ผู้นำอังกฤษรับโควิดกลายพันธุ์อาจทำให้เสียชีวิตมากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643436

วันที่ 23 ม.ค. 2564 เวลา 10:29 น.ผู้นำอังกฤษรับโควิดกลายพันธุ์อาจทำให้เสียชีวิตมากขึ้นพบหลักฐานเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ที่ระบาดในอังกฤษอาจทำให้เสียชีวิตมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษแถลงข่าวว่า นอกจากจะแพร่กระจายได้ง่ายแล้ว ยังพบหลักฐานว่าเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ที่ระบาดในอังกฤษอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากขึ้น โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตในอังกฤษเพิ่มขึ้นทุบสถิติหลังจากพบผู้ติดเชื้อและผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้นนับตั้งแต่พบเชื้อกลายพันธุ์ครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว

“เราได้รับรายงานว่าพบหลักฐานบางอย่างว่าเชื้อกลายพันธุ์อาจเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น นอกเหนือจากการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว” จอห์นสันกล่าว และยังเสริมอีกว่า “วัคซีนที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ทั้งสองวัคซีนยังมีประสิทธิภาพกับทั้งเชื้อเดิมและเชื้อกลายพันธุ์”

ด้านแพทริก วัลแลนซ์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยเชื้อกลายพันธุ์ไม่ได้มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยเชื้อสายพันธุ์เดิม ทว่าเมื่อดูจากข้อมูลในแง่ของใครก็ตามที่ติดเชื้อ มีหลักฐานว่าผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดิม

วัลแลนซ์ยกตัวอย่างว่า หากผู้ป่วยชายในวัย 60 ปีได้รับเชื้อสายพันธุ์เดิม อัตราการเสียชีวิตจะอยู่ที่ราว 10 คนจาก 1,000 คนที่ติดเชื้อ แต่หากเป็นเชื้อกลายพันธุ์อัตราการเสียชีวิตจะอยู่ที่ราว 13-14 คน

อย่างไรก็ดี วัลแลนซ์ย้ำว่าหลักฐานดังกล่าวยังไม่หนักแน่นและข้อมูลยังไม่แน่นอน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น อังกฤษมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1,401 ราย ส่งผลให้ตัวเลขรวมพุ่งไปอยู่ที่ 95,981 ซึ่งสูงที่สุดในยุโรป โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 16% ขณะที่ตัวเลขผู้เข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของวันที่เชื้อระบาดหนักที่สุดในระลอกแรกในเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ขณะนี้เชื้อกลายพันธุ์แพร่ระบาดในกว่า 60 ประเทศ รวมทั้งในจีน

Photo by Leon Neal / POOL / AFP

แจ็กพอตพาวเวอร์บอลแตกแล้ว! ถูกใบเดียวคว้า 2 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643403

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 20:10 น.แจ็กพอตพาวเวอร์บอลแตกแล้ว! ถูกใบเดียวคว้า 2 หมื่นล้านเงินรางวัลครั้งนี้สูงเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์การแจกรางวัลพาวเวอร์บอลของสหรัฐ

กองสลากรัฐแมริแลนด์เผยว่า การออกรางวัลสลากพาวเวอร์บอลเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมามีผู้โชคดีถูกรางวัลแจ็กพอต  1 ใบ มูลค่าราว 731.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 21,913.63 ล้านบาท หากผู้ถูกรางวัลเลือกรับเป็นเงินรายปีเป็นเวลา 29 ปี แต่หากเลือกรับเงินก้อนเดียวมูลค่าจะอยู่ที่ 546.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 16,392.24 ล้านบาท

สลากที่ถูกรางวัลได้แก่หมายเลข 40, 53, 60, 68, 69 และเลขพาวเวอร์บอล 22 โดยขายจากร้านตัวแทนจำหน่ายในเขตอัลเลเกนีของรัฐแมริแลนด์ โดยมีผู้ซื้อไปเพียงรายเดียว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ อีกทั้งกฎหมายในรัฐแมริแลนด์กำหนดให้ผู้ถูกรางวัลไม่เปิดเผยตัวตนได้  

เงินรางวัลแจ็กพอตพาวเวอร์บอลครั้งนี้ถือเป็นจำนวนที่สูงเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ของการออกรางวัลแจ็กพอตพาวเวอร์บอล และเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์การออกสลากของสหรัฐ และสูงที่สุดในรัฐแมริแลนด์

รางวัลแจ็กพอตก้อนโตที่สุดของสหรัฐคือ พาวเวอร์บอลมูลค่า 1,586 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 47,516.56 ล้านบาท ถูกเมื่อเดือน ม.ค. 2016 ตามด้วยเมกามิลเลียนแจ็กพอตมูลค่า 1,537 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 46,056.97 ล้านบาท เมื่อเดือน ต.ค. 2018

แจ็กพอตพาวเวอร์บอลครั้งล่าสุดนี้ถูกสะสมมาตั้งแต่กลางเดือน ก.ย.ปีที่แล้วหลังจากไม่มีผู้ถูกรางวัล ทำให้โอกาสที่จะถูกรางวัลยิ่งยากขึ้นคือ 1 ใน 292.2 ล้าน

นอกจากนี้ ยังมีสลากอีก 13 ใบที่ตัวเลขตรงกับ 5 ตัวแรกของรางวัล แต่ตัวเลขพาวเวอร์บอลไม่ตรงกัน ซึ่งจะได้รับเงินรางวัลอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 29.96 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี 1 ใบที่ขายจากเมืองเฮเกอร์สทาวน์ของแมริแลนด์ได้รับเงินรางวัล 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 59.92 ล้านบาท เนื่องจากผู้ซื้อเลือกเล่นแบบพาวเวอร์เพลย์ (power play) เพื่อเพิ่มเงินรางวัลที่ไม่ใช่แจ็กพอต

***ภาพด้านบนเป็นภาพประกอบเท่านั้น AFP PHOTO / KENA BETANCUR

อิสราเอลนับหมื่นติดโควิดหลังฉีดวัคซีน ‘ไฟเซอร์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643393

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.อิสราเอลนับหมื่นติดโควิดหลังฉีดวัคซีน 'ไฟเซอร์'ชาวอิสราเอลกว่า 12,400 รายตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาแม้ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์แล้วก็ตาม

กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่ามีประชาชนชาวอิสราเอลทั้งหมด 189,000 รายที่ได้รับการตรวจหาเชื้อหลังฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech) และพบว่าประชาชนกว่า 12,400 รายหรือประมาณ 6.6% มีผลตรวจเป็นบวก

โดยส่วนใหญ่ตรวจพบว่าติดเชื้อหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรกได้ไม่นานซึ่งอาจเป็นช่วงที่วัคซีนยังไม่สร้างภูมิคุ้มกัน ขณะที่ประชาชน 1,410 รายมีผลตรวจเป็นบวกหลังได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว 2 สัปดาห์

ยิ่งไปกว่านั้นผู้ป่วย 69 รายในบรรดาผู้ป่วยทั้งหมดได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว

ด้านศาสตราจารย์นาคแมน แอช ผู้ประสานงานด้านโรคระบาดโควิด-19 ของอิสราเอลได้ออกมาร้องเรียนโดยกล่าวว่าวัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่คิดและน้อยกว่าผลการทดลองที่เปิดเผยโดยผู้ผลิตวัคซีน

ขณะที่ไฟเซอร์กล่าวว่าการสร้างภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 15 ถึง 21 หลังได้รับวัคซีนเข็มแรก ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52-89% และเมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จะมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้สูงถึง 95%

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม โดยเริ่มจากกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าประชาชน 2.15 ล้านรายหรือกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ และขณะนี้มีประชาชนประมาณ 300,000 รายหรือเกือบ 3.5% ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว

โดยขณะนี้อิสราเอลมีผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศกว่า 583,000 ราย รักษาหายแล้ว 497,000 ราย และเสียชีวิต 4,245 ราย

Photo by Emmanuel DUNAND / AFP

ไบเดนเสนอต่อสัญญานิวเคลียร์กับรัสเซียอีก 5 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643380

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ไบเดนเสนอต่อสัญญานิวเคลียร์กับรัสเซียอีก 5 ปีรัฐบาลไบเดนเสนอขยายระยะเวลาข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์กับรัสเซียที่กำลังจะสิ้นสุดออกไปอีก 5 ปี

เจน ปซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน เสนอขยายระยะเวลาสนธิสัญญาการลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (START) กับรัสเซียซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 5 ก.พ.นี้ ออกไปอีก 5 ปี ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้

“สหรัฐมุ่งหมายจะยืดอายุสนธิสัญญาออกไปอีก 5 ปีตามที่ข้อตกลงในสนธิสัญญาเปิดช่องไว้ การยืดอายุในครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียตึงเครียดอยู่ในขณะนี้”

ด้านจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า ชาวอเมริกันจะปลอดภัยมากขึ้นหากสนธิสัญญา START ยังอยู่และยืดระยะเวลาออกไป หากไม่ต่อสนธิสัญญาอย่างรวดเร็วจะทำให้ความเข้าใจของสหรัฐเกี่ยวกับขุมอาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกลของรัสเซียแย่ลง

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียย้ำจุดยืนว่าควรขยายระยะเวลาของสนธิสัญญาดังกล่าวโดยไม่มีเงื่อนไข ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการต่ออายุอีก 5 ปีตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาฉบับเดิม

สนธิสัญญา START ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2011 โดยมีระยะเวลา 10 ปีและคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถต่ออายุได้อีกไม่เกิน 5 ปี มีสาระสำคัญคือการจำกัดการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่เข้าประจำการในกองทัพของแต่ละประเทศไม่เกิน  1,550 หัว และเครื่องยิงขีปนาวุธ เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป ทั้งที่ประจำการและไม่ประจำการไม่เกิน 800 เครื่อง

สนธิสัญญา START เป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับรัสเซียด้านนิวเคลียร์เพียงฉบับเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พาสหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) ที่ทำไว้เมื่อปี 1987 โดยอ้างว่าสหรัฐเซียละเมิดข้อตกลง

ทั้งนี้ สหรัฐและรัสเซียพยายามเจรจาต่ออายุสนธิสัญญา START มาแล้วหลายรอบ ในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว แต่แทบไม่มีความคืบหน้า และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เคยออกปากว่าโอกาสในการต่ออายุของข้อตกลงนั้นริบหรี่ เนื่องจากทรัมป์กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่าต้องการแก้ไขให้เป็นข้อตกลงแบบไตรภาคีที่มีจีนเข้าร่วมด้วย แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธ 

Photo by JIM LO SCALZO / POOL / AFP

สั่งปลด! นักการเมืองจีนเลือดร้อนตบหน้าเพื่อนร่วมงานจนหัวใจวาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643371

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.สั่งปลด! นักการเมืองจีนเลือดร้อนตบหน้าเพื่อนร่วมงานจนหัวใจวายพรรคคอมมิวนิสต์จีนปลดเลขาพรรคเมืองจี้หยวนหลังถูกแฉเคยตบเพื่อนร่วมงานจนหัวใจวาย

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ประจำนครจี้หยวน มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ประกาศปลดจางจ้านเหว่ย เลขาธิการพรรค ประจำเมืองจี้หยวน หลังมีบทความออนไลน์อ้างว่าเขาตบหน้าเพื่อร่วมงานจนทำให้เกิดความอับอายต่อหน้าสาธารณชน

โดยเมื่อวันที่ 16 มกราคม เจ้าของบทความดังกล่าวซึ่งอ้างว่าเป็นภรรยาของผู้ถูกกระทำได้โพสต์บทความลงบนโซเชียลมีเดียหนึ่งของจีน ระบุว่าจางตำหนิเลขาธิการคณะรัฐบาลเมืองจี้หยวนอย่างรุนแรงก่อนจะตบหน้าเขากลางโรงอาหาร จนทำให้เขาหัวใจวาย ส่งผลให้หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของจาง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 มกราคม รัฐบาลมณฑลเหอหนานรายงานว่าได้รับทราบเรื่องดังกล่าวและกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะประกาศปลดจางวานนี้

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

WHO คาดยอดป่วยโควิดทะลุ 100 ล้านในเดือนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643369

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.WHO คาดยอดป่วยโควิดทะลุ 100 ล้านในเดือนนี้องค์การอนามัยโลกคาดผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลกอาจแตะ 100 ล้านคนภายในสิ้นเดือนม.ค. แต่เชื่อวัคซีนเอาอยู่

นายแพทย์เตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวในการประชุมวิสามัญของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ (SAGE) โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลกอาจแตะ 100 ล้านรายภายในสิ้นเดือนมกราคม

แต่เชื่อมั่นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ พร้อมกล่าวชื่นชมการพัฒนาและอนุมัติวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีหลังเกิดการแพร่ระบาด โดยนับว่าเป็นความมสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งและเป็นความหวังของโลกใบนี้

เตโวโดรสกล่าวว่าขณะนี้การฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 กำลังดำเนินการในกว่า 50 ประเทศ แต่เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นต้องทำงานร่วมกันทั่วโลกเพื่อรับประกันว่าการแจกจ่ายวัคซีนจะดำเนินการไปด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม

พร้อมย้ำว่าวัคซีนเป็นเพียงตัวช่วยเสริมเท่านั้น อย่างไรก็ตามประชาชนทุกคนรวมถึงรัฐบาลยังต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลก 96.2 ล้านราย รักษาหายแล้ว 53.1 ล้านราย และเสียชีวิตกว่า 2 ล้านราย

Photo by STR / AFP

สาวญี่ปุ่นฆ่าตัวตายตอนกักตัวเพราะรู้สึกผิดที่ติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643366

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.สาวญี่ปุ่นฆ่าตัวตายตอนกักตัวเพราะรู้สึกผิดที่ติดโควิด หญิงรายหนึ่งตัดสินใจจบชีวิตตัวเองระหว่างกักตัวอยู่ที่บ้านเพราะรู้สึกผิดที่ติด Covid-19  

สำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า พบร่างของหญิงอายุราว 30 เสียชีวิตอยู่ในห้องพักในกรุงโตเกียว ซึ่งเธอใช้เป็นที่กักตัวหลังตรวจพบว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัส  

ผู้เสียชีวิตทิ้งข้อความไว้ว่ารู้สึกเสียใจที่สร้างความยุ่งยากให้คนรอบข้าง ขออภัยจากใจจริง 

ก่อนเสียชีวิตหญิงรายนี้เคยกังวลว่าเธอจะแพร่เชื้อให้คนรู้จัก เนื่องจากเธอแทบจะไม่มีอาการ จึงคาดว่าหญิงสาวรายนี้รู้สึกผิดจึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเผยว่า การดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่รักษาตัวที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญ และขณะนี้ตัวเลขผู้ป่วย Covid-19 ที่กักตัวอยู่ที่บ้านก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเตียงที่โรงพยาบาลไม่เพียงพอ 

อุเอดะ มิจิโกะ เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากมหาวิทยาลัยวาเซดะเผยว่า ผู้ป่วยหลายคนมีความเครียดและกดดัน เพราะคิดว่าตัวเองอาจแพร่เชื้อให้คนอื่น หรืออาจคิดว่าตัวเองสร้างความยุ่งยากให้คนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่ต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้านตามลำพัง จะยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะไม่สามารถออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

มิจิโกะยังเรียกร้องให้ทางการติดตามอาการทางจิตใจของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดนอกเหนือจากการติดตามอาการป่วยตามปกติ

Photo by Philip FONG / AFP

จีนหยอดยาหอมหวังฟื้นสัมพันธ์สหรัฐในยุคไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643355

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 12:30 น.จีนหยอดยาหอมหวังฟื้นสัมพันธ์สหรัฐในยุคไบเดนความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากจีนคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรับบาลทรัมป์ 28 คน รวมทั้งรมว.ต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ  

ฮั่วชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐที่ร้าวฉานสามารถฟื้นฟูได้หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน

“ฉันเชื่อว่าหากทั้งสองประเทศร่วมมือกัน นางฟ้าใจดีสามารถเอาชนะความชั่วร้ายได้ ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวสุนทรพจน์ว่าสหรัฐต้องได้รับการฟื้นฟูและเยียวยา ฉันคิดว่าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐก็เช่นเดียวกัน” ฮั่วชุนอิ๋งกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังเผยอีกว่า “ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะปอมเปโอได้ทิ้งระเบิดที่ต้องการการเก็บกู้ และทำลายช่องทางเชื่อมสัมพันธ์ซึ่งต้องได้รับการฟื้นฟูไปมากมาย”

การส่งสารนี้เกิดขึ้นหลังจากทางการจีนออกมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐในรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถึง 28 คน รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ

ทว่าฮั่วชุนอิ๋งยืนยันว่าการลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ 28 คนเป็นเรื่องชอบธรรมและจำเป็น และนักการเมืองที่มีท่าทีต่อต้านจีนเหล่านั้นต้องรับผิดชอบพฤติกรรมบ้าคลั่งของตัวเอง

บรรดาผู้สังเกตการณ์มองว่ามาตรการลงโทษของจีนเป็นเพียงสัญลักษณ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่มีหน้าที่ที่ต้องข้องเกี่ยวกับจีนอีกแล้ว ทว่า อู๋ซินป๋อ ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นมองว่า เป็นการส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลไบเดนทางอ้อมว่าหากคว่ำบาตรจีนเหมือนรัฐบาลทรัมป์ จะได้รับผลเช่นเดียวกัน

ไอเอสบึ้มพลีชีพกลางแบกแดด หนักสุดในรอบ 3 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643348

วันที่ 22 ม.ค. 2564 เวลา 11:00 น.ไอเอสบึ้มพลีชีพกลางแบกแดด หนักสุดในรอบ 3 ปีไอเอสโผล่เคลมอยู่เบื้องหลังระเบิดพลีชีพกรุงแบกแดด ดับอย่างน้อย 32 ศพเจ็บอื้อ

บีบีซีรายงาน เมื่อวันที่ 22 มกราคมกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส กล่าวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดพลีชิพ 2 จุดในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรักเมื่อคืนวาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 100 คนโดยระบุว่าเป้าหมายในการลงมือครั้งนี้คือมุสลิมซีอะห์

มือระเบิดทั้ง 2 ได้จุดระเบิดตัวเองท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากในตลาดเสื้อผ้ามือสองที่จัตุรัสทายารัน กรุงแบกแดด ซึ่งระเบิดพลีชีพครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในแบกแดดในรอบ 3 ปี

แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทยระบุว่ามือระเบิดคนแรกพุ่งเข้ามาในตลาดและรวบรวมฝูงชนรอบๆ ตัวเขา โดยอ้างว่ารู้สึกไม่สบาย ก่อนที่จะจุดชนวนระเบิดในมือและร่างผู้คนบริเวณนั้นก็ถูกฉีกเป็นชื้นๆ ด้วยแรงระเบิด ในขณะที่กำลังเข้าช่วยเหลือเหยื่อ มือระเบิดอีกรายก็จุดชนวนระเบิดขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามเหตุระเบิดพลีชีพในแบกแดดไม่ค่อยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2017 หลังจากที่กลุ่มรัฐอิสลามพ่ายแพ้ในการยึดครองพื้นที่ในภูมิภาคดังกล่าว

โดยเหตุระเบิดพลีชีพในแบกแดดเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในพื้นที่เดียวกันนี้เมื่อเดือนมกราคม 2018 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 35 คน

ทั้งนี้ กลุ่มรัฐอิสลามเคยยึดครองพื้นที่ 88,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่อิรักตะวันออกไปจนถึงซีเรียตะวันตก และกำหนดกฎที่โหดร้ายต่อประชากรนับ 8 ล้านคน

แม้กลุ่มรัฐอิสลามจะพ่ายแพ้ไปแต่คาดว่ากองกำลังอีกกว่า 10,000 คนยังคงประจำการอยู่ในอิรักและซีเรีย

Photo by Sabah ARAR / AFP

อินเดียเปลี่ยนชื่อ ‘แก้วมังกร’ ลั่นไม่อยากเกี่ยวจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643315

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.อินเดียเปลี่ยนชื่อ 'แก้วมังกร' ลั่นไม่อยากเกี่ยวจีนรัฐคุชราต ประเทศอินเดียตั้งชื่อแก้วมังกรใหม่เป็น “กามาลัม” ที่แปลว่าดอกบัว

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ารัฐคุชราต ทางตะวันตกของประเทศอินเดียตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ “แก้วมังกร” (dragon fruit) เนื่องจากเป็นชื่อที่ทำให้นึกถึงประเทศจีนเพราะมังกรเป็นสัญลักษณ์ของจีน

โดยวิเจย์ รูปานี มุขมนตรีรัฐคุชราตเห็นว่าไม่ควรใช้คำว่าแก้วมังกรเนื่องจากเป็นชื่อที่ทำให้นึกถึงประเทศจีน โดยผลไม้ดังกล่าวมีรูปร่างเหมือนกับดอกบัวจึงตั้งชื่อใหม่ว่า “กามาลัม” (Kamalam) ซึ่งมีความหมายว่าดอกบัวในภาษาสันสกฤต พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใดๆ แอบแฝง และต่อจากนี้ไปแก้วมังกรจะถูกเรียกว่า “กามาลัม” ในรัฐคุชราต

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและจีนเกิดความตึงเครียดมานานเนื่องจากกรณีพิพาทในชายแดนเทือกเขาหิมาลัย โดยในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2020 ที่ผ่านมายังเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังจากทั้ง 2 ประเทศในบริเวณชายแดนดังกล่าวซึ่งส่งผลให้มีทหารอินเดียเสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย

การเปลี่ยนชื่อแก้วมังกรเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่นายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมที กล่าวชื่นชมเกษตรกรที่ปลูกแก้วมังกรในพื้นที่แห้งแล้งของรัฐคุชราต หลังจากนั้นก็มีเกษตรกรแนะนำให้เปลี่ยนชื่อผลไม้ดังกล่าวเป็นกามาลัม

ทั้งนี้ รัฐคุชราตเป็นบ้านเกิดของนายกรัฐมนตรีและดอกบัวก็เป็นสัญลักษณ์ของพรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายกโมทีอีกด้วย

รัฐคุชราตมีเกษตรกรมากกว่า 200 รายที่ปลูกแก้วมังกร ซึ่งคิดเป็นพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ โดยเกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรให้สัมภาณ์ว่าพวกเขาเชื่อว่าเมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วจะดีขึ้น และการยอมรับในผลไม้จะมากขึ้นหากมองว่าเป็นผลไม้ของอินเดีย

อย่างไรก็ตามได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนจากประชาชนบนโลกออนไลน์รวมถึงพรรคฝ่ายค้านที่ไม่เห็นด้วย

AFP PHOTO / AMAN ROCHMAN