เอาจริง! หน่วยรบอังกฤษซ้อมต่อสู้รับมือเอเลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642528

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.เอาจริง! หน่วยรบอังกฤษซ้อมต่อสู้รับมือเอเลี่ยนทหารประจำหน่วยรบพิเศษ SAS ของอังกฤษกำลังฝึกซ้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านต่างๆ รวมถึงมนุษย์ต่างดาว

เว็บไซต์เดลี่สตาร์ของสหราชอาณาจักรเผยว่าทหารประมาณ 20 นายประจำหน่วยรบพิเศษของกองทัพอังกฤษ “สเปเชียลแอร์เซอร์วิส” (Special Air Service) หรือ SAS ได้รับการฝึกให้รับมือกับภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบรวมถึงเตรียมพร้อมรับมือต่อการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า SAS ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ตั้งแต่ผู้ก่อการร้ายไปจนถึงอาวุธชีวภาพ ตลอดจนภัยคุกคามจากสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ซึ่งพวกเขาถูกฝึกฝนให้สามารถใช้อาวุธได้หลากหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือการฉีดสเปรย์โฟมให้เป้าหมายแข็งตัวอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเคลื่อนไหว

แหล่งข่าวยังกล่าวว่า แม้จะฟังดูเป็นเรื่องบ้าแต่อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั้นมีอยู่จริง แม้แต่ไอน สไตน์ ยังไม่เชื่อว่าโลกจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

เพราะฉะนั้นหากเราเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงเราก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาอาจเป็นภัยคุกคามหนึ่งต่อมวลมนุษยชาติ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น โดยคาดว่า SAS ได้รับการฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา

Photo by FLORENT VERGNES / AFP

คิมเปิดคลังแสงอวดขีปนาวุธ ขู่ผู้นำสหรัฐคนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642510

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.คิมเปิดคลังแสงอวดขีปนาวุธ ขู่ผู้นำสหรัฐคนใหม่คิมจองอึนประกาศขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์รับไบเดนนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ

บีบีซีรายงานว่าคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้ฉลองวันเกิดของเขาด้วยประกาศบัญชีอาวุธใหม่จำนวนมากซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายเมื่อโจ ไบเดน เตรียมเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

ที่สร้างความประหลาดใจก็คือคิมได้ประกาศรายการอาวุธโดยละเอียด อาทิ ขีปนาวุธระยะไกลที่แม่นยำยิ่งขึ้น หัวรบขนาดใหญ่พิเศษ ดาวเทียมสอดแนม และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และยังกล่าวอีกว่าเขาต้องการขีปนาวุธที่มีความสามารถในการโจมตีระยะไกลถึง 15,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะไกลพอที่จะโจมตีสหรัฐ

ก่อนหน้านี้คิมยังได้ประกาศกร้าวว่าสหรัฐคือ “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของเกาหลีเหนือ แต่อย่างไรก็ตามคิมไม่ได้กล่าวถึงการตัดขาดทางการทูตแต่อย่างใด

อันกิต แพนด้า ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Kim Jong Un and the Bomb ให้ความเห็นว่ารัฐบาลไบเดนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไบเดนควรดำเนินการเจรจากับเกาหลีเหนือโดยเร็วที่สุด

พร้อมกล่าวว่า “การประกาศของคิมไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีขึ้นเพื่อเน้นย้ำกับฝ่ายบริหารของสหรัฐว่าเกาหลีเหนือได้เพิ่มขีดความสามารถในรูปแบบที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐและเกาหลีใต้”

ทั้งนี้ คิมและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยพบกันสามครั้้งแต่พวกเขาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงเพื่อยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือหรือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ส่งผลให้งานยากจึงไปตกที่ไบเดน และเกาหลีเหลือกำลังจับตามองว่าไบเดนจะสามารถดำเนินการได้ดีกว่าทรัมป์หรือไม่

ด้านประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ก็กล่าวในคำปราศัยเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาว่ายินดีที่จะเข้าพบเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือทุกที่ทุกเวลา และแสดงท่าทีบอกใบ้ว่าฝ่ายบริหารของไบเดนควรส่งสัญญาณต่อเกาหลีเหนือว่าสหรัฐยินดีที่จะพูดคุยด้วยเช่นกัน

Photo by KCNA VIA KNS / AFP

สหรัฐยืนยันไม่ไปไต้หวันหลังจีนขู่ทำสงคราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642512

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.สหรัฐยืนยันไม่ไปไต้หวันหลังจีนขู่ทำสงครามสหรัฐยืนยัน ไมค์ ปอมเปโอ ไม่มีแผนเยือนไต้หวันหลังประกาศยกเลิกข้อจำกัดติดต่อกับไต้หวันส่งผลให้ความตึงเครียดกับจีนรุนแรงขึ้น

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐยืนยันว่าไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะไม่เดินทางไปเยือนไต้หวัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศยกเลิกมาตรการจำกัดในการติดต่อกับไต้หวันส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ มอร์แกน ออร์ตากัส โฆษกกระทรวงการต่างประเทศทวีตว่าการเดินทางไปยุโรปครั้งต่อไปของปอมเปโอจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายของเขาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พร้อมเสริมว่า ปอมเปโอยังไม่มีแผนที่จะเดินทางไปไต้หวันแต่เราจะยังคงในการสนับสนุนไต้หวันต่อไปในฐานะที่มีเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ มีประชาธิปไตยที่สดใส ซึ่งจะสร้างความดีงามบนโลกใบนี้

There are no plans to travel to #Taiwan this week but we will continue our consistent support for Taiwan as a successful market economy, vibrant democracy, and force for good in the world. https://t.co/K5JZzB8C7D

— Morgan Ortagus (@statedeptspox) January 11, 2021

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ของจีนเตือนว่าหากปอมเปโอเยือนไต้หวันอีกครั้งอาจนำไปสู่สงคราม

ทั้งนี้ ปอมเปโอได้ออกแถลงการณ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยระบุว่ารัฐบาลสหรัฐขอยกลิกข้อจำกัดทั้งหมดเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐและไต้หวัน เนื่องจากข้อจำกัดดังกล่าวนั้นมีขึ้นเพื่อพยายามเอาใจระบบคอมมิวนิสต์ของจีน และในอนาคตการติดต่อระหว่างสหรัฐและไต้หวันควรดำเนินการโดยสถานทูตสหรัฐในไต้หวันเท่านั้น

ขณะที่ จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าจีนขอประณามการเคลื่อนไหวของปอมเปโอ และจะยืนหยัดต่อสู้กับความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะบ่อนทำลายผลประโยชน์ของจีน และการที่ต่างประเทศเข้ามาติดต่อกับไต้หวันนั้นถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของจีน

Photo by NICHOLAS KAMM / AFP

เตือนลงทุนบิตคอยน์ระวังหมดตัวหลังผันผวนหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642515

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 14:30 น.เตือนลงทุนบิตคอยน์ระวังหมดตัวหลังผันผวนหนักทางการอังกฤษเตือนนักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะบิตคอยน์ให้ระวังสูญเงินทั้งหมด

สำนักงานกำกับตลาดการเงินอังกฤษ (FCA) เตือน ผู้ที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency)โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิตคอยน์ (bitcoin) หรือการลงทุนหรือให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลที่อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูง ให้ระวังจะสูญเงินทั้งหมด เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวมีความซับซ้อน ทำให้ผู้ลงทุนบางรายอาจไม่เข้าใจความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งยังไม่มีการการันตีว่าสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ส่งผลให้ผู้ลงทุนต้องตกอยู่ภายใต้กฎอุปสงค์และอุปทานของตลาด

“FCA ตระหนักว่า บริษัทบางแห่งกำลังเสนอการลงทุนในรูปสกุลเงินดิจิทัล หรือปล่อยกู้ หรือให้มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งถ้าผู้บริโภคเข้าลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็ควรเตรียมตัวที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด” FCA ระบุ

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดความผันผวนในตลาดเงินดิจิทัล จากข้อมูลของ CoinMarketCap ผู้ให้บริการข้อมูลสกุลเงินดิจิทัลระบุว่า เมื่อเวลา 22.30 น.ของวันจันทร์ตามเวลาประเทศไทย มูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัลร่วงลงเหลือ 900,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากทะยานขึ้นไปถึง 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้ หรือหายไปถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเวลา 24 ชั่วโมง

และแน่นอนว่าส่งผลกระทบไปถึงสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างบิตคอยน์ด้วย โดยบิตคอยน์ร่วงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 30,200 เหรียญสหรัฐ หลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42,000 เหรียญสหรัฐ หรือลดลง 28% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าในตลาดหายไปถึง 125 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือตกลง 17% ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง

การร่วงของบิตคอยน์เกิดขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ Sunday Times ของอังกฤษรายงานว่า บรรดาธนาคารรวมทั้ง HSBC เตรียมออกกฎห้ามไม่ให้โอนเงินจากการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ

ที่ผ่านมาบิตคอยน์เป็นที่นิยมของนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นช่องทางการลงทุนเพื่อหนีภาวะเงินเฟ้อ ทว่ามีผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสกุลเงินดิจิทัลนี้อาจนำมาสู่ปัญหา และเงินบิตคอยน์ก็ไม่มีมูลค่าในตัวเอง

ไมรอน จ็อบสัน จากแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ Interactive Investor ระบุว่า ที่น่าห่วงคือบรรดานักลงทุนแมงเม่า ที่มักจะกระโดดเข้ากองไฟโดยไม่ดูให้ดี จนตกเป็นเหยื่อการตลาดที่นำกราฟที่พุ่งขึ้นมาเป็นเหยื่อล่อ ยอมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่มีความซับซ้อมสูง ความเสี่ยงสูง และเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างใหม่

ด้านไมเคิล อาร์ทเน็ตต์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของธนาคาร Bank of America Securities เตือนว่า บิตคอยน์ถือเป็น “มารดาของฟองสบู่ทั้งปวง”

ทรัมป์ไฟเขียวประกาศภาวะฉุกเฉินวอชิงตัน ดี.ซี. รับมือม็อบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642520

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 13:15 น.ทรัมป์ไฟเขียวประกาศภาวะฉุกเฉินวอชิงตัน ดี.ซี. รับมือม็อบโดนัลด์ ทรัมป์อนุมัติประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมพร้อมม็อบป่วนพิธีสาบานตนไบเดน

เว็บไซต์ของทำเนียบขาวแถลงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อนุมัติการประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากที่หลายฝ่ายเตือนถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดนในวันที่ 20 มกราคมนี้

โดยประกาศภาวะฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม ถึง 24 มกราคม

ทั้งนี้ ทรัมป์มอบหมายให้สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FEMA) ประสานงานเพื่อบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่จากสถานการณ์ฉุกเฉินและให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น

รวมถึงปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยของประชาชนเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นอกจากนี้ FEMA จะทำหน้าที่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินโดยจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง

เช่นเดียวกับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ที่ออกคำเตือนก่อนหน้านี้ว่ากลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์อาจมีการเดินขบวนประท้วงพร้อมอาวุธเพื่อต่อต้านไบเดนในทั้ง 50 รัฐรวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 16 ถึง 20 มกราคมนี้

AFP PHOTO / NICHOLAS KAMM

สิงคโปร์ผลักดัน ‘อั่งเปาออนไลน์’ รับกระแสสังคมไร้เงินสด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642481

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.สิงคโปร์ผลักดัน 'อั่งเปาออนไลน์' รับกระแสสังคมไร้เงินสดสิงคโปร์รณรงค์ให้ประชาชนหันมาแจกและรับอั่งเปาออนไลน์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อลดมลพิษจากการพิมพ์ธนบัตรใหม่

บลูมเบิร์กรายงานว่าประเพณีการแจกอั่งเปาในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นธนาคารต้องพิมพ์ธนบัตรใหม่จำนวนมากซึ่งสร้างมลพิษไม่ต่างจากการชาร์จสมาร์ทโฟน 5.7 ล้านเครื่องเป็นเวลา 5 วัน สิงคโปร์จึงได้ผลักดันการแจกอั่งเปาออนไลน์

โดยองค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore) ซึ่งมีสถานะเป็นธนาคารกลางของประเทศระบุว่าการผลิตธนบัตรใหม่สำหรับเทศกาลตรุษจีนสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 330 ตันในแต่ละปี

จึงได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาแจกอั่งเปาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทนการให้เงินใส่ซองซึ่งนอกจากจะสามารถมอบให้กันได้ในระยะไกลแล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปริมาณในการพิมพ์ธนบัตรใหม่อีกด้วย

เบอร์นาร์ด วี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์แถลงว่า “อั่งเปาออนไลน์จะช่วยลดการรอคิวที่ธนาคารและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

สำหรับผู้ที่ต้องการธนบัตรใหม่เพื่อแจกในเทศกาลตรุษจีนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ จะต้องทำการจอล่วงหน้าผ่านธนาคาร เว้นแต่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้พิการ

เช่นเดียวกับประเทศจีนที่เริ่มมีการแจกอั่งเปาออนไลน์แล้ว โดยมีจำนวนผู้ใช้ฟีเจอร์แจกและรับอั่งเปาทางแอปพลิเคชันวีแชท (We Chat) ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มขึ้นเป็น 823 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 688 ล้านคนในปี 2018

ส่อวุ่นอีก! FBI เตือนกลุ่มหนุนทรัมป์เตรียมประท้วงทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642509

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 10:15 น.ส่อวุ่นอีก! FBI เตือนกลุ่มหนุนทรัมป์เตรียมประท้วงทั่วประเทศกลุ่มหนุนทรัมป์เตรียมนัดรวมตัวป่วนพิธีสาบานตนของ โจ ไบเดน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เตือนว่า กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมรวมตัวประท้วงอีกครั้งพร้อมอาวุธที่ศาลาว่าการของแต่ละรัฐทั้ง 50 แห่งและที่อาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ระหว่างวันที่ 16-20 ม.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนและระหว่างที่ โจ ไบเดน จะทำพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ความหวั่นวิตกดังกล่าวทำให้มีคำสั่งเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยทั้งรัฐบาลกลาง ทางการแต่ละรัฐและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่างเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ความรุนแรงหลังจากการบุกอาคารรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนมีผู้เสียชีวิต 5 รายรวมทั้งตำรวจรัฐสภา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากรัฐเวอร์จิเนีย แมริแลนด์ และนิวเจอร์ซีจะถูกส่งไปประจำในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ในวันสาบานตน ส่วนกรมตำรวจนิวยอร์กจะส่งเจ้าหน้าที่ 200 นายไปช่วย ขณะที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) วางแผนเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ราว 15,000 นายสำหรับวันดังกล่าว

นอกจากนี้ FBI ยังระบุว่า มีการข่มขู่ว่าจะก่อจลาจลหากทรัมป์ถูกถอดถอนด้วยบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25 (25th Amendment) ก่อนพิธีสาบานตนในวันที่ 20 ม.ค. รวมทั้งขู่ว่าจะทำร้ายไบเดน และคามาลา แฮร์ริสด้วย

อย่างไรก็ดี ไบเดนเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่กลัวที่จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง และคาดหวังว่าพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นกลางแจ้งตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมา

มาเลย์เอาไม่อยู่ กษัตริย์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642505

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 09:01 น.มาเลย์เอาไม่อยู่ กษัตริย์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศกษัตริย์มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19

สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลละฮ์ ชะฮ์ของมาเลเซียทรงใช้พระราชอำนาจประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด -19

สถานการณ์ฉุกเฉินจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคมหรือเร็วกว่านั้นขึ้นอยู่กับสถานะของการติดเชื้อโคโรนาไวรัส สำนักพระราชวังกล่าวในแถลงการณ์

“อัล-สุลต่านอับดุลละฮ์ทรงมีความเห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด -19 อยู่ในขั้นวิกฤตและมีความจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน” สำนักพระราชวังกล่าว

นายกรัฐมนตรีมุฮ์ยิดดิน ยัซซิน ขอให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มุฮ์ยิดดิน ยัซซินได้ประกาศห้ามการเดินทางทั่วประเทศและการล็อคดาวน์14 วันในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์และใน 5 รัฐโดยกล่าวว่าระบบการรักษาพยาบาลของประเทศอยู่ในจุดที่แบกรับไม่ไหวแล้ว 

จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในมาเลเซียพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วซึ่งทะลุ 3,000 รายเป็นครั้งแรก ผู้ติดเชื้อทั้งหมดทะลุ 138,000 รายในวันจันทร์โดยมีผู้เสียชีวิต 555 ราย

Photo by Handout / Malaysia National Palace / AFP

“เมียนมา”ยังพบผู้ติดโควิดต่อเนื่อง ยอดสะสมพุ่งกว่า 1.3 แสนราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642503

วันที่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 08:54 น."เมียนมา"ยังพบผู้ติดโควิดต่อเนื่อง ยอดสะสมพุ่งกว่า 1.3 แสนรายเมียนมายังพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในประเทศต่อเนื่อง ล่าสุดพบเพิ่มอีก 582 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมอยู่ที่ 131,185 ขณะที่ผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 2,858 ราย

กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมา รายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในประเทศจำนวน 582 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 131,186 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 12 ราย ส่งผลให้ยอดสะสมอยู่ที่ 2,858 ราย

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก หลังจากที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรก 2 รายในวันที่ 23 มี.ค.2563

ด้าน กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาประกาศขยายเวลาห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศจนถึงวันที่ 31 ม.ค.64 จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธ.ค.63 เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

จลาจลคองเกรสให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642483

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 20:34 น.จลาจลคองเกรสให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย?วิเคราะห์แนวโน้มหลังความวุ่นวายในสหรัฐ ไทยควรจะเรียนรู้อะไรจากความวุ่นวายในดินแดนที่เรียกว่า “แม่แบบประชาธิปไตย”

1. เราจะเห็นได้ว่าผู้นำที่ได้รับเลือกจากกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้องอย่างโดนัลด์ ทรัมป์อาจทำเรื่องที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยได้ ด้วยการปลุกระดมม็อบให้ทำลายสถาบันหลักของประเทศ (สภานิติบัญญัติ) บุคคลประเภทนี้เรียกว่า Demagogue คือ ผู้นำทางการเมืองที่แสวงหาการสนับสนุนโดยปลุกระดมมวลชนโดยใช้อารมณ์และข้อกล่าวหาที่เหมือนจะจริงแต่ไม่จริง (เฟคนิวส์) เพื่อหวังผลทางการเมือง นี่คือจุดอ่อนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ที่เสียงส่วนมากจะเลือกใครเข้ามาก็ได้แม้ว่าคนนั้นอาจมีปัญหาซีเรียสมากๆ แบบทรัมป์

2. ดังนั้นเพื่อป้องกันความหายนะจากนักการเมืองแบบ Demagogue นักปรัชญาการเมืองจึงพยายามจะบอกว่าแม้เราจะมีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว แต่ถ้ามีคนใช้เสรีภาพคุกคามเสรีภาพคนอื่น เราจะไม่ทนเช่นกัน และตอนนี้สังคมอเมริกันจึงต้องปิดปากทรัมป์ในทันทีเพื่อไม่ให้คนแบบนี้มีปากมีเสียงเพื่อปลุกระดมคนให้ทำเรื่องเลวร้าย โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ จึงแบนทรัมป์จากการใช้งานและยังปิดเพจการเมืองสุดโต่งที่หนุนทรัมป์เพื่อป้องกันคนพวกนี้ระดมพลก่อความวุ่นวายอีก

3. แต่การปิดปากทรัมป์และพรรคพวกก่อให้เกิดคำถามว่า เป็นการละเมิดหลักการเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือไม่ เพราะตามอุดมการณ์การเมืองของอเมริกานั้นเสรีภาพด้านการแสดงความเห็นไม่ว่าจะของใครก็ตามถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดและยังระบุไว้ในมาตราแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ของสหรัฐด้วย คำถามก็คือ การปิดปากทรัมป์ชอบธรรมหรือไม่? แม้จะมีนักปรัชญาการเมืองอธิบายไว้ว่าการกำจัดคนที่เป็นภัยต่อเสรีภาพผู้อื่นเป็นความชอบธรรมก็ตาม 

4. แม้ว่าการกระทำของทรัมป์จะผิดหลักการและกฎหมาย แต่เพราะสังคมที่แตกแยกอย่างมาก (เหมือนในประเทศไทย) ผู้สนับสนุนทรัมป์รวมถึงฝ่ายที่ไม่หนุนทรัมป์แต่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาไม่เห็นว่าการปลุกระดมของทรัมป์เป็นเรื่องที่ผิด แต่ชี้ว่าสิ่งที่ผิดคือการไปปิดปากทรัมป์โดยฝ่ายตรงข้ามที่พวกเขาเรียกว่า “พวกฝ่ายซ้าย” ที่ทำลายหลักการของประเทศ จะเห็นว่าสังคมที่แตกแยกอย่างหนัก แต่ละฝ่ายจะไม่มีใครยอมรับว่าตนผิด และสังคมแบบนี้ง่ายมากที่จะเกิดปรากฎการณ์ “กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ”

5. เมื่อมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับทรัมป์ เกิดคำถามว่าแล้วทำไมโซเชียลเน็ตเวิร์กสัญชาติอเมริกันถึงไม่ยอมแบนนักการเมืองจอมปลุกระดมด้วยเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว, นักปลุกระดมทางการเมืองด้วยความเท็จ หรือข่าวปลอมในประเทศที่มีปัญหาความแตกแยกทางการเมืองรุนแรง จนทำให้การเสถียรภาพในประเทศนั้นๆ สั่นคลอนอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศที่มีการชุมนุมประท้วงและถูกสหรัฐเข้ามาแทรกแซงโดยอ้างเสรีภาพและประชาธิปไตย

6. การกระทำแบบหลายมาตรฐานทำให้ชาวโลกได้ข้ออ้างที่จะสวนกลับสหรัฐและชาติตะวันตกบางประเทศ (เช่นเวียดนาม) ที่เร็วๆ นี้สหประชาชาติแสดงกังวลเรื่องการลงโทษนักข่าวสามคนและการที่รัฐบาลเวียดนามกดขี่เสรีภาพในการแสดงความเห็น ในเพจของสำนักข่าว Voice of America (ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรส) มีชาวเวียดนามมาแสดงความเห็นว่า “สนใจเรื่องของคุณเถอะ ฉันเกรงว่าประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาไม่มีเสรีภาพในการพูด บัญชีโซเชียลมีเดียของเขาถูกระงับโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปแล้ว”

7. อีกข้อถกเถียงกันก็คือ อิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สามารถปิดปากใครก็ได้แม้แต่ “ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” และยังลามไปถึงกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนทรัมป์ ทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่านายทุนโซเชียลเน็ตเวิร์กมีอำนาจมากเกินไปหรือไม่ ถ้าเกิดว่าบริษัทเหล่านี้ต้องการจะชี้นำระบอบการเมืองหรือค่านิยมอะไรให้สังคม คนเหล่านี้ก็แค่ Boost โพสต์กลุ่มที่เห็นตรงกับพวกเขา แล้ว Ban พวกที่เห็นต่าง

8. เรื่องนี้จะกระทบประเทศอื่นๆ ด้วยในไม่ช้า (ในกรณีของไทยอาจเกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำ) โซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีอำนาจในการ Boost และ Ban กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในประเทศใดก็ได้ที่ตนเห็นว่าให้ประโยชน์แก่นายทุนโซเชียล หรือในอนาคตนายทุนโซเชียลอาจจะร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐ/ชาติตะวันตกในการ Boost และ Ban ใครก็ตามที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนในประเทศไหนๆ ก็ตาม

9. ความกังวลนี้อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาหุ้นของ Twitter ลดลง 7% หลังจากประกาศ Ban ทรัมป์ตลอดกาล นักวิเคราะห์บอกผ่านสำนักข่าว Bloomberg ว่าการทำแบบนี้เท่ากับโซเชียลเน็ตเวิร์กทำตัวเป็นตัวคัดกรองความเห็น ไม่ใช่สื่อที่เป็นสื่อกลางจริงๆ และเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลต้องจัดระเบียบโซเชียลเน็ตเวิร์ก คำถามก็คือหากประเทศอื่นจัดระเบียบ Twitter แล้ว ประเทศไทยควรทำตามหรือไม่? หรือหากไทยทำตามเราจะใช้มาตรฐานไหน? เพราะสหรัฐที่ทำตัวเป็นผู้กำหนดมาตรฐานโลกยังสับสนตัวเองอยู่ในเวลานี้

10. ในส่วนของวงการการเมือง มีบทเรียนหนึ่งที่ไทยน่าจะเรียนรู้ได้ ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันจะเข้าข้างทรัมป์มาโดยตลอด แต่เมื่อทรัมป์ทำลายหลักการอันเป็นเสาหลักของประเทศ รีพับลิกกันก็หันหลังให้กับทรัมป์ในทันที และบางส่วนยังแสดงท่าทีสนับสนุนกกระบวนการถอดถอนทรัมป์ด้วย บทเรียนก็คือ เมื่อถึงที่สุดแล้วนักการเมืองจะต้องเลิกยึดติด “หัว” หากหัวจะพาประเทศชาติหรือแม้แต่พรรคล่มสลาย

11. ท่าทีของรีพับลิกันอาจมองได้ว่าเป็นการแสดงความเป็นนักการเมืองมืออาชีพที่ยึดกับหลักการมากว่าตัวบุคคล หากหลักการของประเทศถูกสั่นคลอน แต่ก็ยังอาจมองได้ว่าเป้นการรักษาตัวรอดเป็นยอดดีของพวกรีพับลิกัน เพราะการกระทำที่ล้ำเส้นของทรัมป์เสี่ยงที่จะทำให้รีพับลิกันสูญเสียคะแนนนิยมในระยะสั้น หากเป็นประเด็นหลังเท่ากับรีพับลิกันตัดหางปล่อยวัดพวกฝ่ายขวาสุดโต่งแล้ว

12. อย่างไรก็ตาม สังคมที่แตกแยกอย่างหนักยากที่จะประสานได้ง่ายๆ ทรัมป์ได้ปลดปล่อยพวกสุดโต่งที่ถูกเก็บอาการมานาน หลังจากนี้คนเหล่านี้ก็จะยังจะเป็นแบบเดิมต่อไป (เช่นขู่ว่าจะไปป่วนงานสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน) และในอนาคตรีพับลิกันอาจจะใช้ประโยชน์จากคนกลุ่มนี้ต่อไปโดยอาจหาตัวแทนที่สุดโต่งน้อยกว่าทรัมป์ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นสาวกที่เหนียวแน่นของการเมืองฝ่ายขวา จนเปลี่ยนมาเป็นอีกด้านได้ยาก

13. ในระดับการเมืองโลก ไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีเห็นเหตุการณ์ที่วอชิงตัน ดีซี. แล้วรู้สึกกังวล และเตือนว่าประชาธิปไตยของสหภาพยุโรปเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในสหรัฐ ดังนั้นเขาจึงเสนอให้มีการส่งเสริมประชาธิปไตยในวงกว้างโดยให้สหรัฐและสหภาพยุโปรเป็นแกนนำเรียกว่า ‘Marshall Plan for democracy‘ หรือแผนมาร์แชลล์เพื่อประชาธิปไตย เลียนแบบชื่อแผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ที่สหรัฐช่วยฟื้นฟูยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

14. สิ่งสำคัญที่ไฮโก มาสบอกก็คือ “เราจะต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับศัตรูของประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal democracy) ซึ่งก็คือประชาธิปไตยแบบประเทศตะวันตก คำพูดนี้ทำให้นึกถึงความพยายามของประเทศตะวันตกที่จะยัดเยียดให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีระบอบการปกครองแบบตะวันตก หากประเทศไหนไม่ปฏิบัติตามจะถูกคว่ำบาตร ซึ่งสิ่งที่คนไทยต้องตรึกตรองให้ดีก็คือ ประชาธิปไตยเสรีนิยมมีข้อดี แต่มันก็มีข้อเสียเช่นกัน ในขณะที่มันมีค่านิยมสากลที่เราต้องปฏิบัติ เช่น สิทธิมนุษยชน มันก็มีค่านิยมเฉพาะของตะวันตกที่ไม่เข้ากับสังคมไทยและไทยต้องทบทวนให้ดีว่าไทยควรจะคล้อยตามหรือไม่

15. แต่ในแง่หนึ่งก็อาจมองว่าประเทศตะวันตกเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะรู้สึกหวั่นใจว่าระบอบของตนถูกบ่อนทำลายจากภายดินแดนของตนนั่นเองเพราะแม้แต่นอกสหรัฐผู้คนยังเสียงแตกกันระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเสรีนิยม ดังนั้นหลังจากนี้ประเทศตะวันตกจะเกิดกลไกป้องกันตนเองขึ้นมา ด้วยการเร่งยัดเยียดประชาธิปไตยตามใบสั่ง เพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนตัวเอง

17. หมายเหตุท้ายเรื่อง – หลังจากที่บทความนี้เขียนเสร็จไม่กี่ชั่วโมงโฆษกของอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีซึ่งถือเป็นเสาหลักหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยตะวันตกกล่าวว่า การ Ban ทรัมป์จาก Twitter เป็นเรื่องที่มีปัญหา (problematic) และเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงอีกและชี้ว่าการปิดปากทรัมป์นั้นเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานนี้สามารถแทรกแซงได้ แต่ต้องทำตามกฎหมายและอยู่ในกรอบที่กำหนดโดยฝ่ายนิติบัญญัติ – ไม่ใช่โดยการตัดสินใจของผู้บริหารแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” คำกลา่วนี้อาจนำไปสู่การควบคุมโซเชียลมีเดียที่มีอำนาจล้นฟ้าจนเสี่ยงต่อสถานะของระบอบประชาธิปไตย

Photo by SAUL LOEB / AFP