รวบเภสัชอเมริกันแอบทำวัคซีนบูดก่อนฉีดให้ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643871

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 13:00 น.รวบเภสัชอเมริกันแอบทำวัคซีนบูดก่อนฉีดให้ประชาชนเภสัชกรชาวอเมริกันทำวัคซีนต้านโควิด-19 เสียหลายร้อยโดส ฉีดให้ประชาชนไปแล้วกว่า 50 คน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเผยว่าสตีเวน อาร์. บรันเดนเบิร์ก เภสัชกรในรัฐวิสคอนซิน วัย 46 ปี สารภาพผิดในข้อหาพยายามยุ่งเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่บุคคลอื่นจะตกอยู่ในอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งสิ้น 2 กระทง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 10 ปี หลังจากที่เขาพยายามทำลายวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของโมเดอร์นา (Modena) หลายร้อยโดส

เนื่องจากบรันเดนเบิร์กไม่เชื่อมั่นในวัคซีนและเขาแสดงจุดยืนนี้ต่อเพื่อนร่วมงานมานานกว่า 2 ปีแล้ว ทั้งยังเชื่อว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ไม่ปลอดภัย และอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงส่งผลให้ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะวัคซีนของโมเดอร์นา แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาจะรับรองแล้วว่าวัคซีนของโมเดอร์นาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ตามบันทึกของศาลระบุว่าบรันเดนเบิร์กทำงานเป็นเภสัชกรในศูนย์การแพทย์ออโรรา รัฐวิสคอนซิน โดยในช่วงสิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเขาจงใจแอบนำกล่องบรรจุวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นาออกจากตู้เย็นถึง 2 ครั้ง โดยทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานหลายชั่วโมงจนมั่นใจว่าวัคซีนเสื่อมประสิทธิภาพแล้ว ก่อนที่จะนำกลับไปแช่ตู้เย็นอีกครั้งเพื่อให้ทางศูนย์การแพทย์นำไปใช้ในวันรุ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีประชาชนอย่างน้อย 57 คนได้รับการฉีดวัคซีนเหล่านั้นไปแล้ว

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

นายกญี่ปุ่นขอโทษ หลังส.ส.แอบเทียวกลางคืนไม่แคร์มาตรการฉุกเฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643857

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 11:30 น.นายกญี่ปุ่นขอโทษ หลังส.ส.แอบเทียวกลางคืนไม่แคร์มาตรการฉุกเฉินเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อนักการเมืองญี่ปุ่นออกท่องราตรีขณะที่ขอความร่วมมือประชาชนงดออกจากบ้าน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่านายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูกะ แถลงขอโทษประชาชนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาหลังมีรายงานว่าส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลออกไปสังสรรค์ที่ไนต์คลับในย่านกินซ่า ของกรุงโตเกียว แม้ว่ารัฐบาลจะขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์และงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

ซูกะกล่าวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “เนื่องด้วยรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนงดออกจากบ้าน และผมเสียใจอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตามตัวเขาเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากที่ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำถึง 2 ครั้งเมื่อกลางเดือนธ.ค. ที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลขอให้ประชาชนงดสังสรรค์และรับประทานอาหารเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อป้องกันการแร่ระบาด

ด้านจุน มัตสึโมโตะ สมาชิกรัฐสภาอาวุโสจากพรรคเสรีประชาธิปไตย และคิโยฮิโกะ โทยามะ รักษาการเลขาธิการพรรคโคเมอิโตะ ก็ออกมายอมรับว่าพวกเขาไปเที่ยวไนต์คลับจริงเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าเขาออกจากร้านอาหารในเวลาประมาณ 21.00 น. จากนั้นไปต่อที่ไบต์คลับจนถึง 23.00 น. ทั้งที่รัฐบาลให้ประชาชนงดออกจากบ้านและสั่งให้ร้านอาหารปิดในเวลา 20.00 น.

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินในโตเกียวและอีก 3 จังหวัดใกล้เคียงก่อนที่จะขยายไปอีก 7 จังหวัดใน 6 วันต่อมา และกำลังพิจารณาขยายระยะเวลารวมถึงขอความร่วมมือให้ร้านอาหารและผับบาร์ลดเวลาเปิดทำการไปอีกประมาณ 1 เดือนนับตั้งแต่กำหนดเก่าจะสิ้นสุดลงในวันที่ 7 ก.พ.

โดยแหล่งข่าวเผยว่าภาวะฉุกเฉินอาจมีไปจนถึงสิ้นเดือนก.พ. ในพื้นที่ต่างๆ ที่ยังคงพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

Photo by Kiyoshi Ota / POOL / AFP

สหรัฐประกาศเตือนภัยก่อการร้ายหวั่นกลุ่มต้านไบเดนลุกฮืออีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643856

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 10:07 น.สหรัฐประกาศเตือนภัยก่อการร้ายหวั่นกลุ่มต้านไบเดนลุกฮืออีกความแตกแยกในสหรัฐยังรุนแรงต่อเนื่องแม้ผู้นำคนใหม่จะเข้ารับหน้าที่เรียบร้อยแล้ว

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐประกาศเตือนภัยก่อการร้ายทั่วประเทศ โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ในการเกิดภัยคุกคามภายในจากกลุ่มหัวรุนแรงที่ต่อต้านการเป็นประธานาธิบดีของ โจ ไบเดน

แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มหัวรุนแรงที่ได้รับแรงกระตุ้นจากการบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมาของกลุ่มคนที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจลงมือจู่โจมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือโจมตีสถานที่ของรัฐบาล

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากทางการรัฐแคลิฟอร์เนียจับกุมผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของทรัมป์และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มหัวรุนแรงขวาจัด โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้ครอบครองระเบิดขวด 5 ลูก คาดว่ามีเจตนาจะโจมตีฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับพรรคเดโมแครต

ประกาศของระบบการเตือนภัยกการก่อการร้ายแห่งชาติ (NTAS) ระบุว่า เหตุโจมตีต่างๆ อาจคงอยู่ไปอีกหลายสัปดาห์หลังจากการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี โจ ไบเดน และการบุกอาคารรัฐสภา และยังมีความกังวลว่าอาจเกิดความวุ่นวายในช่วงที่สภาเตรียมถอดถอนทรัมป์ในเดือนหน้าด้วย

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ปรับเป็นล้าน! หนุ่มไต้หวันหนีกักตัว 7 ครั้งใน 3 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643815

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 20:00 น.ปรับเป็นล้าน! หนุ่มไต้หวันหนีกักตัว 7 ครั้งใน 3 วันชายชาวไต้หวันในนครไถจง ถูกปรับเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวันหลังหนีกักตัวอย่างน้อย 7 ครั้ง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าชายชาวไต้หวันในนครไถจง ถูกปรับเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1.07 ล้านบาท หลังฝ่าฝืนการกักตัว แอบลักลอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้ง

สื่อท้องถิ่นไม่ได้เปิดเผยชื่อชายคนดังกล่าวโดยระบุว่าเขาต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งเนื่องจากเขาเดินทางกลับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ชายคนดังกล่าวแอบลักลอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้งภายในระยะวลาเพียง 3 วัน เพื่อไปทำธุระต่างๆ อาทิ ซื้อของ และซ่อมรถ จนกระทั่งมีผู้พบเห็นและเข้าไปต่อว่าจึงเกิดการทะเลาะวิวาท

รัฐบาลท้องถิ่นไถจงยืนยันว่าชายคนี้เดินทางกลับจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อวันที่ 21 มกราคม และตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไต้หวันกำนหดให้ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

หลูชิวเยน นายกเทศมนตรีนครไถจงกล่าวว่าเป็น “ความผิดร้ายแรง” และชายคนนี้ต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง โดยนอกจากจะถูกปรับเงินซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในไต้หวันแล้ว เขายังจะต้องจ่ายเงินจำนวน 3,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 3,200 บาท ต่อวันเป็นค่ากักตัวของเขาด้วย อีกทั้งเขาจะไม่ได้รับเงินชดเชยจำนวน 1,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อวัน ที่รัฐบาลจะจ่ายให้กับผู้ที่ต้องกักตัว

นอกจากนี้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมายังมีกรณีที่แรงงานชาวฟิลิปปินส์ในไต้หวันถูกปรับ 3,500 ดอลลาร์ไต้หวันเนื่องจากฝ่าฝืนการกักตัวโดยแอบออกมาจากห้องพักเป็นเวลาเพียง 8 วินาทีเท่านั้น

ทั้งนี้ ไต้หวันถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากมีการตรวจคัดกรอง การสอบสวนโรค และการกักตัวอย่างเคร่งครัด

โดยขณะนี้ไต้หวันมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมเพียง 889 คน และเสียชีวิต 7 คนเท่านั้น จากจำนวนประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน

Photo by Sam Yeh / AFP

เป็นคนดังไม่จำเป็นต้องมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสมอไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643795

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 18:30 น.เป็นคนดังไม่จำเป็นต้องมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสมอไปแม้จะมีคนดังหลายคนในวงการบันเทิงต่างประเทศที่แหกกฎสกัดโควิด แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่รับผิดชอบต่อสังคม ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดเป็นตัวอย่างที่ดี

จากกรณีที่ดีเจคนดังฝ่าฝืนมาตรการหยุดเชื้อ Covid-19 ของทางการ โดยไม่กักตัว ทั้งยังจัดปาร์ตี้รวมกลุ่มเพื่อนจนสุดท้ายติดเชื้อและกลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ ทั้งที่ทางการขอความร่วมมือให้งดการเดินทางและเว้นระยะห่างระหว่างกัน ไปจนถึงการปกปิดไทม์ไลน์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโลกออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ตำหนิว่าเป็นการไม่รับผิดชอบต่อสังคม

อาทิ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @yellowtofellow บอกว่า “#ดีเจมะตูม แม่งไม่โดนอะไรเลย ในขณะที่พี่ฉันเป็นโควิดเคสวอร์มอัพที่ได้ตรวจฟรี ผลตรวจรอบแรกเป็น Negative ก็ระวังตัวกักตัวในบ้านนาน 14 วัน เพื่อไปเสียงเงิน 3,000 ตรวจเองอีกรอบให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นจริง พอผลรอบ 2 เป็น Positive แม่งโนตำรวจยึดทั้งซิมทั้งมือถือ จะอาทิตย์นึงแล้วยังไม่ได้คืน”

และขณะนี้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังตามหาตัวนักร้องบอยแบนด์คนหนึ่งที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจากวันเกิดของดีเจคนดัง ซึ่งขณะนี้เจ้าตัวยังไม่แสดงตัว ยังไม่เปิดเผยไทม์ไลน์

กรณีคล้ายกันนี้เกิดขึ้นที่เกาหลีใต้เช่นกัน โดยต้นตอที่คนบันเทิงเกาหลีใต้ถูกเพ่งเล็งมาจากการระบาดแบบกลุ่มก้อนที่สถานบันเทิงย่านอิแทวอนในกรุงโซล โดยมีนักท่องราตรีบางคนที่ไปสถานบันเทิงแนวชายรักชายในย่านนั้นปกปิดว่าตัวเองเคยไปเที่ยวมา ทำให้มีคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนับหมื่นคน ติดเชื้ออีกว่า 100 คน

ภายหลังศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDC) ยืนยันว่า ผู้ที่ติดเชื้อมีประวัติไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านอิแทวอนเมื่อวันที่ 2 พ.ค. และพบว่าติดเชื้อเมื่อวันที่ 6 พ.ค. และย้ำให้คนที่ไปเที่ยวสถานบันเทิงในย่านนั้นตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-6 พ.ค. กักตัวอยู่ที่บ้าน

หลังจากข่าวของอิแทวอนไม่กี่วัน Dispatch สื่อบันเทิงเกาหลีใต้แชะภาพมาฟ้องสังคมว่าบรรดาไอดอลและคนดังในวงการบันเทิงไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านอิแทวอนในช่วงเวลาที่พบการติดเชื้อด้วย ในขณะที่ทางการยังไม่ผ่อนปรนมาตรการเว้นระยะห่าง นั่นคือ จองกุกจากวง BTS, ชาอึนอูจาก Astro, แจฮยอนจาก NCT และคิมมินกยูจาก Seventeen ที่ไปร้านอาหารและสถานบันเทิง 2 แห่งในอิแทวอนเมื่อวันที่ 25-26 เม.ย.

ภายหลังต้นสังกัดของแต่ละคนแถลงยืนยันว่า ทุกคนไปสถานที่ตามข่าวจริง และแสดงความขอโทษในนามศิลปินที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างของทางการ พร้อมยืนยันว่าทุกคนมีผลตรวจเป็นลบแต่จะกักตัว

คนดังคนต่อมาที่มีภาพหลุดขณะท่องราตรีในสถานบันเทิงย่านเดียวกันคือ พัคกยูริ หัวหน้าวงเกิร์ลกรุ๊ป Kara ซึ่งแยกวงไปแล้ว สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าพัคกยูริอยู่ในสถานบันเทิงแห่งเดียวและวันเดียวกันกับที่ซูเปอร์สเปรดเดอร์ของเกาหลีใต้ไปเที่ยว แถมเจ้าตัวยังแดนซ์โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยด้วย

ต่อมาทั้งศิลปินและต้นสังกัดยอมรับว่าพัคกยูริไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งนั้นจริง และพัคกยูริก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอรีบไปตรวจหาเชื้อก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดต่อมา และยินดีกักตัวแม้ผลจะออกมาเป็นลบก็ตาม และยืนยันว่าสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสถานบันเทิง

ทว่าหลังแถลงการณ์ไม่นาน ทาง Creative Kkot ต้นสังกัดก็ออกมาแก้ไขรายละเอียดใหม่ว่า พัคกยูริถอดหน้ากากอนามัยราว 20 วินาทีตอนที่อยู่ในสถานบันเทิง แต่นอกนั้นเธอสวมตลอดเวลา

กรณีของศิลปินเกาหลีเหล่านี้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือนในโลกออนไลน์ไม่แพ้กรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเรา อาทิ ผู้ใช้ชื่อ Dyzzi1701 ในเว็บไซต์ข่าวบันเทิงเกาหลี Soompi บอกว่า “เราต้องจริงจังกันให้มากกว่านี้ การทุ่มเททำงานหนักของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกาหลีใต้ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลก แต่ยังมีคนบางคนออกไปข้างนอกและไม่ยอมทำตามกฎ เหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าหน้าที่เลย”

Zinogre บอกว่า “ต้องโทษรัฐบาลที่ยังปล่อยให้สถานบันเทิงเปิดทำการ ถ้าสถานบันเทิงยังเปิดก็ยังมีคนไปเที่ยว แล้วตอนนั้นเธอ (พัคกยูริ) ก็ยังไม่รู้ว่ามีผู้ติดเชื้อไปเที่ยวในสถานบันเทิงนั้น ข่าวเพิ่งออกมาหลังจากเธอไปเที่ยวแล้ว” ซึ่งต่อมามีผู้ใช้ชื่อ Cloudy_Sky427 คอมเม้นต์ตอบกลับว่า “โทษรัฐบาลก็ไม่ถูก เพราะสุดท้ายเธอเป็นคนตัดสินใจไปเที่ยวเอง”

ไคลี เจนเนอร์ AFP PHOTO / ROBYN BECK

ข้ามมาที่คนดังฝั่งฮอลลีวูดที่หลายคนขอให้แฟนคลับปฏิบัติตามมาตรการสกัด Covid-19 อย่างเคร่งครัด แต่ตัวเองกลับแหกกฎเสียเอง อาทิ ไคลี เจนเนอร์ สาวสวยจากบ้านคาร์ดาเชียน ที่ถ่ายคลิปลงอินสตาแกรมของให้แฟนคลับซึ่งมีอยู่ราว 171 ล้านคน เว้นระยะห่างและอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ แต่ปรากฏว่าตัวไคลีเองกลับฝ่าฝืนคำสั่งให้อยู่บ้านของรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งพบการระบาดรุนแรงพื้นที่หนึ่งในสหรัฐเพื่อไปบ้านเพื่อน

และหลังจากที่แฟนๆ ทราบเรื่องว่าไคลีฝ่าฝืนคำสั่งทางการ เจ้าตัวก็ถูกถล่มทันทีว่าทำตัวอยู่เหนือกฎ

ส่วนดีว่าระดับตำนานอย่างมาดอนนาก็ไม่ยอมอยู่บ้าน เธอบินจากอังกฤษมายังรัฐนิวยอร์กของสหรัฐเพื่อร่วมปาร์ตี้วันเกิด สตีเวน ไคลน์ ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน โดยก่อนที่จะบินข้ามทวีปมาดอนาประกาศว่าตัวเองมีแอนติบอดี Covid-19 ซึ่งอาจหมายความว่า เธอติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ

และในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามีแอนติบอดีในร่างกายแปลว่ามีภูมิคุ้มกัน Covid-19 แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าคนที่หายจาก Covid-19 แล้วและมีแอนติบอดีจะไม่ติดเชื้อซ้ำอีก

หมายความว่าการเดินทางของมาดอนนาสร้างความเสี่ยงให้กับตัวเองและคนอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจะมีแต่คนดังที่ทำตัวอยู่เหนือกฎ นอกจากจะปฏิบัติตัวตามกฎอย่างเคร่งครัดเป็นตัวอย่างที่ดีแล้วยังเน้นย้ำให้คนในสังคมปฏิบัติตามมาตรการสกัดเชื้ออย่างเคร่งครัดด้วย

แอรอน ทเวต (Aaron Tveit) นักแสดงและนักร้องชาวอเมริกันประกาศลงบนอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ปีที่แล้วว่าเขาได้รับตรวจโควิด-19 เมื่อวันที่ 16 มี.ค. และมีผลเป็นบวก พร้อมกล่าวว่า “ผมให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้อย่างมากแม้กระทั่งก่อนที่จะเขารับการตรวจ ผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่าสิ่งนี้สามารถส่งผลกระทบต่อใครก็ได้ และแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกป่วยหรือไม่มีอาการรุนแรงก็โปรดรักษาสุขภาพด้วย” ทั้งนี้เขาได้กักตัวตั้งแต่ถ่ายรายการเสร็จเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะทราบว่าตนป่วยเป็นโรคโควิด-19

ด้านแร็ปเปอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน สลิม ธัก (Slim Thug) โพสต์คลิปลงบนอิสตาแกรมเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ระบุว่า “ผมกักตัวอยู่บ้านด้วยความระมัดระวัง อาจจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกบ้างแต่ก็อยู่บนรถพร้อมสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือมิดชิด แต่ผลตรวจโควิดของผมออกมาเป็นบวก” พร้อมย้ำกับแฟนๆ ของเขาว่าทุกคนต้องจริงจังกับเรื่องนี้และรณรงค์ให้ทุกคนอยู่บ้านอีกด้วย

ส่วนแอนนา แคมป์ (Anna Camp) นักร้องและนักแสดงชาวอเมริกันโพสต์ลงบนอิสตาแกรมว่า “นี่เป็นความรับผิดชอบของฉันที่จะต้องบอกว่าฉันติดโควิด-19” โดยเธอได้เข้ารับการตรวจซ้ำอีกครั้งแม้ว่าจะมีผลตรวจในตอนแรกเป็นลบ เนื่องจากเธอรู้สึกมีอาการป่วยมานานกว่า 3 สัปดาห์ พร้อมบอกเล่าอาการของเธอและแนะนำให้ทุกคนหันมาสวมหน้ากากอนามัย โดยระบุว่าแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างมากและง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

เช่นเดียวกับนาตาลี โฮเลอร์ (Natalie Horler) หรือ Cascada นักร้องและโปรดิวเซอร์ชาวเยอรมัน ประกาศผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคมว่าเธอมีไข้และปวดหัวเล็กน้อย และวางแผนที่จะกักตัวต่ออีก 2 สัปดาห์หลังจากที่ไม่ออกจากบ้านมาเป็นเวลา 8 วันแล้ว เธอกล่าวว่าเธอต้องกักตัวอย่างเต็มที่ แม้อาการของเธอไม่รุนแรงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องป้องกันคนอื่นๆ ที่อาจมีความเสี่ยง ดังนั้นทุกคนโปรดอยู่บ้าน!

ปิดท้ายด้วยดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง ทอม แฮงค์ (Tom Hanks) ซึ่งโพสต์บนทวิตเตอร์ว่าเขาและริต้า วิลสัน (Rita Wilson) ภรรยา ติดโควิด-19 ในออสเตรเลีย โดยเขาเดินทางไปเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ก่อนที่จะมีอาการหนาวสั่นและมีไข้ จึงได้เข้ารับการตรวจและพบว่าติดเชื้อ และเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเรียบร้อยก็ออกมาพักฟื้นและกักตัวต่อที่บ้านพัก เมื่อทั้งคู่หายดีแล้วยังรับปากอีกว่าจะบริจาคเลือดและพลาสม่าเพื่อนำไปใช้ในการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับคนอื่นๆ ต่อไป

pic.twitter.com/pgybgIYJdG— Tom Hanks (@tomhanks) March 12, 2020

สงครามการค้าทำชิปขาดตลาดประเทศใหญ่วิ่งซบไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643791

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.สงครามการค้าทำชิปขาดตลาดประเทศใหญ่วิ่งซบไต้หวันสงครามการค้ากับจีนทำชิปขาดตลาด สหรัฐก ยูโรป ญี่ปุ่นต้องหาตัวช่วยใหม่

ในเวลานี้ชิปคอมพิวเตอร์กำลังขาดตลาดอย่างหนัก และเป็นสถานการณ์ที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั่วไปไม่น้อย เพราะชิปเป็นส่วนสำคัญในผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น รถยนต์และตอนนี้ชิปสำหรับรถยนต์ก็ขาดตลาดอย่างมากเช่นกัน

ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกกำลังปิดสายการประกอบรถยนต์ เนื่องจากปัญหาในการจัดส่งเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งในบางกรณีได้รับความเสียหายจากการดำเนินการของรัฐบาลสหรัฐโรงงานผลิตชิปที่สำคัญของจีนอันเน่ืองจากสงครามการค้าของทั้งสองประเทศ

จากรายงานเบื้องต้นของ Financial Times ระบุว่าตอนนี้บริษัทรถวนต์ที่ได้รับผลกระทบจากชิปขาดตบาดคือ GM, Volkswagen, Honda, Fiat Chrysler และ Nissan และมีการคาดการณ์ว่าภาวะชิปขาดตลาดอาจจะลากยจาวนานถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

แต่จากรายงานของ Reuters ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนส่งผลกระทบต่อ Ford Motor Co, Subaru Corp, Toyota Motor Corp และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ยังได้รับผลกระทบครั้งนี้ด้วย

จากข้อมูลของ AutoForecast Solutions พบว่า การที่ชิปขาดตลาดส่งผลกระทบให้ค่ายรถต่างๆ ต้องหยุดการผลิตรถยนต์ไปถึง 280,000 คน และคาดว่าจะกระทบต่อการผลิตอีกถึง 500,000 คัน

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันเปิดเผยว่า สหรัฐ, สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้ติดต่อมาเน่ืองจากปัญหาขาดแคลนชิปและในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน 4 รายเข้าพบรัฐมนตรีเศรษฐกิจของไต้หวันและบอกว่าพวกเขายินดีที่จะจัดลำดับความสำคัญของกำลังการผลิตชิให้ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆ ในญี่ปุ่น ยุโรป และในสหรัฐ

AFP PHOTO / JEAN-FRANCOIS MONIER

จีนเอาจริง! สั่งขัง 1 ปีสาวกลับจากสหรัฐกินยาลดไข้ปิดอาการโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643776

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนเอาจริง! สั่งขัง 1 ปีสาวกลับจากสหรัฐกินยาลดไข้ปิดอาการโควิดสาวจีนมีอาการโควิดแต่ยังฝืนบินจากสหรัฐกลับบ้านเกิด ซ้ำยังกินยาลดไข้ให้ผ่านด่านตรวจ

ศาลชั้นต้นในกรุงปักกิ่งของจีนพิพากษาลงโทษจำคุกหญิงชาวจีนวัย 38 ปีรายหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี โดยให้รอลงอาญาไว้ก่อน ในข้อหาขัดขวางการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ หลังจากที่เจ้าตัวเดินทางกลับจากสหรัฐเมื่อปีที่แล้วขณะที่ตัวเองมีอาการของโรค Covid-19 ทั้งยังกินยาลดไข้เพื่อให้ผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน

เอกสารของศาลระบุว่า เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ปีที่แล้วหญิงรายนี้เริ่มมีไข้ อ่อนเพลีย  และอาการอื่นของโรค Covid-19 โดยเข้ารับการตรวจหาเชื้อเมื่อวันที่ 11 ในเดือนเดียวกัน ทว่าในวันที่ 12 เธอและครอบครัวตัดสินใจเดินทางกลับจากรัฐแมสซาชูเสตส์ของสหรัฐมายังประเทศจีนด้วยสายการบินแอร์ ไชนา โดยไม่รอผลการตรวจ

หญิงรายนี้ได้รับประทานยาลดไข้เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายก่อนจะขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเธอผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิของสายการบินและได้เดินทางในที่สุด

หลังจากขึ้นเครื่องแล้วเธอยังปกปิดอาการไข้และอาการอื่นๆ ที่ต้องแจ้งสายการบิน รวมทั้งไม่ยอมตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องตามความเป็นจริง แต่สุดท้ายอาการป่วยเริ่มปรากฏอีกครั้ง ก่อนเครื่องบินลงจอดเธอจึงยอมรับกับลูกเรือว่ามีอาการป่วย

ทันทีที่เครื่องบินลงจอดในกรุงปักกิ่งหญิงรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเธอติดเชื้อโคโรนาไวรัส ส่วนผู้โดยสารคนอื่นและบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดเธออีก 63 คนต้องเข้ารับการกักตัว

ไม่นานหลังจากข่าวของเธอเผยแพร่ออกไป Biogen บริษัทต้นสังกัดซึ่งเธอทำงานเป็นนักชีวสถิติลงโทษด้วยการไล่ออกทันที

Photo by STR / AFP

ไบเดนต่อสายตรงปูตินครั้งแรก เห็นชอบต่อสัญญานิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643767

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.ไบเดนต่อสายตรงปูตินครั้งแรก เห็นชอบต่อสัญญานิวเคลียร์โจ ไบเดน ต่อสายตรงถึงวลาดิเมียร์ ปูติน ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีพร้อมเจรจาหารือซ่อมแซมความสัมพันธ์

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐต่อสายคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นครั้งแรกหลังไบเดนเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐได้เกือบ 1 สัปดาห์

โดยทั้งคู่มีการหารือกันถึงสนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นสัญญาควบคุมการครอบครองอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่สหรัฐและรัสเซียตกลงร่วมกันตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ โดยผู้นำทั้งสองเห็นชอบที่จะขยายระยะเวลาของสนธิสัญญาดังกล่าวออกไปอีก

อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการระบุระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ก่อนหน้านี้เจน ซากิ โฆษกทำเนียบขาวเคยออกมาเผยว่าสหรัฐต้องการยืดอายุสนธิสัญญาออกไปอีก 5 ปี

นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกันในประเด็นอื่นๆ เพื่อซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเจน ซากิ เผยว่า ไบเดนได้แสดงความกังวลต่อกรณีการวางยาพิษและการจับกุมนายอเล็กเซย์ นาวัลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย รวมถึงกังวลต่อการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัสเซียในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

อีกทั้งไบเดนยังยืนกรานสนับสนนุนอธิปไตยของยูเครน และแสดงความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลรัสเซียที่ปฏิบัติต่อยูเครน ตลอดจนการแฮ็กระบบคอมพิมเตอร์ครั้งใหญ่ที่เชื่อกันว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐในปี 2016 และข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียเสนอเงินรางวัลให้กับกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันในการสังหารทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน

ด้านปูตินกล่าวว่าการทำให้ความสัมพันธ์ของรัสเซียและปูติน “เป็นไปตามปกติ” จะเกิดผลดีและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศรวมถึงประชาคมระหว่างประเทศทั้งหมดด้วย

Photo by ALEXEY DRUZHININ / POOL / AFP

อียูขู่จำกัดการส่งออกวัคซีนให้ประเทศนอกกลุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643758

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 12:30 น.อียูขู่จำกัดการส่งออกวัคซีนให้ประเทศนอกกลุ่มอียูระส่ำหลังผู้ผลิตวัคซีนส่งของช้า ขู่จำกัดการส่งออกวัคซีนไปยังประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก

สเตลลา คีเรียคีเดส คณะกรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขเผยว่า สหภาพยุโรป (อียู) อาจจำกัดการส่งออกวัคซีนต้าน Covid-19 ไปยังประเทศอื่นที่อยู่นอกกลุ่ม อาทิ อังกฤษ หลังจากสองผู้ผลิตวัคซีนอย่างแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และไฟเซอร์ (Pfizer) ไม่สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามที่ตกลงกับอียู ทำให้การฉีดวัคซีนของสหภาพยุโรปไม่เป็นไปตามแผนเดิม

“ในอนาคต ทุกบริษัทที่ผลิตวัคซีนต้านCovid-19 ในสหภาพยุโรปต้องแจ้งล่วงหน้าว่าจะส่งออกวัคซีนไปยังประเทศที่สามเมื่อใด ยกเว้นการส่งออกเพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม” คีเรียคิเดสระบุในทวิตเตอร์

ด้าน อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเผยระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ว่า “ยุโรปลงทุนหลายพันล้านยูโรเพื่อช่วยในการพัฒนาวัคซีน และตอนนี้บริษัทต้องส่งมอบวัคซีนแล้ว พวกเขาต้องรักษาคำพูด”

การกดดันผู้ผลิตวัคซีนเกิดขึ้นขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญปัญหาการแจกจ่ายวัคซีนล่าช้ากว่าประเทศอื่น อาทิ อังกฤษและสหรัฐ ทั้งยังพบปัญหาเพิ่มหลังจากแอสตราเซเนกาแจ้งเมื่อวันศุกร์ว่าจะส่งวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนด และอาจส่งได้น้อยกว่าที่ตกลกันไว้ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาบริษัท ไฟเซอร์ ของสหรัฐแจ้งกับทางอียูเช่นกันว่า จะส่งวัคซีนให้อียูน้อยกว่าจำนวนที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากต้องปรับปรุงโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศเบลเยียม

ความล่าช้าจากทั้งสองบริษัทอาจทำให้แผนการฟื้นตัวจากโรคระบาดของอียูช้ากว่าที่กำหนด จึงสร้างความไม่พอใจแก่คณะกรรมาธิการยุโรปจนเกิดการกดดันและจำกัดการส่งออกวัคซีนดังกล่าว

นอกจากนี้เรื่องราวยังบานปลายไปถึงเยอรมนี เมื่อ เยนส์ ชปาห์น รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีเสนอให้จำกัดการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในอียูเช่นกัน โดยย้ำว่าการจำกัดการส่งออกไม่เกี่ยวกับการวางตำแหน่งให้ “อียูต้องมาก่อน” แต่เกี่ยวกับการทำให้แน่ใจว่ายุโรปจะได้ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม

“ในความคิดฉันมันสมเหตุสมผลที่จำกัดการส่งออก ซึ่งหมายความว่าวัคซีนที่ออกจากยุโรปมีใบรับรอง เราจะได้รู้ว่ากำลังผลิตอะไร อะไรกำลังจะออกจากยุโรป และออกไปไหน เพื่อให้มีการกระจายอย่างเป็นธรรม” ชปาห์นเผยกับสถานีโทรทัสน์ ZDF ของเยอรมนี

ด้าน บูรัค คาซาซ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานจากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ของสหรัฐมองว่า การล่าช้า 1-2 สัปดาห์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ “แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เข้าใจว่าการล่าช้าย่อมหมายถึงชีวิต”

Photo by JOHN THYS / POOL / AFP

หมออิตาลีฆ่าผู้ป่วยโควิด 2 ศพ หลังเจอวิกฤตขาดแคลนเตียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643750

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 11:00 น.หมออิตาลีฆ่าผู้ป่วยโควิด 2 ศพ หลังเจอวิกฤตขาดแคลนเตียงนายแพทย์ชาวอิตาลีตัดสินใจปลิดชีพผู้ป่วยหลังโรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนเตียง

เว็บไซต์ข่าวเดอะซันรายงานว่า ดร. คาร์โล มอสกา วัย 47 ปี นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี ถูกตำรวจควบคุมตัวหลังสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 2 ราย ในโรงพยาบาล

เอกสารส่งฟ้องระบุว่ามอสกาจงใจให้ยาชารวมทั้งยาระงับประสาทและกล้ามเนื้อเกินขนาดแก่ผู้ป่วยทั้ง 2 ที่กำลังป่วยหนักด้วยโรคโควิด-19 โดยยาดังกล่าวมักใช้กับผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจแต่จากการสอบสวนพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายซึ่งทราบชื่อต่อมาว่าเป็นนายนาทาล บาสซี วัย 61 ปี และนายแองเจลโล ปาเลตติ วัย 81 ปี ทั้งคู่ไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับยาดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการแก้ไขบิดเบือนผลการรักษาเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนายแพทย์มอสกายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีการเสียชีวิตของผู้ป่วยคนอื่นอีก 3 ราย

ผู้พิพากษาบันทึกไว้ในหมายจับว่านายแพทย์มอสกามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนขณะที่ลงมือก่อเหตุ โดยระบุว่าแรงจูงใจคือเพื่อให้โรงพยาบาลมีเตียงว่างในการรองรับผู้ป่วยรายอื่น เนื่องจากอิตาลีกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะแคว้นลอมบาร์เดียซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในประเทศ และพบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 สูงสุดถึง 800 คนต่อวัน

ทั้งนี้ อิตาลีกำลังประสบปัญหาจากโรคโควิด-19 อย่างหนักโดยเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดในยุโรปอยู่ช่วงหนึ่งและมีผู้ป่วยในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 รายต่อวัน

โดยขณะนี้อิตาลีมีผู้ป่วยสะสมนประเทศเกือบ 2.5 ล้านราย และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85,881 รายซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก

Photo by Andreas SOLARO / AFP