ส่องพิธีสาบานตนไบเดน แปลกสุดในประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643229

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ส่องพิธีสาบานตนไบเดน แปลกสุดในประวัติศาสตร์ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในพิธีนี้และแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างไร?

1. การพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของโจ ไบเดน มีกำหนดการณ์เริ่มต้นในเวลาเที่ยงวัน ของวันที่ 20 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ณ อาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

2. นอกจากไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีซึ่งเป็นตัวเอกของงานนี้แล้ว ยังมีกมลา แฮร์ริส ที่จะเข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในพิธีนี้ด้วย ซึ่งความพิเศษของแฮร์ริสคือเธอเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรก เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และเอเชียน-อเมริกันคนแรกในตำแหน่งนี้

3. คณะกรรมการร่วมในพิธีประจำปีนี้ประกอบด้วย รอย บลันท์ วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันทำหน้าที่เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยมิทช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมาก และเควิน แมคคาร์ธี ผู้นำเสียงข้างน้อยจากพรรครีพับลิกัน ด้านพรรคเดโมแครตประกอบด้วย แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสเตนี โฮเยอร์ และเอมี โคลบูชาร์ ซึ่งคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการด้านกฎระเบียบและการบริหารของวุฒิสภา

4. คณะกรรมการได้กำหนดธีมงานครั้งนี้ในชื่อว่า “ประชาธิปไตยที่มั่นคงของพวกเรา : สร้างความเป็นปึกแผ่นที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” (Our Determined Democracy: Forging a More Perfect Union) เพื่อเน้นย้ำถึงจุดเด่นของการปกครองและประชาธิปไตยของอเมริกัน รวมถึงการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ

5. เมื่อเปรียบเทียบกับพิธีในปีก่อนๆ ที่ผ่านมาคาดว่าในปีนี้จะใช้งบประมาณน้อยลงเนื่องจากมีการลดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งโดยปกติแล้วพิธีสาบานตนจะใช้งบประมาณราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในเดือนกันยายนทีผ่านมาได้คาดการณ์งบประมาณไว้อย่างน้อย 44.9 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามเหตุจลาจลเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้ต้องใช้งบประมาณในการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

6. โดยปกติแล้วพื้นที่ด้านนอกบริเวณอาคารรัฐสภาซึ่งเรียกว่าเนชันแนลมอลล์ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับชมพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีคนใหม่ได้ แต่ในปีนี้เนื่องด้วยสถาการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุจลาจลเมื่อต้นเดือน พื้นที่ตรงนั้นจึงปิดไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วม

7. ในคืนวันที่ 19 มกราคม ไบเดนและจิล ภรรยาของเขาจะพักที่แบลร์เฮาส์ ซึ่งเป็นบ้านพักของของประธานาธิบดีหรือแขกคนพิเศษของสหรัฐ โดยตามธรรมเนียมแล้วในช่วงเช้าของวันที่จะเข้ารับตำแหน่ง ว่าที่ประธานาธิบดีจะต้องพบกับประธานาธิบดีคนก่อนหน้าหลังจากเข้าร่วมพิธีมิสซาที่โบสถ์ แต่ในปีนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วย

8. อย่างไรก็ตามไบเดนได้ส่งคำเชิญไปยังผู้นำสภาคองเกรส 4 คนจากทั้ง 2 พรรค ได้แก่ มิทช์ แมคคอนแนล และเควิน แมคคาร์ธี จากพรรครีพับลิกัน แนนซี เพโลซี และชัค ชูเมอร์ จากพรรคเดโมแครต

9. เมื่อเสร็จสิ้นงานในโบสถ์ก็จะเดินทางมายังอาคารรัฐสภาเพื่อเริ่มพิธีสาบานตน โดยในปีก่อนๆ สมาชิกสภาคองเกรสจะได้รับบัตรเข้าร่วมงานจำนวน 200,000 ใบ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าร่วมงาน แต่ในปีนี้สมาชิกสภาแต่ละคนจะได้รับบัตรเพียง 1 ใบ โดยจะมีประชาชนเพียง 3,000 คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่รอบนอกอาคาร และอีก 1,000 คนที่ได้เข้าชมในงาน

10. คณะกรรมการตัดสินใจกำจัดการเข้าร่วมงานโดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ส่งผลให้พิธีในปีนี้เป็นครั้งที่ “เล็กที่สุด” นับตั้งแต่พิธีสาบานตนของแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ในปี 1945 ที่มีผู้ชมเพียงพันคนเนื่องจากปัญหาสุขภาพและสงครามโลก

11. แม้ทรัมป์จะไม่ได้มาร่วมในพิธีแต่ไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีของเขาจะมาร่วมงาน รวมถึงอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู บุช และบารัค โอบามาด้วย ขณะที่อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งโรซาลินน์ คาร์เตอร์ ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้

12. รอย บลันท์ จะทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน ขณะที่แอนเดรีย ฮอลล์ จะเป็นผู้นำในการปฏิญาณตน อีกทั้งยังมีเลดี้ กาก้า, เจนนิเฟอร์ โลเปซ และการ์ธ บรูกส์ เหล่าศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดงในพิธีด้วย รวมถึงวงดนตรีของกองทัพสหรัฐก็จะร่วมบรรเลงเพลงเปิดงานด้วยเช่นกัน ก่อนที่ไบเดนและแฮร์ริสจะเริ่มสาบานตน

Photo by Angela Weiss / AFP

เปิดวังปูติน ใหญ่กว่าประเทศโมนาโก 39 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643209

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.เปิดวังปูติน ใหญ่กว่าประเทศโมนาโก 39 เท่าเปิดวังสุดหรูมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านที่ลือว่าเป็นของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

มูลนิธิต่อต้านการทุจริตของอะเลกเซย์ นาวัลนืย (Alexei Navalny) นักการเมืองฝ่ายค้านของรัสเซียรายงานข่าวเชิงสอบสวนเกี่ยวกับคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม ซึ่งคาดว่าว่าเป็นของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หลังจากที่นาวัลนีเพิ่งจะถูกจับกุมตัวเมื่อเดินทางกลับไปยังรัสเซีย ภายหลังจากที่เขาถูกวางยาพิษและต้องไปรักษาตัวที่เยอรมนีและคาดว่าถูกทำร้ายโดยคำสั่งของปูติน 

จากการสอบสวนพบว่าพระราชวังสุดหรูบนอ่าวกิลเลนไซค์ มีมูลค่าอย่างน้อย 1 แสนล้านรูเบิล หรือกว่า 4 หมื่นล้านบาท ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 2005-2010

ตามรายงานระบุว่าวังดัวกล่าวมีพื้นที่ 17,691 ตารางเมตร ภายในมีการประดับตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ โฮมเธียร์เตอร์ ล็อบบี้พร้อมบาร์ คาสิโน ห้องโถงพร้อมเครื่องสล็อต สระว่ายน้ำ อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่ง รวมถึงโบสถ์ และอุโมงค์ลับ

จากการตรวจสอบพบว่าวังแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าประเทศโมนาโกถึง 39 เท่า และถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ทั้งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ พนักงานหลายพันคนยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูป และรถทุกคันที่มาถึงบริเวณนั้นจะถูกตรวจสอบที่จุดตรวจหลายจุด

รายงานยังกล่าวอีกว่า “นี่คือสถานที่ที่ได้รับการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากที่สุดในรัสเซีย เปรียบเสมือนเป็นรัฐหนึ่ง และนี่ยังเป็นความลับสุดยอดที่สุดของปูติน ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยผู้คนหลายร้อยถึงหลายพันคน ตั้งแต่ยาม คนสวน และช่างก่อสร้าง ไปจนถึงบุคคลที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซีย”

วังแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันมานานในชื่อ “พระราชวังของปูติน” แม้ว่าผู้นำรัสเซียจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการคอร์รัปชั่นที่ใหญ่ที่สุดในสายตาของฝ่ายค้านในรัสเซีย

การสืบสวนระบุว่าตอนนี้วังดังกล่าวเป็นของบริษัท Binom และได้รับการจัดการโดยบุคคลที่อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับมิคาอิล เชโลมอฟ หลานชายของปูติน และตามการสืบสวนกล่าวหาว่าเจ้าของที่แท้จริงของวังแห่งนี้ก็คือปูติน

ขณะที่ ดิมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกรัฐบาลรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าปูตินไม่ใช่เจ้าของวังดังกล่าว พร้อมกล่าวว่านี่เป็นบันทึกเก่าและทางรัฐบาลได้เคยอธิบายไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อนว่าปูตินไม่ได้เป็นเจ้าของวังใดๆ ในกิลเลนไซค์

ภาพโดย palace.navalny.com

นักวิทย์จีนพบวิธีชะลอความแก่ ยืดอายุขัยด้วยยีนบำบัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643183

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.นักวิทย์จีนพบวิธีชะลอความแก่ ยืดอายุขัยด้วยยีนบำบัดนักวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งได้พัฒนาการรักษาด้วยยีนบำบัดซึ่งช่วยยืดอายุของหนูทดลองได้

รอยเตอร์สเผยนักวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งได้พัฒนาการรักษาด้วยยีนบำบัด (gene therapy) แบบใหม่ซึ่งอาจช่วยชะลอวัยได้ โดยผลการทดลองในหนูทดลองพบว่าสามารถยืดอายุของหนูเหล่านั้นได้

รายละเอียดวิธีการรักษาด้วยยีนบำบัดดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงบนวารสาร Science Translational Medicine เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งยีนที่เรียกว่า “kat7” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นตัวการสำคัญของความเสื่อมหรือความชราของเซลล์ (cellular ageing)

โดยหัวหน้าโครงการนี้คือศาสตราจารย์ ชี จิง อายุ 40 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน เวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ จากสถาบันสัตววิทยาแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences: CAS)

ศาสตราจารย์ชีเผยว่าการบำบัดครั้งนี้ใช้เทคนิคเฉพาะและผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นครั้งแรกของโลก โดยผลการทดลองในหนูทดลองแสดงให้เห็นว่าลักษณะโดยรวมและความแข็งแรงของหนูทดลองดีขึ้น และที่สำคัญคือพวกมันมีอายุยืนขึ้นประมาณ 25% หลังจาก 6-8 เดือนที่ทำการบำบัดยีน

ทีมนักชีววิทยาจาก CAS ใช้วิธีที่เรียกว่า CRISPR/Cas9 เพื่อคัดกรองยีนจำนวนมากที่เป็นตัวขับเคลื่อนของความชราของเซลล์ ซึ่งพบว่าประมาณ 100 จากทั้งหมด 10,000 ยีนรวมถึง kat7 มีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดความชราของเซลล์อย่างยิ่ง

โดยชีอธิบายว่าทีมได้ทำการทดสอบการทำงานของยีนในเซลล์ประเภทต่างๆ ในเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ของมนุษย์ และโปรเจนิเตอร์เซลล์ (mesenchymal progenitor cells) ในเซลล์ตับของมนุษย์และหนูซึ่งไม่พบความผิดปกติใดๆ และยังไม่พบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับหนูทดลอง

แต่ยังจำเป็นต้องทดสอบกับเซลล์ประเภทอื่นๆ ของมนุษย์ รวมทั้งอวัยวะอื่นๆ ของหนู นอกจากนี้ยังหวังว่าจะสามารถทดลองกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชิดอื่นๆ ก่อนที่จะเริ่มใช้การบำบัดด้วยยีนวิธีนี้เพื่อชะลอวัยของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยีนบำบัดวิธีนี้ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะพร้อมทดลองในมนุษย์ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งความหวังว่าจะสามารถค้นพบวิธีการชะลอวัยของมนุษย์ได้ในอนาคต

Photo by FETHI BELAID / AFP

สหรัฐถอด 12 เจ้าหน้าที่ทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนหวั่นเกลือเป็นหนอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643175

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 13:30 น.สหรัฐถอด 12 เจ้าหน้าที่ทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนหวั่นเกลือเป็นหนอนสหรัฐสั่งถอดเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 12 นายจากทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนหลังพบมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

แดเนียล ฮอคันสัน ผู้อำนวยการกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เผยว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิถอดเจ้าหน้าที่ 12 นายออกจากทีมคุ้มกันพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โจ ไบเดน หลังตรวจสอบประวัติพบว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

เจ้าหน้าที่ 2 นายในจำนวนนี้ถูกถอดเนื่องจากโพสต์ข้อความข่มขู่นักการเมืองในโลกออนไลน์ โดยคนหนึ่งนั้นโพสต์สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นในเชิงคุกคามอื่นๆ

ส่วนเจ้าหน้าที่อีก 10 นายที่เหลือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับพิธีสาบานตน อาทิ มีประวัติอาชญากร ใช้ความรุนแรงในครอบครัว

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 12 นายถูกถอดเนื่องจากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกัลกลุ่มขวาจัด หรือเคยโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นแบบสุดโต่งในโลกออนไลน์

การถอดเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเดินหน้าตรวจสอบหาเจ้าหน้าที่ที่มีแนวคิดขวาจัดหรือชาตินิยมผิวขาว รวมทั้งการหาตัวเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค.

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐสั่งตรวจสอบประวัติและความพร้อมของร่างกาย ไปจนถึงรอยสักทหารทุกนาย รวมทั้งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่จะปฏิบัติหน้าที่ในวันสาบานตน เพื่อป้องกัน “ภัยคุกคามจากคนใน” เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ข่มขู่ว่าจะป่วนพิธีสาบานตนของไบเดน

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

แจ็ค หม่าโผล่แล้ว ปรากฏตัวครั้งแรกหลังเจอวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643176

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 12:13 น.แจ็ค หม่าโผล่แล้ว ปรากฏตัวครั้งแรกหลังเจอวิกฤตหลังจากเก็บตัวเงียบมานานเกือบ 3 เดือนในที่สุดหม่าก็เผยตัวต่อสาธารณชนในที่สุด

แจ็ค หม่าผู้ก่อตั้ง Alibaba Group ปรากฏตัวครั้งแรกต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนตุลาคม ได้มีการเผยแพร่คลิปของเขาระหว่างพบกับครูในชนบท 100 คนในประเทศจีนผ่านการประชุมทางวิดีโอเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สื่อที่เปิดเผยเรื่องนี้แหงแรกคือ Tianmu News ซึ่งเป็นพอร์ทัลข่าวภายใต้ Zhejiang Online ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

การเผยตัวครั้งนี้นับเป็นการปัดข่าวการหายตัวของเขาที่สร้างความกังขาให้ชาวโลกมาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากที่บริษัท Ant Group ของเขาถูกรัฐบาลสกัดไม่ให้เปิดขายหุ้นครั้งแรกหลังจากที่เขากล่าวท้าทายระบบควบคุมการเงิน และต่อจากกรณี Ant Group ถูกสกัดแล้ว Alibaba Group ยังถูกสอบสวนการกระทำอันเป็นการผูกขาดตลาดด้วย

ในคลิป แจ็ค หม่า บอกกับบรรดาคุณครูว่า “โปรดรอให้การระบาดสิ้นสุดลงแล้วเราค่อยพบกัน!” หลังจากมีรายงานข่าวนี้แล้วมูลนิธิสวัสดิการสาธารณะของแจ็ค หม่าได้ยืนยันข่าวนี้โดยเผยว่าเป็นกิจกรรมตามปกติที่แจ็ค หม่าจะมอบรางวัลให้กับครูชนบท แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นการมอบรางวัลออนไลน์เป็นครั้งแรก

ทรัมป์ขู่ส่งท้าย ‘นี่เพิ่งเริ่มต้น’ ก่อนอำลาทำเนียบขาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643161

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 12:05 น.ทรัมป์ขู่ส่งท้าย 'นี่เพิ่งเริ่มต้น' ก่อนอำลาทำเนียบขาวโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี เตรียมส่งไม้ต่อให้โจ ไบเดน พร้อมทิ้งท้าย ‘นี่เพิ่งเริ่มต้น’

บีบีซีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงอำลาตำหน่งผ่านคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่โดยรัฐบาลก่อนที่จะต้องส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีให้กับโจ ไบเดน ซึ่งมีกำหนดเข้าพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม

อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังคงไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ไบเดน โดยกล่าวว่าการเคลื่อนไหวของเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐ “เพิ่งเริ่มต้น” เท่านั้น

ในขณะเดียวกันก็ได้ขอให้ชาวอเมริกันร่วมกันอวยพรให้รัฐบาลชุดใหม่โชคดีและประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศต่อไป โดยไม่ได้มีการเอ่ยชื่อไบเดนแต่อย่างใด

ตามคำแถลงการณ์ของทรัมป์ยังได้กล่าวว่าฝ่ายบริหารของตนได้สร้างเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก พร้อมกล่าวถึงสิ่งที่ตนและฝ่ายบริหารได้ทำมาตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ดำรงตำแหน่ง อาทิ การต่อกรกับจีน ข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง และเขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบหลายสิบปีที่ไม่ได้เริ่มต้นสงครามครั้งใหม่

“ผมได้ต่อสู้อย่างยากลำบาก เป็นการต่อสู้ที่ยากที่สุด และนั่นคือสิ่งที่พวกคุณได้เลือกให้ผมเข้ามาทำ”

“เป้าหมายของเราไม่เกี่ยวกับฝ่ายขวาหรือซ้าย พรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติและนั่นหมายถึงคนทั้งประเทศ” ทรัมป์กล่าว

พร้อมกล่าวถึงเหตุจลาจลบริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมาว่าความรุนแรงทางการเมืองได้ทำลายทุกสิ่งที่ชาวอเมริกันรัก และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทนได้

ทรัมป์เองก็ถูกฟ้องในข้อหายุยงให้เกิดการจลาจล และจะถูกพิจารณาคดีในวุฒิสภาหลังพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิด ทรัมป์อาจถูกตัดสิทธิ์ในการลงเล่นการเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนความนิยมเพียง 34% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐ

AFP PHOTO / Don EMMERT

นักลงทุนแห่ทิ้งหุ้นหลังอาลีบาบาถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643155

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 10:40 น.นักลงทุนแห่ทิ้งหุ้นหลังอาลีบาบาถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบบรรดานักลงทุนพากันทิ้งหุ้นอาลีบาบาหลังอาณาจักร แจ็ก หม่า ถูกทางการจีนไล่ตรวจสอบการผูกขาดการค้า

รายงานของ Citi Private Bank ในเครือซิตี กรุ๊ปที่เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุว่า บรรดานักลงทุนกระเป๋าหนักที่เป็นลูกค้าของธนาคารพากันเทขายหรือลดการถือหุ้นของบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าทางการจีนกำลังตรวจสอบอาลีบาบาในข้อหาผูกขาดทางการค้า  

รายงานยังระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนสามารถดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนกระเป๋าหนักที่เป็นลูกค้าของซิตี กรุ๊ปได้จำนวนมหาศาลในช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว

อาลีบาบา รวมทั้งคู่แข่งอย่างเท็นเซนต์ (Tencent) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นตัวขับเคลื่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ทางความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน กำลังถูกทางการจีนกดดันอย่างหนัก หลังจากบริการของทั้งสองบริษัทมีผู้ใช้งานนับร้อยล้านคน ทั้งยังมีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของชาวจีนแทบจะทุกด้าน

คำสั่งระงับการเสนอขายหุ้นแก่บุคคลทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของแอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) ในเครือของอาลีบาบา ซึ่งหากสำเร็จจะมีมูลค่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังส่งผลให้มูลค่าของตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ของอาลีบาบาในสหรัฐลดลงกว่า  1 ใน 5 นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารแห่งชาติจีนเผยว่า แอนท กรุ๊ปกำลังดำเนินจัดตารางเวลาเพื่อยกเครื่องธุรกิจ ซึ่งเป็นการย้ำว่าทางการจีนต้องการเข้ามาควบคุมอาณาจักรธุรกิจของ แจ็ก หม่า

ทั้งนี้ จากข้อมูลการจัดอันดับมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กพบว่า จากทรัพย์สินทั้งหมดของหม่าที่มีมูลค่า 52,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรายได้จากแอนท์ กรุ๊ปมากกว่า 1 ใน 4

AFP PHOTO / FABRICE COFFRINI

ศรีลังกาแห่กิน ‘ยาวิเศษ’ สุดท้ายติดโควิดระนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643113

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 09:00 น.ศรีลังกาแห่กิน 'ยาวิเศษ' สุดท้ายติดโควิดระนาวชายศรีลังกาอวดอ้างยาวิเศษช่วยป้องกันโควิดได้ สุดท้ายป่วยกันเป็นแถว

เอเอฟพีรายงานว่า ธรรมมิกะ บันดารา (Dhammika Bandara) ชายชาวศรีลังกาอ้างว่ายาวิเศษที่เขาปรุงขึ้นมีสรรพคุณสามารถป้องกันโควิด-19 ได้จนทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาขอยาจากเขา แต่บันดาราถึงกับอึ้งเมื่อพบว่าผู้ที่ดื่มยาวิเศษของตนสุดท้ายป่วยเป็นโรคโควิด-19 

หลังจากที่เขาอ้างว่ามียาวิเศษซึ่งสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันคนฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคโดยแห่แหนไปรวมตัวกันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคกลางของศรีลังกา เพื่อรับยาวิเศษของเขาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

โดย ปิยัล นิชันทา เด ซิลวา (Piyal Nishantha de Silva) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเด็กและสตรี ก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองหลายคนที่ร่วมดื่มยาวิเศษนั้นเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อและพบว่าติดโควิด-19 ในเวลาต่อมา

รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของนักการเมืองคนหนึ่งก็ติดเชื้อเช่นเดียวกันแม้ว่าจะดื่มยาวิเศษดังกล่าวแล้วก็ตาม

สำนักข่าวท้องถิ่นศรีลังการะบุว่าบันดาราอ้างว่าเขาได้รับสูตรนี้มาจากพระแม่กาลี เทพีในศาสนาฮินดู โดยเปิดเผยว่าส่วนผสมของยาวิเศษประกอบด้วยน้ำผึ้งและลูกจันทน์เทศ และได้รับการรับรองให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยหน่วยงานยาพื้นเมือง

อย่างไรก็ตาม เคเฮลียา รัมบุคเวลลา (Keheliya Rambukwella) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนกล่าวว่าแม้จะมีสมาชิกรัฐสภาบางคนได้ดื่มยาดังกล่าวแล้วแต่รัฐบาลยังคงไม่รับรอง

ขณะนี้ศรีลังกามีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 53,750 รายและเสียชีวิต 270 ราย ซึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาศรีลังกามีผู้ป่วยเพียง 3,300 รายและเสียชีวิตเพียง 13 รายเท่านั้น

Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP

เจาะความจริง วัคซีนโควิดขายไม่เอากำไรจริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643114

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 22:00 น.เจาะความจริง วัคซีนโควิดขายไม่เอากำไรจริงหรือ? ทำไมบางบริษัทถึงไม่รีบเร่งผลิตทั้งๆ ที่เป็นเจ้าธุรกิจ แล้วทำไมบางบริษัทถึงยอมไม่เอากำไรในช่วงวิกฤต? ที่นี่มีคำตอบ

ตอนนี้ชื่อของบริษัทต่างๆ เหล่านี้คงเข้าหูเข้าตาชาวโลกทุกวันในฐานะความหวังการผลิตวัคซีนโควิด-19

ไม่ว่าจะเป็น Pfizer-BioNTech หรือ Oxford-AstraZeneca หรือ Moderna จะเป็น Sinovac และ Sinopharm หรือ Gamaleya รวมถึงบริษัท Johnson & Johnson ที่เราคุ้นกันในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า แต่ก็เป็นเจ้าใหญ่ในด้านอุตสาหกรรมยากับเครื่องมือแพทย์ด้วย

แต่บริษัทต่างๆ ที่เราได้ยินชื่อกันบ่อยมากในฐานะผู้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ในวงการวัคซีนเลยยกเว้น Pfizer

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านวัคซีน วัดกันที่รายได้ (ตัวเลขจากปี 2019) บริษัทอันดับ 1 ของวงการนี้คือ GSK อันดับที่ 2 คือ Merck อันดับที่ 3 คือ Sanofi อันดับที่ 4 คือ Pfizer อันดับที่ 5 คือ Novavax ส่วนที่เหลือจนถึงอันที่ 10 แทบไม่มีชื่อของบริษัท “หน้าใหม่” ที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 อยู่เลย เว้นแต่ Sinovac ในอันดับที่ 8

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าก่อนที่จะมีโควิด-19 การผลิตวัคซีนไม่ใช่รายได้หลักของบริษัทยายักษ์ใหญ่ แต่รายได้หลักมาจากการผลิตยารักษาโรคต่างๆ มากกว่า

เช่น ราคายารักษามะเร็งตกเดือนละ 5,454 – 45,004 เหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจากรอยเตอร์ส) เทียบกับราคาวัคซีนซึ่งมีราคาสูงสุดคือ Pneumococcal 13-valent อยู่ที่ 202 เหรียญสหรัฐต่อโดส (ข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐ) ราคาต่ำสุดคือวัคซีนไข้หวัดใหญ่แค่โดสละหลักสิบเหรียญฯ

อีกตัวอย่างคือ ยอดขายยา Sovaldi ที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซีโดยบริษัทแห่งหนึ่ง ขายเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น รายได้ก็สูงกว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเข้าไปแล้ว เทียบกับยอดขายวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ทั่วโลกโดยบริษัทยาทั้งหมดมีรายได้รวมกันแค่ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อไป

เทียบเป็นตัวเลขรายได้แล้วยอดขายวัคซีนมีสัดส่วนแค่ 2% – 3% ของรายได้หลายล้านล้านของอุตสาหกรรมยา

พูดกันตามตรงแล้ววัคซีนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกำไร ทำให้ผู้ผลิตวัคซีนมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จากปี 1967 ซึ่งเป็นยุคที่มนุษยชาติเริ่มใช้วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ มีผู้ผลิตวัคซีน 26 ราย แต่เมื่อถึงปี 1980 เหลือ 17 ราย

นีล ฮอลซีย์ ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อในเด็กและสุขภาพระหว่างประเทศที่ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health บอกกับ The Atlantic ว่า “ตามประวัติศาสตร์แล้ววัคซีนถูกผลิตด้วยราคาที่ต่ำและขายเอากำไรที่ต่ำมาก”

นี่เป็นสถานการณ์ก่อนการเกิดโควิด-19 หากเป็นหลังจากนี้ล่ะ?

มีกรณีศึกษาของบริษัท Novavax ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนที่โลกจะพบกับการระบาดใหญ่ บริษัทเล็กๆ แห่งนี้เกือบจะล่มสลายเพราะการทดลองวัคซีนที่ผิดพลาดทำให้ราคาหุ้นตกลงต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐติดต่อกัน 30 วัน

แต่หลังจากเกิดการระบาดใหญ่ ทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนอีกตัวหนึ่งเพื่อสู้กับโควิด-19 บริษัทได้รับเงินจากรัฐบาลกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐและองค์การไม่หวังผลกำไรอื่นๆ เพื่อพัฒนาวัคซีน ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 178 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2020 (ราคาวันที่ 15 มกราคม 2021 อยู่ที่ 127 เหรียญสหรัฐ)

กรณีของ Novavax เท่ากับว่าวัคซีนโควิด-19 มาช่วยต่อลมหายใจของบริษัทโดยแท้ซึ่งเป็นกรณีพิเศษจริงๆ แต่กับบริษัทอื่นๆ ที่ปกติมีรายได้หลักจากการขายยาทั่วไป การผลิตวัคซีนจะช่วยให้มีกำไรมากขึ้นหรือไม่?

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley บอกว่า สองบริษัทที่จับมือกันผลิตวัคซีน Pfizer-BioNTech จะมีรายได้จากการขายวัคซีนโควิดทั่วโลกที่ 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เทียบกับรายได้ของ Pfizer ตลอดทั้งปี 2019 แล้วอยู่ที่ 16,273 ล้านเหรียญสหรัฐหรือถ้า Pfizer จะแบ่งรายได้ครึ่งๆ กับ BioNTech รายได้จากการขายวัคซีนโควิดก็ยังถือว่ามากเกือบจะครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้นวิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทำเงินของ Pfizer

แต่บริษัทอื่นๆ ไม่เหมือน Pfizer บางบริษัทประกาศว่าจะไม่แสวงหากำไรจากการฉีดวัคซีนโควิด เช่น AstraZeneca ที่ประกาศจะไม่แสวงหากำไรในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทผลิตวัคซีนของบราซิลที่ดีลกัน (ซึ่ง AstraZeneca ยังดีลกับ Siam Bioscience ของไทยด้วย)

AstraZeneca ยังจะขายในราคา 3 เหรียญสหรัฐถึง 4 เหรียญสหรัฐต่อโดสซึ่งเป็นราคาถูกเพียง 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 10 ของราคาวัคซีนบริษัทอื่นๆ เว้นแต่เมื่อการระบาดใหญ่สิ้นสุดลงแล้วบริษัทจะขายในราคาที่สูงขึ้น หมายว่าจะทำกำไรจากมันนั่นเอง เพียงแต่การระบาดสิ้นสุดแล้ว การทำกำไรก็คงน้อยลงไปด้วย

ดังนั้นเราจึงมีกรณีศึกษา 3 กรณีคือ Novavax ที่ธุรกิจรอดตายเพราะวัคซีนโควิด Pfizer ที่จะทำรายได้เป็นกอบเป็นกำเพราะวัคซีนตัวนี้ และ AstraZeneca ที่ยอมขาดรายได้เพื่อมนุษยธรรม

มาถึงคำถามว่าทำไมบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าธุรกิจวัคซีนมาแต่เดิมถึงเชื่องช้านักในการผลิตวัคซีนโควิด-19? เป็นเพราะจริงๆ แล้ววัคซีนเป็นธุรกิจไม่ทำกำไรจริงหรือไม่?

GSK กับ Sanofi เริ่มการพัฒนาวัคซีนแล้วแต่เมื่อต้นเดือนธันวาคมผลกาครทดสอบให้ผลไม่น่าพอใจจึงต้องชะลอการจำหน่ายออกไปก่อน

แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหานัก เพราะโทมัส บรอยเออร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ผลิตวัคซีนของ GSK บอกว่าบริษัทเน้นแนวทางช้าแคต่ชัวร์ เน้นไปที่เทคโนโลยีที่มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มประชากรไม่กว้างขวางที่สุด

เขาบอกกับรอยเตอร์ว่า “เราต้องการเป็นที่หนึ่งในกลุ่ม” บริษัทอื่นผลิตได้ก่อนก็ยินดีด้วย เพราะต้องใช้ฉุกเฉินกับบุคลกรทางการแพทย์ในบางประเทศ แต่โลกต้องการวัคซีนหลายพันล้านโดส และ GSK จะเน้นจุดนี้

Merck เริ่มค่อนข้างช้ากว่ารายอื่นและยังวิจารณ์เทคโนโลยีใหม่ของ Pfizer ด้วย แต่ยักษ์ยังไงก็เป็นยักษ์ Merck ใช้วิธีไปลงทุนในรายย่อยอื่นๆ เช่น Moderna และยังซื้อบริษัทเล็กๆ ที่พัฒนาวัคซีน และบริษัทเองก็ผลิตวัคซีนกับเขาด้วย แต่ไม่เร่งรีบเหมือนกับ GSK กับ Sanofi

บริษัทใหญ่พวกนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนนิทานเต่ากับกระต่าย สุดท้ายแล้วเต่าช้าแต่ชนะชัวร์กว่า

อย่างไรก็ตาม บริษัทใหญ่ก็ย่อมต้องหวังผลกำไร การจะแสดงน้ำใจแบบ AstraZeneca คงเป็นเรื่องยาก

บริษัทยาใหญ่ๆ มีภาพลักษณ์ไม่ดีในสายตาชาวตะวันตก จากการสำรวจความเห็นของ Gallup เมื่อปี 2019 พบว่าชาวอเมริกัน 58% มีทัศนะคติด้านลบกับบริษัทในกลุ่มนี้ และไม่มีองค์กรไหนที่จะถูกชิงชังมากไปกว่านี้อีกแล้ว (ยังมากกว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางเสียอีกที่ชาวอเมริกัน 52% รู้สึกไม่ดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนในประเทศหนึ่งๆ ไม่ค่อยจะชอบใจรัฐบาล/ราชการของตัวเอง)

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้บริษัทยาล้างภาพลักษณ์ไม่ดีออกไป เราจะเห็นว่า AstraZeneca ได้โอกาสนั้น แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ เองก็พยายามจะไม่ทำให้ราคาวัคซีนสูงเกินไป แต่ในเวลาเดียวบริษัทยาบางแห่งก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับประเด็นการเมืองด้วย 

Photo by Jacob King / POOL / AFP

ถั่งเช่ากินแล้วอาจตาย แล้วยังทำลายโลกด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643112

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 20:30 น.ถั่งเช่ากินแล้วอาจตาย แล้วยังทำลายโลกด้วย ความต้องการบริโภคถั่งเช่าทำให้สมุนไพรชนิดนี้ตกอยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 

จากกรณีที่มีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์เป็นอุทาหรณ์ว่า พ่อทานอาหารเสริมถั่งเช่าแล้วแน่นหน้าอก หายใจลำบากต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน จากนั้นมีอาการน้ำท่วมปอด ค่าไตต่ำ ไตวายระยะสุดท้าย และในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีคำเตือนจากนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอกว่า ทานถั่งเช่าสกัดต่อเนื่องเสี่ยงไตวาย ทำให้เกิดการถกเถียงถึงประโยชน์โทษของถั่งเช่ากันอีกครั้ง 

1.ถั่งเช่า หรือหญ้าหนอน หรือที่เรียกในภาษาจีนกลางว่า ตงถงเซี่ยเฉ่า ที่แปลว่า ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้าเป็นสมุนไพรจีนที่เป็นส่วนผสมของเห็ดราและสัตว์ เกิดจากหนอนผีเสื้อกลางคืนแถบที่ราบสูงทิเบตที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคนในสกุล Ophiocordyceps อาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน 

2.ถั่งเช่าพบได้เฉพาะในทุ่งหญ้าที่มีความสูงตั้งแต่ 3,500 เมตรขึ้นไป และจะเติบโตได้เฉพาะในที่ที่มีสภาพอากาศเฉพาะเจาะจงคือ อุณหภูมิในฤดูหนาวต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่พื้นดินต้องไม่กลายเป็นน้ำแข็ง ในพื้นที่ทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล 

3.ฤดูเก็บเกี่ยวถั่งเช่าอยู่ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. เท่านั้น 

4.ด้านสรรพคุณนั้น แม้จะไม่มีงานวิจัยขั้นสุดท้ายรับรองคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ของถั่งเช่า แต่ชาวจีนเชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ ถั่งเช่าจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไวอะกร้าแห่งหิมาลัย” และยังเชื่อว่าช่วยรักษาสารพัดอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า ไปจนถึงรักษามะเร็ง โรคไต โรคปอด

5.อย่างไรก็ดี ถั่งเช่าที่เก็บเกี่ยวในธรรมชาติมักมีสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ ปนเปื้อนในปริมาณสูง จึงอาจเป็นพิษได้ ดังนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของจีน (CFDA) ได้ควบคุมการจำหน่ายถั่งเช่าอย่างเข้มงวด  และนำถั่งเช่าออกจากประเภทอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งออกคำแนะนำในการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่งเช่า โดยระบุว่า “ในถั่งเช่าแห้งและแคปซูลผงถั่งเช่าบริสุทธิ์มีปริมาณสารหนู 4.4 – 9.9 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม” และ “มีความเสี่ยงสูงในการบริโภค” 

6.แต่ด้วยความที่เชื่อตั้งแต่สมัยก่อนของคนจีนว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณทางยามากมาย จึงทำให้มีความต้องการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยเมื่อเทียบน้ำหนักกันออนซ์ต่อออนซ์แล้ว ถั่งเช่าแพงกว่าทองคำถึง 3 เท่า ดังนั้นการเก็บเกี่ยวถั่งเช่าจึงทำรายได้อย่างงามให้ชาวบ้านในท้องที่  

7.ทว่า เมื่อต้นเดือน ก.ค.ปีที่แล้วสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ประกาศให้ถั่งเช่าอยู่ในบัญชีแดงพืชหรือสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ประเภทเกือบอยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์ (VU) โดยระบุว่า การเก็บเกี่ยวถั่งเช่ามากเกินไปทำให้จำนวนถั่งเช่าลดลงอย่างน้อย 30% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา   

8.นั่นหมายความว่านอกจากถั่งเช่าจะมีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์แล้ว การบริโภคถั่งเช่ายังส่งผลกระทบกับโลกด้วย 

9.นอกจากนี้ อาร์เอส ราวาล จากสถาบันสิ่งแวดล้อมหิมาลัยแห่งชาติของอินเดียเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่งคือ แรงกดอัดที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ระหว่างที่ชาวบ้านเข้าไปตั้งแคมป์เก็บถั่งเช่ายังทำให้เนินเขาที่ถั่งเช่าเติบโตยุบตัวลงด้วย ซึ่งในที่สุดเนินเขาอาจต่ำลงจนไม่เหมาะกับการเติบโตของถั่งเช่า เนื่องจากถั่งเช่าเติบโตได้ที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 3,500 เมตรเท่านั้น