงวิกฤตว่ารัฐบาลเอาใจนายทุนเกินไปหรือไม่ อาทิ Tony Rushing บอกว่า “น่าเศร้าที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็นคนไร้บ้านหากค่าเช่ายังคงเพิ่มขึ้น ถ้าคุณโสดคุณจะลำบากในการหาอพาร์ตเม้นต์ที่ถูกกว่าเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ นับจากวันที่ 1 เม.ย.ผมน่าจะต้องอาศัยอยู่ในรถ

เราต้องตัดสินใจระหว่างรถเส็งเคร็งที่ไม่มีค่าผ่อนและการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้อยู่อพาร์ตเม้นต์ดีๆ หรืออพาร์ตเม้นต์สลัมเส็งเคร็ง เพื่อให้มีรถใหม่พร้อมกับค่าผ่อน แต่ต้องกังวลว่าจะมีคนขโมย ถอดชิ้นส่วน หรือทำลายมัน

ต้องมีการลงมือทำบางอย่างเกี่ยวกับค่าเช่าที่พุ่งขึ้นแบบน่าเกลียด บางทีประชากร 90% น่าจะหันมาอาศัยในรถนะเจ้าของอพาร์ตเม้นต์จะได้ขาดเงินแล้วอาจจะลดค่าเช่าให้ ถ้าคุณยังโสดและต้องจ่ายค่าผ่อนรถ แล้วทำงานได้ชั่วโมงละ 20-20 ดอลลาร์ก็โชคร้ายหน่อยนะ”

mytakeonthis บอกว่า “การเห็นความยากจนที่เพิ่มขึ้นจากวิดีโอใน Youtube ทำให้ฉันหยุดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญกับประเด็นอื่นๆ มากกว่า ปัญหาความยากจนดูเหมือนจะเป็นความสำคัญลำดับ 2 หรือ 3 ซึ่งเราก็ได้แต่คาดเดาเอาเท่านั้น ไม่ใช่นักการเมืองหรอกหรือที่รับปากตอนหาเสียง ตอนสาบานตนว่าพวกเขาจะรับใช้ประชาชน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเหล่านั้น สัญญาไม่เป็นสัญญา

ฉันรู้สึกเห็นใจใครก็ตามที่ต้องอยู่ในสภาพตกต่ำเช่นนี้ไม่ว่าจะพบเห็นที่ไหน ฉันคิดว่าถ้าทุกประเทศหยุดผลิตอาวุธเพื่อทำลายล้างกัน จะไม่มีใครต้องหิวโหย ทุกชีวิตคงจะได้มีความสุขอยู่บนชายหาด สกีบนเทือกเบาแอลป์ หรือรับแสงแดดตอนเช้าอยู่ในสวนสาธารณะสักทีแล้วสูดดมความสดชื่นของต้นหญ้า นั่นไม่ใช่ความคิดที่ผู้นำโลกทุกคนจะต้องพิจารณาหรอกหรือ ฉันว่ามันคงเป็นเพียงฝันของคนธรรมดาๆ อย่างฉันที่เพ้อฝันไปเรื่อย ยังดีที่ยังไม่มีใครมาควบคุมความฝันของเราได้”

Robert Smith บอกว่า “บรรดาวุฒิสมาชิกและสภาคองเกรสทั้งหลายทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันสามารถตกลงร่วมกันและยกมืออนุมัติงบเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์เพื่อซื้ออาวุธทันทีโดยไม่ต้องคิด พวกเขาไม่ต้องถกเถียงกันหรือคิดทบทวนเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องคนไร้บ้านหรือระบบประกันสุขภาพ พรบ.ประกันสุขภาพคือปัญหาหลัก ให้ตายเถอะ ทั้งสองพรรคนั่นแหละ”

Lloyd Stancliff บอกว่า “ถ้าคุณคิดว่านี่มันน่าหดหู่แล้ว ลองมองคนไร้บ้านในลอลแองเจลิส พอร์ทแลนด์ และซีแอตเทิลดู อีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าจะมีคนไร้บ้านอีกหลายล้านคน เพราะความโลภของพวกเจ้าของบ้านเช่าและรัฐบาลที่ไร้ความสามารถของพวกเรา”

Edward Lomaseng บอกว่า “รัฐบาลของเราจำเป็นต้องหยุดให้เงินประเทศอื่น พวกเราต้องโต้แย้งรัฐบาลและบอกให้พวกเขารู้ว่าถึงเวลาที่ต้องดูแลประชาชนของตัวเองแล้ว”

Joe Lupinacci บอกว่า “นี่คือฟีนิกซ์ แอริโซนา สหรัฐ ผมเติบโตและเคยอยู่ที่นั่นมากว่า 40 ปี แต่ไม่ได้อยู่ที่นั่นมา 20 ปีแล้วแต่มาจากที่นั่น ผมบอกคุณได้เลยว่าบางที่ในคลิปคือแถวย่านดันแล็บ และถนนอินเตอร์สเตต 17 เมื่อ 20 ปีที่แล้วแถวนั้นไม่มีคนไร้บ้าน สหรัฐแก้ปัญหาความยากจนได้โคตรแย่ มันอยู่ห่างจากโต๊ะการอภิปรายทางการเมืองเท่าๆ กับระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์นั่นแหละ บางคนที่เป็นคนประเทศอื่นที่เข้ามาคอมเม้นต์บอกว่ามันดูเหมือนสถานที่ที่สภาพชีวิตแย่มากๆ ผมเห็นด้วย พวกเรากลายเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย??”

Mangal Dhillon Channel บอกว่า “มันน่าเศร้ามากที่ต้องเห็นคนทุกข์ยากขนาดนี้ในสหรัฐ!!! สหรัฐอ้างว่าเป็นมหาอำนาจได้อย่างไรในเมื่อพลเมืองของตัวเองตกอยู่ในสภาพเลวร้ายเช่นนี้??? สหรัฐให้ความสำคัญกับอาวุธและสงครามได้อย่างไรในเมื่อพลเมืองของตัวเองยังไม่สามารถซื้ออาหารหรือมีหลังคาคุ้มหัว???!!! ผมโมโหมากๆ และเสียใจมากระหว่างที่ดูคลิปนี้ ขอพระเจ้าโปรดช่วยคนยากคนจนในสหรัฐด้วย อาเมน”

Savita Bruno บอกว่า “มันน่าเศร้าและใจสลายมากที่ได้เห็นคนไร้บ้านในสหรัฐ ประเทศที่ร่ำรวยไม่สามารถช่วยเหลือพลเมืองของตัวเอง พวกเขามีเงินและอาวุธไปโจมตีประเทศอื่น ขอพระเจ้าโปรดเมตตาคนไร้บ้านเหล่านี้ด้วย”

REUTERS/Shannon Stapleton

การสังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค อังกฤษติดหนี้ชีวิตคนอินดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681141

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 17:30 น.การสังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค อังกฤษติดหนี้ชีวิตคนอินดีย

เมื่อผู้นำอังกฤษกดดันอินเดียต้านรัสเซีย แต่อินเดียทวงคำขอโทษสังหารหมู่

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษเดินทางเยือนอินเดียในวันนี้ (21 เม.ย.) เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และขอให้ นเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย สนับสนุนการดำเนินการของชาติตะวันตกเพื่อตอบโต้รัสเซีย ตลอดจนเสนอตัวเพื่อช่วยอินเดียลดการพึ่งพาน้ำมันและยุทโธปกรณ์ของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของจอห์นสันในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วย

รายงานจากรอยเตอร์สระบุว่าอินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและเป็นผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก งดออกเสียงในการลงคะแนนเสียงของสหประชาชาติที่ประณามรัสเซียสำหรับการบุกรุกยูเครน และไม่ได้ร่วมมือกับชาติตะวันตกในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งแม้ว่าอินเดียจะใกล้ชิดกับตะวันตกมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังต้องพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากรัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนและปากีสถาน

ขณะที่อินเดียยังคงทวงคำขอโทษจากอังกฤษสำหรับเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาคเมื่อกว่า 100 ปีก่อน

Zee News เว็บไซต์ข่าวของอินเดียรายงานในเดือนนี้ว่าภายหลัง เหตุการณ์สังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค ในปี 1919 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน อินเดียยังไม่เคยได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากอังกฤษ และยังคงเป็นบาดแผลบนความสัมพันธ์ของอินเดียและอังกฤษจวบจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะผ่านมานานกว่า 103 ปีแต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็น “วันที่มืดมนที่สุด” ในหน้าประวัติศาสตร์ของอินเดีย

เหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 1919 ที่สวนสาธารณะจลิยานวาลาบาค ในเมืองอมฤตสระ รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย เมื่อนายพลเรจินัลด์ ไดเยอร์ สั่งการให้กองกำลังทหารของกองทัพบริติชอินเดียเปิดฉากกราดยิงเข้าใส่พลเมืองชาวอินเดียผู้ปราศจากอาวุธ

โดยในวันนั้นชาวอินเดียหลายพันคนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะจลิยานวาลาบาค เพราะหลายคนไม่พอใจกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมโดยจักรวรรดิอังกฤษ และการจับกุมผู้นำท้องถิ่น 2 คน ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อ 3 วันก่อน แม้นายพลไดเยอร์ได้ออกประกาศห้ามประชาชนรวมกลุ่มชุมนุม แต่ประกาศนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่ไปอย่างทั่วถึงจึงมีชาวบ้านจำนวนมากรวมตัวกันที่สวนสาธารณะแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่มาที่นี่เนื่องในวันเวสาขี เทศกาลสำคัญของชาวฮินดูและซิกข์ ส่งผลให้ขณะนั้นมีผู้คนอยู่ที่นั่นราว 20,000 คน ตามรายงานของ Aljazeera

นายพลไดเยอร์ไปถึงที่นั่นพร้อมกับทหารหลายสิบนายพร้อมปิดกั้นทางออก และสั่งการให้ยิงปราบปรามประชาชนมือเปล่าโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของประชาชนที่พยายามหนีตาย บ้างก็ปีนกำแพง บ้างก็กระโดดลงบ่อน้ำ

“ซากศพจำนวนมากกองอยู่ตรงนั้น หงายหน้าบ้าง คว่ำหน้าบ้าง หลายคนเป็นเพียงเด็กไร้เดียงสาผู้น่าสงสาร” หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าว พร้อมเผยว่าสามีของเธอก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย

จลิยานวาลาบาค ในปี 1919 (Hermitage17/Wikipedia)

รัฐบาลได้รับการยืนยันผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่อยู่ที่ 379 คน ผู้บาดเจ็บประมาณ 1,200 คน โดย 192 คนบาดเจ็บสาหัส ขณะที่พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (INC) ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1,000 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,500 คน

เหตุการณ์นี้กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของขบวนการเอกราชของอินเดียที่ผลักดันให้อินเดียหลุดพ้นจากการปกครองของอังกฤษในที่สุด

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ตรัสว่าเหตุการณ์นี้น่าวิตกอย่างยิ่ง ขณะที่วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษเรียกว่าเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อน เช่นเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ซึ่งแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมองว่าเป็น “รอยแผลเป็นที่น่าอับอายในประวัติศาสตร์บริติชอินเดีย”

อย่างไรก็ตาม นายพลไดเยอร์ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดปกป้องการกระทำของตัวเองโดยเขียนในจดหมายว่าเขาโจมตีฝูงชนเพราะพวกเขา “รวมตัวกันก่อบกฏต่อราชบัลลังก์อังกฤษอย่างเปิดเผย”

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น นายพลไดเยอร์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อเขากลับไปยังอังกฤษ และได้รับมอบดาบประดับเพชรพร้อมจารึกว่า “ผู้กอบกู้ปัญจาบ” (Saviour of Punjab) เขาไม่เคยเข้าคุกหรือได้รับการลงโทษใดๆ สำหรับการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารหมู่

หลังจากนั้นในปี 1947 อินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตาม Zee News ระบุว่ากว่า 100 ปีที่ผ่านมาอินเดียไม่เคยได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากผู้นำอังกฤษเลย และเหตุการณ์นี้ยังคงเป็นบาดแผลบนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา Times of India รายงานว่าสตีเฟน บอนนาร์ สมาชิกรัฐสภาของอังกฤษเรียกร้องให้อังกฤษขอโทษต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค โดยกล่าวว่าประเทศในเครือจักรภพยังคงรอคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

ภาพ: พิธีอาลัยเนื่องในโอกาสครบรอบ 103 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จลิยานวาลาบาค เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2021 (NARINDER NANU / AFP)

ถ้ายุโรปไม่ซื้อน้ำมัน-ก๊าซรัสเซีย ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681144

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 17:00 น.ถ้ายุโรปไม่ซื้อน้ำมัน-ก๊าซรัสเซีย ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย

คำเตือนจาก ‘มารีน เลอ แปน’ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผู้ถูกมองว่าพันธมิตรของปูตินในโลกตะวันตก

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครณรงค์แห่งชาติ (Rassemblement national) มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) เชื่อว่าการสกัดกั้นการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียจะหมายถึงการทำ “ฮาราคีรี” สำหรับยุโรปเอง แต่จะไม่เป็นอันตรายต่อรัสเซียเอง

“เราไม่สามารถกระทำฮาราคีรีด้วยความหวังที่จะทำร้ายรัสเซีย” เธอกล่าวระหว่างการอภิปรายทางโทรทัศน์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสในเย็นวันพุธ เลอ แปนและมาครงจะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกันในวันที่ 24 เมษายน

ทั้งนี้ “ฮาราคีรี” (Hara-kiri) ที่ เลอ แปน หมายถึงการฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้องในยุคซามูไรของประเทศญี่ปุ่น เรียกอีกอย่างว่า “เซ็ปปุกุ” (Seppuku) ในที่นี้หมายถึงการฆ่าตัวตาย

เลอ แปน ซึ่งสังกัดพรรคการเมืองฝ่ายขวาสุด ไม่เห็นด้วยกับการสั่งห้ามส่งก๊าซและน้ำมันของรัสเซีย เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อชาวฝรั่งเศส เธอบอกว่า “การคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียวที่ฉันไม่เห็นด้วยคือการปิดกั้นการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย ทำไมฉันไม่เห็นด้วย เพราะในความเป็นจริงแล้ว รัสเซียจะไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนของเรา”

ทั้งนี้ เลอ แปนเคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนของวลาดิมีร์ ปูตินและรัสเซียในอดีต โดยสนับสนุนให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นก่อนรัสเซียจะบุกยูเครนในปี 2022 เธอประณามสงครามในยูเครนอย่างรุนแรง แต่กล่าวว่ารัสเซีย “อาจกลายเป็นพันธมิตรของฝรั่งเศสอีกครั้ง” ถ้าสงครามจบลง

Photo – REUTERS/Christian Hartmann

รัสเซียลั่นยึดมารีอูปอลได้แล้ว กุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ในกำมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681127

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 15:33 น.รัสเซียลั่นยึดมารีอูปอลได้แล้ว กุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ในกำมือ

ปูตินลั่นนี่คือการปลดปล่อยเมือง และสั่งไม่ให้เข้าโจมตีฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายยูเครน แต่ให้ล้อมเอาไว้ก่อน

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ยกย่อง “การปลดปล่อย” เมืองมารีอูปอลโดยกองทัพรัสเซียในวันพฤหัสบดี หลังจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เซอร์เก ชอยกู บอกกับปูตินว่ารัสซียสามารถควบคุมเมืองท่าของยูเครนได้แล้ว นอกเหนือจากโรงงานเหล็กอาซอฟสตาลขนาดยักษ์ในเมือง

การเข้าควบคุมมารีอูปอลอย่างสมบูรณ์ในทะเลอาซอฟจะเป็นชัยชนะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับรัสเซีย โดยช่วยให้รัสเซียเชื่อมโยงไครเมียที่ถูกผนวกเข้ากับดินแดนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนรัสเซียในยูเครนตะวันออก

“มาริอูปอลได้รับอิสรภาพแล้ว” ชอยกูบอกปูตินระหว่างการประชุมทางโทรทัศน์ “ขบวนชาตินิยมที่เหลืออยู่หลบภัยในเขตอุตสาหกรรมของโรงงาน อาซอฟสตาล”

ชอยกูกล่าวว่าทหารยูเครนประมาณ 2,000 นายยังคงอยู่ในโรงงาน ซึ่งกลุ่มผู้ต่อต้านชาวยูเครนกลุ่มสุดท้ายใช้เป็นที่ปักหลัก โดยใช้เครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินของโรงงานแห่งนี้

ปูตินกล่าวว่า “การปลดปล่อย” เมืองมารีอูปอลถือเป็น “ความสำเร็จ” สำหรับกองกำลังรัสเซีย แต่สั่งให้ชอยกูยุติแผนการบุกโจมตีเขตอุตสาหกรรมอาซอฟสตาลโดยมองว่า “ไม่เหมาะ”

“ไม่จำเป็นต้องมุดเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินเหล่านี้และคลานไปใต้ดินผ่านโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ ให้ปิดกั้นเขตอุตสาหกรรมนี้เพื่อไม่ให้แม้แต่แมลงวันก็หนีไปได้” ปูตินกล่าว

เชื่อกันว่าพลเรือนหลายพันคนเสียชีวิตในเมืองนี้ ซึ่งถูกกองทัพรัสเซียปิดล้อมมานานกว่าหนึ่งเดือน โดยแทบไม่มีอาหาร น้ำ และไม่มีไฟฟ้าใช้

Photo – ทหารรัสเซียลาดตระเวนที่โรงละครมารีอูปอลซึ่งถูกทิ้งระเบิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ภาพนี้ถ่ายเมื่อเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2022 ในขณะที่กองทหารรัสเซียเร่งการรบเพื่อยึดเมืองท่าทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีครั้งใหญ่ที่คาดการณ์ไว้ทั่วยูเครนตะวันออก  *หมายเหตุบรรณาธิการ: ภาพนี้ถ่ายระหว่างการเดินทางที่จัดโดยกองทัพรัสเซีย* (ภาพโดย Alexander NEMENOV / AFP)