สหรัฐจี้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวอองซานซูจี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644168

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 09:44 น.สหรัฐจี้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวอองซานซูจีต่างประเทศเริ่มกดดันกองทัพเมียนมาให้ปล่อยตัวอองซานซูจึโดยด่วน

สหรัฐเคลื่อนไหวหลังกรณีอองซานซูจีถูกกองทัพเมียนควบคุมตัว โดยเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า “สหรัฐคัดค้านความพยายามใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงผลของการเลือกตั้งเมื่อเร็วๆ นี้หรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยของเมียนมา และจะดำเนินการกับผู้ที่รับผิดชอบหากขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข”

“เราขอเรียกร้องให้ทหารและทุกฝ่ายยึดมั่นในบรรทัดฐานประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมและปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวในวันนี้” เธอกล่าวเสริม

ด้านออสเตรเลียก็เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาปล่อยตัวผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งทันทีโดยระวุว่ากองทัพเมียนมากำลังพยายามยึดอำนาจ

โดยมาริส เพย์น รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราของเรียกร้องมห้ทหารเคารพหลักนิติธรรมเพื่อยุติข้อพิพาทผ่านกลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย และปล่อยตัวผู้นำรวมถึงคนอื่นๆ ที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทันที”

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่ายังไม่มีแผนที่จะส่งตัวประชาชนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาราว 3,500 คนเดินทางกลับประเทศ แต่กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนให้ประชาชนระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก

เช่นเดียวกับกระทรวงต่างประเทศของสิงคโปร์ที่ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและทำงานเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นบวกและสันติ

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียก็ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราสังเกตการณ์สถานการณ์ในเมียนมาด้วยความกังวลอย่างยิ่ง อินเดียมีความแน่วแน่ในการสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยในเมียนมามาโดยตลอด เราเชื่อว่าหลักนิติธรรมและกระบวนการประชาธิปไตยจะต้องได้รับการสนับสนุน”

มาเลเซียก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างสันติ โดยแถลงว่า “มาเลเซียสนับสนุนการหารือร่วมกันระหว่างผู้นำเมียนมาเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อประชาชนและรัฐเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยากลำบากในปัจจุบัน”

ด้านอินโดนีเซียออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ได้กล่าวบนทวิตเตอร์ว่า “ผมขอประณามการรัฐประหารและการจับตัวพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมายรวมถึงออง ซาน ซูจีในเมียนมา การลงคะแนนเสียงของประชาชนต้องได้รับความเคารพและผู้นำต้องได้รับการปล่อยตัว”

รวมถึงกระทรวงต่างประเทศจีนก็ได้แถลงว่า “จีนซึ่งเป็นพันธมิตรของเมียนมาหวังว่าฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาจะแก้ไขความแตกต่างของตนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม”

กองทัพเมียนมาขอยึดอำนาจ 1 ปี มินอ่องหล่ายคุมประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644169

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 09:31 น.กองทัพเมียนมาขอยึดอำนาจ 1 ปี มินอ่องหล่ายคุมประเทศเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ากองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร หลังควบคุมตัวนักการเมืองคนสำคัญและยึดสถานที่สำคัญไว้

กองทัพเมียนมาประกาศภาวะฉุกเฉินในประเทศและประกาศว่าอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อาวุโส มินอ่องหลาย และประกาศว่าจะยึดอำนาจเป็นเวลา 1 ปีโดยอ้างกระบวนการการประกาศภาวะฉุกเฉินที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ 

พร้อมกับเผยว่าได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเพื่อตอบโต้การฉ้อโกงระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่แล้ว

กองทัพประกาศทางสถานีโทรทัศน์ Myawaddy TV  ของกองทัพเองโดยระบุว่าจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อรักษา “เสถียรภาพ” ของรัฐโดยกล่าวหาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศไม่สามารถจัดการกับ “ความผิดปกติครั้งใหญ่” ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ได้

โปรดติดตามความคืบหน้าต่อไป

“มินอ่องหล่าย” นายพลใกล้เกษียณคิดครองอำนาจ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644165

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 09:11 น."มินอ่องหล่าย" นายพลใกล้เกษียณคิดครองอำนาจ?จับตาพลเอก อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา เขาคือเบื้องหลังรัฐประหารหรือไม่ หรือจะเป็น “ซอวิน” ที่จะก้าวมารับตำแหน่งต่อจากเขา?

ที่เมียนมามีกลิ่นการทำรัฐประหารโชยมาระยะหนึ่ง แต่การยึดอำนาจทำกันอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วันหลังจากองทัพปฏิเสธว่าจะไม่ทำเช่นนั้น ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ลงมือจนได้ และบุคคลเบื้องหลังคือพลเอก อาวุโส มินอ่องหล่าย (หรือ มี่นอองไลง์)

พลเอก อาวุโส มินอ่องหล่าย  ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาจะมีอายุครบ 65 ปีในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งตามกฎหมายของเมียนมาระบุให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองผู้บัญชาการเกษียณอายุราชการเมื่อมีอายุครบ 65 ปี

พลเอก อาวุโส มินอ่องหล่ายซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเดือนมีนาคม 2011 และกำลังจะเกษียณอายุในปีนี้อาจเลือกที่จะเกษียณอายุโดยสมัครใจ, ผันตัวลงเล่นการเมือง และหรือยืดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งก็เป็นได้

หากเขาเกษียณอายุราชการแล้วคาดว่าคนที่จะก้าวขึ้นมาคุมกองทัพแทนคือนายพลซอวิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการกองทัพบก ซึ่งมีชื่อเสียงไม่ดีนักจากปัญหาคอร์รัปชั่น

โดยก่อนการเลือกตั้งทั่วไปมินอ่องหล่ายให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งสำคัญประการแรกคือจัดการเลือกตั้งปี 2020 ให้สำเร็จ จากนั้นหากเกิดความไว้วางใจเราอาจต้องพิจารณาว่าเราจะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างไร”

ก่อนหน้านี้เขายังเคยกล่าวอีกด้วยว่าประสบการณ์ในการเป็นผู้นำทางทหารของเขาอาจเป็นประโยชน์ในทางการเมือง

อย่างไรก็ตามความพยายามในการลงเล่นการเมืองของเขาไม่ได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party: USDP) ได้รับเลือกเพียง 71 ที่นั่ง ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งในปี 2015 ที่ได้ถึง 117 ที่นั่ง

หมายความว่าชาวเมียนมาส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจในกองทัพ และไม่ต้องการให้ทหารหรือผู้รับมอบฉันทะกลับมาอีกครั้งภายใต้การแข่งขันเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม และมินอ่องหล่ายไม่มีโอกาสดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ขณะที่พรรค NLD ซึ่งได้รับ 920 ที่นั่งจากทั้งหมด 1,117 ที่นั่งก็กำลังเตรียมที่จะจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไปในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสที่มินอ่องหล่ายจะยืดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งออกไปอีก โดยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พลตรีซอมินตุน โฆษกกองทัพเมียนมาได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการเกษียณอายุราชการของมินอ่องหล่าย โดยระบุว่ากองทัพจะปฏิบัติภายใต้ขอบเขตของรัฐธรรมนุญปี 2008

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าทหารมีสิทธิที่จะบริหารกิจการทั้งหมดของกองทัพโดยอิสระ และให้อำนาจแก่สภาป้องกันและความมั่นคงแห่งชาติ (NDSC) ในการเสนอและอนุมัติผู้บัญชาการทหารต่อประธานาธิบดี กล่าวคือระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการสามารถขยายได้โดยผู้นำทางทหาร

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงตัดสินใจยืดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการทหารเป็นเวลา 5 ปี

Photo by Ye Aung THU / AFP

ทหารเมียนมาคุมย่างกุ้ง อาจมีการตัดสัญญาณเน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644162

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 07:51 น.ทหารเมียนมาคุมย่างกุ้ง อาจมีการตัดสัญญาณเน็ต สัญญาณเรื่องการทำรัฐประหารในเมียนมาเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังการควบคุมตัวอองซานซูจีและพรรคพวก

หลังจากมีรายงานว่าทหารเมียนมาได้ทำการการควบคุมตัวอองซานซูจีและบุคคสำคัญของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD เอาไว้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าพยานในกรุงย่างกุ้งพบเห็นทหารมาประจำการที่ศาลาว่าการนครยางกุ้งซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงและปัจจบุันเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

นักข่าวเอเอฟพีเห็นรถบรรทุกทหาร 5 คันภายในศาลาว่าการโดยทหารสั่งให้ผู้คนที่มาถึงที่ทำงานห้ามเข้าสถานที่

ขณะนี้ยังไม่ทราบเจตนาของกองทัพ แต่น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดขึ้นว่าเมียนมากำลังเผชิญกับการก่อรัฐประหาร

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวด้วยว่า การเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตบนมือถือและบริการโทรศัพท์บางอย่างหยุดชะงักในย่างกุ้งเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์

โดยบริการตรวจสอบอินเทอร์เน็ต NetBlocks กล่าวการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายในประเทศของเมียนมาลดลงเหลือ 75% ของระดับปกติตั้งแต่เวลา 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สัญญาณว่ามีการทำรัฐประหารยังมาจาก MRTV สื่อของรัฐบาลเมียนมาที่เผยว่ากำลังมีปัญหาทางเทคนิคและไม่สามารถออกอากาศเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่าผู้นำอองซานซูจีและบุคคลอาวุโสคนอื่น ๆ ถูกควบคุมตัว

“เนื่องจากปัญหาการสื่อสารในขณะนี้ เราจึงขอแจ้งให้คุณทราบด้วยความเคารพว่ารายการปกติของ MRTV และ Myanmar Radio ไม่สามารถออกอากาศได้” Myanmar Radio and Television กล่าวในโพสต์บนหน้า Facebook

Photo by Thet AUNG / AFP

อองซานซูจีถูกทหารเมียนมาควบคุมตัวเอาไว้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644159

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 06:44 น.อองซานซูจีถูกทหารเมียนมาควบคุมตัวเอาไว้กำลังเกิดการยึดอำนาจในเมียนมา?

อองซานซูจีผู้นำเมียนมาและสมาชิกอาวุโสคนอื่นๆ ของพรรคถูกควบคุมตัวในการจู่โจมเมื่อเช้าโดยกองทัพ โฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยกล่าว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากหลายวันของความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างรัฐบาลพลเรือนและกองทัพ ซึ่งกระตุ้นความกลัวว่าจะเกิดรัฐประหารหลังจากที่เกิดความขัดแย้งเรื่องการเลือกตั้งและกองทัพกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง

โฆษก Myo Nyunt บอกกับรอยเตอร์ทางโทรศัพท์ว่าซูจี ประธานาธิบดีวินมินต์ และผู้นำคนอื่นๆ ถูก “ควบคุม” ในช่วงเช้าตรู่

“ผมอยากบอกคนของเราว่าอย่าตอบสนองอย่างผลีผลามและผมต้องการให้พวกเขาปฏิบัติตามกฎหมาย” Myo Nyunt กล่าวและคาดว่าตัวเขาจะถูกควบคุมตัวด้วย

สายโทรศัพท์ไปยังเนปิดอว์ซึ่งเป็นเมืองหลวงไม่สามารถเข้าถึงได้ในช่วงหัวค่ำของวันจันทร์

โฆษกทหารไม่รับโทรศัพท์เพื่อขอความคิดเห็น

สมาชิกในสภาของพรรค NLD ซึ่งไม่ขอให้เปิดเผยชื่อเพราะกลัวการถูกตอบโต้กล่าวว่าอีกคนหนึ่งที่ถูกควบคุมตัวคือ Han Thar Myint สมาชิกคณะกรรมการบริหารกลางของพรรค

AFP PHOTO / Ye Aung THU

หุ้น GameStop จะซ้ำรอยวิกฤตคลั่งทิวลิปหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644148

วันที่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 20:14 น.หุ้น GameStop จะซ้ำรอยวิกฤตคลั่งทิวลิปหรือไม่? ปรากฎการณ์ที่ทำให้โลกต้องตะลึง จะกลายเป็นอีกหนึ่งวิกฤตทางการเงินหรือไม่?

การภาวะ Short squeeze เกิดขึ้นกับหุ้นของ GameStop ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนครั้งใหญ่ ทำให้ราคาหุ้นของ GameStop ที่อาการร่อแร่พุ่งขึ้นมาถึง 190 เท่าจาก 2.57 มาอยู่ที่เกือบ 500 เหรียญสหรัฐทำให้นักลงทุนมืออาชีพในกลุ่มเฮดจ์ฟันด์เสียหายอย่างหนัก และการซื้อขาย 140% ของหุ้น GameStop เกิดจากการขายชอร์ต

การภาวะ Short squeeze คือการที่ราคาหุ้นที่ทำท่าแย่ๆ จู่ๆ ก็พุ่งขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว หุ้นพวกนี้ปกติจะถูกการขายชอร์ต (Short selling) หรือการซื้อในราคาสูงแล้วขายในราคาต่ำแล้วฉวยโอกาสทำกำไรจากช่วงที่ซื้อขายนั้น แต่การขายช็อร์ตมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียแบบไม่ได้อะไรเลยสูงมากหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น หุ้นของ GameStop ถูกนักลงทุนเฮดจ์ฟันทำการขายช็อร์ตเพื่อทำกำไรเพราะแนซโน้มของบริษัทมไม่ดีมาหลายปีแล้ว ใครจะเชื่อว่าจู่ๆ จะมีกลุ่มคนมาซื้อหุ้นแบบมืดฟ้ามัวดินจนราคามันพุ่งเป็นพันเปอร์เซนต์ เมื่อเป็นแบบนี้พวกขายชอร์ตจึงหงายหลังไปตามๆ กัน

แต่ประเด็นก็คือปรากฎการณ์ GameStop ทำให้ราคาหุ้นของมันเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้อิงกับพื้นฐานตลาด คล้ายกับการปั่นราคาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก นั่นคือเหตุการณ์ Tulip mania หรือ โรคคลั่งทิวลิป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปี 1636 มาถึงทุกวันนี้ก็ครบ 385 ปีพอดิบพอดี

ขณะที่ราคาหุ้นของ GameStop พุ่งขึ้นมาถึง 1,625% ตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 แต่เมื่อ 385 ปีก่อนนักลงทุนปั่นราคาของดอกทิวลิปพุ่งขึ้นมา 1,000% ในช่วงทศวรรษที่ 1630 สิ่งที่ต่างกันระหว่างสองเหตุการณ์นี้คือ GameStop เป็นการสวนกลับช็อร์ตเซลหุ้นด้วยจุดประสงค์ที่แปลกประหลาดที่สุด ส่วน Tulip mania เป็นเกิดจากความโลภและความลนลานตามราคาของดอกทิวลิป

ขณะที่สาเหตุของการขายชอร์ตกรณี GameStop ยังคลุมเครือและมีหลายสาาเหตุ แต่กรณีของ Tulip mania เกิดจากความหลงไหลในดอกทิวลิปก่อน จากนั้นเพราะราคาที่สูงขึ้นเพราะความต้องการสูงขึ้นมันจึงถูกฝช้เป็นสินทรัพย์การลงทุน จนในที่สุดราคาของมันก็ถูปั่นไปเรื่อยๆ

ความล้ำค่าของดอกทิวลิปในยุคนั้นมีเรื่องเล่ากันว่า

“นานมาแล้ว กระทาชายนายหนึ่งเดินทางไปหาความมึนเมา ที่ร้านสุราเล็กๆ อันเป็นสถานที่รวมตัวของคนเกือบทั้งเมืองในช่วงค่ำ ก่อนที่เรื่องจะจบลงที่ความไร้สติเพราะฤทธิ์สุรา ชายผู้นี้กลับทำเรื่องที่ไร้สติยิ่งกว่า เมื่อฉวยเอาเหง้าดอกทิวลิปใกล้ๆ มือขึ้นมาฝานเป็นชิ้นๆ ด้วยสำคัญผิดคิดว่าเป็นหัวหอม แต่แท้จริงแล้วมันคือเหง้าดอกทิวลิปราคาหลายพันเหรียญสหรัฐ ที่เจ้าของร้านเตรียมนำขึ้นประมูล ชีวิตของชายขี้เมาผู้น่าสงสารจึงต้องจบลงในตะราง รอจนกว่าจะมีเงินมาไถ่ถอนหนี้ที่เกิดจากการสวาปามเหง้าทิวลิปโดยไม่รู้ตัว!”

อาจเป็นเรื่องเล่าขานที่ฟังเหลือเชื่อ ถ้าเหง้าทิวลิปหัวหนึ่งอาจมีราคาดังทอง แต่แม้จะเป็นเรื่องเล่าจริง อย่างน้อยมันก็เป็นภาพสะท้อนที่ดีของเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 17 ห้วงเวลาที่คนทั้งประเทศกำลังบ้าคลั่งกับการเป็นเจ้าของเหง้าทิวลิปราคาแพงเสียยิ่งกว่าแพง ปรากฏการณ์นั้นได้รับการขนานนามว่า Tulip mania หรือ โรคคลั่งทิวลิป อันเป็นกรณีศึกษาภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลก

แน่นอน ชาวโลกอาจรู้สึกได้ถึงความโปรดปรานในดอกไม้ชนิดนี้ของประชาชนชาวแดนกังหันลมอยู่ก่อนแล้ว แต่หลายท่านคงไม่ทราบว่า ก่อนที่ดอกไม้ชนิดนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์คู่เนเธอร์แลนด์ มันเคยสร้างความปั่นป่วนให้คนทั้งประเทศ เมื่อแรกนำเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ จากตุรกี อันเป็นต้นกำเนิดเมื่อปี 1593

ความที่ต้องนำเข้าจากถิ่นไกลโพ้น กอปรกับรูปลักษณ์อันแปลกตา ทำให้ ดอกทิวลิป กลายเป็นของสะสมล้ำค่าของประดาชนชั้นสูงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหง้าที่ติดเชื้อโรค “โมเซอิก” ซึ่งจะทำให้ สีของกลีบดอกมีรูปลักษณ์คล้ายเปลวเพลิง เหง้าทิวลิปที่ทุกวันนี้แทบไร้มูลค่า จึงกลายเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง และนับเป็นการริเริ่มหันเห “มูลค่าจริง” ของดอกไม้ประเภทหนึ่ง สู่ “มูลค่าเทียม” ที่จะกลายเป็นหายนะต่อมา

จากปริมาณที่น้อยนิด ทำให้พ่อค้าหัวใสหลายรายเริ่มมีความคิดที่จะปั่นราคาเหง้าดอกทิวลิปให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีอย่างไม่จำกัด ซึ่งสัมฤทธิผลอย่างง่ายดาย เมื่อราคาดอกทิวลิปพันธุ์เด่นๆ ที่แตะระดับหลายร้อยฟลอรินส์ (ค่าเงินของเนเธอร์แลนด์ขณะนั้น) อยู่แล้ว ถูกปั่นจนมีราคาเป็นหลายพัน บางพันธุ์ถูกปั่นราคาจนมากกว่าเดิมถึง 20 เท่า!

หากไม่เห็นภาพ ขอให้พิจารณาจากราคาแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า หรือ บาร์เตอร์ ของเหง้าดอกทิวลิปที่มีราคาแพงเกือบสูงสุดนามว่า “อุปราช” ซึ่ง 1 เหง้าสวยๆ ต้องแลกมาด้วย ข้าวสาลี 4 ตัน, ข้าวไรย์ 8 ตัน, เตียงนอน 1 หลัง, วัว 4 ตัว, หมู 8 ตัว, แกะ 12 ตัว, อาภรณ์อย่างดี 1 ชุด, ไวน์ 2 ถัง, เบียร์ 4 ตัน, เนย 2 ตัน, เนยแข็ง 1 พันปอนด์ และเครื่องเงิน 1 ชุด รวมแล้วมีมูลค่าในปัจจุบันถึง 40,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท)

ด้วยสนนราคาถึงขนาดนี้ มิพักจะเอ่ยถึงพันธุ์ “เซมเพอร์ เอากุสตุส” ที่เพียงเหง้าหนึ่ง อาจซื้อเมืองได้ทั้งเมืองด้วยซ้ำ!

เมื่อราคาของเหง้าดอกไม้ธรรมดาๆ แพงจนกลายเป็นสินทรัพย์ชั้นยอด ผู้คนจากชั้นต่างๆ ของสังคมจึงถูกดึงดูดเข้าสู่วังวนของความโลภ ตลาดหุ้นหลายแห่งผุดขึ้นทั่วเมืองสำคัญของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่เมืองเล็กๆ ไกลปืนเที่ยง ยังเปลี่ยนร้านสุราเป็นตลาดค้าหลักทรัพย์กับเขาด้วย

ในชั่วพริบตา ยาจกกลายเป็นเศรษฐี และเศรษฐีกลายอภิมหาเศรษฐี จากการเก็งกำไรผ่านการซื้อขายเหง้าทิวลิปเพียงไม่กี่ครั้ง!

เนเธอร์แลนด์ในขณะนั้นเปี่ยมไปด้วยความคึกคัก ทุกผู้ทุกนาม ต่างเฝ้าฝันถึงความมั่งคั่ง หลายคนขายบ้าน และสินทรัพย์ที่หามาได้ทั้งชีวิต เพื่อเป็นเจ้าของเหง้าดอกทิวลิปเพียงเหง้าเดียว

แต่กฎหนึ่งของการเก็งกำไรและภาวะฟองสบู่ที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผู้ที่อยู่รอดและเสวยความร่ำรวยมีเพียงพวก เงินฉลาด (Smart Money) ที่เก็งกำไรในระดับบนสุดของตลาดหลักทรัพย์ เท่านั้น ส่วนบรรดาแมลงเม่าทั้งหลายได้เพียงลิ้มรสความสุขชั่วครู่ และรอวันฟองสบู่แตกอย่างน่าสลดใจ โดยไม่ทันตั้งตัว!

และเวลานั้นมาถึงในปี 1637 หลังจากที่ทิวลิปพุ่งขึ้นสูงสุด บรรดาเงินฉลาดทั้งหลาย ต่างพร้อมใจกันเทขายดอกทิวลิปในทันที ทันใด ทำให้ราคาเหง้าทิวลิปที่แพงลิบลิ่ว ดิ่งฮวบอย่างน่าใจหาย บางพันธุ์ไร้ราคาไปโดยปริยาย ที่ดีกว่าอาจเหลือมูลค่าเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

ในชั่วพริบตา มหาเศรษฐีกลายเป็นยาจก และยาจกหลายคนต้องหาทางออกด้วยการจบชีวิต อีกหลายร้อยคนต้องหิวโซ เพราะไม่อาจใช้เหง้าทิวลิปไร้มูลค่าเพื่อประทังชีวิต

รัฐบาลดัตช์พยายามมองดูห่างๆ เมื่อฟองสบู่แตกโพละ แต่ในที่สุดต้องกระโจนเข้ามากู้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพินาศ ด้วยการจัดคณะกรรมการไกล่เกลี่ย และขออำนาจศาลสั่งให้การซื้อขายบางช่วงถือเป็นโมฆะ เพื่อให้บรรดาเงินฉลาดและแมลงเม่าทั้งหลายพบกัน ครึ่งทาง แต่มาตรการแล้วมาตรการเล่า กลับเยียวยาเศรษฐกิจของประเทศเพียงเล็กน้อย และแดนกังหันลมต้องพบกับความบอบช้ำไปอีกนานนับปี

โชคร้าย ที่มนุษย์เรียนรู้จากประวัติศาสตร์น้อยมาก เพราะเพียงไม่นานอีกเพื่อนร่วมโลกกับชาวดัตช์ ต้องพบกับภาวะฟองสบู่อีกหลายระลอก ต่างกรรมต่างวาระกัน ตั้งแต่ฟองสบู่หุ้นเซาท์ซีของอังกฤษ ฟองสบู่สหรัฐยุคทศวรรษที่ 1920 หรือแม้แต่การทำช็อร์ตเซลจนบางคนรวยเละในช่วงวิกฤตการเงิน 2007 – 2008

ตอนนี้ GameStop มีราคาหุ้นที่เรียกได้ว่า “แพงเว่อร์” แถมมันยังเกิดจากการลงทุนแบบแปลกๆ มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่าทำไมนักลงทุนถึงสนใจหุ้นของบริษัทที่ทำท่าจะไม่รอด และหุ้นของบริษัทนี้ถูกทำช็อร์ตเซลโดยนักลงทุนเฮดจ์ฟันด์มาระยะหนึ่งแล้ว

บ้างก็ว่านักลงทุนในโซเชียลมีเดีย (เริ่มจาก Reddit) ไม่มีอะไรทำจึงใช้เงินเก็บมาตลอดปีที่ถูกกักตัวเพราะล็อคดาวน์รวมถึงเงินช่วยเหลือของรัฐบาลมาลงทุนเล่นๆ บ้างก็ว่าเพราะดอกเบี้ยมันต่ำเกือบศูนย์ บางก็ว่าเพราะการปั่นของเอลอน มัสก์ บ้างก็ว่าเป็นกลุ่มคนที่เกลียดนักลงทุนกระหายเลือด จึงรวมตัวกันถล่มเฮดจ์ฟันด์ด้วยการทำ Short squeeze ซะเลย

แต่มันเป็นเหตุผลไม่อิงกับพื้นฐานตลาด วันหนึ่งเมื่อตลาดไม่เหลือใครให้ซื้ออีก เราจะมารอดูกันว่า GameStop จะมีจุดจบเหมือน Tulip mania หรือไม่

Photo by Chris DELMAS / AFP

เพราะโหยหาเมืองไทย ร้านอาหารไทยยังฮิตสู้โควิดในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644147

วันที่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.เพราะโหยหาเมืองไทย ร้านอาหารไทยยังฮิตสู้โควิดในจีนสำนักข่าวซินหัวรายงาน “เจาะวงในร้านอาหารไทย ‘น้องใหม่มาแรง’ แห่งหนานหนิง”

“สวัสดีค่ะ เชิญเข้ามาด้านในก่อน นั่งตรงนี้ได้เลยค่ะ” เสียงจากคุณเมธินี นันตาดี พนักงานผู้สวมใส่ชุดไทยดังขึ้นอย่างสดใส เชื้อเชิญลูกค้าถึงที่นั่ง ก่อนที่เธอจะเดินเข้าครัวไปแสดงฝีมือทำอาหารไทย “ตอนนี้ได้เวลามื้อเย็นแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้ที่ร้านมีลูกค้าแค่ 8 คนเอง”

นี่คือร้านอาหารไทย “หลาน ซีเคร็ต การ์เดน” (Lan·Secret Garden) ซึ่งตั้งอยู่ในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน เมื่อ 10 ปีก่อน คุณเมธินีเดินทางจากไทยมาเรียนต่อที่เมืองหนานหนิง และทำงานด้านการแปลหลังจบการศึกษา จากนั้นในปี 2019 เธอและเพื่อนๆ ได้ร่วมลงทุนเปิดร้านอาหารแห่งนี้ด้วยกัน

แม้ร้านแห่งนี้จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทว่าโดยรวมแล้วยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เนื่องจากคุณเมธินีให้สัมภาษณ์ว่า “โรคระบาดทำให้ผู้คนในหนานหนิงจำนวนมากที่อยากไปเที่ยวไทย อยากไปลิ้มรสอาหารไทย แต่ไม่สามารถทำได้ หันมาอุดหนุนร้านอาหารไทยที่นี่แทน ทำให้มีลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ที่สนใจมาลองอาหารไทยที่ร้านเรา”

(แฟ้มภาพซินหัว : ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน วันที่ 24 ม.ค. 2021)

ต้มยำกุ้งเป็นเมนูยอดนิยมที่ทุกคนต้องสั่ง แถมยังเป็นอาหารจานเด็ดฝีมือคุณเมธินี ผู้เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำงานในวงการอาหารอีกด้วย “เมนูโปรดของฉันคือต้มยำกุ้งเปรี้ยวจี๊ดสดใหม่แสนอร่อยที่แม่ของฉันทำ ซึ่งฉันดีใจมากที่สามารถทำเมนูแบบเดียวกันนี้ให้ผู้อื่นได้ลิ้มรสด้วย”

ในร้านอาหารไทยอีกแห่งหนึ่ง “พ่าหลาน 9 ไท่กั๋วไช่” หรือที่แปลได้ว่า “พระราม 9 อาหารไทย” สุภาพสตรีแซ่จูท่านหนึ่งกำลังรับประทานข้าวผัดสับปะรดอย่างเอร็ดอร่อย

คุณจูให้สัมภาษณ์ว่าเธอเดินทางไปเมืองไทยกับสามีเมื่อปีที่แล้ว และได้ชิมข้าวผัดสับปะรดในท้องถิ่นโดยบังเอิญ จนตื่นตะลึงกับความอร่อยของมัน “หลังกลับมาที่ฉันพยายามจะทำอาหารเมนูเดียวกันนี้หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รสชาติที่ต้องการ”

(แฟ้มภาพซินหัว : ข้าวผัดสับปะรดของร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน วันที่ 25 ม.ค. 2021)

นอกจากอาหารพื้นเมืองชื่อดังของไทยแล้ว ร้านอาหารไทยในจีนบางแห่งยังมีการเติมแต่งเอกลักษณ์บางอย่างของกว่างซีลงไป เพื่อรังสรรค์เมนูที่ถูกปากถูกใจผู้คนที่นี่มากขึ้น เช่น แกงไก่หน่อไม้ดอง และกุ้งใส่เสาวรสด้วย

“ความเปรี้ยวของหน่อไม้ดองผสานกับความเผ็ดของอาหารไทยได้เป็นอย่างดี ฉันมากินที่นี่บ่อยมาก” กานเยี่ยน นักศึกษาหญิงวัย 21 ปีกล่าว

ปัจจุบัน ผู้คนในนครหนานหนิงสามารถพบเห็นร้านอาหารไทยบนท้องถนนได้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่บริหารโดยคนไทย คนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขานั้นเริ่มต้นจากการมาเรียนต่อหรือการมาเที่ยวที่หนานหนิง ก่อนจะตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่ในภายหลัง

(แฟ้มภาพซินหัว : ต้มยำกุ้งของร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน วันที่ 24 ม.ค. 2021)

ทั้งนี้ หนานหนิงเป็นสถานที่การจัดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน และการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน หลายปีที่ผ่านมา ได้มีการสร้าง “ช่องหนานหนิง” เพื่อความร่วมมือจีน-อาเซียน ซึ่งส่งเสริมให้องค์ประกอบต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมชมชอบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอาหารไทยที่เป็นตัวเลือกยอดนิยม

ขณะเดียวกัน การพัฒนาเชิงเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของหนานหนิงในฐานะ “เมืองสีเขียวของจีน” ก็กำลังดึงดูดคนไทยให้มาที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ “ตั้งแต่ 2010 ที่ฉันมาที่หนานหนิง ก็ได้เห็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ฉันวางแผนไว้แล้วว่าปีหน้าจะพาแม่มาอยู่ที่นี่ด้วย” คุณเมธินีกล่าวพร้อมเสริมว่าเธอมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นี่ และมีเป้าหมายในอนาคตคือการบริหารจัดการร้านให้ดีและคิดค้นเมนูอาหารไทยอร่อยๆ ให้มากขึ้นอีกเพื่อรับรองลูกค้าในอนาคต

อนุเคราะห์เนือ้หาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ไข้หวัดหายไป อัตราเป็นหวัดต่ำสุดในรอบ130ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644130

วันที่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 15:40 น.ไข้หวัดหายไป อัตราเป็นหวัดต่ำสุดในรอบ130ปีอัตราการติดหวัดในบางประเทศลดลงถึง 95% เรียกได้ว่าเกือบจะหายไปเลยทีเดียว

ตามปกติแล้วไข้หวัดจะเล่นงานประเทศในแถบซีกโลกเหนือตามฤดูกาลโดยจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม แต่หลังจากที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ไข้หวัดตามฤดูกาลเหมือนจะหายไป

โดยมีการตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วว่าไข้หวันตามฤดูกาลในซีกโลกเหนือไม่มาตามนัด ส่วนในซีกโลกใต้ เช่นในออสเตรเลีย ซึ่งผ่านฤดูกาวตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว ปรากฎว่าอัตราการติดไข้หวัดต่ำอย่างมาก

เฉพาะในประเทศอังกฤษ สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมโดยปกติเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดสำหรับไวรัสไข้หวัดตามฤดูกาลพบจำนวนอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่รายงานต่อแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปอยู่ที่เพียงที่ 1.1 ต่อ 100,000 คนเทียบกับค่าเฉลี่ยเมื่อ 5 ปีที่แล้วอยู่ที่ 27 ต่อ 100,000 คน

หมายความว่าตอนนี้ในอังกฤษในประชากร 100,000 คนมีคนเป็นหวัดแค่ 1 คนเท่านั้น แต่ในช่วงเดียวกันปรากฎซ่าอังกฤษมีอัตราการติดและตายจากโควิด-19 สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในช่วงหนึ่งของปีนี้ยังสูงที่สุดในโลกด้วยซ้ำ

จอห์น แมคคอลีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลกสำหรับการอ้างอิงและการวิจัยเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านไข้หวัดใหญ่ชั้นนำของโลกกล่าวว่า “ครั้งสุดท้ายที่เรามีหลักฐานว่ามีอัตราที่ต่ำเช่นนี้คือตอนที่เรายังคงต้องนับตัวเลขเสียชีวิตไข้หวัดใหญ่ (หมายถึงช่วงที่ไข้หวันดใหญ่รุนแรงเกินควบคุม) และนั่นคือในปี 1888 ก่อนการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ปี 1889 – 1890

ทั้งสามปีนี้คือ พ. ศ. 2431 และ พ.ศ. 2432-2431 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของประเทศไทย ซึ่งในปีพ.ศ. ประเทศไทยเพิ่งจะมีโรงพยาบาลหลวงแห่งแรกคือโรงพยาบาลศิริราช ในขณะที่โลกเผชิญกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่พอดี

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ไข้หวัดหายไปจากฤดูกาลของมัน ริชาร์ด เว็บบี้แห่งโรงพยาบาล St Jude ในเมืองเมมฟิสรัฐเทนเนสซี ประเทศสหรัฐคาดการณ์ว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการที่เราใส่หน้ากากและมาตรการล็อคดาวน์เท่านั้น แต่ยังอาจเกี่ยวกับการเดินทางระหว่างประเทศที่ลดลงด้วย

เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วไข้หวัดใหญ่จะเดินทางไปทั่วโลกจากฤดูหนาวหนึ่งไปยังอีกฤดูหนึ่ง ส่วนในขตร้อนเช่นไทยเชื้อไวรัสจะอยู่ตลอดทั้งปีแต่ไม่รุนแรง แม้ว่ากลไกที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้จะไม่ชัดเจน แต่การเคลื่อนไหวของผู้คนไปยังพื้นที่ต่างๅๆ หผ่านการเดินทางมีส่วนอย่างชัดเจน

Photo by Geoff Caddick / AFP

กลุ่มแอนตี้วัคซีนเริ่มก่อกวน เอาไม่อยู่คุมการระบาดลำบากแน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644118

วันที่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 13:36 น.กลุ่มแอนตี้วัคซีนเริ่มก่อกวน เอาไม่อยู่คุมการระบาดลำบากแน่หลังจากที่กลุ่มต่อต้านวัคซีนรวมตัวกันก่อกวนศูนยืฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

ในที่สุดกลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีนก็เริ่มแสดงพลังในที่สุด เมื่อกลุมคนเหล่านี้รวมพลังกับกลุ่มต่อต้านการล็อคดาวน์ไปก่อกวนสนามกีฬา Dodger Stadium ของลอสแองเจลิสซึ่งใช้เป็นหนึ่งในสถานที่ฉีดวัคซีนโควิด -19 ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ จนถูกปิดเกือบหนึ่งชั่วโมงในบ่ายวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น (หรือประมาณเช้ามืดตามเวลาวันอาทิตย์ของประเทศไทย)

กลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีน หรือบางครั้งเรียกว่า anti-vaxxers ไม่ได้เพิ่งมีในตอนการระบาดของโควิด-19 แต่เกิดขึ้นมาลหายปีแล้ว เป็นกลุ่มที่ไม่ยอมให้ลูกหรือตัวเองฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อคนในสังคมโดยรวม โดยอ้างว่าวัคซีนทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น บางคนอ้างว่าวัคซีนทำให้เด็กในครรภ์ป่วยเป็นออทิสติกเป็นต้น คนกลุ่มยนี้ถูกมองว่าเป็นพวกที่ไม่เชื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเป็นพวกที่ปั้นทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมา

น่าเป็นห่วงว่าในช่วงที่มีข่าวเรื่องผลกระทบของวัคซีนโควิด-19 สูตรต่างๆ อาจทำให้กลุ่ม anti-vaxxers ก่อตัวใหญ่ขึ้นและในที่สุดกลายเป็นขบวนการต่อต้านการฉีดวัคซีนที่ทำให้ความพยายามควบคุมการระบาดไม่ประสบผลสำเร็จ

ครั้งนี้กลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีรวมพลังกับกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ว่าทรัมป์จะไม่มีอำนาจแล้ว แต่แนวคิดขดองเขายังมีอิทธิพลต่อไปและจะส่งผลกระทบต่อความพยายาามหลายๆ ด้านในการควบคุมการระบาด ซึ่งตัวทรัมป์เองก็ปล่ายข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับโควิด-19 จนสังคมเกิดความสับสนมาแล้ว และมีคนจำนวนมากเชื่อด้วยซ้ำ

ดร. ปีเตอร์ โฮเตซ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อกล่าวว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านวิทยาศาสตร์ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในสหรัฐและทั่วโลกและเป็นการต่อต้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิด -19 เป็นการต่อต้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

เขาบอกว่าถึงแม้ว่าทรัมป์จะแพ้การเลือกตั้งและรัฐบาลไบเดนให้คำมั่นว่าจะใช้ยุทธศาสตร์จัดการการระบาดโดบอิงกับวิทยาศาสตร์ แต่ผลพวงของพวกที่เชื่อในทรัมป์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

นักลงทุนวัย 10 ขวบได้กำไรจาก GameStop มากกว่า 5,000% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644100

วันที่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 11:06 น.นักลงทุนวัย 10 ขวบได้กำไรจาก GameStop มากกว่า 5,000%กรณี GameStop สร้างหายนะให้กับเฮดจ์ฟันด์ แต่มันทำให้ “แมงเม่า” หลายตัวรวยเละ

The New York Times รายงานว่าในขณะที่นักลงทุนสมัครเล่นรวมตัวกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อบีบกองทุนป้องกันความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ ในวอลล์สตรีทด้วยการช่วยกันดันราคาหุ้นของ GameStop ไปสู่ระดับที่สูงจนน่าตกใจ ในกลุ่มของ “แมงเม่าล้มยักษ์” เหล่านี้คือนักเทรดมือใหม่สุดๆ เช่น เจดิน คาร์จากเมืองซานอันโตนิโอวัย 10 ปีที่จู่ๆ เงินของลงทุนของเขาก็เพิ่มขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว

ในเดือนธันวาคม 2019 เจดินอายุ 8 ขวบซื้อเกมลดราคาที่ GameStop และเขาอยากจะซื้อ Xbox One แม่ของเขาจึงพยายามใช้ความสนใจเรื่องเกมส์ของลูกชายให้เป็นประโยชน์จึงหาทางสอนลูกชายเกี่ยวกับการลงทุน และตัดสินใจลงทุนใน GameStop จำนวน 10 หุ้นในราคา 6.19 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นเพื่อเป็นของขวัญงานเทศกาล Kwanzaa ของชาวแอรฟริกัน-อเมริกัน ในขณะนั้นด้วย

แม่ของเจดินมอบใบรับรองให้ลูกชายของเธอที่เธอสร้างจากเทมเพลตออนไลน์เพื่ออธิบายว่าเขาเป็นเจ้าของส่วนเล็กๆ ของ GameStop แล้ว เธอบอกเขาว่าของขวัญนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแนวคิดเรื่อง Ujamaa หรือเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการ 7 ประการของเทศกาล Kwanzaa

แม่ของเจดินกดแจ้งเตือนในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เพื่อติดตามความคืบหน้าของหุ้น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเธอสังเกตเห็นว่ามันสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาด้วยความตกใจของแม่และลูกชา มูลค่าของหุ้น GameStop พุ่งขึ้นสูงถึง 1,700% ตั้งแต่เดือนธันวาคมหลังจากที่นักลงทุนรายย่อยหลายล้านคนจำนวนรวมพลังผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อบีบเฮดจืฟันด์อย่างน้อยสองกองทุนที่เดิมพันว่าหุ้นของ GameStop จะล้ม พวกรายย่อยเหล่านี้จึงลงทุนสวนเพื่อทำให้หุ้นที่ควรจะทรุดลงกลับพุ่งขึ้นจนน่าตกใจ

แม่ของเจดินเล่าว่าทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียง “ติ๊ง, ติ๊ง, ติ๊ง, ติ๊ง, ติ๊ง” “ซึ่งเป็นเสียงการแจ้งเตือนหุ้น “ฉันคว้าโทรศัพท์ของฉันแล้วดูมันและมันบอกว่าราคา 351 เหรียญ ฉันตกใจมาก ฉันซื้อหุ้นนี้ในราคา 6 เหรียญฉันคิดในใจว่านี่ไม่น่าจะจะถูกต้องแล้ว”

คุณแม่นักโภชนาการรีบถามลูกชายว่าเขาต้องการจะคงหุ้นไว้หรือขาย? เจดินตัดสินใจขายหุ้นของเขาโดยมีรายได้ 3,200 เหรียญผลตอบแทนมากกว่า 5,000% จากการลงทุนประมาณ 60 เหรียญ

“ผมรู้สึกตกใจและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน” เจดินกล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์

เขาบอกว่าเขาตัดสินใจที่จะเก็บออมเงิน 2,200 เหรียญและลงทุนอีก 1,000 เหรียญที่เหลือซึ่งน่าจะเป็นหุ้นของ Roblox ซึ่งเป็นจักรวาลเกมแบบผู้เล่นหลายคนที่ได้รับความนิยมในหมู่เด็กเล็ก เมื่อแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้าตลาดหุ้น

“การลงทุนระยะยาวมีความสำคัญเพราะนั่นคือวิธีที่ผมได้รับเงิน” เจดินบอกกล่าว

แม่ของเจดินกล่าวว่าเธอมุ่งมั่นที่จะสอนลูกชายของเธอเกี่ยวกับความรู้ทางการเงินหลังจากที่พ่อของเขาซึ่งเป็นแพทย์เสนารักษ์เสียชีวิตในปี 2014 จากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการรบ ใบรับรองเงินฝากที่เธอเปิดบัญชีขึ้นพร้อมกับการจ่ายค่าชดเชยการเสียชีวิตเป็นจุดเริ่มต้นในการสอนความรับผิดชอบทางการเงินให้กับลูกชายของเธอ บทเรียนที่เธอบอกว่าเธอจะไม่มีวันเรียนรู้จนจบจนกว่าชีวิตจะหาไม่

Photo – Fox Business