สบายไต! ญี่ปุ่นพัฒนา ‘ตะเกียบเสริมเค็ม’ ลดโซเดียมก็อร่อยได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681044

วันที่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 16:00 น.สบายไต! ญี่ปุ่นพัฒนา 'ตะเกียบเสริมเค็ม' ลดโซเดียมก็อร่อยได้

หลังจากพัฒนาจอทีวีรับรสไปแล้ว นักวิจัยชาวญี่ปุ่นคนนี้ยังได้คิดค้นตะเกียบเสริมรสเค็ม หวังช่วยคนลดโซเดียม

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าศาสตราจารย์โฮเมอิ มิยาชิตะ จากมหาวิทยาลัยเมจิ ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาตะเกียบไฟฟ้าที่ช่วยเสริมรสชาติเค็ม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการบริโภคโซเดียมแต่อาหารยังคงมีรสเค็มอยู่

ซึ่งนับว่าตอบโจทย์ชาวญี่ปุ่นที่มักบริโภคอาหารรสเค็ม โดยเฉลี่ยแล้วผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่นบริโภคเกลือประมาณ 10 กรัมต่อวัน ซึ่งมากกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 2 เท่า

การบริโภคโซเดียมที่มากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งของความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ เพื่อป้องกันโรคเหล่านี้จึงจำเป็นต้องลดปริมาณเกลือที่เราบริโภคลง แต่การทำเช่นนั้นทำให้เราต้องทนกินอาหารที่ไม่อร่อย หรือรสชาติไม่ถูกปาก

ศาสตราจารย์มิยาชิตะร่วมกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม Kirin Holdings Co. จึงพัฒนาตะเกียบเสริมรสเค็ม โดยระบุว่าตะเกียบคู่นี้จะช่วยเพิ่มรสชาติจากการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ติดอยู่บนสายรัดข้อมือของผู้ใช้งาน

ศาสตราจารย์มิยาชิตะเผยว่าอุปกรณ์นี้จะใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนเพื่อส่งไอออนโซเดียมจากอาหารผ่านตะเกียบไปยังปากของผู้บริโภค ทำให้ได้รับรสเค็มมากขึ้น 1.5 เท่า

ทั้งนี้ ตะเกียบดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาซึ่งคาดว่าจะวางขายได้ในช่วงต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์มิยาชิตะคือคนเดียวกับที่พัฒนาจอโทรทัศน์ต้นแบบที่สามารถเลียนแบบรสชาติอาหารได้ ซึ่งโพสต์ทูเดย์เคยรายงานไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

อุปกรณ์ตัวนี้เรียกว่า Taste the TV (TTTV) ซึ่งมีที่เก็บรสชาติไว้ถึง 10 รสชาติด้วยกัน โดยมันจะพ่นรสชาติต่างๆ ผสมกันเพื่อให้ออกมาเป็นรสชาติของอาหารบนแผ่นฟิล์มบนจอทีวีเพื่อให้ผู้ชมได้ลิ้มลอง โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย

ในการสาธิตให้กับผู้สื่อข่าว นักศึกษาคนหนึ่งสั่งการด้วยเสียงโดยบอกกับหน้าจอว่าอยากกินช็อกโกแลตหวานๆ จากนั้นระบบก็ทวนคำพูดของเธออีกครั้ง ก่อนที่หัวฉีดจะพ่นรสชาติออกมา

“มันเหมือนช็อกโกแลตนม หวานเหมือนซอสช็อกโกแลต” เธอกล่าวเมื่อได้ลิ้มลองรสชาติบนหน้าจอ

Photo by REUTERS/Issei Kato

เปิดความหวังยารักษาเอชไอวี นักวิทย์พบยีนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวของเชื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681051

วันที่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 17:00 น.เปิดความหวังยารักษาเอชไอวี นักวิทย์พบยีนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวของเชื้อ

นักวิทยาศาตร์เผยการค้นพบครั้งสำคัญในการพัฒนาวิธีรักษาเอชไอวีจากการใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน

ทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนำโดย จัดด์ ฮัลควิสต์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐ ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน CRISPR เพื่อค้นหายีนของเชื้อไวรัสเอชไอวีที่เป็นกุญแจสำคัญให้เชื้อแบ่งตัวและกระจายสู่เซลล์เม็ดเลือดของมนุษย์

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ใน nature communications ระบุว่า จากการใช้เทคโนโลยี CRISPR นักวิจัยพบยีน 86 ยีนที่มีส่วนสำคัญที่มีบทบาททำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีก่อโรค โดยมีอย่างน้อย 40 ยีนที่ไม่เคยถูกตรวจสอบมาก่อนว่ามีส่วนก่อโรค

ทีมนักวิทยาศาสตร์หวังว่า การค้นพบครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูไปสู่การพัฒนาวัคซีนหรือยารักษาเอชไอวี แม้จะยังอีกยาวไกลก็ตาม

ทั้งนี้ ในปัจจุบันจะมียาต้านเชื้อที่ช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยควบคุมเชื้อไวรัส แต่หากหยุดยาจะทำให้เชื้อกลับมาอีกครั้งและมีโอกาสกลายเป็นโรคเอดส์ ทว่ายังไม่มียารักษาให้หายขาด

REUTERS/Athit Perawongmetha

สหรัฐหวั่นอาวุธที่ส่งไปช่วยยูเครนหลุดไปอยู่ในมือฝ่ายอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681040

วันที่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 15:14 น.สหรัฐหวั่นอาวุธที่ส่งไปช่วยยูเครนหลุดไปอยู่ในมือฝ่ายอื่น

แม้แต่สหรัฐเองก็สุดจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับอาวุธมหาศาลที่ส่งไปช่วยยูเครน

แหล่งข่าวหลายรายเผยกับ CNN ว่า สหรัฐมีหนทางติดตามอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งขีปนาวุธต่อต้านรถถัง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ที่ส่งไปสนับสนุนยูเครนเพียงไม่กี่วิธี สาเหตุหลักเป็นเพราะสหรัฐไม่มีทหารอยู่ในยูเครน ขณะที่ระบบอาวุธชิ้นเล็กๆ ที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายกำลังหลั่งไหลเข้าไปในยูเครนอย่างต่อเนื่อง

แต่มันคือความเสี่ยงที่รัฐบาลไบเดนเต็มใจจะเสี่ยง

ในระยะสั้นสหรัฐมองว่าการส่งอาวุธมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐสำคัญอย่างยิ่งต่อศักยภาพของยูเครนในการสู้กับการรุกรานของรัสเซีย

ทั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐและนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมมองว่า ความเสี่ยงอยู่ที่ระยะยาว อาวุธเหล่านั้นบางส่วนอาจตกอยู่ในมือของกองทัพและกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ที่สหรัฐไม่ได้ตั้งใจจะส่งมอบอาวุธให้

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ได้รับการบรรยายสรุปข่าวกรองของสหรัฐเผยกับ CNN ว่า “เรามีความซื่อสัตย์ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เมื่อเข้าสู่เมฆหมอกแห่งสงคราม เราแทบจะไม่มีเลย มัน (อาวุธ) ตกลงไปในหลุมดำขนาดใหญ่ และไม่นานจากนั้นคุณแทบจะไม่รับรู้เกี่ยวกับมันเลย”

CNN ระบุว่า เจ้าหน้าที่กลาโหมรายหนึ่งเผยว่า ในการตัดสินใจที่จะส่งอาวุธและอุปกรณ์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไปยังยูเครน ฝ่ายบริหารของไบเดนได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ในท้ายที่สุดอาวุธบางส่วนอาจไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คาดคิด แต่ขณะนี้ฝ่ายบริหารมองว่าการจัดหาอาวุธให้ยูเครนไม่เพียงพอเป็นความเสี่ยงมากกว่า

เนื่องจากกองทัพสหรัฐไม่ได้เข้าไปในยูเครน ดังนั้นสหรัฐและนาโตจึงต้องพึ่งพาข้อมูลจากรัฐบาลยูเครนเป็นหลัก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเจ้าหน้าที่หลายคนทราบดีว่า ยูเครนมีแรงจูงใจที่จะให้ข้อมูลเฉพาะที่จะช่วยสนับสนุนให้ได้รับความช่วยเหลือ ได้รับอาวุธมากขึ้น และความช่วยเหลือทางการทูตมากขึ้น

เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งที่เชี่ยวชาญข่าวกรองตะวันตกเผยว่า “มันคือสงคราม ทุกสิ่งที่พวกเขาทำและพูดในที่สาธารณะล้วนมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้พวกเขาชนะสงคราม แถลงการณ์ต่อสาธารณทุกฉบับคือปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร ทุกการให้สัมภาษณ์ ทุกการปรากฏตัวออกอากาศของเซเลนสกีคือปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำผิดแต่อย่างใด”

CNN ระบุว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สหรัฐและตะวันตกได้แบ่งปันข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับรัสเซียที่ทางตะวันตกทราบ ไม่ว่าจะเป็นสต็อกอาวุธ ศัยภาพของกองทหาร สถานที่และชนิดของอาวุธที่รัสเซียจะใช้ให้กับยูเครน แต่สำหรับกองทัพยูเครน เจ้าหน้าที่ทราบดีว่าตะวันตก รวมทั้งสหรัฐยังมีช่องว่างของข้อมูลอยู่

รัฐบาลสหรัฐและประเทศสมาชิกนาโตจัดหาอาวุธให้ตามที่กองทัพยูเครนเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ Javelin หรือ Stinger หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของสโลวะเกียที่ถูกส่งไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

CNN ระบุว่า แหล่งข่าวที่เชี่ยวชาญในกรณีนี้เผยว่า โดยธรรมชาติแล้วขีปนาวุธ Javelin และ Stinger และปืนไรเฟิลและกระสุนติดตามยากกว่าอาวุธใหญ่ๆ อย่าง S-300 ซึ่งถูกขนส่งโดยรถไฟ และแม้ว่า Javelin จะมีหมายเลขกำกับ แต่ก็ติดตามการเคลื่อนย้ายและการใช้งานแบบเรียลไทม์ได้ยาก

สัปดาห์ที่แล้วสหรัฐเพิ่งส่งอาวุธหนัก รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 11 ลำ ปืนใหญ่ Howitzer ขนาด 155 มม. 18 กระบอก และโดรนพลีชีพ Switchblade อีก 300 ลำไปให้ยูเครน แต่อาวุธเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำมาใช้ และโดรน Switchblade นั้นเป็นโดรนที่ใช้ครั้งเดียวจึงทำให้ยากต่อการติดตาม

CNN ระบุว่า เจ้าหน้าที่กลาโหมระดับอาวุโสเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่สัปดาห์ที่แล้วว่า “ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่ามันอยู่ที่ไหนในยูเครนและตอนนี้ยูเครนกำลังใช้พวกมันอยู่หรือไม่ พวกเขาไม่ได้บอกเราทุกครั้งว่ายิงกระสุนไปกี่นัด ยิงใคร และยิงที่ไหน เราอาจจะไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าพวกเขาใช้ witchblade ไปเท่าไรแล้ว”

จากคำบอกกล่าวของ จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐคือ กระทรวงกลาโหมไม่ได้ทำตำหนิไว้ที่อาวุธที่ส่งไปให้ยูเครน และรถบรรทุกที่ขนอาวุธที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐจัดหาไปให้จะมีกองทัพยูเครนมารับในโปแลนด์แล้วขับเข้าไปยังยูเครน “จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับยูเครนว่าจะนำไปไหนและจะจัดสรรอย่างไรในประเทศ”

แหล่งข่าวจากสภาคองเกรสรายหนึ่งเผยว่า แม้ว่ากองทัพสหรัฐจะไม่ได้อยู่ในยูเครน แต่สหรัฐมีเครื่องมือในการสืบทราบสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากที่ยูเครนพูด

จอร์แดน โคเฮน นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมและนโยบายต่างประเทศจากสถาบัน CATO เผยว่า อันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่รายล้อมอาวุธที่หลั่งไหลเข้าสู่ยูเครนคือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอาวุธเหล่านั้นเมื่อสงครามสิ้นสุดลง หรือเปลี่ยนไปสู่การคุมเชิงที่ยืดเยื้อ

ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาส่งอาวุธไปต่างประเทศ อาทิ การส่งอาวุธไปอัฟกานิสถานของสหรัฐ เริ่มแรกเป็นการติดอาวุธให้กลุ่มมูจาฮีดีนสู้รบกับกองทัพโซเวียต จากนั้นเป็นการติดอาวุธให้กองกำลังอัฟกานิสถานสู้กับตอลีบัน

ทว่าสุดท้ายอาวุธเหล่านี้ รวมทั้งขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Stinger ก็หลุดไปอยู่ในตลาดมืดอย่างเลี่ยงไม่ได้

สหรัฐพยายามช่วงชิงขีปนาวุธ Stinger กลับคืนหลังสงครามโซเวียตในอัฟกานิสถาน แต่ก็ไม่สามารถตามคืนได้ทั้งหมด จนเจ้าหน้าที่บางรายกังวลว่าอาวุธที่หลุดลอดออกไปจะถูกกลุ่มตอลีบันนำมาใช้กับสหรัฐเมื่อครั้งที่สหรัฐบุกอัฟกานิสถานปี 2001

ส่วนอาวุธอื่นๆ สุดท้ายตกไปอยู่ในมือของฝ่ายศัตรู โดยอาวุธส่วนใหญ่ที่สหรัฐทิ้งไว้ช่วยกองกำลังอัฟกานิสถานกลายเป็นคลังแสงของตอลีบันหลังจากรัฐบาลและกองทัพอัฟกันล่มสลาย

ไม่เฉพาะในอัฟกานิสถานเท่านั้น อาวุธที่สหรัฐขายให้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนักรบที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์และอิหร่าน

CNN ระบุว่า เจ้าหน้าที่กลาโหมยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในยูเครน โดยเมื่อปี 2020 ผู้ตรวจการณ์กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้งานอาวุธที่ส่งไปยังยูเครน

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเผยว่า เมื่อพิจารณาจากความต้องการอาวุธและกระสุนของกองกำลังยูเครนในระยะสั้น ความเสี่ยงระยะยาวที่อาวุธที่จะไปอยู่ในตลาดมืดหรืออยู่ในมือของคนอื่นก็ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

โคเฮนบอกว่า “นี่อาจเป็นปัญหาในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันไม่ควรเป็นสิ่งที่เรากังวล ในบรรดากระสุนกว่า 50 ล้านนัด ทั้งหมดนั้นไม่ได้ถูกใช้เพื่อสู้กับรัสเซียเท่านั้น สุดท้ายแล้วกระสุนนั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม”

CNN ระบุว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่น่ากังวลเท่าไรว่าอาวุธจะตกไปอยู่ในมือรัสเซีย แหล่งข่าวที่ได้รับฟังรายงานสรุปข่าวกรองเผยว่า ความล้มเหลวของรัสเซียในการยึดพื้นที่หรือบีบบังคับให้กองทหารยูเครนยอมแพ้หมายความว่าอาวุธเหล่านั้นถูกใช้แล้ว หรือไม่ก็ยังคงอยู่ในมือยูเครน

และจนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่ารัสเซียไม่สามารถสกัดหรือทำลายการขนส่งอาวุธ แหล่งข่าวรายที่ 3 ซึ่งทราบเกี่ยวกับข่าวกรองเผยว่า ไม่ปรากฏว่ารัสเซียโจมตีการขนส่งอาวุธของตะวันตกที่เข้ามาในยูเครน แม้จะยังไม่ทราบว่าเพราะอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อข่าวกรองของสหรัฐระบุว่ารัสซัยต้องการทำเช่นนั้น

แหล่งข่าวรายนี้เผยว่า มีหลายทฤษฎีว่าทำไมการขนส่งอาวุธจึงยังไม่ถูกสกัด รวมทั้งทฤษฎที่ว่ากองทัพรัสเซียหาอาวุธเหล่านี้ไม่เจอ เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์จะถูกส่งมาโดยยานพาหนะธรรมดาไม่ได้แสดงเครื่องหมายพิเศษและมักจะขนส่งช่วงกลางคืน

หรืออาจเป็นเพราะรัสเซียกำลังขาดแคลนอาวุธและไม่ต้องการมาสิ้นเปลืองกับการสุ่มยิงรถบรรทุก นอกเสียจากว่ารัสเซียจะแน่ใจว่ารถคันนั้นๆ เป็นรถขนส่งอาวุธจริงๆ

ทว่า เมื่อเร็วๆ นี้รัสเซียอ้างว่าได้ทำลายคลังอาวุธแห่งหนึ่งใกล้เมืองลวิวซึ่งเป็นที่เก็บอาวุธที่สหรัฐและยุโรปส่งมาให้ยูเครน และยังอ้างว่ายิงเครื่องบินขนส่งอาวุธจากตะวันตกตกใกล้กับเมืองโอเดสซา

แหล่งข่าวรายนี้เผยอีกว่า ในภาพรวมการข่าวกรองในยูเครนของรัสเซียไม่ค่อยดี และศักยภาพทางอากาศของรัสเซียเหนือน่านฟ้าฝั่งตะวันตกของยูเครนซึ่งใช้เป็นเส้นทางขนส่งอาวุธมีค่อนข้างจำกัดอันเนื่องมาจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน

REUTERS/Valentyn Ogirenko/File Photo

สาเหตุที่รัสเซียเปลี่ยนเป้า มุ่งจู่โจมยูเครนตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681024

วันที่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 13:45 น.สาเหตุที่รัสเซียเปลี่ยนเป้า มุ่งจู่โจมยูเครนตะวันออก

สื่อต่างประเทศวิเคราะห์สาเหตุที่รัสเซียเปลี่ยนแผน หันบุกยูเครนตะวันออก

สมรภูมิดอนบัสกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด หลังจากที่รัสเซียเริ่มถอนกำลังจากทางเหนือรอบๆ กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และมุ่งโจมตีไปที่ภาคตะวันออกและภาคใต้แทน ซึ่งการบุกยูเครนตะวันออกเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในสัปดาห์นี้ และกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของรัสเซีย

ขณะที่มีรายงานว่ารัสเซียกำลังเปิดสงครามเฟส 2 ในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน ด้วยกองกำลังทหารหลายพันนายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์รวมถึงปืนใหญ่และจรวด โจมตีจากทุกทิศทุกทาง และทำลายเป้าหมายในภาคตะวันออกของยูเครนไปแล้วกว่า 1,200 แห่ง

“ตอนนี้เราสามารถพูดได้ว่ากองทัพรัสเซียเริ่มการสู้รบในดอนบัสซึ่งพวกเขาได้เตรียมการไว้นานแล้ว ทหารรัสเซียกำลังพยายามโจมตีทางตะวันออกและทางใต้ในลักษณะที่ผ่านการไตร่ตรองมากขึ้นกว่าเดิม” ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีกล่าว

CNBC ได้วิเคราะห์หาสาเหตุที่เป็นไปได้ที่รัสเซียเปลี่ยนเป้า หันมาบุกภาคตะวันออกอย่างเต็มรูปแบบ

รัสเซียต้องการชัยชนะ

รัสเซียให้ความสนใจภูมิภาคดอนบัสมาอย่างยาวนาน รวมถึงการให้การรับรองสถานะรัฐอิสระของโดเนตสก์และลูฮันสก์ ในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา และตอนนี้รัสเซียกลับมาโฟกัสพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้งหลังจากที่การบุกยึดเมืองอื่นๆ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหมายไว้

CNBC ระบุว่าแม้จะสร้างความเสียหายให้แก่ยูเครนไปมหาศาล แต่รัสเซียประสบความสำเร็จค่อนข้างน้อย และไม่สามารถยึดเมืองหลวงอย่างเคียฟ หรือทำให้เกิดการถอดถอนรัฐบาลของเซเลนสกีได้

นักวิเคราะห์เชื่อว่าสิ่งนี้กระตุ้นให้รัสเซียมุ่งความสนใจไปที่การยึดเมืองยุทธศาสตร์สำคัญๆ ทางตะวันออกและทางใต้แทน รวมถึงเมืองท่ามิโคไลฟ มาริอูโปล และเคอร์ซอน

ไมเคิล แม็กฟอล อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำรัสเซียกล่าวว่า “ปูตินยอมแพ้กับเป้าหมายที่ทะเยอทะยานของเขา”

Very striking how they have changed the name of their war to “special military operation in defense of Donbas.” Putin has given up on his more ambitious goals completely. No “ unification “, “denazification” or “demilitarization “ — clear signs that Putin is losing his war. https://t.co/yYTUniGCqz— Michael McFaul (@McFaul) April 19, 2022

นอกจากนี้ รายงานระบุว่ารัสเซียต้องการที่จะประกาศชัยชนะบางอย่างในวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “วันแห่งชัยชนะ” ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากกับรัสเซีย เพราะเป็นวันฉลองชัยในการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 กับกองทัพนาซีของเยอรมนี

โดยหนังสือพิมพ์ Kyiv Independent ของยูเครนรายงานเมื่อเดือนมี.ค. โดยอ้างข่าวกรองจากเจ้าหน้าที่กองทัพยูเครนว่า ทหารรัสเซียได้รับแจ้งว่าสงครามจะต้องยุติในวันที่ 9 พ.ค. อย่างไรก็ตาม CNBC ไม่ได้รับการยืนยันจากทางกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย

ต้องการเชื่อมเมืองสำคัญ

CNBC ระบุว่าชัยชนะในยูเครนตะวันออกไม่ได้เป็นเพียงกุญแจสำคัญสำหรับรัสเซียในแง่ของกลยุทธ์ทางทหารเท่านั้น แต่มันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย ประการแรกคือภูมิภาคดอนบัสเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหิน และแหล่งสำรองถ่านหินขนาดใหญ่

ประการที่สองคือหากรัสเซียสามารถยึดครองดอนบัสได้ จะทำให้รัสเซียสามารถสร้างสะพานไปสู่แหลมไครเมียที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียในปี 2014 และยังเป็นศูนย์กลางทางการทหารและการค้าที่สำคัญของรัสเซียในทะเลดำ

หากมองในแง่นี้ นอกจากดอนบัสแล้ว เมืองท่าอย่างมาริอูโปลจึงเป็นจุดสนใจของรัสเซียในความพยายามที่จะทำให้รัสเซียสามารถเข้าถึงแหลมไครเมียได้จากทางบก ขณะที่มาริอูโปลเป็นเมืองท่าที่สำคัญดังนั้นการแพ้หรือชนะมีผลอย่างมากต่อทั้งสองฝ่าย

การเมืองอัตลักษณ์ของรัสเซีย

CNBC ชี้ว่าภูมิภาคดอนบัสมีความสำคัญต่อรัสเซียในด้านอัตลักษณ์เช่นกัน ผู้คนที่นั่นพูดภาษารัสเซียและถูกระบุว่าเป็นชาวรัสเซีย โดยแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ ในภูมิภาคดอนบัส มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียและต่อต้านรัฐบาลยูเครน ซึ่งแยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช แม้จะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่มีรัสเซียให้การสนับสนุน

โดยนักวิเคราะห์มองว่ารัสเซียได้หว่านเมล็ดพันธุ์ที่จะช่วยให้สามารถผนวกโดเนตสก์และลูฮันสก์มานานแล้ว ด้วยความพยายามที่จะ “Russify” หรือกลืนให้เป็นรัสเซีย อย่างเช่นการเสนอหนังสือเดินทางและสัญชาติรัสเซียแก่ผู้อยู่อาศัยที่นั่นตั้งแต่ปี 2019

Photo by REUTERS/Marko Djurica

จับตา ‘สงครามเฟส 2’ รัสเซียปฏิบัติการยึดเมืองในดอนบัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681017

วันที่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 12:00 น.จับตา 'สงครามเฟส 2' รัสเซียปฏิบัติการยึดเมืองในดอนบัส

รัสเซียยึดเมืองแรกในดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน หลังเข้าสู่สงครามระยะที่ 2

หลังจากที่วานนี้ (19 เม.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างคำพูดของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ระบุว่ากองทัพรัสเซียเริ่มเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่ในแคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์ ภูมิภาคดอนบัส ทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งอันดรี เยอร์มัค ประธานเสนาธิการยูเครนเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “สงครามระยะที่ 2” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่นานหลังจากนั้นมีรายงานว่ากองทัพรัสเซียสามารถเข้าควบคุมเมืองเครมินนา ในแคว้นลูฮันสก์ ได้สำเร็จหลังเปิดศึกในดอนบัส ด้วยกองกำลังทหารหลายพันนายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์รวมถึงปืนใหญ่และจรวด

ทั้งนี้ รอยเตอร์สระบุว่าเมืองเครมินนา ถือเป็นเมืองศูนย์กลางในแคว้นลูฮันสก์ ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยราว 18,000 คน ขณะที่กองกำลังรัสเซียกำลังโจมตีจากทุกทิศทุกทาง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้

ผู้ว่าฯ เซอร์ฮี ไฮได กล่าวว่า “เครมินนาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียแล้ว เราต้องถอนกองกำลังของเราหลังจากที่ประจำการอยู่ที่นั่นมาเกือบ 2 เดือน”

โดยตลอดคืนที่ผ่านมารัสเซียได้ทำลายเป้าหมายในภาคตะวันออกของยูเครนไปแล้วกว่า 1,200 แห่ง ขณะที่ทางการเร่งอพยพประชาชน

ขณะที่เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียกล่าวว่า “อีกขั้นของปฏิบัติการนี้กำลังเริ่มต้นขึ้น”

รอยเตอร์สยังกล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนกินระยะเวลามานานเกือบ 2 เดือนเต็ม ซึ่งนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ นับว่าเป็นการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่ปี 1945 ซึ่งทำให้มีประชาชนเกือบ 5 ล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศ

Photo by REUTERS/Marko Djurica

รัสเซียเตือนอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันในอาร์กติกหลังนาโตเคลื่อนไหวทางทหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/681018

วันที่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 11:02 น.รัสเซียเตือนอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันในอาร์กติกหลังนาโตเคลื่อนไหวทางทหาร

เมื่อเร็วๆ นี้นาโตซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในนอร์เวย์และเกิดขึ้นใกล้พรมแดนรัสเซีย

Reuters รายงานว่า สำนักข่าว TASS รายงานโดยอ้างเอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษ นิโคไล กอร์ชูนอฟ ว่า รัสเซียกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการทหารที่เพิ่มขึ้นของนาโตในแถบอาร์กติก และเตือนว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในภูมิภาคดังกล่าว

“การเคลื่อนไหวทางการทหารที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ของนาโตในแถบอาร์กติกเป็นสาเหตุให้เกิดความกังวล อีกทั้งยังมีการซ้อมรบทางการทหารครั้งใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ ในความเห็นของเรา สิ่งนี้ไม่ส่งผลต่อความมั่นคงของภูมิภาค” กอร์ชูนอฟกล่าว

กอร์ชูนอฟเผยว่า การเคลื่อนไหวเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งนอกจากจะเป็นภัยต่อความมั่นคงแล้ว ยังเสี่ยงจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของแถบอาร์กติกด้วย โดยกอร์ชูนอฟไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเขาหมายถึงเหตุการณ์อะไร

ทั้งนี้ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ฟินแลนด์และสวีเดนซึ่งกำลังพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต ได้ซ้อมรบร่วมกับนาโตในปฏิบัติการ Cold Response ในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นการซ้อมรบในแถบอาร์กติกครั้งใหญ่ที่สุดของนาโตในรอบกว่า 30 ปี และยังอยู่ห่างจากพรมแดนรัสเซียไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น

REUTERS/Yves Herman

Stormer เครื่องยิงมิสไซล์จากอังกฤษ ที่อาจทำให้กองทัพรัสเซียต้องสั่นสะเทือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680972

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 18:30 น.Stormer เครื่องยิงมิสไซล์จากอังกฤษ ที่อาจทำให้กองทัพรัสเซียต้องสั่นสะเทือน

อังกฤษเตรียมเสริมทัพยูเครนด้วยเครื่องยิงขีปนาวุธความเร็วสูง ที่อาจทำให้กองทัพรัสเซียต้องสั่นสะเทือน

ในขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประกาศว่าสมรภูมิรบในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และวิงวอนให้มหาอำนาจตะวันตกให้การสนับสนุนทางทหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโต้การรุกรานจากกองทัพรัสเซีย

ล่าสุด The Sun รายงานว่าสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่ให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ยูเครนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดสงคราม เตรียมจะส่ง Stormer เครื่องยิงขีปนาวุธความเร็วสูง (High Velocity Missile หรือ HVM) ให้แก่รัสเซียในเร็ววันนี้ ซึ่งดร.อลัน เมนโดซา ผู้ก่อตั้ง Henry Jackson Society กล่าวว่านี่เป็น “ยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ยูเครนเคยได้รับจากตะวันตก และจะทำให้กองทัพรัสเซียต้องสั่นสะเทือน”

รู้จัก Stormer

The National ระบุว่า Stormer เป็นเครื่องยิงขีปนาวุธความเร็วสูง น้ำหนัก 13 ตัน เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลิตโดยบริษัท BAE Systems บริษัทผลิตยุทโธปกรณ์ และอากาศยานสัญชาติอังกฤษ

?????????????? ????????? ?????????? ? ??????? ?????????? ??????? ????????? Stormer HVM.Stormer ???????????? ????????? BAE Systems ?? ???? ??????? ?????? ??????, ?? ?????? ??????, ? ??????????.https://t.co/5GywBD2ZES pic.twitter.com/aKSwhtZwOH— ????????? (@freeukrman) April 19, 2022

โดยการใช้ Stormer ต้องการคน 3 คน ได้แก่ ผู้บังคับบัญชา พลขับ และพลยิง ซึ่งใช้ยิงขีปนาวุธ Starstreak ที่สหราชอาณาจักรเคยส่งให้ยูเครนไปแล้วก่อนหน้านี้

พันเอกริชาร์ด เคมป์ อดีตผู้บัญชาการกองทหารอังกฤษในอัฟกานิสถานกล่าวว่า “การรวมตัวกันระหว่าง Stormer และ Starstreak จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้ของยูเครนได้อย่างมาก … มันเป็นยานเกราะต่อสู้ที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อกองทัพอากาศของปูติน”

สื่ออังกฤษคาดว่าเครื่องยิงขีปนาวุธดังกล่าวจะสามารถบรรทุกขึ้นเครื่องบินขนส่ง C-17 และส่งไปยังยูเครนภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าเขากำลังมองหาความช่วยเหลือทางทหารที่จะสามารถมอบให้แก่ยูเครน

ย้อนความโหด Starstreak

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือน Starstreak ที่ยูเครนได้รับจากอังกฤษถูกพูดถึงอย่างมาก หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกได้จากแคว้นลูฮันสก์ ทางตะวันออกของประเทศยูเครน พบว่า Starstreak ยิงเข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ Mi-28 ของกองทัพรัสเซียหลายลำ จนเกิดไฟลุกโชนกลางอากาศ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขณะที่เฮลิคอปเตอร์แตกออกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดิน

?? #Ukraine: Russian Mi-28 helicopter was shot down today (on April 1,2022) pic.twitter.com/deXeV5fjOe— – (@L_Team10) April 1, 2022

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Starstreak มีความเร็วสูงพอที่จะโจมตีเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ และโจมตีรถถังหรือยานหุ้มเกราะเพื่อสังหารพลขับที่อยู่ในนั้นได้

ทั้งนี้ Starstreak เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง (MANPADS) ที่พัฒนาโดย Thales Air Defense ของอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้บุคคลพกพา (MANPADS) หรือจะนำไปติดตั้งบนยานพาหนะก็ได้ โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือโจมตีเป้าหมายได้ทั้งบนอากาศและภาคพื้นดิน มีพิสัยยิงราว 7 กิโลเมตร ด้วยหัวรบที่เป็นโลหะผสมทังสเตนความยาว 15 นิ้วที่จะพุ่งโจมตีเป้าหมายก่อนที่จะจุดชนวนระเบิดซ้ำ และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่ามากกว่า 4,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สร้างความไม่พอใจให้รัสเซีย

พันเอกริชาร์ด เคมป์ มองว่าการสนับสนุนกองทัพยูเครนจะยิ่งทำให้รัสเซียไม่พอใจ และอาจตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม การลอบสังหาร หรือการโจมตีอื่นๆ ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามต่อยุโรป

นอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ยังอนุมัติความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนมูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันการโจมตีจากรัสเซียที่กำลังรุกคืบทางตะวันออกของประเทศ

ภาพ: Stormer HVM ขณะยิงขีปนาวุธ Starstreak (Sgt Mark Webster RLC/Wikipedia)

อินเดียเร่งดำเนินคดีแก๊งชายหื่น ‘รุมโทรมตะกวด’ ในเขตอนุรักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680947

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 15:00 น.อินเดียเร่งดำเนินคดีแก๊งชายหื่น 'รุมโทรมตะกวด' ในเขตอนุรักษ์

รวบ 4 ชายอินเดียลักลอบเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก่อนเจอคลิปสุดช็อกรุมข่มขืนตะกวด

สื่อท้องถิ่นอินเดียรายงานการจับกุมชาย 4 คนฐานละเมิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า หลังก่อเหตุข่มขืนตะกวด (Bengal monitor) ในเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือ Sahyadri Tiger Reserve (STR) รัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย

ตามรายงานของ New Indian Express เจ้าหน้าที่ป่าไม้เปิดเผยว่าชายทั้ง 4 คนถูกจับกุม หลังจากที่ลักลอบเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ Chandoli National Park เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คนลักลอบเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติโดยผิดกฎหมาย และหนึ่งในนั้นพกอาวุธปืนสำหรับล่าสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการสอบสวนเจ้าหน้าที่พบหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาคนหนึ่งขณะพวกเขากำลังก่อเหตุรุมข่มขืนตะกวด

Nanasaheb Ladkat ผู้อำนวยการเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือ Sahyadri Tiger Reserve (STR) กล่าวว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่วิปริต และผู้ต้องหาทั้ง 4 คนต้องถูกตั้งข้อหาตามมาตรต่างๆ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์ป่าปี 1972

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว โดยในตอนแรกผู้ต้องหาถูกคุมขังรอดำเนินคดี แต่ตอนนี้ทั้ง 4 ได้รับการประกันตัวแต่ต้องรายงานตัวทุกสัปดาห์ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัว

ทั้งนี้ Hindustan Times ระบุว่าตะกวดจัดเป็นสัตว์สงวนภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์ป่าปี 1972 ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิด ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนอาจต้องได้รับโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี

Photo by Carlos Delgado/Wild Bengal monitor/Wikipedia

สหรัฐยกเลิกคำเตือนห้ามเดินทางมาไทย พ้นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดจากโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680935

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 13:30 น.สหรัฐยกเลิกคำเตือนห้ามเดินทางมาไทย พ้นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดจากโควิด

สหรัฐถอดไทยและอีก 89 ประเทศพ้นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ยกเลิกคำเตือนห้ามเดินทาง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) แถลงเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดย 89 ประเทศและดินแดน รวมถึงไทย ถูกถอดออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากโควิด-19 ระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุด และมีคำเตือนห้ามเดินทาง ให้มาอยู่ในประเทศกลุ่มความเสี่ยงระดับ 3

นอกจากนี้ ประเทศและดินแดนที่ได้รับการปรับอันดับความเสี่ยงโควิด-19 จากระดับ 4 มาเป็นระดับ 3 ยังรวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิสราเอล ตุรกี ออสเตรเลีย กรีซ อิตาลี สเปน รัสเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฮ่องกง

ส่งผลให้ปัจจุบันไม่มีประเทศใดที่อยู่ในลิสต์เสี่ยงสูงระดับ 4 หรือห้ามเดินทาง ตามคำแนะนำการเดินทางในช่วงโควิด-19 ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC)

ทั้งนี้ CDC ได้จัดระดับตามความเสี่ยงของการแพร่ระบาด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 4 ประเทศสีแดงเข้ม (ความเสี่ยงสูงมาก) ให้ประชาชนงดเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้

ระดับที่ 3 ประเทศสีแดง (ความเสี่ยงสูง) ให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ อาทิ ประเทศออสเตรีย ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก รัสเซีย สเปน สเปน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย

ระดับที่ 2 ประเทศสีส้ม (ความเสี่ยงปานกลาง) ประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อนเดินทาง อาทิ ประเทศโบลิเวีย อิรัก เปรู แอฟริกาใต้ ศรีลังกา และซิมบับเว เป็นต้น

ระดับที่ 1 ประเทศสีเหลือง (ความเสี่ยงต่ำ) สามารถเดินทางได้แต่ควรฉีดวัคซีนก่อนการเดินทาง อาทิ ประเทศเมียนมา จีน โมร็อกโก ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ ซาอุดีอาระเบีย และไต้หวัน เป็นต้น

และระดับสุดท้ายประเทศที่ไม่ทราบแน่ชัด ให้ประชาชนฉีดวัคซีนก่อนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ มิเช่นนั้นควรหลีกเลี่ยงการเดินทาง อาทิ ประเทศอัฟกานิสถาน กัมพูชา เกาะกรีนแลนด์ เกาหลีเหนือ ซูดาน และแทนซาเนีย เป็นต้น

Photo by Bangkok Post

ปูตินเย้ยมาตรการคว่ำบาตรตะวันตกล้มเหลวย้อนทำเศรษฐกิจตัวเองพัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680933

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 13:00 น.ปูตินเย้ยมาตรการคว่ำบาตรตะวันตกล้มเหลวย้อนทำเศรษฐกิจตัวเองพัง

ปูตินเผยมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของตะวันตกย้อนทำให้เศรษฐกิจตะวันตกแย่เสียเอง

Tass รายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเผยระหว่างพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงว่า มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของตะวันตกล้มเหลว ทั้งยังย้อนกลับไปทำให้เศรษฐกิจของตะวันตกแย่ลงเสียเอง

“เห็นได้ชัดว่าเมื่อเร็วๆ นี้ปัจจัยลบหลักต่อเศรษฐกิจคือแรงกดดันจากการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากประเทศตะวันตก เป้าหมายคือการทำลายสถานการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจในประเทศของเรา กระตุ้นให้ตลาดตื่นตระหนก ทำให้ระบบธนาคารล้ม และทำให้สินค้าขนาดแคลนขนานใหญ่” ปูตินกล่าว

ปูตินเผยว่า “แต่เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่านโยบายนี้ต่อรัสเซียล้มเหลว ยุทธศาสตร์สายฟ้าแลบทางเศรษฐกิจล้มเหลว”

ปูตินเผยอีกว่า “นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรยังย้อนกลับไปส่งผลกระทบกับคนที่ออกมาตรการเสียเอง ทั้งภาวะเงินเฟ้อและอัตราว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น พลวัตรทางเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่เสื่อมถอยลง มาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงในยุโรป เงินออมของพวกเขาที่มีค่าน้อยลง”

ปูตินอ้างว่า ในเวลาเดียวกันนั้นเศรษฐกิจของรัสเซียกลับมีเสถียรภาพ โดยอ้างถึงการฟื้นตัวของค่าเงินรูเบิล “รัสเซียอดทนต่อแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเบิลกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.พ.”

Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS