ผู้นำศาสนาชาวยิวอ้าง ฉีดวัคซีนโควิดทำให้เป็นเกย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643014

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.ผู้นำศาสนาชาวยิวอ้าง ฉีดวัคซีนโควิดทำให้เป็นเกย์รับบีกลุ่ม “อัลตรา-ออร์โธดอกซ์” เตือนผู้ติดตามฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจกลายเป็นเกย์

ดิ อินดิเพนเดนท์รายงานว่า ผู้สอนศาสนาหรือรับบีของกลุ่ม “อัลตรา-ออร์โธดอกซ์” (ultra-Orthodox) หรือกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่งกล่าวกับผู้ติดตามของเขาว่าให้หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เนื่องจากวัคซีนสามารถ “ทำให้พวกเขาเป็นเกย์” ได้

โดยสื่อของอิสราเอลรายงานว่า รับบีแดเนียล อาซอร์ ซึ่งมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์จำนวนมากอ้างว่าความพยายามในการฉีดวัคซีนของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งร้ายต่อโลกที่พยายามจะจัดระเบียบโลกใหม่

พร้อมกล่าวอ้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงว่า “กาฉีดวัคซีนมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกับการรักร่วมเพศเนื่องจากวัคซีนพัฒนาขึ้นโดยใช้สารตั้งต้นจากตัวอ่อน” 

ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศชาวยิวออกมาล้อเลียนแนวคิดดังกล่าวโดยกล่าวติดตลกว่า “เตรียมพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ที่กำลังจะมาถึง”

ทั้งนี้ อิสราเอลตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรจำนวน 5 ล้านคนจากทั้งหมด 9 ล้านคนและเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งภายในกลางเดือนมีนาคม

โดยขณะนี้ชาวอิสราเอลกว่า 2 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก รวมถึงประชากรอีกราว 225,000 คน ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าประเทศกำลังอยู่ใน “ขั้นตอนสุดท้าย” ของการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 และผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอิสราเอลสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ประชากรมากกว่า 1 ใน 5 ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 

Photo by JACK GUEZ / AFP

นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643017

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 15:54 น.

นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

Posttoday Podcast The Expert : นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

Posttoday Podcast The Expert : นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/967758820&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · นายทุนโซเชียลมีอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาจัดระเบียบ

รวยก็ไม่พ้นห้องกรง จำคุกทายาทซัมซุง 2 ปีครึ่งฐานติดสินบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643008

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.รวยก็ไม่พ้นห้องกรง จำคุกทายาทซัมซุง 2 ปีครึ่งฐานติดสินบนทายาทซัมซุงกลับเข้าคุกอีกครั้งหลังศาลกรุงโซลพิพากษามีความผิดฐานติดสินบน

เว็บไซต์เดอะโคเรียไทมส์ ของเกาหลีใต้รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 มกราคม ศาลกรุงโซลได้ตัดสินจำคุกเจย์ วาย ลี หรือ อี-แจยอง ทายาทรุ่นที่ 3 และรองประธานบริหารของบริษัทซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง

ในข้อหาติดสินบนต่อชเว ซุน-ซิล คนสนิทของอดีตประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนแผนการสืบทอดอำนาจในบริษัท จนทำให้อดีตประธานาธิบดีถูกฟ้องร้องและถอดถอนออกจากตำแหน่งก่อนที่ศาลฎีกาจะตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 20 ปีในข้อข้อทุจริตและใช้อำนาจในทางมิชอบ

ด้านอี-แจยอง ถูกตั้งข้อหาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่จะได้รับการลดโทษและปล่อยตัวในปีถัดมาเพื่อรอลงอาญาหลังยื่นอุทธรณ์ 

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2019 ศาลฎีกาส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาคดีใหม่อีกครั้งก่อนที่คำตัดสินล่าสุดจะออกมาในวันนี้

Photo by Ed JONES / AFP

วอชิงตันคุมเข้มหวั่นเหตุร้ายจากวงในระหว่างพิธีสาบานตนไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642998

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 13:30 น.วอชิงตันคุมเข้มหวั่นเหตุร้ายจากวงในระหว่างพิธีสาบานตนไบเดนเจ้าหน้าที่ซ้อมรับมือเหตุจลาจลที่อาจเกิดขึ้นในพิธีสาบานตนของไบเดน ด้านเอฟบีไอคัดกรองกำลังทหารกว่า 2 หมื่นนายเข้มงวด

เว็บไซต์เดลีเมล์เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่กลาโหมของสหรัฐกำลังกังวลว่าอาจเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นจากบุคคลภายในหรือสมาชิกในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

จึงได้ประสานให้เอฟบีไอดำเนินการตรวจสอบกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิทั้งหมด 25,000 นายที่จะเข้ามาในพิธีสาบานตน

โดยไรอัน ดี. แมคคาร์ธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบกสหรัฐเผยต่อสำนักข่าวเอพีว่าเจ้าหน้าที่ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและย้ำเตือนให้ผู้บังคับบัญชาระวังปัญหาในขณะที่พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของไบเดนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้เจ้าตัวและผู้นำคนอื่นๆ ยังไม่พบหลักฐานของภัยคุกคามใดๆ

แมคคาร์ธีเสริมว่า “เรากำลังดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและพิจารณาบุคคลทุกคนที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามามีส่วนร่วมในพิธี ทั้งผมและผู้นำทางทหารคนอื่นๆ ผ่านการฝึกซ้อมการรักษาความปลอดภัยเพื่อเตรียมการสำหรับพิธีสาบานตนในวันพุธ”

ขณะที่เอฟบีไอก็เตรียมคัดกรองกองกำลังราว 25,000 นายจากทั่วประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตันโดยตรวจสอบผ่านฐานข้อมูล และเฝ้าระวังเหตุการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคม ซึ่งกลุ่มผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ บุกรุกเข้าไปในรัฐสภาเพื่อพยายามขัดขวางการนับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งซึ่งจะส่งผลให้ไบเดนชนะการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์เชื่อในคำกล่าวอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างไม่โปร่งใสและทรัมป์คือผู้ชนะการเลือกตั้งที่แท้จริง

ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของไบเดนอาจนำมาซึ่งเหตุจลาจลและเป็นภัยคุกคามต่อผู้เข้าร่วมพิธีเช่นเดียวกับเหตุจลาจลครั้งที่ผ่านมา

Photo by Kerem Yucel / AFP

เศรษฐกินจีนหดตัวแรงสุด 40 ปี แต่เป็นประเทศหลักแห่งเดียวที่ไม่ติดลบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642986

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.เศรษฐกินจีนหดตัวแรงสุด 40 ปี แต่เป็นประเทศหลักแห่งเดียวที่ไม่ติดลบเศรษฐกิจจีนชะลอตัวสุดในรอบกว่า 40 ปีแม้จะฟื้นตัวขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

เอเอฟพีรายงานว่าเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้วขยายตัวร้อยละ 2.3 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ที่จีนเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษที่ 1970 แม้จะฟื้นตัวขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม

โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าปีที่แล้วเป็น “สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและซับซ้อนทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ซึ่งโรคระบาดดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมาก

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2019 คิดเป็นร้อยละ 6.1

สำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อน และยอดการค้าปลีกซึ่งฟื้นตัวช้ากว่าภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 3.9% ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ โควิด-19 เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในปลายปี 2019 ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกต้องชะลอตัวลงจากมาตรการล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสอื่นๆ

อย่างไรก็ตามคาดว่าจีนจะเป็นประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกเพียงแห่งเดียวที่มีการเติบโตในเชิงบวกในปี 2020 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรค

โดยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2020 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 6.5% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2

ด้านรอยเตอร์สรายงานว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 4 เกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เร็วกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ 6.1%

โดยในปี 2020 GDP ในประเทศจีนเติบโต 2.3% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวอย่างน่าประหลาดใจ

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

ไบเดนจะยกเลิกคำสั่งทรัมป์ทันทีในวันรับตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642980

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.ไบเดนจะยกเลิกคำสั่งทรัมป์ทันทีในวันรับตำแหน่งไบเดนเตรียมออกมาตรการสวนกลับ เล็งแก้ปัญหาจากนโยบายของทรัมป์

บีบีซีเปิดเผยแผนการดำเนินงานของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนหลังเข้ารับตำแหน่งโดยระบุว่าไบเดนเตรียมออกมาตรการย้อนกลับจากมาตรการที่เป็นข้อถกเถียงซึ่งประกาศใช้โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รอน เคลน ว่าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า “การดำเนินการของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนไม่เพียงแต่จะแก้ไขความเสียหายร้ายแรงที่เกิดจากรัฐบาลทรัมป์เท่านั้นแต่ยังเพื่อเริ่มต้นขับเคลื่อนประเทศของเราไปข้างหน้าด้วย”

ตามรายงานระบุว่าไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสหรือความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทรัมป์เคยประกาศถอนตัวออกไปและมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา

รวมถึงยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางที่ทรัมป์เคยลงนามห้ามพลเมืองจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามเดินทางเข้าสหรัฐ ซึ่งเป็นคำสั่งที่เป็นที่ถกเถียงกันมานาน

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การกลับมารวมตัวกันของครอบครัวที่ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก ซึ่งต้องพรากจากกันไปด้วยนโยบายของทรัมป์

ที่สำคัญคือการออกมาตรการเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย

โดยไบเดนเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ ไบเดนจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ม.ค. ขณะที่ทั้ง 50 รัฐกำลังตื่นตัวอย่างมากเกี่ยวกับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ตรึงกองกําลังพิทักษ์มาตุภูมินับหมื่นนายเพื่อดูแลความปลอดภัยในช่วงพิธีสาบานตน

Photo by JIM WATSON / AFP

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อประเทศกำลังแตกเป็นเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642910

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อประเทศกำลังแตกเป็นเสี่ยงวิกฤตต่างๆ ที่รุมเร้าสหรัฐทำให้ประชาชนเริ่มหมดหวังมากขึ้นทุกๆ และยังไม่รู้ว่าอนาคตของไบเดนจะราบรื่นหรือไม่

จากการสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวและบริษัทสำรวจความเห็น Axios-Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันราว 4 ใน 5 คนกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าสหรัฐกำลังแตกเป็นเสี่ยง

การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้รวมการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพุธสัปดาห์ที่แล้วพบว่า 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยอย่างมากหรือค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “อเมริกากำลังแตกเป็นเสี่ยง”

เมื่อแยกออกเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคต่างๆ พบว่าผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเชื่อว่าประเทศกำลังแตกสลาย 83% ส่วนผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตเชื่อแบบเดียวกัน 78%

การสำรวจความคิดเห็นเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจลาจลในวอชิงตัน ดี.ซี. และการบุกรุกอาคารรัฐสภาโดยผู้สนับสนุนโดนัลด์ทรัมป์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน

ความเชื่อว่าประเทศกำลังล่มสลายสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของวิกฤตที่รุมเร้าประเทศ ทั้งการระบาดของโรคโควิด-19, ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกของอเมริกาสีแดง/น้ำเงิน (พรรครีพับลิกัน/พรรคเดโมแครต) และความอยุติธรรมทางเชื้อชาติ

ผลสำรวจความคิดเห็นของ Axios-Ipsos ยังพบว่าชาวอเมริกัน 56% เห็นด้วยว่าทรัมป์ควรถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที

แม้ว่าส่วนใหญ่จะสิ้่นหวังกับประเทศ แต่ 81% ยังเห็นด้วยอย่างยิ่งหรือเห็นด้วยบ้างว่าพวกเขา “ภูมิใจที่ได้เป็นคนอเมริกัน”

Photo by ROBERTO SCHMIDT / AFP

สหรัฐอ้างข้อมูลใหม่ที่ไร้หลักฐาน ชี้โควิดหลุดจากห้องแล็บจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642917

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.สหรัฐอ้างข้อมูลใหม่ที่ไร้หลักฐาน ชี้โควิดหลุดจากห้องแล็บจีนรัฐบาลสหรัฐเร่งบีบจีนในโค้งสุดท้ายก่อนทรัมป์จะหลุดจากตำแหน่ง อ้างพบหลักฐานใหม่มัดตัวจีน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแถลงเมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นว่ามีข้อมูลใหม่ที่บ่งชี้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 อาจเกิดขึ้นจากห้องปฏิบัติการของจีนและไม่ได้เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ข้ออ้างนี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันรัฐบาลเกี่ยวกับต้นกำเนิดไวรัส

รัฐบาลสหรัฐกล่าวโดยเฉพาะเจาจงว่าได้รับหลักฐานใหม่ว่านักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นป่วยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2019 ก่อนที่จะมีการระบุกรณีการระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น โดยอาการดังกล่าวสอดคล้องกับโควิด-19 หรือโรคตามฤดูกาลทั่วไป

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าจีนขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโรคระบาดตลอดเวลามากกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมทั้งความพยายามในการปกปิดข้อบกพร่องในช่วงต้นของการตอบสนองต่อการระบาดของประเทศทำให้ยากที่จะหาข้อสรุปที่ชัดเจน

แต่คำแถลงสั้นๆ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐไม่มีข้อมูลมาหนุนข้ออ้างนี้ และเป็นแถลงการณ์ไม่ได้ลงนามด้วยซ้ำ ทั้งยังมีขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนสิ้นสุดการบริหารของทรัมป์

ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “ไวรัสอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการสัมผัสของมนุษย์กับสัตว์ที่ติดเชื้อ แพร่กระจายในรูปแบบที่สอดคล้องกับการแพร่ระบาดตามธรรมชาติ หรืออีกทางหนึ่ง อุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการอาจคล้ายกับการระบาดตามธรรมชาติหากการสัมผัสครั้งแรกมีเพียงไม่กี่คนและบวกกับด้วยการติดเชื้อที่ไม่มีอาการ”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธที่จะอธิบายอย่างละเอียดเมื่อถูกขอความคิดเห็นเพิ่มเติม

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาหลายครั้งว่าไวรัสอาจออกมาจากห้องปฏิบัติการ สหรัฐเองก็ไม่ได้บอกว่าได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโรคที่ห้องปฏิบัติการได้อย่างไร

ในขณะที่จีนเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการกีดกันไม่ให้สมาชิกบางส่วนของภารกิจขององค์การอนามัยโลกเข้าสู่ประเทศจีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการติดตามต้นกำเนิดของโควิด-19 โดยกล่าวว่าพวกเขาไม่ผ่านการตรวจโรค แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญได้รับการอนุมัติในที่สุด แต่จีนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์การอนามัยโลกว่าชะลอแผนการ

จีนเองยังตั้งข้อสงสัยว่าไวรัสนี้อายไม่ได้มีต้นกำเนิดภายในประทเศของตน สื่อของรัฐบางจีนได้เผยแพร่การวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่ามีหลายกรณีในอิตาลีและสหรัฐที่พบเชื้อโควิด-19 ล่วงหน้าก่อนอู่ฮั่นและบอกเป็นนัยว่าเชื้อโรคสามารถเดินทางจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศจีนผ่านทางอาหารแช่แข็งหรือบรรจุภัณฑ์

Photo by Hector RETAMAL / AFP

นอร์เวย์กังวลหนัก คนชรารับวัคซีนไฟเซอร์ตายแล้ว 29 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642935

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 13:00 น.นอร์เวย์กังวลหนัก คนชรารับวัคซีนไฟเซอร์ตายแล้ว29รายตัวเลขขึ้นมาจากวันศุกร์ที่ 23 รายมาอยู่ที่ 29 รายในวันอาทิตย์ ทำให้ทางการนอร์เวย์กังวลมากขึ้น

สำนักข่าวซินหัวเมื่อวันศุกร์ที่15 มกราคม องค์การยานอร์เวย์ (NoMA) ออกแถลงการณ์ว่า ผลข้างเคียงจากวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) โดสแรก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 23 รายในกลุ่มผู้ป่วยสูงวัยที่มีสุขภาพอ่อนแอในบ้านพักคนชราของนอร์เวย์

แต่เมื่อถึงวันอาทิตย์สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 29 คนจากการรับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech และอายุของผู้เสียชีวิตต่ำที่สุดอยู่ที่ 75 ปี จากเมื่อไม่กี่วันก่อนอายุต่ำสุดอยู่ที่ 80 ปี ซึ่งยังถือเป็นกลุ่มผู้สูงวัยเช่นเดิม

การค้นพบนี้ทำให้นอร์เวย์ชี้ให้เห็นว่าวัคซีนโควิด-19 อาจเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้ที่อายุมากและป่วยระยะสุดท้ายซึ่งเป็นคำแถลงที่แสดงถึงความกังวลกับการใช้วัคซีนที่สุดจากหน่วยงานด้านสุขภาพของยุโรป

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าองค์การ NoMA อ้างอิงการศึกษาวัคซีนโคเมียร์นาตี (Comirnaty) ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค ที่มีผู้เข้าร่วมอายุมากกว่า 85 ปีเพียงไม่กี่คน และไม่มีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรืออาการไม่เสถียร

“การประเมินบ่งชี้ว่าผลข้างเคียงทั่วไปของวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) เช่น การมีไข้และคลื่นไส้ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยที่สุขภาพอ่อนแอบางรายเสียชีวิตได้” ซิเกิร์ด ฮอร์เตโม หัวหน้าแพทย์ขององค์การฯ กล่าว

แถลงการณ์ยังระบุว่า รายงานที่ตรวจพบผลข้างเคียงข้างต้น ซึ่งรวมถึงการเสียชีวิตนั้น มีออกมาทุกวัน และอยู่ระหว่างการประเมินอย่างต่อเนื่องโดยองค์การฯ และสถาบันสาธารณสุขแห่งชาตินอร์เวย์ (NIPH)

ทั้งนี้ สถาบันฯ นำข้อมูลที่ได้จากการชันสูตรผู้เสียชีวิต 13 ศพ มาปรับปรุงแนวปฏิบัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยให้คำแนะนำที่ละเอียดขึ้นสำหรับการฉีดวัคซีนแก่ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง

แนวปฏิบัติของสถาบันที่ได้รับการปรับปรุงระบุว่า “หากผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรงได้รับผลข้างเคียงจากวัคซีนแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในบั้นปลายชีวิตอาจได้รับประโยชน์ของวัคซีนเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้รับเลย”

สเตนาร์ แมดเซน ผู้อำนวยการทางการแพทย์ขององค์การฯ กล่าวว่า “แต่ละสัปดาห์ มีประชาชนราว 400 คนเสียชีวิตในบ้านพักคนชราของนอร์เวย์ ซึ่งจากการประเมินอย่างถี่ถ้วนพบว่ายอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดสัมพันธ์กับเวลาในการฉีดวัคซีน แต้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต”

“ขณะนี้ บรรดาแพทย์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าใครควรได้รับวัคซีน โดยผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอมากและอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตต้องผ่านการประเมินรายบุคคลว่ามีความเหมาะสมจึงจะสามารถรับวัคซีนได้” แมดเซนเสริม

ทั้งนี้ มีชาวนอร์เวย์มากกว่า 25,000 คนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว นับตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2020

Photo by JEAN-FRANCOIS MONIER / AFP

พบอาการอัมพาตที่ใบหน้าหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642913

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 11:00 น.พบอาการอัมพาตที่ใบหน้าหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์รายงานพบอาการดังกลาวในสหรัฐและในอิสราเอลหลังการฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech

ชาวอิสราเอลอย่างน้อย 13 คนมีอาการอัมพาตที่ใบหน้าหลังจากได้รับวัคซีนโควิด -19 จากบริษัท Pfizer/BioNTech หนึ่งเดือนหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) รายงานปัญหาที่คล้ายคลึงกัน แต่ FDA ชี้ว่าอาการดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการรับวัคซีน

สำนักข่าว Ynet ของอิสราเอลรายงานโดยอ้างกระทรวงสาธารณสุขว่ามีชาวอิสราเอลอย่างน้อย 13 คนมีอาการอัมพาตบนใบหน้าเล็กน้อยหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และเจ้าหน้าที่เชื่อว่าจำนวนผู้ป่วยดังกล่าวอาจสูงขึ้น

ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ได้รับผลข้างเคียงบอกกับ Ynet ว่าเป็นเวลาอย่างน้อย 28 ชั่วโมงที่เขามีอาการอัมพาตที่ใบหน้า แต่ยังไม่สามารถพูดได้ว่าอาการมันหายไปอย่างสมบูรณ์ในภายหลัง แต่นอกเหนือจากนั้นเขาไม่มีความเจ็บปวดอื่นใดอีก

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นได้ยาก และเน้นว่าการฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเขาไม่แน่ใจว่าจะรับคซีนครั้งที่สองหรือไม่

กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลระบุว่าการฉีดครั้งที่สองนั้นปลอดภัยหากอาการอัมพาตใบหน้าหมดไปแล้วและไม่มีผลกระทบระยะยาวจากการฉีดครั้งแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของอิสราเอลบางคนเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำแนะนำนี้

Ynet อ้างคำพูดของ ศ. กาเลีย ราฮาฟ ผู้อำนวยการหน่วยโรคติดเชื้อที่ศูนย์การแพทย์ Sheba ซึ่งกล่าวว่าไม่รู้สึกสบายใจกับการให้วัคซีนครั้งที่สองกับคนที่ได้รับการฉีดครั้งแรกและป่วยเป็นอัมพาตที่ใบหน้า

“ไม่มีใครรู้ว่าเรื่อนี้เกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันจะงดให้ยาครั้งที่สองกับคนที่เป็นอัมพาตหลังจากทานครั้งแรก” ศ. กาเลีย ราฮาฟ กล่าวกับ Ynet

เมื่อเดือนที่แล้วองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เปิดเผยว่า มีรายงานพบอาการอัมพาตใบหน้าชั่วคราว หรือ Bell’s palsy ในหมู่ผู้เข้าร่วมฉีดวัคซีย 4 คนในระหว่างการทดลองวัคซีน Pfizer/BioNTech ระยะที่สาม

แต่ในที่สุด FDA สรุปว่ายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่เชื่อมโยงวัคซีนโคโรนากับสภาพทางการแพทย์ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามหน่วยงานแนะนำให้ “เฝ้าระวังกรณีอัมพาตของ Bell’s palsy เมื่อมีการใช้วัคซีนในประชากรจำนวนมากขึ้น”

Photo by CLAUDIO REYES / AFP