ฮ่องกงให้เด็กเรียนหลักสูตรปลูกฝังความรักชาติตั้งแต่ 6 ขวบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644671

วันที่ 06 ก.พ. 2564 เวลา 14:15 น.ฮ่องกงให้เด็กเรียนหลักสูตรปลูกฝังความรักชาติตั้งแต่ 6 ขวบทางการฮ่องกงปรับหลักสูตรใหม่ เน้นสร้างความรักชาติ สอนร้องเพลงชาติตั้งแต่ 6 ขวบหวังให้เยาวชนภักดีต่อจีน

กระทรวงศึกษาธิการฮ่องกงประกาศปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐโรงเรียนทุกแห่งในฮ่องกงให้สอดคล้องกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่มาจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ โดยนักเรียนฮ่องกงทุกคนที่อายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไปจะได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจประวัติและการพัฒนาของจีน ความสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ ธงชาติ สัญลักษณ์ประจำชาติ และเพลงชาติ

ภายใต้หลักสูตรใหม่นี้นักเรียนชั้นอนุบาลทั้งในโรงเรียนรัฐและเอกชนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน และวิชาจริยธรรม ซึ่งทางการระบุว่า จะเสริมสร้างความเป็นชาวจีนให้เด็กและปูพื้นฐานไปสู่การเรียนเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ

ส่วนนักเรียนชั้นประถมจะถูกสอนเรื่องการร้องเพลงชาติและการชูธงชาติ และนักเรียนที่โตกว่านี้จะต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ และความสำคัญของสถาบันต่างๆ เช่น กองทัพปลดปล่อยประชาชนที่ปกป้องฮ่องกง

นอกจากนี้ ตอนหนึ่งของประกาศกระทรวงศึกษาระบุว่า ตราบใดที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ จะไม่มีที่ว่างสำหรับการถกเถียงหรือประนีประนอม

ความเคลื่อนไหวในเรื่องแนวทางปฏิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการประท้วงใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งผู้ร่วมการชุมนุมจำนวนมากเป็นวัยรุ่น ทำให้บรรดาผู้นำจีนมองว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติด้านการศึกษานั้น จะช่วยให้เยาวชนชาวฮ่องกงว่านอนสอนง่ายและเป็นพลเมืองที่ภักดีต่อจีน

แจงชายในคลิปโปรยเงินไม่ใช่ลูกชายมินอ่องหล่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644678

วันที่ 06 ก.พ. 2564 เวลา 13:21 น.แจงชายในคลิปโปรยเงินไม่ใช่ลูกชายมินอ่องหล่ายวาสนา นาน่วม ยืนยันชายในคลิปโปรยเงินไม่ใช่ลูกชายมินอ่องหล่าย

ก่อนหน้านี้โลกโซเชียลมีการแชร์คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นบุตรชายของนายพล มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมา กำลังโปรยเงินเพื่อฉลองที่ผู้เป็นพ่อทำการรัฐประหารสำเร็จ

ล่าสุดเฟซบุ๊ค Wassana Nanuam ซึ่งเป็นของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง ได้โพสต์ยืนยันว่าชายในคลิป ไม่ใช่บุตรชายของมินอ่องหล่าย โดยมีข้อความว่า “เมียนมา แจง ไม่ใช่ “ลูกชาย” พลเอก มิ่น อ่อง ไลง์” หลังเมืองไทยแชร์คลิป ชายโปรยเงินแจกพนักงาน ฉลองรัฐประหารสำเร็จ อ้างเป็นลูกชาย พลเอก มิ่น อ่อง ไลง์ ผบ.ทหารสูงสุดเมียนมา ผู้นำรัฐประหาร พร้อมเปิดโฉมลูกชายเทียบชายในคลิป !!”

ในเฟซบุ๊คของวาสนายังแชร์ลิงค์เว็บไซต์ข่าว llpch.news ซึ่งมีภาพของการเปรียบเทียบใบหน้าของชายในคลิปและ Aung Pyae Sone บุตรชายของมินอ่องหล่าย และชี้ให้เห็นว่าทั้งสองคนหน้าตาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2FWassanaJournalist%2Fposts%2F3807456305979466&width=500&show_text=true&height=599&appId

เปิดข้อมูลวัคซีน COVAX อาเซียนได้เกือบทุกชาติ ยกเว้นไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644661

วันที่ 06 ก.พ. 2564 เวลา 12:15 น.เปิดข้อมูลวัคซีน COVAX อาเซียนได้เกือบทุกชาติ ยกเว้นไทยองค์การอนามัยโลกเผยข้อมูลการแจกจ่ายวัคซีนจากโครงการ COVAX

กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (The Coalition for Epidemic Preparedness Innovations: CEPI) องค์กรพันธมิตรวัคซีนกาวี (Gavi, the Vaccine Alliance) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ในฐานะผู้นำโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนต้าน Covid-19 อย่างเท่าเทียมทั่วโลก หรือ COVAX ได้เผยแพร่ข้อมูลขั้นต้นชุดแรกของการคาดการณ์การแจกจ่ายวัคซีนต้าน Covid-19 ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก นับจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์

พบว่าประเทศที่คาดว่าจะได้รับการแจกจ่ายวัคซีนสูงสุด ได้แก่ อินเดีย 97,164,000 โดส ปากีสถาน 17,160,000 โดส และไนจีเรีย 16,008,000 โดส โดยทั้งหมดนี้เป็นวัคซีนของแอสตราเซเนกาที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (AstraZeneca/Oxford) ที่อนุญาตให้สถาบันเซรุ่มของอินเดีย (SII) ผลิต

ขณะที่ในอาเซียนมีหลายประเทศที่คาดว่าจะได้รับการแจกจ่ายวัคซีนของโครงการ COVAX ยกเว้นประเทศไทยที่ไม่มีข้อมูลระบุไว้ ดังนี้

  • บรูไน           100,800 โดสจาก AZ
  • กัมพูชา        1,296,000 โดสจาก AZ/SII
  • ลาว             564,000 โดสจาก AZ/SII
  • มาเลเซีย       1,624,800 โดสจาก AZ
  • อินโดนีเซีย    13,708,800 โดสจาก AZ
  • เมียนมา        4,224,000 โดสจาก AZ/SII
  • ฟิลิปปินส์      5,500,800 โดสจาก AZ และ117,000 โดสจาก Pfizer-BioNTech
  • สิงคโปร์        288,000 โดสจาก AZ
  • เวียดนาม      4,886,400 โดสจาก AZ

กองทัพเมียนมาบล็อกทวิตเตอร์หนีแฮชแท็กต้านรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644655

วันที่ 06 ก.พ. 2564 เวลา 10:17 น.กองทัพเมียนมาบล็อกทวิตเตอร์หนีแฮชแท็กต้านรัฐประหารกองทัพเมียนมายังไล่บล็อกโซเชียลมีเดียไม่หยุด ล่าสุดถึงคิวทวิตเตอร์แล้ว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการเมียนมาสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระงับการให้บริการทวิตเตอร์และอินสตาแกรมในเมียนมาชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด หลังจากชาวเมียนมาพากันใช้โซเชยลมีเดียดังกล่าวต่อต้านการทำรัฐประหาร

หลังจากเฟซบุ๊คถูกปิดกั้นการใช้งานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ชาวเมียนมาจึงตอร์หันไปใช้ทวิตเตอร์ในการแพร่กระจายข่าวสารต่างๆ และติดแฮชแท็กต่อต้านรัฐบาลทหาร อาทิ #RespectOurVotes, #HearTheVoiceofMyanmar และ #SaveMyanmar โดยบางแฮชแท็กมีการพูดถึงกว่าล้านครั้ง

แต่ราว 22.00 น.ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ใช้บางรายเริ่มเข้าใช้ทวิตเตอร์ไม่ได้ และบางคนยังบอกว่าแม้จะใช้อินเทอร์เน็ตจำลองส่วนตัว หรือวีพีเอ็น เพื่อหนีการบล็อคก็ยังเข้าใช้ทวิตเตอร์ไม่ได้

การบล็อคทวิตเตอร์ส่งผลให้ในเวลาต่อมาแฮชแท็ก #WeNeedDemocracy และ #FreedomFromFear ซึ่งเป็นคำพูดของอองซานซูจีติดเทรนด์ขึ้นมาอีกครั้ง ในเมียนมา

จากเอกสารของทางการเมียนมาที่สำนักข่าวเอเอฟพีได้เห็นซึ่งยังไม่มีการยืนยัน ทางการอ้างว่ามีการใช้ทวิตเตอร์และอินสตาแกรมเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนต่อสาธารณชน

ต่อมาทวิตเตอร์เผยถึงความเคลื่อนไหวนี้ว่า “เป็นการบ่อนทำลายการพูดคุยในที่สาธารณะและสิทธิของประชาชนในการส่งเสียงของพวกเขา…เราจะเดินหน้าสนับสนุนการเรียกร้องให้ยุติการปิดกั้นของรัฐบาลทหาร”

ด้าน NetBlocks องค์กรเอกชนที่ตรวจสอบความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตและเหตุขัดข้องของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกยืนยันว่า แพลตฟอร์มอื่นในเครือของเฟซบุ๊ค อาทิ วอทส์แอพก็ถูกปิดกั้นเช่นกัน

อีกครั้งที่ไทยจะโดนกดดันให้จัดการกับทหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644540

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 20:15 น.อีกครั้งที่ไทยจะโดนกดดันให้จัดการกับทหารเมียนมาการแข่งขันกันขยายอิทธิพลระหว่างสหรัฐกับจีนจะบีบให้สหรัฐไม่สามารถลงดาบเมียนมาหนัก เพื่อนบ้านอย่างไทยจึงหนีไม่พ้นถูกกดดันให้จัดการแทน

หลังจากที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจด้วยการควบคุมตัวอองซานซูจีไว้ ประเทศพี่ใหญ่อย่างสหรัฐก็มีความเคลื่อนไหวทันทีภายใต้การจับตามองของทั่วโลก โดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน ขู่ว่าจะทบทวนและฟื้นมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐเคยใช้กับเมียนมาอีกครั้งตามความเหมาะสม แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะใช้มาตรการใดบ้าง  

และต่อมาทางการสหรัฐได้ประกาศว่าชัดเจนว่าการยึดอำนาจครั้งนี้เป็นการก่อรัฐประหาร ซึ่งภายใต้กฎหมายของสหรัฐการประกาศเช่นนี้ทำให้มาตรการช่วยเหลือเมียนมาด้านการเงินของสหรัฐสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ  

หากพิจารณาจากมาตรการคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 1988 หลังจากที่กองทัพเมียนมาใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร สามารถแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 7 ประเภทคือ 1) ไม่ออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่เมียนมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรดาคณะรัฐบาลที่เข้ามายึดอำนาจและบุคคลใกล้ชิด 2) จำกัดบริการทางการเงิน 3) อายัดทรัพย์สิน  

4) ห้ามนำเข้าสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากเมียนมา 5) ห้ามนำเข้าสินค้าจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐบาลทหาร 6) ห้ามการลงทุนในเมียนมาและในบริษัทจากประเทศที่สาม 7) ห้ามให้ความช่วยเหลือเมียนมาทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งไม่ขายอาวุธให้  

ระหว่างนี้ก็มีการปรับลดหรือเพิ่มมาตรการต่างๆ เรื่อยมา และค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรหลังจากเมียนมาปฏิรูปประเทศในสมัยประธานาธิบดีเต็งเส่งและปล่อยตัวอองซานซูจี จนนำมาสู่การยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมดเมื่อปี 2016 ในสมัยของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา  

ทว่าปี 2019 อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่กับบรรดานายทหารระดับอาวุโส รวมทั้งนายพล มินอ่องหล่าย ต่อกรณีที่กองทัพเมียนมากวาดล้างชาวโรฮีนจาอย่างเลือดเย็น 

แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าสหรัฐจะใช้มาตรการใดบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะอยู่นอกเหนือจากมาตรการในครั้งก่อน โดยนักวิเคราะห์มองว่าสหรัฐจะลงโทษแบบเจาะจงเป็นรายบุคคลมากกว่า เพราะหากคว่ำบาตรเป็นวงกว้างผลเสียจะเกิดกับประชาชนเมียนมาตาดำๆ มากกว่า

แต่ถึงจะลงโทษเป็นรายบุคคล ก็ไม่ได้สร้างความกริ่งเกรงให้กับบรรดานายพล เพราะอย่างที่บอกว่าขณะนี้มินอ่องหล่ายและอีกหลายคนถูกคว่ำบาตรตามกฎหมายแมกนิตสกี (Global Magnitsky Human Rights Accountability Act) ที่มีไว้จัดการกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงทั่วโลกอยู่แล้ว แต่ทหารยังกล้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากเสียงของประชาชน

ดังที่ เกร็ก โพลิง และไซมอนด์ ฮูเดส จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตัน บอกว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบในทันทีและมากนักต่อบรรดานายพล โดยให้เหตุผลว่ามีนายพลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตั้งใจจะเดินทางไปหรือทำธุรกิจที่สหรัฐ

โดยเฉพาะมินอ่องหล่ายที่ไม่เกรงกลัวเลย เนื่องจากกองทัพเมียนมามีทั้งจีน รัสเซีย และอินเดียหนุนหลัง โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 เมื่อต้นปีที่แล้วจีนกับเมียนมาลงนามใน MOU ร่วมกันถึง 33 ฉบับซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การค้าการลงทุนไปจนถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในเมียนมา

ผิดกับสหรัฐที่มูลค่าการส่งออกต่อกันค่อนข้างน้อย หากสหรัฐยิ่งคว่ำบาตรเมียนมาก็จะยิ่งเป็นการผลักให้เมียนมาหันไปซบจีนที่กำลังขยายอิทธิพลในอาเซียนมากขึ้น

ทางการญี่ปุ่นก็กังวลเรื่องนี้เช่นกัน โดยยะสุฮิเดะ นะกะยะมะ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเตือนว่า ประเทศประชาธิปไตย รวมทั้งสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น เสี่ยงที่จะผลักให้เมียนมาใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น หากการตอบโต้การทำรัฐประหารตัดช่องทางการสื่อสารกับกองทัพเมียนมา

ดังนั้นการแข่งขันกันขยายอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐจะเป็นตัวตัดสินว่าสหรัฐจะคว่ำบาตรเมียนมาอย่างไร หากเมียนมาใช้จีนช่วยถ่วงดุล สหรัฐคงไม่กล้าลงดาบเมียนมาหนักมากมิเช่นนั้นจะเสียพื้นที่อิทธิพลในเมียนมาให้กับจีน

มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐจึงทำอะไรเมียนมาไม่ได้มากนัก

มาถึงคำถามสำคัญ ถ้าหากสหรัฐและชาติคะวันตกกดดันกองทัพเมียนมาไม่สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น?

ตอบว่าประเทศที่ใกล้ชิดกับเมียนมาก็จะถูกกดดันแทน ประเทศที่เข้าข่ายนี้คือกลุ่มประเทศที่ไปลงทุนในเมียนมา อันดับที่ 1. คือสิงคโปร์ 2. จีน 3. ฮ่องกง 4. เวียดนาม 5. ญี่ปุ่น ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 6

หากสหรัฐงัดมาตรการคว่ำบาตรแบบถ้วนหน้า (ไม่ใช่คว่ำบาตรเฉพาะรายบุคคล) ขึ้นมาประเทศเหล่านี้จะลำบาก แต่โอกาสที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทั้งประเทศมีน้อย การลงทุนจากต่างประเทศจึงไม่น่ากระทบ ดังนั้นแรงกดดันน่าจะไปตกกับประเทศที่ใกล้ชิดเมียนมาทั้งด้านภูมิศาสตร์และในแง่ความสัมพันธ์ไม่เป็นทางการ

ประเทศที่ว่านั้นคือประเทศไทย

ย้อนกลับไปตอนที่เมียนมาปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารคราวที่แล้ว ไทยต้องปรับนโยบายต่อเผด็จการทหารเมียนมาแบบเดี๋ยวเป็นเพื่อนเดี๋ยวเป็นคู่กรณี เช่น สมัยรัฐบาลพล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ไทยผลักดันชูนโยบาย “แทรกแซงอย่างสร้างสรรค์” หรือ Constructive engagement คือการไม่แทรกแซงกิจการภายในของเพื่อนบ้านอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนโยบายนี้ทำให้เมียนมาเข้าหาไทยเพื่อไทยเป็นสื่อกลางกับอาเซียน ผลคือเผด็จการทหารเมียนมากับรัฐบาลไทยขณะนั้นค่อนเข้ากันดี จนการค้าสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งๆ ที่นานาประเทศคว่ำบาตรเมียนมา

แต่บางครั้งไทยก็คล้อยตามชาติตะวันตก เช่น รัฐบาลนายชวน หลีกภัยที่ไม่โอ๋กองทัพเมียนมาและยังแสดงท่าทีท้าทายด้วยการแสดงความกังวลต่อกิจการภายในของเมียนมาและยังเปิดทางให้ผู้ชนะรางวัลโนเบลใช้ประเทศไทยเพื่อกดดันเผด็จการเมียนมาให้ปล่อยตัวอองซานซูจี

ผลก็คือรัฐบาลชวนได้รับเสียงชมเชยจากทั่วโลก แต่กองทัพเมียนมาหัวเสียจัดถึงขนาดยกเลิกสัมปะทานไม้ ซึ่งทำรายได้ให้กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง-ธุรกิจในไทยอย่างมหาศาล

หากไทยทำท่าจะไม่เอื้อต่อนโยบายตะวันตก ไทยก็จะโดนเสียเองด้วย เช่น ในปี 2004 คณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยเอเชียแปซิฟิกของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีรายงานเกี่ยวท่าทีของสหรัฐต่อเผด็จการเมียนมา (ในเวลานั้นคือ SPDC) และการให้ความช่วยเหลืออองซานซูจี

รายงานแสดงความกังวลกี่ยวกับการที่รัฐบาลในไทยในขณะนั้น (รัฐบาลทักษิณ) เปลี่ยนนโยบายใหม่โดยห้าม UNHCR ไปกำหนดสถานะผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่อพยพมายังไทยและยังลดบทบาทของ NGOs ชาวเมียนมาในไทยด้วย คณะอนุกรรมษธิการถึงกับระบุว่า

“ถ้าประเทศไทยมีอำนาจในกระบวนการนี้ ดอว์ อองซาน (อองซานซูจี) จะไม่สามารถถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้อพยพ และยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากคุณเป็นชนกลุ่มน้อยเมียนมาที่หนีจากการกวาดล้าง หนีจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าหากคุณหนีจากการทรมานหรือการข่มขืน คุณจะไม่มีโอกาสถูกเรียกว่าเป็นผู้ลี้ภัยอีกต่อไป เพราะนิยามผู้ลี้ภัยของประเทศไทย คือใครก็ตามที่หนีจากการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่”

ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสนอให้ “รัฐบาลสหรัฐทำงานร่วมกับประเทศไทยและ UNHCR เพื่อติดตามความคืบหน้าที่น่ากังวลอย่างมากนี้” และเสนอให้เพิ่มเงินช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลสหรัฐแก่ NGOs ไทยที่ทำงานตามชายแดนเมียนมา และยังมีข้อแนะนำอย่างเป็นทางการด้วยว่า “รัฐบาลสหรัฐควรกระตุ้นให้ไทยให้ความช่วยเหลือและปกป้องผู้ลี้ภัยและนักเคลื่อนไหวชาวเมียนมา”

จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่าทางการไทยมีนโยบายใดๆ ออกมาก็ตาม หากไม่ตรงใจสหรัฐ สหรัฐก็จะหาทางกดดันไทย โดยเรียกอย่างสวยหรูว่า “ทำงานร่วม” และยังไม่พอสหรัฐยังจะอีดฉีดเงิน NGOs ในไทยเพื่อให้ทำงานตามจุดประสงค์ของตนด้วย

เมื่อถึงปี 2006 เอริก จอห์น ผู้ช่วยรองรัฐมนตรีว่าารกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐให้การกับคณอนุกรรมาธิการเดียวกันว่า “ผมกับเพื่อนร่วมงานหลายคน ส่งจดหมายไปถึงประธานาธิบดี (จอร์จ ดับเบิลยู) บุช เรียกร้องให้ท่านประธานาธิบดีเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยุติการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมถึงฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, อินโดนีซีย และมาเลเซียยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้นต่อเมียนมา แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลไทยกลายเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการทหารเมียนมาตัวยง”

แต่รัฐบาลไทยไม่ว่าจะในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบหรือไม่เต็มใบ ลังเลที่จะทำตาม “คำแนะนำ” ของสหรัฐแบบ 100% เพราะหากทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้เผด็จการทหารเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐบีบให้ไทยปล่อยให้นักเคลื่อนไหวใช้พื้นที่ของไทยเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมา

สาเหตุที่ “ชนชั้นนำ” (elites) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลไทยและภาคธุรกิจไทยรวมถึงกองทัพไทยลังเลที่จะกดดันเมียนมาตามการผลักไสของสหรัฐก็เพราะ ชนชั้นนำของไทยมีผลประโยชน์กับเมียนมามหาศาล และกองทัพเมียนมาก็เป็นเจ้าของทรัพยากรมากมายในเมียนมาที่เอื้อประโยชน์แก่ไทยได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังการรัฐประหารที่เมียนมา พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะกล่าวติงให้สื่อระมัดระวังการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเมียนมา เพราะอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยได้

คำกล่าวนี้สะท้อนได้สองแง่มุม แง่มุมหนึ่งคือพล.อ. ประยุทธ์แทรกแซงการทำงานของสื่อ อีกแง่มุมหนึ่งคือพลอ. ประยุทธ์ให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ทางไทยในเมียนมา มากกว่าประชาธิปไตยและประชาชนเมียนมาภายที่ถูกปล้นอำนาจไป

เผด็จการทหารเมียนมายังเป็นพวกที่เอาใจยาก เช่นกรณีกลุ่มนักศึกษาเมียนมา ยึดสถานทูตเมียนมาพร้อมจับตัวประกันเอาไว้วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาปล่อยตัวอองซาน ซูจี แต่ต่อมาแค่อเฮลิคอปเตอร์ให้ไปส่งที่ชายแดนไทย-เมียนมา ที่จังหวัดราชบุรี โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ เสนอตัวเป็นตัวประกันนั่งโดยสารไปด้วย การทำเช่นนี้ถือว่าช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ลุล่วงอย่างน่าทึ่งโดยไม่มีใครเลือดตกอย่างออก แต่ปรากฎว่าทหารเมียนมาไม่พอใจ จนทำให้ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องบินไปเคลียร์ถึงเมียนมา

ปีถัดมา วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2543 เกิดกรณีก๊อด’ส อาร์มี่บุกโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีทางการไทยใช้วิธีเด็ดหัวก๊อด’ส อาร์มี่จนตายนับสินแต่ตัวประกันไม่มีใครบาดเจ็บ คราวนี้ทหารเมียนมาพึงพอใจและชมว่าไทยจัดการได้รวดเร็ว ราวกับว่าทหารเมียนมาไม่ชอบจบแบบแฮปปปี้เอนดิ้ง แต่ชอบจบแบบเลือดนองแผ่นดิน

ที่สำคัญ เผด็จการทหารเมียนมามีเรื่องกระทบกระทั่งกับไทยบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ขึ้นๆ ลงๆ เพิ่งจะมาเสถียรในสมัยรัฐบาลทักษิณที่มีการเชิญผู้นำทหารเมียนมามาเยือนไทย เช่น หม่อง เอ อดีตผู้บัญชาการทหารบกเมียนมาซึ่งรู้สึกชื่นมื่นจนถึงกับบอกว่า “จะลืมเรื่องในอดีตทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศไทย”

ดังนั้นการตกอยู่ในสถานะแบบไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นพราะชนชั้นนำไทยมีเอี่ยวกับผลประโยชน์ในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นเพราะสัมพันธ์ที่แนบแน่นของคนในกองทัพทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเพราะกองทัพเมียนมาเอาแต่ใจตัวเอง

และไม่ว่าจะเป็นเพราะไทยอยู่ตรงกลางระหว่างทหารเมียนมา ประชาชนเมียนมา และประชาคมโลก

ทารกวัย 6 สัปดาห์หัวใจหยุดเต้นดับกลางพิธีจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644614

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.ทารกวัย 6 สัปดาห์หัวใจหยุดเต้นดับกลางพิธีจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ทารกโรมาเนียวัย 6 สัปดาห์เสียชีวิตหลังเข้าพิธีศีลล้างบาป ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนพิธีกรรม

เอเอฟพีรายงานว่าศาสนาคริสต์ในโรมาเนียกำลังเผชิญกับแรงกดดันให้ปรับเปลี่ยนพิธีศีลล้างบาปหรือศีลจุ่ม ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำเพื่อชำระล้างบาปก่อนเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน หลังเกิดเหตุทารกวัยเพียง 6 สัปดาห์เสียชีวิตจากการทำพิธีกรรมดังกล่าว

โดยเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ทารกคนนี้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะกำลังจุ่มร่างกายลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งแพทย์ชันสูตรพบว่ามีของเหลวอยู่ในปอดของทารก

ภายหลังอัยการได้ดำเนินการสอบสวนนักบวชในเมืองซูซาวา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโรมาเนียซึ่งเป็นผู้ทำพิธีดังกล่าว ท่ามกลางประชาชนบนโลกออนไลน์ที่ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนพิธีกรรม ซึ่งขณะนี้สามารถรวบรวมได้แล้วมากกว่า 56,000 รายชื่อ

ตามคำร้องระบุว่า “การเสียชีวิตของทารกแรกเกิดจากพิธีกรรมนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ความเสี่ยงนี้ต้องถูกยกเลิกไป” ซึ่งสื่อท้องถิ่นเผยว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เกิดกรณีเช่นนี้หลายครั้ง

วาไซล์ บาเนสกู โฆษกของศาสนจักรในโรมาเนียกล่าวว่านักบวชผู้ทำพิธีสามารถรินน้ำเพียงเล็กน้อยลงบนหน้าผากของทารกแทนการจุ่มทารกลงในน้ำได้ ขณะที่พระอัครสังฆราชเทโอโดซี ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยืนยันว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนพิธีกรรมใดๆ ทั้งสิ้น

Photo by Daniel MIHAILESCU / AFP

ไต้หวันปรับ 2 แสนหญิงชวนแฟนค้างคืนตอนกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644611

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 18:00 น.ไต้หวันปรับ 2 แสนหญิงชวนแฟนค้างคืนตอนกักตัวหญิงไต้หวันถูกปรับ 2 แสนเหรียญไต้หวันฐานชวนแฟนค้างคืนด้วยตอนตัวเองกักตัว

สำนักงานสาธารณสุขเมืองไถจงของไต้หวันสั่งลงโทษปรับหญิงรายหนึ่งจำนวน 200,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 215,209 บาท ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรการกักตัว หลังชวนให้แฟนหนุ่มพักอยู่ที่บ้านของเธอเป็นเวลา 2 วันระหว่างที่เธอกำลังกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการ Covid-19

หญิงรายดังกล่าวเดินทางกลับจากจีนและอยู่ระหว่างการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน แต่เธอกลับฝ่าฝืนมาตรการด้วยการชวนให้แฟนหนุ่มค้างคืนที่บ้านของเธอ ทั้งที่ศูนย์บัญชาการโรคระบาดกลาง (CECC) กำหนดให้ผู้ที่เดินทางเข้าไต้หวันทุกคนต้องแยกกักตัว 1 คนต่อ 1 บ้าน สำหรับคนที่เลือกกักตัวที่บ้าน

ขณะที่แฟนของหญิงรายนี้ซึ่งเป็นแพทย์ต้องเฝ้าดูอาการของตัวเองและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปทำงาน 7 วัน และจะกลับไปทำงานได้ก็ต่อเมื่อผลตรวจหาเชื้อออกมาเป็นลบ 2 ครั้ง

ด้าน หลูซิ่วเยี่ยน นายกเทศมนตรีเมืองไถจงกล่าวว่า พฤติกรรมของหญิงรายนี้น่ารังเกียจที่สุด และ CECC จะพิจารณาโทษที่เหมาะสมกับแฟนหนุ่มของเธอด้วย

Photo by Sam Yeh / AFP

เผยคลิปอ้างว่าลูกชายมินอ่องหล่ายโปรยเงินฉลองพ่อรัฐประหารสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644622

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.เผยคลิปอ้างว่าลูกชายมินอ่องหล่ายโปรยเงินฉลองพ่อรัฐประหารสำเร็จชาวเมียนมาแห่แชร์คลิปบุคคลหน้าคล้ายลูกชายมินอ่องหล่ายโปรยเงินฉลองรัฐประหารสำเร็จ

โลกโซเชียลมีเดียเมียนมาแชร์คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นบุตรชายของนายพลมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมา กำลังโปรยเงินลงมาจากชั้นบนของอาคารแห่งหนึ่ง เพื่อฉลองชัยชนะที่พ่อก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนสำเร็จเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ในคลิปยังเผยให้เห็นชาวเมียนมาหลายรายที่อยู่ชั้นล่างพากันเก็บเงินดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันว่าบุคคลในคลิปคือบุตรชายของมินอ่องหล่ายจริงหรือไม่

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2Fuzaw1%2Fvideos%2F3595275453854708%2F&show_text=false&width=267

อังกฤษเผยโลกกำลังเผชิญโควิดถึง 4,000 สายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644603

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.อังกฤษเผยโลกกำลังเผชิญโควิดถึง 4,000 สายพันธุ์ขณะนี้ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ไปแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์แต่เชื่อวัคซีนจะยังคงต้านไวรัสได้

นาดิม ซาฮาวี รัฐมนตรีกำกับดูแลด้านวัคซีนจากสหราชอาณาจักรระบุว่าขณะนี้ไวรัสโคโรนาได้กลายพันธุ์ไปแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์ทั่วโลก อาทิ สายพันธุ์อังกฤษ แอฟริกาใต้ และบราซิล ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดรวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ พร้อมกระตุ้นบรรดาผู้ผลิตวัคซีนให้พยายามพัฒนาวัคซีนของพวกเขา

ซาฮาวี กล่าวว่า “แม้จะมีโอกาสน้อยที่วัคซีนในปัจจุบันจะไม่ได้ผลกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่บรรดาผู้ผลิตวัคซีนไม่ว่าจะเป็นไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech), โมเดอร์นา (Moderna), อ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford-AstraZeneca) และอื่นๆ กำลังพิจารณาแนวทางการพัฒนาวัคซีนของพวกเขาเพื่อให้มั่นใจว่าจะพร้อมรับมือกับไวรัสทุกสายพันธุ์ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์ทั่วโลก”

เช่นเดียวกับวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษซึ่งระบุว่าแม้จะมีไวรัสกลายพันธุ์หลายสายพันธุ์แต่มีโอกาสน้อยมากที่ไวรัสจะเปลี่ยนแปลงไปจนมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เปิดการทดลองครั้งใหม่เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนจาก 2 บริษัทคือ ไฟเซอร์และแอสตราเซเนกาเมื่อใช้ร่วมกัน

โดยนักวิจัยชาวอังกฤษที่อยู่เบื้องหลังการทดลองนี้กล่าวว่าหากการทดลองสำเร็จการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเนื่องจากสามารถนำวัคซีนของสองบริษัทที่ต่างกันมาฉีดร่วมกันได้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทราบผลการทดลองภายในเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ยังได้มีการจับมือกับรัสเซียในการทดสอบวัคซีนสปุตนิกวี (Sputnik V) ร่วมกับแอสตราเซเนกาเพื่อทดลองว่าการรวมกันของวัคซีนทั้งสองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านไวรัสหรือไม่

Photo by Mark RALSTON / AFP

ไบเดนยกเครื่องนโยบายต่างประเทศ ชวนนานาชาติต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644599

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.ไบเดนยกเครื่องนโยบายต่างประเทศ ชวนนานาชาติต้านเผด็จการ‘อเมริกากลับมาแล้ว’ ไบเดนประกาศนโยบายครั้งใหญ่ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศว่า “อเมริกากลับมาแล้ว” โดยรัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับการทูตในนโยบายต่างประเทศ และหนึ่งในนั้นคือ ยุติการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมน นับเป็นการประกาศนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง 

ไบเดนยังกล่าวอีกว่า ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งการต่อต้านเผด็จการที่กำลังขยายตัว จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อนานาชาติร่วมมือกัน 

“เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เราต้องเริ่มต้นจากการทูตที่มีรากฐานมาจากคุณค่าประชาธิปไตยที่คนอเมริกันหวงแหน…ปกป้องเสรีภาพ สร้างโอกาส รักษาสิทธิ์สากล เคารพหลักกฎหมาย และปฏิบัติต่อทุกคนด้วยศักดิ์ศรี”

ผู้นำสหรัฐยังย้ำว่าสหรัฐต้องฟื้นฟูจุดยืนของสหรัฐหลังจาก 4 ปีที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักไสพันธมิตรและไม่เคารพบรรทัดฐานของประชาธิปไตย

“เราจะแข่งขันจากตำแหน่งที่แข็งแกร่งด้วยการทำให้บ้านของเราดีขึ้น ร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วน กลับเข้าร่วมกับสถาบันระหว่างประเทศ เรียกคืนความน่าเชื่อถือที่เคยหายไป”

นอกจากนี้ ไบเดนยังเอ่ยถึงเมียนมาเป็นการเฉพาะ โดยเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาสละอำนาจที่ยึดไป รวมทั้งปล่อยตัวเจ้าหน้าที่และนักเคลื่อนไหวที่ควบคุมตัวไว้ ยกเลิกการควบคุมการติดต่อสื่อสาร และไม่ใช่ความรุนแรง

ขณะที่พูดถึงจีนแบบทั่วไปว่า สหรัฐจะเผชิญหน้ากับการเล่นแง่ทางเศรษฐกิจ ตอบโต้ความกร้าวร้าว ปฏิบัติการบีบบังคับเพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา และธรรมาภิบาลโลกของจีน

ทว่าไม่ได้กล่าวถึงประเด็นซับซ้อน อาทิ การเจรจานิวเคลยร์กับอิหร่าน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

Photo by SAUL LOEB / AFP