ม็อบเมียนมาไม่กลัวกฎอัยการศึก-เคอร์ฟิว เดินหน้าประท้วงต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644865

วันที่ 09 ก.พ. 2564 เวลา 10:00 น.ม็อบเมียนมาไม่กลัวกฎอัยการศึก-เคอร์ฟิว เดินหน้าประท้วงต่อกองทัพเมียนมาประกาศกฎอัยการศึกและเคอร์ฟิวตามเมืองใหญ่หลังชาวเมียนมายังลงถนนต่อเนื่อง

ทางการเมียนมาประกาศกฎอัยการศึก เคอร์ฟิวช่วงกลางคืน และห้ามร่วมกลุ่มกันมากกว่า 5 คน ในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์หลังจากชาวเมียนมารวมตัวลงถนนประท้วงการก่อรัฐประหารเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ก่อนการประกาศดังกล่าว กองทัพเมียนมาเริ่มส่งสัญญาณว่าจะปราบปราวกลุ่มผู้ประท้วงด้วยการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุมในกรุงเนย์ปิดอว์ก่อนจะขู่ว่าจะใช้กระสุนจริง

ขณะที่พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่ายผู้นำรัฐประหารให้ความเห็นครั้งแรกหลังรัฐประหารโดยยังคงยืนยันว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และย้ำว่ากองทัพจะจัดการเลือกตั้งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบ 1 ปี

“เราขอให้ทุกคนร่วมมือกับเราเพื่อประโยชน์ของประเทศ” มินอ่องหล่ายกล่าว

ล่าสุดเช้าวันนี้ชาวเมียนมายังรวมตัวกันประท้วงในเมืองย่างกุ้งหลายจุดโดยไม่สนใจประกาศของกองทัพ รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจี

ขณะที่ในเขตซานชวงในย่างกุ้งซึ่งอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกเช่นกัน บรรดาครูได้ออกมารวมตัวกันชูสามนิ้วในถนนสายหลัก โดยThein Win Soe ครูรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “เรากังวลเกี่ยวกับคำเตือนของกองทัพ ดังนั้นวันนี้เราจึงออกมารวมตัวกัน เราไม่สามารถยอมรับข้ออ้างเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง เราไม่ต้องการเผด็จการทหาร”

หรือว่าดีลวัคซีนจะมีแค่ตัวเลขลอยๆ ความเป็นจริงลุ้นเอาอีกที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644843

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 21:03 น.หรือว่าดีลวัคซีนจะมีแค่ตัวเลขลอยๆ ความเป็นจริงลุ้นเอาอีกทีแม้ว่าหลายประเทศจะทำข้อตกลงในการจัดซื้อวัคซีนต้านโควิด-19 ไปแล้วไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรงหรือผ่านการเข้าร่วมโครงการระหว่างประเทศแต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาได้รับวัคซีนไม่ตรงตามที่ดีลไว้

1. เนื่องจากวัคซีนต้านโรคโควิด-19 กำลังเป็นที่ต้องการของทั่วโลก ส่งผลให้ขณะนี้วัคซีนกำลังขาดตลาดและหลายประเทศไม่ได้รับวัคซีนอย่างที่เคยทำข้อตกลงไว้ในตอนแรก

2. แม้กระทั่งประเทศที่เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ซึ่งเป็นโครงการจัดสรรวัคซีนให้แก่ประเทศผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 150 ประเทศทั่วโลกให้ได้รับวัคซีนอย่างเป็นธรรมก็ยังประสบปัญหานี้ โดยหลักการของโคแวกซ์คือประเทศที่ร่ำรวยต้องช่วยบริจาคเงินค่าวัคซีนให้กับประเทศยากจนที่ไม่มีกำลังซื้อ เพื่อกระจายวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงในแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

3. แต่ในทางปฏิบัติแล้วประเทศที่ร่ำรวยรวมถึงประเทศที่มีรายได้ปานกลางที่พอมีกำลังซื้อก็หันไปดีลกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเพื่อให้ได้วัคซีนในราคาและระยะเวลาที่ต่อรองได้ไม่เหมือนกันโคแวกซ์ซึ่งมีเงื่อนไขเยอะกว่า ทำให้วัคซีนที่จะตกลงมาถึงโครงการโคแวกซ์นั้นค่อนข้างน้อย โดย Nature วารสารทางวิทยาศาสตร์จากสหรัฐได้ระบุว่าบางประเทศที่มีรายได้ยากจนอาจต้องรอถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อยจึงจะได้รับวัคซีน

4. ไม่เพียงแต่การดีลนอกโครงการโคแวกซ์จะส่งผลให้วัคซีนเหลือเข้าสู่โครงการน้อยเท่านั้น แต่แม้กระทั่งประเทศที่เข้าร่วมโครงการเองยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อาทิ แคนาดา ซึ่งเป็นสมาชิกโครงการโคแวกซ์ก็ได้ละเมิดข้อตกลงของโครงการ

5. โดยแคนาดาซึ่งสั่งซื้อวัคซีนมากถึง 414 ล้านโดสซึ่งมากกว่าจำนวนที่ประชากรทั้งหมดต้องการถึงห้าเท่า และล่าสุดได้ตกลงที่จะรับวัคซีนเกือบ 1.9 ล้านโดสจากโคแวกซ์ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศสมาชิกเนื่องจากจะส่งผลเสียต่อประเทศที่ยากจนกว่า

6. เช่นเดียวกับเยอรมนีที่ทำการดีลวัคซีน 30 ล้านโดสจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนนอกกลไกร่วมของสหภาพยุโรป ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศในสหภาพยุโรปเป็นอย่างยิ่ง จนท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการยุโรปก็ได้เรียกร้องให้เยอรมนีส่งมอบวัคซีนหลังจากที่คำสั่งซื้อร่วมของสหภาพยุโรปเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น

7. สหภาพยุโรปได้กว้านซื้อและกักตุนวัคซีนโดยสั่งซื้อวัคซีนจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 2,300 ล้านโดสจากบริษัทผู้ผลิต 6 ราย ขณะที่มีจำนวนประชากรเพียง 450 ล้านคน

8. ไนจีเรียซึ่งประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่าจะได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์จำนวน 100,000 โดสภายในเดือนกุมภาพันธ์ ก็ถูกเลื่อนออกไป โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นจากทั้งหมด 13 ประเทศในแอฟริกาที่จะได้รับวัคซีนผ่านโครงการโคแวกซ์ในครั้งนี้

9. เตโวโดรส อัดฮาโนม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเผยเมื่อเดือนมกราคมว่า “ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนมากกว่า 39 ล้านโดสในประเทศที่มีรายได้สูงอย่างน้อย 49 ประเทศ ขณะที่ประเทศยากจนประเทศหนึ่งได้รับวัคซีนเพียง 25 โดส” ซึ่งไม่ใช่การเขียนผิด เพราะมันคือ 25 โดสจริงๆ ไม่ใช่ 25 ล้านโดส 

10. นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาได้รับวัคซีนไม่ตรงกับข้อตกลง อาทิ หลายรัฐในสวิตเซอร์แลนด์ ต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนออกไป อย่างรัฐโว (Canton of Vaud) เลื่อนไปถึง 6 สัปดาห์เนื่องจากความล่าช้าในการจัดส่งวัคซีน รวมถึงสหภาพยุโรปก็ประสบปัญหาได้รับวัคซีนจากแอสตราเซเนกาล่าช้าเช่นกัน

11. ทั้งนี้ การได้รับวัคซีนล่าช้าหรือไม่ตรงตามข้อตกลงอาจไม่เกี่ยวกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ แต่เป็นเพราะประเทศร่ำรวยที่มีกำลังในการซื้อและการต่อรองมากได้ทำการกักตุนวัคซีนไปแล้ว และการเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์อาจไม่ใช่ทางออกสำหรับประเทศไทย

Photo by ALAIN JOCARD / AFP

แอปของคนเดินดิน Kuaishou คู่แข่ง TikTok ที่เปิดตัวหุ้นพุ่งแรงสุด 161% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644824

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 19:28 น.แอปของคนเดินดิน Kuaishou คู่แข่ง TikTok ที่เปิดตัวหุ้นพุ่งแรงสุด 161%ทำความรู้จักกับ Kuaishou ที่กำลังสยายปีจากแดนมังกรครอบคลุมอาณาจักรแอปทั่วโลกที่คู่แข่งอย่าง TikTok ปักหมุดที่แข็งแกร่งเอาไว้

แอพลิเคชั่นวิดีโอแชร์ริ่งขนาดสั้นที่ครองตลาดจีนมีอยู่ 2 เจ้าคือ Douyin (โต่วอิน) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ใช้กันภายในประเทศจีน เวอร์ชั่นภายนอกจีนที่เรารู้จักกันดีคือ TikTok ทั้งสองแอพสองเวอร์ชั่นเป็นผลผลิตของ ByteDance

อีกเจ้าหนึ่งซึ่งไม่ค่อยรู้จักันนอกตลาดจีนคือ Kuaishou (ไคว่โส่ว) ของบริษัท Beijing Kuaishou Technology ซึ่งตอนนี้เริ่มที่จะใช้กันมากขึ้นนอกประเทศจีนและเพิ่มจะเปิดขายหุ้นครั้งแรกในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฎว่า IPO ของ Kuaishou พุ่งขึ้นมาถึง 161% เป็นการเปิดขายหุ้นครั้งแรกที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 มูลค่า 159,000 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินฮ่องกงถึง 1 ล้านล้านเหรียญฮ่องกง

เรียกได้ว่า Kuaishou มาช่วยสร้างความคึกคักให้กับสายเทคในตลาดหุ้นฮ่องกงก็ว่าได้ เพราะปลายปีที่แล้วตลาดฮ่องกงเตรียมที่จะเปิดแชมเปญฉลองการเปิดขายหุ้นครั้งแรกของ Ant Group ของแจ็ค หม่า แต่ IPO ของบริษัทนี้ถูกรัฐบาลจีนเบรคไปเสียก่อน แล้วตามมาด้วยการเล่นงาน Ant Group และ Alibaba อย่างหนักหน่วงจนบริษัทสายเทคในจีนร้อนๆ หนาวๆ ไปตามๆ กัน

คู่แข่งของ Kuaishou ไม่ใช่ใครนั่นคือบริษัท ByteDance เล็งที่จะระดมทุนให้มากกว่าที่ 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงความทะเยอทะยานและความหวังในอนาคตที่สดใสแม้ว่า TikTok จะถูกโจมตีอย่างหนักจากสหรัฐและบางประเทศที่มองว่าแอพนี้เป็นภัยต่อความมั่นคง

Kuaishou มีเส้นทางที่ต่างจาก TikTok/Douyin แอปวิดีโออายุ 9 ปีแอปนี้เคยเป็นที่รู้จักในเรื่องความนิยมใช้กันในหมู่ชาวจีนในชนบทที่มักจะอัพคลิปที่แปลกใหม่และแสดงความสามารถส่วนตัวที่น่าตื่นตา แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในหมู่คนต่างจังหวัดเป็นส่วนมาก

แต่ตอนนี้ Kuaishouได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหญ่เทียบชั้นบริษัทอย่าง Meituan (เหม่ยถวน) ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดส่งอาหารและ Didi Chuxing (ตี๋ตี๋ ชูสิง) ซึ่งเป็นผู้นำในบริการรถโดยสารส่วนบุคคลที่เติบโตขึ้นในช่วงหลายปีหลังจากปล่อยให้ Alibaba และ Tencent ครองความเป็นเจ้าธุรกิจสายเทคแบบครบวงจรมานาน

ความแรงของ Kuaishou เริ่มที่จะเทียบชั้นกับ TikTok ภาพลัษณ์ความเป็น “แอปบ้านๆ” หรือที่บางสื่อเรียกว่าแอปเพื่อคนสามัญ (app for ordinary people) เริ่มแทนที่ด้วยความเป็นแอปอินเตอร์ที่เคยได้รับความนิยถึงขั้นติดแอปที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุดใน 8 ประเทศผ่านทาง Google Play กับ Apple App Store ประเทศที่แอปนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงคืออินเดียซึ่งเรียกมันว่า Kwai

Kuaishou เจออุปสรรคเข้าอย่างจังเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 รัฐบาลอินเดียได้สั่งห้าม Kwai พร้อมกับแอปอื่นๆ ของจีนอีก 58 แอปโดยอ้าง “ปัญหาข้อมูลและความเป็นส่วนตัว” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความตึงเครียดบริเวณพรมแดนระหว่างอินเดียและจีน รวมถึงกระแสคว่ำบาตรจีนทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้นในอินเดียเนื่องจากจีนและอินเดียแข่งขันแสดงอิทธิพลกันมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่การเปิดขายหุ้นครั้งแรกของ Kuaishou พิสูจน์แล้วว่ามรสุมทางการเมืองทำอะไรแอปสัญชาติจีนไม่ได้เลย และการที่มันโพสิชั่นตัวเองเป็นแอปของคนสามัญทำให้ฐานการตลาดกว้างมาก บวกกับความที่มันไม่ใช่แค่แอปที่อัพคลิปกันสนุกๆ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ด้วย

ในสุนทรพจน์เมื่อปีที่แล้วรองประธานบริษัท Yu Jingzhong กล่าวว่า 70% ทราฟฟิกการใช้งานของ Kuaishou ถูกจัดสรรให้กับ “คนธรรมดาสามัญ” Yu กล่าวว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2019 ผู้คนมากกว่า 19 ล้านคนมีรายได้ผ่าน Kuaishou ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมณฑลที่ยากจนข้นแค้นของจีน

หมายความว่ามันทั้งกวาดฐานการตลาดที่กว้างใหญ่ในพื้นที่ตอนในของจีนที่มีผู้คนหลายร้อยล้านคน และยังกระตุ้นการหมุนเวียนของความมั่งคั่งด้วยการสร้างรายได้ให้คนในชนบทพร้อมๆ กับสร้างรายได้ให้กับบริษัทไปพร้อมๆ กัน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า Kuaishou เกิดขึ้นเมื่อประมาณทศวรรษที่แล้วเมื่อนักลงทุน Fisher Zhang ได้พบกับ Cheng Yixiao ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งเป็นอดีตวิศวกรซอฟต์แวร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่บริษัท Hewlett-Packard

ในเวลานั้น Kuaishou เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสร้างและแบ่งปัน GIF ภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ ต่อมา Zhang ได้เงินลงทุน 2 ล้านหยวน (309,000 ดอลลาร์) และบริษัทก็ถือกำเนิดขึ้น

พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเครื่องมือสร้าง GIF ของ Cheng ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นชุมชนของผู้ใช้งาน

Su Hua ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนที่สามซึ่งเป็นอดีตวิศวกรของ Google China และ Baidu เขามาเข้าร่วมในไม่ช้าและวางอัลกอริทึมเพื่อแนะนำเนื้อหาให้กับผู้ใช้และกิจกรรมของแอปก็พุ่งสูงขึ้นหลังจากนั้น

ปัจจุบัน Cheng ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ Su Hua เป็น ซีอีโอและ Zhang เป็นประธานของบริษัท ซึ่งรายงานรายรับ 40,700 ล้านหยวน (6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2020

เมื่อแอป Kuaishou เติบโตขึ้นก็มีวิธีสร้างรายได้จากเนื้อหาเช่นกัน โดยเพจของผู้ใช้บางรายมีร้านค้าในแอปที่ผู้ใช้สามารถซื้อได้ทุกอย่างตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามไปจนถึงส่วนผสมในการทำอาหารโดย Kuaishou จะได้รับส่วนแบ่งจากการนี้ด้วย

แต่รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากการไลฟ์สตรีมซึ่งผู้ชมสามารถซื้อของขวัญเสมือนจริงให้กับสตรีมเมอร์ในระหว่างการไลฟ์ซึ่งคิดเป็น 62% ของรายได้ทั้งหมดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2020 ซึ่งบริษัทได้เปอร์เซนต์จากการนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามรูปแบบธุรกิจของแพลตฟอร์มของ Kuaishou แตกต่างจาก TikTok และแอปอื่นๆ เนื่องจากไม่ได้ขึ้นอยู่กับการโฆษณาโดยตรงแต่เป็นการให้ทิป ซึ่งการให้ทิปจากผู้ชมและผู้สร้างคอนเทนต์ด้วยกันเองทำให้เกิด “เป็นระบบการชำระเงินแบบเพียร์ทูเพียร์”

แต่ระบบของ Kuaishou กำลังเป็นประเด็นล่อแหลมในประเทศจีน ซึ่งหันมาเพ่งเล็งบริษัทสายเทคมากขึ้นว่ามีการไลฟ์สตรีมมิ่งที่เหมาะสมหรือไม่และมีพฤติกรรมผูกขาดตลาดหรือไม่ ซึ่ง Alibaba เป็นรายแรกที่โดนเล่นงาน

Photo by STR / AFP

ลาวได้รับวัคซีนจากจีนแล้ว 300,000 โดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644840

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 18:12 น.ลาวได้รับวัคซีนจากจีนแล้ว 300,000 โดสวัคซีนชุดนี้เป็นของ Sinopharm ยักษ์ใหญ่ด้านเวชภัณฑ์ของจีน ซึ่งเพิ่งจะส่งให้กับกัมพูชาเพียงหนึ่งวันก่อนหน้าที่จะส่งให้ สปป. ลาว

สื่อในประเทศลาวและประเทศจีนได้รายงานเมื่อวันจันทร์ว่าประเทศลาวได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด -19 จำนวน 300,000 โดสที่ผลิตโดยบริษัท Sinopharm ยักษ์ใหญ่ด้านเวชภัณฑ์ของจีน

ประเทศลาวได้เริ่มฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์แนวหน้า 600 คนแล้วหนังสือพิมพ์ Laotian Times ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษรายงานเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ประเทศลาวได้รับวัคซีน 2,000 โดสจากจีนและยังได้รับวัคซีน Sputnik V ของรัสเซียด้วย

“วัคซีนเหล่านี้จะถูกจัดหาให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงในระดับแนวหน้าในลาว” บุนคง สีหะวงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับ Laotian Times

สื่อของรัฐบาลจีนคือ China Radio International ยังรายงานด้วยข้อมูลด้วยกันว่าลาวได้รับวัคซีน 300,000 โดส

การจัดส่งให้ลาวมีขึ้นหลังจากจีนส่งวัคซีนส่ง Sinopharm ให้กัมพูชา 600,000 โดสก่อนหน้าที่จะส่งให้ประเทศลาวเพียงวันเดียว

ด้วยประชากรเพียงเจ็ดล้านคน ลาวมีรายงานผู้ติดโรคโควิด-19 เพียง 45 รายและไม่มีผู้เสียชีวิต

เมื่อปีที่แล้วองค์กรระหว่างประเทศยกย่องการตอบสนองในช่วงต้นของลาวและเครือข่ายทั่วประเทศลาวที่สามารถควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสหลังจากที่ประเทศลาวประกาศว่าปลอดไวรัสในเดือนมิถุนายน

สำหรับวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัท Sinopharm มีชื่อว่า BBIBP-CorV จากการการทดลองระยะที่ 3 พบว่า BBIBP-CorV มีประสิทธิภาพ 86% ในการต่อต้านการติดเชื้อโควิด-19 และได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการฉุกเฉินในประเทศบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ภาพประกอบข่าว – คนงานขนส่งวัคซีนโควิด -19 ของ Sinopharm  จากเครื่องบินทหารจีนที่สนามบินนานาชาติพนมเปญ ในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)

ทหาร-ตำรวจเมียนมาขู่ผู้ประท้วง ไม่สลายเจอใช้กำลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644836

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 17:04 น.ทหาร-ตำรวจเมียนมาขู่ผู้ประท้วง ไม่สลายเจอใช้กำลังสัญญาณของการกวาดล้างอย่างรุนแรงเริ่มชัดขึ้นมาแล้ว หลังจากที่กองทัพเมียนมาประกาศคำเตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐและต่อมาตำรวจเตือนให้ผู้ประท้วงสลายการชุมนุม

สำนักข่าว AFP รายงานว่ากองทัพของเมียนมาได้ออกคำเตือนที่แข็งกร้าวต่อการประท้วงของประชาชนที่ออกมาต่อต้านการทำรัฐประหารกันอย่างคึกคักทั่วประเทศ โดยมีการรวมตัวกันโดยมีคนหลายแสนคนบนท้องถนนเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจีที่ถูกจับตัวไปนานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว

จนถึงขณะนี้รัฐบาลทหารยังละเว้นจากการใช้กำลังรุนแรงในการปราบปรามการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศ แต่แรงกดดันเริ่มเพิ่มมากขึ้นจนตำรวจปราบจลาจลต้องฉีดน้ำเพื่อพยายามสลายการชุมนุมหลายพันคนบนทางหลวงในกรุงเนปยีดอ

เมื่อเผชิญกับคลื่นการต่อต้านที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ ผู้ประกาศข่าวของรัฐประจำสถานีโทรทัศน์ MRTV เตือนว่าการต่อต้านการยึดอำนาจทางทหารนั้นผิดกฎหมายและส่งสัญญาณว่าอาจมีการปราบปราม

“ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยมีขั้นตอนที่มีประสิทธิผลต่อความผิดที่รบกวน ป้องกัน และทำลายเสถียรภาพของรัฐ (รวมถึง) ความปลอดภัยสาธารณะและหลักนิติธรรม” ผู้ประกาศข่าวอ่านคำแถลงที่คาดว่าร่างโดยคณะรัฐประหาร

ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่าตำรวจในกรุงเนปยีดอเตือนผู้ชุมนุมให้สลายตัวมิฉะนั้นจะใช้กำลังเข้าสลาย

สำนักข่าว 7Day TV ของเมียนมารายงานว่ามีการจัดวางกำลังตำรวจเป็นแนวกั้น 3 ชั้นเพื่อรับมือกับผู้ชุมนุมในกรุงเนปยีดอ

นอกจากนี้ 7Day TV ยังรายงานด้วยว่า กองทัพเมียนมามีแถลงการณ์ครั้งแรกถึงประชาชนที่ระบุว่า “คำร้องขอถึงประชาชน” มีการกล่าวถึงการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การคุกคามผู้อื่นโดยกลุ่มต่างๆ ในนามของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะมีการใช้มาตรการเพื่อป้องกันการทำลายเสถียรภาพของประเทศ

อย่างไรก็ตามไม่มีการระบุอย่างชัดเจนในประกาศว่าใครที่กองทัพมองว่าเป็นกลุ่มที่ก่อภัยคุกคามประกาศดังกล่าว

แถลงการณ์ยังขอให้ประชาชนที่ต้องการความเป็นธรรม เสรีภาพ ความเสมอภาค สันติภาพ และความปลอดภัย ไม่เพียงแต่ปฏิเสธการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ให้ช่วยกันปราบปรามการกระทำนี้ด้วยกันเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

Photo by STR / AFP

แอสตราเซเนกาเอาอยู่ไหม? เมื่อแอฟริกาใต้ระงับใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644822

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 15:58 น.แอสตราเซเนกาเอาอยู่ไหม? เมื่อแอฟริกาใต้ระงับใช้แอฟริกาใต้ระงับวัคซีน ‘แอสตราเซเนกา’ ชั่วคราวพร้อมหันไปใช้ยี่ห้ออื่น ด้านสหราชอาณาจักรยังคงเชื่อมั่น

หลังจากที่ดร. ซเวลี เอ็มคิเซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ประกาศว่าจะระงับการใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19 จากอ็อกซ์ฟอร์ด/แอสตราเซเนกา (Oxford/AstraZeneca) ชั่วคราวหลังพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมากในการต้านไวรัสโคโรนาชนิดกลายพันธุ์ในแอฟริกาใต้ (B.1.351 หรือ 501Y.V2) เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการต้านไวรัสสายพันธุ์ก่อนหน้า

โดยผลการทดลองที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยวิทวอเทอร์สแรนด์ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเพียง 2,000 คนอายุเฉลี่ย 31 ปี พบว่าวัคซีนจากแอสตราเซเนกาสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ B.1.351 ได้เพียง 22% จากที่ก่อนหน้านี้ แอสตราเซเนกาเปิดเผยประสิทธิภาพในการป้องกันโรคถึง 75%

ทั้งนี้ ดร. เอ็มคิเซระบุว่าจะหันไปใช้วัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson and Johnson) แทน

อย่างไรก็ตามเอ็ดเวิร์ด อาร์การ์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรยังคงเชื่อมั่นในวัคซีนดังกล่าวโดยเผยว่า “ยังไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาล ผู้ป่วยขั้นร้ายแรง และผู้เสียชีวิต ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนี่ก็คือสิ่งที่เรากำลังมองหาจากวัคซีนในปัจจุบัน”

อาร์การ์ ยังระบุว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ B.1.351 แพร่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรไม่มากนัก โดยสายพันธุ์ที่ชาวอังกฤษกังวลคือสายพันธุ์อังกฤษซึ่งวัคซีนดังกล่าวก็มีประสิทธิภาพในการต้านทานสูง

ด้านแอสตราเซเนกาแถลงว่าการทดลองดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมน้อยเกินไปและเป็นเพียงผลการทดลองในกลุ่มผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงเท่านั้น แต่ยังไม่ทราบประสิทธิภาพในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ขั้นรุนแรง

พร้อมระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้อย่างใกล้ชิดเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดในการต้านไวรัสชนิดกลายพันธุ์ และจะเริ่มนำวัคซีนแจกจ่ายให้แก่ชาวแอฟริกาใต้หากพิสูจน์แล้วว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพเพียงพอ

อย่างไรก็ตามทางแอสตราเซเนกายังคงเชื่อมั่นว่าวัคซีนสามารถต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ B.1.351 ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเว้นช่วงการฉีดวัคซีนเข็มแรกกับเข็มที่สอง 8 ถึง 12 สัปดาห์

ตามแถลงการณ์ก่อนหน้านี้แอสตราเซเนกาเผยว่ากำลังเร่งทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเพื่อปรับและพัฒนาวัคซีนให้เข้ากับไวรัสสายพันธุ์ B.1.351 และหากจำเป็นก็พร้อมที่จะแจกจ่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้

อนึ่ง ผลการทดลองดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่อันตรายเนื่องจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ B.1.351 ได้แพร่ระบาดไปอย่างน้อย 32 ประเทศรวมถึงสหรัฐอเมริกา

ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนจากแอสตราเซเนกา โดยคณะกรรมการวัคซีนอิสระขององค์การอนามัยโลกมีกำหนดหารือเกี่ยวกับวัควีนดังกล่าวรวมถึงแนวทางในการพัฒนาวัคซีนในอนาคตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

Photo by Nikolay DOYCHINOV / AFP

ไบเดนไม่ตามรอยทรัมป์ ย้ำสัมพันธ์จีนแข่งขันแต่ไม่ขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644790

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 13:11 น.ไบเดนไม่ตามรอยทรัมป์ ย้ำสัมพันธ์จีนแข่งขันแต่ไม่ขัดแย้งโจ ไบเดน เผยความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะเป็นไปในรูปแบบแข่งขันอย่างดุเดือดไม่ใช่ความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะเป็นไปในรูปแบบ “การแข่งขันอย่างดุเดือด” มากกว่า “ความขัดแย้ง” พร้อมเผยว่าเขายังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนับตั้งแต่ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ไบเดนยังกล่าวว่าเขารู้จักสี จิ้นผิง ค่อนข้างดีหลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามานานถึง 8 ปี โดยระบุว่าสี จิ้นผิงเป็นคนเด็ดขาดและไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัว

“ผมพูดมาตลอดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้งกันแต่จะมีการแข่งขันอย่างดุเดือด ผมจะไม่ทำแบบที่โดนัลด์ ทรัมป์ทำ เราจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามกฎสากล” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ไบเดนได้พูดคุยกับผู้นำหลายคนทั่วโลกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำเมื่อวันที่ 20 มกราคม รวมถึงประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้พูดคุยกับหยาง เจียฉือ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการต่างประเทศของจีนแล้ว ซึ่งเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและจีนหลังไบเดนเข้ารับตำแหน่ง

โดยบลินเคนย้ำว่าสหรัฐจะยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขณะที่หยางก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐเคารพอธิปไตยของประเทศจีน

Photo by SAUL LOEB / AFP

ตำรวจเมียนมายิงน้ำสลายผู้ชุมนุมต้านทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644788

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 12:42 น.ตำรวจเมียนมายิงน้ำสลายผู้ชุมนุมต้านทหารตำรวจเริ่มใช้วิธีหนักขึ้นโดยยิงน้ำสลายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมืองหลวงเมียนมา

ช่างภาพสำนักข่าว AFP ในที่เกิดเหตุรายงานว่าตำรวจเมียนมาใช้ปืนฉีดน้ำยิงสลายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารในกรุงเนปิดอว์เมืองหลวงของเมียนมาเมื่อวันจันทร์

ช่างภาพเห็นผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และภาพจากโซเชียลมีเดียที่บันทึกจากเหตุการณ์นั้นแสดงให้เห็นชายสองคนที่ทรุดตัวลงหลังจากถูกฉีดพ่นด้วยน้ำที่ต้องสงสัยว่ามีสารเคมีเจือปนอยู่

ทั้งนี้ การชุมนุมต่อต้านการทำรัฐประหารยังคงเกิดขึ้นทั่วเมียนมาและมีผู้ชุมนุมจากหลักพันเป็นหลายหมื่นคน เฉพาะที่เมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของประเทศมีผู้คาดว่าน่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมหลักแสนคน

ในเมืองมัณฑะเลย์เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเมียนมามีผู้คนหลายพันคนมารวมตัวกันในตอนเช้า หลายคนโบกธงสีแดงและถือรูปถ่ายของอองซานซูจี

การประท้วงยังก่อตัวขึ้นในเมืองหลวงเนปิดอว์โดยหลายคนขี่มอเตอร์ไซค์และบีบแตรรถ ขณะเดียวกันมีรายงานการชุมนุมครั้งใหญ่ก็มีในเมืองอื่นๆ ด้วย

Photo by STR / AFP

อังกฤษมองประท้วงเมียนมาเสี่ยงนองเลือดหลังมีปืนจริงสลายการชุมนุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644779

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 11:45 น.อังกฤษมองประท้วงเมียนมาเสี่ยงนองเลือดหลังมีปืนจริงสลายการชุมนุมกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรประเมินการรัฐประหารในเมียนมาถึงจุดที่หวนกลับไม่ได้แล้ว

วันนี้ (8 ก.พ.) กลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมาราว 500 คนในจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ได้รวมตัวกันประท้วงต่อต้านรัฐประหาร พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทุกคนที่ถูกจับกุม ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุมด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้าและลงพื้น พร้อมจับกุมตัวผู้ชุมนุมไปได้ 14 คน ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมลุกฮือขึ้นกว่าเดิม ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมปล่อยตัวผู้ชุมนุมทั้ง 14 คนเพื่อลดความตึงเครียดแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรประเมินว่าการทำรัฐประหารในเมียนมาได้ผ่านจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประชาธิปไตยในเมียนมาถูกจำกัด พร้อมเตือนว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงไปกว่าเดิม

นอกจากนี้ตามการประเมินที่เปิดเผยต่อสำนักข่าวบลูมเบิร์กยังระบุว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) มีแนวโน้มที่จะแตกหักหลังผู้นำอย่างออง ซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดีวิน มินต์ ถูกจับกุม นอกจากนี้ยังมองว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มจะกลายเป็นประท้วงนองเลือดเนื่องจากมีประชาชนเข้าร่วมหลายหมื่นคนทั่วประเทศและเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสิบปี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานักการทูตอาวุโสของอังกฤษก็ได้สรุปว่าการรัฐประหารในเมียนมาไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว และพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาพยายามจะบดขยี้พรรค NLD ของซูจี เพื่อตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี

โดยตามการประเมินระบุว่ารัฐบาลทหารเมียนมาพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน และสร้างคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมาถึงซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า

ทังนี้ ประเทศต่างๆ รวมทั้งสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียได้ประณามการรัฐประหารที่เกิดขึ้นหลังจากซูจีได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้สังเกตการณ์จากภายนอกส่วนใหญ่มองว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

บางประเทศกระตุ้นให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมา อย่างไรก็ตามมุมมองจากนักการทูตอังกฤษชี้ให้เห็นว่าการแทรกแซงจากภายนอกในเมียนมานอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ทางกระทรวงประเมินว่ารัฐบาลเมียนมาอาจหันไปหาจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ขณะที่จีนก็ได้ลงนามในแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “สนับสนุนอย่างต่อเนื่องของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย” ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังระบุอีกว่าจีนเป็นเพื่อนบ้านพันธมิตรกีบเมียนมา

ในแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพยังได้กล่าวประณามการรัฐประหารพร้อมเรียกร้องให้กองทัพเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน

“เราต้องเห็นการประชุมสมัชชาแห่งชาติอย่างสันติ และเคารพต่อผลการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายนรวมถึงความปรารถนาของประชาชนชาวเมียนมา” กระทรวงการต่างประเทศกล่าว

ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการประเมินดังกล่าว

ทั้งนี้ บลูมเบิร์กยังรายงานว่าความตึงเครียดภายในเมียนมาเพิ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์โดยมีผู้ประท้วงหลายหมื่นคนบนท้องถนนในย่างกุ้งและอีกหลายเมือง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวซูจีและคนอื่นๆ ที่ถูกจับกุม ส่งผลให่เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลโดยพระสงฆ์ในปี 2007

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 ไนเจล อดัมส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร รับผิดชอบฝ่ายกิจการเอเชีย แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อตอบโต้การรัฐประหารโดยกองทัพและการกักขังพลเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเมียนมา

“ประชาคมนานาชาติจะต้องมีบทบาทในเรื่องนี้ สหราชอาณาจักรร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในระดับโลกและในภูมิภาคเอเชียเพื่อช่วยกันกำหนดเป้าหมายและหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ เราจะทำงานร่วมกันผ่านเวทีพหุภาคีเพื่อให้เกิดการโต้ตอบในระดับนานาชาติที่แข็งแรงและเป็นหนึ่งเดียวกัน” อดัมส์ กล่าว

ญี่ปุ่นเตือนผู้ติดเชื้อโควิดอาจเจอผลตามมาเป็นเวลานานแม้หายแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644753

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 19:23 น.ญี่ปุ่นเตือนผู้ติดเชื้อโควิดอาจเจอผลตามมาเป็นเวลานานแม้หายแล้วแพทย์ญี่ปุ่นเตือนผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด อาจได้รับผลกระทบทางร่างกายเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว มีทั้งอาการหายใจลำบาก ไม่สบาย การรับกลิ่นบกพร่อง ไปจนถึง “ผมร่วง”

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงาน โดยอ้างความเห็นจากแพทย์ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุน้อย อาจได้รับผลกระทบทางร่างกายจากการติดเชื้อเป็นเวลานาน แม้จะได้รับการรักษาจนผลตรวจเป็นลบแล้วก็ตาม

รายงานข่าวระบุว่า ผลที่ตามมาซึ่งพบในผู้เคยติดเชื้อโควิด-19 เช่น อาการไม่สบายและหายใจลำบาก ขณะที่ในรายที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงแม้จะได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการของโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงก็ตาม

ทั้งนี้จนถึงปัจจุบัน ในญี่ปุ่นยังมีสถาบันทางการแพทย์ไม่มากที่รักษาผู้ป่วยจากผลที่ตามมาดังกล่าว

แพทย์รายหนึ่ง ระบุว่า ผู้มีอาการดังกล่าวส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 40 ปีหรือเด็กกว่านั้น และทางรัฐบาลจำเป็นต้องจริงจังกับเรื่องนี้และหามาตรการรับมือ

เมื่อปีที่แล้ว ศูนย์สุขภาพและการแพทย์ระดับโลกแห่งชาติของญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์สอบถามผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาล และมีผู้ตอบการสำรวจ 63 ราย

ผลสำรวจพบว่าในบางราย ผู้ป่วยยังคงมีอาการหายใจลำบาก ไม่สบาย และการรับกลิ่นบกพร่องเป็นเวลา 4 เดือนนับจากเริ่มมีอาการของโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยที่มีอาการผมร่วงเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากโควิด-19 แสดงอาการ

ฮิราฮิตะ คลินิก ซึ่งทำการตรวจผู้ป่วยประเภทดังกล่าวประมาณ 700 คนทั่วประเทศ ระบุว่า มีผู้ป่วย 95% บอกว่ารู้สึกไม่สบาย ขณะที่ 80% ระบุว่ามีอาการซึมเศร้าและความสามารถด้านการคิดลดลง โดยผู้ป่วยดังกล่าวประมาณ 30% นั้นอยู่ในช่วงอายุประมาณ 40 ปี และเกือบ 50% อยู่ในช่วงอายุประมาณ 30 ปี และมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.4 เท่า

โคอิจิ ฮิราฮิตะ ผู้อำนวยการคลินิกคาดว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะอาการภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องและตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยด้วยการโจมตีอวัยวะที่แข็งแรงดี

เขายังเตือนด้วยว่า ผู้ที่หายจากโควิด-19 ยังควรงดออกกำลังกายไปสักระยะ เนื่องจากแค่ออกไปเดินเล่นก็อาจทำให้อาการแย่ลงแล้ว